Memory of Tomorrow วันพรุ่งนี้ในความทรงจำ – Memory of Tomorrow วันพรุ่งนี้ในความทรงจำ – ตอนที่ 212

Memory of Tomorrow วันพรุ่งนี้ในความทรงจำ - ตอนที่ 212
ตอนที่ 212
โดย 

ตอนที่ 212 บทสรุปอันยิ่งใหญ่ (4)

             ฤดูหนาวปีนี้ผ่านไปไวมาก เมื่อย่างเข้าเดือนมีนาคมเมษายนก็สามารถพับเก็บเสื้อตัวหนาได้แล้ว ดวงอาทิตย์ไม่ได้ส่องแสงเพียงผิวเผินอีกต่อไป แต่เป็นสีทองระยิบระยับอันอบอุ่น ไม่ทันรู้ตัวต้นไม้ก็แตกหน่อใหม่อีกครั้งและรวมตัวเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว ดอกไม้ยื่นออกมาจากกิ่งกระดูกสีน้ำตาล ต้นหญ้าโผล่ยอดขึ้นมาให้เห็น มีแสงแดดรำไรอยู่บนยอดหญ้า แต่หลังจากผ่านไปสามวัน สัญญาณของฤดูใบไม้ผลิที่ไร้ซุ่มเสียงเหล่านี้ก็เกิดความหยิ่งผยอง ต้นไม้ใหญ่เป็นเหมือนยักษ์ที่ถูกปลุกให้ตื่นฉับพลัน เพียงแค่ยื่นแขนก็สามารถบดบังเส้นทางได้ทั้งหมด เงาของนกนางแอ่นสองสามตัวพุ่งผ่านเงาต้นไม้ที่เว้าแหว่งเป็นครั้งคราว เสียงของจิ้งหรีดดังอยู่ทุกซอกมุมตั้งเช้าจรดค่ำ

            วิทยานิพนธ์สำเร็จการศึกษาของอี้เป่ยซีมาถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว อี้เป่ยซีไม่ได้จับใจความข้อเสนอแนะของอาจารย์ที่ให้เธอคราวก่อนได้ทั้งหมด หลังจากแก้ไขแล้วจึงพบความผิดพลาด แต่ว่ายังเหลือเวลาอีกมากจึงไม่ต้องรีบร้อนอะไร พุ่มไม้ใหญ่ถูกลมพัดปลิวจนทำให้เกิดเสียงดังมากเหมือนเสียงคลื่นในทะเล อี้เป่ยซีเดินช้าลงโดยไม่รู้ตัว กลิ่นหอมของหญ้าเขียวล่องลอยอยู่ในอากาศ

            อี้เป่ยซีมองปลายเท้าของตัวเอง ตอนนี้เธอเดินผ่านอาคารเรียน ห้องสมุด อาคารธุรการ และอาคารเรียนอีกหลัง ด้านหน้าก็จะเป็นโรงอาหาร สนามเด็กเล่น และลานจตุรัส ก้อนหินขนาดใหญ่ถูกวางอยู่ตรงกลางจตุรัส ตัวอักษรที่เขียนด้วยหมึกสีแดงนั้นหนาและน่าเกรงขาม ด้านซ้ายมือของจตุรัสคือหอพัก ถัดไปอีกหน่อยถือศูนย์กิจกรรมนักศึกษา จากนั้นก็ถึงประตูมหาวิทยาลัย เธอหยุดอยู่หน้าป้ายกลอนคู่ที่หน้าประตู

            เวลาผ่านไปไวมาก เมื่อก่อนมักจะรู้สึกทุกๆ วินาทีนั้นผ่านไปอย่างยากลำบาก เมื่อหันกลับไปมองจึงพบว่าแท้จริงแล้ววันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หนึ่งปี สองปี สามปี เวลาที่ฟังดูยาวนานและยิ่งใหญ่แบบนี้ สามารถบีบอัดเป็นชิ้นเล็กๆ และเก็บไว้ในหน่วยความจำ มันทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองเพิ่งจะก้าวเข้ารั้วมหาวิทยาลัยเมื่อวาน วันนี้ก็ใกล้จะเรียนจบแล้ว

            อี้เป่ยซีหันกลับไปมองมหาวิทยาลัย โรงอาหารตั้งอยู่ตรงกลาง ตอนนี้ยังเป็นเวลาเรียน มีเพียงสองสามคนที่อยู่บนทางเดิน ปากของพวกเขาปิดๆ เปิดๆ กำลังพูดคุยถึงเรื่องที่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยจะพูดคุยกัน บางทีสิ่งที่พวกเขากำลังพูดถึง อาจเป็นเรื่องที่อี้เป่ยซีเคยพูดถึง หรือเป็นเรื่องที่รุ่นพี่ของอี้เป่ยซีเคยพูดถึง อี้เป่ยซีเหมือนมองเห็นภาพในอดีตจากพวกเขา เงาที่แตกต่างกลับมาบรรจบกันอย่างแปลกประหลาด จากสีขาวดำสู่สีสันสดใส จู่ๆ เธอก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์ที่นี่

            ห้องอ่านหนังสือ ห้องสมุดและโรงอาหารที่ต้องนั่งลงอย่างระมัดระวังทุกครั้ง หอพักที่เก่าแก่มากจนทางมหาวิทยาลัยพูดอยู่เสมอว่าจะซ่อมแซมแต่ก็ไม่เคยซ่อมสักที ห้องเรียนที่เครื่องใช้ไฟฟ้าเสียตั้งแต่ศตวรรษที่แล้ว เพื่อนนักศึกษาที่ชอบ ‘คุยโวโอ้อวด’ และผู้บรรยายที่มีรอยยิ้มแสนใจดี

            ทำไมต้องจากไปด้วย อี้เป่ยซีไม่ค่อยเข้าใจ ทำไมต้องเป็นเหมือนกับนกที่ยังไม่ตาย ที่ไม่อยากหยุดพักบนทุกกิ่งไม้ที่พบเห็น จนกระทั่งชีวิตใกล้จะดับสลายแล้วจึงหยุดอยู่บนกิ่งไม้ ไม่เช่นนั้นก็จะหนีต่อไปไม่หยุด

            ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยวูบผ่านในหัวของอี้เป่ยซีอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่เมื่อได้เจอกับลั่วจื่อหาน ฉินรั่วเข่อ มู่ลี่ไป๋ เยี่ยฉิน หลิงจื่อเซี่ย…ชิ้นส่วนของเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างนี้กระพริบถี่เหมือนโคมไฟ การโต้เถียง เสียงหัวเราะ การแตกสลาย การปกปิด การสวมกอด สีสันที่หลายหลายเติมเต็มแสงของโคมไฟนั้น ภาพทั้งสมบูรณ์และหนักแน่นราวกับไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์

            “เสี่ยวซี” อี้เป่ยซีคุยเรื่อยเปื่อยกับอาจารย์ผู้สอนระหว่างการหารือทำให้เสียเวลามากขึ้น ลั่วจื่อหานไม่เจอเธอจึงต้องการจะเข้าไปหาเธอที่มหาวิทยาลัย เมื่ออยู่ที่ประตูก็เจอกับอี้เป่ยซีพอดี “เสร็จแล้วเหรอ?”

            อี้เป่ยซีพยักหน้า ปล่อยให้ลั่วจื่อหานจูงไปขึ้นรถ ทันทีที่นั่งลงที่นั่งข้างคนขับ อี้เป่ยซีก็พิงหน้าต่างรถด้วยความอ่อนล้า มองดูประตูใหญ่ของมหาวิทยาลัย กระเบื้องโมเสคที่อยู่ในเนื้อบรอนซ์เงินตั้งอยู่บนหินอ่อนหยกสีดำ ทุกลายเส้นนั้นเต็มไปด้วยความปราณีต ราวกับว่ามันต้องการจะจารึกไว้ในร่างกายผ่านสายตาของคุณ อี้เป่ยซีกำลังดื่มด่ำกับมัน ตัวอักษรไม่กี่ตัวนั้นได้ทิ้งรอยหยักลึกและความเว้านูนไม่สม่ำเสมออยู่ในจิตสำนึกที่วุ่นวาย

            “เป็นอะไรไป?”

            “มันคืออารมณ์อ่อนไหวของผู้สำเร็จการศึกษา”

            ลั่วจื่อหานหัวเราะ เปิดเครื่องเสียงภายในรถ เสียงดนตรีที่อ่อนโยนดังขึ้นช้าๆ “ฉันนึกว่าเธออดใจรอไม่ไหวมาตลอดซะอีก”

            “ฉันมีอะไรที่รอไม่ไหวล่ะ ฉันก็ไม่ได้อยากเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยตลอดชีวิตหรอกนะ”

            ท่อนอินโทรผ่านไป นักร้องเริ่มฮัมเพลงเบาๆ

            คุณเคยพูดว่าเวลาที่คดเคี้ยวนั้นไม่มีที่สิ้นสุด และไม่สามารถกลับไปสู่จุดเริ่มต้น เรื่องราวไม่ได้ไหลไปตามกาลเวลา เมื่อไม่คาดหวังที่จะอยู่ นับประสาอะไรกับการครอบครอง

            “อืม เธอเป็นนักศึกษาตลอดไปก็ไม่เป็นไรนะ แต่ว่าก่อนอื่นคิดเรื่องฉันหน่อยได้ไหม” ลั่วจื่อหานเห็นว่าบนถนนนั้นคนเยอะ จึงเลี้ยวเข้าถนนเส้นเล็กค่อนข้างเงียบสงบ

            “คิดอะไร ฉันเคยไม่คิดถึงนายด้วยเหรอ” อี้เป่ยซีพิงหาลั่วจื่อหาน

          คุณบอกว่าเมื่อเลิกกันก็จะไม่หันกลับมามอง ใบไม้แห้งเหี่ยวมิอาจหวนคืน ฉะนั้นอย่าเริ่มต้นด้วยการให้ทุกอย่าง เรือที่จากไปอย่างโดดเดี่ยวไม่อาจเข้าใจความเจ็บปวดจากฝั่งได้

            ลั่วจือหานยกมุมปากยิ้ม “คิดๆ ดูแล้ว ปีนี้คุณอาก็อายุไม่น้อยแล้ว ควรจะจัดงานแต่งได้แล้วยัง?”

          คุณได้ยินเสียงฉันร้องไห้หรือเปล่า คุณไม่เข้าใจความเงียบงันของฉันหรอก ความสุขที่คุณต้องการ เมื่อไรที่ฉันจะได้มีส่วนร่วม

            อี้เป่ยซีหน้าแดง มองเขาอย่างเขินอายแล้วมองนอกไปนอกหน้าต่าง “ใช่ คุณอาอายุมากแล้วจริงๆ เรื่องนี้ต้องรีบซะแล้ว เฮ้อ แต่น่าเสียดายฉันยังเป็นเด็กอยู่เลย ไม่จำเป็นต้องคิดเรื่องนี้ ก็เลยช่วยคุณอาไม่ได้”

            “ไม่ต้อง แค่เธอมาในวันเข้าพิธีได้ คุณอาก็พอใจและมีความสุขแล้ว”

            “คุณอา” อี้เป่ยซียิ้มขี้เล่น “ถ้าฉันไม่มาล่ะ?”

            ฉันสร้างบ้านของคุณเสร็จแล้ว หากพรุ่งนี้ไม่ตอบรับตามที่คาดไว้ ก็ยังมีเวลาที่จะจุดไฟ บนเรืออันโดดเดี่ยวสามารถมองเห็นท้องฟ้ายามค่ำคืนได้

            “เธอมาแน่”

            ‘ก็ได้ ฉันไปแน่’ อี้เป่ยซีพยักหน้า แสงแดดอบอุ่นส่องอยู่บนเสื้อเชิ้ตสีขาวของลั่วจื่อหาน

            แบบนี้ก็จะไม่พรากจากกันแล้ว ไม่พรากจากกันแล้ว ไม่พรากจากกันอีกแล้ว

ตอนที่ 211
โดย 

ตอนที่ 211 บทสรุปอันยิ่งใหญ่ (3)

               ลั่วจื่อหานตื่นเช้ามาก อี้เฉิงตั้งใจตื่นแต่เช้าแต่ก็ยังเผชิญหน้ากับเขา อี้เฉิงที่เดิมทีไม่ได้เป็นคนตื่นเช้าไร้ซึ่งความกระกรี้กระเปร่า ต่างกับชายหนุ่มข้างๆ ที่หน้าตาสดใสอย่างเห็นได้ชัด

            “ตื่นเช้าจังเลยนะ”

            ลั่วจื่อหานพยักหน้า “กลัวจะทำให้ธุระคุณลุงล่าช้า”

            “โอ้…” อี้เฉิงมองเขา “เอาเถอะ พวกเราไปกัน”

            อี้เฉิงก็ไม่ได้คิดจะทำให้ใครลำบากใจ เขาพาลั่วจื่อหานออกไปเดินเล่น เวลานี้ทุกคนต่างอยู่ในบ้าน ทั่วทั้งย่านเงียบสงบอย่างเห็นได้ชัด อี้เฉิงหายใจออกมาเป็นหมอก มองไปยังมุมพระอาทิตย์ที่เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้า

            “เสี่ยวซีไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ ของฉัน”

            “ครับ ผมรู้”

            “บางเรื่องฉันเข้าไปยุ่มย่ามไม่ได้ แต่ว่าส่วนที่ฉันยุ่มย่ามได้ ฉันจะไม่ใจอ่อนเด็ดขาด”

            ลั่วจื่อหานไม่ได้พูดอะไร

            “เธอคงจะสืบเรื่องชีวิตของเสี่ยวซีมาไม่น้อยสินะ ฉันก็ไม่มีอะไรจะพูดกับเธอ พวกเราไม่ได้กลัวว่าเสี่ยวซีอยู่กับเธอแล้วจะถูกรังแก แม้จะเป็นคนที่บ้านเธอ ฉันอี้เฉิงก็จะไม่อ่อนข้อให้ เพียงแต่…”

            อี้เฉิงหยิบบุหรี่ออกมาจากกระเป๋า จุดให้ตัวเอง “เขาไม่เหมาะกับสถานที่ที่ซับซ้อน เรื่องนี้เธอก็มองออก ใครๆ ก็อยากให้ลูกสาวของตัวเองถูกปกป้องเหมือนกับเจ้าหญิง ฉันพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อสร้างที่หลบภัยให้เขา ถ้าจะส่งเขาไปอีกที่นึง ก็ต้องเป็นที่หลบภัยที่อบอุ่นกว่าที่เป็นอยู่”

            “เธอน่าจะเข้าใจหัวอกของคนเป็นพ่อ ที่จริงแค่เธอก็เพียงพอที่จะปกป้องเสี่ยวซีของฉันอย่างปลอดภัยไปตลอดชีวิต แต่ว่า…แต่ว่าถ้าไม่มีเธอ ทั้งชีวิตของเสี่ยวซีก็จะยิ่งปลอดภัยกว่านี้ เขาสามารถโตขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง เขาพักอยู่ในครอบครัวเป็นครั้งคราวแล้วก็บินจากไปไกล แต่ว่าลั่วจื่อหาน ในเมื่อเสี่ยวซีเลือกเธอแล้ว เขาก็เป็นได้แค่ดอกทรัมเป็ตเถา นอกจากเลื้อยเกาะเธอแล้วยังมีที่ไหนที่ไปได้อีกเหรอ? ส่วนเธอลั่วจื่อหาน จะรับประกันว่าจะดูแลเธอคนนี้ตลอดไปได้เหรอ?”

            ท่าทีของลั่วจื่อหานกลายเป็นขึงขัง เขาครุ่นคิด “คุณลุง…” เขาขมวดคิ้ว “บางทีผมก็อยากให้เป่ยซีเป็นเด็กมากกว่านี้”

            อี้เฉิงหันมองเขา

            “เธอเป็นอิสระเกินไป และขี้ระแวงเกินไป ทำให้คน…ไม่รู้ว่าต้องปฏิบัติกับเธอยังไง ถ้าเธอสามารถเป็นเด็กอย่างที่คุณลุงพูดได้ล่ะก็ เธอก็คงไม่ทรมานแบบนี้ ผมรู้ว่าคุณลุงกำลังเป็นห่วงเรื่องอะไร ภูมิหลังของคนคนนึงใช่ว่าอยากจะแยกก็แยกได้ ก็เหมือนรากต้นไม้แก่ จะกำจัดยังไงก็กำจัดได้ไม่หมด กลับยิ่งทำให้ตัวเองเปื้อนโคลนเปล่าๆ ก็เหมือนกับที่คุณลุงคิด ถ้าสุดท้ายแล้วเป่ยซีอยู่กับผม แน่นอนว่าจะต้องเผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อนพวกนี้”

            ลั่วจื่อหานก้มหน้า “ผมต้องขอโทษกับเรื่องนี้ด้วย ความพยายามของผมก็คงทำได้แค่นี้ แต่ว่าคุณลุงครับ คุณดูถูกเป่ยซีเกินไปแล้ว” เขาเผยยิ้มที่หยิ่งยะโสเป็นอย่างมาก “บางทีในสายตาของคนเป็นพ่อ เป่ยซีจะเป็นเด็กที่ไม่วันโตและต้องการคนปกป้องตลอดไป แต่ก็เป็นไปได้ว่าเพราะอยู่ต่อหน้าพ่อ เด็กก็เลยเป็นได้แค่เด็ก คุณลุงก็เหมือนผมที่รู้สึกได้ถึงพลังของเป่ยซี บางครั้งเวลาที่เธอถูกโจมตีแต่ก็ยังกอบกู้คืนมาได้ บางครั้งที่เธออาจจะทำอะไรเหมือนเด็กแต่ว่าความสามารถในการเรียนรู้ของเธอก็แข็งแกร่งมาก”

            “ผมจะไม่พูดกับคุณลุงและก็ไม่เคยสัญญากับเป่ยซีด้วย ว่าผมจะปกป้องเธอชั่วชีวิต ทั้งชีวิตนี้ผมจะรักเธอเหมือนตอนที่รักเธอครั้งแรก ส่วนเรื่องในอนาคตมันยากที่จะรับประกัน แต่อย่างน้อยสิ่งที่ผมพูดได้ตอนนี้ ก็คือจะไม่มีคนที่รักเป่ยซีมากกว่าผม และจะไม่มีใครที่อยากมอบครอบครัวที่สมบูรณ์แบบให้เป่ยซีได้ดีกว่าผม”

            “ในความรักของพวกเรา ไม่มีใครที่เป็นฝ่ายอ่อนแอหรือแข็งแรง ถ้าให้พูดกันจริงๆ อาจเป็นผมมากกว่าที่เป็นฝ่ายถูกดูแล”

            ลั่วจื่อหานมองพระอาทิตย์ที่โผล่ขึ้นมาทีละน้อย พระอาทิตย์ในฤดูหนาวไม่แสบตามาก สามารถมองมันได้โดยตรง ลูกบอลสีขาวส่งผ่านความอบอุ่นไปยังทั่วทุกอณูของร่างกายผ่านดวงตา

            “คุณลุงครับ ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณลุง ถ้าหากผมมีลูกสาวเหมือนเป่ยซี ผมก็จะรู้สึกว่าไม่มีใครที่คู่ควรกับเธอ เป่ยซีดีขนาดนี้ คำชื่มชมทั้งหมดในโลกใบนี้ก็ไม่สามารถอธิบายเธอได้ เธอคู่ควรกับสิ่งที่ดีที่สุด แต่ว่าคุณลุงครับ ถ้าไม่ยอมแม้แต่จะให้ลอง แล้วจะรู้ได้ยังไงว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเธอหรือเปล่า”

            “ผมรู้จักเป่ยซีตอนแปดขวบ ตามหาเธอมาสิบกว่าปี ถึงตอนนี้คุณลุงจะไม่เห็นด้วย ผมก็จะไม่ยอมแพ้”

            อี้เฉิงมองลั่วจื่อหานอย่างเหลือเชื่อ ตอนที่เขาคุยเล่นกับเพื่อนๆ ก็เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน ตอนนั้นยังคิดว่ามันเป็นเรื่องตลก คิดว่ามันเป็นเพียงมุกขำๆ ของเด็กน้อย วันนี้อาจจะหมกมุ่นอยู่กับของเล่นชิ้นนี้ บางทีอีกไม่กี่วันก็หายไปแล้ว ทุกคนต่างคิดว่ากำลังฟังเรื่องขบขัน แต่คิดไม่ถึงว่าเด็กคนนี้จะตามหามาสิบกว่าปีจริงๆ ทำให้ผู้ใหญ่อย่างพวกเขาต่างละอายใจ

            ใครจะสามารถยืนหยัดในการทำเรื่องเดิมๆ มาเป็นเวลากว่าสิบปี โดยปราศจากความหวังหรือผลตอบรับใดๆ เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร มีความพ่ายแพ้ สิ้นหวัง และพ่ายแพ้อย่างต่อเนื่อง ถูกปฏิเสธและตั้งคำถามอย่างไม่หยุดหย่อน คนส่วนใหญ่คงมองเข็มเล่มนั้นเหมือนความฝันที่ไร้ความหมาย แต่ว่าเด็กคนนี้ เด็กอายุแปดเก้าปีคนหนึ่งกลับมีความกล้าหาญและความตั้งใจเหลือเกิน

            “เธอ…ฉันนึกว่า เสี่ยวซีรู้เรื่องนี้ไหม?”

        ลั่วจื่อหานหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ “รู้นิดหน่อยครับ แต่ก็ไม่มีความจำเป็นต้องพูดอะไรอีก” ราวกับความทรมานและการตั้งตาคอยตลอดสิบกว่าปีหายไปพร้อมกับประโยคนี้ “สุดท้ายผมก็หาเจอ”

            อี้เฉิงก็อดไม่ได้ที่จะพยักหน้า “ใช่ โชคดีที่ในที่สุดก็หาเจอ”

            ทั้งสองคนเดินเล่นอยู่ข้างนอกไปรอบๆ โดยไม่พูดอะไรสักคำก่อนที่จะกลับบ้าน อี้เฉิงไม่สามารถดึงสติกลับมาจากความประหลาดใจอยู่นาน

            หลายปีมานี้เขาแสวงหาผลลัพธ์มากเกินไป เหมือนอีกาดื่มน้ำ มันเอาหินทั้งหมดที่อยู่ข้างกายโยนลงไปในเหยือกน้ำเล็กๆ เพียงเพื่อจะดื่มน้ำ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วก้อนหินเพียงไม่กี่ก้อนก็เพียงพอที่จะดื่มน้ำได้อย่างง่ายดาย ด้วยสมองตื้นเขินของเขาเช่นนี้จึงไม่สามารถจินตนาการได้ถึงความเพียรพยายามของจิงเว่ยในการถมทะเล

            เขาทำได้ยังไงกัน? อี้เฉิงสำรวจลูกเขยของตัวเองเป็นครั้งคราว เขารู้สึกทั้งกลัว ทั้งชื่นชม ทั้งชอบใจ

            ถ้าหากท้ายที่สุดแล้วลั่วจื่อหานไม่เจออี้เป่ยซีล่ะ? อี้เฉิงไม่กล้าจินตนาการถึงเรื่องนี้ จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าพฤติกรรมไม่เป็นมิตรที่เขามีต่อลั่วจื่อหานก่อนหน้านี้มันน่ารังเกียจแค่ไหน

            เรื่องโชคชะตาของบัณฑิตคู่หญิงงามนั้น เขากลับเป็นเหมือนชายชราที่ยื่นเท้าเข้ามายุ่มย่ามโดยมีผ้าห่อเท้าเอาไว้ อี้เฉิงหัวเราะเยาะตัวเอง

            เป่ยซีอยู่กับเขาจะต้องมีความสุขอย่างแน่นอน ถูกคนถูกเวลา ทำไมเขาถึงไม่สร้างความงามนี้ล่ะ?

            อาจเป็นเพราะรอพวกเขาสองคน อาหารเช้าจึงเพิ่งถูกเตรียม อี้เฉิงนั่งรออยู่สักพักก็ไม่เห็นอี้เป่ยซีลงมา

            “เสี่ยวซีไปไหนล่ะ?”

            คุณแม่อี้เพิ่งจะนั่งก็ลุกขึ้นยืน “ฉันจะไปเรียกเขา สงสัยเมื่อวานนั่งรถนานไปหน่อย คงเหนื่อยล่ะมั้ง”

            “คุณน้า” ลั่วจื่อหานลังเลเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด “ให้ผมไปเถอะ”

            “ไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ให้ฉันจัดการเถอะ เธอกินข้าวกับพวกเขาไปก็แล้วกัน”

            ลั่วจื่อหานเห็นว่าถ้าเขาจะขอร้องอีกก็ดูไม่สมเหตุสมผลเท่าไร “เสี่ยวซี ตอนนี้ไม่อยู่ที่ห้องตัวเอง”

            ทั้งสามคนต่างมองลั่วจื่อหาน ในแววตามีความลึกลับที่ต่างกันออกไป อี้เฉิงนวดคลึงขมับอย่างปวดหัวเล็กน้อย คุณแม่อี้กลับนั่งลงที่เดิมพร้อมกับหัวเราะ

            “งั้นก็ให้เขาพักผ่อนอีกหน่อยเถอะ ไว้ตื่นแล้วค่อยอุ่นให้เขา เดี๋ยวพวกเราต้องออกไปหาเพื่อนข้างนอก ความรับผิดชอบนี้ก็ยกให้เธอก็แล้วกัน”

            ใบหน้าของลั่วจื่อหานไม่มีความเคอะเขิน พยักหน้าตามปกติ

            คุณแม่อี้ส่งสายตาให้กับสามีของตัวเอง เธอพอใจกับชีวิตรักของพวกเขาสองคน แต่ในใจของอี้เฉิงยังคงรู้สึกผิดหวังกับลูกสาวของตัวเอง

        ห่างกันไม่ได้แม้แต่คืนเดียวเชียวเหรอ?

————

ตอนที่ 210
โดย 

ตอนที่ 210 บทสรุปอันยิ่งใหญ่ (2)

             “พวกนายสองคนคุยอะไรกันน่ะ?” ลั่วจื่อหานเพิ่งออกมาจากห้องหนังสือ อี้เป่ยซีก็ลากเขาไปอีกทางด้วยความตื่นเต้น “ไม่ได้ทำให้นายลำบากใจนะ”

            “ก่อนที่เธอจะไปก็กำชับให้ดูแลคนไข้อย่างฉันขนาดนั้น คุณลุงรักเธอมาก จะทำให้ฉันลำบากใจได้ยังไงล่ะ”

            อี้เป่ยซียังคงไม่วางใจเล็กน้อย จู่ๆ เธอก็รู้สึกไม่ยุติธรรม ทำไมตอนที่เธออยู่ที่บ้านของลั่วจื่อหาน คนที่หวาดระแวงคือเธอ กลับมาที่อาณาเขตของตัวเองแล้วคนที่ไม่สบายใจก็ยังเป็นเธอ เธอเหลือบมองลั่วจื่อหาน ในเมื่อเขาบอกว่าไม่เป็นไรก็ไม่เป็นมั้ง อย่างไรก็ตามลูกเขยตัวดีก็ได้เจอกับพ่อตาแม่ยายแล้ว ลูกเขยที่เกือบจะสมบูรณ์แบบอย่างเขา น่าจะผ่านด่านได้อย่างง่ายดายล่ะมั้ง

            อี้เป่ยซีจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์กับลั่วจื่อหานเพียงเพราะความคิดเห็นของพ่อแม่บุญธรรมตัวเอง เธอเพียงแต่หวังว่าคนในครอบครัวของเธอจะยอมรับคนที่เธอชอบได้ ทุกคนจะสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ก็พอใจเป็นที่สุดแล้ว

            “ในเมื่อไม่มีอะไร งั้นฉันก็กลับห้องก่อนล่ะ ฉันหาข้ออ้างออกมา คุณแม่อี้คงรู้แล้ว”

            ลั่วจื่อหานจูงมือของเธอ ดึงเธอเข้าหาตัวเองเล็กน้อยแล้วจูบที่หน้าผาก “โอเค เธอก็อย่าเล่นจนดึกล่ะ นอนเร็วหน่อย” อี้เป่ยซีสบตากับเขาอยู่นาน กุมหน้าแล้ววิ่งกลับไปที่ห้อง ลั่วจื่อหานจึงถอนหายใจโล่งอก เขามองรอบกายอย่างจนใจเล็กน้อย

            ในสายตาของคนอื่นมันเป็นข้อได้เปรียบที่ไม่สามารถเพิกเฉยได้ แต่ในสายตาของครอบครัวนี้เกรงว่ามันกลับเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง ตั้งแต่เกิดจนถึงตอนนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเกลียดครอบครัวของตัวเองขนาดนี้

            “พ่อหนุ่ม” อี้เฉิงเปิดประตูออก พบว่าลั่วจื่อหานยังไม่ได้จากไปไหนตามคาด แสดงความชื่นชมออกมาเล็กน้อย “พรุ่งนี้ออกไปกับฉันหน่อย”

            ลั่วจื่อหานตอบว่า “ครับ” พร้อมรอยยิ้ม และกลับห้องด้วยความเบิกบานใจมาก

ดึกแล้วแต่อี้เป่ยซีพลิกตัวไปมานอนไม่หลับ เธออุตส่าห์สงบสติลงมาได้แล้ว แต่เรื่องขี้ประติ๋วในความเป็นจริงทำให้ด้ายเส้นบางๆ นั้นขาดผึ๋ง อี้เป่ยซีจนปัญญา ได้แต่ลืมตาที่ง่วงนอนเต็มที เปิดไฟแล้วส่งข้อความให้ลั่วจื่อหาน ไม่ถึงหนึ่งนาทีลั่วจื่อหานก็โทรกลับมา

            “นายก็ยังไม่นอนเหรอ?” อี้เป่ยซีดึงมุมผ้าห่ม ลำคอของเธอเหมือนกับว่าได้พักผ่อนไปแล้ว น้ำเสียงทั้งอ่อนล้าและแหบแห้งมาก อี้เป่ยซีคิดว่ามันไม่ยุติธรรมสำหรับเธอเลย ทั้งร่างกายหลับไหลไปแล้วเหลือเพียงสมองเอาไว้ที่ทำให้เธอคิดวุ่นวายและวิตกกังวลไม่หยุด

            “อืม”

        อี้เป่ยซีพลิกตัว ใช้แขนพยุงตัวเองขึ้นมาจากเตียง “นายคงไม่ได้ทำงานอยู่นะ?”

            “อืม” ทางนั้นหยุดไปครู่หนึ่ง “มีบางเรื่องยังจัดการไม่เสร็จ แต่เกือบแล้ว”

            “อ๋อ งั้นฉันไม่รบกวนนายแล้ว”

            “ไม่เป็นไร ฉันอยากฟังเสียงของเธอ”

            อี้เป่ยซีครุ่นคิด ไม่มีความจำเป็นต้องเล่าเรื่องวุ่นวายที่เธอคิดก่อนหน้านี้ให้ลั่วจื่อหานฟัง กลางดึกแบบนี้ก็ดูเหมือนไม่มีอะไรน่าคุย เธอหันไปมองผ้าม่านสีอ่อน พื้นหิมะด้านนอกส่องสว่างภายใต้แสงไฟ ผ้าม่านก็เผยให้เห็นแสงรัศมีจางๆ สมองของเธอรู้สึกร้อน

            “พวกเราออกไปเดินเล่นกันเถอะ”

            เธอได้ยินลั่วจื่อหานถอนหายใจ ไม่ช้าเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นที่ห้องของเธอ อี้เป่ยซีห่อตัวเองลวกๆ ด้วยเสื้อผ้าสามสองชิ้นวิ่งเท้าเปล่าไปเปิดประตู ลั่วจื่อหานดีดหน้าผากเธออย่างไม่เกรงใจ

            “รองเท้า”

            “อ่อ” อี้เป่ยซีรีบไปใส่รองเท้า ลากลั่วจื่อหานเข้าไปในสวน ดึกแล้วแต่หิมะยังคงโปรยปรายบางเบา เกล็ดหิมะส่องแสงอยู่ภายใต้แสงไฟที่อบอุ่นของลานบ้าน ดาวดวงน้อยที่หนาแน่นตกลงบนพื้นหิมะสีขาวบริสุทธิ์ทีละดวงๆ รวมตัวกันเป็นกองปุกปุย พอลมเอื่อยพัดโชยมา ดาวดวงน้อยบนพื้นผิวเหล่านั้นก็กระโดดโลดเต้นไปยังสถานที่อื่นอย่างมีความสุข

            เมื่อก่อนอี้เป่ยซีอยากจะท่องเที่ยวในคืนหิมะตกมาโดยตลอด แต่บางครั้งก็รู้สึกว่าวันนี้หนาวเกินไปหรือไม่ก็รู้สึกเบื่อหน่าย เธอแอบมองลั่วจื่อหาน ทันใดนั้นก็รู้สึกมีความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คนและทิวทิศน์ในช่วงเวลานี้ยอดเยี่ยมที่สุด คุ้มค่าแก่การเก็บไว้ในหน่วยความจำที่สุด

            บางครั้งอี้เป่ยซีก็รู้สึกว่าตัวเองเหมือนคนแก่ เมื่อจิตใจสงบเธอก็มักจะคิดถึงอดีต ราวกับเป็นผู้สังเกตการณ์อยู่ข้างๆ และความรู้สึกในอดีตเหล่านั้นก็จะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วย เธอเหมือนกำลังเล่าเรื่องราวให้ตัวเองในปัจจุบันฟังในฐานะคนที่ผ่านประสบการณ์มาก่อน คนเล่ามีความระลึกถึง คนฟังก็มีความรู้สึกแบบเดียวกัน เธอรู้สึกว่าสถานที่ที่เธอสำรวจนั้นห่างไกลเหลือเกินแต่เมื่อคิดดูอีกทีมันกลับเกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้เอง

            เรื่องที่ควรค่าแก่การจดจำไม่ใช่เป็นเพราะการเร่งรัดของเวลา หากแต่มันคุ้มค่าจึงอดไม่ได้ที่จะคิดถึงอยู่เสมอ

            “กำลังคิดอะไรอยู่?” ลั่วจื่อหานขมวดคิ้ว เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ค่อยพอใจที่อี้เป่ยซีตัดสินใจออกมาดูหิมะกลางดึกแบบนี้ แต่ไม่อยากขัดใจเธอ เขาห่อเธอหลายชั้นกลัวว่าเธอจะหนาว เป็นไปตามคาดว่ามือที่ยากจะอบอุ่นตอนอยู่ในห้องกลับเย็นเฉียบขึ้นมาอีกครั้ง

            “ฉันกำลังคิดว่า…การที่ได้อยู่กับนายมันเหมือนกับความฝันเลย แต่ว่ามันก็เกิดขึ้นจริงๆ บางทีก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังอยู่ในเทพนิยาย แต่ว่าบางทีก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นนางเอกในเทพนิยายจริงๆ”

            ลั่วจื่อหานกุมมือของเธอแน่น “คนที่อ่านนิยายก็ไม่รู้สึกมากมายขนาดนี้”

            อี้เป่ยซีซบอยู่ในอ้อมอกของเขาพร้อมรอยยิ้ม “ใช่สิ คนที่อ่านนิยายก็ทำแบบนี้ไม่ได้”

            ลั่วจื่อหานกอดเธอ “บางทีฉันก็รู้สึกเหมือนกำลังฝัน” อี้เป่ยซีที่อยู่ในอ้อมกอดเงยหน้าขึ้นมองเขา “เมื่อก่อน ตอนที่หาเธอไม่เจอ…แล้วก็ตอนนี้ที่กอดเธอไว้”

            เมื่อความฝันอันหอมหวานของทุกคนกลายเป็นความจริงก็มักจะมีความรู้สึกที่เกินจริงเสมอ นี่ไม่ใช่เพราะว่าไม่มีความเชื่อใจในอีกฝ่ายหรือในตัวคุณเอง หรือในอนาคต โลกแห่งความฝันมักจะถูกสลักครั้งแล้วครั้งเล่าอยู่ในชีวิตแห่งความเป็นจริงเสมอ ทุกรายละเอียดแห่งการขีดเขียนจะถูกจารึกลงอย่างพิถีพิถัน จนกระทั่งการลงสีครั้งสุดท้ายเสร็จสิ้น ภาพวาดนี้จะแตกต่างจากสิ่งที่คุณฝันเห็นและจากที่คุณคาดหวังอย่างแน่นอน แต่ความแตกต่างเหล่านี้เมื่อบวกกับความฝันดั้งเดิมแล้ว มันจะกลายเป็นผลงานชิ้นเอกที่คุณเองก็จะแทบไม่อยากจะเชื่อ

            แต่นี่คือสิ่งที่คุณวาดขึ้นมาเอง

            อี้เป่ยซีหัวเราะคิกคัก เขย่งเท้าแล้วจูบริมฝีปากของลั่วจื่อหานแผ่วเบา “แบบนี้ล่ะ สมจริงหน่อยไหม”

            ลั่วจื่อหานส่ายหัว อี้เป่ยซีจูบอีกครั้ง “ตอนนี้ล่ะ” ยังคงส่ายหัว มือของลั่วจื่อหานลูบๆ คางของอี้เป่ยซี เอนตัวเข้าไปช้าๆ บรรจบจูบอี้เป่ยซีอย่างล้ำลึก งัดเปิดฟันออกอย่างละมุนละม่อม…

            อี้เป่ยซีผลักลั่วจื่อหาน เขาจึงปล่อยเธออย่างเสียไม่ได้ “ยังไม่พอ”

            “โอเคๆๆ ไม่พอช่างมันปะไร งั้นก็ปล่อยมันไปเถอะ”

            ทั้งสองคนเดินเล่นอยู่ในสวนสองสามรอบ ลั่วจื่อหานเห็นว่าจมูกของเธอเย็นจนเปลี่ยนเป็นสีแดงแล้ว จึงพาเธอกลับไป จับยัดเข้าไปในผ้าห่มโดยไม่สนใจคำปฏิเสธของเธอแล้ว

            เธอไม่ได้นอนหลับสนิทดีในรถเมื่อตอนกลางวัน ตกกลางคืนก็ออกไปเที่ยวเล่นหลายรอบ ร่างกายที่มีท่าทีต่อต้านอยู่แล้วก็ไม่ยอมขยับเขยื้อนโดยสมบูรณ์ อี้เป่ยซีซุกตัวอยู่ในผ้าห่มที่อบอุ่น เมื่อได้กลิ่นที่คุ้นเคยก็ค่อยๆ รู้สึกอ่อนล้า ไม่ต้องการคิดอะไรทั้งนั้นและความรู้สึกตัวก็เริ่มเลือนลาง

            ลั่วจื่อหานช่วยเธอห่มผ้า เก็บเสื้อผ้าที่เธอทิ้งเรี่ยราด จัดเรียงเอกสารในมือให้เรียบร้อย แล้วนอนลงกอดเธอไว้ในอ้อมแขนตัวเอง

        เขายกตัวขึ้นจูบขมับของอี้เป่ยซี “เพียงพอแล้ว” แล้วหลับสนิทตลอดคืน

————

ตอนที่ 209
โดย 

ตอนที่ 209 บทสรุปอันยิ่งใหญ่ (1)

       จนกระทั่งวันรุ่งขึ้น อี้เป่ยซีจึงรีบกลับบ้านของตัวเอง ที่นี่ไม่จืดชืดเหมือนบ้านของลั่วจื่อหาน สถานที่ที่บ้านอี้ตั้งอยู่นั้นให้ความสำคัญกับเทศกาลตรุษจีนเป็นพิเศษ มีโคมไฟหลากสีสันทั่วทุกที่ เมื่อพบเจอเพื่อนบ้านสองสามคนที่รู้จักระหว่างทาง พวกเขายังทักทายทั้งสองอย่างเป็นมิตรและกล่าวสวัสดีปีใหม่

            “พาแฟนกลับมาฉลองปีใหม่ที่บ้านเหรอ”

            อี้เป่ยซีพยักหน้าด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ

            “ดีจัง คุณหนูบ้านอี้มีคู่แล้ว พ่อหนุ่มนี่ก็ไม่เลวนะ แม่เธอต้องดีใจแย่เลย” เธอพูดกับพวกเขาอีกสองสามคำ จึงกลับไปที่สวนพร้อมรอยยิ้ม

            สวนของบ้านอี้อยู่ตรงกลาง ลั่วจื่อหานเปิดประตูอย่างผ่อนคลาย อี้เป่ยเฉินเพิ่งออกมาจากบ้านพอดี เขาเร่งฝีเท้าเพื่อไปเจอพวกเขา

            “กลับมาแล้วเหรอ” เขาหยุดอยู่ห่างจากอี้เป่ยซีเล็กน้อย ลั่วจื่อหานส่งกุญแจให้กับพ่อบ้าน โอบไหล่อี้เป่ยซี

            “อืม” ลั่วจื่อหานแย่งตอบ “กลับมาแล้ว” อี้เป่ยซีใช้ศอกกระทุ้งเขา

            อี้เป่ยซีเฉินรู้สึกไม่พอใจ หัวเราะเย้ยสองสามที หันหลังกลับไป อี้เป่ยซีมองลั่วจื่อหานอย่างตำหนิ “นายยโสเกินไปแล้ว”

            “ใช่ กว่าฉันจะสมปรารถนาได้ลำบากแทบแย่ ยโสหน่อยก็ไม่เกินไปหรอก”

            “นาย…” อี้เป่ยซีเอานิ้วจิ้มเอวของลั่วจื่อหานสองสามที “เหมือนเด็กน้อยเลย”

            อาหารวันรวมตัวเพิ่งถูกจัดลงบนโต๊ะ เมื่อคุณพ่ออี้และคุณแม่อี้เห็นลั่วจื่อหานที่เข้ามาด้วยกันแล้วก็เก็บท่าทียิ้มแย้มแจ่มใสก่อนหน้านี้ทันที จงใจทำหน้าบูดบึ้งพร้อม “ยกที่นั่ง” ให้สองคนที่กลับมาด้วยความเฉยเมยเป็นอย่างมาก บนชั้นวางของถูกจัดวางเสียจนอี้เป่ยซีอยากจะประสานมือคารวะแล้วพูดว่าขอบพระทัยฝ่าบาท

            อี้เป่ยซีมองลั่วจื่อหานอย่างเป็นกังวล แต่เขากลับมีท่าทีมั่นใจและเปิดกว้าง ในขณะนั้นอี้เป่ยซีก็สบายใจแล้ว คนที่รู้สึกลำบากใจควรจะเป็นลั่วจื่อหานมากกว่า มันเกี่ยวกับเธอที่ไหนกัน ทำไมต้องไปกังวลใจด้วย ยังมีเรื่องที่ลั่วจื่อหานจัดการไม่ได้ด้วยเหรอ?

            แม้จะปลอบใจตัวเองแบบนี้ แต่ก็ยังมีชั้นเหงื่อบางๆ ซึมอยู่ที่ฝ่ามือของอี้เป่ยซี มือที่แห้งและอบอุ่นกุมฝ่ามือของเธอ เช็ดเหงื่อจากฝ่ามือของเธอเบาๆ

            “แค่ก พอได้แล้ว แค่กินข้าวทำอะไรยุกยิกอยู่ได้ ให้คนอื่นกินข้าวดีๆ หน่อยได้ไหม” อี้เฉิงขัดจังหวะสองคนที่สบตากันไปมา อี้เป่ยซีแอบแลบลิ้น นั่งตัวตรง แสดงท่าทีเยือกเย็น กินข้าวไม่พูดจา เหมือนกับสามคนที่เหลือของบ้านอี้

            คุณพ่ออี้เปิดฉากจู่โม “ขอโทษนะประธานลั่ว อาหารวันรวมตัวของบ้านเราก็มีแค่นี้ วันนี้ทำให้คุณลำบากใจแล้ว”

            ลั่วจื่อหานเพิ่งจะคีบชิ้นปลาที่แกะก้างปลาออกแล้วลงบนจานของอี้เป่ยซี อี้เฉิงไอ อี้เป่ยซีจึงวางเนื้อปลาลงอย่างอึดอัดใจ หันไปคีบผักใบเล็กมากัดแทน

            ลั่วจื่อหานหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ “ฝีมือของคุณน้าเยี่ยมมากครับ ตอนที่ผมสองสามขวบก็ไปที่เมืองจีนแล้ว ก็นับได้ว่าเคยกินมาหลายที่ แต่ยังไม่เคยเห็นที่ไหนเทียบฝีมือของคุณน้าได้เลย”

            ใครๆ ก็ต่างชอบการถูกชื่นชม คุณแม่อี้ที่ชอบการทำอาหารมากเป็นพิเศษอยู่แล้วแทบจะคงสีหน้าที่แข็งทื่อก่อนหน้านี้ไว้ไม่อยู่ เธอเหลือบมองลั่วจื่อหาน เบือนสายตาของตัวเองอย่างเย็นชาอีกครั้ง ลั่วจื่อหานพยายามอย่างต่อเนื่อง “เมื่อก่อนผมก็เคยทำกับข้าวให้เสี่ยวซี ผมก็หาสูตรปลาหลายอย่าง บางทีก็คิดค้นเองบ้าง แต่มันไม่อร่อยเท่าของคุณน้าเลย? คุณน้าสอนผมหน่อยได้ไหมครับ?”

            อี้เป่ยซีเกือบจะสำลักข้าว เธอมองลั่วจื่อหาน เขาผลักๆ น้ำแก้วหนึ่งให้เธอโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า

“ก็ไม่ได้มีอะไรมาก ก็แค่นี้เอง…” เมื่อคุณแม่อี้เห็นว่ามีคนที่คุยเรื่องในครัวกับตัวเองได้ก็เริ่มร่ายยาวทันที อดใจรอไม่ไหวที่จะแบ่งปันประสบการณ์ทั้งหมดของการเป็นแม่บ้านเป็นเวลาหลายปีอย่างหมดเปลือก อีกทั้งนักเรียนของเธอก็ตั้งใจฟังและให้ความสนใจเป็นอย่างมาก อย่างน้อยในสายตาเธอก็เป็นอย่างนั้น

            พูดไปพูดมา คำพูดของคุณแม่อี้ก็เริ่มเปลี่ยนรสชาติ “เธอก็พอจะเข้าใจได้ เธอดูบ้านพวกเราไม่กี่คนสิ…อี้เป่ยซีวันๆ เอาแต่กิน…”

            อี้เฉิงไอสองครั้ง คุณแม่อี้จึงรู้สึกตัวว่าเธอทำหน้ากากของตัวเองหล่นพื้นซะแล้ว และไม่สามารถก้มลงไปเก็บได้อีก เธอพิงเก้าอี้เงียบๆ รู้สึกชื่นชมลั่วจื่อหานอย่างสุดบรรยาย

            ทันทีที่ได้ฟังก็รู้ว่าเป็นผู้ชายที่ผ่านชีวิตมาด้วยจิตใจที่มั่นคง คุณแม่อี้คิดในใจ ในเมื่ออี้เป่ยซีชอบ เขาก็ดีกับลูกสาวของเธอ รูปลักษณ์หน้าตาก็หาที่ติไม่ได้ เป็นลูกเขยในอุดมคติอย่างไม่ต้องสงสัย…แต่ว่านะ คุณแม่อี้ถอนหายใจ ครอบครัวนี้ พวกเขาจ่ายไม่ไหวจริงๆ

            อี้เฉิงพ่ายแพ้ในการแข่งขันรอบแรกแล้ว เขากัดฟันกราม สายตายิงไปที่ลั่วจื่อหานราวกับลูกธนู เขาก้มหน้า ช่วยอี้เป่ยซีคีบผักตลอดเวลา ส่วนตัวเองก็ไม่ได้กินอะไรมาก อี้เป่ยซีก็สังเกตเห็นเช่นกัน ทั้งสองคนแลกเปลี่ยนสายตากันอีกครั้ง อี้เฉิงเห็นอี้เป่ยซีก้มหน้าด้วยความหดหู่ ก็เลือกอาหารที่คิดว่าลั่วจื่อหานน่าจะชอบให้เขาเป็นจำนวนมาก

            กินข้าวเสร็จคุณแม่อี้ก็ลากอี้เป่ยซีไปคุยด้วย อี้เป่ยซีมุ่ยปากลุกขึ้นมาจากเก้าอี้ แล้วเดินเข้าไปหาอี้เฉิงอย่างไม่วางใจ “คุณพ่ออี้ ร่างกายเขายังไม่หายดีนะคะ”

            เธอหมายความให้เขาออมมือหน่อย อี้เฉิงยิ้มพยักหน้า ลูบเคราที่ไม่มีอยู่จริง ส่งภรรยาและลูกสาวของเขาออกไป ในห้องรับแขกเหลือเพียงพ่อตาและลูกเขยสองคน

            “เล่นหมากรุกเป็นไหม?”

            คิ้วของลั่วจื่อหานขยับ พยักหน้า “ก็พอได้ครับ”

            “ไปห้องอ่านหนังสือฉัน พวกเราเล่นกันสักตา”

            “ครับ”

            กระดานหมากรุกถูกวางไว้บนโต๊ะของอี้เฉิงอย่างดีแล้ว ลั่วจื่อหานเห็นว่ามันเป็นเกมส์จบที่ค่อนข้างสมดุลสำหรับทั้งสองฝ่าย แต่ว่าหมากสีดำเริ่มสูญเสียความได้เปรียบไปทีละน้อยแล้ว เขารอให้อี้เฉิงนั่งฝั่งหมากสีดำ ตัวเองจึงนั่งลงฝั่งสีขาว

            “ได้ยินว่าเธอวาดรูปเป็นด้วยเหรอ? ช่างเข้าใจตอบสนองความต้องการของคนอื่นจริงๆ”

            ลั่วจื่อหานพูดกับเขาอย่างไม่ถ่อมตัว “ตอนเด็กๆ ที่ได้เจอกับเสี่ยวซีก็คิดอยากเรียนวาดภาพหมึกแล้วครับ คิดไม่ถึงว่าต่อมาก็ได้ชื่อเสียงจอมปลอมโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้เสี่ยวซีชอบ ก็นับว่าเป็นโชคดีของผมอยู่”

            อี้เฉิงก็เคยได้ยินเรื่องราวการวาดรูปของลั่วจื่อหานมาเหมือนกัน เขาพ่นลมหายใจเย็นชา หมากสีดำเดินไปยังตำแหน่งที่แสนจะเขี้ยวลากดิน แม้แต่ตัวหมากที่กระจัดกระจายอยู่ข้างหลังก็ชี้ตรงไปยังตัวหมากสีขาว

            “จะเป็นโชคดีหรือโชคร้ายก็ยังบอกไม่ได้หรอกนะ”

            ลั่วจื่อหานวางหมากบนกระดานของตัวเองอย่างผ่อนคลาย “คุณลุงพูดถูก ถ้าประสบความสำเร็จ มันก็เป็นโชคดีสำหรับผม ถ้าไม่สำเร็จ งั้นก็คงเป็นโชคร้ายจริงๆ แล้ว”

            อี้เฉิงกำหมาก “ข้างกายเสี่ยวซีไม่ได้มีแค่เธอคนเดียว คนที่สง่างามกว่าเธอ เข้ากับคนได้ง่ายกว่า รูปงามกว่าก็มีเยอะ เธอจะแน่ใจได้ยังไง ว่าเธอจะต้องเป็นคนที่เสี่ยวซีเลือก?”

            “ทำไมคุณลุงถึงเลือกคุณน้าล่ะครั้บ?”

            อี้เฉิงตอบไม่ได้

            ลั่วจื่อหานเดินหมากอย่างใจเย็นอีกครั้ง “ความรักเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่เหมือนทำธุรกิจที่ต้องมาชั่งน้ำหนักว่าคุ้มหรือเปล่า ชอบเขาแล้วก็คือชอบ เรื่องอื่นต่อให้เลอค่าสวยงามแค่ไหนก็ไม่อยู่ในสายตาแล้ว”

            “คุณลุงพูดถูก คนที่สง่างามกว่าผมมีเยอะ เป็นไปได้ว่าในบรรดาคนที่คุณลุงรู้จัก ผมอาจไม่ใช่คนที่เหมาะกับเสี่ยวซีที่สุด แต่ว่าคนที่เป็นเนื้อคู่กันก็ไม่ใช่คนที่เหมาะสมกัน การที่คนสองคนจะอยู่ด้วยกันก็คือการยอมรับซึ่งกันและกันและปรับตัวเข้าหากันอย่างต่อเนื่อง” เขาเงยหน้ามองอี้เฉิง “คุณลุงกับคุณน้าก็เป็นแบบนี้ไม่ใช่เหรอครับ?”

            อี้เฉิงตัดเส้นทางของลั่วจื่อหาน “เธอเข้าใจอะไรเยอะเหมือนกัน”

            “ก็แค่ฟังเขามา ผมโชว์โง่ต่อหน้าคุณลุงซะแล้ว”

            อี้เฉิงส่งหมากสีดำอย่างแรง “แต่ว่า พวกเราสองคนไม่เหมือนกัน”

            “เหมือนครับ” ลั่วจื่อหานหัวเราะ “คุณลุงอาจจะแค่เข้าใจครอบครัวผมแต่ไม่เข้าใจผม ตอนเด็กๆ ผมโตมากับคุณปู่กับคุณย่า รากฐานผมไม่ได้อยู่ที่นี่แต่อยู่ที่ประเทศ…ผมยังมีน้องชายอีกคน เขาโตมากับพ่อกับแม่”

            อี้เฉิงเข้าใจความหมายในคำพูดของเขา รู้สึกเหลือเชื่อเล็กน้อย “เธอมั่นใจ เพียงแต่ว่า เพื่อผู้หญิงคนนึง มันคุ้มเหรอ?”

        “ความรักไม่มีคำว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม” ลั่วจื่อหานเอาหมากในมือวางกลับลงไปในกล่อง “ผมแพ้แล้ว”

————

ตอนที่ 208
โดย 

ตอนที่ 208 ฟ้าบันดาลให้เป็นคู่ชีวิต (3)

             ลั่วจื่อจี้หันไปมองพี่ชายของเขา เห็นว่าคนข้างหลังกำลังมองผู้หญิงที่เคลื่อนไหวอย่างช้าๆ ด้วยรอยยิ้ม เอ่ยปากขึ้น “ของพี่ฉันมันไม่ใช่ของเธอนี่นา อาซ้อ อย่างกไปหน่อยเลยน่า?”

            อี้เป่ยซีเห็นว่ารอบกายมีเพียงพวกเขาสามคน พูดอย่างกล้าหาญ “ฉันมีแค่ความรักที่มีให้พี่ชายนาย ต้องการเท่าไรฉันก็ให้ได้”

            แบบนี้ก็ได้เหรอ? ลั่วจื่อจี้อึ้งอยู่ที่เดิมครู่หนึ่ง ยิ้มอย่างเขินอายแล้วกลับไปนั่งที่ ลั่วจื่อหานได้ยินคำตอบของอี้เป่ยซีแล้วอารมณ์ดีมาก จูงมือของเธอ ไม่ได้พูดอะไร ได้แต่มองเธอด้วยรอยยิ้ม

            “วันนี้นายอารมณ์ดีมากเหรอ?” อี้เป่ยซีนึกถึงฉากตอนที่อยู่ชั้นบนอีกครั้ง มองค้อนเขาอย่างเคืองๆ ต้องการจะชักมือของตัวเองกลับ แต่เขายังคงคว้าไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

            ทันใดนั้นเธอก็ยื่นมือออกมาสัมผัสหน้าผากของลั่วจื่อหาน ไม่มีไข้นี่นา ทำไมวันนี้ถึงมีพฤติกรรมประหลาดแบบนี้ ขณะที่อี้เป่ยซีกำลังอ้าปากต้องการจะถามถึงเหตุผล คุณแม่ลั่วก็ได้ลงมาจากชั้นบนอย่างเชื่องช้า กล่าวคำพูดอบอุ่นสองสามคำ งานเลี้ยงก็เริ่มต้นขึ้น

            บรรยากาศของงานเลี้ยงจืดชืดมาก บ้านลั่วปฏิบัติตามกฏที่ว่าไม่คุยกันเวลากินข้าวอย่างเคร่งครัด งานฉลองดั้งเดิมที่อุดมสมบูรณ์สูญเสียสีสันไปทันใดในสายตาของอี้เป่ยซี

            ทำไมเธอต้องหาเรื่องด้วยนะ หรือว่าเธอยังประเมินตัวเองสูงเกินไป คิดว่าตัวเองมีเพชรเลอค่า

            อี้เป่ยซีส่ายหัวน้อยๆ รู้สึกว่ามีใครเตะขาตัวเองที่ใต้โต๊ะ เดิมทีเธอรู้สึกเบื่อหน่ายอยู่แล้ว บวกกับความไม่พอใจที่มีต่อลั่วจื่อหานเมื่อเช้านี้ เมื่อเธอเตะก็กลับมีเพียงอากาศ อดไม่ได้ที่จะจ้องคนข้างๆ เขม็ง

            ผีเด็กบ้า ไม่เคยเห็นผู้ชายที่ไร้สาระแบบนี้มาก่อนเลย

            “เป่ยซี เดี๋ยวจะกลับบ้านกับจื่อหานหรือเปล่า?” จู่ๆ คุณแม่ลั่วเอ่ยขึ้น น้ำเสียงที่สนิทสนมทำให้อี้เป่ยซีรู้สึกไม่สมจริงเล็กน้อย จนกระทั่งเมื่อคนข้างๆ เตะเธอ เธอจึงดึงสติกลับมา

            อี้เป่ยซีรีบพยักหน้า “ใช่ ใช่ค่ะ” ลั่วจื่อหานจะต้องเป็นคนบอกพวกเขาแน่ๆ ปกติก็ไม่เคยเห็นเขาปากมากแบบนี้นี่นา

            ลั่วจื่อหานสังเกตเห็นสายตาของเธอ ส่ายหัว แสดงให้เห็นว่าเขาเองก็ไม่รู้

            “บ้านพวกเราไม่ได้จัดเทศกาลแบบนี้นานแล้ว ถ้ามีตรงไหนผิดพลาด เธอก็ทนเอาหน่อยนะ”

            “เปล่าค่ะ เปล่าค่ะ” อี้เป่ยซีโบกมือพัลวัน “เยี่ยมมากเลย คิดว่าบ้านฉันก็ทำแบบนี้เหมือนกัน คุณน้ากับคุณลุงเอาใจใส่มากเลย อี้เป่ยซีควรจะพูดมากกว่า ว่าถ้ามีตรงไหนผิดพลาด คุณน้ากับคุณลุงชี้แนะด้วยนะคะ”

            เมื่อไม่ได้พูดต่อ คุณแม่ลั่วเพียงแต่พยักหน้า อี้เป่ยซีหัวเราะเขินอาย ต่อสู้กับอาหารในจานต่อ

            ขณะที่กำลังจะกลับ ทันใดนั้นคุณแม่ลั่วก็เรียกอี้เป่ยซีไปที่ห้องของตัวเอง อี้เป่ยซีเคาะและเปิดประตูห้องนอนใหญ่ด้วยความตื่นเต้น

            “คุณน้า”

            “นั่งสิ” คุณแม่ลั่วมองเก้าอี้ที่ข้างเตียง ส่งสัญญาณให้เธอนั่งลง อี้เป่ยซีนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยความระมัดระวัง ไม่กล้าขยับเขยื้อน

            “เธอตื่นเต้นอะไร? ฉันไม่ได้จะกินเธอสักหน่อย”

            “เปล่าค่ะ ฉัน ก็แค่ เวลาที่อยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ ก็จะตื่นเต้นโดยอัตโนมัติ ขอโทษนะคะ ที่ทำให้คุณน้าไม่พอใจ”

            คุณแม่ลั่วหน้าบึ้ง “ฉันไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น”

            “ไม่ๆๆ ฉันไม่ได้บอกว่าน้าหมายความว่าแบบนั้น ฉันหมายถึง…” อี้เป่ยซีคิดจนหัวแทบระเบิดก็นึกคำอธิบายไม่ออก เธอหยิกมือของตัวเองอย่างแรง แต่ก็ยังคงไม่สามารถสงบลงได้

            คุณแม่ลั่วกลับหัวเราะ จากนั้นก็เผยสีหน้าเคร่งขรึมอีกครั้ง กวาดตามองอี้เป่ยซี เธอรีบนั่งตัวตรงเหมือนนักเรียนที่เชื่อฟัง รอรับคำสั่งสอนจากอาจารย์

            “ฉันก็จะพูดกับเธอแบบไม่อ้อมค้อมนะ บอกตามตรง เธอไม่เหมาะกับลั่วจื่อหานเลยสักนิด ฉันไม่พอใจกับเธอทั้งสองคนมาก”

            อี้เป่ยซีพยักหน้า เธอดูออกตั้งนานแล้ว คนที่ไม่พอใจพวกเขาทั้งสองคนมีเยอะมาก

            “ลั่วจื่อหานเป็นคนดื้อรั้น อะไรก็ตามที่เขามั่นใจแล้ว ไม่ว่าคนอื่นจะพูดยังไง จะกล่อมเขายังไงเขาก็ไม่มีวันเปลี่ยนใจ ฉะนั้น อี้เป่ยซี ตอนนี้ฉันเลยต้องยอมรับเธอ มานี่สิ” เธอกวักมือเรียกอี้เป่ยซี อี้เป่ยซีเดินเข้าไปหาเธอด้วยความกลัวและกังวลใจ คุณแม่ลั่วดึงมือเธอขึ้นมา สวมสร้อยข้อมือเงินเส้นหนึ่งบนมือของเธอ ดูเหมือนว่ามีแสงแดดส่องอยู่บนมือเธอขณะที่กำลังเคลื่อนไหว

            “คุณ คุณน้า มันไม่เหมาะมั้งคะ…”. อี้เป่ยซีต้องการจะชักมือกลับ ไม่คิดถึงว่าคุณแม่ลั่วจะแรงเยอะกว่าเธอ เมื่อถูกมองด้วยสายตาอันเฉียบคม อี้เป่ยซีก้มหน้าอย่างว่าง่ายทันที ปล่อยให้เธอสวมสร้อย

            สร้อยข้อมือสีเงินเหมาะกับมือของเด็กสาวมาก มันพันรอบข้อมือที่บอบบางขาวใส กลมกลืนกันเป็นอย่างยิ่ง คุณแม่ลั่วพยักหน้า

            “มันคือของรักแทนใจที่ปู่ของจื่อหานมอบให้คุณย่าของเขา ตอนนั้นวัสดุขาดแคลน คุณปู่ของลั่วจื่อหานต้องอยู่ข้างนอกนานกว่าหนึ่งเดือนถึงจะทำสร้อยข้อมือเส้นนี้ได้”

            อี้เป่ยซียกข้อมือขึ้นมาตรงหน้า มองดูสไตล์และรูปแบบของสร้อยข้อมืออย่างละเอียด ในความเป็นธรรมชาติและเรียบง่ายนั้นมีความหมายอันลึกซึ้งสุดคณานับ “สวยมากจริงๆ” เธอเข้าใจว่ามันหมายถึงอะไรในภายหลัง มองคุณแม่ลั่วด้วยความตกตะลึงเล็กน้อย “คุณ คุณน้า”

            “ฉันไม่ได้หมายความเป็นอื่น ฉันก็ยังไม่ชอบเธออยู่ดี แต่คนที่จะใช้ชีวิตร่วมกับเธอไม่ใช่ฉัน ฉันจะชอบหรือเปล่าก็ไม่มีประโยชน์ ฉันแค่อยากบอกเธอว่าให้ปฏิบัติต่อจื่อหานให้ดี อย่าหักหลังเขา ฉันเห็นว่าเขาทำเพื่อเธอมากแค่ไหนและเชื่อว่าเธอก็รู้สึกได้ ตอนนี้ฉันก็ทำได้แค่อวยพรให้พวกเธออยู่กันยืนยาวจนแก่เฒ่า ถ้าหากเธอทำร้ายจื่อหานล่ะก็ ฉันจะเป็นคนแรกที่ไม่ปล่อยเธอแน่”

            อี้เป่ยซีพยักหน้า “คุณน้า คุณน้าวางใจเถอะค่ะ”

            “ยังมีอีก”

ยังมีอีก? หางตาของอี้เป่ยซีกระตุกเล็กน้อย ยังคงนั่งตัวตรงรอรับคำสั่ง คุณแม่ลั่วกระแอมอย่างไม่เป็นธรรมชาติ “ลั่วจื่อหานคือลูกชายของฉัน ยังไงฉันก็พอเข้าใจเขาบ้าง ถ้าเขาอารมณ์ไม่ดี เธอก็อย่าตามใจเขาให้มาก ถ้าเธอได้รับความเจ็บช้ำน้ำใจก็อย่าทน อย่างน้อยเขาก็ยังเชื่อฟังฉัน”

            อี้เป่ยซีพยักหน้าหงึกหงัก “ฉันรู้แล้วค่ะคุณน้า ขอบคุณมากค่ะ”

            “ทำไมฉันเห็นเธอทำหน้าเหมือน ‘ในที่สุดก็มีคนเข้าใจฉัน’”

            “เปล่าค่ะ เปล่า ฉันกำลังซาบซึ้ง ซาบซึ้งค่ะ”

            “เอาเถอะ รีบออกเดินทางเถอะ ขืนยังไม่ไปอีกพอถึงบ้านฟ้าก็มืดแล้ว”

            อี้เป่ยซีราวกับได้ยินพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ รีบลุกขึ้นแล้วเดินไปที่ประตู วางมือบนลูกบิด หันมายิ้มอย่างสดใสให้คุณแม่ลั่ว “คุณน้า ฉันจะพาลั่วจื่อหานกลับมาบ้านบ่อยๆ ค่ะ”

            คุณแม่ลั่วดวงตาเป็นประกาย เบือนหน้าหนีอย่างไม่เป็นธรรมชาติ “เธอรีบไปเถอะ”

            เธอยิ้มออกไปจากห้อง ลั่วจื่อหานรออยู่ที่หน้าประตูแล้ว จูงมือเธอโดยอัตโนมัติ แกว่งมือพาเธอเดินออกไปจากบ้านหลังใหญ่

            “ยังไงอากาศข้างนอกก็สดชื่นกว่าหน่อย วิวก็สวยมากด้วย”

            ลั่วจื่อหานเลิกคิ้ว “อ่อ งั้นพวกเราไม่กลับแล้วเหรอ?”

        “เปล่าๆๆ ยังต้องกลับไป จะมาอาลัยอาวรณ์สิ่งของข้างทางที่ไม่จีรังพวกนี้ได้ยังไง ไร้อนาคตจริงๆ” เธอบิดขี้เกียจ สร้อยข้อมือสีเงินเกี่ยวพันอยู่รอบข้อมือของเธอ ลั่วจื่อหานยกมุมปากยิ้ม

————

ตอนที่ 207
โดย 

ตอนที่ 207 ฟ้าบันดาลให้เป็นคู่ชีวิต (2)

             อี้เป่ยซีดูแลลั่วจื่อหานอยู่ข้างเตียงอย่างแข็งขันเป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือน ใบหน้าของคุณแม่ลั่วซึ่งแข็งทื่อมาตลอดนั้นค่อยๆ ละลายไปกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน เธอพูดคุยกับอี้เป่ยซีเป็นครั้งคราวแต่ว่าหัวข้อก็มักจะเกี่ยวข้องกับลั่วจื่อหานเสมอ คุณแม่ลั่วมองออกว่าความรักของเด็กสาวคนนี้เรียบง่ายบริสุทธิ์ และปฏิบัติต่อลูกชายของเธอด้วยความจริงใจ ในใจก็อดไม่ได้ที่จะพลอยยอมรับไปด้วย

            “หา จริงเหรอคะ” อี้เป่ยซีป้องปากหัวเราะ ดวงตาที่โก่งยิ้มนั้นสดใส คุณแม่ลั่วถูกสะกดเล็กน้อย เมื่อดึงสติกลับมาช้าๆ เด็กสาวยังคงหัวเราะอยู่

            “ตลกขนาดนั้นเลย?”

            อี้เป่ยซีพยักหน้า “ค่ะ คิดไม่ถึงว่าตอนเด็กๆ ลั่วจื่อหานจะซนขนาดนี้ หลังจากนั้นล่ะคะ คุณครูได้ตีเขาหรือเปล่า?”

            “เธออยากรู้ขนาดนี้ถามฉันก็ได้มั้ง?” สองวันก่อน ลั่วจื่อหานสามารถลงจากเตียงและเดินได้อย่างอิสระได้แล้ว นั่งลงข้างอี้เป่ยซีโดยตรง “พวกเธอกำลังคุยอะไรกัน?”

            คุณแม่ลั่วรู้สึกได้ถึงความสนิทสนมระหว่างคนทั้งสองที่ซ่อนไว้ไม่มิด มีความรู้สึกเหมือนว่าพวกเขาควรจะอยู่ด้วยกัน เขาหาข้ออ้างเพื่อทิ้งให้สองคนหนุ่มสาวอยู่ด้วยกันตามลำพัง เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะร่าเริงดังขึ้นด้านหลัง เธอก็ถอนหายใจเบาๆ

            ดูเหมือนว่าเธอคิดผิดไปจริงๆ คนที่ลั่วจื่อหานชอบด้วยใจจริงต่างหากที่เหมาะสมกับเขาที่สุด เธอไม่ควรสงสัยในสายตาของลูกชายตัวเอง โชคดีที่เรื่องเกิดขึ้นโดยไม่ได้สูญเสียอะไรมาก พวกเขาสองคนยังคงปลอดภัยดี

            “คิดไม่ถึงว่าตอนเด็กๆ นายจะซนแบบนี้” อี้เป่ยซีจิ้มๆ ไหล่ของเขา “นายคิดได้ยังไงว่าจะเอาเครื่องสำอางค์ของคุณครูมาวาดรูป เขาต้องเกลียดนายตายแน่”

            “เอ่อ…” ลั่วจื่อหานก้มหน้านึก “ฉันเคยทำเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ?”

            อี้เป่ยซีหรี่ตา “ใช่สิ ใช่สิ คุณน้าเพิ่งบอกฉัน อย่าปัดความรับผิดชอบเพราะตัวเองจำไม่ได้สิ ร้ายมาก คิดไม่ถึงว่าตอนนายเด็กๆ จะร้ายแบบนี้”

            “แวบนั้นคิดว่าสีมันเหมาะมือดี ก็เลยเอามาใช้แล้ว”

            “คุณครูวิชาศิลปะคงลำบากใจแย่ ฮ่าๆ”

            ลั่วจื่อหานเขี่ยปลายจมูกของเธอ “ฉันเห็นว่าเธอก็ไม่ได้เห็นใจเขาเท่าไร”

            “ฉันเห็นใจสิ ก็แค่อดขำในความโชคร้ายของคนอื่นไม่ได้ก็เท่านั้น”

            “เป่ยซี” ลั่วจื่อหานเอื้อมมือโอบกอดคนที่อยู่ตรงหน้า “คิดจะกลับไปเมื่อไร?”

            อี้เป่ยซีครุ่นคิด “อีกสองวันก็ตรุษจีนแล้ว ไว้ผ่านตรุษจีนก่อนค่อยกลับไป? ฉันรู้สึกเหมือนว่าคุณน้ากับคุณลุงอยากให้นายอยู่ที่นี่”

            ดวงตาของลั่วจื่อหานเป็นประกาย ไม่พูดจา

            เธอเห็นท่าทางของลั่วจื่อหานก็เข้าใจว่าเขากำลังคิดอะไร ซุกไซ้ในอ้อมอกของเขาอย่างออดอ้อน “แหม ตอนนี้ฉันก็ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย พวกเขาก็ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องในตอนหลังนี่นา นายก็ใจกว้างหน่อยไม่ได้หรือไง”

            “เป่ยซี” เขายื่นมือลูบหัวของเธอ มีความจนปัญญาในลมหายใจ “เธอไม่จำต้องเป็นคนเข้าอกเข้าใจขนาดนี้ก็ได้”

            “ฉันรู้น่า ฉันเปล่าเข้าอกเข้าใจหรอกนะ พวกเราก็กินข้าวกับพวกเขามื้อนึง จากนั้นก็กลับบ้านฉันโดยไม่ต้องบอกลา นายก็แก้แค้นพวกเขาแบบนี้ดีไหม?” อี้เป่ยซีกระพริบตาใส่เขา แววตาที่เหมือนดาวดวงยามเช้าเปี่ยมไปด้วยความหวัง

ลั่วจื่อหานถอนหายใจเบาๆ พยักหน้า

บรรยากาศตรุษจีนที่ประเทศ U นั้นเงียบเหงามาก บวกกันพวกเขาตั้งรกรากอยู่ในประเทศนี้ตั้งแต่รุ่นคุณปู่แล้ว เมื่อเวลาผ่านไปความกะตือรือร้นต่อเทศกาลดั้งเดิมจึงมีไม่มาก อย่างไรก็ตามหลังจากคุณแม่ลั่วรู้ว่าทั้งสองคนจะอยู่ต่อก็รีบจัดแจงให้คนประดับประดาสถานที่ทันที โคมไฟสีแดงที่แขวนอยู่ภายในห้องสไตล์ยุโรปให้ความรู้สึกขัดตาเล็กน้อยแต่ให้ความรู้สึกขบขันยิ่งกว่า

            เมื่อวานอี้เป่ยซีอดนอนทั้งคืนเพื่อเร่งส่งต้นฉบับ ลั่วจื่อหานปลุกเธอหลายรอบแต่ก็ไม่ตื่น เขาลากผ้าห่มของเธอแต่เธอคว้ามันทันทีแล้วซุกตัวเข้าไปในผ้าห่มอีกครั้ง

            “ฉันง่วงมาก”

            “เมื่อวานเธอยังตื่นเต้นอยากฉลองตรุษจีนอยู่เลยไม่ใช่เหรอ ทำไมตอนนี้ยังไม่ตื่นอีกล่ะ” ลั่วจื่อหานน่าจะเพิ่งกลับมาจากข้างนอก บนตัวยังมีไอเย็น อี้เป่ยซีผลักเขา

            “นายไม่รู้เหรอ ถ้านอนต่อในวันแรกของปีได้ต่อไปก็จะนอนต่อได้ มันช่างเป็นเรื่องที่วิเศษมาก ขอฉันงีบต่ออีกหน่อย แค่อีกแป๊บ…อ๊า ลั่วจื่อหาน” ไม่รอให้เธอพูดจบ ลั่วจื่อหานก็เอามือที่เย็นเฉียบวางไปที่หลังคอของอี้เป่ยซี มันเย็นจนเธอแทบกระโดดขึ้นมาจากเตียง

            “นายทำอะไรน่ะ หยุดได้ไหม”

            เธอค้อนลั่วจื่อหาน เขาพยักหน้าแล้วนอนลงข้างเธอ “เป่ยซี วันนี้เธออยากกลับบ้านไม่ใช่เหรอ? ถ้ายังไม่ตื่นอีกก็อดกลับบ้านแล้วนะ”

            “ห้านาที แค่ห้านาทีจริงๆ”

            “เด็กเลี้ยงแกะ สิบนาทีก่อนเธอก็พูดแบบนี้” ลั่วจื่อหานหยิกแก้มของเธอ “รีบตื่นเร็วเข้า”

            อี้เป่ยซีคว้าผ้าห่มต้องการจะคลุมโปง แต่ผ้าห่มกลับถูกคนดึงไว้แน่น เธอลืมตาก็เห็นใบหน้าที่เข้ามาใกล้เพียงคืบ ลั่วจื่อหานหัวเราะ ก้มตัวประกบริมฝีปากของเธอ สติของอี้เป่ยซีเตลิดเปิดเปิงเพราะจูบนี้ จู่ๆ ปากก็รู้สึกเจ็บ เธอลืมตาโพลงแล้วผลักลั่วจื่อหานออกไป

            “นายจะเกินไปแล้วนะ”

            “เอาล่ะตื่นได้แล้ว เดี๋ยวทุกคนก็จะรอเธอคนเดียว เธอก็จะรู้สึกไม่ดีนะ”

            อี้เป่ยซีลูบๆ ริมฝีปากของตัวเอง เมื่อไม่มีเลือดจึงโล่งใจ มองค้อนเขา “รู้แล้วน่า ฉันตื่นเดี๋ยวนี้แหละ” เธอบิดขี้เกียจ คนข้างๆ ยังคงมองเธอด้วยรอยยิ้ม “ทำไมนายไม่ออกไป?”

            “ทำไมฉันต้องออกไปด้วย?”

            “นี่มันห้องของฉัน”

            “นี่มันบ้านฉัน” ลั่วจื่อหานโน้มตัวเข้าใกล้เธออีกครั้ง “ทำไม แค่ไม่ได้นอนกับฉันไม่กี่วัน ตอนนี้ก็เขินซะแล้วเหรอ?”

            อี้เป่ยซีวางสองมือบนหน้าอกของเขา “เชอะๆๆ ใครเขิน ฉันกลัวนายเขินต่างหาก ก็เลยให้นายออกไปโอเคไหม หรือว่านายจะข่มใจได้เหรอ?”

            “อืม ทำไมจะไม่ได้” ทั้งสองคนถกเถียงกันพักหนึ่ง อี้เป่ยซีจนปัญญา ได้แต่ยอมแพ้

            “ฉันกลัวนายแล้ว เพราะฉันเขินเอง ฉันขอร้องล่ะ นายออกไปได้หรือเปล่า?”

            ลั่วจื่อหานพยักหน้า “ยอมรับแบบนี้ตั้งแต่แรกก็จบแล้ว เห็นแก่ความตรงไปตรงมาของเธอ ฉันก็จะฝืนใจอยู่ที่นี่เพื่อให้เธอปรับตัวเข้ากับวิถีการใช้ชีวิตร่วมกันที่สามีภรรยาควรจะมีในอนาคตก็แล้วกัน”

            “ลั่วจื่อหาน” อี้เป่ยซีขว้างหมอนใส่หน้าอกของเขา “นายตื่นเช้าขนาดนี้เพื่อที่จะทำตัวเป็นอันธพาลเหรอ?”

            “ฉันจะทำตัวเป็นอันธพาลเมื่อไรก็ได้ ทำไมต้องตื่นเช้าด้วย” ลั่วจื่อหานกระพริบตาใส่อี้เป่ยซี เมื่อตัวเองหยอกเล่นจนหนำใจแล้วจึงลุกขึ้นยืนจัดๆ เสื้อผ้า “โอเค ฉันจะลงไปรอเธอข้างล่าง”

            วินาทีที่ประตูปิดลง อี้เป่ยซีจึงถอนหายใจโล่งอก จริงๆ เล้ย เธอเลือกเสื้อผ้าที่คิดว่าเหมาะกับงานรื่นเริง ล้างหน้าล้างตาอย่างรวดเร็วแล้วลงไปข้างล่าง

            อย่างน้อยลั่วจื่อหานพูดถูกอย่างหนึ่ง เธอรู้สึกไม่ดีจริงๆ ที่ปล่อยให้ทั้งบ้านรอเธอคนเดียวแบบนี้

            “อาซ้อ สวัสดีปีใหม่ ขอให้ร่ำรวย” ลั่วจื่อจี้ก้าวเข้าไปหาเธอ ยิ้มหวานเหมือนกับเด็กน้อยที่อ้อนขอลูกอม

        ดวงตาอี้เป่ยซีกระตุก “ไปหาพี่ชายนายเถอะ ฉันไม่มีเงิน”

————

ตอนที่ 206
โดย 

ตอนที่ 206 ฟ้าบันดาลให้เป็นคู่ชีวิต (1)

               พูดถึงปัญหา ปัญหาก็มา เพิ่งสิ้นเสียงของลั่วจื่อหาน คุณแม่ลั่วก็ผลักประตูเข้ามา อี้เป่ยซีต้องการจะหลบไปด้านข้างตามสัญชาตญาณ ทันทีที่ลุกขึ้นก็นั่งลงไปอีกครั้ง ยิ้มอย่างน่าเอ็นดู “คุณ คุณน้า” เธอรู้สึกว่ามุมปากของเธอกระตุกอย่างไม่สามารถควบคุมได้

            “ตื่นแล้วเหรอ” การแสดงออกของคุณแม่ลั่วนั้นเฉยเมยจนบอกไม่ได้ว่าชอบหรือว่ารังเกียจ พ่อบ้านที่อยู่ด้านหลังวางอาหารลงบนโต๊ะข้างเตียง ถอยออกไปอย่างนอบน้อม คุณแม่ลั่วยังคงมองลูกชายตัวเองอย่างไม่ไว้ใจเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าสายตาของเขาหยุดอยู่ที่อี้เป่ยซีตลอดเวลาก็ลังเลครู่หนึ่ง

            “ไม่ต้องรีบร้อน พักผ่อนเยอะๆ เดี๋ยวอยากกินอะไรก็บอกจื่อจี้ ตอนเย็นค่อยทำให้กิน ตอนเที่ยงก็กินไปก่อนเถอะ”

            อี้เป่ยซีได้รับการปฏิบัติอย่างดีจนรู้สึกประหลาดใจ “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรค่ะคุณน้า แค่นี้ก็ดีมากแล้ว” กลิ่นหอมจางๆ ของอาหารลอยอยู่ในอากาศ อี้เป่ยซีรู้สึกว่าท้องว่างนานแล้ว

            “อืม” พูดจบก็ยังคงเดินออกไปจากห้องด้วยความเย็นชา ทำเอาอี้เป่ยซีสับสน

            “คุณ คุณน้าเป็นอะไรไป? รู้สึกว่าท่าทางไม่เหมือนกับเมื่อก่อนนิดหน่อย” อี้เป่ยซีรีบวิ่งไปที่โต๊ะ สูดกลิ่นหอมของกับข้าวลึกๆ “หอมจังเลย”

            “ในสายตาของเธอ ฉันสู้กับข้าวพวกนี้ไม่ได้งั้นเหรอ?” อี้เป่ยซีนั่งลงข้างเตียง หันหลังให้เขา ลั่วจื่อหานอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเอ่ย

            อี้เป่ยซีกินข้าวหนึ่งคำ รสหวานกับกลิ่นหอมที่หนักหน่วงของข้าวแพร่กระจายอยู่ในปากขณะเคี้ยว เธอพูดไม่ชัด “ท้องอิ่มแล้วสมองถึงจะแล่น”

            “อ๋อ…” ลั่วจื่อหานลากเสียงยาว อี้เป่ยซีได้ยินแล้วตัวสั่น

            “นายไม่หิวเหรอ?”

            เขาพยักหน้า “หิวมานานแล้ว”

            อี้เป่ยซีเผยยิ้มเข้าใจ “หุหุ เขินที่ต้องให้คนอื่นป้อนนายใช่ไหม” เธอเลือกกับข้าวที่ลั่วจื่อหานชอบด้วยความจริงจัง เดินไปยังอีกด้านของเตียง ลั่วจื่อหานไม่อ้าปาก มองอี้เป่ยซีตาเป็นประกาย อี้เป่ยซีรู้สึกได้ถึงความร้อนในดวงตา มือสั่นเทา ข้าวในช้อนเกือบร่วงลงบนเตียง

            “นาย นาย…นายมองฉันแบบนี้ ทำ ทำไม?”

            “ก็บอกแล้วไง ว่าฉันหิว”

            เธอเข้าใจในทันที เบือนหน้าหลบสายตาของเขา “หิวแล้วก็กินข้าว ถ้านายยังดื้ออีกเดี๋ยวก็ไม่เหลืออะไรแล้ว”

            ลั่วจื่อหานพยักหน้า มองใบหน้าด้านข้างของเธอก้มหน้าลงเล็กน้อย กินข้าวที่อยู่ในช้อน

            จนกระทั่งกับข้าวเย็นแล้ว ทั้งสองคนก็กินเสร็จพอดี อี้เป่ยซีเก็บถ้วยกับตะเกียบบนโต๊ะ ครุ่นคิดว่าจะเอาลงไปด้วยตัวเองดีหรือเปล่า

            “แล้ว ห้องครัวบ้านนายอยู่ไหนเหรอ?”

            “ชั้นล่างน่ะ”

            “เดินไปยังไง?”

            ลั่วจื่อหานเข้าใจความคิดของเธอ ในใจรู้สึกหวั่นไหวเพราะความคิดของเธออีกครั้ง “ลงไปข้างล่างก็พอแล้ว”

            “ฉันรู้น่าว่าต้องลงไปข้างล่าง ฉันถามถึงตำแหน่งของห้องครัว ฉันต้องเลี้ยวหรือเปล่า มีเครื่องหมายสำคัญอะไรหรือเปล่า”

            “ก็แค่ไปห้องครัว เธอตื่นเต้นอะไร?”

อี้เป่ยซีหันหลังกลับมา “ฉันตื่นเต้นตรงไหน ฉันก็แค่กลัว…”

            “กลัวอะไร? หืม?”

            “ไม่มีอะไร พูดแล้วนายต้องหัวเราะเยาะฉันแน่ๆ”

            ลั่วจื่อหานไม่อาจปฏิเสธได้ “วางไว้ตรงนั้นแหละ เดี๋ยวก็มีคนมา นอนต่ออีกหน่อยไหม?”

            “ไม่ดีมั้ง ฉันนอนหลับไปหลายวันแล้วไม่ใช่เหรอ? ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป คุณน้าลั่วจะไม่ชอบหรือเปล่า”

            “คิดซะว่าอยู่เป็นเพื่อนลูกชายสุดที่รักของเขาดีไหม?” ลั่วจื่อหานโน้มน้าวเสียงอ่อนโยน “เด็กดีนะ”

อี้เป่ยซีอ้อยอิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ประคองลั่วจื่อหานนอนลง ตัวเองจึงเปิดผ้าห่มแล้วเข้าไปนอน เธอเพิ่งจะล้มตัวลงไม่ทันไรก็มีคนมาเก็บถ้วยและตะเกียบแล้ว อี้เป่ยซีหลับตาลง ได้ยินเสียงหายใจที่สงบของผู้ชายที่อยู่ด้านข้าง ยิ้มน้อยๆ ในสมองยังคงตื่นตัว

            “ไม่อยากนอนเหรอ?”

            “หา นายยังไม่หลับเหรอ?”

            ลั่วจื่อหานยื่นมือขวาไปบีบจมูกของเธอ “เธอมองฉันแบบนี้ ฉันจะนอนหลับได้ยังไงล่ะ เป็นอะไรไป?”

            เธอส่ายหน้า “ไม่มีอะไร ก็แค่รู้สึกว่าช่วงนี้เกิดเรื่องเยอะมากเลย เวลาก็ผ่านไปนานมากๆ แต่ว่าผ่านไปนานขนาดนี้แล้ว ก็ยังไม่ได้มองนายให้เต็มตาเลย”

            มีอะไรบางอย่างติดอยู่ในลำคอของลั่วจื่อหาน ทั้งหวานทั้งขมขื่น เขาขยับตัวเล็กน้อย แต่ยังไม่ได้พูดอะไร

            “ลั่วจื่อหาน” มือน้อยๆ ของอี้เป่ยซีวางอยู่บนมือใหญ่โตของเขา “เมื่อก่อนฉันมักจะคิดว่าชีวิตที่ได้อยู่กับนายมันเกินจริงมาก เหมือนเดินอยู่บนก้อนเมฆ ภาพตรงหน้าก็เต็มไปด้วยหมอก มองไม่เห็นถนนที่อยู่ใต้เท้า ทำได้แค่เขยิบไปข้างหน้าทีละน้อย กลัวว่าจะพลัดตกลงจากก้อนเมฆ สุดท้ายแล้วแม้แต่กระดูกก็หาไม่เจอ”

            “อย่าพูดเหลวไหล”

            เธอหัวเราะหึๆ “ก็ไม่ใช่คำพูดเหลวไหลนะ บางทีความรู้สึกที่จริงที่สุดก็ดูเหมือนไร้สาระมากเลย นายไม่ชอบเหรอ”

            ลั่วจื่อหานยังไม่ทันเอ่ยปาก เธอก็พูดต่อ “แต่ว่าหลังจากที่เจอเรื่องมากมายแบบนี้ฉันก็ไม่กลัวแล้ว ที่จริงพวกเราก็ไม่ได้ต่างกัน ความรักของพวกเราก็ไม่ได้ราบรื่นแบบนั้น พวกเราก็เหมือนคนธรรมดาที่มีความขัดแย้งและอุปสรรคมากมาย ฉะนั้น ทำไมถึงไม่คิดเหมือนคนทั่วไปล่ะ มีความรักที่ยืนยาว เดินไปจนถึงสุดทาง”

            “พวกเราก็จะอยู่ด้วยกันตลอดไป ใช่ไหม”

            ลั่วจื่อหานบีบมือของเธอแน่น “ใช่”

            “เอาล่ะ” อี้เป่ยซีซุกตัวเข้าไปในผ้าห่มอีกครั้ง “ฉากซึ้งจบแล้ว พูดตั้งเยอะเหนื่อยจังเลย ฉันอยากนอนแล้ว”

            “เป่ยซี”

            “หืม?”

            “หรือว่าเธอ…”

            มืออีกข้างหนึ่งของอี้เป่ยซีลูบไล้ข้อนิ้วของลั่วจื่อหาน หลุบตาลงต่ำ “ฉันไม่มีอะไรอยากถาม นายไม่อยากให้ฉันรู้ก็ไม่รู้ก็ได้ ฉันเชื่อว่านายจัดการเรื่องนี้ได้ นี่ หรือว่าเมื่อกี้ที่นายเหม่อลอยตลอดเวลาเพราะกำลังคิดเรื่องไร้สาระอยู่ ไม่ได้ยินคำสารภาพที่ลึกซึ้งของฉันเหรอ?”

            ลั่วจื่อหานใช้แขนข้างเดียวกอดเธอเข้ามาชิดตัวเอง “ได้ยินแล้ว”

            “นี่ ลั่วจื่อหาน นายปล่อยฉันนะ” อี้เป่ยซีกลัวว่าจะทับบาดแผลของเขา ได้แต่จ้องเขา ไม่กล้าออกแรงดิ้นรน ยื่นมือจับแขนของเขาไว้

            “ฉันยังมีแผลอยู่”

            “นายรู้ตัวว่าตัวเองบาดเจ็บด้วยเหรอ” อี้เป่ยซีค้อนเขาเคืองๆ ตบๆ แขนของเขา “ปล่อยนะ”

            ลั่วจื่อหานไม่เพียงไม่ฟังแต่ยังออกแรงแขนหนักกว่าเดิม อี้เป่ยซีแนบติดหน้าอกของเขาครึ่งหนึ่ง แก้มรู้สึกร้อนเล็กน้อย ได้ยินเขาพูดขึ้น “เรื่องนี้มันจบแล้ว เธอไม่ต้องเป็นห่วง ตอนนั้นพ่อแม่ของลู่เยี่ยหวาก็ไม่รู้เรื่องทั้งหมด ไม่งั้นพวกเขาก็จะไม่ทำแบบนี้”

            อี้เป่ยซีได้ยินคำอธิบายที่คลุมเครือของเขา ตอบรับเสียงอู้อี้ ผู้ชายที่อยู่ด้านล่างเงียบไป เนิ่นนานอี้เป่ยซีจึงพูดต่อ “ลั่วจื่อหาน นายเองก็…” เธอเปลี่ยนหัวข้อทันที “ฉันจะไม่จากนายไปไหน ไม่มีวัน” พูดพลางกอดเอวของเขาแน่น

            “เมื่อกี้ใครบอกให้ฉันปล่อยกันนะ” ลั่วจื่อหานหัวเราะ หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลง อี้เป่ยซียกมุมปากยิ้ม หลับตาลงช้าๆ

        “ไม่รู้สิ”

————

ตอนที่ 205
โดย 

ตอนที่ 205 วิกฤตความจำ (3)

             “หลิงจื่อเซี่ย” ดวงตาของอี้เป่ยซีเบิกกว้างไม่รู้เป็นเพราะว่าโมโหหรือประหลาดใจ รู้สึกเหลือเชื่อเล็กน้อย “หลิงจื่อเซี่ย หรือเธอไม่รู้ว่าทำไมลั่วจื่อหานถึงบาดเจ็บจนป่านนี้ยังไม่ฟื้นเหรอ เธอยังสมรู้ร่วมคิดกับคนที่ทำร้ายเขาอีกเหรอ!”

            หลิงจื่อเซี่ยหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ เอ่ยเยาะเย้ย “อี้เป่ยซี จนป่านนี้แล้วเธอยังไม่รู้ความผิดของตัวเองอีกเหรอ ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ พวกพี่จื่อหานจะสืบสาเหตุการตายที่แท้จริงของลู่เยี่ยหวาได้ยังไง พวกลู่เซิงจะลงมือกับพี่จื่อหานได้ยังไง ใครกันแน่ที่ทำร้ายพี่จื่อหาน เธอรู้ดีกว่าฉันเป็นพันเป็นหมื่นเท่า”

        อี้เป่ยซีได้ยินคำพูดของเธอแล้วม่านตาก็หดตัว มองลู่เซิงที่ดื่มไวน์อย่างสบายอารมณ์ด้วยความเหลือเชื่อ “เพราะ เพราะเธอ…เธอ ทำไมเธอ…เพราะอะไร” น้ำตาไหลออกมาจากดวงตาของอี้เป่ยซี “เขาดีกับเธอแบบนั้น ทำไมเธอต้องไปทำร้ายเขา ทำไม! ลู่เยี่ยหวาไม่ดีกับเธอตรงไหน เขาทำผิดตรงไหน ทำไมเธอต้องใจร้ายทำให้เขาตายด้วย ลู่เซิง” อี้เป่ยซีดิ้นรนอย่างหนัก เก้าอี้ขยับเล็กน้อย กลืนกินพลังของเธอ

            ลู่เซิงวางแก้วบนโต๊ะที่ทรุดโทรมเบาๆ แก้วคริสตัลงานปราณีตกับโต๊ะไม้ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างหยาบๆ นั้นไม่เข้ากันเลย เธอเดินเข้ามาหาอี้เป่ยซีช้าๆ “ไม่ใช่ฉัน ฉันกับลู่เยี่ยหวาจะมีความแค้นอะไรต่อกันได้? เพียงแต่ เขาคิดจะขวางทางทุกคน แน่นอนว่ามีหลายคนอยากต่อสู้กับเขา ฉันก็แค่ช่วยพวกเขาเท่านั้น อีกอย่างพ่อแม่เขาก็ยินยอมแล้วไม่ใช่เหรอ?”

            ยิน ยินยอม? อี้เป่ยซีไม่เข้าใจ สายตาจ้องลู่เซิงเขม็ง ปลายจมูกมีเหงื่อออกมากเพราะความตื่นเต้น ลู่เซิงหัวเราะเย้ยหยัน “มันก็เรื่องปกติไม่ใช่เหรอ อำนาจของบ้านลู่ยุ่งเหยิงและหยั่งรากลึก ลู่เยี่ยหวาหวังจะพึ่งพิงขนาดนั้น ตัดแขนขาทุกส่วนทิ้ง ไม่ว่าใครก็คงไม่ยอมให้เขาทำแบบนี้ต่อไปหรอก ตัวหมากที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้ก็ต้องกำจัดทิ้ง ประเทศเธอก็มีสำนวนนี้ไม่ใช่เหรอ”

            “ฉัน…” อี้เป่ยซีตะกุกตะกักเล็กน้อย การหายใจของเธอก็ติดขัด เธอก้มหน้าแล้วหลับตาลงเบาๆ ลู่เยี่ยหวา เขา เขารู้เรื่องนี้หรือเปล่า…เขา ในช่วงเวลานั้นเขาเจออะไรมาบ้างกันแน่…เธอเองยังจะ ลู่เยี่ยหวา…

            หลิงจื่อเซี่ยได้ยินเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นที่ไม่สามารถควบคุมได้ของเธอ ยิ้มเย็นชา เดินเข้าไปหาเธอแล้วเชิดคางของเธอขึ้น “จุ๊ๆ ร้องไห้แบบนี้น่าสมเพศจังเลย พี่จื่อหานเห็นแล้วจะต้องปวดใจแน่ๆ น่าเสียดายนะ ต่อให้เขาเจอเธออีกครั้งก็จะไม่มีความรู้สึกอะไรแล้ว”

            “อ้อ เมื่อกี้ฉันยังไม่ได้บอกเธอ พี่จื่อหานฟื้นเมื่อสองสามวันก่อนแล้ว แม่เฝ้าดูลั่วจื่อจี้ตลอดเวลา ก็เลยไม่มีใครบอกข่าวนี้กับเธอ”

            “แต่ยังมีข่าวร้ายอีกเรื่อง เมื่อกี้พี่จื่อหานผ่าตัดเสร็จแล้ว เขาจะไม่มีวันจำได้อีกว่าอี้เป่ยซีมีตัวตนอยู่”

            “หลิงจื่อเซี่ย” อี้เป่ยซีแทบจะกัดฟันกรามเรียกชื่อของเธอ อารมณ์ต่างๆ ประทุอยู่ภายในร่างกาย อี้เป่ยซีไม่สามารถควบคุมได้เลยและไร้ซึ่งพลังที่จะควบคุม หัวใจราวกับถูกใครบีบรัดจนแน่นจนเหมือนว่ามันจะแตกละเอียดในวินาทีถัดไป และเลือดเนื้อก็จะทะลักออกมาจากช่องว่าง

            งั้นก็ตายให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย ตายแล้วก็จะได้ไม่ทรมานแบบนี้ จะได้ไม่ต้องรับรู้เรื่องที่น่ากลัวแบบนี้ จะได้ไม่เห็นคนที่ตัวเองชอบห่างเหินจากเธอราวกับคนแปลกหน้า เธอไม่อยากเห็นใครได้รับบาดเจ็บอีกและไม่อยากรับมือกับเรื่องราวที่วุ่นวายยุ่งเหยิงแบบนี้อีก

            ไม่ต้องกระวนกระวายใจ ไม่ต้องระแวงระวัง ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ จากไปแบบนี้ก็ดี

            จู่ๆ อี้เป่ยซีก็ระเบิดหัวเราะออกมา ไม่สามารถเห็นสภาพแวดล้อมโดยรอบผ่านหยาดน้ำตาได้ เธอรู้สึกว่าเสียงที่ข้างหูค่อยๆ เลือนลาง ได้ยินเสียงคนสบถรุนแรงแล้วก็มีคนคอยกระตุ้น เสียงในหูนั้นอลหม่าน เสียงปืนดังก้องอยู่ในหู ตัวเธอเหมือนถูกโยนลงไปในทะเลสาบ ค่อยๆ จมลงไป มีเสียงของสัตว์ร้ายคำรามอยู่ข้างๆ

            เธอรู้สึกว่าตัวเองยิ่งหายใจติดขัดขึ้นทุกที หล่มตมกำลังจะพ้นศีรษะของเธอไป ทันใดนั้นมืออันทรงพลังก็คว้าเธอไว้ ดึงเธอออกมาจากโคลนตม เธอพิงอยู่บนหน้าอกหนาที่อบอุ่น ปากขยับแต่ไม่ได้เรียกชื่อนั้นออกมา

            ลั่วจื่อหาน

            ทันใดนั้นหลังมือก็รู้สึกเจ็บแปลบ อี้เป่ยซีอดไม่ไดที่จะขมวดคิ้ว มือขยับเขยื้อน ลืมตาขึ้นช้าๆ เสียงในหูก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

            “ระวังหน่อย” ผู้ชายคนนั้นกระซิบกำชับหมอที่เจาะเข็มอยู่ข้างๆ ยื่นมือกดหลังมือของอี้เป่ยซีเอาไว้

            “ลั่วจื่อหาน”

            “อืม เธอตื่นแล้วเหรอ” ลั่วจื่อหานนอนถัดจากอี้เป่ยซีเนื่องจากแผลของเขายังไม่หายดี เมื่อเขาขยับตัวเล็กน้อยก็ถูกเด็กสาวข้างๆ ห้ามไว้

            “บนตัวนายยังมีบาดแผล อย่าขยับเลย” อี้เป่ยซีพลิกตัวไปหาลั่วจื่อหาน โอบเอวของเขาแผ่วเบา สูดหายใจลึก “ฉันนึกว่าจะไม่ได้เจอนายแล้วซะอีก”

            มือของลั่วจื่อหานลูบผมของเธออย่างนุ่มนวล น้ำเสียงแหบแห้งเล็กน้อย “จะเป็นไปได้ยังไง ฉันบอกแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าพวกเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป ไม่เชื่อที่ฉันพูดเหรอ?”

            “เปล่า” อี้เป่ยซีกอดเขาแน่นกว่าเดิม “ฉันแค่รู้สึกว่า…นายพูดถูกทุกอย่าง”

            “เพิ่งรู้เหรอ” เมื่อได้ยินเสียงที่อ่อนโยนของเธอที่ดังอยู่ในหูตัวเองจริงๆ อุณหภูมิของแขนที่ถ่ายผ่านสู่ตัวของเขาผ่านเสื้อผ้าชั้นบางๆ หัวใจที่ตื่นตระหนกในตอนแรกจึงสงบลง แต่ความกลัวก็ยังอ้อยอิ่งอยู่บ้างเพราะเหตุการณ์ก่อนหน้านี้

            โชคดี โชคดีที่เขาไปทัน เขาไม่กล้าจินตนาการจริงๆ ว่าถ้าเขาไปช้าสักหนึ่งก้าวจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง โชคดีที่เด็กสาวของเขายังอยู่ข้างกายของตัวเองอย่างแคล้วคลาดปลอดภัย และเขาก็ยังกุมมือของเธอได้

            “พี่ ซ้อยังไม่…” ลั่วจื่อจี้เพิ่งจะเดินเข้ามาก็รู้สึกบรรยากาศผิดแปลกไป หลังจากถูกพี่ชายของตัวเองเหลือบมองอย่างเย็นชาแล้ว ก็ถอยออกไปอย่างเขินอาย อี้เป่ยซีได้ยินเสียงของเขาแล้วก็รู้สึกเคอะเขินเล็กน้อย ดึงมือของตัวเองกลับช้าๆ

            อี้เป่ยซีหน้าแดง ต้องการจะลุกจากเตียงขึ้นนั่ง

            “ไข้ลดแล้ว พักผ่อนต่ออีกหน่อยเถอะ เดี๋ยวลั่วจื่อจี้จะส่งข้าวมา”

            “แต่ฉันนอนจนปวดหัวแล้ว”

            ลั่วจื่อหานถอนหายใจเบาๆ “ไม่รู้จะทำยังไงกับเธอจริงๆ กระเป๋าของเธอหายน่ะ ฉันให้คนไปซื้อใบใหม่ให้เธอแล้ว อยู่ในตู้เสื้อผ้า”

            “หากระเป๋าไม่เจอ?” อี้เป่ยซีเหลือเชื่อเล็กน้อย “แล้วสมุดบันทึกของฉันล่ะ?”

            “เก็บสมุดบันทึกไว้ให้เธอน่ะ แต่อย่างอื่นหายไปหมดแล้ว” ลั่วจื่อหานหน้าบึ้ง ไม่ต้องการพูดถึงหัวข้อนี้อีก อี้เป่ยซีไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็ยังเปิดผ้าห่มแล้วไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำ แล้วเปลี่ยนเสื้อสบายๆ

            หลังจากอี้เป่ยซีล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้ว สมองก็เริ่มรู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง เธอมองไปรอบกาย “นี่ นี่มัน บ้าน นาย?”

            ลั่วจื่อหานขำกับปฏิกิริยาของเธอ “จะให้เป็นบ้านใครล่ะ เธอนึกว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหน?”

            “แล้ว นาย คุณ คุณน้าลั่ว จะไม่โกรธเหรอ?”

        “ไม่โกรธ”

————

ตอนที่ 204
โดย 

ตอนที่ 204 วิกฤตความจำ (2)

             ลั่วจื่อจี้กัดฟัน เหลียวมองหลิงจื่อเซี่ยอย่างดุร้าย ยังไม่ทันได้คุยกับเขาก็คว้ากุญแจรถวิ่งออกไปแล้ว เมื่อก่อนเขามองหลิงจื่อเซี่ยผิดไปจริงๆ นึกว่าเป็นเพียงอารมณ์เอาแต่ใจและความเย่อหยิ่งของเธอ คิดไม่ถึงว่าจะใช้วิธีไร้ยางอายเช่นนี้ เธอก็รู้ดีว่าลู่เซิงเกลียดชังอี้เป่ยซีจนแทบอยากจะกำจัดเธอออกไปอย่างเร็วที่สุด

            “เขาเป็นอะไรไป?” คุณแม่ลั่วถาม

            หลิงจื่อเซี่ยควงแขนของคุณแม่ลั่ว ยิ้มหวาน “ไม่มีอะไรค่ะ จู่ๆ คงนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ แม่คะ พวกเราเข้าไปกันเถอะ”

            คุณแม่ลั่วพยักหน้า ทันทีที่หลิงจื่อเซี่ยเปิดประตูก็เห็นลั่วจื่อหานนอนคุดคู้อยู่บนเตียง ดวงตามีสีเลือดแดงก่ำ ราวกับไม่ได้นอนมาหลายวัน ดูอิดโรยมาก ประตูเพิ่งจะเปิดออก เขาก็กวาดตามองคนที่อยู่นอกประตูอย่างเย็นชา ทุกคนตะลึงงัน

            “จื่อ จื่อหาน ลูกเป็นอะไรไป?” คุณแม่ลั่วมีปฏิกิริยาตอบสนองก่อน รีบเดินเข้าไปหาลั่วจื่อหาน “แผลลูกยังไม่หายดี รีบนอนลง นอนลง”

            ลั่วจื่อหานตาแดง “พอนอนลงไปแล้ว แม่ก็จะหาวิธีให้คนลบความทรงจำผม?”

            “แม่หวังดีกับลูกนะ”

            “ผมไม่เห็นด้วย!” ไม่รู้ว่เพราะอะไร สีหน้าของลั่วจื่อหานซีดขาวมาก “แม่ ต่อให้ผมตาย ก็จะไม่อนุญาตให้แม่ทำแบบนี้”

            คุณแม่ลั่วก็มีน้ำโหเหมือนกัน “ลั่วจื่อหาน ลูกดูสิว่าตอนนี้ลูกอยู่ในสภาพไหน เพื่อผู้หญิงคนเดียว ลูกพูดจากับแม่แบบนี้เหรอ?”

            ลั่วจื่อหานพิงหมอน หลับตาลงช้าๆ เหงื่อค่อยๆ ไหลลงมาจากหน้าผาก “แม่ ดึกมากแล้ว แม่กลับไปเถอะ”

            “จื่อหาน ลูก…” ทำไมเขา ทำไมเขาถึงยังนั่งอยู่ตรงนี้อย่างมีสติครบถ้วน เขาไม่ได้กินยาที่เธอส่งมาให้เหรอ? ทั้งๆ ที่เธอมั่นใจแล้วว่าจะไม่มีใครบอกเขาถึงแผนการของตัวเอง

            ลั่วจื่อหานยังคงไม่ลืมตา “แม่ นี่เป็นเรื่องของผม เหินอวี่ ส่งคุณนายกับคุณหนูหลิงกลับไป” คนในชุดดำพุ่งเข้ามาหาคุณแม่ลั่ว เขายืนอยู่ด้านข้างอย่างนอบน้อม แต่กลับให้ความรู้สึกที่ไม่อาจต้านทานได้

            “ลูกพักผ่อนให้มากๆ” มีแสงวูบผ่านดวงตาของคุณแม่ลั่ว เธอพาหลิงจื่อเซี่ยออกไปจากห้อง ลั่วจื่อหานจึงโล่งอกและหลับตาลงอย่างลึกซึ้ง

            มู่ลี่ไป๋ไล่ทุกคนที่อยู่ด้านหลังเขาออกไป รุดเข้าไปหาลั่วจื่อหานอย่างรวดเร็ว ทันทีที่ดึงผ้าห่มออก เลือดสดๆ จากทรวงอกทำให้เสื้อผ้าเป็นสีแดงฉานแล้ว เขาขมวดคิ้วถอนหายใจ นำผ้าพันแผลที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ รวมทั้งเครื่องใช้และยารักษาบาดแผลทั้งหมดออกมา

            แต่ว่าโชคดีที่สิ่งต่างๆ ยังไม่เลวร้ายนัก

            “รู้ไหมว่าลั่วจื่อจี้ไปทำอะไร?”

            เหินอวี่ส่ายหน้า ยังคงยืนอยู่ด้านข้างเหมือนท่อนไม้

            หลังจากจัดการเสร็จเรียบร้อยแล้ว มู่ลี่ไป๋จึงยืดเหยียดอย่างผ่อนคลาย มองดูประตูห้องที่ปิดสนิท

            เขาคิดไม่ถึงเลยว่าแม่ของลั่วจื่อหานจะรังเกียจอี้เป่ยซีถึงเพียงนี้ รังเกียจจนไม่ลังเลที่จะลงมือกับลูกชายของตัวเอง เธออาจจะไม่รู้ว่าการลบความทรงจำจะนำความสูญเสียมาให้ลั่วจื่อหานมากมายแค่ไหน ถ้าไม่ใช่เพราะลั่วจี้หานบอกให้เขาปะปนอยู่ในบรรดาหมอเหล่านั้น ก็ไม่รู้จริงๆ ว่าหลังจากลั่วจื่อหานฟื้นแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

            แต่ว่าลั่วจื่อหานก็ไหวพริบดีมาก รับรู้ได้ถึงความผิดปกติของยา เลือกที่จะฉีกบาดแผลของตัวเองเพื่อให้ตื่นตัวอยู่เสมอ

            แต่ว่าทำไมลั่วจื่อจี้ถึงออกไปอย่างกะทันหันล่ะ?

            “เหินอวี่ นายรีบส่งคนไปที่ที่อี้เป่ยซีอยู่ เร็วเข้า”

            อี้เป่ยซีทำเตียงอยู่ในห้องของตัวเอง เพราะว่าใจลอยเล็กน้อยผ้าปูเตียงสะอาดในมือจึงร่วงหลุดหลายรอบ เธอปัดๆ ฝุ่น กำลังจะลุกขึ้นมาจากพื้นก็มีอาการเจ็บแปลบที่ท้ายทอย ภาพเบื้องหน้าดับวูบ หมดสติไป เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตัวเองถูกมัดอยู่กับเก้าอี้ไม้สีเหลือง

            เธอมองสิ่งแวดล้อมโดยรอบ มันเป็นเหมือนโรงงานผุพังแห่งหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ขึ้นสนิมอยู่ด้านข้าง บนพื้นก็เต็มไปด้วยเศษหิน มีแมลงที่ไม่รู้ว่าตัวอะไรเข้ามาให้เห็นเป็นครั้งคราว แล้วจากไปอย่างเชื่องช้า

            ที่นี่มันที่ไหน?

            เธอยังอยากจะมองดูอีกหน่อย แต่เทปบนปากก็ถูกคนดึงออกจนทำให้รู้สึกเจ็บหน้าเล็กน้อย อี้เป่ยซีมองผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้า เธอใส่ชุดสีดำรัดรูป แม้จะค่อนข้างสะบักสะบอมแต่ก็ไม่สามารถซ่อนความงดงามของเธอได้ อีเป่ยซีขยับปากด้วยความเหลือเชื่อ

            ลู่เซิง?

            “เห็นฉันแล้วตกใจมากเหรอ?” ลู่เซิงจ้องอี้เป่ยซีด้วยความดุร้าย นั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามราวกับราชินี

            “เธอ เธอไม่เป็นไรนะ?”

            ลู่เซิงหัวเราะ “อี้เป่ยซี เธอคิดว่าฉันไม่เป็นไรเหรอ?”

            “มัน เกิดอะไรขึ้นเหรอ?”

            “เธออย่าแสร้งทำเป็นไม่รู้หน่อยเลย”

            อี้เป่ยซีกระพริบตา “แต่ว่าฉันไม่รู้จริงๆ นี่นา”

            “เธอไม่รู้ งั้นฉันจะบอกเธอ ที่ฉันเป็นแบบนี้ก็ต้องขอบคุณเธอ ลู่เยี่ยจิ่งถอนการแต่งงานไม่ต้องการฉันแล้ว ฉันก็ไม่ต่างอะไรกับหนูตัวนึง ต้องอยู่อย่างหลบซ่อนไปทุกที่ แม้แต่พ่อของฉัน ตอนนี้พ่อของฉันก็ถูกบีบอยู่ในกำมือของลั่วจือหาน ตอนนี้เธอเข้าใจแล้วยังว่าเกิดอะไรขึ้น?”

            อี้เป่ยซีเงียบไป มาพูดถึงผลลัพธ์แล้วเธอจะไปรู้ถึงสาเหตุได้อย่างไร อีกอย่างเรื่องพวกนี้ก็เป็นของลั่วจื่อหานกับลู่เยี่ยจิ่ง เช่นนั้นก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเธอ หรือว่า…ลู่เซิงต้องการจะใช้เธอเพื่อข่มขู่พวกเขาสองคน?

            ไม่ใช่สิ ถ้าเป็นแบบนั้น ทำไมต้องบอกว่าขอบคุณเธออี้เป่ยซีล่ะ คนที่ลู่เซิงลักพาตัวก็ควรเป็นพวกลั่วจื่อหานสิ

            หรือว่ามีอะไรที่เธอไม่รู้?

            อี้เป่ยซีครุ่นคิด อาจมีเรื่องที่เธอไม่รู้จริงๆ และมีมากด้วย จู่ๆ เธอก็รู้สึกอ่อนไหว ดูแล้วลั่วจื่อหานปิดบังเธอหลายอย่าง ในเวลาเดียวกันก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะคิดอย่างมีเหตุผลเมื่อตัวเองอยู่ในสถานการณ์แบบนี้

            ทันใดนั้นบางอย่างก็แวบเข้ามาในสมองของเธอ เธอรู้สึกว่าตัวเองเกือบจะไขว่คว้าไว้ได้แล้ว แต่สุดท้ายก็ยังคงว่างเปล่า เธอไม่รู้อะไรเลยจริงๆ

            ช่างเถอะ ตอนนี้รู้ไปก็ไม่มีความหมายแล้ว คิดว่าจะออกไปยังไงก่อนยังจะดีกว่า อี้เป่ยซีแอบมองลู่เซิงที่มีสีหน้าบึ้งตึง ลักษณะของเธอยังคงเผยให้เห็นถึงท่าทางของคุณหนูผู้สูงศักดิ์ เธอไม่สูญเสียสภาวะทางอารมณ์ของตัวเองเพียงเพราะสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน แต่ว่าพฤติกรรมที่เป็นปกติแบบนี้ยิ่งทำให้อี้เป่ยซีไม่เข้าใจว่าลู่เซิงต้องการจะทำอะไรกันแน่

            “ลู่…”

            “ชู่ว…” ลู่เซิงหัวเราะเยาะเย้ย “คนยังมาไม่ครบ รอแป๊บนึง พวกเราก็จะเริ่มได้แล้ว”

            ทั้งสองคนนั่งอยู่ความเงียบครู่หนึ่ง จึงได้ยินเสียงเครื่องยนต์จากข้างนอก จากนั้นผู้หญิงในชุดเดรสสีขาวก็เดินขมวดคิ้วเข้ามาในห้อง หลิงจื่อเซี่ยมองดูอี้เป่ยซีที่ถูกผูกติดไว้กับเก้าอี้ ใบหน้าก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มแห่งความสำเร็จออกมา

            “นี่คือคุณหนูใหญ่อี้ไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ได้ล่ะ?” เสียงหัวเราะของเธอเจือปนความเย้ยหยัน หน้าตาก็เบิกบานไปตามอารมณ์ของเธอด้วย

        น่าเสียดายเหลือเกินที่เธอไม่สามารถลบร่องรอยของอี้เป่ยซีไปจากความทรงจำของลั่วจื่อหานได้ แต่ว่าตอนนี้เธอยังสามารถกำจัดอี้เป่ยซีออกไปจากชีวิตของลั่วจื่อหานได้โดยสิ้นเชิง ไม่ว่าเธอต้องจ่ายด้วยราคาเท่าไรก็ตาม!

————

ตอนที่ 203
โดย 

ตอนที่ 203 วิกฤตความจำ (1)

             ลั่วจื่อหานรู้สึกว่าตัวเองหลับไปนานมาก ทั้งร่างกายและหัวใจรู้สึกว่างเปล่า เขาไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนจึงเห็นแสงรำไรในความมืด ประสาทการรับกลิ่นก็เหมือนจะถูกปลุกด้วยแสงนี้ ปลายจมูกได้กลิ่นหอมของอี้เป่ยซีจางๆ เป็นครั้งคราว

            ราวกับว่ามีคนทะเลาะกันข้างๆ เขา ลั่วจื่อหานพยายามตั้งใจฟังว่าพวกเขากำลังคุยอะไรกัน แต่เสียงข้างหูนั้นกลับสับสนวุ่นวายขึ้นทุกที น้ำเสียงอันหลากหลายต่างผสมปนเปนเข้าด้วยกัน มันลอยเข้าหูเขาเลือนรางจากระยะไกล ลั่วจื่อหานกำลังจะยอมแพ้แล้ว แต่เสียงหยดน้ำร่วงหล่นก็ดังขึ้นข้างหู

            หัวใจของเขาบีบแน่น

            เธอกำลังร้องไห้เหรอ? อี้เป่ยซีกำลังร้องไห้ เกิดอะไรขึ้น ทำไมเธอถึงได้เสียใจขนาดนี้ ทำไมต้องหลั่งน้ำตาด้วย

            ลั่วจื่อหานใช้กำลังทั้งหมดที่มีในร่างกายเพื่อลุกขึ้น เพื่อลืมตา ดูเหมือนเขาลืมวิธีการทำสิ่งง่ายๆ เหล่านี้ทันใด ต้องออกแรงจากตรงไหน ลั่วจื่อหานทำตัวไม่ถูกและเข้าสู่ความสับสนอีกครั้ง

            เมื่อเขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่ในห้องคนไข้ส่วนตัว แสงแดดจ้านอกหน้าต่างลอดผ่านช่องว่างระหว่างผ้าม่านทั้งสอง มันส่องเป็นแสงสีทองยาวบนพื้น ยืดเหยียดไปยังบานประตูที่ปิดสนิท ภายในห้องนอกจากเขาแล้วก็ไม่มีใครเลย

            คนเนรคุณ เขายังนึกว่าทันทีที่เขาลืมตาก็จะเจอเธอ…

            เป่ยซี ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน?

            ในหัวของลั่วจื่อหานเต็มไปด้วยคำถามนี้ เขาต้องการจะลุกขึ้น ไม่สนใจแม้กระทั่งบาดแผลของตัวเอง แต่อาการเจ็บที่หน้าอกทำให้เขาต้องนอนกลับลงไปอีกครั้ง

            เขาคงหลับไปนานมากสินะ เด็กน้อยคงร้อนใจแย่แล้ว

            “ลั่วจื่อจี้ ลั่วจื่อจี้” เสียงของลั่วจื่อหานแหบแห้ง เขาเพิ่งเรียกไปได้สองคำ เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบก็ดังขึ้นนอกประตู จากนั้นก็ผลักประตูเข้ามาในทันที

            “พี่ ในที่สุดพี่ก็ตื่นแล้ว พี่ไม่รู้หรอกว่า…”

            ลั่วจื่อจี้ยังไม่ทันพูดจบ ผู้หญิงที่อยู่ด้านหลังก็ไออย่างแรงสองที เขาไม่มีทางเลือกนอกจากยืนหลบไปด้านข้างด้วยสีหน้าอึดอัดใจ คุณแม่ลั่วยังคงมีท่าทางสง่างาม แต่ฝีเท้าที่ไร้ระเบียบกลับเผยอารมณ์ของเธอในขณะนี้ได้อย่างสมบูรณ์

            “ลูกตื่นสักที”

            ใบหน้าที่ยังคงป่วยของลั่วจื่อหานเผยรอยยิ้มเข้มแข็ง “ขอโทษครับแม่ ทำให้ทุกคนเป็นห่วง”

            “ไม่เป็นไร ลูกไม่เป็นก็ดีแล้ว ไม่เป็นก็ดีแล้ว”

            ในตอนแรกลั่วจื่อหานต้องการจะเรียกลั่วจื่อจี้เพื่อถามเรื่องของอี้เป่ยซี แต่เนื่องจากแม่ของเขาอยู่ที่นี่ เขาก็ไม่ควรทำให้แม่ของตัวเองที่ตื่นตระหนกและกังวลใจต่อเขาอยู่เสมอรู้สึกไม่สบายใจ จึงข่มเอาไว้และไม่พูดอะไร ทั้งสองคนพูดคุยกันต่อเล็กน้อย คุณแม่ลั่วไล่ให้ลั่วจื่อจี้ออกไปก่อน ส่วนเธอก็กำชับให้เขาพักผ่อนให้มากๆ ก่อนที่จะออกจากห้องไป

            ลั่วจื่อหานขมวดคิ้ว เขารู้ว่าแม่ของตัวเองไม่ชอบอี้เป่ยซี ตั้งแต่ที่เกิดเรื่องคราวก่อน ทัศนคติที่เธอมีต่ออี้เป่ยซีก็ยังคงเป็นความเกลียดชัง

            คราวนี้เกิดเรื่องใหญ่แบบนี้ แม่ของเขาจะต้องโยนความผิดทั้งหมดให้กับอี้เป่ยซีอย่างแน่นอน เขาอดกังวลไม่ได้ อิทธิพลของลู่เซิงในประเทศ U นั้นยากที่จะแก้ไขและหยั่งรากลึก เรื่องที่สนามบินคราวก่อนก็ไม่สามารถถอนรากถอนโคนได้อย่างสมบูรณ์ เขาไม่สามารถรับรองสถานการณ์ของอี้เป่ยซีได้ อีกทั้งตอนที่เขาหมดสตินั้น ลั่วจื่อจี้ก็ช่วยอะไรได้ไม่มาก…

            ถ้างั้นตอนนี้เป่ยซีก็อาจจะกลับบ้านพ่อแม่ของตัวเองแล้ว หรือไม่ก็เป่ยซีกำลัง…อยู่ที่บ้านของลู่เยี่ยจิ่ง?

            เมื่อนึกถึงตรงนี้ คิ้วของลั่วจื่อหานก็กระตุกสองสามที ปลอบโยนตัวเองอยู่ในใจนับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ยังคงไม่สามารถสงบสติอารมณ์ลงมาได้ เขากดกริ่งบนโต๊ะ ลูกน้องของเขาเพิ่งมาถึงหน้าประตูก็ถูกคุณแม่ลั่วขวางอยู่ด้านหลัง

            “เป็นอะไรไป?”

            ลั่วจื่อหานเดาถูกว่าแม่ตัวเองคิดจะทำอะไร เขาขยับริมฝีปาก สุดท้ายก็กลืนสิ่งที่ต้องการจะพูดลงไป “ไม่มีอะไรครับแม่”

            รออีกหน่อย รอจนถึงกลางคืนค่อยหาโอกาสดึงอี้เป่ยซีกลับมาก็แล้วกัน

            เจ้าเด็กแสบคนนี้ ช่างทำให้คนอื่นไม่สบายใจจริงๆ

            ตกกลางคืน คุณแม่ลั่วเฝ้าดูเขากินยาด้วยตัวเองจึงจะออกจากห้องไปอย่างวางใจ มือของเธอเพิ่งจะแตะลูกบิดประตู เสียงที่อ่อนแอของลั่วจื่อหานดังขึ้นข้างหลัง

            “แม่ครับ เป่ยซีเขาเป็นเด็กดีมากจริงๆ พอแม่รู้จักกับเขาสักพักนึงแล้ว แม่ก็จะต้องชอบเขาแน่ๆ การที่ฟังลมปากของคนข้างนอกแล้วปฏิบัติต่อเขาด้วยอคติ ผมว่ามันไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไร”

            “อืม แม่รู้แล้ว รีบนอนเถอะ อย่าคิดมาก”

            “ครับ”

            ลั่วจื่อหานขมวดคิ้ว เปลือกตาค่อยๆ หนักอึ้ง ในที่สุดมันก็ลงมาปิดดวงตาที่ลุ่มลึกคู่นั้น เปลือกตาบนล่างบรรจบเข้าหากันเบาๆ

            “แม่ครับ แม่จะทำแบบนี้ไม่ได้ และแม่ก็ไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้ พี่เขาจะต้องโกรธมากแน่ๆ พ่อ พ่อก็จะไม่เห็นด้วยที่แม่ทำแบบนี้” ลั่วจื่อจี้เฝ้าอยู่หน้าประตู กันไม่ให้คนกลุ่มหนึ่งเข้าไป

            “แม่กำลังช่วยพี่ชายลูกนะ! พอเขาตื่นขึ้นมาแล้วเขาก็จะลืมทุกอย่าง ตราบใดที่ไม่ติดต่ออี้เป่ยซีอีก ตราบใดที่ไม่มีใครปากมาก ก็จะไม่มีปัญหาอะไร”

            ลั่วจื่อจี้ยืนอยู่หน้าประตูอย่างมั่นคง พูดด้วยความขึงขัง “แม่ไม่รู้เลยว่าอี้เป่ยซีมีความหมายกับพี่ใหญ่มากแค่ไหน!”

            “พี่ใหญ่เริ่มออกตามหาเธอตั้งแต่เขาแปดเก้าขวบ เขาหามาสิบสามปี สิบสามปีนี้ พี่ใหญ่เป็นยังไงบ้าง ใช่ว่าแม่ไม่รู้”

            “ตอนที่เมาก็ร้องหาเซี่ยเซี่ย เซี่ยเซี่ย ตลอดเวลา ตอนที่บาดเจ็บสาหัสอาการโคม่าก็เรียกหาเซี่ยเซี่ย ถึงมันจะเป็นไปไม่ได้ แต่ตราบใดที่มันเกี่ยวข้องกับเธอ พี่ก็ทำได้ทั้งนั้น”

            “แม่ หรือว่าแม่อยากให้พี่ใหญ่ต้องอยู่ในวังวนแห่งความหวังและผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหรอ? พี่ใหญ่เคยทรมานแค่ไหนเขาก็จะทรมานแค่นั้นนะ”

            ใบหน้าของคุณแม่ลั่วยังคงเย็นชา “แม่จะบอกเขาเอง ว่าผู้หญิงคนนั้นตายแล้ว”

            “แม่ ทำไมแม่ถึงไม่เข้าใจพี่เลย เขาไม่เชื่อหรอก ต่อให้แม่เอาศพของอี้เป่ยซีมาวางตรงหน้าเขา บอกเขาว่าเธอตายแล้ว พี่ก็ไม่เชื่อหรอก”

            “พี่จื่อจี้” หลิงจื่อเซี่ยเผยยิ้มอย่างสงวนท่าที “สิ่งที่พี่จื่อหานชอบก็อาจจะเป็นแค่ความหลงใหลก็เท่านั้น อี้เป่ยซีจะมีตัวตนหรือไม่มันก็ไม่สำคัญ การที่พวกเขาได้อยู่ด้วยกัน เป็นเพราะว่าอี้เป่ยซีคืออี้เป่ยซี ไม่ใช่ฉู่เซี่ยในอดีต พวกเราก็แค่ให้พี่จื่อหานลืมอี้เป่ยซี แต่ว่าไม่เอาฉู่เซี่ยออกไปนี่นา”

            “หลิงจื่อเซี่ย เธอพูดอะไรของเธอ! เสียแรงที่ฉันนึกมาตลอดว่าเธอจริงใจกับพี่ชายฉัน”

            หลิงจื่อเซี่ยกำหมัดแน่น “ก็เพราะว่าฉันชอบพี่จื่อหานจริงๆ ก็เลยคิดวิธีนี้กับแม่เพื่อช่วยพี่จื่อหาน อี้เป่ยซีเอาความปัญหาและความวุ่นวายมาให้พี่จื่อหานมากมายแบบนั้น โลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งไม่คาดคิด ใครจะรู้ว่าครั้งหน้าพี่จื่อหานจะต้องจ่ายราคาแพงอะไรอีก”

            “หลิงจื่อเซี่ย ทำไมเธอถึงไม่แยกแยะผิดถูกแบบนี้”

            หลิงจื่อเซี่ยหัวเราะ ก้าวไปข้างหน้าสองก้าว “พี่ เมื่อกี้ลู่เซิงมาหาฉันแล้ว พี่ทายสิว่าฉันบอกอะไรเขา? เฮ้อ ก็ไม่รู้ว่าพวกลู่เยี่ยจิ่งจะถูกขังไว้ได้นานแค่ไหน จะมีคนไปช่วยอี้เป่ยซีทันหรือเปล่านะ”

————

ตอนที่ 202
โดย 

ตอนที่ 202 แบกรับข้อกล่าวหา (4)

             บ้านลั่ว คุณแม่ลั่วรออยู่ในห้องโถง มองนอกประตูเป็นครั้งคราว สีหน้าร้อนรน ลั่วจื่อจี้ถือหนังสือพิมพ์นั่งอยู่บนโซฟา แม้จะมีท่าทีผ่อนคลายอย่างเห็นได้ชัดแต่ว่าก็มีเหงื่อชั้นบางๆ ซึมอยู่บนฝ่ามือ

            “ไหนบอกว่าใกล้จะมาแล้วไง?”

            “แม่ แม่อย่าใจร้อนสิ”

            คุณแม่ลั่วฉีกหนังสือพิมพ์ในมือของลั่วจื่อจี้อออกจากกัน “อย่าใจร้อน อย่าใจร้อน จะไม่ให้แม่ใจร้อนได้ยังไง ลูกดูพี่ชายของลูกสิ จนป่านนี้แล้วยังไม่ฟื้นเลย ถ้าเขา…แม่จะต้องคิดบัญชีกับพวกเขาแน่”

            ลั่วจื่อจี้ลุกขึ้นยืน กดคุณแม่ที่เดินอาละวาดลงไปบนโซฟา “อัยยา แม่ ไม่ใช่ว่าพี่ชายไม่ตื่น ส่วนแม่ก็เป็นลมไปอีกคนนะ” เขาถอนหายใจ “แม่วางใจเถอะ ก่อนหน้านี้คุณหมอก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าจะไม่เป็นอะไร วันนี้ก็แค่มาดูอีกรอบ แม่ไม่เชื่อหมอแล้วยังไม่เชื่อในร่างกายเหนือมนุษย์ของพี่ชายผมอีกเหรอ ”

            “เชอะๆๆ ลูกอย่าพูดเหลวไหลนะ” เธอค้อนลูกชายตัวเองด้วยความโกรธ จากนั้นก็เห็นพ่อบ้านพาคนในชุดขาวเข้ามาไม่กี่คน ทุกคนล้วนใส่หน้ากากปิดปากสีน้ำเงิน มู่ลี่ไป๋ก้าวไปข้างหน้า เดินเข้าไปหาพวกเขา

            “ยังไม่ฟื้น?”

            ลั่วจื่อจี้พยักหน้า “ใช่แล้ว ไม่รู้ว่ากำลังฝันอะไรอยู่ จนป่านนี้จนไม่ยอมฟื้นขึ้นมาเลย”

            ลู่มี่ไป๋ส่งสายตาให้ลั่วจื่อจี้ เขาเข้าใจในทันที วางสองมือไว้ลงบนบ่าของแม่ตัวเอง “แม่ครับ คนก็มาแล้ว ผมจะพาแม่ออกไปตากลม ให้พวกเขาตรวจพี่ชายอย่างสบายใจ”

            “แม่อยู่มันไม่สะดวกขนาดนั้นเลยเหรอ?” คุณแม่ลั่วเลิกคิ้ว มีออร่าของการเป็นคุณนายเจ้าของบ้าน ลั่วจื่อจี้หัวเราะหึๆ

            “แม่ไม่คิดว่าช่วงนี้แม่ตึงเกินไปเหรอ ที่นี่ก็มีมู่ลี่ไป๋แม่จะห่วงอะไรล่ะ ไปเถอะ ไปเถอะ บางทีพอพวกเรากลับมาแล้ว ลูกชายคนโตของแม่ก็อาจจะฟื้นแล้วก็ได้ แม่ว่าจริงไหม?”

            คุณแม่ลั่วถูกผลักออกอย่างสมบูรณ์โดยลูกชายคนเล็กที่อยู่ข้างหลังเธอ แม้ว่าเธอจะไม่เต็มใจนัก แต่ว่าก็ยังออกไปเดินเล่นข้างนอกกับลั่วจื่อจี้แล้ว

            มู่ลี่ไป๋ถอนหายใจ พาทีมงานขึ้นไปชั้นบน หลังจากทำการตรวจสอบตามปกติอย่างรวดเร็วแล้ว ก็เหลือหนึ่งคนไว้ดูแล คนที่เหลือไปหารือเกี่ยวกับอาการอยู่ที่ห้องประชุมด้านข้าง

            คุณหมอที่อยู่นั้นมีรูปร่างเล็กกะทัดรัดมาก เสื้อคลุมสีขาวบนตัวของเธอก็หลวมไปหน่อย เธอนั่งลงข้างเตียง อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือออกมาสัมผัสใบหน้าของเขา และน้ำตาก็พรั่งพรูออกมาโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า

            “ลั่วจื่อหาน ทำไมนายถึงยังไม่ฟื้นล่ะ นายรู้หรือเปล่า ฉันอยู่ข้างนอกถูกคนรังแกตลอดเลย นายเคยบอกว่าจะปกป้องฉันอย่างดี ไม่ให้ใครรังแกฉันไม่ใช่เหรอ?”

            “คนเลว ตอนนี้นายนอนเงียบๆ คนเดียวอยู่ตรงนี้ไม่ต้องทำอะไรเลย นายรู้หรือเปล่าว่าคนที่อยู่ข้างกายของนายทรมานมากแค่ไหน”

            “ทำไมนายถึงยังไม่ฟื้น ทำไมถึงยังไม่ลืมตามามองฉัน”

            “ตอนนั้นที่นายเห็นปืนทำไมต้องเข้าไปขวางด้วย ตอนแรกมันเล็งมาที่ฉัน นายมายุ่งเรื่องของฉันทำไม! ฉันบอกให้นายออกตัวเหรอ ใครอนุญาตให้นายมาขวางไว้ล่ะ”

            “ลั่วจื่อหาน นายรีบฟื้นขึ้นมา ฉันโกรธมากนะ นายรีบฟื้นขึ้นมาสิ”

            “นายลืมตาสักทีได้ไหม ต่อไปฉันจะเชื่อฟังคำพูดของนายแล้ว และจะไม่ตัดสินใจอะไรเองลับหลังนายอีก นายโกรธฉันอยู่ใช่หรือเปล่าถึงได้ไม่สนใจฉัน”

            “ลั่วจื่อหาน…ฉันทรมาน มากจริงๆ ทรมานมาก ฉันกลัวจังเลย ว่านาย ว่านายจะเป็นเหมือนลู่เยี่ยหวา…ลั่วจื่อหาน นายตอบฉันสักคำได้ไหม นายไม่เคยปล่อยให้ฉันพูดคนเดียวมากขนาดนี้มาก่อน นายไม่เคยไม่ตอบฉัน”

            อี้เป่ยซีหมอบอยู่บนตัวของเขา หลับตาลง แต่น้ำตากลับไหลออกมาไม่หยุดจนเปียกชื้นเป็นวงกว้าง เธอสะอื้นอยู่หลายรอบ ลุกขึ้นแล้วปาดน้ำตาอย่างแรง

            “ลั่ว…” เธอเพิ่งจะพ่นออกเพียงคำเดียว ก็เห็นว่านิ้วของเขาขยับเล็กน้อย เธอคว้ามือใหญ่ที่อบอุ่นของเขาคู่นั้นด้วยความตื้นตัน “นายกำลังจะตื่นแล้วใช่ไหม? ฉันรู้อยู่แล้ว ว่านายจะไม่ทิ้งฉันไปแบบนี้ใช่หรือเปล่า”

            ประตูถูกเปิดออกเสียงดัง อี้เป่ยซียังไม่ทันตอบสนอง เหม่อมองคนที่ปรากฏตัวหน้าประตูกะทันหัน แล้วค่อยรู้สึกตัว

            “คุณ คุณน้าลั่ว”

            “ฉันก็ว่าทำไมวันนี้ลั่วจื่อจี้ถึงแปลกๆ…” เธอไม่สามารถซ่อนความประชดประชันบนใบหน้าได้ “คิดว่าจื่อหานโดนยิงยังไม่พอ ก็เลยคิดจะมาแทงซ้ำเหรอ?”

            “คุณน้าคะ ฉันก็แค่อยากมาเยี่ยมเขา”

            “แม่” เดิมทีลั่วจื่อจี้เดินเล่นกับคุณแม่ของตัวเองอยู่ในสวน จากนั้นแม่ก็บอกว่ารู้สึกหนาวอยากจะกลับไปเอาเสื้อ ตอนนั้นเขาเองก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่คิดไม่ถึงว่าเธอจะรับรู้ได้ถึงความร่วมมือระหว่างเขากับคนอื่นๆ แต่เขาก็ถามตัวเองว่าไม่ได้ทำอะไรผิดพลาดนี่นา ทำไมแม่ของเขาถึงได้ระแวดระวังแบบนี้

            คุณแม่ลั่วเข้าใกล้อี้เป่ยซีอย่างเย็นชา “อย่านึกว่ามีจื่อหานคอยปกป้อง แล้วฉันจะแตะต้องเธอไม่ได้”

            “คุณน้า ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมน้าต้องเกลียดฉันขนาดนี้ด้วย ฉันรู้จักกับลั่วจื่อหานมาตั้งนาน คุณน้าก็น่าจะดูออกว่าฉันไม่เคยคิดที่จะทำร้ายเขา ทำไมคุณน้าถึงทิ้งทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเพียงเพราะอุบัติเหตุครั้งนี้ด้วยคะ?” เธอพ่นประโยคยืดยาวออกมาภายในลมหายใจเดียว ดวงตายังคงแดงก่ำเล็กน้อยเพราะเพิ่งร้องไห้มา มองดูแล้วชวนให้น่าสงสาร แต่ว่าคำพูดนั้นกลับเปี่ยมไปด้วยพลัง

            ลั่วจื่อจี้อดไม่ได้ที่จะชื่นชมว่าที่พี่สะใภ้ของตัวเองอยู่ในใจ และเห็นว่าใบหน้าของแม่ตัวเองก็ผ่อนคลายลงมาบ้าง แต่ทันใดนั้นเสียงเล็กแหลมของเด็กผู้หญิงก็ดังขึ้นที่หน้าประตู ลั่วจื่อจี้อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว สีหน้าของคุณแม่ลั่วที่อ่อนลงในตอนแรกเยือกเย็นลงอีกครั้งทันใด

            “แม่คะ ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่ เขายังทำร้ายพี่จื่อหานไม่พออีกเหรอ? เขาจะเอายังไงกันแน่” พูดพลางต้องการจะพุ่งเข้ามา แต่ถูกลั่วจื่อจี้คว้าไว้ได้

            เขามองผู้หญิงที่โกรธเกรี้ยวด้วยอาการปวดหัว “หลิงจื่อเซี่ย เธอใจเย็นหน่อยสิ แม่ยังไม่ได้พูดอะไรเลย เธอจะทำอะไรน่ะ?”

            คุณแม่ลั่วเอ่ยปากช้าๆ เปี่ยมด้วยความเย้ยหยันและดูถูก “เธอใช้ปากนี้หลอกล่อจื่อหานสินะ? อุบัติเหตุ ก็เพราะอุบัติเหตุนี้แหละ จื่อหานถึงเกือบเอาชีวิตไม่รอด ทำไม เธอยังอยากให้เกิดเรื่องอื่นอีกเหรอ”

            อี้เป่ยซีกัดริมฝีปาก เงยหน้าขึ้นด้วยความดื้อรั้น “ฉันไม่เคยคิดทำร้ายลั่วจื่อหาน”

        “เธอไม่เคยคิด แต่ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเพราะเธอ คุณหนูอี้ เธอน่าจะเข้าใจหัวอกของฉันนะ” เธอเลิกคิ้วขวาขึ้น “จื่อเซี่ย ส่งแขก หวังว่าต่อไปคุณหนูอี้จะไม่เข้าบ้านคนอื่นตามใจชอบโดยไม่ได้รับอนุญาตอีก ถ้าพ่อแม่ไม่ได้อบรมสั่งสอนเธอเรื่องพวกนี้ ฉันก็ไม่รังเกียจที่จะช่วย”

            หลิงจื่อเซี่ยหัวเราะเย็นชา สะบัดมือของลั่วจื่อจี้ “คุณหนูอี้ เชิญทางนี้ค่ะ”

            อี้เป่ยซีกัดริมฝีปาก เธอต้องออกแรงอย่างมากเพื่อรักษาลำตัวให้ตั้งตรง ลำคอที่ยืดไว้ก็เมื่อยล้าเล็กน้อย เธอก้าวเดินตามหลังหลิงจื่อเซี่ยออกไปด้วยความเย่อหยิ่ง ประตูปิดลงแต่ไม่ได้ปิดกั้นเสียงประโยคสุดท้ายของคุณแม่ลั่ว

        “อย่าซี้ซั้วเอาของอะไรก็ไม่รู้เข้าบ้าน เข้าใจไหมลูก?”

————

ตอนที่ 201
โดย 

ตอนที่ 201 แบกรับข้อกล่าวหา (3)

             ลั่วจื่อจี้เห็นอี้เป่ยซีจ้องเขม็งพร้อมปฏิเสธ แสร้งพยักหน้าอย่างจริงจัง “ครับซ้อ ฉันเชื่อซ้อ”

            จากนั้นอี้เป่ยซีก็ถอนหายใจโล่งอก “งั้นฉันไปเก็บของก่อน”

            “แต่ว่า ต่อให้ฉันเชื่อเธอ ถ้าพี่ชายรู้ก็จะโกรธเหมือนกันนะ”

            “นายมีที่ที่ดีกว่าเหรอ?” ลู่เยี่ยจิ่งเอ่ยถาม ความเย้ยหยันวูบผ่านในแววตา “นายกับพี่ชายของนายไม่ได้ต่างกันแค่นิดเดียวนะ นายน่ะไม่มีความกล้าเลย”

            เขาพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่สิ เขาก็เลยเป็นพี่ชายฉัน ฉันคือลั่วจื่อจี้นะ นายคิดอะไรน่ะ?”

            ลู่เยี่ยจิ่งถูกเขาทำให้จุกจนพูดไม่ออก และก็ไม่รู้ว่าจะตอบโต้อย่างไร พ่นลมออกทางจมูกแล้วนั่งลงด้านข้าง มองดูอี้เป่ยซีที่กำลังเก็บของเงียบๆ เธอเม้มปาก สีหน้ายังคงซีดขาวเล็กน้อยเพราะความอ่อนแอ หลังจากนอนพลิกตัวไปมาอยู่หลายวันก็ซูบผอมลงไปมาก

            เขาขมวดคิ้ว ถอนหายใจเฮือก

            “อาซ้อ”

            อี้เป่ยซีหยุด “มีอะไรเหรอ?”

            “เธอจะไปอยู่กับเขาจริงเหรอ?”

            เธอเม้มปาก ไม่ได้พูดอะไร เธอมาที่โรงพยาบาลก็ไม่มีข้าวของอะไรอยู่แล้ว จัดเพียงสองสามครั้งก็เสร็จสิ้น ลั่วจื่อจี้ยังคงคว้าตัวอี้เป่ยซีด้วยความไม่วางใจเล็กน้อย ลู่เยี่ยจิ่งหมดความอดทน “ในสายตาพวกนายฉันไม่น่าไว้ใจขนาดนี้เลยเหรอ!”

            ลั่วจื่อจี้พยักหน้าอย่างตรงไปตรงมา ไฟโกรธของเขาไม่สามารถหางระบายออกได้ เขายื่นมือออกไปรับกระเป๋าของอี้เป่ยซี แต่เธอกลับหลบเลี่ยงเบาๆ

            เขาบ้าไปแล้วจริงๆ ที่ทำคุณบูชาโทษแบบนี้!

            “ถ้าเธอไม่อยากไปก็ช่างเถอะ ฉันจะไม่บังคับเธอ”

            “เปล่านะ” อี้เป่ยซียังคงก้มหน้า “ที่จริงฉันหิ้วเองก็ได้”

            “อาซ้อ คือว่า พวกเธอจะไปไหนกันเหรอ ฉันไปส่งพวกเธอเถอะ”

            ลู่เยี่ยจิ่งหัวเราะเย็นชา ไม่พูดไม่จาผลักประตูจากไป อี้เป่ยซีเหลือบมองลั่วจื่อจี้ ทั้งสองคนตามไปพร้อมกันเงียบๆ

            “อาซ้อ ทำไมฉันถึงยังไม่วางใจนะ”

            อี้เป่ยซีกำกระเป๋าแน่น “ในเมื่อเขาบอกแล้วว่าจะช่วย ก็ไม่มีอะไรหรอก นายวางใจเถอะ เขาไม่เหมือนคนที่ฉวยโอกาสตอนที่คนอื่นลำบาก”

            “ไม่เหมือน?”

            ไม่ว่าจะเหมือนหรือไม่ ตอนนี้สิ่งที่สำคัญก็คือให้ลั่วจื่อหานฟื้นขึ้นมา ลั่วจื่อจี้ขมวดคิ้ว ทำไมถึงมีความรู้สึกเหมือนส่งเนื้อแพะเข้าปากเสือกันนะ ว่ากันตามเหตุผลแล้วเขาไม่ควรเป็นศัตรูกับคนคนนี้เลย

            ลั่วจื่อจี้ไม่ได้ขึ้นรถไปกับอี้เป่ยซี เขาแอบออกไปรายงานข่าว เมื่อรายงานเสร็จก็แอบกลับบ้านไป นั่งอยู่ในห้องของตัวเองราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาเปลี่ยนเสื้อ เดินขึ้นชั้นบนอย่างผ่อนคลาย เปิดประตูออก ภายในห้องค่อนข้างว่างเปล่า มีเพียงเสียงติ๊ดๆ ของเครื่องจักรที่ดังอยู่ ลั่วจื่อจี้เดินไปยังข้างหน้าต่างเพื่อเปิดผ้าม่าน แสงอาทิตย์ส่องอยู่บนใบหน้าของคนที่อยู่บนเตียง

            หลังจากได้รับการดูแลหลายวัน ใบหน้าของลั่วจื่อหานก็เริ่มมีสีเลือดขึ้นมาบ้าง คิ้วผูกกันเล็กน้อย ลั่วจื่อจี้นั่งลงข้างเขา

            “พี่ ฉันไปหาอาซ้อมาแล้ว ถึงพ่อแม่ไม่ได้ทำให้เขาลำบากใจ แต่ว่าตอนนี้เขาไม่สบายเลย ดูแล้วอ่อนแอมาก ผอมลงไปเยอะ เวลาเดินก็เหมือนจะถูกลมพัดปลิวไปอย่างนั้น”

            “ฉันช่วยอะไรเขาไม่ได้เลย พี่ก็รู้ว่าฉันไม่มีอะไรอยู่ในมือเลย อ้อ จริงสิ วันนี้เกิดเรื่องอย่างนึง พี่จะต้องโกรธมากแน่ๆ ลู่เยี่ยจิ่งยื่นมือเข้ามาช่วยซ้อ ซ้อก็รับไว้ ตอนนี้ซ้ออยู่ที่บ้านเขาน่ะ”

            “พี่ดูสิ พี่หลับไปแค่ไม่กี่วัน ผู้หญิงก็จะหนีตามคนอื่นไปแล้ว พี่ก็รู้ว่าลู่เยี่ยจิ่งเป็นคนยังไง มีผู้หญิงคนไหนบ้างที่อยู่ในมือเขาแล้วจะหนีออกมาได้ ซ้อก็ยิ่งไร้เดียงสาแบบนั้นด้วย”

            “ลั่วจื่อหานเอ๋ย ลั่วจื่อหาน ฉันไม่เคยเห็นพี่อ่อนแอแบบนี้มาก่อนเลย ทำไมพอถึงช่วงเวลาสำคัญ พอหาสิ่งที่ต้องการจะปกป้องเจอแล้วก็ดันอ่อนแอขึ้นมา แผนการทรมานตัวเองเพื่อเรียกร้องความสงสารจากฝ่ายตรงข้ามไม่ได้เล่นกันแบบนี้หรอกนะท่าน”

            ลั่วจื่อจี้พูดเรื่อยเปื่อยต่ออีกนาน คนที่อยู่บนเตียงก็ยังคงไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง จนกระทั่งดวงอาทิตย์เปลี่ยนองศาไปมากแล้ว เขาจึงถอนหายใจแล้วออกไป สิ้นเสียงปิดประตู นิ้วของลั่วจื่อหานขยับเล็กน้อย

            โคม่า โคม่า โคม่า อี้เป่ยซียังคงได้รับข่าวเดิมเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ติดต่อกัน

            “พวกนายบอกว่าเขาใกล้จะฟื้นขึ้นมาแล้วไม่ใช่เหรอ?” อี้เป่ยซีคว้าแขนของลู่เยี่ยจิ่ง ดวงตาแดงก่ำ “ไหนบอกว่า เดี๋ยวก็จะฟื้นแล้วไม่ใช่เหรอ?”

            “เป่ยซี เธออย่าใจร้อนสิ คุณหมอบอกว่าไม่มีเรื่องอื่นแล้ว จะฟื้นหรือเปล่าอยู่ที่ช้าเร็วก็เท่านั้น”

            “ลู่เยี่ยจิ่ง นาย นายพาฉันไป หาเขาหน่อยได้ไหม ขอร้องล่ะ ฉันแค่ไปเจอเขาแวบเดียว แค่แวบเดียว”

            ลู่เยี่ยจิ่งลังเลครู่หนึ่ง ประคองอี้เป่ยซีที่กำลังจะทรุดตัวลงขึ้นมา “เป่ยซี ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากช่วยเธอ…”

            “ฉัน ฉันจะแฝงตัวในบรรดาหมอพวกนั้นก็ได้ ฉันรับรองว่าจะไม่ทำอะไร แค่มองเขาจากที่ไกลๆ ก็พอแล้ว จริงๆ นะ ฉันขอร้องล่ะ ลู่เยี่ยจิ่ง”

            น้ำตาของเธอร่วงลงสู่พื้น ลู่เยี่ยจิ่งรู้สึกปวดใจจนอึดอัด ทนไม่ได้ที่จะปฏิเสธคำขอของเธอโดยตรง ได้แต่ให้คำตอบที่คลุมเครือ “ฉันจะช่วยเธอดูว่ามีทางไหม”

            “ขอบคุณ ขอบคุณนายมาก”

            “ไม่เป็นไร”

            เขาประคองอี้เป่ยซีไปยังโซฟาด้านข้าง มองการตกแต่งโดยรอบด้วยความขมขื่นเล็กน้อย “นี่คือห้องใหม่ที่พี่ฉันมอบให้เธอ ยังนึกว่าจะไม่มีวันได้ใช้ซะอีก”

            อี้เป่ยซีก้มหน้า กัดริมฝีปากไว้จึงจะสามารถควบคุมเสียงสะอื้นของตัวเองได้ ลู่เยี่ยจิ่งพูดต่อ “อนาคตเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงเสมอ ถ้าพี่ชายยังอยู่ ก็คงไม่มีสิ่งที่ไม่คาดคิดเยอะแบบนี้ เธอกับเขาก็คงไม่…”

            “เลิกพูดได้แล้ว”

            ลู่เยี่ยจิ่งหยุดไปครู่หนึ่ง “โอเค เดี๋ยวฉันจะให้คนส่งข้าวมาให้ เธอก็กินเยอะๆ หน่อยนะ”

            “ขอบคุณ”

            “งั้นฉันไปก่อนล่ะ”

            “อืม” ลู่เยี่ยจิ่งมองผู้หญิงที่กำลังก้มหน้า กำมือแน่นแล้วปล่อยมืออย่างอ่อนแรงก่อนก้าวออกไปจากห้อง

            ตอนนี้สายตาพร่ามัวไปด้วยน้ำตาแล้ว อี้เป่ยซีมองดูการตกแต่งในห้องท่ามกลางความฝ้าฟาง การตกแต่งที่ผสมผสานระหว่างสีน้ำเงินและสีชมพูเป็นเหมือนความฝันที่สวยงามของเด็กผู้หญิง ดูเหมือนสีกำลังเปล่งเสียง ท่วงทำนองอันไพเราะไหลเข้าสู่หัวใจตามสิ่งที่เห็น แต่กลับถูกเติมด้วยความเศร้าโศกอีกชั้นหนึ่ง

            เรื่องราวทับถมเข้าด้วยกันเรื่องแล้วเรื่องเล่า อี้เป่ยซีรู้สึกหายใจลำบากเล็กน้อย เธอปาดน้ำตาบนใบหน้าของตัวเอง สูดหายใจลึก

            ไม่ได้สิอี้เป่ยซี เธอจะต้องสู้ ลั่วจื่อหานยังรอให้เธอไปหาเขา ลู่เยี่ยหวา…เขาก็ไม่อยากให้เธอเจ็บปวด และไม่ทำอะไรเลย

        ตอนนี้เธอไม่ใช่เด็กแล้ว เรื่องที่เธอต้องการจะทำก็ต้องทำได้เช่นกัน อี้เป่ยซีครุ่นคิดแล้วลุกขึ้นพรวด เธอรู้สึกเวียนหัวจนต้องนั่งกลับลงไป ปรับตัวอยู่พักหนึ่งแล้วจึงเกาะราวขึ้นชั้นบนเพื่อโทรศัพท์หาเซี่ยเช่อ

————

ตอนที่ 200
โดย 

ตอนที่ 200 แบกรับข้อกล่าวหา (2)

             อี้เป่ยซีอยู่ในโรงพยาบาลที่ตัวเองเกลียดที่สุดเป็นเวลาสามวัน อี้เฉิงและภรรยาเอ่ยขึ้นมาว่ามีความคิดที่จะพาอี้เป่ยซีกลับบ้าน

            “เป่ยซี ความหมายของพ่อกับแม่ของลูกคือ…”

            เธอตาแดง ปลายจมูกยังคงแดงระเรื่อเนื่องจากลมหนาว ยิ่งทำให้รู้สึกน่าสงสาร อี้เป่ยซีส่ายหน้า “พ่อคะ หนู ไม่อยากกลับไป…ถ้าลั่วจื่อหานรู้ว่าหนูจากไปคนเดียว เขาจะต้องโกรธมากแน่”

            อี้เฉิงถอนหายใจ ในแววตามีความจริงจังและแน่วแน่ที่ไม่มีใครสามารถเพิกเฉยได้ “เป่ยซี ถึงลูกจะไม่เข้าใจสาเหตุของเรื่องนี้ แต่ไม่ว่าดีเลวยังไงลูกก็รู้อะไรใช่ไหม? ลูกคิดว่าพ่อกับแม่จะวางใจให้ลูกให้อยู่ที่นี่คนเดียวได้ยังไง? พวกเรากลับบ้านกันก่อน ถ้ามีสถานการณ์อะไร พ่อจะรีบติดต่อลูกแล้วพาลูกมาที่นี่…ที่นี่ก็ไม่ไกลจากบ้านมาก มันยังไม่สายเกินไป”

            อี้เป่ยซีหลบไปด้านหลัง ส่ายหน้า “พ่อคะ หนูไม่อยากกลับไปจริงๆ”

            “ลูกสู้ลู่เซิงไม่ได้หรอก เป่ยซี”

            “แต่ว่าพ่อคะ” อี้เป่ยซีเงยหน้า “หนูทำอะไรไม่ได้ หมายความตอนนี้ลู่เซิงจะปกป้องตัวเองก็ยากแล้ว คงจะไม่มีแรงทำอะไรหนูหรอก”

            อี้เฉิงถอนหายใจ “ที่ลูกพูดก็มีเหตุผล แต่ว่าลูกรู้จักลู่เซิงน้อยไป ลูกจะรู้ได้ยังไงว่าเธอจะไม่ทำอะไรที่คาดเดาไม่ได้เพราะถูกบีบจนจนมุม พ่อรู้ว่าลูกไม่วางใจลั่วจื่อหาน พ่อก็บอกลูกแล้ว ว่าพ่อจะบอกอาการของเขาให้ลูกฟังแน่นอนและจะพาลูกไปหาเขาด้วย ลูกยังมีอะไรไม่วางใจอีกเหรอ?”

            “พ่อคะ พ่อจะพาหนูมาเจอลั่วจื่อหานเหรอคะ?” อี้เป่ยซีมองอี้เฉิงด้วยดวงตาเป็นประกาย ลำตัวของอี้เฉิงที่ตั้งตรงในตอนแรกกลับห่อเหี่ยวลงทันใด

            เขายังจะพาเป่ยซีกลับมางั้นเหรอ? เขาบอกไม่ได้ แต่เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงความเกลียดชังที่พ่อแม่ของลั่วจื่อหานมีต่อเธอ เขาไม่ยอมทิ้งอี้เป่ยซีให้อยู่ต่อ เพราะนอกจากอันตรายที่ซ่อนเร้นจากลู่เซิงแล้ว เขามักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าอี้เป่ยซีจะได้รับความเจ็บช้ำน้ำใจจากบ้านลั่วไม่น้อย

            นี่คือลูกสาวที่ครอบครัวของเขาประคบประหงม จะปล่อยให้คนอื่นบอกว่ารังแกก็รังแกได้อย่างไร

            แม้แต่บ้านลั่ว พวกเขาก็ไม่มีสิทธิ์นี้

            ลู่เยี่ยจิ่งเคาะประตู สายตาของทั้งสองคนมองไปที่เขาพร้อมกัน เขากระแอมไอ “คุณลุงอี้ เป่ยซี” สีหน้าของอี้เฉิงไม่น่าดูเล็กน้อยเนื่องจากการมาของเขา เขายังจำได้ว่าผู้ชายคนนี้เคยด่าทอและทำร้ายอี้เป่ยซีต่อหน้าทุกคนอย่างไร

            “เธอมาทำอะไร?” อี้เฉิงจู่โจมก่อน เมื่อเขารู้สึกตัวก็พบว่าตัวเองมีความกระหายเลือดมากเกินไปแล้ว อดไม่ได้ที่จะสงบสติของตัวเองลง แต่สีหน้ายังคงไม่สู้ดีนัก

            “คุณลุงอี้ ลุงวางใจให้เป่ยซีอยู่ที่นี่ต่อเถอะครับ ส่วนเรื่องอื่นผมจะแก้ไขได้”

            “เธอแก้ไข? ไม่รบกวนคุณชายรองลู่ดีกว่า”

            ลู่เยี่ยจิ่งไม่ใส่ใจกับพฤติกรรมของอี้เฉิง “คุณลุงอี้ ผมสืบเรื่องในอดีตอย่างชัดเจนแล้ว มันเป็นความผิดผมเอง ตอนนี้ลุงคิดซะว่าเป็นการชดเชยก็ดี เป็นการช่วยเป็นธุระให้พี่ชายผมก็ดี ตอนนี้คุณลุงก็น่าจะเข้าใจว่าผมจะไม่ทำร้ายเธอ อีกอย่างผมรับประกันว่าอยู่ที่นี่จะปลอดภัยกว่าอยู่บ้านอี้แน่นอน คุณลุงอี้ว่าจริงไหมครับ?”

            อี้เฉิงมองแววตาของลู่เยี่ยจิ่ง มีความลังเลเล็กน้อย เขายอมรับว่าถ้าหากลู่เซิงตั้งใจจะทำร้ายอี้เป่ยซีจริงๆ ล่ะก็ บ้านของเขาก็เป็นเหมือนกระดาษแผ่นหนึ่งที่ขวางหน้าไว้เท่านั้น ไม่มีประโยชน์ใดๆ เลย แต่พวกลู่เยี่ยจิ่งนั้นไม่เหมือนกัน เขาสามารถปกป้องอี้เป่ยซีได้อย่างแท้จริง แต่ว่าจะต้องทิ้งลูกสาวของตัวเองไว้ที่นี่จริงๆ เหรอ?

            ลู่เยี่ยจิ่งเหลือบมองอี้เป่ยซีที่กำลังก้มหน้า พูดขึ้นเบาๆ “ได้ยินว่าลั่วจื่อหานใกล้จะฟื้นแล้ว” คนที่กำลังก้มหน้าได้ยินดังนี้ก็เงยหน้าขึ้น

            “พ่อคะ”

            อี้เฉิงจึงพยักหน้าภายใต้สายของอี้เป่ยซี พร้อมเตือนลู่เยี่ยจิ่ง “ฉันจะเชื่อเธอสักครั้ง ถ้าเป่ยซีได้รับอันตรายอะไรล่ะก็ ต่อให้ฉันต้องเสี่ยงชีวิตแก่ๆ นี้ก็จะทำให้พวกมันรับโทษอย่างสาสม”

            “วางใจเถอะครับ คุณลุงอี้ ผมจะปกป้องเธออย่างดีแน่นอน”

            คืนวันเดียวกัน อี้เฉิงก็กลับบ้านพร้อมกับภรรยาของตัวเองแล้ว อี้เป่ยซีมองดูแผ่นหลังของพวกเขาที่จากไปพร้อมกัน อดไม่ได้ที่จะรู้สึกแสบจมูก

            “เธออย่าร้องไห้สิ ถ้าเธอร้องไห้ฉันก็จะโยนเธอกลับบ้านเธอนะ”

            “ลู่เยี่ยจิ่ง ฉันไม่เคยเจอคนที่น่ารังเกียจเหมือนนายเลยจริงๆ”

            เขาหัวเราะ น้ำเสียงขมขื่นเล็กน้อย “ใครจะไปเหมือนคนที่เธอชอบล่ะ เอาเถอะ เก็บของเธอซะ ฉันจะพาเธอไป”

            “ไปไหน?”

            “ลั่วจื่อหานเปลี่ยนที่แล้ว เธอไม่คิดว่าเธอควรจะเปลี่ยนที่ด้วยเหรอ?”

            “อ่อ” เมื่อกลับถึงห้องคนไข้ ลั่วจื่อจี้ก็นั่งรอเธออยู่ที่โซฟาแล้ว พอเห็นว่าลู่เยี่ยจิ่งเข้ามาพร้อมเธอ สีหน้าก็เปลี่ยนไป

            เขาเดินเข้าไปหาอี้เป่ยซีทันที แยกทั้งสองคนออกจากไป “อาซ้อ ทำไมเธอถึงอยู่กับเขาได้”

            “หา นั่นเป็นเพราะว่า…”

            “อัยยา จะเพราะอะไรก็ช่างเถอะ เธอไม่รู้เหรอว่าพี่ชายฉันเป็นคนระวังตัวแค่ไหน เธอยังจะไปอยู่กับลู่เยี่ยจิ่งอีก ใครจะไปรู้ว่าเขากำลังคิดแผนชั่วอะไรอีก”

            ลู่เยี่ยจิ่งอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขำ “ฉันจะคิดแผนชั่วอะไรได้?”

            “ฉันคุยกับอาซ้อฉัน เกี่ยวอะไรกับนาย”

            “ฉันพูดถึงฉันนี่นา อีกอย่าง นายกำลังคุยกับซ้อของฉัน ทำไมฉันจะขัดจังหวะไม่ได้”

            ลั่วจื่อจี้ค้อนเขา “อาซ้อ อีกสองวันพี่ชายฉันก็ตื่นแล้ว เธอไม่ต้องห่วงนะ”

            “งั้นฉันจะได้เจอเขาเมื่อไร”

            “เรื่องนั้นก็พูดยากอยู่ รอไว้พี่ชายฉันฟื้นแล้ว เธอก็น่าจะเจอเขาได้แล้ว” หลังจากลั่วจื่อหานฟื้น พ่อแม่ของเขาก็ไม่สามารถห้ามไม่ให้อี้เป่ยซีเจอเขาได้แล้ว ลั่วจื่อจี้คิดพลางพยักหน้า มันก็น่าจะง่ายดายแบบนั้น พี่ชายเขาเป็นใคร มีเรื่องอะไรบ้างที่เขาทำไม่ได้ ตราบใดที่เขาต้องการเจออี้เป่ยซี ใครก็ขัดขวางไม่ได้

            อี้เปยซีเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของเขา ยิ้มให้เขา “ขอบคุณนะ จื่อจี้ นายบอกฉันได้ไหมว่าตอนนี้พี่ชายนายอยู่ที่ไหน?”

            “ก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้” ลั่วจื่อหานลำบากใจเล็กน้อย “ตอนนี้เขาอยู่ที่บ้าน แต่ว่าอาซ้อ…”

            “เอาเถอะ ฉันรู้ ฉันรู้”

            ลั่วจื่อจี้จึงสบายใจ เขาไม่ได้กลัวว่าอี้เป่ยซีจะไปหาลั่วจื่อหาน เขาเพียงแต่กลัวว่าแม่ของตัวเองจะทำให้เธอลำบากใจ อย่างไรก็ดูจากท่าทางของแม่เขาแล้ว เธอได้โยนความรับผิดชอบส่วนใหญ่ของเรื่องนี้ไปให้อี้เป่ยซีจริงๆ ซะแล้ว

            “เธอยังไม่ได้บอกเลย ว่าเธอกับลู่เยี่ยจิ่งมันเรื่องอะไรกัน?”

            “ตอนนี้เขาอยู่ที่บ้านฉัน” ลู่เยี่ยจิ่งมองลั่วจื่อจี้ เลิกคิ้วด้วยความภูมิใจเล็กน้อย ลั่วจื่อจี้ตกใจจนอ้าปากค้าง

            “อา อาซ้อ…เธอ เธอ ทำไมเธอถึง…” ลั่วจื่อจี้ถอยหลังไปหนึ่งก้าว ท่าทางเหลือเชื่อ ตอนนี้เรื่องระหว่างอี้เป่ยซีกับลู่เยี่ยจิ่งกลับตาลปัตรแล้ว “ถ้าพี่ พี่ชายฉันรู้…งั้น…เธอ”

            ลู่เยี่ยจิ่งเดินไปข้างหน้า ยิ้มเจ้าเล่ห์ “นายอย่าเข้าใจผิด มันเป็นแบบที่นายคิดนั่นแหละ”

        “มันไม่ใช่แบบที่นายคิด!”

————

ตอนที่ 199
โดย 

ตอนที่ 199 แบกรับข้อกล่าวหา (1)

             อี้เป่ยซีพยักหน้า ตอนแรกลั่วจื่อจี้ต้องการพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเห็นสายตาเป็นกังวลของอี้เป่ยซีหยุดอยู่ที่ลั่วจื่อหานตลอดเวลา จึงคิดว่าควรเปลี่ยนหัวข้อ เขารินน้ำแก้วหนึ่ง แล้ววางลงบนมือที่เย็นเฉียบของอี้เป่ยซี “ฉันจะไปถามข้อมูลจากหมอให้ละเอียด”

            “อืม” ลั่วจื่อจี้ปิดประตูแผ่วเบา มีเพียงสองคนอยู่ภายในห้อง มันเงียบสงัดจนมีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงน้ำตาที่ร่วงหล่นลงไปในน้ำ

            อี้เป่ยซีเกาะสิ่งของที่อยู่ด้านข้างเพื่อเดินไปที่ข้างเตียงของลั่วจื่อหาน เอื้อมมือลูบโครงหน้าที่ชัดเจนของเขา เมื่อเธอคิดว่าใบหน้าที่เยือกเย็นนี้มักจะแสดงความอบอุ่นและความรักอย่างสุดซึ้งเวลาที่อยู่ต่อหน้าเธออย่างไม่ตระหนี่ถี่เหนียว น้ำตาก็พรั่งพรูออกมาอย่างควบคุมไว้ไม่อยู่

            “ลั่วจื่อหาน นายเคยบอกว่า นายจะไม่จากฉันไปไหน นายคงไม่ผิดคำพูดหรอกนะใช่ไหม?” เธอเอาหน้าแนบชิดกับท้องของลั่วจือหาน “วันนี้ แค่วันนี้ที่ฉันจะอนุญาตให้นายไม่คุยกับฉัน ไม่สนใจฉัน แต่ถ้าพรุ่งนี้นายยังเป็นแบบนี้อีก ฉันก็จะไม่สนใจนายแล้ว”

            “นายได้ยินหรือเปล่า ฉันจะไม่สนใจนายอีกเลย”

            สิ้นสุดเสียง ภายในห้องก็เงียบสงัดยิ่งกว่าเดิม อี้เป่ยซีกอดเขาไว้ทั้งอย่างนี้ ค่อยๆ เข้าสู่ความฝัน เธอลืมตาขึ้นอีกครั้งเมื่อฟ้าสาง คนที่อยู่บนเตียงยังคงหลับตาสนิท ไม่มีท่าทีสนใจเธอเลยแม้แต่น้อย

            “ฟ้าสว่างแล้ว ลั่วจื่อหาน ทำไมนายถึงขี้เกียจแบบนี้ ยังไม่ลืมตาอีก” เธอสูดหายใจลึก “งั้นฉันจะอนุญาตให้นายนอนต่ออีกหน่อย นายต้องรีบลืมตานะโอเคไหม?”

            อี้เป่ยซีไม่เห็นลั่วจื่อหานลืมตาขึ้นมาตลอดจนถึงเที่ยง แต่เห็นคุณนายลั่วผู้เกรี้ยวกราดแทน เธอไม่สนใจภาพลักษณ์โดยสิ้นเชิง ทันทีที่เปิดประตูเข้ามา เห็นลั่วจื่อหานนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง ก็จ้องอี้เป่ยซีเขม็งด้วยดวงตาแดงก่ำ ก้าวยาวๆ ไปข้างหน้า ตบหน้าเธออย่างแรงไปฉาดหนึ่ง อี้เป่ยซีที่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณอยู่แล้ว เมื่อถูกตบเธอก็ลงไปกองบนพื้นทันที และในหูก็ส่งเสียงดังหึ่งๆ

            ลั่วจื่อจี้ผลักประตูเข้ามาก็เห็นอี้เป่ยซีล้มอยู่บนพื้นแล้ว ที่มุมปากยังคงมีรอยเลือดเปื้อนอยู่ สามารถเห็นรอยนิ้วทั้งห้าได้อย่างชัดเจนบนผิวที่ขาวใส แววตาของเธอเหม่อลอยราวกับตุ๊กตาอย่างไรอย่างนั้น

            “แม่ แม่ทำอะไรน่ะ” ลั่วจื่อจี้ประคองอี้เป่ยซีขึ้นมาพร้อมถามเธอเสียงเบา อี้เป่ยซีส่ายหัวน้อยๆ ผมที่ยุ่งเหยิงขยับเบาๆ

            “เป็นเพราะเขา ถ้าไม่ใช่เพราะผู้หญิงคนนี้ พี่ชายลูกจะกลายเป็นแบบนี้เหรอ? ยังจะถามอีกว่าแม่ทำอะไร? ลูกต่างหากกำลังทำอะไร”

            “เป่ยซีจ่อปืนยิงพี่เหรอ? ใครจะไปรู้ว่าจะเกิดเรื่องแบบนั้นที่สนามบิน แม่คิดว่าตอนนี้ในใจของเป่ยซีมีความสุขเหรอ? แม่กล่าวหาเขาอย่างไร้เหตุผลแบบนี้ มันไม่เกินไปหน่อยเหรอ?”

            “ถ้าไม่ใช่เขา ถ้าไม่ใช่เพราะเขา พี่ชายลูกจะคิดถึงเรื่องที่จะไปแทรกแซงบ้านลู่ได้ยังไง ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องนี้ ลู่เซิงจะลงมือกับพี่ชายลูกได้ยังไง! แบบนี้แล้วยังว่าแม่ทำเกินไปอีกเหรอ?”

            ลั่วจื่อจี้ต้องการพูดอะไรบางอย่างกับเธอ แต่ถูกอี้เป่ยซีดึงแขนเสื้อไว้

            “คุณน้าคะ ฉันขอโทษ” เธอก้มศีรษะ น้ำเสียงแผ่วเบา แต่ว่าทุกคนภายในห้องสามารถได้ยิน “เป็นเพราะฉันเอง จื่อหานถึงได้กลายเป็นแบบนี้ ขอโทษจริงๆ ค่ะ คุณน้า ที่คุณน้าทำกับฉันแบบนี้ก็สมควรแล้ว”

            เธอพ่นลมหายใจเย็น “เธอรู้แล้วยังไม่รีบไสหัวออกไปอีก? หรืออยากให้ฉันทำอะไรเธอจริงๆ?”

            “แม่ครับ เป่ยซีเขาก็เป็นห่วงพี่ใหญ่เหมือนกัน ถ้าแม่ให้เขาไปแล้ว พอพี่ใหญ่ตื่นขึ้นมา จะไม่โกรธแม่เหรอ?”

            “ตื่นเหรอ เขาจะตื่นขึ้นมาเมื่อไร ลูกก็รู้ดีกว่าแม่ไม่ใช่เหรอ?” เธอสูดหายใจลึก “ตอนนี้แม่ให้จื่อเซี่ยมาแล้ว คนอื่นรีบออกไปซะดีกว่า ดีกว่าอยู่ที่นี่ให้คนเขาโมโห”

            เมื่ออี้เป่ยซีได้ยินประโยคแรกของเธอก็อึ้งอยู่นานก่อนเงยหน้าขึ้นมองลั่วจื่อจี้ด้วยความสั่นเทาเพื่อขอความช่วยเหลือ ลั่วจื่อจี้กลับไม่ได้มองเธอ แต่จงใจมองไปยังทิศอื่นและเม้มปากแน่น อี้เป่ยซีรู้สึกว่าเรี่ยวแรงสุดท้ายใรร่างกายถูกดูดออกไปจนเกลี้ยง ดวงตาเธอดับวูบ ล้มลงไปกับพื้นทันที

            ขณะที่เธอตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็เป็นเช้าวันรุ่งขึ้นแล้ว อี้เฉิงกับคุณแม่อี้เฝ้าเธออยู่ข้างเตียงผู้ป่วย สีหน้าเปี่ยมด้วยความกังวล

            “แม่” อี้เป่ยซีกอดแม่ของตัวเอง ไม่ช้าน้ำตาก็เปรอะเปื้อน “แม่คะ หนูกลัวจังเลย”

            คุณแม่อี้ตบๆ หลังของลูกสาวตัวเอง “เป่ยซี ไม่ต้องกลัว มันผ่านไปแล้ว ตอนนี้คนร้ายถูกจับแล้ว ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรนะ”

            “แม่คะ ลั่วจื่อหาน ลั่วจื่อหานเขาเป็นยังไงบ้าง พ่อกับแม่รู้ไหมว่าตอนนี้เขาเป็นยังไงบ้าง พาหนูไปหาเขาได้หรือเปล่า ตอนนี้เขาเขาฟื้นแล้วใช่ไหมคะ”

            ได้ยินชื่อของลั่วจื่อหานแล้วทั้งสองคนมีสีหน้าวิตก อี้เป่ยซีเห็นพวกเขานิ่งเงียบก็รู้สึกตื่นตระหนกเล็กน้อย

            “แม่ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ลั่วจื่อหาน ลั่วจื่อหาน ยังไม่ฟื้นอีกเหรอคะ?”

            “เป่ยซี ลูกไม่ต้องเป็นห่วง บ้านลั่วจะไม่ปล่อยให้เขาเป็นอะไรหรอก ลั่วจื่อหานจะไม่เป็นไร”

            น้ำตาของอี้เป่ยซีไหลหนักกว่าเดิม ตอนนั้นที่ลู่เยี่ยหวาอยู่ที่โรงพยาบาล พ่อก็บอกกับเธอแบบนี้

            “เป่ยซี ลูกไม่ต้องเป็นห่วง ลู่เยี่ยหวาจะไม่เป็นไร บ้านลู่ก็จะไม่ยอมให้เขาเกิดเรื่องหรอก”

            เธอกัดริมฝีปาก “พ่อคะ พ่อพา หนูไปเยี่ยมเขาได้ไหม?”

            อี้เฉิงขมวดคิ้วกันเล็กน้อย “เป่ยซี ตอนนี้ร่างกายของลูกไม่ค่อยแข็งแรง รอลูกพักฟื้นสองสามวันแล้วพ่อค่อยพาลูกไปหาเขาดีไหม อีกอย่างถ้าลูกไปหาลั่วจื่อหานในสภาพนี้ เขาจะต้องโกรธลูกแน่ แล้วจะบอกให้ลูกกลับมาดูแลตัวเองใช่ไหมล่ะ?”

            อี้เป่ยซีพยักหน้า นอนลงบนเตียงและหลับตาลงอย่างว่าง่าย ทั้งสองคนจึงวางใจที่จะจากไปครู่หนึ่ง อี้เป่ยซีถือโอกาสนี้รีบวิ่งไปยังห้องพักฟื้นของลั่วจื่อหาน บัดนี้ห้องคนไข้ว่างเปล่าแล้ว เธอยืนอยู่นาน แสงอาทิตย์ไหววูบตรงหน้าเธอ จู่ๆ เธอก็มีความรู้สึกเหมือนอยู่อีกโลกใบหนึ่ง และแล้วก็มีเสียงรองเท้าหนังดังขึ้นด้านหลัง

            “พวกเขาพาพี่ไปที่โรงพยาบาลเอกชนแล้ว” น้ำเสียงของลั่วจื่อจี้เปี่ยมด้วยความเศร้าโศก “ตอนนี้อาการดีขึ้นแล้ว เธอไม่ต้องเป็นห่วง”

            อี้เป่ยซีคว้าแขนเสื้อของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความความคาดหวัง “นายช่วยพา…”

            เธอยังไม่ทันพูดจบ ลั่วจื่อจี้ก็ขัดจังหวะเธอ “ขอโทษนะ อาซ้อ คือว่า พ่อแม่ฉันเหมือนกับว่าจะต่อต้านเธออยู่หน่อยๆ ที่ฉันทำได้ก็แค่มาบอกเธอว่าอาการของพี่ชายฉันเป็นยังไงบ้าง” เขาหัวเราะขมขื่น “เธอเองก็ดูออกว่าพ่อแม่ฉันจะไม่อนุญาตให้ใครขัดคำสั่งพวกเขา”

            อี้เป่ยซีปล่อยมือ “เขา เขาฟื้นแล้วยัง?”

            “ยังไม่เร็วแบบนี้หรอก แต่ว่าตอนนี้ตอบสนองแล้ว”

            “อ๋อ ดี” อี้เป่ยซีไม่กล้าเงยหน้ามองเขา “งั้น งั้นฉันกลับไปก่อนนะ”

            “อาซ้อ ร่างกายเธอก็ไม่แข็งแรงอยู่แล้ว พี่ฉันก็ยังไม่ฟื้น เธออย่าหลับไปซะก่อนล่ะ ไม่งั้นพอถึงตอนนั้น ฉันอธิบายกับพี่ชายฉันไม่ถูก”

        อี้เป่ยซีเผยรอยยิ้มซีดขาว “ฉันรู้แล้ว ขอบคุณนายนะ รบกวนแล้ว”

————

ตอนที่ 198
โดย 

ตอนที่ 198 เยือนต่างถิ่นอีกครั้ง (6)

             หลังจากลู่เยี่ยจิ่งโผล่มาครั้งนั้น ก็ไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าอี้เป่ยซีอีกเลย ลั่วจื่อหานยังคงอยู่กับเธอเป็นเงาตามตัว ไม่ได้เปิดเผยความชั่วร้ายลึกๆ ต่อเธอ และอี้เป่ยซีก็ไม่ได้ไปถามเรื่องพวกนี้ การสัมมนาครั้งนี้ปิดฉากลงด้วยความราบรื่นเป็นอย่างมาก อี้เป่ยซีจัดเรียงบันทึกของตัวเองเล็กน้อยที่หน้าโต๊ะโรงแรม ลั่วจื่อหานกำลังเก็บกระเป๋าอยู่ข้างหลังเธอ

            “เสร็จแล้ว เอาสมุดเธอบนโต๊ะมาสิ”

            อี้เป่ยซีตอบว่าอืม หลังจากเขียนคำสุดท้ายเสร็จก็ยืดเหยียดตัว ยื่นสมุดบันทึกให้เขาอย่างว่าง่าย จ้องเขาเก็บข้าวของ

            “เป็นอะไรไป?”

            เธอส่ายหน้า “ก็แค่รู้สึกว่า วันนี้นายหล่อมากอีกแล้ว”

            ลั่วจื่อหานยังคงเก็บของต่อ ไม่แม้แต่เหลือบตาขึ้นมอง “อย่าคิดว่าคำชมไม่กี่คำ พอกลับไปแล้วฉันจะไม่คิดบัญชีกับเธอนะ”

            “ผู้ชายอย่างนายทำไมเจ้าคิดเจ้าแค้นแบบนี้”

            “อืม ฉะนั้นเธอก็อย่าเอาความแค้นให้ฉันคิดมากสิ” ลั่วจื่อหานพยักหน้าด้วยท่าทางจริงจัง จนทำให้เด็กสาวที่อยู่ข้างๆ ไร้คำพูด

            เขาหน้าไม่อายแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรกันนะ ใครเรียนรู้มาจากใครกันแน่

            ลั่วจื่อหานก็จัดเก็บของในมือเสร็จเรียบร้อยแล้ว เงยหน้าเห็นสีหน้าหดหู่ของเด็กสาว เอื้อมมือไปขยี้หัวของเธอ “เอาเถอะ พวกเรากลับบ้านกัน”

            มีผู้คนมากมายจากประเทศ C ผ่านไปมาที่สนามบินพร้อมรอยยิ้มแห่งความสุขบนใบหน้า น่าจะเป็นเพราะกำลังจะกลับบ้านไปหาครอบครัวและเพื่อนๆ ล่ะมั้ง อี้เป่ยซีเห็นท่าทางดีอกดีใจของพวกเขา ตัวเองก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มไปด้วย

            ดีจัง สนามบินที่น่าเบื่อหน่ายก็อบอุ่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

            “เป็นอะไรไป?”

            “ดีใจที่ได้กลับบ้านไง” อี้เป่ยซียังมองมองผู้คนรอบกาย ตอบคำถามของเขาโดยไม่คิด ลั่วจื่อหานบีบมือเธอแน่นกว่าเดิม

            เขาพยักหน้าเล็กน้อย สายตาเต็มไปด้วยภาพเด็กสาวที่ยิ้มแย้มตรงหน้า “กลับบ้าน” สองคำนี้ยังคงอ้อยอิ่งอยู่ในหูของเขา รวมทั้งเสียงที่สดใสดุจระฆังของเธอ

            เขารู้ว่าเขาในตอนนี้ไม่สามารถแยกตัวออกจากเด็กสาวที่เขาพบที่สี่แยกในตอนนั้นได้  แต่กลับคิดไม่ถึงว่าเด็กสาวคนนั้นจะมอบความเปลี่ยนแปลงให้เขามากมายขนาดนี้ ในระหว่างการตามหาที่ยาวนานก็ยังสามารถมอบความประหลาดใจให้เขาได้มากมายถึงเพียงนี้ และยังมอบครอบครัวให้กับเขาอีกด้วย

            ครอบครัวที่เธอสร้างร่วมกับเขา

            พวกเขาสามารถรวมตัวกันเพื่อเฉลิมฉลองในทุกเทศกาล ในวันเทศกาลก็เตรียมอาหารด้วยกัน จัดแจงแสงเทียนที่อบอุ่นด้วยกัน เดินทอดน่องอยู่บนถนนของค่ำคืนหนาวเหน็บด้วยกัน พูดคุยถึงเรื่องสนุกๆ ที่เคยเกิดขึ้นด้วยกัน ทำหลายๆ เรื่องที่ต้องการแบ่งปันด้วยกัน ตั้งท้องลูกสักคน เล่นด้วยกันกับลูกภายใต้แสงอาทิตย์ บอกพวกเขาว่าพ่อกับแม่เคยมีความสุขมากแค่ไหน

            ทันใดนั้นไม่รู้ว่าเสียงใครกรีดร้อง คนในห้องโถงใหญ่ต่างสับสนอลหม่าน เสียงเตือนภัยดังขึ้นอึกทึก ภาพของความกลมเกลียวตรงหน้ากลายเป็นความโกลาหล เสียงปืนนัดสุดท้ายผลักดันให้ฝูงชนวุ่นวายสู่จุดสูงสุด ทุกคนต่างหลบหนีกระจัดกระจายอย่างสิ้นหวัง มองหาสถานที่ที่คิดว่าจะสามารถป้องกันตัวเองได้

            ลั่วจื่อหานมองดูครู่หนึ่ง ฝูงชนค่อนข้างวุ่นวายเขามองไม่เห็นแหล่งที่มาว่าเกิดอะไรขึ้น หรือใครที่สร้างการจราจลนี้ เขาปกป้องคนในอ้อมแขนแล้วพาไปยังมุมที่สงบ อี้เป่ยซีคว้ามือของเขาด้วยความสั่นเทาเล็กน้อย “ลั่ว ลั่วจื่อหาน”

            เขากอดเธอแน่น “ไม่เป็นไร มันจะไม่เป็นอะไรเป่ยซี”

            ลั่วจื่อหานมองไปยังนอกประตู กลุ่มคนที่เหมือนฝูงนกสีดำรุดเข้ามาจากระยะไกล เขามองคนของตัวเองที่ยืนอยู่ชั้นบน พยักหน้า เสียงกระสุนปืนโหมกระหน่ำภายในโถงเล็กๆ ราวกับประกาศให้ทุกคนรู้ถึงพลังของตัวเองว่าไร้ความเกรงกลัวและฮึกเหิมมากเพียงใด

            น้ำตาของอี้เป่ยซีร่วงออกมาจากดวงตาไม่หยุด ลั่วจื่อหานใช้สองมือปิดหูของเธอไว้ พยายามอย่างสุดความสามารถไม่ให้เสียงจากโลกภายนอกเข้าไปในหูของเธอ มีตำรวจกลุ่มหนึ่งบุกเข้ามา หลังจากผ่านไปเนิ่นนานโลกทั้งใบจึงสงบลง กลิ่นดินปืนและคาวเลือดตลบอบอวลอยู่ในอากาศ

            ลั่วจื่อหานประคองเธอแล้วลุกขึ้นยืนช้าๆ ตำรวจสองสามนายเข้ามาหาพวกเขา ในหูของอี้เป่ยซีมีเพียงเสียงงึมงำของตำรวจ ไม่รู้ว่าพวกเขากำลังคุยอะไรกัน สีหน้าของลั่วจือหานสง่างาม คุยกับพวกเขาสั้นๆ อีกสองสามคำ ตบๆ หลังของอี้เป่ยซี ประคองเธออย่างมั่นคงเพื่อออกไปข้างนอก

            อี้เป่ยซีค่อยๆ ก้าวเท้าเดินออกไปจากมุมนั้นด้วยความสั่นเทา สายตาเธอมองเข้าไปภายในห้องโถงโดยไม่ได้ตั้งใจ เธอไม่รู้ว่าเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ผลักลั่วจื่อหานออกไปแล้วอาเจียน ‘แหวะ’ ออกมาเสียงดัง

            ลั่วจื่อหานยืนอยู่ข้างเธอ “เป่ยซี อย่ามอง ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไรแล้ว”

            อี้เป่ยซียังไม่ทันเอ่ยปาก เสียงปังๆ ดังขึ้นสองครั้งข้างหู ลั่วจื่อหานปกป้องเธอแน่นไว้ในอ้อมแขน กลิ่นเลือดที่ปลายจมูกยิ่งหนักหน่วงกว่าเดิม ทั้งผืนฟ้าถูกย้อมเป็นสีแดง

            “ลั่วจื่อหาน!” ในขณะนี้ลั่วจื่อหานปากซีดแล้ว เขาฝืนยิ้ม มือที่ยกขึ้นมาสั่นเทาเล็กน้อย แต่ยังคงสัมผัสศีรษะของอี้เป่ยซีอย่างอ่อนโยน

            “ไม่เป็นไร ไม่ต้องร้องไห้” จากนั้นร่างของเขาก็ล้มลงบนตัวอี้เป่ยซีอย่างแรง มือเปื้อนเลือดตกลงไปข้างหนึ่ง

            “ลั่วจื่อหาน ลั่วจื่อหาน นายตื่นสิ นายอย่าทำให้ฉันตกใจสิลั่วจื่อหาน…”

            เมื่อลูเยี่ยจิ่งที่ปรี่เข้ามาเห็นสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า สบถออกมา

            “เป่ยซี ไม่เป็นไร ลั่วจื่อหานจะไม่เป็นอะไร” เขาปลอบใจอี้เป่ยซีสองสามคำ ดึงลั่วจื่อหานขึ้นมาจากพื้น คนในชุดดำเห็นดังนี้แล้วก็รีบเข้ามาหาพวกเขา คุ้มกันทั้งสามคนเพื่อไปส่งที่รถตู้ อี้เป่ยซีนั่งลงข้างลั่วจื่อหาน สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ปากพึมพำชื่อของของตลอดเวลา

            รถของลู่เยี่ยจิ่งขับด้วยความรวดเร็ว ลั่วจื่อหานถูกส่งเข้าห้องผ่าตัดทันที

            อี้เป่ยซีจ้องไฟสีแดงตาไม่กระพริบ

            “เขาจะไม่เป็นอะไร เธออย่าห่วงไปเลย” ลู่เยี่ยจิ่งนั่งข้างเธอ ต้องการจะเอื้อมมือออกไปแต่ก็หยุดอยู่กลางอากาศ แล้ววางมันลงอย่างอ่อนแรง

            ‘บ้าจริง ทำไมถึงมาหย่อนยานในนาทีสุดท้ายล่ะ ลู่เซิง’ ดวงตาของลู่เยี่ยจิ่งเบิกกว้าง กำหมัดทุบบนผนังอย่างแรงแต่ไร้ซึ่งเสียงใดๆ

            แสงสีแดงยังคงติดอยู่ตลอดทั้งคืน อี้เป่ยซียืนอยู่ตรงนั้นตลอดเวลา ผ่านไปเนิ่นนานแสงนั้นจึงดับลง คุณหมอผ่าตัดเดินขมวดคิ้วออกมา

            “คุณหมอคะ เป็นยังไงบ้าง?” อี้เป่ยซีคว้าตัวเขาราวกับคว้าฟางเส้นสุดท้าย เขาส่ายหน้า

            “อาการไม่สู้ดีเท่าไร”

            อี้เป่ยซีถอยหลังไปสองสามก้าว “หมาย หมายความว่าอะไรคะ?”

            “แผลใหม่บวกกับแผลเก่า ต้องดูว่าคืนพรุ่งนี้เขาจะฟื้นขึ้นมาหรือเปล่านะครับ”

            ลั่วจื่อหานถูกเข็นออกมา ใบหน้าที่เดิมทีมีชีวิตชีวาอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด บนใบหน้าไร้ซึ่งสีเลือด ราวกับว่าสามารถจากไปได้ทุกเมื่อ อี้เป่ยซีสูดจมูกฟึดฟัด

            “ลั่วจื่อหาน นายจะต้องฟื้นขึ้นมาใช่หรือเปล่า?”

            ไม่ช้าลั่วจื่อหานก็ถูกส่งไปที่ห้องคนไข้ อี้เป่ยซีเพิ่งจะนั่งลงก็เห็นลั่วจื่อจี้ที่พุ่งเข้ามาอย่างกระหืดกระหอบ

            “เกิดอะไรขึ้น?”

            น้ำตาของอี้เป่ยซีร่วงลงทันใด พูดอย่างสะอึกสะอื้นเล็กน้อย “ลั่วจื่อหาน…ลั่ว…เขา สนามบิน”

        ลั่วจื่อหานจี้กอดอี้เป่ยซีแผ่วเบา “ไม่เป็นไรนะซ้อใหญ่ พี่ชายฉันจะต้องไม่เป็นไร เขาทิ้งซ้อไว้ที่นี่ไม่ลงหรอก”

————

ตอนที่ 197
โดย 

ตอนที่ 197 เยือนต่างถิ่นอีกครั้ง (5)

             ตอนบ่ายอี้เป่ยซียังคงเข้าร่วมการอภิปรายอิสระโดยมีลั่วจื่อหานเข้าร่วมด้วย แม้ว่าความคิดของเธอจะถูกควบคุมโดยอารมณ์ของตัวเอง ดูขัดแข็งและไม่ลื่นไหลอย่างเห็นได้ชัด แต่มันก็ไม่ได้ขัดขวางเธอในการบันทึกคำพูดคมๆ ของคนอื่นโดยอัตโนมัติ ไม่นานสมุดเล่มน้อยก็เต็มไปด้วยข้อมูลเชิงลึกของคนอื่นๆ อีกมากมาย

            เมื่อการอภิปรายจบลงเวลาห้าโมงเย็น อี้เป่ยซีรู้สึกว่าเรี่ยวแรงสุดท้ายของตัวเองได้หดหายไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของเข็มบอกเวลาแล้ว ใบหน้าเธอสงบนิ่ง ลั่วจื่อหานจูงมือเธอเดินอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยรอบแล้วรอบเล่า จนกระทั่งท้องฟ้ามืดสนิท ลั่วจื่อหานจึงพาเธอไปยังดาดฟ้าของอาคารเรียนที่สูงที่สุด

            “ลู่เยี่ยหวาก็พาฉันมาที่นี่บ่อยๆ” ลมหนาวพัดผมยาวของอี้เป่ยซีพันกันในอากาศ ก็เหมือนกับอารมณ์ของเธอในตอนนี้ เธอรู้สึกทั้งหมดแรงทั้งสับสน เธอรู้ว่าตัวเองไม่มีวันลืมเขา แต่ว่าเธอก็ไม่อยากคิดถึงเขาต่อหน้าลั่วจื่อหาน แต่ว่าเธอรู้ดีว่าตัวเองทำไม่ได้

            ลั่วจื่อหานหัวเราะแผ่วเบา “ฉันเป็นคนบอกเขาเรื่องที่นี่”

            อี้เป่ยซีหันมองผู้ชายที่อยู่ข้างหลังด้วยความตกตะลึง เขากอดเธอ มองดูทิวทัศน์ยามค่ำคืนของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ที่ทั้งสงบและหนักอึ้ง “ฉันเป็นรุ่นพี่ของเขา”

            “นาย…”

            “เป่ยซี เขาจะอวยพรพวกเรา”

            อี้เป่ยซีมองไปยังด้านล่างอาคาร ตอบว่าอืมเบาๆ คำพูดที่เพิ่งเอ่ยออกมาแพร่กระจายไปตามสายลม โอบล้อมอยู่ระหว่างทั้งสองคน ราวกับว่ามันกำลังก่อตัวเป็นรัศมีจางๆ ห่อหุ้มพวกเขาเอาไว้ กลายเป็นทิวทัศน์อันแปลกตาที่สุดในฤดูหนาว คุณไม่จำเป็นต้องเข้าใกล้ก็มองเห็นแสงรัศมีได้จากที่ไกลๆ และดูเหมือนว่าจะสามารถรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่ไหลวนระหว่างพวกเขา ไม่สิ บางทีควรจะพูดว่าสามคนมากกว่า

            วันรุ่งขึ้น ลั่วจื่อหานพาอี้เป่ยซีไปกินอาหารเช้าในร้านอาหารที่ค่อนข้างไกลแห่งหนึ่ง แล้วจึงส่งเธอกลับมหาวิทยาลัยด้วยความอืดอาด จากนั้นก็ไปนั่งที่ร้านกาแฟใกล้ห้องสัมมนา เริ่มจัดการงานที่ซับซ้อน มองไปยังห้องสัมมาเป็นครั้งคราว นวดคลึงคิ้วแล้วจดจ่อที่แล็ปท็อป

            จนกระทั่งการสัมมนาใกล้จะเสร็จสิ้น ลั่วจื่อหานก็ได้พบกับแขกที่ไม่ได้รับเชิญ

            “นายมาทำอะไร จัดการธุระเสร็จแล้วเหรอ?” เขาจิบกาแฟ มองเขาอย่างเย็นชา

            ลู่เยี่ยหวายิ้มเยาะ มองไปยังศูนย์สัมมาอย่างมีนัยยะแองแฝง “นายไม่รู้สึกว่า นายต้องอธิบายว่ามันเป็นเพราะอะไรเหรอ?”

            ลั่วจื่อหานพิงพนักเก้าอี้ ท่าทางเกียจคร้านและเย่อหยิ่ง “สองเรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกัน?”

            “นายรู้หรือเปล่า นายทำแบบนี้เป็นการผลักให้อี้เป่ยซีถูกตราหน้าโดยไม่ได้ตั้งใจ นายเคยคิดหรือเปล่าว่าเธอจะเจอกับอะไรที่นี่บ้าง? หรือว่านายเห็นเธอเป็นเหยื่อล่อ? ลั่วจื่อหาน นายนี่มันน่ารังเกียจจริงๆ พฤติกรรมของนายทำให้ฉันสงสัยว่านายชอบอี้เป่ยซีจริงหรือเปล่า หรือว่าชอบอะไรอย่างอื่นกันแน่”

            เขาหรี่ตา “ดูเหมือนว่าเรื่องนี้นายไม่จำเป็นต้องมายุ่งนะ”

            “ฉัน…” ลู่เยี่ยจิ่งนิ่งไป “เขาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับฉัน แต่ว่าคนที่เกือบจะได้เป็นพี่สะใภ้ฉัน ฉันเป็นห่วงก็คงไม่ผิดหรอกมั้ง”

            “นายแน่ใจขนาดนั้นเชียว ว่าอี้เป่ยซีจะยอมแต่งกับพี่ชายของนาย?”

            “หึ ถ้าพี่ชายของฉันยังอยู่ นายจะมีโอกาสที่ไหนกัน พี่ชายฉันดีกับเขาขนาดนั้น ไม่มีวันเหมือนกับนายหรอก ยอมทำร้ายเขาเพื่อให้ได้เขามา ถึงตอนนี้ก็ยังจะใช้ประโยชน์จากเขา ไม่รู้จริงๆ ว่าอี้เป่ยซีตาบอดหรือเปล่าที่ไปชอบนาย ฉันคิดว่าอี้เป่ยเฉินยังดีกว่านายไม่รู้ตั้งกี่เท่า”

            ลั่วจื่อหานไม่โกรธ “นี่คือเป้าหมายของนายในวันนี้เหรอ ถ้าใช่ นายบรรลุเป้าหมายแล้ว กลับไปได้แล้ว”

            “ไม่ใช่” ลู่เยี่ยจิ่งกำหมัด “ลู่เซิงหนีออกมาแล้ว น่าจะอยู่แถวนี้”

        มือของเขาที่ถือกาแฟสั่นเล็กน้อย ยังคงมองลู่เยี่ยจิ่งด้วยสีหน้าที่ไม่เปลี่ยนแปลง ฟังเขาพูดต่อ “พ่อของเขาไม่กล้าทำอะไรวู่วาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าลู่เซิงจะไม่ทำ หลายวันก่อนเหมือนคนของฉันได้ยินว่าลู่เซิงมีการเจรจาบางอย่างกับผู้มีอิทธิพลของที่นี่”

            “อ๋อ”

            “อ๋อ? นายคิดที่จะให้เป่ยซีเป็นเหยื่อล่อจริงๆ เหรอ? ในสายตาของนายทุกคนคือเครื่องมือที่นายเอาไว้

            ลั่วจื่อหานวางแก้วลง มองดูเงาของสาวสวยที่ค่อยๆ เดินมาหาพวกเขา “นายคิดว่าลู่เซิงจะเข้าใกล้อี้เป่ยซีได้เหรอ?” เขาหัวเราะเย็นชา เจือปนความเย้ยหยันเล็กน้อย ลั่วจื่อหานอย่างเขาหากคิดจะปกป้องใครแล้ว ก็ไม่เคยเกิดเหตุไม่คาดฝันเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอี้เป่ยซีที่อยู่ใต้จมูกของตัวเอง

            “หึ สักวันนึงนายจะตายอยู่ในมือที่เย่อหยิ่งของนายเอง”

            “กลับดีๆ ล่ะ ฉันไม่ส่งแล้ว”

            เดิมทีลู่เยี่ยจิ่งต้องการจะลุกขึ้น แต่หางตาก็สังเกตเห็นเงาที่บอบบางคนนั้น “จะรีบอะไร เพื่อนเก่าต้องคุยเรื่องเก่าๆ หน่อยไม่ใช่หรือไง”

            อี้เป่ยซีเดินมาถึงด้านหน้าของพวกเขาพอดี เมื่อเธอเห็นลู่เยี่ยจิ่งก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่งก่อนที่จะนั่งลงตรงตำแหน่งของลั่วจื่อหาน รู้สึกระแวดระวังผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าเล็กน้อย แม้อี้เป่ยซีจะรู้ว่าตอนนี้ลู่เยี่ยจิ่งไม่เห็นว่าเธอเป็นศัตรูแล้ว แต่ว่าอาจเป็นเพราะความเคยชิน เมื่อเห็นเขาในตอนนี้ก็ยังรู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้าง อีกอย่าง แม้รู้ว่าสาเหตุการตายของพี่ชายเขาไม่ได้เป็นความผิดของเธอ แต่สิ่งที่ลู่เยี่ยจิ่งทำก็ยังชวนขนลุก

            ลั่วจื่อหานกุมมือเธออยู่ใต้โต๊ะ มือของเธอยังคงเย็นเฉียบ เขาคว้ามือทั้งสองไว้ในฝ่ามือใหญ่โตของตัวเอง ช่วยให้ความอบอุ่นแก่เธอ

            ลู่เยี่ยจิ่งเห็นปฏิสัมพันธ์ของทั้งสองที่ราวกับว่าไม่มีคนอยู่ด้วยก็รู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย เขาเอ่ยขึ้นอย่างไม่รู้จักเวล่ำเวลา “ซ้อใหญ่ ช่วงนี้ซ้อให้เจอเพื่อนนักศึกษาของพี่ใหญ่บ้างหรือเปล่า พวกเขาได้ถามอะไรซ้อไหม?”

            มือของอี้เป่ยซีหยุดชะงัก ปลายนิ้วก็เริ่มเย็นเฉียบเล็กน้อยอีกครั้ง เธอเม้มปาก “อืม เจอ แต่ว่าไม่ได้ถามอะไร”

            เมื่อได้ยินคำตอบของอี้เป่ยซี ลู่เยี่ยจิ่งมองลั่วจื่อหานอย่างยั่วยุเล็กน้อย เขาเหลือบมองลู่เยี่ยจิ่งอย่างเมินเฉย กระซิบอะไรบางอย่างข้างหูอี้เป่ยซี แล้วเธอก็ลุกขึ้นพร้อมกับเขาอย่างเชื่อฟัง

            “พวกเรายังมีธุระ ไปก่อนนะ” พูดจบ ไม่ทันมองสีหน้าที่เย็นชาของลู่เยี่ยจิ่งก็พาอี้เป่ยซีออกไปจากร้านกาแฟแล้ว อี้เป่ยซีถอนหายใจยาวท่ามกลาวสายลมหนาว

            “ลู่เยี่ยจิ่งมาหานายทำไม?”

            “ไม่มีอะไร สัมมนาของพวกเธอยังเหลืออีกกี่วันกันแน่?”

            อี้เป่ยซียิ้มขอโทษ “น่าจะไม่นานแล้ว อีกสามสี่วันก็กลับได้แล้ว”

            “อืม ฉันจะไปจองตั๋วเครื่องบิน”

            เธอลังเลครู่หนึ่ง “คือว่า ถ้ายังไงตรุษจีนปีนี้ พวกเราอยู่ที่ประเทศ U ดีหรือเปล่า พ่อแม่ของนายกับพ่อแม่ของฉันก็อยู่ที่นี่พอดี นายว่ายังไง?”

            เมื่อเห็นความคาดหวังในดวงตาของเด็กสาว ลั่วจื่อหานขยี้ศีรษะของเธอ “ปีหน้าเถอะ ปีนี้ไม่สะดวกหลายอย่าง อีกอย่างก็คุยกันแล้วไม่ใช่เหรอว่าจะอยู่กับคุณปู่?”

            อี้เป่ยซีพยักหน้า พลันนึกถึงท่าทีของลั่วจื่อหานก่อนที่เธอจะมาที่ประเทศ U บางทีประเทศ U อาจจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้วก็ได้ เธอมองดูใบหน้าที่ชัดเจนของลั่วจื่อหาน เวลาที่มองเธอก็มักจะเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนเสมอ ในใจของเธอรู้สึกละอายที่ตัวเองช่วยอะไรเขาไม่ได้เลยจริงๆ

————

ตอนที่ 196
โดย 

ตอนที่ 196 เยือนต่างถิ่นอีกครั้ง (4)

             เมื่อลั่วจื่อหานตื่นขึ้นมาอีกครั้งอี้เป่ยซีก็ออกไปจากโรงแรมแล้ว เขาล้างหน้าล้างตาเดินไปยังห้องโถงใหญ่ก็เห็นอาหารเช้าวางอยู่บนโต๊ะ อีกทั้งยังมีควันร้อนๆ ลอยกรุ่นอยู่ โน้ตสีน้ำเงินที่อยู่ด้านข้างมีตัวอักษรที่ละเอียดอ่อนสวยงามของอี้เป่ยซีเขียนไว้ด้านบน ดูมีความอบอุ่นจางๆ

            “ฉันรู้ว่าโรงแรมมีอาหารเช้าระดับห้าดาว แต่ว่าโรงแรมนี้อร่อยมากจริงๆ นะ แต่แน่นอนว่าอาหารที่นายทำอร่อยที่หนึ่งในใจฉันอยู่แล้ว”

            ลั่วจื่อหานเห็นรูปหน้ายิ้มสามรูปอยู่เคียงข้างกัน ก็อดไม่ได้ที่จะยกมุมปากยิ้ม หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาและเล่นกับมันเป็นเวลานานก่อนที่จะส่งรูปหน้ายิ้มให้อี้เป่ยซี เธอไม่ได้ตอบเขาทันทีแต่เพียงโทรเข้ามาภายในพริบตา ลั่วจื่อหานเกือบทำโทรศัพท์มือถือหลุดมือ เขากระแอมไอ ค่อยๆ สงบจิตใจลงจึงกดรับสาย

            “ฉันนึกว่านายอยู่หน้าโทรศัพท์ซะอีก ทำไมรับสายช้าจัง”

            “กำลังกินข้าว”

            “อร่อยมากใช่ไหมล่ะ ตอนที่ฉันกินครั้งแรกก็ประหลาดใจมาก ตอนนั้นยังนึกเสียใจอยู่เลยที่ไม่ได้พานายมาด้วยกัน แบ่งกับนายไม่ได้ ตอนนี้ดีแล้ว มันสมบูรณ์แบบแล้ว”

            ดวงตาของลั่วจื่อหานเปี่ยมด้วยความอ่อนโยน “เธอนี่มีความสุขกับอะไรง่ายดีนะ”

            “ใช่แล้วๆ ไม่ทราบว่าเมื่อไรเชฟลั่วจะแสดงฝีมืออีกครั้งล่ะ ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้จะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว”

            “ต้องดูพฤติกรรมของเธอ ตอนนี้เธอยังมีความผิดติดตัวนะ”

            อี้เป่ยซีนิ่งไปครู่หนึ่ง “ทำไมประโยคนี้คุ้นๆ”

            “อ่อ ทำไมคุณนายลั่วขี้ลืมแบบนี้ นี่มันเป็นคำพูดที่เธอเคยพูดกับฉันไม่ใช่เหรอ?”

            “นายมันผู้ชายใจแคบ จำได้ตั้งนานแบบนี้”

            “ไม่ใช่แค่ประโยคนี้นะเป่ยซี ฉันจำทุกคำที่เธอพูดได้หมด ทั้งดี และไม่ดี ฉันจำได้หมดเลย”

            เธอสูดๆ จมูก รอยยิ้มกว้างปรากฏอยู่บนใบหน้า “ฉันพูดจาไม่ดีตั้งแต่เมื่อไรกัน นายน่ะจำผิดเอง ลบพวกนั้นให้หมด ลบทิ้งให้หมด”

            “โอเคๆๆ พูดดีทุกอย่างเลย”

“วู้ อี้เป่ยซี!” เสียงของคนนั้นเจือปนความประหลาดใจ อี้เป่ยซืถือโทรศัพท์มือถือพร้อมมองผู้ชายผมบลอนด์เนิ่นนาน นึกไม่ออกว่าเขาคือใครแต่ก็รู้สึกว่าคุ้นหน้ามาก เป็นไปได้ว่าเคยเจอกันที่งานสัมมนา เธอพยักหน้าให้เขาด้วยความนอบน้อม กระซิบกับลั่วจื่อหานสองสามคำแล้ววางสาย

            ผู้ชายคนนั้นยังคงยืนอยู่หน้าอี้เป่ยซี ใบหน้ามีรอยยิ้ม

            “เอ่อ ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าคุณคือ…”

            ความผิดหวังบนใบหน้าของเขานั้นเห็นได้อย่างชัดเจน “เธอลืมฉันไปแล้วเหรอ? ไม่น่าล่ะ เอ่อ งั้นถ้าฉันเรียกเธอว่าภรรยาตัวน้อยของลู่เยี่ยหวา พอจะจำได้ไหม?”

            อี้เป่ยซีมองดูดวงตาที่แพรวพราวของเขา ไม่รู้ว่าในใจรู้สึกอย่างไร มีบางเรื่องที่เธอลืมไปทีละน้อยแล้ว แต่เมื่อมีคนหยิบยกมันขึ้นมา ฉากอื่นๆ ก็ทะลักเข้ามาในสมองราวกับสายน้ำเชี่ยวหลาก ทันทีที่กล่องหน่วยความทรงจำถูกเปิดออกแล้วก็จะไม่มีทางหยุดมันได้ เธอถอยหลังไปสองสามก้าวด้วยความกระอักกระอ่วนใจ ทันใดนั้นคนในชุดดำก็ปรากฏตัวต่อหน้าอี้เป่ยซี มองผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าเธออย่างไม่เป็นมิตร

            “ไม่เป็นไร แค่เพื่อนเก่าของฉัน นายไม่ต้องเป็นห่วง”

            ชายชาวต่างชาติคนนั้นก็ไม่รังเกียจ ยังคงยิ้มเหมือนสายลมฤดูใบไม้ผลิ “คิดไม่ถึงว่าจะได้เจอเธอที่นี่ ก่อนหน้านี้ฉันไปทำงานที่อื่น ไม่ค่อยรู้เรื่องประเทศ U ขอโทษจริงๆ ที่ตอนนั้นไม่ได้ช่วยอะไรเธอเท่าไร”

            อี้เป่ยซีรู้สึกว่าปากแห้งผากเล็กน้อย ราวกับว่าได้ย้อนกลับไปวันนั้นอีกครั้ง เธอนั่งอยู่ในทางเดินยาวที่ว่างเปล่าของโรงพยาบาลตามลำพังอย่างหมดหนทาง จังหวะโน้ตติ๊ดๆ ติ๊ดๆ ในโรงพยาบาลวนซ้ำไปมาหลายรอบ จนสุดท้ายมีเพียงเสียงตื้ด…ยาว เป็นการประกาศอย่างง่ายๆ ว่าคนคนหนึ่งได้จากไปแล้ว

            “ไม่ ไม่เป็นไร รุ่น รุ่นพี่ก็มาฟังการสัมมนาเหรอคะ ก่อนหน้านี้ไม่เห็นพี่เลย”

            เขาหัวเราะ “แฟนของฉันอยู่ ฉันไม่สนใจเรื่องพวกนี้หรอก ฉันเหมาะทางด้านเศรษฐศาสตร์มากกว่า เที่ยงนี้ฉันจะเลี้ยงข้าวเธอ ไม่รู้ว่าไม่ได้เจอกันขนาดนี้ เธอยังจะไว้หน้าฉันยอมให้ฉันเลี้ยงเธอหรือเปล่า”

            เธอเผยยิ้มด้วยความยากลำบากเล็กน้อย “วันหลังเถอะค่ะ สองวันนี้ธุระเยอะนิดหน่อย วันหลังฉันจะเลี้ยงรุ่นพี่ แบบนี้ได้ไหมคะ?”

            “ก็ได้ ฉันไม่ทำให้เธอลำบากหรอก งั้นฉันเข้าไปก่อนนะ เขาคงรอฉันจนร้อนใจแล้ว”

            อี้เป่ยซีเข้าไปในห้องประชุม อาจารย์บอกเขาว่าผู้บรรยายมีธุระกะทันหันและจะมาสายอีกประมาณหนึ่งชั่วโมง ตอนนี้ก็ให้เตรียมตัวกันไปก่อน และในขณะที่เพื่อนนักศึกษากำลังปรึกษาหารือกันอย่างออกรสนั้น เธอก็แอบย่องออกไปโดยไม่คิดแล้ว

            มหาวิทยาลัยแห่งนี้คือสถานที่ที่ลู่เยี่ยหวาเคยอยู่มาก่อน อี้เป่ยซียังจำได้ เวลาที่เธออยู่ด้วยกันกับเขา รอกระทั่งวันหยุดสุดสัปดาห์ เขาก็จะพาเธอมาเยี่ยมชมที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ตอนนั้นเขาเป็นนักศึกษาวิจัยใกล้จะเรียนจบแล้ว ถ้าหากไม่มีอะไรทำ สิ่งเดียวที่เขาจะทำก็คือการพาอี้เป่ยซีมาเที่ยวเล่นในบริเวณมหาวิทยาลัย

            พวกเขาเดินกลับไปกลับมาตามกำแพง เดินย่ำอยู่บนพื้นหญ้าสีเขียวที่เพิ่งงอกใหม่ เดินย่ำอยู่บนใบไม้ที่ร่วงหล่น เดินย่ำอยู่บนหิมะสีขาวที่ยังคงส่งเสียงดังสวบๆ เธอพิงหลับอยู่บนไหล่ของเขาในงานคอนเสิร์ต เขาฝืนง่วงนั่งดูหนังเป็นเพื่อนเธอ เธอปีนขึ้นไปบนโต๊ะมองดูเขาเขียนวิทยานิพนธ์ด้วยภาษาทางเศรษฐศาสตร์ที่น่าเบื่อหน่ายรอบแล้วรอบเล่าแต่กลับถูกอาจารย์ชื่นชม เธอยังจำได้ว่าเธอเคยให้คำมั่นสัญญาว่าเธอจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยนี้ให้ได้และต้องได้คะแนนสูงกว่าเขา

            อี้เป่ยซีก็ก้าวขาไม่ออกฉับพลัน เธอนั่งลงบนม้านั่งข้างทาง ภายในมหาวิทยาลัยที่ไม่มีต้นไม้เขียวชอุ่มเผยให้เห็นกิ่งไม้สีขาวเทา ดูโดดเดี่ยวเป็นอย่างมาก

            ลู่เยี่ยหวา…ทำไมจู่ๆ ก็คิดถึงนายแบบนี้

            เธอหลับตา มีคนนั่งลงข้างเธอ อี้เป่ยซีเงยหน้าขึ้น ตอนนี้สายตาพร่ามัวแล้ว คนข้างๆ เขยิบเข้ามาใกล้ขึ้นเล็กน้อย กอดเธอไว้อย่างนุ่มนวล

            “ลั่วจื่อหาน…”

            “อืม ฉันอยู่นี่”

            อี้เป่ยซีหลับตาลงไม่ได้พูดอะไรอีก ลมหายใจของทั้งสองคนแพร่กระจายอยู่ในสายลมแห่งฤดูหนาว

            ลั่วจื่อหานขมวดคิ้วเบาๆ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกอิจฉาคนคนนั้นที่จากไปแล้วเล็กน้อย ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน ไม่ว่าเขาจะเป็นอย่างไร อี้เป่ยซีก็อาจไม่สามารถลืมเขาได้ทั้งชีวิต ท่าทางที่สมบูรณ์แบบที่สุดของเขา

จะอยู่ในความทรงจำของเธอตลอดไป

            แต่ว่าลั่วจื่อหานก็ต้องขอบคุณเขา ถ้าหากไม่ใช่เพราะลู่เยี่ยหวา บางทีความหวังเล็กๆ ของเขาก็อาจไม่มีวันเป็นจริง เขาก็จะเป็นเหมือนคนที่ถูกโชคชะตาเล่นตลก ที่มัวแต่ค้นหาสมบัติหายากที่ไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้วอย่างไม่หยุดหย่อน

            ทั้งสองคนนั่งด้วยกันตลอดทั้งบ่าย จนกระทั่งโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าของอีเป่ยซีสั่น เธอจึงค่อยๆ ถอนตัวออกมาจากอารมณ์ของตัวเอง

            “อี้เป่ยซี เธอหายไปไหนน่ะ?” เสียงของอาจารย์มีความโมโหเล็กน้อย

            “ขอโทษค่ะอาจารย์”

            อาจเป็นเพราะได้ยินเสียงอู้อี้ของอี้เป่ยซีที่เหมือนกับคนที่เพิ่งร้องไห้มา น้ำเสียงของเขาจึงอ่อนลง “ถ้าไม่สบาย บ่ายนี้ก็ไม่ต้องมาแล้ว ตอนบ่ายไม่มีอะไรหรอก”

        “ค่ะ ขอบคุณค่ะอาจารย์”

————

ตอนที่ 195
โดย 

ตอนที่ 195 เยือนต่างถิ่นอีกครั้ง (3)

 วันแรกของการบรรยายทั้งยุ่งและวุ่นวาย อี้เป่ยซีทนไม่ไหวจนแทบจะดึงทึ้งผมของตัวเอง เธอไม่มีความมั่นใจในแต่ละย่างก้าวและรู้สึกทำตัวไม่ถูกในทุกชั่วขณะ ราวกับว่าถูกโยนลงไปกลางสระน้ำ เธอไม่ได้จมลงไปแต่ว่าก็ไร้เรี่ยวแรงอีกทั้งไร้ที่ยึดเหนี่ยวให้ไขว่คว้า เธอตะเกียกตะกายเพียงลำพัง น้ำจำนวนมหาศาลทะลักเข้าไปในโพรงจมูกจนทำให้หมดกำลัง

            ‘ถ้าลั่วจื่อหานอยู่ก็ดีสิ’ เมื่ออี้เป่ยซีครุ่นคิดเธอจึงพบว่าตัวเองยิ่งพึ่งพาเขามากขึ้นทุกที ความสุขแสนอันตรายแบบนั้นทำให้เธอรู้สึกทั้งหวาดกลัวและพอใจเป็นอย่างยิ่ง เธอกลัวว่าจะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไปในความรักครั้งนี้ กลายเป็นดอกทรัมเป็ตเถาที่ต้องการที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ แต่ก็ต้องยอมรับว่าความรู้สึกที่ถูกคนดูแลอย่างทั่วถึงแบบนี้ทำให้รู้สึกทั้งอบอุ่นทั้งเติมเต็ม

            เป็นความชอบที่ชั่วชีวิตนี้จะไม่เปลี่ยนแปลง

            เธอใช้ประโยชน์จากช่วงพักกลางวัน เปลี่ยนนิสัยการงีบหลับเมื่อก่อน โทรหาลั่วจื่อหานด้วยความเร่งรีบ โทรศัพท์ดังขึ้นเพียงสองครั้งก็มีคนรับสาย

            “”เป็นอะไรไป? นอนไม่หลับเหรอ?”

            อี้เป่ยซีกำโทรศัพท์มือถือ ความหวานชื่นแผ่ซ่านมาจากทรวงอก “เปล่า ก็แค่อยากรู้ว่านายกำลังทำอะไรอยู่ แอบกินอะไรลับหลังฉันหรือเปล่า”

            “หึหึ ทำไมไม่ไว้ใจฉันเหรอ?”

            “ช่วยไม่ได้ ใครให้นายมีเสน่ห์แบบนั้นล่ะ ฉันก็ต้องระวังหน่อยสิ สารภาพมาซะดีๆ เถอะคุณลั่ว”

            ลั่วจื่อหานนิ่งไปครู่หนึ่ง เหมือนกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง  “แอบกินไม่เท่าไร แต่ยังมีรสค้างอยู่ในปากอยู่เลย”

            เขาพูดด้วยความคลุมเครือ ใบหน้าของอี้เป่ยซีแดงระเรื่อเล็กน้อยแต่ไม่ได้คัดค้าน ลั่วจื่อหานพูดขึ้นอีกครั้ง “เหนื่อยเหรอ?”

            อี้เป่ยซีตอบว่าอืมซ้ำๆ “จริงๆ นะ กลัวมากว่าตัวเองจะทำอะไรผิดไป มักจะมีความรูู้สึกว่าทำอะไรก็กล้าๆ กลัวๆ  ไม่สบายใจเลย”

            “เป่ยซีคิดว่าตัวเองจะทำอะไรได้ไม่ดีเหรอ?”

            เธอไม่เคยคิดถึงปัญหาข้อนี้ เนื่องจากเจอกับเรื่องใหญ่และเพราะแต่ไปมัวแต่มุ่งเน้นเรื่องความตึงเครียด ตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าความตึงเครียดนี้มาจากไหน อี้เป่ยซีครุ่นคิด “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แค่รู้สึกเคว้งคว้างนิดหน่อย ก็เหมือนกับเวลาที่นายว่ายน้ำ ทั้งๆ ที่นายรู้ว่านายมีทักษะในการยืนในน้ำแล้ว แต่ตอนที่นายลอยตัวอยู่ในสระ นายก็ยังกลัว”

            ลั่วจื่อหานเข้าใจ หัวเราะ “เพราะว่าฉันไม่อยู่เหรอ?”

            “เชอะ นายหลงตัวเองเกินไปแล้ว”

            “ทำไมล่ะ ที่เธอโทรหาไม่ใช่เพราะมาหาขอนไม้หรอกเหรอ?”

            “คนล้มอย่าข้าม นายไว้หน้าฉันหน่อยได้ไหม”

            “อ๋อ เธอใช้หน้าเพื่อขึ้นมาจากน้ำเหรอ?”

            ทันใดนั้นอี้เป่ยซีก็ทนไม่ไหว กระแอมไอ “ไม่คุยกับนายแล้ว ตอนบ่ายฉันมีบรรยาย ผู้ชายอย่างนายนี่ไม่ไหวเลยจริงๆ กวนโมโห”

            “ตอนบ่ายพักสักหน่อยสิ”

            “รู้แล้วๆ แค่นี้แหละ”

            “รับทราบ”

            อี้เป่ยซีวางสายแต่ก็ยังคงมีความสุข เธอกลับไปที่กลุ่มของตัวเองอีกครั้ง ชมมหาวิทยาลัยที่มีอายุร่วมร้อยปีแห่งนี้กับเพื่อนๆ นักศึกษา มันมีสไตล์ยุโรปแต่ก็ไม่ทิ้งบรรยากาศร่วมสมัย มีสองสามคนที่ห่อหุ้มด้วยเสื้อผ้าหนาเตอะเดินผ่านพวกเขาไปในบางครั้ง บางคนยังคงยืนอยู่หน้าทะเลสาบเทียมอันเย็นยะเยือก มองหาบทกวีที่ถูกแช่แข็งไว้ อี้เป่ยซีสูดๆ จมูก ปลายจมูกเย็นเฉียบ

            จนกระทั่งวันที่สามทุกอย่างจึงเริ่มเข้าที่เข้าทาง อี้เป่ยซีก็สามารถพูดคุยกับผู้คนจากประเทศอื่นๆ ได้อย่างเป็นมิตร มีคนจากประเทศ A บางคนชมว่าการออกเสียงของเธอสวยงามมาก อี้เป่ยซียิ้มแล้วกล่าวขอบคุณเธอ อดไม่ได้ที่จะนึกถึงบุคคลสำคัญที่เคยปรากฏตัวขึ้นในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ บุคคลสำคัญในสายตาของพวกเขา แต่เป็นบุคคลธรรมดาในสายตาของเธอ

            อี้เป่ยซียังจำได้ ว่าลู่เยี่ยจิ่งค่อยๆ แก้ไขการออกเสียงผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ของเธออย่างไร อีกทั้งยังส่งต่อการออกเสียงแบบโรแมนติกที่เก่าแก่ที่สุดให้เธอด้วย

            “ทำไมต้องออกเสียงแปลกขนาดนั้นด้วย พลิกไปพลิกมาไม่เหนื่อยเหรอ?”

            “เธอฟังให้ดีนะเป่ยซี ทุกจังหวะโทนเสียงของมันมีทั้งความโรแมนติกแล้วก็ความคลาสสิค เหมือนความเป็นอมตะที่ไม่เปลี่ยนแปลง เหมือนเวลาที่พูดว่าฉันรักเธอ เหมือนความผันผวนของโลกที่ไม่มีวันเปลี่ยนไป”

            “ลู่เยี่ยหวา นายจำเป็นต้องเห่ยแบบนี้ด้วยเหรอ?”

            “เธอไม่ชอบเหรอ?”

            อี้เป่ยซีที่ยังคงเหม่อลอยถูกเสียงแหลมสูงดึงกลับมาทันใด เธอมองไปยังเจ้าของเสียงที่ขัดจังหวะเธอด้วยความงุนงง

            “ผู้ชายที่อยู่ข้างนอกคนนั้นหล่อจังเลย คนประเทศ C สินะ เป่ยซีเธอรู้จักไหม?”

            ไม่ทันรอให้เธอตอบ เพื่อนนักศึกษาของเธอก็เอ่ยขึ้น “อ๋อ ลั่วจื่อหาน แฟนของเป่ยซีน่ะ”

            อี้เป่ยซีมองผ่านฝูงชนที่กระจัดกระจายแล้วหยุดอยู่ที่ลั่วจื่อหานที่อยู่หน้าประตู สายตาของทั้งสองคนประสานกัน ความสุขของการได้เจอกันอีกครั้งหล่อหลอมเข้าด้วยกัน หัวใจยังคงกระโดดโลดเต้นรุนแรงเหมือนตอนที่รักกันใหม่ๆ เสียงของเพื่อนนักศึกษาด้านข้างค่อยๆ จางหายไป เธอเดินไปยังคนที่คิดถึงโดยไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่าเมื่อไรทั้งสองคนก็อยู่ตรงหน้าของกันและกันแล้ว

            อี้เป่ยซีจึงสังเกตเห็นความอิดโรยบนใบหน้าของลั่วจื่อหาน ราวกับว่าอดนอนมาหลายวัน เคราบนคางงอกหนา ใต้ตาก็มีรอยคล้ำเข้ม

            “แพนด้าลั่ว?” เธอยื่นมือลูบคลำถุงใต้ตาของลั่วจื่อหาน “ไม่ได้นอนหลายวันเหรอ?”

            ลั่วจือหานคว้ามือของเธอ “คืนนี้มีธุระหรือเปล่า?”

            “ไม่มีอะไร ก็แค่เพื่อนๆ ไม่กี่คนอยากออกไปกินข้าวด้วยกัน เอ๊ะ ทำไมจู่ๆ นายถึงโผล่มาล่ะ?”

            “ใช่สิ ผู้หญิงไม่น่าเชื่อถือบางคนจู่ๆ ก็จากไป ฉันก็ได้แต่จู่ๆ ปรากฏตัวต่อหน้าเธอไง”

            อี้เป่ยซีพิงอยู่บนหน้าอกของเขา เมื่อหายใจก็ยังคงได้กลิ่นหอมสดชื่นบนตัวของเขา “ตอนนี้นายยังมาเจ้าคิดเจ้าแค้นอีกนะ ขี้งอนจริงๆ งั้นคืนนี้ฉันจะทิ้งนายแล้วออกไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ก็แล้วกัน”

            “เธอกล้าเหรอ” อี้เป่ยซีมุ่ยปาก ใบหน้ามีรอยยิ้มมีความสุข แขนของลั่วจื่อหานที่กอดเธอออกแรงขึ้นเล็กน้อย อ้อมกอดถูกเติมเต็ม ความว่างเปล่าในใจไม่กี่วันก่อนหน้านี้หายเป็นปลิดทิ้ง เขารู้ว่าตอนนี้อี้เป่ยซีพึ่งพาเขามากขึ้นทุกที เขาเองก็ไม่สามารถไปจากเธอได้

            อี้เป่ยซีรู้ว่าลั่วจื่อหานยังไม่ได้กินอะไรก็ขึ้นเครื่องบินแล้ว ตำหนิเขาเล็กน้อยแล้วพาเขาไปที่ร้านอาหารที่อร่อยมากในบริเวณใกล้เคียง หลังจากกินอิ่ม เธอก็เลื่อนนัดกับเพื่อนๆ ในวันนี้ด้วยความเกรงใจ ท่าทีเข้าเข้าอกเข้าใจของพวกเขายิ่งทำให้อี้เป่ยซีเกรงใจกว่าเดิม

            ลั่วจื่อหานจูงมือของเธอ แม้ว่าไม่ได้หลับตามาสองสามวันแล้ว แต่ก็ยังคงลากเธอไปเดินเล่นบนถนนหลายรอบก่อนกลับโรงแรมของตัวเอง ทันทีที่หัวถึงหมอนก็ผล็อยหลับแล้ว อี้เป่ยซีถูกเขากอดเหมือนกับหมอนข้าง ต้องใช้พลังอย่างมากจึงจะลุกขึ้นนั่งได้ ลั่วจื่อหานลืมตาขึ้นด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย ดวงตามีสีเลือดแดงก่ำ

            “เป็นอะไรไป?”

            “นายนอนก่อนเถอะ ฉันจะช่วยนายเปลี่ยนเสื้อ”

            ลั่วจื่อหานพยักหน้า หลับตาอยู่ในสภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น เขารู้สึกว่ามือน้อยๆ คู่หนึ่งช่วยเขาเปลี่ยนเสื้อผ้าและเช็ดตัวด้วยความระมัดระวังมาก สุดท้ายก็ช่วยเขาห่มผ้า ‘บางทีคู่สามีภรรยาที่ใช้ชีวิตด้วยกันหลายปีก็เป็นแบบนี้ล่ะมั้ง’ ลั่วจื่อหานคิดในใจ คนตัวเล็กๆ ปิดไฟ แล้วเอนตัวลงข้างเขา

            “ลั่วจื่อหาน นายหลับแล้วยัง?”

        “อืม” เขาตอบรับอย่างสะลึมสะลือ ได้ยินเสียงหัวเราะของเธอและกอดเขาแน่นกว่าเดิมเล็กน้อย

————

ตอนที่ 194
โดย 

ตอนที่ 194 เยือนต่างถิ่นอีกครั้ง (2)

             ไม่น่าแปลกใจเลย อี้เป่ยซีพลาดเที่ยวบินเช้าจนได้ เธอรบเร้าผู้ชายที่มีท่าทีใจเย็นอยู่ข้างๆ ด้วยความเป็นกังวล นึกอยากโมโหมาก

            “ลั่วจื่อหานทำไมนายช้าแบบนี้ นายตั้งใจใช่ไหม ฉันร้อนใจมากๆ นะ นายดูไม่ออกเหรอ”

            ลั่วจื่อหานติดกระดุมเม็ดบนสุดของเสื้อเชิ้ตอย่างเชื่องช้าและพิถีพิถัน ดวงตาที่ลุ่มลึกสังเกตเห็นอี้เป่ยซีที่กำลังกระโดดโลดเต้น ผ่านไปเนิ่นนานจึงเอ่ยปากขึ้นอย่างใจเย็น “ฉันไม่เคยเห็นว่าเธออดใจไม่ไหวที่จะแยกจากกันแบบนี้มาก่อนเลย”

            อี้เป่ยซีนิ่งไปครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่ามีความขุ่นเคืองแค่ไหนในคำพูดของเขา แต่เมื่อเห็นขากรรไกรที่ขบกันแน่นของเขาก็อดไม่ได้ที่จะใจอ่อน ทั้งๆ ที่เธอเองเป็นคนผิด เดิมทีลั่วจื่อหานคิดไว้อยู่แล้วว่าจะจัดการกับงานที่บริษัทอย่างไร เพื่อที่จะใช้เวลาในช่วงวันหยุดกับเธออย่างสงบ แต่เพราะว่าเธอมัวแต่คิดถึงโอกาสของตัวเอง จึงทำลายความตั้งใจทั้งหมดของเขา

            เธอสงบอารมณ์ลง “เพราะฉันไม่ดีเอง…ต่อไปฉันจะไม่ทำผิดอีกแล้ว”

            “เปล่า” ลั่วจื่อหานกอดคนตัวเล็กๆ ที่อยู่ด้านข้าง ร่างกายที่อ่อนแอยังคงมีกลิ่นหอมของความสดชื่นแห่งฤดูหนาว อากาศบริสุทธิ์ของฤดูหนาวยิ่งทำให้สับสนมากขึ้นเรื่อยๆ “รอฉันสักสองวัน พอฉันจัดการเรื่องทางนี้เสร็จเมื่อไรจะรีบไปหา”

            “ไม่ต้องหรอก ช่วงนี้นายยุ่งมากไม่ใช่เหรอ? ฉันไม่เป็นไร นายไม่ต้องฝืนตัวเองขนาดนี้” เธอนิ่งไปสักพัก พูดด้วยความลังเลและเขินอาย “ฉันปวดใจน่ะ”

            “หืม?”

            เสียงของอี้เป่ยซีเบามาก เธอพูดอีกครั้ง “ฉันปวดใจ”

            ดวงตาของลั่วจื่อหานยิ้มโก่ง “เป่ยซีว่าไงนะ ฉันได้ยินไม่ชัด เธอทำไมนะ?”

            อี้เป่ยซีผลักเขาออกไป เมื่อเห็นรอยยิ้มในดวงตาลั่วจื่อหาน เธอก็น่าเข้าใจแล้วเขากำลังแกล้งเธอ “นายจะเอายังไงกันแน่”

            บ้าที่สุด เมื่อกี้เธอยังรู้สึกผิดอยู่เลย เธอไม่ควรจะใจอ่อนเลย

            ลั่วจื่อหานหัวเราะ พันผ้าพันคอให้อี้เป่ยซี มือหนึ่งลากกระเป๋าของเธอ มือหนึ่งจูงมือของเธอ เดินออกไปนอกอะพาร์ตเม้นต์อย่างผ่อนคลาย แสงอาทิตย์อบอุ่นในฤดูหนาวออกเดินทางอยู่ด้านหลังพวกเขา

            คนบนถนนนับว่าไม่มาก รถขับมาถึงสนามบินอย่างราบรื่น มือหนึ่งของลั่วจื่อหานยังคงจูงมือเธอเพื่อส่งเธอเข้าไปในสนามบิน เสียงของผู้หญิงตามเครื่องกระจายเสียงดังขึ้น อี้เป่ยซีขยับตัว “ลั่วจื่อหาน ฉันต้องไปแล้ว”

            ลั่วจื่อหานตอบว่าอืม แต่ยังคงไม่มีท่าทีจะปล่อยมือ เสียงประกาศดังเร่งเร้าขึ้นอีกครั้ง “ลั่วจื่อหาน”

        “หืม”

            “ฉันต้องไปแล้ว”

            ดูเหมือนลั่วจื่อหานเพิ่งรู้สึกตัว พยักหน้า ยังคงไม่ปล่อยมือของเธอ

            อี้เป่ยซีมองดูสิบนิ้วของทั้งสองคนที่ประสานกัน ฝ่ามือที่ใหญ่โตของเขาสามารถห่อหุ้มมือของเธอได้พอดิบพอดี อุณหภูมิที่ชวนให้รู้สึกสบายใจนั้นส่งผ่านออกมาจากฝ่ามือใหญ่ ราวกับว่าเส้นรัศมีได้ก่อตัวขึ้นและโอบอุ้มเธอเอาไว้ ตราบใดที่ยังพักพิงอยู่ข้างในก็จะไม่เกิดอันตรายและจะไร้ซึ่งความเหน็บหนาว

            เธอถอนหายใจแผ่วเบา ทันใดนั้นก็รู้สึกเสียใจกับการตัดสินใจที่จะจากไป แต่ว่าอาจารย์ได้มอบหมายหน้าที่ไว้ให้แล้ว ถ้าเธอไม่ไปล่ะก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปอธิบายกับทางนั้นอย่างไร

            “ฉันแค่ไปฟังการบรรยาย ไม่ใช่ไม่กลับมาแล้วซะหน่อย”

            ราวกับว่าไปจี้ใจดำของเขา มือของลั่วจื่อหานยิ่งบีบแน่น ความรู้สึกในแววตานั้นยากที่จะเข้าใจ อี้เป่ยซีขมวดคิ้ว จากนั้นลั่วจื่อหานจึงปล่อยมือเธอ

            “ดูแลตัวเองดีๆ”

            เธอพยักหน้าหงึกหงัก รับกระเป๋าเดินทาง เดินไปยังจุดตรวจความปลอดภัยพลางหันกลับมามองเป็นระยะ คุณลุงที่อยู่ข้างๆ เร่งเร้าอย่างหมดความอดทน อี้เป่ยซีจึงรีบลากกระเป๋าแล้วเดินเร็วขึ้น ไม่ช้ารูปร่างเล็กกะทัดรัดก็หายเข้าไปในสนามบิน

            ลั่วจื่อหานมองดูฝ่ามือของตัวเอง รู้สึกสิ้นหวังราวกับได้สูญเสียบางสิ่งไป รถสีดำคันหนึ่งบนทางด่วนแล่นหายไปด้วยความเร็วสูงสุด

            อี้เป่ยซีเพิ่งจะเหยียบประเทศ U ก็ได้รับสายจากเพื่อนนักศึกษา ตำหนิเธอก่อนสองสามคำ บอกว่าเมื่อวานนี้เล่นเกมส์แล้วขาดเธอไปหนึ่งคนทุกคนต่างไม่มีความสุขเลย จากนั้นก็ย้ำตำแหน่งที่ตั้งของโรงแรมรอบแล้วรอบเล่ากลัวว่าเธอจะไปผิดที่

            ฤดูหนาวที่ประเทศ U ทั้งแห้งและหนาวเหน็บ มันเยือกเย็นและโหดเหี้ยมจนแทบทำให้ผิวหนังบนร่างกายถูกแช่แข็ง อี้เป่ยซีพันผ้าพันคอแน่น โบกมือเรียกรถ ทันทีที่มือสัมผัสมือจับประตู คนที่แต่งตัวเนี้ยบในชุดสูทก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าอี้เป่ยซี กดประตูรถไว้อย่างแรง

            “คุณคะขอโทษนะ ฉันกำลังรีบ รบกวนคุณรอรถคันต่อไปได้ไหม”

            “คุณหนูอี้ นายน้อยสั่งให้พวกเรารอคุณที่นี่”

            “รอฉัน?” อี้เป่ยซีส่ายหน้า ไม่อยากเสียเวลากับเขา “ฉันไม่รู้จักนายน้อยที่ไหนสักหน่อย คุณน่าจะจำผิดคนแล้ว”

            คนคนนั้นก็ไม่โง่ บอกกับอี้เป่ยซีว่าจะโทรไปยืนยันก็ได้ แต่อี้เป่ยซีกลับรู้สึกว่าไม่จำเป็น ยืนกรานว่าจะไป

            “พวกคุณจะไปหรือเปล่า?” คยขับรถโผล่ศีรษะออกมา ถามสองคนที่ยืนแข็งอยู่กับที่

            “ไปค่ะ จะไปเดี๋ยวนี้” อี้เป่ยซีวางกระเป๋าไว้ข้างหน้า “ฉันไม่รู้จักคุณ ต่อให้ที่คุณพูดเป็นความจริง ถ้านายน้อยของคุณให้คุณมารับฉันจริง เขาก็ไม่ได้บอกคุณว่าต้องให้ฉันนั่งรถของคุณนี่นา? ถ้าไม่สบายใจ คุณก็ตามหลังรถแทกซี่ของฉันคันนี้ก็ได้ ไม่ใช่มาเสียเวลาฉันอยู่ตรงนี้”

            อี้เป่ยซีเปิดประตูรถอย่างแรง คนที่อยู่ข้างหน้าถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เธอจึงเข้าไปนั่ง อดไม่ได้ที่จะบ่นพึมพำ “ทำบ้าอะไร เข้มงวดชะมัด”

            “คุณหนูครับ จะไปไหน?”

            อี้เป่ยซีบอกสถานที่ คนขับรถคุ้นเคยกับทุกส่วนของเมืองนี้มาก รู้เป็นอย่างดีว่าถนนเส้นไหนใกล้กว่า ถนนเส้นไหนราบเรียบ ไม่ช้าก็ส่งเธอมาถึงที่หมายแล้ว อี้เป่ยซีหาว เดินเข้าไปในห้องของตัวเอง

            เพิ่งจะล้มตัวลง เขาก็โทรศัพท์เข้ามา “ถึงแล้ว”

            “อืม” อี้เป่ยซีเอาแขนปิดตา ตอนแรกนึกอยากจะเล่าเรื่องผู้ชายแปลกๆ คนนั้นที่สนามบินให้ฟัง แต่ว่าเหนื่อยจนไม่อยากเอ่ยปาก แม้ว่าเธอจะไม่พูด คนปลายสายกลับพูดเรื่องนี้ขึ้นมาแล้ว

            “คนที่สนามบินคนนั้น เป็นคนสนิทของฉัน เธอไม่ต้องเป็นห่วง”

            “นาย? นายน้อย?”

            เธอนึกว่านายน้อยอะไรเทือกนั้นจะเกี่ยวข้องกับแก๊งนักเลงซะอีก ฉะนั้นเมื่อเธอได้ยินสองคำนี้ก็ไม่ได้นึกถึงลั่วจื่อหานเลย

            “ฉันรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ ครั้งนี้อย่าเพิ่งถามโอเคไหม?”

            “อืม ฉันก็เหนื่อยพอดี ไว้ค่อยคุยกันเถอะ”

            “เป่ยซี เปิดวีดีโอหน่อย”

            อี้เป่ยซีพ่นลมหายใจ “ไม่เอา ฉันจะนอนแล้ว”

            ทางนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง อี้เป่ยซีจึงจำใจเปิดวีดีโอ มองใบหน้าที่สดชื่นของเขาด้วยเปลือกตาอันหนักอึ้ง ยิ้มๆ แล้วหลับตาหนักๆ ลง

            เหนื่อยมากจริงๆ

        ลั่วจื่อหานได้ยินเสียงลมหายใจที่ยืดยาวของเธอดังมาจากลำโพง พื้นที่ที่ว่างเปล่าในหัวใจเพราะเธอจากไปนั้นถูกเติมเต็มทันใด เขายิ้ม ถุงใต้ตาราวกับว่าจะโผล่ออกมา ถ้าหากอี้เป่ยซีไม่เหนื่อยเกินไปที่จะมองเขาอย่างเต็มตาแล้ว ก็จะพบว่ามีเคราบางๆ งอกที่ใต้คางของเขาและมีชั้นวงกลมจางๆ ล้อมรอบดวงตาที่ล้ำลึกคู่นั้น ลั่วจื่อหานจิบกาแฟ เปิดเอกสารที่อยู่ตรงหน้า

————

ตอนที่ 193
โดย 

ตอนที่ 193 เยือนต่างถิ่นอีกครั้ง (1)

             “ต้องไปด้วยเหรอ?” ลั่วจื่อหานรับกระเป๋าเดินทางของอี้เป่ยซี น้ำเสียงไม่พอใจเล็กน้อย

            อี้เป่ยซีถูมือที่เย็นเฉียบ ยิ้มอย่างเอาอกเอาใจ “ฉันก็ไม่อยากพลาดโอกาสดีๆ แบบนี้นี่นา นายวางใจเถอะ ฉันจะดูแลตัวเองอย่างดี อีกอย่าง คุณแม่อี้บอกแล้วว่าจะไปอยู่เป็นเพื่อนฉัน นายมีอะไรน่าเป็นห่วงกัน”

            ลั่วจื่อหานนั่งอยู่ที่เบาะคนขับไม่พูดไม่จา เด็กสาวรีบเข้าไปในรถทันที ความหนาวเย็นในร่างกายสั่นไหวอยู่ในอากาศที่อบอุ่นแล้วหายไปในพริบตา

            ‘กล่อมยากจังเลย’ อี้เป่ยซีส่ายหัวอยู่ในใจ เธอก็ไม่อยากออกนอกประเทศหรอกนะ ประเทศ U ไม่ได้อบอุ่นเหมือนประเทศ C สักหน่อย แต่ว่าทำไงได้ล่ะ งานสัมมนาครั้งนี้จะมีอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมากมายที่ไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์และการบรรยาย เธอได้โควต้ามาจากอาจารย์ด้วยความยากลำบาก จะทิ้งโอกาสที่ดีแบบนี้ไปได้อย่างไร

            ‘ก็แค่สิบกว่าวันเอง ยังกลับมาฉลองปีใหม่กับเขาทันน่า’ อี้เป่ยซีพยักหน้า

            “เอ๊ะ ลั่วจื่อหาน นายอย่าน้อยใจไปเลยน่า เหมือนเด็กเลย เชื่อฟังนะ”

            ลั่วจื่อหานเม้มปาก ไม่รู้ว่าจะต้องพูดอย่างไร

            ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากให้อีเป่ยซีจากไป เขารู้อยู่แล้วว่าโอกาสครั้งนี้มันทั้งยากและมีค่าต่อเธอแค่ไหน แต่ว่าการที่เธอไปประเทศ U ตามลำพัง มันก็…

            ธุระที่ประเทศ U ยังไม่เสร็จดี เขาจะวางใจให้อี้เป่ยซีไปคนเดียวได้อย่างไร แต่ถ้าเขาไปกับเธอก็ไม่เท่ากับเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นหรอกเหรอ?

            นอกเสียจากว่าจะไปหาคนนั้น

            เมื่อนึกถึงคนนั้น ลั่วจื่อหานก็รู้สึกไม่สบายตัว ความรู้สึกของลู่เยี่ยจิ่งที่มีต่ออี้เป่ยซีนั้นแม้คนผ่านทางยังล่วงรู้…

            “ลั่วจื่อหาน นายคิดจะไม่สนใจฉันจริงๆ เหรอ? เดี๋ยวฉันก็จะไปแล้ว นายต้องเย็นชาแบบนี้ด้วยเหรอ? หรือว่านายไม่รู้ว่าทุกครั้งที่เจอหน้ากันอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เจอหน้ากันก็ได้นะ?”

            รถเบรกกะทันหัน ตัวของอี้เป่ยซีเอนไปข้างหน้าจนเกือบจะล้มลง

            “โอย นายเป็นอะไรไป?”

            ลั่วจื่อหานสตาร์ทรถอีกครั้งราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น “อย่าพูดจาเหลวไหล”

            “ในที่สุดก็สนใจฉันแล้วเหรอ ไม่โกรธฉันแล้วเหรอ”

            “หึ”

            อี้เป่ยซีดึงแขนเสื้อของเขาเบาๆ “เอาล่ะ ท่านประธานลั่ว ยิ้มให้ฉันดูหน่อยสิ”

            ลั่วจื่อหานเหลือบมองเธออย่างเฉยเมย “พรุ่งนี้ค่อยไปได้ไหม?”

            “พรุ่งนี้เหรอ…” อี้เป่ยซีแอบมองสีหน้าของเขา กำลังคิดว่าน่าจะทัน รีบพยักหน้าทันที “พรุ่งนี้ก็ได้ พรุ่งก็ได้”

            “เป่ยซี ต่อไปอย่ากะทันหันแบบนี้อีกนะ”

            เธอยิ้มอย่างเขินอาย “ฉันกลัวแค่ว่าช่วงไม่กี่วันที่นายอยู่กับฉัน วันๆ จะมัวแต่คิดเรื่องที่ฉันจะจากไป ในใจจะรู้สึกกดดันหรือเปล่า”

            “ความสามารถทางจิตวิทยาของฉันแย่ขนาดนั้นเลย?”

            อี้เป่ยซีพยักหน้า แล้วก็ส่ายหัว “เปล่าๆๆ คุณเก่งจะตาย ฉันเอง ฉันเอง ฉันเองที่รู้สึกกดดันเกินไป”

            ลั่วจื่อหานตอบว่า อืม อี้เป่ยซีจึงถอนหายโล่งอก พิงพนักเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเกล็ดหิมะโปรยปราย ถนนปกคลุมไปด้วยสีเทาเยือกเย็น ต้นไม้เหี่ยวเฉาข้างทางแบกรับคลิสตัสที่ร่วงมาจากฟากฟ้า เพิ่มความมั่นคงและแน่วแน่ขึ้นมาเล็กน้อย ทันในนั้นอี้เป่ยซีรู้สึกระคายเคืองในหัวใจ ต้องการจะยื่นมือออกไปรับเกล็ดหิมะที่ร่วงโรยนั้น

            “นายจำตอนที่เราเจอหน้ากันครั้งแรกได้ไหม? ฉันมีน้ำใจช่วยนาย นายไม่ซาบซึ้งยังไม่ว่า ยังบอกว่าฉันโง่อีก ฉันจำได้นะ”

            ลั่วจื่อหานหรี่ตานึกถึงเรื่องในอดีต มุมปากยกยิ้ม “ช่วยไม่ได้นี่นา คุณนายลั่ว ใครสั่งให้คุณชายลั่วร้อนแรงล่ะ เขาก็ต้องทิ้งของต่างหน้าไว้อยู่แล้วสิ”

            “คุณนายลั่ว คุณชายลั่วอะไรกัน” อี้เป่ยซีพึมพำ หันหน้าหนีไม่มองเขา “วันนั้นนายยังขโมยจูบฉันเลย”

            “งั้นเหรอ? ทำไมฉันถึงจำได้ว่าใครก็ไม่รู้มาที่บ้านฉัน ฉันอยากไปส่งที่ประตูยังไงก็ไม่ยอมไป ถึงได้จูบไปแบบไม่เต็มใจ”

            “ไม่เต็มใจอะไรกัน!” อี้เป่ยซีจ้องเขา “ทักษะการจูบของนายห่วยจะตายไป ยังมีหน้ามารังเกียจฉันอีก”

            “แล้วตอนนี้ล่ะ?” ลั่วจื่อหานยิ้มมองอี้เป่ยซี ดวงตาเป็นประกายราวกับดวงดาวยามเข้า อี้เป่ยซีหดคอโดยไม่ได้ตั้งใจ พูดติดๆ ขัดๆ “ก็ ก็พอได้”

            “อย่างนั้นหรอกเหรอ งั้นต้องรบกวนให้คุณนายลั่วมาร่วมฝึกด้วยกันบ่อยๆ ซะแล้ว”

            “ขับรถเถอะ พูดมากอยู่ได้”

            รถจึงเคลื่อนตัวไปบนถนนใหญ่อย่างช้าๆ…

            ตอนกลางคืน อี้เป่ยซีเพลียจนหลับไปแล้ว ลั่วจื่อหานมองใบหน้าที่หลับใหลของเธอ แก้มยังคงแดงระเรื่อเล็กน้อย ขนตาก็เปียกชื้นและมีหยดน้ำเล็กๆ เกาะอยู่ เขาจูบหน้าผากของอี้เป่ยซีอย่างแผ่วเบา ลุกขึ้นแล้วออกจากห้องนอนไป

            “เป็นไงบ้าง?” คิ้วของลั่วจื่อหานผูกกันเล็กน้อย มองดูก้นบุหรี่ที่เผาไหม้อยู่ที่ปลายนิ้วของตัวเอง

            “ตอนนี้อยู่ภายใต้การควบคุม แต่ว่า…”

            เถ้าบุหรี่ตกลงไปในที่เขี่ยบุหรี่ที่สะอาดสะอ้าน ลั่วจื่อหานตอบรับว่าอืม ทางนั้นจึงพูดต่อ “แต่ว่า เหมือนกับคุณหนูลู่จะหายไปแล้ว หลังจากที่คุณหนูลู่ทะเลาะกับลู่เยี่ยจิ่งคราวก่อน ก็ถูกพ่อของเขากักบริเวณแล้ว ถึงจะพูดแบบนี้แต่ว่า คนของพวกเราที่อยู่ในวิลล่าก็บอกว่าไม่เคยเจอคุณหนูลู่เลย”

            “พูดต่อ”

            “มีคนบอกว่า เคยเห็นคุณหนูลู่ในมหาวิทยาลัย ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า”

            ลั่วจือหานดับบุหรี่ที่เหลือ “มหา’ลัย?”

            “เพราะผมบกพร่องในหน้าที่เอง”

            “พวกนายไม่ใช่แค่บกพร่องในหน้าที่ธรรมดา” ลั่วจื่อหานกล่าวอย่างไร้ความเมตตา “ลู่เยี่ยจิ่งล่ะ เรื่องของเขาทางนั้นไปถึงไหนแล้ว”

            “หลักฐานน่าจะเกือบครบแล้ว แต่ว่าติดต่อกับพวกเราน้อยมาก”

            ลั่วจื่อหานยิ้มเย็นชา “ใช้งานเสร็จก็ถีบส่ง ช่างเป็นสไตล์ของเขาจริงๆ เรื่องที่ฉันบอกพวกนายวันนี้เป็นยังไงบ้าง?”

            “ตอนนี้ผมจัดการเรียบร้อยแล้ว นายน้อยไม่ต้องเป็นห่วง”

            “ตามนี้ก็แล้วกัน” ลั่วจื่อหานนวดคลึงขมับ คิดๆ ดูแล้วก็ส่งข้อความให้กับเจ้าของหมายเลขนั้น เดินออกไปจากห้องหนังสือ เพิ่งจะล้มตัวลงนอนคนข้างๆ ก็ขยับตัว

            “ลั่วจื่อหาน”

            “ทำให้เธอตื่นเหรอ?”

            อี้เป่ยซีกอดไซ้ตัวเขา “นายยังเป็นห่วงฉันอยู่ใช่ไหม”

            “ไม่ต้องเป็นห่วงแล้วจริงๆ นะ ตอนนี้ฉันเป็นผู้ใหญ่แล้ว ดูแลตัวเองได้ ฉันรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นที่ประเทศ U บ้าง ถึงฉันจะไม่ได้เก่งเหมือนนาย แต่ว่าฉันก็มีความเก่งของนายอยู่นิดหน่อย ฉันจะไม่ถูกคนรังแกง่ายๆ แบบนั้นหรอก”

            ลั่วจื่อหานโอบเอวของเธอ “ได้ คุณนายผู้มีความเก่งนิดหน่อยของฉัน”

            “…ฉันไม่อยากเก่งนิดหน่อยแล้ว”

            “ทำไมล่ะ?”

            อี้เป่ยซีหัวเราะ กัดคางของเขา “นายดูสิ นายเก่งขนาดนี้ยังถูกฉันรังแกเลย ฉันเก่งมากๆ เลยใช่ไหมล่ะ?” พูดพรางกระพริบตาถี่ อ้าวปากหาวกว้างเนื่องด้วยความง่วง “เอาเถอะ ไม่คุยแล้ว ฉันต้องนอนแล้ว พรุ่งนี้ต้องขึ้นเครื่องนะ”

            อี้เป่ยซีเพิ่งจะพลิกตัวก็ถูกดึงกลับมา เสียงทุ้มต่ำของผู้ชายดังขึ้นเหนือศีรษะ “ไม่รีบ ยังเช้าอยู่เลย เรื่องที่ว่าใครรังแกใครน่ะ ฉันรู้สึกว่าเรายังมีเวลาปรึกษากัน”

        “ฉันไม่อยากคุยกับนายแล้ว ตอนนี้ฉัน…”

————

ตอนที่ 192
โดย 

บทที่ 192 ความโกลาหล (6)

             มือของอี้เป่ยซีที่จับลั่วจื่อหานอดไม่ได้ที่จะสั่นไหว ลั่วจื่อหานก็ออกแรงเล็กน้อยเช่นกัน เธอจึงเบาใจขึ้นมาบ้าง

            ในเมื่อพูดขนาดนี้แล้ว เธอก็ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรแล้ว

            พิธีกรบนเวทีปูทางด้วยถ้อยคำโบราณแสนคลุมเครือชุดหนึ่ง อี้เป่ยซีรู้สึกเบื่อหน่ายเล็กน้อย มองไปยังหลานฉือเซวียนและพบว่าจิตใจเขาไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มองลงมาด้านล่างเวทีตลอดเวลา ราวกับว่ากำลังมองหาใครสักคน อี้เป่ยซีมองซ้ายมองขวาไปตามสายตาของเขา

            ดูเหมือนว่าขาดใครไปสักคน แต่ว่าในตอนนั้นก็นึกไม่ออกว่าเป็นใคร เธอมองลั่วจื่อจี้โดยไม่ได้ตั้งใจ ดวงตาคู่นั้นจับจ้องคนบนเวทีอย่างเป็นประกายโดยไม่ซ่อนเร้นเลยแม้แต่น้อย อี้เป่ยซีสูดหายใจลึกโดยไม่รู้ตัว ไม่ทันเห็นสายตาที่เหลือบมองจากคนข้างๆ

            “เป็นอะไรไป?” ลั่วจื่อหานหันตัวไปข้างๆ แล้วเข้าไปใกล้เธอ อี้เป่ยซีเอนศีรษะเข้ามาใกล้หูของเขา

            “ฉันรู้สึกว่าน้องชายนายแปลกๆ”

            ลั่วจื่อหานกวาดตามองลั่วจื่อจี้ “ไม่มีอะไร ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้”

            “แล้ว นาย ลั่วจื่อจี้ กับหลานฉือเซวียนเคยมี…จริงเหรอ?”

            เขาพยักหน้า ลั่วจื่อจี้ที่อยู่ข้างๆ ราวกับรู้สึกว่าคนข้างกายกำลังพูดถึงเขา หันมองพี่ชายตัวเองด้วยความสงสัยเล็กน้อย กระพริบตา หลังจากลั่วจื่อหานส่งสายตาว่า ‘ไม่เกี่ยวกับนาย’ แล้ว เขาจึงเทความสนใจทั้งหมดไปที่หลานฉือเซวียน

            วันนี้หลานฉือเซวียนใส่สูทสีดำ แม้ว่าใบหน้าจะอิดโรยเล็กน้อยแต่ก็ยากที่จะซ่อนเสน่ห์ที่โดดเด่นของเขา ร่องรอยตกสะเก็ดที่หน้าผากยิ่งเพิ่มความดิบเถื่อนขึ้นมาบ้าง ลั่วจื่อจี้มองเขานานแล้ว และสังเกตเห็นว่าแววตาคู่นั้นไม่ได้มองมาที่ตัวเองเลย

            ตอนนี้หลานฉือเซวียนละเลยเขาโดยสิ้นเชิง ลั่วจื่อจี้อดไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างขมขื่น ‘หลานฉือเซวียน วันนี้อย่าทำให้ฉันผิดหวังจะดีที่สุด ยังมีเซี่ยเช่อคนนั้น พวกนายสองคน ถ้าจัดการแม้แต่เรื่องเล็กๆ แบบนี้ไม่ได้ล่ะก็ ฉันก็จะไม่ยอมจะ ไม่ยอมให้พาหลานฉือเซวียนจากไปทั้งแบบนี้จริงๆ’

            ก็เหมือนกับที่เขาคิดเมื่อก่อน ที่จะพาเขาไปในทุกที่ที่พวกเขาสองคนชอบ

            แม้ว่าตอนนี้เขาจะไม่ใช่คนที่หลานฉือเซวียนชอบอีกต่อไปแล้ว

            ถังเสวี่ยมองหลานฉือเซวียนบนเวทีตลอดเวลาโดยไม่ซ่อนเร้นความชอบของตัวเองเลย แสดงอาการเหมือนเป็นเจ้าสาวผู้มีความสุข จนกระทั่งพิธีกรส่งงานแถลงข่าวต่อให้พวกเขา ถังเสวี่ยกำลังจะเอ่ยปากก็ถูกหลานฉือเซวียนขัด เสียงที่ชัดเจนของเขาดังก้องไปทั่วห้องโถงใหญ่

            “ผมแค่คิดไม่ถึงว่า เรื่องส่วนตัวของผมจะถูกเปิดโปงและแม้แต่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของบริษัท ในจุดนี้ ผมอยากจะขอโทษทุกท่าน ขอโทษที่ทำให้พวกท่านได้รับผลกระทบที่ไม่ดีแบบนี้ ขอโทษบริษัทที่เจอเรื่องไม่คาดฝันมากมายเพราะผม ขอโทษ ที่ผมจะทำให้งานแถลงข่าวนี้วุ่นวายในภายหลัง”

            เสียงปั่นป่วนดังมาจากด้านล่างเวทีเป็นระลอก สายตาของหลานฉือเซวียนเย็นชา เขาพูดต่อ “สิ่งที่สำคัญกับคนขับรถคือทักษะการขับรถของเขา สิ่งที่สำคัญกับช่างเย็บเสื้อคือฝีเย็บของเขา สิ่งที่สำคัญกับจิตรกรคือฝีปากกาของเขา แล้วประเด็นสำคัญของผู้ประกอบการคือรสนิยมทางเพศของเขางั้นเหรอครับ? งั้นทำไมทุกคนที่นั่งอยู่ยังต้องถือกล้องถ่ายรูป หรือแม้แต่เร่งทำต้นฉบับในชั่วข้ามคืนด้วยล่ะครับ?”

            “ผมไม่ยอมรับสิ่งที่ทางบ้านจัดหามาให้ ผมไม่มีความจำเป็นต้องล้างภาพลักษณ์ของตัวเองต่อหน้าสื่อ และยังคงแอบทำสิ่งที่พวกคุณคิดว่า ‘ขยะแขยง’ อยู่ลับหลัง ผมก็เป็นแบบนี้ ผมจะชอบอะไร อยากอยู่กับใคร มันไม่ได้ก้าวก่ายพวกคุณ และไม่ได้ก้าวก่ายทุกการตัดสินใจที่ผมมีต่อบริษัท”

            “ผมไม่ได้ทำร้ายใคร? ถ้าหากจะบอกว่าผมไปทำอะไรผิดเข้า งั้นก็ต้องขอโทษจริงๆ ก่อนหน้านี้พ่อแม่ผมก็ไม่รู้เรื่องนี้ มันมาจากโฆษณาชวนเชื่อที่เกินจริงของพวกคุณ ไม่ได้มาจากพฤติกรรมของผมหลานฉือเซวียนเลย”

            “ผมไม่ได้จะบอกว่าเพราะส่วนตัวแล้วผมไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้ไม่ดีตรงไหน ผมแค่คิดว่ามันไม่ได้มีความจำเป็น พวกคุณอยากรู้ก็รู้ไป รู้แล้วก็จบ แต่ผมรู้ว่าพวกคุณจะไม่จบ สนุกจะตาย เรื่องแบบนี้เป็นหัวข้อโปรดของพวกคุณไม่ใช่เหรอ?”

            “ผม หลานฉือเซวียน ชอบเซี่ยเช่อ และอยากอยู่กับเขา ไม่ได้ทำผิดต่อใคร และไม่ได้รบกวนใคร ถ้าผมไม่มีแม้แต่ความกล้าหาญที่จะยอมรับตรงจุดนี้ งั้นกรรมการบริษัทของพวกเราก็ควรจะพิจารณาว่าจะถอนหุ้นหรือไม่” สายตาที่หลานฉือเซวียนมองด้านล่างเวทีเป็นครั้งสุดท้ายนั้นเจือปนความเหยียดหยามเล็กน้อย

            “จบงานแถลงข่าว” พูดจบก็ก้าวเท้าลงจากเวที โดยไม่สนใจหลานหมิงเจิ้งที่มีสีหน้าหมองคล้ำรวมถึงพิธีที่ทำตัวไม่ถูกอยู่ข้างๆ เขาเดินเข้าไปด้านหลังในขณะที่ทุกคนกำลังตะลึงงัน หายลับไปจากสายตาของผู้คน เสียงหายใจดังหึ่งอยู่ในห้องโถงใหญ่

            “กลับกันเถอะ” อี้เป่ยซียังไม่ทันดึงตัวเองกลับมาจากการยั่วยุอย่างเปิดเผยของหลานฉือเซวียน ลั่วจื่อหานก็จูงมือของเธอต้องการจะดึงเธอให้ลุกขึ้น จากนั้นด้านล่างเวทีก็เริ่มปั่นป่วน แต่ว่าตัวชูโรงไม่อยู่ในงานแล้ว

            ลั่วจื่อหานพาอี้เป่ยซีออกมาจากห้องโถงแล้ว เดินไปตามทางก่อนหน้านี้

            “สุดยอด หลานฉือเซวียนหล่อระเบิดไปเลย ว้าว เยี่ยมมาก เยี่ยมมากๆ เลย”

            “อืม”

            “ทำไมนายถึงเย็นชาแบบนี้ นายไม่ดีใจกับพวกเขาสองคนเหรอ?”

            ลั่วจื่อหานพยักหน้า “ดีใจ”

            ดวงตาของอี้เป่ยซีเหมือนกับพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว มองลั่วจื่อหานด้วยรอยยิ้มสดใส ใบหน้าที่เย็นชาของเขาก็กลับมีรอยยิ้มที่สดชื่น “นายยิ้มแล้วดูดีขึ้นเยอะเลย”

            “ฉันได้ไม่ยิ้มกับเธอบ่อยๆ เหรอ?”

            เธอก้มหน้าครุ่นคิด ก็เหมือนจะบ่อยนะ “แต่ก็รู้สึกว่ามันไม่พอนี่นา”

            ลั่วจื่อหานกอดเธอ พูดเสียงต่ำ “เป่ยซี ตอนนี้เราอยู่ข้างนอกนะ”

            “ใช่ ฉันรู้”

            “เธอไม่ถือเหรอ?” คิ้วของลั่วจื่อหานเลิกขึ้นเล็กน้อย ยิ้มเอ่ย อี้เป่ยซีจึงเข้าใจความหมายแฝงในคำพูดของเขา ผลักเขาออกจากตัวเองทันทีแล้ววิ่งออกไป

            หลังจากหลานฉือเซวียนออกมาแล้วก็พุ่งไปที่ลานจอดรถโดยตรง มองจากที่ไกลๆ เห็นใครบางคนกำลังยืนอยู่ข้างรถของตัวเอง แววตาของเขามืดมนลง เดินเข้าไป

            “ไม่เจอกันนานเลย”

            ลั่วจื่อจี้ได้ยินเสียงของเขาก็เงยหน้าขึ้น ผ่านไปเนิ่นนานจึงยิ้มออกมา มันเจือปนความโล่งใจที่หลอมละลายอดีต หลอมละลายรักโลภโกรธหลงในอดีต “ไม่เจอกันนานเลย ฉือเซวียน”

            หลานฉือเซวียนพยักหน้า ไม่พูดอะไรอีก ขับรถจากไป ในใจร้อนรนเล็กน้อย ตอนนี้เขาอยากรู้ว่าเหลือเกินว่าเซี่ยเช่อจะมีอาการอย่างไรเมื่อได้เห็นและได้ชมงานแถลงข่าวครั้งนี้

            ลั่วจื่อหานมองดูรถของหลานฉือเซวียนที่หายลับไปจากสายตาของตัวเองอย่างรวดเร็ว บางอย่างในหัวใจก็ได้ถูกยกออกไปด้วย เขายกมุมปากยิ้ม หลับตาลง

            หลานฉือเซวียน สุดท้ายคนที่บอกลาก็คือนาย

            ทั้งๆ ที่เป็นการลงเอยที่ฉันอยากได้ แต่ว่าในใจกลับอึดอัดมากจริงๆ ราวกับว่าได้ทำสิ่งของที่สำคัญหล่นหายไป อีกทั้งยังเข้าใจด้วยว่ามันไม่มีทางกลับคืนมาแล้ว

            ลาก่อนนะ หลานฉือเซวียน

            จู่ๆ เสียงแตรรถก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ลั่วจื่อจี้หันหลังไปก็เห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มของอี้เป่ยซีที่โผล่ออกมาจากหน้าต่างรถ

            “คุณอาเล็ก กลับบ้านกัน”

        “อื้ม” เขาเข้าไปนั่งในรถอย่างมีความสุข…

————

ตอนที่ 191
โดย 

บทที่ 191 ความโกลาหล (5)

             เมื่อเห็นลั่วจื่อหานอุ้มอี้เป่ยซีที่ “กำลังหลับ” ความรู้สึกผิดวาดผ่านใบหน้าของอี้เป่ยเฉิน “หลับแล้วเหรอ?”

            ลั่วจื่อหานพยักหน้าสบายๆ กล่าวทักทายแล้วเพิ่งจะปิดประตูห้องนอน อี้เป่ยซีก็กระโดดลงมาจากอ้อมอกของเขา ขาทั้งสองยังคงเมื่อยเล็กน้อย มองเขาด้วยความโมโห “รีบกลับไปซะ รีบกลับไป ที่นี่ไม่ต้อนรับนาย”

            “อย่าโมโหไปเลย” เขายิ้มพร้อมก้าวไปข้างหน้า กอดเธอไว้ “ถ้ายังไงคราวหน้าให้เธอรังแกฉันดีหรือเปล่า?”

            “ฉัน…” อี้เป่ยซีงหงุดหงิด เธอเป็นเด็กผู้หญิงไร้เรี่ยวแรงคนหนึ่ง จะไปรังแกผู้ชายอกสามศอกอย่างเขาได้อย่างไร! เธอคว้าแขนของลั่วจื่อหานแล้วกัดลงไป กล้ามเนื้อแข็งๆ นั้นทำเอาปากของเธอเจ็บเล็กน้อย

            ลั่วจื่อหานลูบหัวของเธอ “พอได้แล้ว อยู่บนรถยังกัดไม่พอหรือไง?”

            “นายๆๆ…ลั่วจื่อหานนายมันคนอันธพาล”

            “เมื่อกี้ก็เล่นกับอันธพาลอย่างมีความสุขไม่ใช่เหรอ?” อี้เป่ยซีเงยหน้าขึ้นทันที มองดูรอยยิ้มในดวงตาที่เหมือนสระน้ำของลั่วจื่อหาน ราวกับเงาจันทร์บนพื้นผิวทะเลสาบที่ล้ำลึกและเงียบสงบ ชวนให้น่าประทับใจ เธออึ้งไปครู่หนึ่ง จนกระทั่งใบหน้ารู้สึกเจ็บปวดจึงดึงสติกลับมา

            “อย่าหยิกแก้มฉัน” อี้เป่ยซีดึงมือของเขาออก ยังคงมีท่าทางขุ่นเคือง

            ‘ทำไมนะ เวลาที่เธออยู่กับลั่วจื่อหานมีแต่ช่วงเวลาที่ถูกรังแกหรือไง? เลิกเถอะๆ แบบนี้ชักจะไม่ไหวแล้ว’ อี้เป่ยซีพุ่งไปที่เตียง กลิ้งไปมาสองรอบ

            “งานแถลงข่าวของหลานฉือเซวียนพรุ่งนี้ ฉันไปรับเธอไหม?” ลั่วจื่อหานนั่งลงข้างเธอ มือที่เห็นกระดูกชัดจนเล่นกับผมของเธอ

            อี้เป่ยซีหลุบตาลง “คือว่า นายเล่าสถานการณ์ของพรุ่งนี้ให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม?”

            “อยากรู้อะไรเหรอ?”

        “ถังเสวี่ย” อี้เป่ยซีเอ่ยชื่อนี้ออกมาด้วยความแน่วแน่เป็นอย่างมาก เธออยากรู้จริงๆ ว่าคุณลุงหลานจะได้เข้าโรงพยาบาลอย่างกะทันหันหรือเปล่า หลานฉือเซวียนจะถูกบังคับให้ยอมรับความจริงนี้อย่างจนใจหรือไม่ เธอยังรู้อีกว่าคนอย่างเซี่ยเช่อ ถ้าเขาจริงจังขึ้นมาเมื่อไร แม้แต่ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็จะไม่ปล่อยผ่าน

            ลั่วจื่อหานล้มตัวลงนอนข้างเธอ นอนตะแคงมองใบหน้าด้านข้างของเธอ “เธอวางใจเถอะ มันจะไม่เกิดเรื่องที่เธอกังวลแน่นอน”

            “แต่ว่า ไม่งั้นจะทำอะไรได้ล่ะ? ที่จริงก่อนหน้านี้ฉันก็รู้สึกว่า ความพยายามแบบผิวเผินก็เป็นทางเลือกที่ดีนะ จะได้ไม่มีใครสูญเสีย แต่พวกเขาสองคนก็จะได้รับเจ็บปวดอยู่สักหน่อย”

            “นี่ไม่ใช่ความเจ็บปวดนิดหน่อยนะเป่ยซี” ลั่วจื่อหานจูงมือของเธอ มือเล็กๆ ที่อยู่ในฝ่ามือใหญ่ของเขานั้นดูเล็กและอ่อนแอเป็นพิเศษ “เธอไม่เชื่อมั่นใจตัวพวกเขาเลย”

            อี้เป่ยซีตัวแข็งทื่อ อ้ำๆ อึ้งๆ “แต่ แต่ว่า ก็แค่บอกว่าสมมติไม่ใช่เหรอ การเลือกวิธีที่ปลอดภัยก็ดีที่สุดไม่ใช่เหรอ…” เสียงของเธอยิ่งต่ำลงทุกที เธอก็รู้ว่านี่เป็นทัศคติที่ขี้ขลาดและปอดแหกแค่ไหน ลั่วจื่อหานบีบมือของเธอ

            “อืม ฉะนั้นตอนนี้นะเป่ยซีไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น เรื่องอื่นยกให้ฉันเถอะ” อี้เป่ยซีได้ยินแล้วก็ชักมือออก พลิกตัวหันไปหาเขา แต่กลับไม่กล้ามองคนผู้เย่อหยิ่งที่อยู่ตรงหน้าโดยตรง แต่มองไปที่คางของเขาแทน

            “ลั่วจื่อหาน เวลาที่อยู่กับฉันนายเหนื่อยหรือเปล่า ฉันไม่รู้จักทำอะไรด้วยตัวเอง ทุกครั้งฉันก็อยากให้มันเป็นเหมือนเดิมและหนีปัญหาหลายอย่าง หรือแม้แต่เดินถอยหลังหรือหนีไปที่อื่น”

            ลั่วจื่อหานยื่นมือกอดเธอ กลิ่นหอมหวานไหลเข้าโพรงจมูก “ไม่เหนื่อย เป่ยซีเป็นเด็กดีตลอดและยืนอยู่ที่เดิมตลอดเวลา ไม่เดินไปข้างหน้า ไม่วิ่งไปทั่ว ไม่ไปสำรวจเขตย่านใหม่ๆ ฉันก็จะมั่นใจได้ว่าเธอปลอดภัย แล้วไปหาเธอที่ทางออกอย่างสบายใจ”

            เขาเงียบไปครู่หนึ่ง “แบบนี้ก็ดีแล้ว ดีมากๆ เลย”

            แบบนี้เขาจึงจะสามารถดึงเซี่ยเซี่ยจากอดีตมาสู่ปัจจุบันได้ เขาจึงจะสามารถยืนตรงหน้าอี้เป่ยซีได้ทุกที่ที่ไร้ความแน่นอนและอันตราย

            เขาก็ชอบการที่ไม่ทำอะไรแบบนี้ มันจะไม่เกิดอุบัติเหตุและไม่มีตัวแปรใดๆ

            เมื่อสิ่งที่อยู่นอกเหนือสถานการณ์และอุบัติเหตุทั้งหมดล้วนเป็นไปตามเหตุและผลของเขา เขาก็จะยิ่งหาวิธีแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น

            “ลั่วจื่อหาน” อี้เป่ยซีถูไถอยู่ในอ้อมอกของเขา “นายดีจังเลย”

            จู่ๆ มือที่กอดเธอบีบแน่น เสียงที่หดหู่ดังขึ้นเหนือศีรษะของอี้เป่ยซี “อย่าขยับ”

            อี้เป่ยซีรู้สึกได้ถึงความแน่นตึงของคนข้างกาย หน้าแดงก่ำ “นายมันอันธพาล”

            งานแถลงข่าวของหลานฉือเซวียนถูกกำหนดไว้ตอนบ่ายสองโมง อี้เป่ยซีรอรถที่คุ้นเคยอยู่หน้าประตูมหาวิทยาลัยนานแล้ว รถสีดำปรากฏขึ้นตรงหน้าเธอ อี้เป่ยซีวิ่งเข้าไปด้วยความดีใจ หน้าต่างฝั่งคนขับเลื่อนลง อี้เป่ยซีอุทานออกมาอย่างผิดหวัง

            ทำไมถึงเป็นลั่วจื่อจี้ล่ะ แล้วลั่วจื่อหานล่ะ?

            “ทำไมถึงเป็นนายล่ะ พี่ชายนายล่ะ?”

            คำพูดที่ลั่วจื่อจี้เตรียมมาเพื่อเอาตัวรอดนั้นติดอยู่ในลำคอ ถึงอย่างไรเขาก็นับว่าเป็นคนที่ดูดีมีสไตล์ ต้องแสดงท่าทีรังเกียจอย่างชัดเจนขนาดนี้เชียวหรือ?

            เขายังไม่ทันพูดอะไร อี้เป่ยซีก็กำลังจะเปิดประตูข้างคนขับเพื่อเข้าไปนั่ง ลั่วจื่อจี้รีบห้ามไว้ “แหม คุณนาย พี่ชายของฉันอยู่ข้างหลัง ข้างหลัง เธอดูสิ…” ลั่วจื่อจี้นิ่งไปครู่หนึ่ง เขาน่ะเอาม่านกั้นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไรกัน ตั้งใจจะให้ตัวเองอับอายสินะ

            “อ๋อๆๆ” อี้เป่ยซีลูบจมูกแล้วหัวเราะด้วยความเขินอาย “ขอโทษที ขอโทษที” เข้าไปนั่งที่เบาะหลังอย่างหงอยๆ เห็นแววตาที่เปื้อนยิ้มของเขา

            “นายตั้งใจเหรอ?” อี้เป่ยซีโยนกระเป๋าไปที่เขาอย่างแรง มองดูม่านกั้นแผ่นหนา

            ลั่วจื่อหานหัวเราะ “อยากให้ฉันมาเองขนาดนั้นเลยเหรอ?”

            “เปล่าซะหน่อย นายอย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย น้องชายหล่อกว่านายอีก เขามารับฉัน ฉันน่าจะดีใจมากกว่า”

            “อ่อ…” ลั่วจื่อจี้ที่ขับรถอยู่ด้านหน้าก็รู้สึกได้ว่าอุณหภูมิภายในรถเพิ่มขึ้นมากอย่างกะทันหัน ได้ยินเพียงเสียงเย็นชาของพี่ชายเขา

            “จื่อจี้ต่อไปนายก็เป็นคนขับรถของอาซ้อนายก็แล้วกัน”

            มือของลั่วจื่อจี้สั่น คาดว่าคงพูดให้อาซ้อผู้ดื้อรั้นของเขาฟังสินะ

            เป็นไปตามคาด อี้เป่ยซีเริ่มที่จะต่อปากต่อคำกับลั่วจื่อหานจริงๆ แต่สุดท้ายก็ยังต้องพูดดีๆ กับลั่วจื่อหานแผ่วเบา ลั่วจื่อจี้ยิ้มอย่างใจเย็น

            พี่ชายของเขาช่างมีความสุขจริงๆ สุดท้ายก็ยังได้อยู่กับคนที่ตัวเองชอบ เขามองดูถนนที่ว่างเปล่า ถอนหายใจยาว

มีคนที่ตัวเองชอบ อีกทั้งยังสามารถคว้าคนที่ตัวเองชอบไว้ได้ ตอนจบที่งดงามสมบูรณ์แบบใช่ว่าจะได้มาง่ายๆ แบบนี้ หลานฉือเซวียน แล้วนายล่ะ นายกับเขาก็มีความสุขแบบนี้หรือเปล่า?

            เมื่ออี้เป่ยซีมาถึง ในงานก็มีบรรดานักข่าวนั่งอยู่เต็มแล้ว ผู้ช่วยของหลานฉือเซวียนเห็นว่าพวกอี้เป่ยซีมาถึงแล้ว จึงนำทางพวกเขาจากทางเดินวีไอพีด้านข้างไปยังที่นั่งแถวหน้า อี้เป่ยซีมองไปยังแท่นเวทีว่างเปล่า ในใจรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย

            ลั่วจื่อหานเหลือบมองเธอ กุมมือน้อยๆ ที่ชื้นไปด้วยเหงื่อ “วางใจเถอะ มันจะไม่เป็นไร”

        อี้เป่ยซีพยักหน้า หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูเวลาเป็นครั้งคราว เมื่อถึงเวลาบ่ายสองโมงยี่สิบห้า หลานฉือเซวียนจึงเดินขึ้นมาบนเวทีช้าๆ ด้านข้างยังมีคู่สามีภรรยาตระกูลหลานกับผู้ช่วยของเขาตามมาด้วย รวมทั้งคนที่มีท่าทีภูมิใจในความสำเร็จของตัวเอง ถังเสวี่ย

————

ตอนที่ 190
โดย 

บทที่ 190 ความโกลาหล (4)

             อี้เป่ยเฉินลังเลครู่หนึ่ง ยังคงเอ่ยปากอย่างสง่างาม “ต้องการฉันช่วยไหม?”

            ลั่วจื่อหานหมุนๆ ถ้วย แสดงรอยยิ้มเหยียดหยาม “สู้กับพวกเขา ยังไม่ต้องหรอก” เขาดื่มชาไปอึกหนึ่ง ชาอุ่นๆ ไหลจากช่องปากลงสู่หลอดอาหารแล้วเข้าไปในช่องท้อง เชื่อมต่อกันอย่างช้าๆ “ช่วงนี้นายเจอฉินรั่วเข่อบ้างไหม?”

            อี้เป่ยเฉินชะงักอยู่ที่เดิม ราวกับว่ามีคนสะกิดบาดแผลที่เพิ่งหายดี จนน้ำเน่าและหนองที่มีสนิมเขรอะไหลออกมา เขาส่ายหน้า แต่ในใจกลับเป็นกังวล “แล้วเขาเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้”

            “เปล่า” ลั่วจื่อหานส่ายหน้าด้วยความสงบมาก “ลู่เยี่ยจิ่งบอกว่า ตอนนี้ฉินรั่วเข่ออยู่กับพวกเขา ฉันก็แค่คิดว่าควรจะบอกนายสักคำ”

        “มีอะไรน่าบอกฉัน” อี้เป่ยเฉินหันหลัง แอบกำหมัดแน่น “ก็แค่คนไม่เกี่ยวข้องกัน”

            “นายไม่รู้เหรอ?”

            “รู้อะไร?”

            เขากระแอมไอ “ฉินรั่วเข่อท้องแล้ว”

            ถ้วยในมือตกลงพื้นเสียงดังเพลี้ยง มันแตกกระจัดกระจาย น้ำชาสีเขียวเลอะอยู่บนกางเกงสีขาวบริสุทธิ์ ดูเหมือนคราบน้ำตาที่ถูกทิ้งไว้เป็นเวลานาน

            จู่ๆ ภาพของดวงตาที่เปื้อนน้ำตาคู่หนึ่งวูบผ่านในสมองของอี้เป่ยเฉิน มันสุกใสเหมือนดวงดาวบนท้องฟ้า แต่กลับเต็มไปด้วยความเศร้าโศกของโลกใบนี้

            ก่อนหน้านี้ฉินรั่วเข่อเคยมาหาเขา ตอนนั้นอี้เป่ยเฉินยังคงกำลังคิดถึงเรื่องของอี้เป่ยซี และโกรธผู้หญิงคนนี้อยู่บ้าง จึงได้ปฏิเสธการขอพบหน้าของเธอครั้งแล้วครั้งเล่า

            ที่แท้ก็อยากคุยกับเขาเรื่องนี้หรอกเหรอ?

            แล้วจะทำยังไงได้ เขาเองจะต้องไม่ปล่อยให้เธอเก็บเด็กคนนี้ไว้ล่ะมั้ง…

            “เขาเป็นไงบ้าง?”

            “ยังไม่รู้ ได้ข่าวว่าไปคลอดที่ไหนสักแห่งแล้ว”

            อี้เป่ยเฉินพยักหน้า ทั้งสองคนนิ่งเงียบไม่ได้คุยกันอีก ลั่วจื่อหานนั่งต่ออีกครู่หนึ่ง จึงอยู่ระหว่างทางกลับบ้าน

            ไฟบนตึกสูงยังคงส่องสว่าง มีเพียงรถสองสามคันที่แล่นไปอย่างเนิ่บๆ บนถนนที่กว้างใหญ่ ลั่วจื่อหานประคองพวงมาลัย เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงในหูฟังดังขึ้น

            “พวกนายทำงานกันแบบนี้เหรอ? หาไม่เจอ?”

            “คุณชาย เพราะผมทำงานไม่ดีเอง เชิญคุณชายลงโทษเถอะครับ”

            “ลงโทษ ถ้าการลงโทษชดเชยการสูญเสียได้ ลงโทษนายแค่ไหนก็ไม่พอ” ลั่วจื่อหานรอไฟแดงอย่างหมดความอดทน “ยังมีอะไรอีก”

            ทางนั้นอ้ำๆ อึ้งๆ ไม่ได้พูดออกมา ราวกับว่ากำลังลังเลว่าจะบอกเขาดีหรือเปล่า

            “คิดจะปิดบังอะไรฉัน?”

            “เปล่าครับ…เพียงแค่ ผม ผมเจออีกเรื่องเข้า ไม่รู้ว่าจะบอกคุณชายดีไหม”

            “พูดมาเถอะ”

            เมื่อได้ยินการอนุมัติ คนทางนั้นจึงรวบรวมความกล้า “พวกเราสงสัยว่า พ่อแท้ๆ ของคุณหนูอี้ เหมือนก็เคยฉลองวันหยุดกับพวกเขามาก่อนเหมือนกัน ในวันที่สามของการสืบสวนของเขา ก็เกิดอุบัติเหตุ…”

            รถหยุดกระทันหันกลางถนน ลั่วจื่อหานส่งสัญญาณให้เขาพูดต่อ

            “ฉะนั้น เป็นไปได้ว่าบ้านฉู่…”

            “ไม่ต้อง” ลั่วจื่อหานตัดบทเขา “นายไม่ต้องยุ่งเรื่องของบ้านฉู่ ก็แค่เด็กที่ถูกทิ้ง พวกนายตั้งใจสืบเถอะ”

            ทางนั้นตอบรับแล้วรายงานเรื่องสถานการณ์ล่าสุด ลั่วจื่อหานจึงวางสายด้วยอารมณ์หงุดหงิดเล็กน้อย

            ทำไมจะต้องเป็นเรื่องของอี้เป่ยซีวกไปวนมาทุกครั้งด้วย ทำไมถึงหนีไม่พ้น ลั่วจื่อหานเหยียบคันเร่งแรงกว่าเดิม

            ถ้าหากเธอรู้เรื่องนี้…คงจะต้องเสียใจมากสินะ

            เป่ยซีเอ๋ย เป่ยซี ฉันจะต้องทำยังไงจึงจะสามารถดูแลเธออย่างสมบูรณ์โดยไม่มีปัญหาใดๆ

            สุดด้ายแล้วอี้เป่ยซีไม่ได้รับปากคำขอของหลานหมิงเจิ้ง ขณะที่เขาโทรมาเป็นครั้งที่สอง เธอกำลังกินของหวานอยู่ในรถของลั่วจื่อหาน แอบดูหมายเลขผู้โทรโดยไม่ได้ตั้งใจ อุณหภูมิในรถลดฮวบลงทันใด

            “คุณลุงหลาน”

            “เป่ยซี เธอคิดเรื่องนั้นไปถึงไหนแล้ว?”

            อี้เป่ยซีดึงทิชชู่เปียกออกมาเช็ดปาก “คุณลุงหลาน เรื่องนั้นฉันไม่สะดวกจริงๆ ค่ะ” เธอแอบมองลั่วจื่อหาน สายตาของลั่วจื่อหานจ้องไปข้างหน้าโดยไม่วอกแวก สีหน้าบึ้งตึง

            “งั้น งั้นก็ได้” พูดไม่กี่คำก็วางหู ทำเอาอี้เป่ยซีสับสน

            “ทำไมถึงยอมแพ้ง่ายๆ แบบนี้” อี้เป่ยซีหยิบเค้กชิ้นเล็กออกมาจากกล่อง บ่นงึมงำ “ไม่มีความแน่วแน่เลย”

            ลั่วจื่อหานหันมามองเธอ “เธอยังอยากรับปากเหรอ?”

            “ลั่วจื่อหาน ตอนนี้นายมีความผิดติดตัว ทำตัวดีๆ หน่อยนะ” พูดจบก็ใช้มือที่เปื้อนครีมจิ้มไหล่ของเขา ทิ้งรอยกลมจางๆ ไว้

            “งั้นฉันต้องทำยังไงถึงไถ่ถอนความผิดได้” เขาโน้มตัวเข้ามา ลมหายใจอุ่นๆ รดอยู่บนแก้มที่เรียบลื่นของเด็กสาว ใบหน้าสีขาวแดงระเรื่อไปชั่วขณะ

            เธอจ้องเขาเคืองๆ “จะเข้ามาใกล้แค่ไหนก็ไม่ได้” ลั่วจื่อหานไม่ฟัง ยังคงค้างอยู่ที่ท่าเดิม แววตาเป็นประกาย อี้เป่ยซียื่นเค้กมาที่ปากของเขาอย่างลุกลี้ลุกลน “อยากกินเค้กก็รีบพูดสิ อย่าขยับตัวสุ่มสี่สุ่มห้า”

            ลั่วจื่อหานหัวเราะ งับเค้กที่อี้เป่ยซีกินไปแล้วครึ่งหนึ่ง ปลายลิ้นสัมผัสได้ถึงปลายนิ้วของเด็กสาวที่เย็นเฉียบเล็กน้อย อี้เป่ยซีรีบหดมือกลับ

            แย่แล้วๆ ไม่เห็นต้องเป็นขนาดนี้มั้ง อยู่ด้วยกันตั้งนานแล้ว ทำไมถึงยังเป็นเหมือนเด็กสาวที่เพิ่งมีความรักเลยล่ะ ก็แค่เลียโดยนิ้วเท่านั้น ทำไมหัวใจถึงได้เต้นแรงแบบนี้

            อี้เป่ยซีปิดกล่องด้วยความโกรธ เช็ดๆ มือ แต่ลั่วจื่อหานที่อยู่ข้างๆ ดูเหมือนอารมณ์ดีมาก

            “หยุดขำได้แล้ว มีอะไรน่าขำกัน”

            “เป่ยซี”

            “หืม…” จู่ๆ ลั่วจื่อหานก็โน้มตัวมา จูบคนที่คิดถึงมาเนิ่นนาน อี้เป่ยซีโอบคอของเขา อุณหภูมิในรถสูงขึ้นฉับพลัน รสชาติหอมหวานลอยเต็มอยู่ในอากาศ

            ทันใดนั้นอี้เป่ยซีก็อุทานด้วยความตกใจ ไม่รู้ว่าลั่วจื่อหานกดสวิตช์ตั้งแต่เมื่อไร เบาะพนักเก้าอี้เอนตัวลง ยังไม่ทันรอให้อี้เป่ยซีตอบสนอง ลั่วจื่อหานก็ทับอยู่บนตัวเองเธอแล้ว จูบแห่งความคิดถึงก่อนหน้านี้กลายเป็นความเร่าร้อน มันอ้อนอิ่งอยู่ที่คาง คอ และทรมานกระดูกไหปลาร้าของเธออย่างหนักหน่วงและเนิ่นนาน

            “เป่ยซี” น้ำเสียงของลั่วจื่อหานแหบแห้งเล็กน้อย กระซิบชื่อของเธออยู่ข้างหูของเธอ

            บางอย่างที่ผิดแปลกผุดขึ้นในดวงตาของอี้เป่ยซี น้ำใสๆ นั้นทำให้ดูน่าสงสารเป็นพิเศษ ลั่วจื่อหานหวั่นไหว จูบดวงตาของเธอ

        “ได้หรือเปล่า?”

            “ไม่…” เสียงในตอนท้ายถูกกลืนเข้าไปในท้อง…

            อี้เป่ยซีครุ่นคิดตลอดทางกลับบ้าน ช่วงนี้เธอดีกับเขามากเกินไปหรือเปล่า ลั่วจื่อหานได้ถึงเริ่มได้คืบจะเอาศอก เธอทำหน้าบึ้งตึง จ้องคนที่ขับรถเป็นครั้งคราว

            มันจะมากเกินไปแล้วนะ ไม่สนใจความคิดเธอเลยสักนิด

            มันน่าขายหน้ามากนะ โอเคไหม

            รถจอดอยู่ที่หน้าประตูของเขตจิ่นหยวน อี้เป่ยซีแค่อยากซุกตัวอยู่บนเก้าอี้ ไม่อยากจากไปแม้แต่ก้าวเดียว

            ลั่วจื่อหานเฮงซวย ต้องโทษนายคนเดียว

            เมื่อจอดรถแล้วเห็นว่าคนข้างๆ ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง ลั่วจื่อหานโน้มตัวเข้าไปหา “จะให้ฉันอุ้มเธอกลับไปไหม?”

            อี้เป่ยซีส่งสายสายตาประมาณว่า ‘ฉันเห็นหน้านายแล้วไม่สบอารมณ์’ ให้เขา สีหน้ายังคงบึ้งตึง “ไม่ต้อง ฉันเดินเองได้” เอื้อมมือเปิดประตู เกาะประตูรถแล้วจึงค่อยๆ ยืนอย่างมั่นคง ลั่วจื่อหานอาศัยจังหวะนี้เดินเข้าไปหาเธอ อุ้มเธอขึ้นมา

            “เธอแกล้งหลับก็ได้ อี้เป่ยเฉินไม่ว่าอะไรหรอก”

        “ใครเขานอนป่านนี้กัน!”

————

ตอนที่ 189
โดย 

บทที่ 189 ความโกลาหล (3)

             อี้เป่ยซีนึกไม่ถึงว่าลั่วจื่อหานจะกลับมาเร็วแบบนี้ พอวันที่สองก็เห็นเขาอยู่ที่หน้าประตูมหาวิทยาลัยแล้ว ยังมีหลิงจื่อเซี่ยที่ยืนยิ้มด้วยสีหน้าเบิกบานอยู่ข้างๆ

            สองคนนี้มาอยู่ตรงหน้าเธอต้องการจะทำอะไร? เธอไม่เข้าใจและไม่อยากจะไปคิด หลังลงจากรถก็ยิ้มเอ่ยลากับอี้เป่ยเฉิน แล้วเดินเข้าไปในมหาวิทยาลัยราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น สองคนนั้นก็ราวกับว่ามองไม่เห็นเธอ ยังคงพูดคุยหยอกเล่นกัน

            ‘ทำบ้าอะไรน่ะ?’ อี้เป่ยซีโยนกระเป๋าหนังสือลงบนโต๊ะ คนที่เข้ามาในห้องอ่านหนังสือก่อนหน้านี้ต่างมองไปที่เธอ อี้เป่ยซีกล่าวขอโทษด้วยใบหน้าแดงก่ำ นั่งลงพร้อมกับหดคอ

            ในสมองของลั่วจื่อหานมีอะไรกันนะ? วันๆ ก่อแต่เรื่องน่ารำคาญ เขาคิดจะเอายังไงกันแน่

            วันนี้ เขามาที่มหาวิทยาลัยเพียงเพื่อส่งหลิงจื่อเซี่ยสินะ?

            อี้เป่ยซีขมวดคิ้ว ในใจรู้สึกผิดหวังและว่างเปล่าเล็กน้อย บอกไม่ถูกว่าเป็นเพราะอะไร

            ไม่อยากเจอเขาไม่ใช่เหรอ เขาไม่ได้มาหาเธอก็เป็นเรื่องที่ปกติมากไม่ใช่เหรอ? ทำไมเธอต้องสนใจขนาดนั้นด้วย อีกทั้งยังปล่อยให้เรื่องเล็กๆ แบบนี้ส่งผลต่ออารมณ์ของเธอ

            อี้เป่ยซี เธอนี่ไม่เป็นผู้ใหญ่เอาเสียเลย

            เธอสูดหายใจลึก หยิบสมุดจดออกมา เปิดพลิกไม่กี่หน้าแล้วก็ปิด

            อ๊าๆๆ วันนี้เป็นอะไรกันนะ? แม้แต่สมุดจดก็หยิบมาผิดเล่ม

            อี้เป่ยซีฟังการบรรยายด้วยความหงุดหงิด และไม่ยอมจดลงไปในสมุด มัวแต่เหม่อมองอาจารย์ที่บรรยายอยู่บนเวที โทรศัพท์มือถือใต้โต๊ะสั่นครู่หนึ่ง เธอหรี่ตามองดูสายเรียกเข้า

            เขาส่งข้อความมาแล้ว แต่คงกลัวว่าอี้เป่ยซีจะไม่เห็นจึงได้โทรศัพท์มา อี้เป่ยซีเปิดข้อความดูตามใจชอบ มีเพียงสองคำ

            “ลงมา”

            ‘ลงไปบ้านนายสิ เรียกฉันลงไปฉันก็ลงไปงั้นเหรอ? วันนี้พี่สาวอารมณ์ไม่ดีโอเคไหม?’ อี้เป่ยซีปิดโทรศัพท์มือถือทันที ฟังการบรรยายต่อ

            ทุกคำที่อาจารย์พูดผ่านหูของเธอไปเหมือนสายลมที่พัดผ่าน เธอมองดูเวลาเป็นครั้งคราว โทรศัพท์มือถือที่อยู่ใต้โต๊ะไม่ได้ดังอีก

            ทันทีที่กระดิ่งหมดคาบเรียนดังขึ้นอี้เป่ยซีก็ดึงกระเป๋าแล้วเดินลงไปอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงหน้าประตูอาคารเรียนก็หยุดเดิน เดินย่างกรายสบายๆ ราวกับว่ากำลังดื่มด่ำอยู่ในโลกของตัวเองตลอดเวลา เธอก้าวออกจากประตูกระจกที่สะท้อนแสงอาทิตย์ มองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นเงาที่คุ้นเคย

            นี่มันหมายความว่าอะไร แกล้งเธองั้นเหรอ?

            อี้เป่ยซีรู้สึกว่าลั่วจื่อหานจวนจะทำให้เธอเป็นบ้าอยู่แล้ว ทั้งๆ ที่เขาก็รู้ว่าเธออารมณ์ไม่ดี ก็ไม่รู้จักรอสักหน่อยเหรอไง? เพียงแค่ครู่เดียวจะทำให้ธุระของเขาล่าช้าสักแค่ไหนเชียว

            อี้เป่ยซีถือกระเป๋าสะพายแน่น ถอนหายใจ ราวกับว่ามันทำให้ทุกอย่างล่าช้าไปแล้ว เธอหยิบหูฟังออกมา เปิดลิสเพลงที่ฟังประจำ เดินไปยังโรงอาหารอย่างเชื่องช้า ระหว่างทางก็ไม่เห็นเงาของคนที่คุ้นเคยปรากฏตัวตรงหน้าของเธอเลย

            ใจเย็นสักหน่อยเถอะ

            อี้เป่ยเฉินบอกเธอว่ามีงานที่บริษัท ให้เธออ่านหนังสือทบทวนที่มหาวิทยาลัยไปก่อน อี้เป่ยซีตอบรับแล้ววิ่งไปที่สนามเด็กเล่นของมหาวิทยาลัยทันที แสงจันทร์ดุจสายน้ำ ทำให้สนามเด็กเล่นดูเย็นลงเล็กน้อย

            ความมันแววบนราวโลหะนั้นเยือกเย็น ทางวิ่งที่เดิมทีเป็นสีแดงต่างถูกปกคลุมด้วยสีเหลืองสลัว ไม่มีชีวิตชีวาอีกต่อไป ภายใต้แสงไฟนั้นยังสามารถมองเห็นฝุ่นละอองเล็กๆ บนที่นั่งหลากสีราวกับว่าไม่มีคนมาเยี่ยมเยียนนานแล้ว เงาของไฟสีขาวบนถนนด้านข้างทอดยาวอยู่ใต้เท้าของเธอ อี้เป่ยซีกอดเสื้อผ้าบนตัว หิ้วกระเป๋าของตัวเองแล้วกระโดดข้ามไปสองสามที่นั่ง เพื่อไปยังที่ประจำของเธอ

            ผู้คนหลากหลายกระจายตัวอย่างเท่าเทียมกันบนสนามเด็กเล่น บ้างก็อาศัยแสงไฟเตะบอลอยู่ในสนามหญ้าสีเขียว ลูกบอลสีขาวดำไหลจากเท้าของอีกคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง มีบางคนไม่ระวังออกแรงเตะจนมันออกไปนอกสนาม มันกลิ้งเกลือกอยู่หลายรอบแล้วกลิ้งอยู่บนถนนอย่างโดดเดี่ยวและแปลกแยก

            ทันใดนั้นเธอก็ไม่อยากนึกถึงเรื่องในระยะนี้อีก ได้แต่มองคนในสนามเด็กเล่นอย่างเงียบๆ ราวกับว่าตัวเองได้กลายเป็นสายลม กลายเป็นแสงไฟที่อยู่รอบกายพวกเขา คนที่อยู่ข้างในอาจไม่รู้ แต่เธอกำลังรับรู้ถึงความอบอุ่นและลมหายใจที่ละเอียดอ่อนของพวกเขา

            “เป่ยซี” เสียงที่ดังขึ้นกะทันหันทำให้อี้เป่ยซีเกือบร่วงลงจากเก้าอี้ ทันทีที่ลั่วจื่อหานคว้าแขน เธอก็พุ่งเข้าสู่อ้อมอกของเขาทันที สิ่งที่อยู่ด้านหลังหน้าอกกำลังเต้นอย่างแรง

            “ใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นเกินไปแล้ว” แม้จะถูกเสื้อผ้ากั้นสามสี่ชั้น แต่ลั่วจื่อหานราวกับว่าสามารถรู้สึกถึงอุณหภูมิร่างกายที่เยือกเย็นเล็กน้อยจากตัวเธอ เขาขมวดคิ้วกำชับ อี้เป่ยซีสูดจมูกที่แดงระเรื่อ ผลักเขาออกไป

            “ฉันควรจะกลับได้แล้ว” พูดจบก็หดขากลับทันทีและต้องการจะลุกขึ้น ทันทีที่ลั่วจื่อหานดึงมือของเธอ อี้เป่ยซีก็นั่งลงบนตักของเขาอย่างมั่นคง

            “ลั่ว…” คำที่เหลือถูกกลืนกินอยู่ในอ้อมอกของลั่วจื่อหาน เขาหลับตา สูดกลิ่นหอมของคนที่อยู่ในอ้อมกอดอย่างระมัดระวังด้วยความคิดถึงที่ลึกซึ้ง ราวกับว่ามีตาข่ายดักอากาศห่อหุ้มทั้งสองคนเข้าด้วยกัน ทั้งสายลมและแสงไฟรอบกายก็กกกอดพวกเขาอยู่ข้างในด้วยความห่วงใยและทะนุถนอม

            จนกระทั่งทั้งสองคนหายใจหอบเล็กน้อย ลั่วจื่อหานจึงปล่อยเธอ อี้เป่ยซีซุกอยู่ในอ้อมกอดของเขา มือยังคงดันหน้าอกของเขาอย่างอ่อนแรง

            “เธอ…”

            “เป่ยซี ฉันคิดถึงเธอจังเลย” ทันใดนั้นลั่วจื่อหานก็ทวีความรุนแรงขึ้น สูดกลิ่นหอมบนตัวของเธออย่างตะกละตะกลาม แล้วยิ้มเหมือนกับเด็กๆ

            อี้เป่ยซีออกแรงผลักเขาออกไป ได้ยินเสียงลมหายใจเยือกเย็นของใครบางคนในยามค่ำคืน

            “นายเป็นอะไรไป?”

            “เปล่า” ลั่วจื่อหานยังคงไม่ปล่อย ในแววตากลับเปี่ยมด้วยความพึงพอใจ

            อี้เป่ยซีไม่เคลื่อไหวโดยพลการอีกแล้ว หัวใจที่เต้นแรงค่อยๆ สงบลง เสียงที่อยู่ข้างหูก็ค่อยๆ เลือนลาง สิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็เริ่มมีความพร่ามัว เธอสูดจมูดอีกครั้ง หลับตาลงช้าๆ รอบกายกลายเป็นความอ่อนโยน

            “เป่ยซี เป่ยซี” คนในอ้อมกอดขยับตัว พ่นเสียงที่ไม่พอใจออกมาเล็กน้อย ลั่วจื่อหานจึงจูบลงบนหน้าผากที่สะอาดสะอ้านของเธอ อุ้มเธอเดินลงขั้นบันไดอย่างระมัดระวัง ออกไปจากรั้วมหาวิทยาลัย

            เขาหยุดอยู่นอกรถ สูบบุหรี่หนึ่งมวน เมื่อแสงสีแดงดับไปแล้ว เขาจึงเดินไปเบาะคนขับ สตาร์ทรถแล้วออกตัว

            รถหยุดอยู่ที่หน้าบ้านอี้ อี้เป่ยเฉินยังคงรออยู่ที่นั่นตามปกติ เมื่อเห็นลั่วจื่อหานรีบอุ้มอี้เป่ยซีตรงเข้ามาหาเขา ในใจก็รู้สึกสับสน

            เขาต้องการให้เจ้าหญิงตัวน้อยของเขามีความสุขมาโดยตลอด และหวังว่าตัวเขาเองจะสามารถมอบความสุขทั้งหมดแก่เธอได้ แต่ว่าสุดท้ายแล้ว มีเพียงผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าคนนี้เท่านั้นที่สามารถมอบความสุขแก่เธอได้จริงๆ

            อี้เป่ยเฉินมองอี้เป่ยซีที่หลับไหลอยู่ตรงหน้า “ไม่ได้นอนหลับสนิทนานแล้ว”

            ลั่วจื่อหานเม้มปาก ตามอี้เป่ยเฉินเข้าบ้านอี้ไป ขึ้นชั้นบนแล้ววางเธอบนเตียงที่อ่อนนุ่มอย่างแผ่วเบา ช่วยเธอเช็ดตัวอย่างตั้งใจครู่หนึ่ง จึงลงชั้นล่างไปด้วยความอาลัยอาวรณ์เล็กน้อย

            “วันนี้ขอบคุณนายนะ” ท่าทางของลั่วจื่อหานมีความอึดอัดอยู่บ้าง อี้เป่ยซีก็สังเกตเห็นเช่นกันแต่ไม่ได้ใส่ใจ ยื่นชาร้อนถ้วยหนึ่งให้เขา

            เขากระแอมไอ “เรื่องของลู่เยี่ยหวาเป็นยังไงบ้าง?”

        ลั่วจื่อหานมองน้ำชาสีเขียว ส่ายหัว “ก็ไม่ค่อยราบรื่นเท่าไร”

————

ตอนที่ 188
โดย 

บทที่ 188 ความโกลาหล (2)

               เมื่ออี้เป่ยซีไปที่มหาวิทยาลัยในวันรุ่งขึ้นก็ถูกคนขวางทางไว้ เธอหรี่ตา พินิจพิเคราะห์คนที่อยู่ตรงหน้า “ทำอะไรน่ะ?”

            ถังเสวี่ยกอดๆ กระเป๋าหนังสือของตัวเอง ก้มหน้า “เป่ยซี ฉันรู้ว่าเธอเกลียดฉัน ฉันก็รู้ว่าเมื่อก่อนฉันทำผิดต่อเธอมากมาย ฉันสำนึกผิดแล้ว และฉันจะไม่ทำผิดอีกเด็ดขาด เป่ยซี เธอช่วยอะไรฉันสักอย่างได้ไหม?”

            อี้เป่ยซีก้าวไปด้านข้าง ถังถังเดินหน้าขวางเธออย่างไม่ลดละ

            “เธอคิดจะทำอะไรกันแน่?”

            “เรื่องของหลานฉือเซวียน ฉันมีทางออก ขอร้องล่ะเธอพาฉันไปหาเขาหน่อยได้หรือเปล่า?” ถังเสวี่ยดึงแขนเสื้อของอี้เป่ยซีด้วยท่าทีที่ดูเหมือนร้อนรนมาก ดวงตางดงามทั้งคู่เปี่ยมไปด้วยน้ำตา

            อี้เป่ยซีหน้าบึ้ง ถังเสวี่ยจะช่วยหลานฉือเซวียนได้ยังไง อีกอย่างถ้าจะช่วยหลานฉือเซวียนไปหาเขาโดยตรงก็จบ ทำไมต้องอ้อมมาหาเธอด้วย

            เธอต้องการจะทำอะไรอีกกันแน่?

            “เป่ยซี ฉันรู้ว่าเธอกำลังกลัว เธอสงสัยว่าฉันจะทำอะไรไม่ดีกับเธอใช่หรือเปล่า? ฉัน ฉันสาบานก็ได้ ว่าฉันไม่ได้มีเจตนาต้องการทำร้ายใครอีก ฉันแค่ต้องการช่วยหลานฉือเซวียน เธอก็รู้ว่าฉันชอบเขามาตลอดใช่ไหมล่ะ?”

            “นั่นเป็นเรื่องของเธอกับหลานฉือเซวียน ทำไมต้องผ่านฉันด้วย?”

            ถังเสวี่ยยิ้มขมขื่น “เป่ยซี บ้านหลานไม่ยอมติดต่อกับฉันอีกเพราะเรื่องก่อนหน้านี้ คุณลุงคุณน้าก็ไม่อยากเจอฉัน เธอช่วยฉันได้ไหม?”

            “อ่อ งั้นฉันก็ไม่อยากช่วย”

            “หรือว่าเธออยากเห็นรุ่นพี่หลานถูกทุกคนประณามแบบนี้ เหยียบย่ำเขาครั้งแล้วครั้งเล่า จนเขากลับตัวไม่ได้งั้นเหรอ?”

            อี้เป่ยซีหัวเราะเย็นชา “ในเมื่อเธอมองออกว่ามีคนเล่นตลกกับหลานฉือเซวียน เธอก็ควรไปหาคนคนนั้นไม่ใช่เหรอ? มาหาฉันทำไม การกำจัดเป็นวิธีที่ดีที่สุดไม่ใช่หรือไง?”

            ถังเสวี่ยหน้าเจื่อน สายตามองไปที่อื่น “แต่ แต่ว่า…เรื่องที่เร่งด่วนที่สุดในตอนนี้ก็คือหุ้นของ…บ้านหลานของรุ่นพี่ ตอนนี้มันร่วงไป…เยอะมาก”

            “ถ้าหลานฉือเซวียนไม่มีความสามารถ มันก็น่าสมน้ำหน้าแล้วที่หุ้นของพวกเขาร่วงแล้วร่วงอีก” อี้เป่ยซีถอยหลังไปก้าวหนึ่ง พิจารณาเธอ “ถังเสวี่ย บอกความจริงมาเถอะ เธอกำลังวางแผนอะไร?”

            “บ้านถังเดินมาถึงขั้นนี้แล้ว จำเป็นต้องให้คุณหนูใหญ่ถังอย่างเธอลดตัวมาขอร้องฉันด้วยเหรอ?”

            ถังเสวี่ยกำหมัด ข่มอารมณ์ไว้ “ฉัน แค่อยากจะช่วยรุ่นพี่หลานจริงๆ”

            “เธอจะช่วยเขายังไง? หืม ฉันล่ะอยากรู้ความคิดเห็นสูงส่งของคุณซะจริง คุณหนูใหญ่ถัง”

            “เป่ยซี เธอ…” น้ำเสียงของอี้เป่ยซีเปี่ยมไปด้วยความเย้ยหยันและเจือปนความคมกริบ ถังเสวี่ยยังคงมีท่าทีอ่อนแอราวกับว่าได้รับความคับข้องใจอันยิ่งใหญ่ คนที่ผ่านไปมาต่างซุบซิบนินทาพวกเธอ แต่ก็ถูกบุคลิกของอี้เป่ยซีทำให้ตกใจกลัวจนปลีกตัวออกห่างจากทั้งสองคนทันที

            อี้เป่ยซีเดินเบี่ยงไปทางขวาอย่างหมดความอดทน “อย่าเสียเวลาฉัน” เดินจากไป ถังเสวี่ยมองแผ่นหลังของเธอด้วยความไม่พอใจและเกลียดชัง

            อี้เป่ยซี ฉันจะไม่ปล่อยให้เธอได้อยู่อย่างมีความสุขแน่

            เธอหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วโทรออก

            “ฮัลโหลพี่ พี่ช่วยฉันหน่อยได้ไหม?”

            “เสียวเสวี่ย ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน? บอกเธอแล้วไม่ใช่เหรอว่าอย่าออกไปข้างนอก? ทำไมเธอไม่เชื่อฟังอีกแล้ว เธอรู้หรือเปล่า…”

            ถังเสวี่ยเดินสองสามก้าวไปยังที่ที่ไม่มีคน “ตอนนี้ลั่วจื่อหานอยู่ที่ประเทศ U ทำอะไรไม่ได้ คนที่อยู่ก็ทำให้ฉันเหลืออดมาก”

            “เสียวเสวี่ย เธออย่าก่อเรื่องนะ”

            “พี่ พี่แค่พูดมาว่าจะช่วยฉันหรือเปล่า”

            เสียงถอนหายใจอย่างแรงของอีกฝ่ายล่องลอยอยู่ในอากาศและไหลไปตามกระแสไฟฟ้า มันสั่นเครือเล็กน้อย “พูดมา เรื่องอะไร”

            “ฉันอยากเจอหลานฉือเซวียนคืนนี้”

            “เสียเสวี่ย ทำไมเธอชอบเข้าไปยุ่งกับพวกเขาอยู่เรื่อย เธอคิดจะทำอะไรกันแน่”

            “พี่ ฉันอยากจะทำอะไรฉันรู้แก่ใจดี พี่ไม่ต้องรู้หรอก คืนนี้สองทุ่ม ที่ร้านอาหารข้างมหาวิทยาลัย ถ้าฉันทำไม่สำเร็จฉันก็จะไม่กลับไปอีกแล้ว พี่กับพ่อก็จะไม่ได้เห็นหน้าฉันอีก”

            “เสียเสวี่ย เสียวเสวี่ยเสียว…” ถังเสวี่ยตัดสาย เล็บที่ประณีตจิกเข้าไปในเนื้อของเธออย่างแรง

            เธอไม่เคยล้มเหลวในสิ่งที่เธอต้องการเลย

            ไม่ว่าอะไร…

            อี้เป่ยซีนั่งอยู่ในห้องเรียน ยังคงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ทำไมจู่ๆ ถังเสวี่ยถึงมาหาเธอ? หา เธอจะมีวิธีอะไรได้ อีกทั้งยังเก็บเป็นความลับอีก

        เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เปิดประเด็นร้อนของวันนี้ คนที่แสดงความคิดเห็นด้านล่างได้ถูกแบ่งออกเป็นสามส่วนอย่างชัดเจน สนับสนุนและไม่สนับสนุน อีกทั้งพวกไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดที่กินเม็ดแตงดูละครอย่างสบายใจ เธอถอนหายใจ

            เรื่องนี้มีอะไรน่าคุยกัน ส่วนเรื่องตัวของพวกเขาสองคนก็คุ้มค่าแกการถกเถียงกันขนาดนี้เชียว

            อี้เป่ยซีกำลังครุ่นคิด ทันใดนั้นก็ได้รับสายของหลานหมิงเจิ้ง เธอรีบวิ่งไปยังมุมที่ไร้ผู้คนแล้วรับสาย

            “คุณลุงหลาน”

            “เป่ยซี ตอนนี้กำลังเรียนอยู่หรือเปล่า?”

            “ค่ะ ตอนนี้นั่งอยู่ในห้องเรียนแล้ว เดี๋ยวก็จะเรียนแล้ว มีอะไรหรอคะ?”

            หลานหมิงเจิ้งชะงักไปครู่หนึ่ง “คือว่า มีเรื่องอยากจะขอร้องเธอ ขอให้เธอสละเวลามางานแถลงข่าวของอาทิตย์หน้าหน่อยได้ไหม”

            อี้เป่ยซียืนแข็งทื่ออยู่ที่เดิม ใช่ว่าเธอไม่เข้าใจความหมายของหลานหมิงเจิ้ง แต่ว่า ก่อนหน้านี้เธอฟังน้ำเสียงของคุณแม่หลานออก ว่าทั้งสองคนไม่พอใจที่เธอรู้เรื่องของหลานฉือเซวียนแต่ไม่บอก ตอนนี้ถ้าหากเธอปฏิเสธล่ะก็…

            “คุณ…คุณลุง คุณ…ตอนนี้หนูมีแฟนแล้วค่ะ” เธอคว้าชายเสื้อของตัวเอง “แต่ว่าก่อนหน้านี้ทะเลาะกันนิดหน่อย ช่วงนี้ก็เลยไม่ได้ไปมาหาสู่กัน คุณลุงก็เลยอาจไม่รู้”

            “ฉันแค่คิดว่าจะให้พูดต่อหน้าสื่อนิดหน่อยว่าเมื่อก่อนเธอสนิทกับเสี่ยวเซวียนมาก มันจะได้ไม่รู้สึกแปลกๆ อีกอย่างเซี่ยเช่อก็สนิทกับเธอมาก ก็แค่เข้าร่วมงานแถลงข่าว คิดซะว่าช่วยลุงได้หรือเปล่า?”

            อี้เป่ยซีไม่เก่งเรื่องการปฏิเสธคนที่สุด เธอพึมพำสองคำ บอกว่าอาจารย์มาแล้วก็รีบวางหู

            เธอฟังอาจารย์บรรยายอย่างเลื่อนลอย ทันใดนั้นก็ฉุกคิดขึ้นได้

            ถังเสวี่ยคิดจะอาศัยโอกาสนี้อยู่ด้วยกันกับหลานฉือเซวียนหรือเปล่า?

            งั้น…เรื่องนี้จะเกี่ยวอะไรกับเธอหรือเปล่า…

            ปากกาบนมือหมุนอย่างราบรื่นอยู่บนปลายนิ้วแล้วร่วงลงบนหนังสืออย่างจัง หวังว่าคุณลุงหลานจะไม่เจ็บป่วยแล้วเข้าโรงพยาบาลกะทันหันหรอกนะ แต่ว่าทำไมถังเสวี่ยถึงมีคนช่วยเธอที่ประเทศ U ได้ รูปที่ลึกลับเหล่านั้นเธอเองก็ยังไม่เคยเห็น เธอได้มันมาได้อย่างไร

            หรือว่าจะไม่ใช่เธอ

            อี้เป่ยซีวางปากกาลง เธอไปงานแถลงข่าวไม่ได้อย่างแน่นอน ถ้าลั่วจื่อหานเห็นเข้าล่ะก็ เธอก็ต้องจบเห่แน่

            เธอคิดดูอีกที ทำไมจะต้องแคร์ความรู้สึกของลั่วจื่อหานขนาดนั้น อี้เป่ยซีเอ๋ยอี้เป่ยซี เธอป่วยไปแล้ว ป่วยหนักมาก

            ใช่ เธอก็ไม่ได้คิดจะโกหกเสียหน่อย เธอเพียงต้องการรักษาความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนที่บริสุทธิ์กับหลานฉือเซวียนก็เท่านั้น ไม่เกี่ยวอะไรกับลั่วจื่อหานเลยแม้แต่น้อย

            แล้วจะต้องบอกกับคุณลุงหลานยังไงล่ะ

            อ๊า…

            พวกนายนี่น่ารังเกียจชะมัด

        “อี้เป่ยซี” อาจารย์บนเวทีเรียกชื่อของเธอกะทันหัน “เธอมาตอบคำถามของอาจารย์เมื่อกี้หน่อย”

————

ตอนที่ 187
โดย 

บทที่ 187 ความโกลาหล (1)

             วันต่อมา อี้เป่ยซีไปที่มหาวิทยาลัยโดยไม่สนใจคำโน้มน้าวของอี้เป่ยเฉิน นั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ สมุดบันทึกเต็มไปด้วยทุกคำที่อาจารย์พูด ทั้งที่สำคัญและไม่สำคัญ ทั้งที่เกี่ยวข้องกับชั้นเรียนและที่ไม่เกี่ยวข้อง ตัวอักษรที่สวยงามแต่ล่องลอยเล็กน้อยนั้นถูกบันทึกอยู่ด้านบนอย่างละเอียดยิบ

            สุดท้ายเสียงออดหมดคาบดังขึ้น อี้เป่ยซีจึงมองดูเพื่อนนักเรียนที่เก็บกระเป๋าพลางหยอกล้อกันด้วยความเลื่อนลอย ไม่รู้ว่าตัวเองจะทำอะไรต่อไป

            เธอกำปากกา ยังคงมองตัวหนังสือบนกระดานดำที่เหมือนบนสมุดบันทึกไม่มีผิดเพี้ยน ไม่รู้ว่าต้องเติมอะไรลงไปบ้าง แต่รู้สึกเหมือนกับว่า เหมือนกับว่าขาดอะไรบางอย่างที่สำคัญมากไป

            “อี้เป่ยซี!” หลิงจื่อเซี่ยเดินเข้ามาหาเธอด้วยความเกรี้ยวกราด โยนข้าวของบนโต๊ะลงพื้น

            “เธอเป็นบ้าอะไร?” อี้เป่ยซีเก็บปากกาของตัวเอง ลุกขึ้นยืนต้องการจะเก็บสมุดบันทึกของตัวเองโดยไม่มองเธอเลย

            “อี้เป่ยซี อย่านึกว่าทำดีกับพ่อแม่แล้วพี่จื่อหานจะขอเธอแต่งงานนะ จะบอกเธอให้ว่าเธอไม่คู่ควรกับเขาเลย”

            อี้เป่ยซีปิดสมุดบันทึกพร้อมยิ้มเย็นชา “หลิงจื่อเซี่ย เธอทำความเข้าใจซะใหม่นะ ฉันอี้เป่ยซีต่างหากที่เมินใส่ลั่วจื่อหาน”

            “เธอ เธอมีสิทธิ์อะไรพูดแบบนี้ ถ้า ถ้าเธอไม่ได้มีแผนสำหรับลั่วจื่อหานจริงๆ ทำไมเธอต้องไปหาพ่อกับแม่ด้วย ทำไมถึงต้องไปทำดีกับพวกเขา แล้วทำไมถึง…” เธอมองท้องของอี้เป่ยซีอย่างเกลียดชัง “ทำไมถึงมีลูกกับลั่วจื่อหาน”

            “เธอเป็นใคร? ทำไมฉันต้องคุยกับเธอเรื่องพวกนี้ด้วย” อี้เป่ยซีเก็บกระเป๋าด้วยความคล่องแคล่ว “หลิงจื่อเซี่ย เธอนี่คืนทุกอย่างที่เธอเรียนรู้ให้กับอาจารย์ของเธอจริงๆ ท่าทางเธอแบบนี้เหมือนกับผู้ดีมีเงินที่โอ้อวดตัวเองงั้นเหรอ?”

            “ลั่วจื่อหานจะชอบใครมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเธอ ถึงยังไงก็ไม่มีวันชอบเธอ เธอจะโมโหไปทำไม ถ้าไม่มีฉันอี้เป่ยซีก็อาจจะมีฉินเป่ยซี จางเป่ยซี ถึงยังไงก็ไม่ตกมาถึงเธอ”

            “อย่าโมโหไปเลย ปกติก็ดูเหมือนคนใกล้จะสามสิบอยู่แล้ว ครั้งนี้ดูยังกะสาววัยกลางคนจริงๆ อย่าว่าแต่ลั่วจื่อหานเลย ใครก็ไม่ชอบเธอหรอก”

            “อี้เป่ยซี!” หลิงจื่อเซี่ยเงื้อมมือขึ้นต้องการจะตบเธอ แต่ถูกเธอคว้าข้อมือไว้อย่างแรงกลางคัน

            อี้เป่ยซีปล่อยมือ ดึงทิชชู่เปียกออกจากกระเป๋า เช็ดๆ มือ แล้วเดินจากไป

            อย่าไปชนกับคนอื่นเมื่อกำลังโกรธได้หรือเปล่า เรื่องของอารมณ์น่ะ เมื่อมันขึ้นมาแล้วก็ควบคุมได้ยากมาก

            รถที่คุ้นตาจอดอยู่หน้าประตูมหาวิทยาลัย อี้เป่ยซีสูดหายใจลึก เปิดประตูฝั่งที่นั่งคนขับ “พี่อยู่คณะเอกมารับฉันเหรอ”

            อี้เป่ยเฉินพยักหน้า สตาร์ทรถอย่างใจลอยเล็กน้อย

            ครึ่งเดือนต่อมา ชีวิตน่าเบื่อหน่ายราวกับน้ำเปล่า ไร้ความรักและไร้ความขุ่นหมอง

            อี้เป่ยซีมองไปยังพื้นหลังของเดสก์ท็อปที่พร่ามัว ดึงไอคอนลงมาแล้วเปลี่ยนเป็นรูปทิวทัศน์รูปหนึ่ง หรือพูดให้ถูกต้องคือจิตรกรรมภูมิทัศน์ อี้เป่ยซีอดไม่ไหวเอื้อมมือลูบตราประทับสีแดง ถอนหายใจ

            บางทีเธอเองก็ไม่เข้าใจว่าเธอกำลังยึดติดกับอะไรอยู่ คิดอย่างละเอียดแล้วก็ไม่มีอะไร แต่มักจะคิดไม่ตกสักที

            รู้สึกว่าเมื่อพูดกับเขาก็รู้สึกอึดอัดมาก เมื่อเห็นเขาก็รู้สึกกระอักกระอ่วน

            ราวกับว่าเธออยู่ในหอคอยงาช้างตลอดเวลา แต่หลังจากนั้นคนที่สร้างหอคอยงาช้างเพื่อเธอก็บอกเธอว่า เธอต้องจัดการเรื่องภายนอกทั้งหมดด้วย

            ในเมื่อต้องการจัดการเรื่องภายนอก แล้วทำไมถึงปล่อยให้เธอฝัน และยังให้สถานที่เธอฝันด้วย

            ลั่วจื่อหาน ลั่วจื่อหาน…พวกเราควรจะเดินต่อไปยังไงกันแน่

            อี้เป่ยซีกำลังครุ่นคิด ข่าวสีแดงก็ปรากฏขึ้นที่หน้าจอ

            ดวงตาของเธอเบิกกว้าง มือกดโทรออกเป็นพัลวัน

            “หลานฉือเซวียน…”

            “เป่ยซี นี่น้าเอง”

            อี้เป่ยซีกลืนน้ำลาย “คุณน้า แล้วหลานฉือเซวียนล่ะคะ?”

            ทางนั้นถอนหายใจ “เป่ยซี เธอรู้เรื่องนี้นานแล้วใช่ไหม?”

            อี้เป่ยซีเม้มปาก ไม่พูดจา

            “เธอรู้แล้วทำไมไม่บอกน้า ทำไมไม่กล่อมเสี่ยวเซวียน”

            “คุณ คุณน้า ที่จริงเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร พวกเขาทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เอง เดี๋ยวนี้เรื่องแบบนี้ก็ธรรมดามากไม่ใช่เหรอคะ คุณน้าก็…”

            อี้เป่ยซียังพูดไม่จบ เสียงทะเลาะทางนั้นดังขึ้น คนปลายสายก็วางหูแล้ว อี้เป่ยซีฟังเสียงสายที่ตัดไปอย่างงุนงง

            หลานฉือเซวียนทะเลาะกันคนที่บ้านแล้ว…

            ใครกันนะที่เปิดโปงเรื่องนี้ พวกพี่น้องผู้มั่งคั่งเหล่านี้ ใครเป็นอย่างไรต่างรู้อยู่แก่ใจดี เรื่องของหลานฉือเซวียนนั้นเป็นเพราะอะไรมันก็เห็นได้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว

            แต่ว่าจะเป็นใครกัน? ตั้งแต่ไหนแต่ไรหลานฉือเซวียนเป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่เคยทำผิดต่อใคร และไม่ว่าใครก็ต่างชื่นชมเขามาก

            หรือว่าจะเป็นศัตรูของเซี่ยเช่อ?

            เป็นไปไม่ได้ ทุกคนต่างรู้เรื่องของเซี่ยเช่อดี อีกอย่าง เส้นทางของเขาก็ไม่ได้อยู่ที่ประเทศ C ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ มันไม่มีอิทธิพลอะไรต่อเขาเลย

            ยืมการทำร้ายหลานฉือเซวียนเพื่อมาทำร้ายเซี่ยเช่อ…มีเพียงเหตุผลนี้เท่านั้นที่เป็นไปได้ เซี่ยเช่อที่ปกติมักมีท่าทีดูถูกคนอื่น คนที่ไม่ชอบใจเขาก็มีมาก

            อี้เป่ยซีพยักหน้า โทรศัพท์หาเซี่ยเช่อทันที ปลายสายนั้นยังคงมีเสียงดังเล็กน้อย

            “ฮัลโหล เซี่ยเช่อนายอยู่ที่ไหน? ใครกำลังทะเลาะกัน?”

            เซี่ยเช่อหัวเราะ “จะมีใครอีกล่ะ พ่อตาของฉันกับลูกชายสุดที่รักของเขาไง”

            “สารเลว ใครเป็นพ่อตาแก”

            “เซี่ยเช่อ นายพูดให้มันน้อยหน่อย”

            อี้เป่ยซีกระพริบตา “นาย อยู่บ้านหลานเหรอ?”

            น้ำเสียงทางนั้นเปี่ยมด้วยความมั่นใจราวกับว่ามันพึงจะต้องเป็นเช่นนั้น “ใช่สิ มีอะไรน่าแปลกล่ะ ฉันรู้สึกว่าแปลกซะอีกว่าทำไมประเทศ C ของเธออนุรักษ์นิยมจังเลย เรื่องแบบนี้ยังเป็นพาดหัวข่าวได้”

            “ไม่คุยกับเธอแล้ว พวกเราทางนี้ยังมีเรื่องต้องจัดการ เธอสบายดีก็ดีแล้ว” พูดจบก็วางสาย

            เซี่ยเช่อมอง “พ่อตา” ที่สีหน้าแดงก่ำเพราะความโกรธและความตื่นเต้น รวมถึง “แม่ยาย” ที่น้ำตาคลออยู่ด้านข้าง และหลานฉือเซวียนที่ยังคงคุกเข่าตัวตรงอยู่บนพื้น อดไม่ได้ที่จะยกปากยิ้ม

            สมกับเป็นคนที่ตัวเองชอบ แม้แต่ตอนคุกเข่าก็ยังหล่อเหลาแบบนี้

            หลานหมิงเจิ้งตบโต๊ะอย่างแรง “แกเตรียมตัวสำหรับงานแถลงข่าววันมะรืนให้ดี เดี๋ยวจะให้ผู้ช่วยเอาสิ่งที่แกต้องพูดมาให้”

            “พ่อ ผมไม่อยากโกหก”

            “แกไม่อยากโกหก? แกไม่อยากโกหกแต่อยากบีบพ่อแกให้ตายใช่ไหม! หลานฉือเซวียน แกนี่มัน…” เขาคว้าแก้วบนโต๊ะแล้วขว้างไปที่หลานฉือเซวียนทันที หลานฉือเซวียนไม่หลบ เซี่ยเช่อต้องการจะบังแต่ก็บังไม่อยู่  แก้วร่วงลงจากร่างกายของหลานฉือเซวียนลงบนพื้นปุกปุยจนน้ำหกซึมเลอะเทอะ

            “ใจเย็นๆ ใจเย็นๆ” คุณแม่หลานช่วยเขาสงบอารมณ์อยู่ข้างๆ พร้อมมองค้อนเซี่ยเช่อ “เสี่ยวเซวียนเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ไม่เคยแปดเปื้อนกับอะไรทั้งนั้น ครั้งนี้อาจเป็นเพราะถูกพวกผู้ไม่หวังดีกล่าวหาเลื่อนลอยก็เท่านั้นเอง”

            “กล่าวหาเลื่อนลอยเหรอ คุณดูรูปพวกนั้นสิ ต่อให้เป็นการกล่าวหาเลื่อนลอย! มันก็ไม่ใช่สิ่งที่คุณจะทำใจให้ชินได้ ทำเรื่องน่าอดสูต่อบ้านหลานของผมแบบนั้น”

        “การอยู่กับคนที่คุณไม่รักคือสไตล์ของบรรพบุรุษบ้านพวกคุณงั้นเหรอ?”  เซี่ยเช่อเลิกคิ้ว ยืนอยู่ด้านหน้าหลานหมิงเจิ้ง บุคลิกที่เป็นธรรมชาติให้ความรู้สึกที่เหนือกว่า

————

ตอนที่ 186
โดย 

ตอนที่ 186 ความเชื่อใจที่สั่นคลอน (6)

             เซี่ยเช่อไม่เต็มใจที่จะยอมรับความคิดของคนข้างๆ พูดพึมพำกับอี้เป่ยซี “แล้วแต่เธอก็แล้วกัน” ยังไม่ทันรอให้อี้เป่ยซีตอบก็วางหูฉับพลัน

            ภายในห้องเงียบสงบจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจ แต่ว่าทั้งสองคนก็ไม่สามารถแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นต่อไปได้อีกแล้ว

            แววตาของลั่วจื่อหานมืดมน เลียริมฝีปาก “เป่ยซี ฉันขอโทษ”

            อี้เป่ยซีผลักเขาเบาๆ ส่ายหัว “ไม่มีอะไรน่าขอโทษ เพราะว่าฉันคาดหวังมากไป” เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง “ฉันไม่อยากคิดถึงเรื่องนี้อีก นายเข้าใจไหม?”

            ลั่วจื่อหานจะไม่เข้าใจความหมายของเธอได้อย่างไร เธอไม่ต้องการที่จะคิดถึงเรื่องนี้อีก ไม่เต็มใจที่จะเจอเขาอีก เขาต่างรู้ดี แต่ว่าเขาปล่อยมือไม่ได้ หรือว่าเธอจะตัดสินใจปล่อยมือเพียงเพราะเรื่องนี้เหรอ?

            เขาพยักหน้า ลุกขึ้นยืน ร่างที่สูงใหญ่บดบังแสงเกือบทั้งหมด เรื่องของอี้เป่ยซีก็ค่อนข้างมืดมน แต่ไม่นานก็จะสว่างขึ้นมาอีกครั้ง ลั่วจื่อหานเดินไปที่ประตู ทันใดนั้นนึกอะไรบางได้ เดินกลับมาหาเธอ วางแหวนลงบนโต๊ะอย่างเบามือ

            “เป่ยซี กลับประเทศเถอะ” เขาดึงมือของตัวเองกลับมา “ฉัน…จะอยู่ช่วยเขาที่นี่”

            “ขอบคุณนะ”

            ตอนกลางคืน อี้เป่ยซีบอกแม่ของตัวเองเรื่องที่ตัวเองต้องกลับประเทศ C เร็วขึ้น คุณแม่อี้ไม่สบายใจมาก พูดจาหว่านล้อม ต้องการให้เธออยู่อีกสองสามวัน อี้เฉิงสังเกตการกระทำและคำพูดของอี้เป่ยซีอยู่เงียบๆ

            “ถ้าลูกยืนกรานว่าจะกลับไป งั้นแม่จะกลับไปกับลูก”

            “ไม่ต้องหรอกค่ะ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงหนูหรอกน่า พวกหลานฉือเซวียนก็อยากกลับประเทศพอดี มีพวกเขาไปกับหนู แม่มีอะไรไม่สบายใจอีกเหรอคะ” ตะเกียบของอี้เป่ยซีจิ้มเนื้อปลาในถ้วย เนื้อกระจายกระจายอยู่ในจานพร้อมกับเมล็ดข้าว จุดสีขาวก็เปื้อนซอส จู่ๆ ก็นึกไม่อยากกินขึ้นมา

            อี้เป่ยซีขมวดคิ้ว คีบอีกชิ้นขึ้นมาจากจาน เนิ่นนานก็ไม่ได้เอาเข้าปาก เธอวางตะเกียบลงข้างๆ อย่างท้อแท้ “หนูอิ่มแล้ว”

            “คิดจะกลับเมื่อไร?”

            “อีกสองสามวันมั้งคะ พ่อก็รู้ว่าหลานฉือเซวียนยังมีธุรกิจต้องดูแล ก็เลยอยู่นานไม่ได้”

            “ที่จริง แบบนี้ก็ดีนะ” อี้เฉิงพยักหน้า ดวงตาที่ซ่อนอยู่หลังแว่นทำให้เดาอารมณ์ไม่ออก

            อี้เป่ยซีพยักหน้า “งั้นหนูไปเก็บของที่ห้องก่อนนะคะ”

            รอจนกระทั่งเธอจากไปแล้ว คุณแม่อี้วางตะเกียบลงบนโต๊ะ มองอี้เฉิงอย่างตำหนิ “คุณเตะฉันทำไม?”

            “คุณน่ะ เห็นอี้เป่ยซีอ่อนแอเกินไปแล้ว คุณก็เห็นว่าเขาไม่ได้เป็นอะไรนี่นา คุณนั่นแหละตีตนไปก่อนไข้”

        “คุณลืมเรื่องก่อนหน้านี้ไปแล้วเหรอ? ฉันจะกล้าวางใจได้ยังไง”

            อี้เฉิงถอนหายใจ “เขาก็เดินออกมาได้แล้ว ก็แสดงว่าคุมตัวเองได้ไม่น้อย อีกอย่าง ที่ประเทศ U ก็ไม่ใช่สถานที่ที่จะทำให้อี้เป่ยซีผ่อนคลายหรือสงบจิตใจลงได้”

        เมื่อคุณแม่อี้รับรู้ได้ถึงจุดนี้ สีหน้าก็ผ่อนคลายลงมามาก “แต่ว่า ฉันก็ไม่วางใจอยู่ดี”

            “เรื่องของเด็กๆ ให้พวกเขาไปปวดหัวกันเองเถอะ คุณช่วยอะไรไม่ได้หรอก”

        “ถึงจะพูดแบบนี้ก็เถอะ…”

            ทั้งสามคนกินน้อยมาก กับข้าวในจานของทุกคนไม่ต่างจากตอนที่ถูกยกมาใหม่ๆ คุณแม่อี้ถอนหายใจอย่างแรง เริ่มเก็บข้าวของ เก็บไปได้ครึ่งหนึ่งก็มองไปยังทิศทางห้องของอี้เป่ยซีที่อยู่ชั้นล่าง ขมวดคิ้ว แล้วทำงานบ้านต่อ

            ลูกหลานก็มีความสุขในแบบของพวกเขา แต่ว่าเมื่อไรเป่ยซีของเธอถึงจะเดินออกมาได้กันนะ

            อี้เป่ยซีกับหลานฉือเซวียนตัดสินใจจะเดินทางสามวันหลังจากนี้ ตอนที่อยู่สนามบิน อี้เป่ยซีเห็นว่าสีหน้าของหลานฉือเซวียนไม่สู้ดีนัก แต่เซี่ยเช่อกลับดูมีชีวิตชีวามาก เธออดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า

            “เธอกำลังคิดเรื่องยุ่งยากอะไรอีกล่ะ”

            อี้เป่ยซีมองค้อนเซี่ยเช่อ “เพราะว่านายน่ะความคิดสกปรก คิดว่าคนอื่นจะคิดอะไรลามกไปซะหมด”

            “พอได้แล้วๆ ไปเช็คอินเถอะ” หลานฉือเซวียนรับกระเป๋าของอี้เป่ยซีมาแล้วโยนให้เซี่ยเช่อ ทั้งสามคนขึ้นเครื่องบินอย่างเงียบๆ

        ขณะที่อี้เป่ยซีเดินผ่านด่านตรวจสอบความปลอดภัย ก็รู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆ เธอมองไปรอบทิศก็ไม่มีอะไรผิดปกติ จึงส่ายหัวแล้วเดินตามสองคนที่อยู่ข้างหน้าให้ทัน

            เงาสีดำปรากฏตัวอยู่ข้างหลังอย่างไม่คาดคิด แม้ว่าเธอจะลับสายตาของเขาไปแล้ว เขาก็ยังคงยืนอยู่ตรงนั้นเนิ่นนาน ไม่ขยับเขยื้อน

            “นายไม่เป็นไรนะ?” หลานฉือเซวียนมองเนื้อหาในโทรศัพท์มือถือก่อนปิดเครื่อง สีหน้ายิ่งดูแย่ลง อี้เป่ยซีเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

            เขาส่ายหน้า การกระทำดูฝืนเล็กน้อย “เปล่า ดูแล้วเธอก็ไม่ได้พักผ่อนเหมือนกัน นอนสักหน่อยเถอะ”

            อี้เป่ยซีพยักหน้า พิงอยู่ที่พนักเก้าอี้ ในใจกลับรู้สึกว้าวุ่นบอกไม่ถูก ตั้งแต่ที่เกิดเรื่องนั้นแล้ว เธอก็ไม่เคยนอนหลับได้สนิทเลย มักจะรู้สึกว่าทุกสิ่งรอบกายคือภาพลวงตา ไม่มีความรู้สึกมั่นคงเลยแม้แต่น้อย

        ทิ้งความรู้สึกปลอดภัยของตัวเองทิ้งไปแล้วสินะ ทุกวันที่อี้เป่ยซีนอนอยู่บนเตียงก็จะรู้สึกแปลกๆ ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ ชีวิตในวันนี้เป็นของใครกัน เธอกำลังฝันอยู่หรือเปล่า…ปัญหาที่สับสนวุ่นวายยิ่งทำให้เธอไม่อยากพักผ่อน

            เครื่องบินทะยานขึ้นอย่างราบรื่น อี้เป่ยซีจึงหลับตา ในสมองแจ่มชัด เธอมองเห็นความคิดของตัวเองที่สับสนวุ่นวายและไม่สามารถแบ่งแยกได้เลย

        ตอนที่มาถึงเมือง A ก็เป็นเวลากลางคืนแล้ว อี้เป่ยเฉินมารออยู่ที่สนามบินแล้ว เมื่อเห็นพวกอี้เป่ยซีสามคนก็รีบเข้าไปหาแล้วรับกระเป๋าเดินทางของอี้เป่ยซี เขาเอื้อมมือออกไปนวดคลึงศีรษะของอี้เป่ยซี ต้องการจะพูดอะไรบางอย่างแต่ลังเล สุดท้ายได้แต่พูดว่า “กลับบ้านกัน”

            เขาสบตากับหลานฉือเซวียน หลานฉือเซวียนขมวดคิ้วแอบส่งสัญญาณบางอย่างให้เขา อี้เป่ยเฉินมองเซี่ยเช่อครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วพาอี้เป่ยซีไปที่รถ

            จู่ๆ อี้เป่ยซีก็ยื่นมือ ทำท่าทางเหมือนกำลังรับหิมะในวันที่หิมะโปรยปราย

            “พี่ พี่ว่าถ้าฉันไม่เอาแต่ใจคราวก่อน แล้วกลับเมือง A ทันทีจะดีแค่ไหนนะ”

            แน่นอนว่าอี้เป่ยเฉินรู้เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างอี้เป่ยซีกับลั่วจื่อหานที่ประเทศ U เขายิ้มอย่างขมขื่น ใช่แล้ว ถ้าหากเธอไม่ได้เจอลั่วจื่อหาน เธอกับเขาจะ…

            เขาส่ายหน้าอยู่ในใจ จะเป็นไปได้ยังไงล่ะ ตัวเขาเองไม่มีทางจะค้นพบความจริงได้ ปมในใจของอี้เป่ยซีก็ไม่มีวันคลี่คลาย ถึงอย่างไรเธอกับเขาก็ไม่มีวันเดินบนเส้นทางแห่งความรักร่วมกัน

            ที่แท้ไม่ว่าคนคนนั้นจะปรากฏหรือไม่ อี้เป่ยซีก็จะไม่มีทางให้เขาได้รักเธอ

            “นั่นสิ ปล่อยให้พี่เป็นห่วงอยู่ตั้งนาน” อี้เป่ยเฉินเบี่ยงเบนความสนใจจากสิ่งที่เธอต้องการจะพูด โดยไม่สนใจกับความสับสนและความผิดหวังในแววตาของเธอ เปิดเพลงที่อบอุ่นขึ้นในรถเสียงดัง “พักสักหน่อยเถอะ เดี๋ยวก็ถึงบ้านแล้ว”

            อี้เป่ยซีพยักหน้า หลับตา

            เป่ยซีเธอรู้บ้างไหม? ตอนที่พี่รู้ความจริงพี่ดีใจมาก ในเมื่อเรื่องนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกเราสองคน พวกเราก็จะไม่รู้สึกผิดในเรื่องความรักหรือเปล่า แต่ถึงอย่างไรเสีย หลังจากอุปสรรคระหว่างพวกเราได้ถูกกำจัดออกไปเธอก็กลับหลงรักคนอื่นซะแล้ว

        อี้เป่ยเฉินกำพวงมาลัยแน่น ถ้าหากเขาคือลั่วจื่อหาน ก็คงจะไม่บอกเรื่องนี้กับอี้เป่ยซีล่ะมั้ง…

————

ตอนที่ 185
โดย 

ตอนที่ 185 ความเชื่อใจที่สั่นคลอน (5)

             มือของลู่เยี่ยจิ่งไม่ได้ออกแรงอะไร อี้เป่ยซีดึงผมของตัวเองออกมาอย่างง่ายดาย ถอยหลังไปสองสามก้าว รักษาระยะห่างระหว่างคนสองคน

            ท่าทางที่ดูเหมือนยิ้มแต่ไม่ยิ้มของลู่เยี่ยจิ่งน่ากลัวมากจริงๆ เธอเหมือนกับว่าเคยเห็นรอยยิ้มแบบนี้ของลู่เยี่ยหวามาก่อน แม้จะไม่ได้ยิ้มให้เธอแต่กลับทำให้รู้สึกขวัญหนีดีฝ่อเล็กน้อย

            เพราะว่าเป็นพี่น้องกัน ฉะนั้นจึงมีหลายอย่างที่เริ่มเหมือนกันงั้นเหรอ? ลู่เยี่ยจิ่ง…จะเหมือนกับลู่เยี่ยหวาหรือเปล่า…อี้เป่ยซีรีบส่ายหน้า แล้วถอยไปอีกสองสามก้าว จนกระทั่งชนกับชั้นวางหนังสือของตัวเองจึงหยุด มองลู่เยี่ยจิ่งอย่างระแวดระวัง

            “นายก็รู้เรื่องหมดแล้ว…พวกเราก็ไม่น่าจะมีอะไรเกี่ยวข้องกันอีกแล้ว”

            ลู่เยี่ยจิ่งยิ้ม “ทำไมจะไม่เกี่ยวล่ะ?” เขากำลังจะเดินไปข้างหน้า ประตูก็ถูกคนเปิดพรวด ทันทีที่อี้เป่ยซีเห็นคนที่เข้ามาก็ต้องการวิ่งไปยังทิศทางของเขาตามจิตใต้สำนึก สุดท้ายก็ได้แต่ก้าวถอยหลัง ก้าวกลับมาอย่างเขินอายอีกครั้ง ก้มหน้า ไม่มองใครทั้งนั้น

            ลั่วจื่อหานสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวน้อยๆ ของอี้เป่ยซี คิ้วขมวดกันแน่น แววตาที่มองลู่เยี่ยจิ่งยิ่งเปี่ยมด้วยความเกลียดชัง แม้แต่เจือปนการกล่าวโทษเล็กน้อย

            “ถ้างั้นอาซ้อ พวกเราก็ตกลงตามนี้” ลู่เยี่ยจิ่งยังคงยิ้มน้อยๆ กวาดสายตาเห็นสีหน้าที่บึ้งตึงของลั่วจื่อหานแล้วก็ยิ่งรู้สึกมีความสุข พูดจบก็ยังเดินผ่านไหล่ของลั่วจื่อหานออกจากห้องไป ปิดประตูอย่างแผ่วเบา วินาทีที่ประตูปิดลง ในห้องก็เข้าสู่ความเงียบงัน

            ลั่วจื่อหานเพียงแต่มองสำรวจเธออย่างลึกซึ้งอยู่ข้างๆ และไม่ได้พูดอะไร คลื่นความรู้สึกแปลกประหลาดมากมายกลับท่วมท้นในใจ มือสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ สีหน้ายิ่งดูแย่ลง

            อี้เป่ยซีก้มหน้าต่ำ ไม่ได้สังเกตถึงเรื่องเหล่านี้ กลิ่นของฮอร์โมนที่คุ้นเคยอบอวลอยู่ในอากาศ หัวใจของเธอเต้นถี่ขึ้นเล็กน้อย ไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกขาอ่อน บนหน้าผาก็มีเหงื่อเย็นๆ ซึมออกมา

            คนหนึ่งไม่ยอมมองตรงๆ อีกคนหนึ่งก็ไม่ยอมปลอบประโลม ได้แต่ยืนแข็งทื่ออยู่ในมุมเล็กๆ อยู่อย่างนั้น

            จนกระทั่งโทรศัพท์มือถือของอี้เป่ยซีส่งเสียงเพลงที่ไม่เข้ากันอยู่บนโต๊ะ ทั้งสองคนราวกับว่าได้รับนิรโทษกรรม ถอนหายใจอย่างแรง เธอรีบวิ่งไปรับสาย

            “ฮัลโหล”

            “เป่ยซี ลงมาสิ พี่จะพาเธอไปที่นึง”

            แม้ว่าอี้เป่ยซีจะบังคับตัวเองไม่ให้สนใจเขา ไม่ให้มองเขาอย่างไร เงาของลั่วจื่อหานก็ยังคงอยู่ที่มุมสายตาที่ไหนสักแห่ง แม้จะเป็นแค่มุมแต่ก็ดึงดูดความสนใจทั้งหมดของเธอ “ได้ ฉันจะลงไปเดี๋ยวนี้”

            อี้เป่ยซีกำโทรศัพท์มือถือแน่น ลั่วจื่อหานขวางหน้าประตูพอดี ถ้าจะออกไปก็ต้องเดินผ่านเขา แต่ว่าเธอไม่อยากเข้าใกล้เขาเลยจริงๆ ไม่อยากได้กลิ่นที่ยังคงทำให้เธอรู้สึกสบายใจ ไม่อยากมีปฏิสัมพันธ์ใดๆ กับเขา เธอลังเลราวกับว่าเจอคนแปลกหน้าอย่างไรอย่างนั้น

            “ฉัน จะออกไป”

            ลั่วจื่อหานดูเหมือนเพิ่งดึงสติกลับมา “อ่อ”

            ‘อ่ออะไรล่ะ นายดูไม่ออกหรือไงว่าตัวเองขวางทางอยู่’ มือของอี้เป่ยซีที่กำโทรศัพท์มือถือออกแรงอย่างช่วยไม่ได้ “ฉัน ต้องออกไป”

            “ฉันรู้แล้ว”

            ‘นายรู้แล้วทำไมไม่หลีกทาง?’ ราวกับว่าเพื่อยั่วโมโหอี้เป่ยซี ลั่วจื่อหานก้าวถอยหลังไปสองสามก้าว และขวางประตูพอดิบพอดี ครั้งนี้ถึงอย่างไรก็ออกไปไม่ได้นอกเสียจากว่าเขาจะหลีกทาง

            อี้เป่ยซีทั้งรู้สึกสงสัยและน่าขัน เขาต้องการจะทำอะไรกันแน่ ทั้งสองคนยืนอยู่ตรงนั้นโดยไม่พูดกันสักคำ กะจะมองตากันแบบนี้ตลอดไปหรือยังไง? ลั่วจื่อหานมีอารมณ์ผ่อนคลายแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน แล้วยังมาเป็นในเวลานี้ด้วย

            เธอไม่ต้องพูดอะไรมากอีก ในเมื่อเขาอยากยืนหน้าประตูก็ยืนไปเถอะ อี้เป่ยซีวางโทรศัพท์ในมือลงบนโต๊ะเสียงดังปัง กัดฟันโดยไม่รู้ตัว ลากเก้าอี้อย่างแรงแล้วนั่งลงหน้าโต๊ะเปิดหนังสือ

            มีสิ่งผิดแปลกบางอย่างล่องลอยอยู่ในอากาศ อี้เป่ยซีรู้สึกราวกับว่าอากาศรอบตัวล้วนมีจังหวะเต้นของหัวใจ แม้แต่หนังสือที่อยู่ในมือก็พลอยติดเชื้อไปด้วย เธอพยายามสงบสติอารมณ์ แต่ว่าผ่านไปสักพักใหญ่เธอก็ยังคงอยู่ที่ประโยคแรก เธอดึงๆ ผม วางหนังสือลงด้านข้างแล้วเปิดคอมพิวเตอร์

            อี้เป่ยซีเปิดเครื่องเล่นเพลงของตัวเอง จึงพบว่าในเพลย์ลิสมีแต่เพลงที่ลั่วจื่อหานร้องเพลงนั้นในหลากหลายรูปแบบ มีเวอร์ชั่นต่างๆ ซ้อนกันในเพลย์ลิสต์ของตัวเอง ไฟล์เพลงโปรดของฉันปรากฏขึ้นตรงหน้าเธอ

            เพราะเธอตั้งความหวังไว้สูงเกินไป อี้เป่ยซีกดลบทีละเพลง มองดูรายการที่ค่อยๆ ว่างเปล่า ในใจก็ว่างเปล่าตามไปด้วย ในขณะที่เธอกำลังจะลบไฟล์ต้นฉบับสุดท้ายทิ้ง มืออันใหญ่โตก็วางอยู่บนหลังมือของเธอ ลูกศรที่อยู่บนปุ่มลบกลับไปอยู่ที่ปุ่มเล่น เสียงของลั่วจื่อหานที่ดังขึ้นไร้ความอบอุ่น แต่โดดเดี่ยวและอ้างว้างภายในห้องเล็กๆ ทันใดนั้นน้ำตาก็ของอี้เป่ยซีก็พลันร่วงหล่นแล้ว

            ลั่วจื่อหานดึงอี้เป่ยซีเข้ามาในอ้อมกอดของตัวเองเงียบๆ เมื่อเห็นว่าเธอไม่ขัดขืน จึงถอนหายใจโล่งอก

            ฉากในอดีตวูบผ่านในสมองของอี้เป่ยซีอย่างรวดเร็วพร้อมกับเสียงดนตรี การพบหน้าที่เลือนลางในวัยเด็ก การพบกันอีกครั้งในสภาพสะบักสะบอม ลั่วจื่อหานที่อยู่เคียงข้างเธอตลอดเวลา ฉากที่เขาสาบานกับเธอว่าจะอยู่กับเธอตลอดไป ฝังรากลึกราวกับว่าเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ราวกับว่าพอหลับไปแล้วเรื่องทั้งหมดก็จะเปลี่ยนแปลงจนทำให้โลกสั่นสะเทือน

            เธอรู้สึกเจ็บปวดในใจอีกครั้ง ผู้ชายคนนั้นที่เห็นเธอเป็นผู้กอบกู้ เขายอมลดตัวขนาดนี้ ลดตัวจนเป็นเพียงคนธรรมดาเพื่อให้ได้รับการดูแลจากเธอ ทั้งๆ ที่เขาอยู่สูงแบบนั้น กลับยอมที่จะเดินเข้าไปในโคลนตม…

            ลั่วจื่อหาน นายคือลั่วจื่อหานนะ นายผิดตั้งแต่แรกแล้ว แต่ว่าทำไมต้องผิดด้วยล่ะ?

            อี้เป่ยซีไม่รู้ว่าตัวเองยังตำหนิเขาอยู่อีกไหม ยังรู้สึกไม่อยากเข้าใกล้เขาอยู่หรือเปล่า เธอรู้เพียงแค่ในใจราวกับมีความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้เพิ่มขึ้นมา และเมื่อคิดถึงมันแล้วก็จะรู้สึกปวดใจ ปวดใจเหลือเกิน

            พวกเขาไม่ควรเป็นแบบนี้ และเธอก็ไม่ควรเป็นแบบนี้

            ถ้าหากไม่ได้เจอกันก็ดีสิ

            เสียงของโทรศัพท์มือถือดังขึ้นอีกครั้ง หลังจากผ่านไปเนิ่นนานจึงเงียบไป แล้วก็ดังอีกครั้งเล่าครั้งเล่า ราวกับว่าถ้าไม่รับก็จะไม่หยุดอย่างไรอย่างนั้น

            “บ้าจริง ถ้าเธอไม่รับอีกพี่ก็จะบุกขึ้นไปแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นนี่นา มีคำๆ นึงที่บอกว่า คางคกสามขาน่ะหายาก แต่ว่าผู้ชายสองขามีถมไป เธออย่าคิดมากเลยนะ เด็กดี ลงมาเถอะพี่จะพาเธอไปเดินเล่น”

            เสียงที่ผ่านการประมวลผลของกระแสไฟฟ้าดังอยู่ในหูของลั่วจื่อหาน เขาขมวดคิ้ว แอบจำเรื่องนี้ไว้ในใจแล้ว

            “เปล่า ฉัน วันนี้ช่างมันเถอะ พรุ่งนี้นะ”

        “ทำไมวันนี้ถึงช่างมันล่ะ…” ทางนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง ได้ยินเสียงคนสองคนปรึกษากันแว่วๆ สุดท้ายเหมือนเซี่ยเช่อเอ่ยขึ้นเสียงดัง “มันจะได้ยังไงเล่า” จากนั้นเสียงก็เริ่มไม่ชัดเจนแล้ว

————

ตอนที่ 184
โดย 

ตอนที่ 184 ความเชื่อใจที่สั่นคลอน (3)

             เมื่อห้องเข้าสู่ความมืดมิด อี้เป่ยซีจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น คำพูดของความเป็นห่วงเป็นใยเหมือนปกติลอยเข้าหูของเธอ อี้เป่ยซีหันไป น้ำตาร่วงอยู่บนหมอนสีทึบ วงกลมสีเข้มค่อยๆ ขยายออก กลืนกินสีอันผ่อนคลายที่อยู่เคียงข้างกัน

            เมื่อถึงวันสุดสัปดาห์ วันที่ทั้งสองคนตกลงว่าจะจากไปพร้อมกัน อี้เป่ยซียืนอยู่ข้างหน้าต่าง มองไปข้างนอกด้วยความเลื่อนลอยเล็กน้อย หัวใจเหมือนถูกเส้นด้ายบางๆ มัดไว้ ทุกครั้งที่นึกถึงเขามันก็จะรัดแน่นจนฝังเป็นรอยแผลไขว้กัน และน้ำตาก็ไหลออกมาเป็นสายเลือด

            “เป่ยซี” คุณแม่อี้เปิดประตู ลูกสาวของตัวเองยังคงมีท่าทางเหมือนร่างไร้วิญญาณ เธอเป็นกังวลเล็กน้อย กลัวว่าสถานการณ์จะเป็นเหมือนตอนนั้นอีกครั้ง

            หลังจากลู่เยี่ยหวาตายแล้ว อี้เป่ยซีสามารถดึงเธอออกมาได้ แต่ว่าตอนนี้มีเพียงลั่วจื่อหานที่เป็นผู้ช่วยชีวิตหนึ่งเดียวของเธอ แต่ก็เป็นเขาอีกเช่นกันที่ทำร้ายเธอจนจมลึก ถ้าหากเกิดเรื่องอะไรกับอี้เป่ยซีอีก เธอก็คิดวิธีไม่ออกแล้วจริงๆ…

            อี้เป่ยซีก้มหน้ามองมือของตัวเอง เธออยากกลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อนที่ยังคงหัวเราะได้อย่างเต็มที่ แต่ว่ามันเหนื่อยมากจริงๆ เหนื่อยเกินไปแล้ว เหนื่อยจนเธอไม่อยากตอบสนองใดๆ ไม่อยากคิดอะไรทั้งนั้น แค่นั่งเงียบๆ อยู่ตรงนี้ ราวกับว่าได้พลังงานทั้งหมดของเธอได้ถูกสูบไปหมดแล้ว

            “ลั่วจื่อหานรอลูกอยู่ข้างล่าง…ลูก ยังอยากจะไปเจอเขาไหม?”

            อี้เป่ยซีส่ายหน้า ผมที่ไม่ได้รับการหวีร่วงอยู่บนขนตา ดวงตาเธอสั่นไหวเบาๆ ไม่มีการเคลื่อนไหวอื่น

            “ได้ แม่จะให้เขากลับไป”

            คุณแม่อี้ยังคงปิดประตูลงด้วยความเป็นห่วงเล็กน้อย เมื่อเห็นลั่วจื่อหานจากบนบันไดก็รู้สึกโมโห ไหนบอกว่าจะปกป้องเป่ยซีอย่างดี จะไม่ให้ลูกสาวของเธอต้องเจ็บช้ำน้ำใจแม้แต่น้อย แล้วตอนนี้ล่ะ ตอนนี้เขาทำให้อี้เป่ยซีกลายเป็นอะไรไปแล้ว

            “เป่ยซีไม่อยากเจอเธอ เธอกลับไปเถอะ”

        ร่างของลั่วจื่อแข็งทื่อ ความผิดหวังอันหนักอึ้งผุดขึ้นในดวงตา เขาลุกขึ้นยืน ยังคงมีท่าทีนอบน้อม “คุณน้าครับ งั้นรบกวนคุณน้าบอกเป่ยซีว่าผมจะรอเขาที่สนามบิน ฝากด้วยนะครับ” พูดแล้วก็โค้งต่ำอย่างเป็นทางการมาก

            คุณแม่อี้ขมวดคิ้ว พยักหน้าอย่างไม่เต็มใจนัก “ถ้าเป่ยซีไม่ไป เธอก็กลับไปก่อนเถอะ”

            เขาหัวเราะ เจือปนความจนใจและอ้างว้าง “ไม่ล่ะครับ ผมจะรอเขาเสมอ”

            หลังจากอี้เป่ยซีรู้แล้วพูดเพียง ‘อืม’ คำเดียว  ยังคงยืนเหม่ออยู่ข้างหน้าต่าง จ้องมองท้องฟ้าที่มืดลงทุกที

            ท้องฟ้าที่สนามบินก็เหมือนกับท้องฟ้าเหนือศีรษะของอี้เป่ยซี มืดมิดจนแทบจะหยดหมึดออกมาได้ ทั้ง ๆ ไม่มีเมฆบนท้องฟ้า แต่กลับไม่มีดาวสักดวงหรือแม้แต่แสงจันทร์ ราวกับว่าทุกอย่างต่างถูกซ่อนตัว ถูกเก็บไว้และจากไปแล้ว

            ลั่วจื่อหานนายเคยพูดว่าพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว แต่ว่านายไม่เคยบอกฉันว่าหลังจากพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ค่ำคืนจะยิ่งมืดมิด ยิ่งหนาวเหน็บและยิ่งยาวนานกว่าเดิม

            ฉันเคยคิดว่านายคือแสงสว่างของโลก ตอนนี้ถึงได้พบว่า นายไม่เพียงต้องการส่องสว่างโลกของฉันแต่สุดท้ายก็เอาทุกอย่างกลับไป หลังจากนั้นแม้จะมีแสงอาทิตย์ฉันก็มองไม่เห็นอีกแล้ว และไม่ต้องการเห็นอีกต่อไปแล้ว

            เธอสามารถยอมรับแผนหรือการจัดการเล็กๆ ในชีวิตรักได้ สามารถยอมรับการปรับใช้ผลประโยชน์เป็นครั้งคราวได้ แต่ว่าเธอรับไม่ได้จริงๆ รับไม่ได้จริงๆ ที่เขาเล่นตลกกับเธอเหมือนเป็นคนโง่ เหมือนกับพระเจ้าที่กำลังดูแคลนเธอ

            ทั้งๆ ที่เขารู้ถึงสาเหตุความทุกข์ใจทั้งหมด แต่ว่าทำไมถึงไม่บอกเธอ ทำไมไม่ช่วยเธอพิสูจน์ ทำไมถึงลงมือหลังจากที่เธอเดินผ่านขวากหนามมาแล้ว และบอกว่าไม่เป็นไรหลังจากที่ได้รับบาดเจ็บแล้ว

            ทั้งๆ ที่สามารถหลีกเลี่ยงเรื่องทั้งหมดนี้ได้…ทำให้เธอสามารถรักใครสักคนอย่างกล้าหาญได้ ทำให้เธอมีความสุขโดยปราศจากภาระใดๆ ได้ และไม่ต้องทรมานกับการดูถูกมากมายเพียงนี้…

            อี้เป่ยซีค่อยๆ ทรุดตัวลงไปกับพื้น บอกไม่ได้ว่าเกลียดชังหรือชอบลั่วจื่อหาน ทุกครั้งที่ยื่นมือออกไปคนที่ช่วยเหลือคือเขา แต่ว่าคนที่ทำให้เธอตกที่นั่งลำบากก็คือเขา ตอนนี้เธอไม่มีทางที่จะเผชิญหน้ากับเขาอีก

            เมื่อคิดว่าจะจากเขาไปในใจก็ทรมาน แต่ว่าเมื่อเจอหน้าเขาก็รู้สึกเสียใจ

            “ลั่วจื่อหาน ทำไมนายต้องทำแบบนี้ด้วย เพราะอะไร…”

            ลั่วจื่อหานยังคงรออยู่ที่ทางเข้าสนามบิน รถมุ่งหน้าไปยังสนามบินคันแล้วคันเล่า เขาไม่มีความสุขเลยแม้แต่วินาทีเดียว เขารู้ว่าอีเป่ยซีจะไม่มา แต่ว่าก็ยังอยากทำแบบนี้ ยังอยากรออย่างไร้ความหมาย เขาไม่มีทางเลือกนอกจากทำเช่นนั้น

            เขารู้ดีว่าว่าเบื้องหลังของบ้านลู่เซิงเป็นอย่างไร ดังนั้นจึงรู้สึกว่าในเมื่อไม่ได้สนิทสนมกับลู่เยี่ยหวามาก ก็ไม่มีความจำเป็นต้องตำหนิเธอเพื่อเขา แต่ว่าลั่วจื่อหานกลับคิดไม่ถึงว่าพ่อแม่ของลู่เยี่ยหวาจะไกล่เลี่ยมาถึงขั้นนี้ เขาก็แค่สงสัยจึงส่งคนไปสืบดู เมื่อผลมาอยู่ในมือของเขาแล้ว ลั่วจื่อหานก็คิดมาโดยตลอดว่าจะบอกเรื่องนี้กับเป่ยซีเมื่อไรดี

            เขาไม่กล้าและไม่แน่ใจ…เขาไม่แน่ใจว่าเขาจะชนะความรู้สึกที่อี้เป่ยเฉินอยู่กับเธอมานานหลายปีได้หรือเปล่า

            โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าดังขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ลั่วจื่อหานมองดูสายเรียกเข้า คิ้วขมวดกันแน่น เขาโทรมาทำไม?

            “ฮัลโหล”

            “ได้ยินว่านายยังรอคนอยู่ที่สนามบิน ยอมแพ้ซะเถอะ อี้เป่ยซีไม่กลับไม่กลับมาหรอก หืม เป็นไงล่ะ จะแกล้งทรมานตัวเองเพื่อเรียกร้องความสงสารจากอีกฝ่ายงั้นเหรอ สมใจแล้วสิ ผ่านครั้งนี้ไปใครเขาจะติดกับนายง่ายๆ อีกล่ะ”

            “นายแค่คิดจะมาหัวเราะเยาะฉันเหรอ?”

        ในตอนนั้นอารมณ์ลู่เยี่ยจิ่งดีมาก เมื่อได้ยินคำพูดของเขาสีหน้าก็มืดมนลง เจือปนความอันตรายเล็กน้อย “เปล่า ฉันอยากร่วมมือกับนาย”

            “ทำไมนายถึงคิดว่าฉันจะช่วยนาย”

            “นี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่นายจะกู้ภาพลักษณ์ของนายกลับมาไม่ใช่เหรอ ถึงยังไงเป่ยซีก็เกือบจะได้เป็นซ้อใหญ่ของฉันแล้ว ถ้านายช่วยซ้อใหญ่ของฉันคนนี้ลงโทษแล้วฆ่าฉัน…คนของพี่ชายฉัน เธอจะซาบซึ้งในตัวนายมากแค่ไหน”

            มือของลั่วจื่อหานบีบแน่น “ไม่สนใจ”

            “ลั่วจื่อหาน หรือว่านายจะทิ้งโอกาสชิ้นใหญ่ขนาดนี้ไปเหรอ? ตามจมูกนักธุรกิจของนายแล้ว นายก็รู้ว่าถ้าช่วยฉัน นายจะได้ผลประโยชน์มากแค่ไหน”

            “ฉันถูกจมูกนักธุรกิจทำร้ายจนน่าสมเพศไม่พออีกเหรอ?” ลั่วจื่อหานวางสาย หัวเราะขมขื่น

            “คุณชาย”

            ลั่วจื่อหานโบกมือ “ไปบ้านอี้”

            ไฟในห้องของอี้เป่ยซียังคงสว่างอยู่ สามารถมองเห็นเงาที่อ่อนแอได้จากชั้นล่าง ลั่วจื่อหานอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือออกไป ค่อยๆ วาดเป็นเค้าโครง

            เป่ยซี ฉันยอมรับผิดแล้ว เธอจะยกโทษให้ฉันได้หรือเปล่า?

            ทันใดนั้นหมัดหนักก็กระแทกลงบนหน้าใบหน้าครึ่งหนึ่งของเขา ของเหลวอุ่นๆ ไหลออกมาจากมุมปาก เขาเช็ดออกเงียบๆ

            “ลั่วจื่อหาน ฉันมองนายผิดไปจริงๆ” เซี่ยเช่อกำหมัดแน่น หน้าอกยังคงกระเพื่อมไม่หยุด กำลังง้างมืออีกครั้งก็ถูกหลานฉือเซวียนรีบรุดมาคว้าไว้

        “เซี่ยเช่อ ลั่วจื่อหานก็ทรมานมากนะ”

        “ทรมาน ตอนนี้เขาทรมานก็ไม่เท่าหนึ่งในหมื่นของเป่ยซีหรอก นายรู้ไหมว่าเขาอยากจะจบชีวิตของตัวเองเพราะเรื่องนี้กี่ครั้ง? แต่ว่านายที่รู้ความจริงทำอะไรอยู่ เอาความทุกข์ของอี้เป่ยซีทั้งหมดมาเป็นเครื่องมือของตัวเอง ลั่วจื่อหานนายทำให้ฉันเกลียดจริงๆ”

————

ตอนที่ 183
โดย 

ตอนที่ 183 ความเชื่อใจที่สั่นคลอน (2)

             บรรยากาศของความง่วงซึมเริ่มลอยเต็มอยู่ในอากาศ ในที่สุดโลกก็ทิ้งเธอไป แสงไฟในอาคารดับลงในจังหวะเวลาที่แตกต่างกัน แสงไฟสีเหลืองบนถนนส่องอยู่บนตัวเธอ เผยความอ่อนแอของเธออย่างไม่ปรานี เงามืดที่เกาะกลุ่มอยู่ด้วยกันสั่นไหวอยู่บนพื้นยาว

            เสียงของรองเท้าหนังเลือนลานคืบคลานเข้าสู่บทโหมโรงของชีวิต อี้เป่ยซีลุกขึ้พรวดโดยไม่คิดอะไร เบื้องหน้ามืดสนิท เธอประคองกำแพงวิ่งไปข้างหน้าสุดชีวิต เสียงฝีเท้ายังคงตามเธอมาอย่างไม่รีบร้อน ราวกับเงาที่สะบัดไม่หลุด

            ย่านเล็กๆ แห่งนี้เป็นเหมือนเขาวงกตที่สร้างมาอย่างดีและสร้างมาเพื่อเธอ ไม่ว่าเธอจะไปทางไหนก็เป็นวังวนซ้ำๆ ไม่มีที่สิ้นสุด เธอไม่เคยแยกแยะ ไม่เคยคิด ไม่เคยเลือกอย่างถูกต้อง ได้แต่ใช้การตัดสินใจของตัวเอง ไหลไปตามกระแสน้ำ และนี่ก็เป็นสิ่งที่เธอเลือกเอง

            เธอหยุดอยู่ด้านหน้ากำแพง ไม่มีทางไปแล้ว เธอกำหมัดด้วยความดื้อรั้น ไม่ได้หันกลับไป เสียงรองเท้าหนังด้านหลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ กลิ่นของผู้ชายคนนั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

            อารมณ์เขาคงแย่มาก กลิ่นที่เยือกเย็นอยู่แล้วผสมกลิ่นเหล้ากับบุหรี่จางๆ เผยความอิดโรยเล็กน้อย เขาหยุดอยู่ด้านหลังเธอ ไม่มีใครพูดจา คนหนึ่งยืนอยู่ข้างหน้าคนหนึ่งคืนอยู่ข้างหลังอยู่อย่างนี้ ยืนแข็งทื่ออยู่เนิ่นนาน นานจนกระทั่งอี้เป่ยซีรู้สึกเมื่อยขา คนที่อยู่ด้านหลังจึงพูดขึ้น

            “เธอรู้แล้วสินะ”

            อี้เป่ยซีกัดริมฝีปาก ข่มน้ำตาในดวงตาของตัวเอง

            “เป่ยซี ฉันไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังเธอ ฉันแค่รู้สึกว่ามันไม่สำคัญก็เท่านั้น”

            “ไม่สำคัญ?” ดวงตาของเธอแดงก่ำเนื่องจากความโมโห เสียงหัวเราะเยาะเย้ยแสบแก้วหูมากในเวลากลางคืน ลั่วจื่อหานขมวดคิ้ว “นายไม่รู้หรอกว่ามันมีความหมายอะไรกับฉัน นายไม่รู้หรอกว่าพ่อแม่ต้องทนทุกข์เพราะเรื่องนี้มากแค่ไหน พี่เป่ยเฉินต้องทรมานมากแค่ไหน ฉันต้องเสียใจมากแค่ไหน คนหลายคนต้องแบกรับไว้ แต่มันกลายเป็นเรื่องไม่สำคัญสำหรับนาย”

            “ฉันคิดมาตลอดว่าเป็นเพราะฉัน…ไม่มีสักวันที่ฉันไม่รู้สึกผิด ไม่มีสักวันที่ฉันไม่รู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรที่จะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เรื่องพวกนี้ไม่สำคัญในสายตานายงั้นเหรอ?”

            “เป่ยซี ร่างกายเธอยังไม่หายดี พวกเรากลับไปค่อยคุยกันดีไหม”

            อี้เป่ยซียกมือขึ้นปาดน้ำตาบนใบหน้าของตัวเอง น้ำเสียงสั่นเครือ “มันเรื่อง…ไม่สำคัญ ทำไมคุณต้องเอามาใส่ใจด้วย”

            “เป่ยซี ฉันยอมรับว่าเรื่องนี้ฉันมีส่วนที่ติดค้างเธอ เธอจะโกรธฉันก็ได้ แต่ว่าอย่าล้อเล่นกับร่างกายของตัวเองได้หรือเปล่า ฉันจะพาเธอกลับบ้านอี้ก่อนดีไหม”

            “ไม่ต้องรบกวนคุณหรอก”

            ลั่วจื่อหานควบคุมมือของตัวเองที่ต้องการจะยื่นออกไป ถอนหายใจอย่างผิดหวัง “ถ้าเธอไม่อยากเห็นหน้าฉัน…ฉันจะจากไปสักพักก็ได้…เธอต้องดูแลตัวเองให้ดี”

            น้ำตาเม็ดโตของอี้เป่ยซียังคงร่วงลงมาอย่างไม่เชื่อฟัง มันก็เป็นความเจ็บปวดในสายตาของลั่วจื่อหานเช่นกัน

            เมื่อเช้าเขาก็รู้แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ว่าถูกงานที่บริษัทรัดตัวไว้จนปลีกตัวออกมาไม่ได้ คิดไม่ถึงว่ามันจะเป็นเรื่องที่เขาไม่ต้องการเห็นที่สุดจริงๆ

            ตอนนี้เขาอยากให้อี้เป่ยซีเป็นเหมือนเมื่อก่อนเหลือเกิน เธอที่ไม่คิดจะสืบเรื่องราวให้ชัดเจนหรือคิดให้ชัดเจน เดินไปแต่ละก้าวอย่างซึมกะทือและเชื่อในคำพูดของเขาอย่างใสซื่อ

            แต่ว่านะ มันเป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถแสร้งทำเป็นไม่รู้ แสร้งว่ามันผ่านไปแล้ว แสร้งว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

            “เป่ยซี ฉันจะให้คนขับรถที่บ้านมารับเธอ เธอ อย่าหนีอีกเลย…”

            ฉันขอโทษที่ฉันทำร้ายเธอ แต่ว่าฉันในตอนนั้นคิดวิธีอื่นไม่ออกจริงๆ วิธีที่จะทำให้เธอมาอยู่ข้างกายฉัน

            ลั่วจื่อหานเห็นว่าคนที่อยู่เบื้องหน้าไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง ย่างก้าวดูสับสนราวกับว่ากำลังหลีกเลี่ยงอะไรบางอย่าง หันหลังจากไป อี้เป่ยซีมองดูแหวนบนมือของตัวเอง มันส่องประกายมืดมนภายใต้ค่ำคืนที่มืดมิด อี้เป่ยซียื่นมือถอดมันออกมาอย่างแรง ขว้างไปยังลั่วจื่อหาน มันร่วงลงพื้นพร้อมเสียงที่แจ่มชัด

            ร่างของลั่วจื่อหานเอนไหว แต่ยังคงเดินไปข้างหน้า จนกระทั่งเขาลับสายตาไปอย่างสมบูรณ์แล้ว อี้เป่ยซีจึงวิ่งไปยังที่ที่แหวนหล่น ลูบคลำทั่วพื้นแต่หาไม่เจอ

            หายแล้วก็หายไปเถอะ แม้ว่าเธอต้องการจะเอามันคืนมา มันก็คงไม่ยอมกลับมาแล้ว

            จู่ๆ อี้เป่ยซีนึกถึงคำที่พี่ชายพูดกับตัวเองในอดีต

            “พระเอกพวกนั้นมีอะไรดี เธอถึงได้ร้องไห้ฟูมฟายขนาดนี้”

            “พี่ดูสิว่าพวกเขาดีกับนางเอกมากแค่ไหน ตอนที่โลกทั้งใบไม่สนใจนางเอก ก็เป็นที่พึ่งเดียวของนางเอก เป็นท้องฟ้าของนางเอก คอยปกป้องเธอ ไม่ยอมให้เธอเป็นอันตราย แต่ว่า เฮ้อ…”

            อี้เป่ยเฉินจมอยู่ในความคิดครู่หนึ่ง “เป่ยซี”

            “หืม?”

            “เธอเคยคิดหรือเปล่าว่าเพราะเขาทำลายทุกอย่างของเธอ สุดท้ายก็เลยเป็นที่พึ่งสุดท้ายของเธอ พระเอกพวกนั้นน่ะ ไม่ได้คอยยืนปกป้องนางเอกจากข้างหลังหรอก แต่บีบบังคับให้พวกเธอต้องเลือกที่จะอยู่ใต้ร่มเงาของพวกเขา”

            “พี่เป่ยเฉิน พี่คิดในแง่ร้ายเกินไปแล้ว”

            “เธอคิดน้อยต่างหาก…”

            รถลีมูซีนจอดอยู่ด้านหน้าอี้เป่ยซี คนบนรถรีบวิ่งเข้ามาหาอีเป่ยซี “เสี่ยวซี เสี่ยวซี เป็นอะไรไป? เกิดอะไรขึ้น?”

        “พ่อคะ” อี้เป่ยซีกอดอี้เฉิง ร้องไห้หนักกว่าเดิม

            “เอาล่ะๆ เป่ยซี พ่ออยู่นี่แล้ว ไม่เป็นไรแล้วนะ พ่ออยู่นี่แล้ว”

            เมื่อกลับมาถึงบ้าน อี้เป่ยซีร้องไห้จนหลับไปแล้ว อี้เป่ยซีอุ้มลูกสาวที่รักของตัวเองออกมาอย่างระมัดระวัง คุณแม่รีบเข้ามาสมทบ เขารีบแสดงอาการให้เธอเงียบเสียง

            “เป็นอะไรไป?”

            “ไม่รู้ สงสัยทะเลาะกับลั่วจื่อหานมั้ง” เมื่อได้ยินชื่อของลั่วจื่อหาน อี้เป่ยซีก็ขมวดคิ้วอีกครั้ง จากนั้นก็ผ่อนคลาย แต่ว่ายังคงมีท่าทางทรมานมาก

            คุณแม่อี้ช่วยเหลือพร้อมเดินอยู่ข้างพวกเขา “ก็ดีๆ อยู่ไม่ใช่เหรอ ทำไมจู่ๆ ก็เกิดเรื่องแบบนี้ได้ ไม่ได้ เดี๋ยวฉันจะต้องถามพวกเขา”

            “เรื่องของลูกคุณอย่าเข้าไปยุ่งเลย”

            “แต่ฉันจะมองดูเป่ยซีถูกลั่ว…” คุณแม่อี้เห็นคิ้วของอี้เป่ยซียับย่นอีกครั้ง รีบเปลี่ยนคำพูด “ถูกเด็กบ้านั่นรังแกไม่ได้หรอกนะ”

            “ตอนนี้เรียกได้ว่าเขาอยู่ในโอวาทลูกสาวคุณจะตาย อยู่ในกำมือทุกวัน จะรังแกเขาได้ยังไง”

            คุณแม่อี้ก็เห็นด้วย แล้วอะไรที่ทำให้อี้เป่ยซีร้องไห้เสียใจขนาดนี้ล่ะ เธอมองอี้เฉิงราวกับกำลังขอความช่วยเหลือ สามีของเธอก็ได้แต่ส่ายหน้า เขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนถึงได้เปลี่ยนไปกะทันหันเช่นนี้

            อี้เฉิงวางอี้เป่ยซีลงบนเตียงอย่างระมัดระวัง แล้วช่วยห่มผ้าให้เธอ ออกไปจากห้องด้วยกันกับคุณแม่อี้

        “เป่ยซีผอมลงเยอะเลย”

————

ตอนที่ 182
โดย 

ตอนที่ 182 ความเชื่อใจที่สั่นคลอน (1)

               แม้อี้เป่ยซีจะต้องการอยู่กับคุณแม่ต่ออีกหลายวัน ทางคณะก็จะไม่อนุญาตให้เธออยู่ต่ออีกแล้ว ลั่วจื่อหานก็ควรกลับไปจัดการเรื่องที่บริษัท ทั้งสองคนหารือกันว่าจะกลับไปวันอาทิตย์หน้า และยังสามารถอยู่ที่ประเทศ U ต่อได้อีกห้าหกวัน

            “พี่สาว ดอกไม้ให้พี่สาวครับ” เด็กน้อยตัวอ้วนกลมวิ่งมาหาอี้เป่ยซีด้วยขาที่สั้นป้อม เขาถือดอกกุหลาบช่อใหญ่ กลีบดอกไม้สีแดงสดบดบังวิสัยทัศน์ของเขา อี้เป่ยซีรีบเดินไปข้างหน้า กลัวว่าเขาจะหกล้ม

            เธอยิ้มรับดอกไม้ที่อยู่ในมือ แล้วลูบหัวปุกปุยของเขา “ใครเป็นคนให้เธอส่งมาเหรอ”

            ลั่วจื่อหานเหรอ? นอกจากเขาแล้วยังมีใครอีก อี้เป่ยซีมีคำตอบที่แน่วแน่อยู่ในใจแล้ว แต่เมื่อเห็นเด็กน้อยตัวจ้ำม่ำที่อยู่ตรงหน้า ก็อดไม่ได้อยากจะหยอกเขาสักหน่อย

            “คุณอาที่อยู่ตรงนั้น เขาบอกว่าเอาดอกไม้มาให้พี่สาวคนที่สวยที่สุด แล้วพี่สาวคนนี้จะพาผมไปซื้อลูกอมกิน”

            อี้เป่ยซีเอื้อมมือเขี่ยๆ จมูกของเขา “เธอนี่พูดเก่งจริงๆ งั้นเธอรู้ไหมว่าร้านขายลูกอมที่ใกล้ที่สุดอยู่ตรงไหน?”

            หัวกลมๆ ผงกอย่างแรงสองสามที อี้เป่ยซีเฝ้าอยู่ด้านหน้า “อยู่ที่คุณอาตรงนั้น ผมพาพี่สาวคนสวยไปได้นะ”

            “งั้นก็รบกวนเธอแล้ว”

            เด็กผู้ชายตัวน้อยยื่นมือของตัวเองออกมา “พี่สาว จูงมือ ระวังจะหลงนะ”

            อี้เป่ยซีหน้าแดง ลั่วจื่อหานทำไมถึงบอกกับเด็กน้อยทุกอย่างเลย ผู้ใหญ่อย่างเขาช่างหน้าไม่อายจริงๆ

            เธอยื่นมือออกมา จูงมือน้อยๆ ที่อ้วนกลมของเด็ก มันอ่อนนุ่มราวกับปุยเมฆ ความรักและความเอ็นดูก็ก่อตัวขึ้นโดยธรรมชาติ มือน้อยๆ ถูกมือของเธอห่อหุ้มไว้พอดิบพอดี ในวินาทีนั้นราวกับว่าตัวเองได้กุมโลกทั้งใบ

            ถ้าลูกของเธอยังอยู่ก็ดีสิ…

            หลังจากผ่านถนนไปหลายซอย อี้เป่ยซีก็มาถึงร้านขนมแห่งหนึ่งที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงามมาก ดูแล้วลงทุนลงแรงไปไม่น้อย เธอมองไปรอบกาย คิ้วขมวดกันบางๆ

            ต่อให้ไวน์ดีแค่ไหนก็ไม่สู้ทำเลที่ตั้ง ร้านค้าดูมีราคาขนาดนี้ ทำไมถึงเลือกมาอยู่สถานที่ห่างไกลและไร้ผู้คนแบบนี้ได้

            อี้เป่ยซีเปิดประตูพร้อมกับเด็กชาย เสียงระฆังที่ประตูดังกรุ๊งๆ กริ๊งๆ ลูกค้าคนเดียวที่อยู่ในร้านหันมามองที่ประตู

            ทำไมถึงเป็นเขาได้!

            อี้เป่ยซีมองดอกไม้ที่ในอ้อมอกอย่างเหลือเชื่อ ตอนนี้พวกมันดูเหมือนสัตว์ร้ายสีแดงที่กำลังมองเธออย่างโกรธแค้น ทิ่มแทงร่างกายของเธออย่างหนักหน่วง เธอปล่อยมือทันที แล้วถอยหลังไปสองสามก้าว

            “แปลกใจมากเหรอ?” ลู่เยี่ยจิ่งเดินเข้าไปหาอี้เป่ยซี ยิ้มแสยะพร้อมกดเธอไปที่ประตู พ่นลมหายใจอยู่บนใบหน้าของเธอ “ไม่อยากเห็นฉันขนาดนี้เลยเหรอ”

            อี้เป่ยซีสูดหายใจลึก “ฉันนึกว่า พวกเราหายกันแล้ว”

            ลู่เยี่ยจิ่งหัวเราะ “ฉะนั้นนี่ก็เลยเป็นเหตุผลที่เธอตั้งใจล้มลงไปกับพื้นเหรอ?”

            อี้เป่ยซีเบิกตากว้าง “ไอ้คนชั่ว ต่อให้ฉันไม่อยากข้องเกี่ยวกับนาย ทำไมต้องเอาลูกตัวเองมาล้อเล่นด้วย”

            มือของเขาสัมผัสอยู่บนใบหน้าของอี้เป่ยซีอย่างละมุนละม่อม สัมผัสที่บางเบานั้นทำให้ขนลุกซ่าน “คิดอะไรอยู่เหรอ? คิดว่าเมื่อไรลั่วจื่อหานจะมาช่วยเธอ หรือว่าฉันจะบอกเรื่องนี้กับลั่วจื่อหานหรือเปล่า?”

        “ลู่เยี่ยจิ่งนาย…” อี้เป่ยซีมองทุกอย่างที่เกิดขึ้นตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ สัมผัสอันเยือกเย็นบนริมฝีปากราวกับจะกัดกินเธอ เธอดิ้นรนสุดชีวิตแต่มันกลายเป็นสิ่งไร้ค่าภายใต้การควบคุมของเขา ทันใดนั้นเองคางของเธอก็สึกเจ็บ อี้เป่ยซีเปิดปากออกเล็กน้อย แล้วก็ถูกเขาบุกทะลวงเข้าไป

            เธอกัดลิ้นของเขาอย่างรุนแรง กลิ่นคาวเลือดแทรกซึมเข้าไปในปาก แต่ลู่เยี่ยจิ่งกลับเหมือนเป็นคนบ้า ไม่สนใจความเจ็บปวดยังคงเกี่ยวพันกับเธออยู่เนิ่นนานจึงปล่อยเธอไป

            เขาเกลียดเธอมาตลอดไม่ใช่เหรอ ตอนนี้ต้องการจะทำอะไรอีก?

            อี้เป่ยซีพิงอยู่บนกระจกอย่างอ่อนแรง น้ำตาไหลอาบสองแก้ม

            “ไปจากลั่วจื่อหานซะ”

            “เป็นไปไม่ได้”

            เขาหัวเราะเย็นชา “ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ พวกเธอสองคนเจอเรื่องนี้แล้ว ยังจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขได้เหรอ?”

            อี้เป่ยซีต้องการจะตบหน้าเขาด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี แต่ก็ถูกคว้าไว้กลางอากาศ “ไม่มีทาง ลั่วจื่อหานไม่มีทางเชื่อที่นายพูด”

            “ก็เพราะเธอคิดมาตลอดว่าเขาจะไม่เชื่อที่ฉันพูด เธอก็เลยทำแบบนี้? ไม่ใช่เหรอ?”

            “ลู่เยี่ยจิ่ง นายต้องการอะไรกันแน่?”

            เขาต้องการให้เธอทำอย่างไรกันแน่ถึงจะปล่อยเธอไป เธอทนทุกข์มามากเกินไปแล้ว และเธอก็ชดใช้มามากแล้ว จะต้องให้เธอทำอย่างไรถึงจะเป็นการชดใช้สำหรับหัวใจเขา เขาถึงจะพอใจและปล่อยเธอไป

            “อี้เป่ยซี” จู่ๆ ลู่เยี่ยจิ่งก็อ่อนโยนลง “ลั่วจื่อหานไม่เหมาะสมกับเธอ ถ้าเธอยังชอบเขาอยู่จะไปต่อกับอี้เป่ยเฉินก็ได้ แต่ว่าลั่วจื่อหานน่ะ เธออย่าไปแหยมกับเขาจะดีกว่า”

            “ลู่เยี่ยจิ่ง นายเห็นฉันเป็นอะไร?”

            “ฉันเตือนเธอด้วยความหวังดี ระวังตัวไว้ต่อไปเขาจะกินเธอจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก”

            “ขอบคุณที่เตือน มีอะไรอีกไหม? ถ้าไม่มีแล้ว งั้นฉันก็ขอตัวก่อน”

            ลู่เยี่ยจิ่งลังเลครู่หนึ่ง จึงตัดสินใจพูดออกมา “อุบัติเหตุ ของพี่ชายฉันครั้งนั้น ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเธอหรอก มีคนใส่ยากล่อมประสาทในเหล้าของเขา ฉะนั้น เธอก็อย่าโทษตัวเองให้มากนักเลย?”

            “นายพูดอะไร? ใคร?”

            เขาพึมพำพร้อมหันหน้าไปอีกทาง “ฉันกำลังสืบเรื่องนี้ เธอไม่ต้องเป็นห่วง”

            “ถ้าหากมีข่าวอะไร ขอร้องนายบอกฉันหน่อยได้ไหม?”

            ลู่เยี่ยจิ่งหัวเราะ เอ่ยขึ้นอย่างโหดร้าย “บอกเธอ? ไม่ต้องพูดว่าเธอมีสิทธิ์อะไรหรอกนะ ขนาดคนที่นอนข้างเธอยังไม่บอกเธอเลย ทำไมฉันต้องบอกเธอด้วยล่ะ?”

            อี้เป่ยซีเดินอยู่บนถนนอย่างขวัญหนีดีฝ่อ เธอมองดูถนนสายเล็กๆ ตรงหน้า มันเหมือนกับถนนสายเล็กๆ ที่เธอผ่านมาก่อนหน้านี้ เธอทรุดตัวลงอย่างเศร้าโศก

            “ขนาดคนที่นอนข้างเธอยังไม่บอกเธอเลย ทำไมฉันต้องบอกเธอด้วยล่ะ?”

            “อี้เป่ยซี คนที่ใช้วิธีสกปรกเพื่อเข้าหาเธอทีละก้าวๆ เธอแน่ใจจริงๆ เหรอว่าอยากเดินต่อไปกับเขา?”

            “ถ้าหากการที่ทำร้ายเธอทำให้เขาบรรลุเป้าหมาย เขาก็เลือกที่จะทำแบบนั้นโดยไม่ลังเล จนป่านนี้เธอยังมองไม่ออกอีกเหรอ?”

            “ฉันมองไม่ออกหรอกนะว่าเขาชอบเธอหรือเปล่า แต่ว่าเธอค่อยๆ ถูกเขาผูกมัดอยู่ข้างกาย หรือว่าเธอไม่รู้สึกเหรอ? เชื่อใจอย่างไม่มีเงื่อนไข พึ่งพาเขาร้อยเปอร์เซ็นต์ อี้เป่ยซี เธอกลายเป็นวัตถุของเขาไปแล้ว”

            “วันนั้นที่แท้ง มันก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลแล้วล่ะมั้ง”

            “เธอชอบตำหนิว่าฉันทำอะไรลงไปบ้าง แต่ว่าสุดท้ายคนที่ทำร้ายเธอ จริงๆ แล้วก็เป็นคนที่เธอแคร์ที่สุดสินะ”

            อี้เป่ยซีกุมศีรษะ น้ำตาไหลลงมาเงียบๆ มันร่วงอยู่บนใบหน้าหยดแล้วหยดเล่า รอบกายเงียบสงบแทบจะไม่มีใครเดินมา ไม่มีใครรบกวนเธอ มีเพียงตึกสูงสีเทายืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น ไว้อาลัยให้เธอ

        ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง พิธีกรรมยังคงดำเนินต่อไปโดยใช้น้ำตาของหัวใจที่แตกสลายและความสงสารของกำแพงสูงที่ไม่สามารถพูดออกมาได้

————

ตอนที่ 181
โดย 

ตอนที่ 181 คืนดี (8)

             เดิมทีลู่เยี่ยจิ่งไม่ได้ชื่อลู่เยี่ยจิ่ง เขามีชื่อของตัวเองในประเทศ U แต่ว่าพี่ชายต้องการจะเข้าใกล้อี้เป่ยซีมากกว่านี้ อยากจะเข้าใจประเทศของเธอและเข้าใจความชอบทั้งหมดของเธอ ทั้งๆ ที่สิ่งที่อี้เป่ยซีชอบคือสิ่งที่ดั้งเดิมที่สุดในประเทศ C ของพวกเขา พี่ชายของเขาวันๆ ‘ไม่ทำการทำงาน’ คอยศึกษาของเหล่านั้นด้วยความยากลำบาก

            ชื่อของลู่เยี่ยหวากับลู่เยี่ยจิ่งรวมทั้งลู่เซิงสามชื่อนี้ เป็นชื่อที่พี่ชายของเขากับอี้เป่ยซีตั้งด้วยกัน

            เขาเห็นความเปลี่ยนแปลงของพี่ชายทีละน้อย เขาไม่ขังตัวเองอยู่ในห้องอีกต่อไป ไม่โมโหโดยไม่มีเหตุผล ไม่ทำหน้าบึ้งตึงตลอดทั้งวันอีกต่อไป และไม่ทำเรื่องอะไรพิเรนทร์

            พี่ชายกลายเป็นคนชอบยิ้ม ชอบพูดจา ทุกวันราวกับกำลังใช้ชีวิตอยู่ในไหน้ำผึ้งอย่างไรอย่างนั้น

            ลู่เยี่ยจิ่งสูดหายใจลึก หันมองรูปถ่ายของเขา ลู่เยี่ยหวากับอี้เป่ยซีสามคน

            ที่เขาก็นับว่าชอบอี้เป่ยซีสินะ

            คุณหมอพันแผลของเขาแล้วออกไปอย่างเงียบๆ หลังจากเสียงปิดประตูแผ่วเบา ในห้องก็เข้าสู่ความเงียบงันโดยสิ้นเชิง

            มันเริ่มตั้งแต่ตอนไหน? บางทีเขาเองก็ไม่รู้ มันเป็นตอนที่เธอรออี้เป่ยเฉินที่ประตูชั้นเรียนอย่างเขินอาย ตอนที่เธอจูงมือพี่ชายของตัวเองพร้อมรอยยิ้ม หรือว่าเป็นตอนที่เรียนภาษากับเธอ แล้วหัวเราะบอกว่าเขาไม่จริงจัง

            หรืออาจจะนานกว่านั้น ตั้งแต่เมฆสีขาวก้อนนั้นที่ล่องลอยอย่างเชื่องช้าอยู่ในท้องฟ้าสีคราม

            แต่ว่าอี้เป่ยซีไม่เคยเป็นของเขาเลย

            ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เขาก็รู้สึกมาโดยตลอดว่าคนอย่างอี้เป่ยซีก็ไม่มีทางเป็นของเขา

            เพราะอะไร? เพราะอะไร? ลู่เยี่ยจิ่งมองดูผ้าพันแผลบนมือของตัวเอง รอบพันแต่ละวงนั้นแนบชิบกับบาดแผล เหมือนกับได้แยกชิ้นส่วนของความเปราะบางชิ้นนั้นออกไป

            แม้ว่าเขาไม่เหมาะสม ลั่วจื่อหานก็ไม่สามารถเป็นคนดีของอี้เป่ยซีได้

            อากาศที่ประเทศ U หนาวลงเรื่อยๆ หลายวันนี้อี้เป่ยซีตามลั่วจื่อหานไปเยี่ยมอาจารย์ของเขาที่โรงพยาบาล ชายชราพูดด้วยความยากลำบากเล็กน้อย ยังคงเล่าเรื่องตลกหลายเรื่องของลั่วจื่อหานในอดีตให้อี้เป่ยซีฟังด้วยความกะตือรือร้น

            แต่เวลาที่อี้เป่ยซีมองไม่เห็น ชายชราก็เผยความเสื่อมถอยออกมา ไม่แตกต่างอะไรกับคนแก่ไม้ใกล้ฝั่งทั่วไป

            เพียงไม่กี่วัน คุณหมอก็ไม่ปล่อยให้ชายชราออกมาอีกแล้ว ส่วนชายชราเองก็ไม่มีแรงที่จะเดินออกจากห้องคนไข้แล้วเช่นกัน

            “เซี่ยเช่อ” อี้เป่ยซีพิงอยู่ที่กำแพงนอกห้องคนไข้ เธอสวมเสื้อผ้าชั้นหนามาก แต่ความเย็นยะเยือกของกำแพงยังคงจู่โจมเข้ากระดูกโดยตรงจนอดไม่ได้ที่จะตัวสั่น “ไม่มีหนทางแล้วจริงเหรอ?”

            เซี่ยเช่อพยักหน้า ลั่วจื่อจี้ที่อยู่ด้านข้างก็มีสีหน้าเสียใจ เขาไม่สามารถช่วยพี่ชายได้ ไม่สามารถช่วยชีวิตอาจารย์ของเขาได้

            “เป่ยซี ไม่เป็นไรหรอก อาจารย์อายุปูนนี้แล้ว ตอนนี้ก็พอใจมากแล้ว” เซี่ยเช่อตบๆ ไหล่ของเธอ เพิ่งจะสัมผัส อี้เป่ยซีก็ถูกคนข้างๆ ดึงเข้าไปกอด มือของเขาค้างเติ่งอยู่กลางอากาศครู่หนึ่ง ดึงมือกลับ

            อี้เป่ยซีดวงตาแดงก่ำ สิ่งที่เธอหวงแหนจะต้องจากไปสักวันหนึ่งใช่ไหม เธอก้มหน้ามองรองเท้าไม่กี่คู่ที่อยู่บนพื้น เช่นนั้นพวกเขาและเธอ ยังมีเวลาเหลืออีกแค่ไหนกัน?

            เธอจะสามารถจับมืออยู่เคียงข้างลั่วจื่อหานได้อีกนานแค่ไหน?

            ลั่วจื่อหานอาจเป็นเพราะเดาความคิดในใจของเธอได้ จึงกอดเธอแน่นกว่าเดิมเล็กน้อย “ไม่เป็นไร เข้าไปเยี่ยมอาจารย์เถอะ”

            อี้เป่ยซีพยักหน้า ขณะที่เปิดประตูมีบางอย่างที่สำคัญผ่านวูบเข้ามาในสมองว่าเราไม่สามารถควบคุมความเป็นไปของสรรพสิ่งได้ เธอเดินเข้าไปกับลั่วจื่อหานด้วยความกลัดกลุ้มใจเล็กน้อย

            อากาศวันนี้แย่มาก อาการของชายชราบนเตียงก็แย่เช่นกัน เขาหรี่ตาครึ่งหนึ่ง เปลือกตาที่ใหญ่โตราวกับว่าได้บดบังดวงตาไว้ทั้งหมดแล้ว ภายในดวงตาที่พร่ามัวนั้นหลงเหลือเพียงความว่างเปล่าและความเลื่อนลอย

            เขาหันหน้าด้วยความยากลำบาก เมื่อเห็นว่าเป็นพวกเขาสองคนก็ต้องการจะยิ้ม แต่มีเพียงกล้ามเนื้อด้านข้างที่กระตุก แม้แต่การยิ้มก็ทำไม่ได้แล้วเหรอ?

            “พวกเธอมาแล้วเหรอ”

            “อืม”

            มือของเขาสั่นเทาเล็กน้อย ราวกับว่ามีพลังหยิบแปรงขึ้นมาสาดหมึกอยู่ในสตูดิโอที่ว่างเปล่าทั้งวันอีกครั้ง เขาเผยยิ้ม แล้วค่อยๆ ค่อยๆ หลับตาลง

            อี้เป่ยซียกมือขึ้นกุมปาก น้ำตาเม็ดโตๆ ร่วงอยู่บนมือ ชวนให้เจ็บปวด

            ลั่วจื่อหานกอดเธอ ลำคอขยับเขยื้อน ดวงตาก็แดงก่ำและเงียบงันเช่นกัน

            “อา…” เซี่ยเช่อเดินมาข้างเตียง จัดแจงผ้าห่มของอาจารย์อย่างดีราวกับว่าเขากำลังหลับสนิท และเอ่ยสองสามคำเหมือนทุกครั้ง

            “อาจารย์ อย่านอนดึกนะครับ”

            งานศพถูกจัดขึ้นสิบวันหลังจากนั้น อาจารย์ไม่มีลูกเมียของตัวเอง และไม่มีทายาทของตัวเองหลงเหลืออยู่ งานศพถูกตระเตรียมโดยกลุ่มนักเรียนที่มีลั่วจื่อหานเป็นผู้นำ แม้จะไม่หรูหราแต่ก็ปราณีตเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังเข้ากับความชอบและอารมณ์ของอาจารย์ครั้นยังมีชีวิตอยู่ อี้เป่ยซียืนอยู่ข้างลั่วจื่อหาน ฟังคำสรรเสริญเยินยอของนักบวช เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นคุณยายแก่ๆ ที่สะอึกสะอื้นหนัก เธอหลบอยู่ด้านหลังผู้คนราวกับว่ากลัวจะมีคนเห็น

            อี้เป่ยซีหลับตา

            อาจารย์คะ เธอก็มาด้วย อาจารย์น่าจะดี…

            จู่ๆ ก็เกิดความโกลาหลท่ามกลางฝูงชน อี้เป่ยซีกับลั่วจื่อหานหันไปพร้อมกัน ทิศทางเมื่อครู่ถูกล้อมไปด้วยผู้คนมากมาย อี้เป่ยซีมองลั่วจื่อหานด้วยความตื่นตระหนก เขาเข้าใจความหมายของเธอทันที เดินก้าวเข้าไปจัดการกับฉากปั่นปวนนั้น งานศพจึงดำเนินไปอย่างเรียบร้อยอีกครั้ง

            หญิงชราลืมตาขึ้น พบว่าตัวเองอยู่ในห้องที่สะอาดสะอ้าน

        “อาจารย์ม่อ ตื่นแล้วเหรอคะ” อี้เป่ยซีถือน้ำแก้วหนึ่งเดินเข้ามาพอดี “ดื่มน้ำก่อนเถอะค่ะ”

            หญิงชราหยุดชะงักเล็กน้อย เธอพยายามลุกขึ้น อี้เป่ยซีเอื้อมมือออกไป เธอส่ายหน้า ลุกขึ้นมาเองแล้วรับน้ำอุ่นไว้

            “เป่ยซี ทำไมเธอ…มาอยู่ที่นี่ได้”

            “สวัสดีค่ะอาจารย์ อาจารย์มาได้ยังไงคะ ทำไมถึงเสียใจขนาดนั้น อาจารย์ต่งอยู่โรงพยาบาลตั้งนาน หนูยังไม่เคยเห็นอาจารย์มาเลย?”

            เธอดื่มน้ำไปอึกหนึ่ง มองดูไอน้ำที่ลอยขึ้นมาช้าๆ ราวกับความคิดถูกดึงไปสู่อดีตอันยาวนาน “ฉันนึกว่า…ที่จริง ฉันก็เคยไป…เขาน่ะ…”

            ลั่วจื่อหานเคาะประตู ได้ยินข้างในบอกให้เข้าไปได้จึงเดินเข้าไป ในมือถือกล่องผ้าใบหนึ่ง

            “นี่คือของที่อาจารย์ทิ้งไว้ให้ครับ บอกว่าพอเขาไปแล้วให้เอาให้คุณ”

            “ให้ ให้ฉัน?” เธอรับมาด้วยมือสั่นเทา แววตามีความเหลือเชื่ออยู่บ้าง เธอก้มหน้า ดวงตาระคายเคืองเล็กน้อย

            “เป่ยซี ข้างล่างมีคนมาหาเธอน่ะ” ตอนแรกอี้เป่ยซีอยากอยู่ต่ออีกหน่อย แต่เมื่อได้ยินลั่วจื่อหานก็รู้ว่าตั้งใจให้เธอออกไป เธอพยักหน้า ออกไปพร้อมกันกับเขาแล้ว

            “นายก็รู้เหรอ?”

            แววตาของลั่วจื่อหานยังคงหนักอึ้งเล็กน้อย “เปล่า อาจารย์ไม่เคยพูดถึงเลย ถึงจะไม่บอกตรงๆ แต่เรื่องทุกเรื่อง พอดูจากพฤติกรรมกับปลายพู่กันแล้วมันชัดเจนมาก”

            “ทำไมพวกเขาไม่ได้อยู่ด้วยกัน?”

        “อาจเป็นเพราะนี่คือเรื่องราวของพวกเขา…”

————

ตอนที่ 180
โดย 

ตอนที่ 180 คืนดี (7)

             “มันจะไม่ไปไหน เป่ยซี มันจะไม่จากไปไหน”

            อี้เป่ยซีพยักหน้า รอยยิ้มหวานปานน้ำผึ้ง “ลั่วจื่อหาน ฉันเคยบอกนายหรือเปล่าว่าการได้เจอกับนาย คือความโชคดีที่สุดในชีวิตของฉันจริงๆ”

            “ฉันก็เหมือนกัน”

            อี้เป่ยซีนอนอยู่บนเตียงกับลั่วจื่อหานครู่หนึ่ง จนกระทั่งหลังกินข้าวเที่ยงจึงขับรถไปโรงพยาบาล

            ลั่วจื่อหานพาอี้เป่ยซีไปยังสวนดอกไม้หลังโรงพยาบาลโดยตรง เห็นคุณปู่ที่ผมหงอกทั้งหัวกำลังนั่งอยู่ใต้ต้นไม้อย่างสงบ อมยิ้มมุมปาก ผมที่ถูกลมพัดเผยให้เห็นความมีชีวิตชีวาน้อยๆ ราวกับความอ่อนเยาว์ได้เกิดขึ้นใหม่อีกครั้ง

            ราวกับสังเกตเห็นว่าทั้งสองคนเข้ามาใกล้ ชายชราค่อยๆ ลืมตาขึ้น ม่านตาสีน้ำตาลตอนนี้พร่ามัวเล็กน้อยแล้วแต่ก็ยังคงสดใส เมื่อเห็นทั้งคนที่กำลังเข้ามา ชายชรายิ่งยิ้มกว้างกว่าเดิม แสดงอาการต่อหนุ่มสาวทั้งสองคนโดยไร้การเสแสร้ง

            อี้เป่ยซีมองลั่วจื่อหาน เขาตบๆ มือของเธอ อี้เป่ยซีจึงสูดหายใจลึก ยิ้มพร้อมเดินไปข้างหน้า

            ชายชราเบื้องหน้าไม่ใช่คนประเภทเดียวกันกับคุณปู่ของลั่วจื่อหานเลย คุณปู่ลั่วนั้นชัดเจนและเต็มไปด้วยความกระปรี้กระเปร่า ราวกับว่าไม่มีวันใช้พลังงานในตัวจนหมด มีความเข้มแข็งทำให้รู้สึกปลอดภัย ส่วนคุณปู่ที่อยู่ตรงหน้าดูเหมือนนักวิชาการที่เงียบสงบและเก็บตัว ท่องกลอนเขียนกวี ฟังเพลงเย้าแหย่นกอยู่ในโลกส่วนตัว เหมือนกับอาจารย์ที่แก่ตัวลง

            ทั้งสองคนจูงมือกันหยุดอยู่ด้านหน้าของเขา จู่ๆ อี้เป่ยซีไม่รู้ว่าต้องพูดอะไร ราวกับคำพูดที่ระเบียบมาก่อนหน้านี้หายเข้าไปในสมองอันว่างเปล่า เธอเลียริมฝีปาก…

            “เธอจะตื่นเต้นอะไร ฉันก็ไม่ได้จะกินเธอสักหน่อย” เสียงแก่ๆ ของชายชรามีความขุ่นเคืองเล็กน้อย อี้เป่ยซีลดสายตาลง

            “หนู…อาการออกขนาดนั้นเลยเหรอคะ?” อี้เป่ยซีส่งสายตาให้กับลั่วจื่อหานที่อยู่ด้านข้าง ลั่วจื่อหานเห็นท่าทีอึดอัดของอี้เป่ยซีจากหางตา หัวเราะเบาๆ แล้วหยุดครู่หนึ่งจึงเอ่ยปาก

            “อาจารย์ นี่แหละครับเป่ยซี”

            “รู้แล้ว รู้แล้ว ฉันรู้จักเขาตั้งนานแล้ว”

            “เอ่อ คุณรู้จักหนูเหรอคะ?”

            ชายชราหัวเราะ “เธอ ไม่ใช่ลูกศิษย์ของเขาหรอกเหรอ? ฉันได้ยินเขาพูดถึงเธอบ่อยๆ บอกว่าเธอน่ะ วิชาเลขอ่อนยังกะอะไรดี วันๆ ไม่รู้ว่าฝันถึงอะไร?”

        ใบหน้าของอี้เป่ยซีแดงก่ำทันใด บ่นพึมพำเสียงเบา “ใครกันคะ ที่เผยข้อบกพร่องของหนูแบบนี้”

        อี้เป่ยซีเงยหน้า เมื่อเห็นความคิดถึงในแววตาของชายชรา อดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้น “เป็นคนที่อาจารย์ชอบมากเหรอคะ?”

            “ใช่แล้ว ชอบมาก…” ชายชราเคลื่อนรถเข็นไปข้างหน้าเล็กน้อย “เธออยู่ด้วยกันกับลั่วจื่อหาน เขาได้กำไรจริงๆ”

            “แค่ก เปล่าเลยค่ะ เปล่าเลย หนูก็ได้กำไรเหมือนกัน”

            ชายชราหันมามองอี้เป่ยซี “ตอนที่ฉันยังไม่รู้จักเขา อารมณ์แปลกประหลาดเป็นที่สุดเลย ขอเพียงแค่เขาต้องการไม่ว่าคนอื่นจะโน้มน้าวยังไงก็รั้งไว้ไม่อยู่ ตอนนั้นฉันยังคิดอยู่เลย ว่าคุณหนูบ้านไหนกันนะที่ปลงไม่ตกแล้วเลือกที่จะอยู่กับเขา ฉันยังพูดกับเซี่ยเช่อเลยว่าไม่แน่ลั่วจื่อหานอาจจะเป็นโสดตลอดชีวิตก็ได้”

            “หา พวกคุณคิดแบบนี้กับเขาเหรอคะ…” อี้เป่ยซีคิดถึงฉากที่ตัวเองเจอกับลั่วจื่อหานครั้งแรก อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “ที่จริงตอนที่หนูเจอเขาครั้งแรกก็คิดแบบนี้เหมือนกัน ใครจะรู้ว่าชะตาฟ้าลิขิตก็ไม่เท่าคนลิขิตเอง ก็เลยจับพลัดจับผลูมาอยู่ด้วยกันแบบนี้แล้ว”

            “เพราะเจ้าลั่วจื่อหานมันดวงดี” เมื่อได้ยินคำพูดของอาจารย์แล้ว อี้เป่ยซีเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าด้านข้างของลั่วจื่อหาน แสงแดดแสดงเค้าโครงของแสงและเงาบนใบหน้าของเขาซึ่งจับคู่กันอย่างสมบูรณ์แบบ ราวกับเป็นชิ้นงานที่สุดประณีตของพระเจ้าไม่ว่าจะเป็นด้านโครงสร้างหรือสีสัน ทำให้อดไม่ได้ที่จะร้องอุทานด้วยความชื่นชม

            อี้เป่ยซีนึกถึงประโยคนั้นโดยพลัน ‘เธอจะพูดว่าไม่ชอบก็ได้ แต่ห้ามพูดว่าไม่ดีเด็ดขาด’

            เธอคิดว่าคนที่ไม่ชอบมีน้อยมากในโลกใบนี้

            ทั้งสองคนนั่งเป็นเพื่อนอาจารย์อีกเนิ่นนานจึงจะกลับไป ระหว่างทางอี้เป่ยซีมองใบหน้าด้านข้างของลั่วจื่อหานตลอดเวลา

            ลั่วจื่อหานหมุนพวงมาลัยฉับพลัน รถจอดอยู่ริมถนน รถขับผ่านด้านข้างไปคันแล้วคันเล่า

            “ทำไมถึงมองฉันแบบนี้?” ลั่วจื่อหานยังคงประคองพวงมาลัย แต่กลับโน้มตัวเข้ามาหาอี้เป่ยซี อี้เป่ยซียังคงจับราวเนื่องจากการเปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหันเมื่อครู่ มองลั่วจื่อหานอย่างตำหนิ

            “หลงตัวเองให้มันน้อยๆ หน่อย ฉันมองนายที่ไหนกัน รีบขับรถเถอะ ฉันอยากกลับบ้านไปกินข้าว”

            “วันนี้ก็ทิ้งสามีไว้ในห้องคนเดียวแล้วเหรอ? อี้เป่ยซีต่อไปพวกเราแต่งงานแล้วชีวิตจะทำยังไง?”

            อี้เป่ยซีหน้าแดง มองไปนอกหน้าต่างอย่างอึดอัด พ่นลมออกทางจมูกสองสามที “นายอย่ามัวแต่หน้าด้านได้ไหม”

            ลั่วจื่อหานคว้ามือของอี้เป่ยซี จูบแหวนเพชรบนมือของเธอ “ลืมแล้วเหรอ”

            “อัยยา พอแล้วๆ รีบกลับบ้านเถอะ” อี้เป่ยซีชักมือของตัวเองกลับ มืออีกข้างก็อดไม่ได้ที่จะลูบคลำแหวน

            เธอกระพริบตา อดไม่ได้ที่จะออกแรง

            เจ็บ งั้นก็น่าจะเรื่องจริงสินะ

            เมื่อลั่วจื่อหานออกรถอีกรอบ อี้เป่ยซีก็ไม่มองเขาอีก ก้มหน้ามองแหวนที่ยังคงส่องประกายบนมือของตัวเอง

            ลั่วเยี่ยจิ่งได้ยินรายงานของลูกน้องตัวเอง มือที่ถือแก้วไวน์ยิ่งออกแรงจนมันแตกคามือ เศษแก้วทิ่มแทงลงไปในเนื้อ แต่ลู่เยี่ยจิ่งไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดเลย

            ดังนั้นทุกคนต่างรู้ความจริงหมดแล้ว มีแต่ตัวเองที่ถูกซ่อนอยู่ในที่มืดงั้นเหรอ?

            ดังนั้นทุกสิ่งที่เขาทำก่อนหน้านี้ล้วนเป็นเพียงการทำร้ายเด็กสาวที่ไร้ทางสู้คนหนึ่ง

            “นี่คือสิ่งที่เราสืบได้ในตอนนี้ ยังมีบางเรื่องที่ยังไม่ชัดเจน แต่ว่าก็ยืนยันแปดเก้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว”

            ลู่เยี่ยจิ่งมองเห็นเลือดซึมออกมาจากมือของตัวเอง มันร่วงลงพื้นแล้วแตกกระจายออก เขาหัวเราะเย็นชา “สืบมา ว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้”

            “คุณชาย”

            ลู่เยี่ยจิ่งเงยหน้าไม่ได้พูดอะไร แต่ว่าคนที่อยู่ตรงหน้ากลับมีเหงื่อหยดออกมาอย่างช่วยไม่ได้

            “เกรงว่าคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องเยอะนิดหน่อย…คุณ คุณชายกับคุณผู้หญิง คุณผู้หญิงทางนั้นก็ไม่ง่าย…”

            “งั้นฉันเลี้ยงพวกแกมีประโยชน์อะไร” ลู่เยี่ยจิ่งครุ่นคิดครู่หนึ่ง “คนที่ฉลาดก็น่าจะรู้ว่าต้องเลือกอะไร”

            คนนั้นพยักหน้า ถอยออกไปด้วยความกังวลเล็กน้อยแล้ว ลู่เยี่ยจิ่งจึงเรียกให้เข้ามา

            อี้เป่ยซี อี้เป่ยซี…เธอก็ถูกปิดบังจนน่าสมเพศสินะ…

            ลู่เยี่ยจิ่งขมวดคิ้ว อาจเป็นเพราะความเจ็บปวดบนมือหรืออาจเป็นเพราะความเจ็บปวดในความทรงจำ

            ทรมานกับความทุกข์อันไร้เหตุผลมากมายขนาดนี้…

            จู่ๆ เขาก็นึกถึงฉากที่ตัวเองเจอกับอี้เป่ยซีครั้งแรก เขาเหมือนจะรู้จักเด็กสาวตัวน้อยที่สะอาดสะอ้านและมีชีวิตชีวาคนนี้ก่อนพี่ชายของตัวเองเสียอีก

            ตอนนั้นเขายังอยู่มัธยมปลายล่ะมั้ง ทันใดนั้นคนตัวเล็กๆ อย่างเธอก็เข้ามาในรั้วโรงเรียนมัธยม และทันใดนั้นก็เข้ามาอยู่ในสายตาของเขา

            ในเวลานั้นเขาก็รู้สึกว่าทำไมถึงได้มีสิ่งของที่เล็กและน่ารักถึงเพียงนี้ ขาวผ่องราวกับก้อนเมฆบนท้องฟ้า เขาอดไม่ได้ที่จะมองเธอ แน่นอนว่าเธอไม่ได้มาหาเขาแต่มาหาอี้เป่ยเฉิน

            ต่อมาพี่ชายก็พาเธอมาอยู่ตรงหน้าเขา พร้อมยิ้มเอ่ยกับเขา

        เยี่ยจิ่ง นี่คือพระอาทิตย์ดวงน้อยของฉัน เธอชื่ออี้เป่ยซี

————

ตอนที่ 179
โดย 

ตอนที่ 179 คืนดี (6)

             เมื่อเวลาตีสามของเช้าตรู่ ลั่วจื่อหานจึงกลับมาถึงบ้านของตัวเองพร้อมร่างอันหนาวเหน็บ ห้องที่กว้างใหญ่นั้นว่างเปล่า เขาราวกับว่าถูกความว่างเปล่านี้กดทับทีละน้อยๆ ทั้งตัวเล็กและอ่อนแอ เขารู้สึกเหมือนว่าตัวเองจะวิ่งออกไปนอกประตูในวินาทีต่อมา

            ลั่วจื่อหานนวดคลึงขมับของตัวเอง ทำจิตใจของตัวเองให้มั่นคง เสียงที่แผ่วเบาราวกับเสียงละเมออยู่ในความฝันลอยมาเข้าหูของเขา ลั่วจื่อหานเดินเข้าไปในห้องนอนตามจิตใต้สำนึกแล้ว

            ประตูเปิดไว้ครึ่งหนึ่ง ลั่วจื่อหานวางเสื้อผ้าลงด้านข้างอย่างเบามือ เดินไปที่เตียง ใบหน้าเล็กๆ ของอี้เป่ยซีถูกอาบด้วยแสงสลัว ยังคงมองเห็นเส้นขนละเอียดอ่อนบนใบหน้า ความว่างเปล่าที่อยู่ข้างนอกถูกเติมเต็มทันใด

            ช่างโชคดีเหลือเกิน ที่ฉันได้พบเธอในโลกที่กว้างใหญ่และในเวลาอันแสนสั้นเช่นนี้

            เป่ยซีรู้ไหมว่าถ้าหากไม่ได้พบเธอ ถ้าหากไม่ได้หาเธอจนเจอ เขาก็ไม่รู้จริงๆ ว่าคนที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรอย่างเขาจะต่างจากสิ่งประดิษฐ์ตรงไหน

            เซี่ยเซี่ยส่องสว่างวัยเด็กของเขา ส่วนอี้เป่ยซีเป็นคนถือโคมไฟและเดินไปกับเขาในความมืด

            เขานึกถึงคำที่อาจารย์พูดกับเขาในวันนี้

            เวลาของพวกเรามีไม่มาก ควรจะทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ

            อยู่กับคนที่ตัวเองชอบ แบบนั้นเมื่อเวลาที่พวกเรามองย้อนกลับไปแล้ว

            จึงจะไม่เสียใจกับชีวิตที่ตัวเองเลือกเดิน

            เมื่อสามารถมีเขาแล้วก็จงกอดเขาไว้ให้แน่น

            ถ้าหากเขาไม่อยากหยุด ก็จงปล่อยให้เขาลอยไปตามสายลม

            เธอก็คว้าเงาของเขาไว้

            คว้าเสี้ยววินาทีของฉากนั้นไว้

            คว้าความงามในชีวิตของเธอไว้

            เขาช่างโชคดีเหลือเกินที่ความงามทั้งหมดในชีวิตของเขาก็คือฉากในชีวิตของเขาเอง

            ลั่วจื่อหานนั่งยิ้มอยู่อย่างนี้จนรุ่งสาง

            เมื่ออี้เป่ยซีลืมตาสิ่งที่ปรากฏสู่สายตาก็คือผู้ชายที่จ้องมองเธอพร้อมอมยิ้ม เสียงของเธอยังคงมีความงัวเงียเล็กน้อยและอ่อนแออย่างเห็นได้ชัด “เป็นอะไรไป?” เธอสังเกตเห็นว่าเสื้อผ้าบนตัวของลั่วจื่อหานยังเป็นตัวของเมื่อวาน “นายไม่ได้นอนทั้งคืนเลยเหรอ?”

            ลั่วจื่อหานเดินไปยังอีกด้านของเตียง เปิดผ้าห่มแล้วเข้าไปนอน กอดอี้เป่ยซีไว้ในอ้อมแขน ถอนหายใจเบาๆ อี้เป่ยซีค่อยๆ ตื่นขึ้นมาแล้ว

            “หืม?”

            ลั่วจื่อหานไม่ได้พูดอะไร เข้าไปใกล้คอของเธอกัดอย่างนิ่มนวลแล้วปล่อย กลิ่นหอมละลายอยู่ระหว่างปากและฟัน

            “วันนี้นายเป็นอะไรไป ทำไมถึงติดฉันหนึบแบบนี้?”

            “เป่ยซี…”

            “หืม?”

            “เมื่อคืนฉันไปหาอาจารย์มา”

            อี้เป่ยซีเกี่ยวมือของเธอ น้ำเสียงของเขามีความผิดหวังเล็กน้อย ราวกับว่ากำลังกังวลอะไรอยู่ “เป็นอะไรไป? อาจารย์บอกให้นายดูแลฉันให้ดี อย่าให้คนอื่นพาหนีไปเหรอไง?”

            “ประมาณนั้นแหละ”

            เดิมทีเธอต้องการจะหยอกลั่วจื่อหาน คิดไม่ถึงว่าเขาจะไหลไปตามน้ำแล้ว มือที่เรียวเล็กออกแรงเล็กน้อย มันผนึกแน่นอยู่บนมือของเขาจนกลายเป็นเส้นตรงสองเส้นที่มาบรรจบกัน “อาจารย์นายไม่รู้จักฉันสักหน่อย พูดเหลวไหลอะไร”

            ลั่วจื่อหานปล่อยตัวไปตามการเคลื่อนไหวของเธอ แขนทั้งสองข้างกอดเธอแน่น “เป่ยซี มีเธออยู่มันดีจริงๆ จริงๆ นะ”

            “นายเป็นอะไรไป?”

            “อาจารย์อาจจะอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว”

            เสียงของอี้เป่ยซีถูกสกัดกั้นทันใด แม้เธอไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างลั่วจื่อหานกับอาจารย์ของเขาเป็นอย่างไร แต่จากคำพูดปกติแล้วก็สามารถมองเห็นความเคารพรักที่เขามีต่ออาจารย์ตัวเอง คนที่ลั่วจื่อหานเคารพมีไม่มากนัก แต่เมื่อเคารพใครแล้วก็มาจากใจจริงเป็นที่สุด

            “นาย…ชะตาฟ้าลิขิต นาย…ก็อย่า…”

            “ฉันรู้ ฉันรู้ แต่ว่าพอเห็นชีวิตของอาจารย์ที่ไหลไปเหมือนนาฬิกาทราย แต่ฉันกลับทำอะไรไม่ได้เลย ไม่สามารถหยุดยั้งได้ ได้แต่มองดู ฉันถึงรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กและน่าหดหู่แค่ไหน”

            “บางทีจุดจบในตอนนี้อาจเป็นการเริ่มต้นใหม่ก็ได้นะ”

            “เป่ยซี เวลาที่พวกเราอยู่ด้วยกันมันสั้นมากๆ จริงๆ เหมือนเวลาที่ใครบางคนแค่กระพริบตาหรือหันมา ทำให้ฉันรู้สึกว่ามันเป็นภาพลวงตาและน่ากลัวมาก อนาคตมันเปราะบางเกินไป…”

            อี้เป่ยซีก้มหน้า เธอก็รู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อยเพราะคำพูดของลั่วจื่อหาน แต่ประโยคต่อไปของเขาทำให้ความคิดเชิงลบที่ก่อตัวขึ้นหายไปทันที

            “เป่ยซี แต่งงานกับฉันเถอะ” ไม่รู้ว่าแหวนงานปราณีตมาอยู่ในมือของลั่วจื่อหานตั้งแต่เมื่อไร คงจะเก็บไว้กับตัวนานแล้ว บนเนื้อโลหะจึงอบอุ่นด้วยอุณหภูมิของเขา ราวกับจะสามารถเผาไหม้คนได้อย่างไรอย่างนั้น มือของอี้เป่ยซีกระตุกเล็กน้อย

            เพราะเซี่ยเช่อพูดอะไรกับลั่วจื่อหานหรือเปล่า ทำไมจู่ๆ ถึงมาขอแต่งงานล่ะ? เธอยังไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้เลยนะ ตอนนี้เธอจะเป็นคู่หมั้นที่ดีของเขาได้หรือเปล่า?

            แล้วก็นอนขอแต่งงานบนเตียง มันไม่เป็นทางการไปหน่อยหรือเปล่า จะว่าไปแล้วก็ควรเลือกสถานที่ที่มันใช้ได้หน่อยนี่นา

            ทำไมถึงปล่อยให้เธอทำเรื่องที่ควรจะเป็นสิ่งที่พิเศษและสวยงามที่สุดในชีวิตตอนที่เธอยังไม่ได้ล้างหน้า ฟันก็ยังไม่ได้แปรง และสภาพก็ดูไม่ได้แบบนี้…

            “เป็นอะไรไป?”

            “ทำไมถึงไม่จริงจังแบบนี้?” อี้เป่ยซีดันตัวเองลุกขึ้นนั่งบนเตียง “ฉัน…ฉันโตป่านนี้แล้ว ยังไม่เคยเห็นคนที่รับปากแต่งงานด้วยสภาพรุงรังแบบฉันเลย”

            ลั่วจื่อหานก็ลุกขึ้นนั่งด้วย ปล่อยให้อี้เป่ยซีซบอยู่บนหน้าอกของตัวเอง “เธออยู่ในสภาพไหนก็สวยทั้งนั้น”

            “แบบนั้นก็ไม่ได้หรอกนะ อย่างน้อยตอนนี้ไม่ใช่ตอนที่ฉันสวยที่สุด ไม่ได้ ไม่มีความเป็นพิธีรีตองเอาซะเลย” ทันใดนั้นราวกับอี้เป่ยซีนึกอะไรบางอย่างได้ “นี่ พวกเราพูดถึงอาจารย์ของนายไม่ใช่เหรอ ทำไมจู่ๆ ถึงกลายมาเป็นเรื่องนี้ได้ล่ะ”

            ลั่วจื่อหานเล่นกับแหวนที่อยู่ในมือ “เวลามันสั้น ถ้าเป็นสามีภรรยาเพิ่มขึ้นได้อีกวันก็เป็นซะ ถ้าเธอไม่ยอมรับ งั้นฉันเอาคืนนะ?”

            “ลั่วจื่อหาน! นายนี่มันชอบทำอะไรเกินความสามารถ! ฉันไม่เคยคนขอแต่งงานแบบนายเลย หน้าไม่อายจริงๆ”

            “แล้วคุณนายลั่วจะเต็มใจหรือเปล่า”

            อี้เป่ยซีรู้สึกทั้งโมโหทั้งขำ ยื่นมือของตัวเองออกมา เพชรระยิบระยับเปล่งประกายแวววาวบนมือที่เรียวบาง มันส่องแสงด้วยตัวของมันเอง ราวกับว่าจะใช้นิจนิรันดร์ของหินมาเป็นสักขีพยานในการแสวงหานิจนิรันดร์ของช่วงชีวิตอันแสนสั้น อวยพรให้พวกเขามีชีวิตที่งดงามและยืนยาวดังสายรุ้ง

            “ต่อไปต้องเรียกว่าคู่หมั้นแล้ว”

            “ได้สิพ่อคู่หมั้น”

            อี้เป่ยซีมองมือของตัวเองตลอดเวลา รอยยิ้มราวกับว่าจะไม่มีวันหายไปจากใบหน้า ลั่วจื่อหานกุมมือของเธอ สิบนิ้วประสานกัน เพชรที่นูนขึ้นมาอยู่ในฝ่ามือของเธอพอดิบพอดี มีความแข็งแกร่งอย่างแท้จริง

            “บ่ายนี้ ไปเยี่ยมอาจารย์ด้วยกันกับฉันดีไหม?”

            อี้เป่ยซีพยันหน้า แล้วก็ลังเลเล็กน้อย “แต่ว่า อาจารย์ของนาย…จะชอบฉันไหม?”

            “ชอบสิ ต้องชอบแน่นอน เธอวางใจเถอะ เธอเป็นคนที่คู่ควรแก่การชอบที่สุดในโลกนี้แล้ว ไม่มีใครไม่ชอบเธอหรอก”

            “ทำไมช่วงนี้นายพูดเก่งจัง?”

            “ไม่ชอบเหรอ?”

        อี้เป่ยซีส่ายหน้า “ก็แค่รู้สึกว่ามีความสุขมาก แต่ก็รู้สึกว่าไม่ค่อยสมจริงเท่าไร…นี่คือสิ่งที่ฉันใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อได้มาใช่ไหม? มันเป็นความสุขที่ฉันควรได้รับและจะไม่จากไปไหน ใช่หรือเปล่า?”

————

ตอนที่ 178
โดย 

ตอนที่ 178 คืนดี (5)

             ในบาร์ เสียงโลหะหนักกระทบแก้วหูโดยตรง มันรุนแรงจนศีรษะแทบจะระเบิด ตัวโน้ตที่ทรงพลังยังคงแพร่กระจายอยู่ภายใต้ชั้นผิวหนังที่บอบบางอย่างไม่ลดละ เหล้าที่ไหลลงกระเพาะอาหารอย่างต่อเนื่องนั้นระคายเคืองจนพุ่งไปที่จมูก และดวงตาก็เปียกชื้นโดยไม่รู้ตัวแล้ว

            “ลู่เยี่ยจิ่ง ฉันหาคุณอยู่ตั้งนาน” ลู่เซิงคว้าขวดเหล้าที่อยู่ในมือของเขาขว้างไปที่พื้น ก้มตัวลงและจ้องมองเขา “คุณเป็นอะไรไป? พ่อแม่ตามหาคุณนานแล้ว”

            “ไม่มีอะไร” ลู่เยี่ยจิ่งเอนตัวอยู่บนโซฟา ยกแขนขึ้นปิดบังดวงตาของตัวเอง แสงไฟที่อยู่เหนือบาร์เปลี่ยนสีสลับกัน

            ถ้าไม่มีอะไรทำไมมาเมาอยู่ที่นี่คนเดียวล่ะ ลู่เซิงเงยหน้า มือออกแรงโดยไม่รู้ตัวแล้ว

            แม้เขาจะไม่พูดว่าระยะหลังนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ว่าเธอก็รู้ดี เธอเคยนึกถึงสาเหตุความเศร้าโศกของลู่เยี่ยจิ่งแต่กลับปฏิเสธมันเรื่อยไปเรื่อยไป…

            สุดท้ายมันเป็นเพราะเหตุผลนี้จริงเหรอ?

            ลู่เยี่ยจิ่ง หรือว่าคุณชอบอี้เป่ยซีแล้วจริงๆ?

            คุณเกลียดเธอขนาดนี้ เธอพาพ่ออันเป็นที่รักของคุณไป ทำไมคุณถึงถูกเธอทำให้สับสนได้ ฉันจะไม่มีวันปล่อยให้เธอทำลายชีวิตของคุณอีกเด็ดขาด

            ลู่เซิงดึงไอชั่วร้ายในตัวกลับมา “เยี่ยจิ่ง พวกเรากลับกันเถอะ พ่อแม่เป็นห่วงคุณแล้ว”

            “เป็นห่วงผม? พวกเขามีแต่เป็นห่วงลูกชายของตัวเอง แต่ไม่ใช่ผมลู่เยี่ยจิ่งคนนี้”

            “คุณไม่ใช่ลูกชายของพวกเขาหรือไง? เยี่ยจิ่ง คุณเมาแล้ว ฉันประคองคุณกลับไปดีไหม” เธอเพิ่งจะยื่นมือออกไปก็ถูกลู่เยี่ยจิ่งคว้าไว้อย่างแรง เงยหน้าขึ้นก็สบสายตาที่ดุร้ายคู่นั้น ร่างกายที่อ่อนแอของลู่เซิงอดไม่ได้ที่จะสั่นไหว

            “เยี่ยจิ่งคุณทำฉันเจ็บนะ” ลู่เซิงขมวดคิ้วบิดข้อมือของตัวเอง ทำอย่างไรก็ไม่สามารถหลุดออกจากพันธนาการของเขาได้ “เยี่ยจิ่ง”

            “ลู่เซิง อย่ามาเล่นลูกไม้อะไรอีก ผมจับตามองคุณอยู่ตลอดเวลา” เขาปล่อยมือ มองเธอจากเบื้องบนราวกับจักรพรรดิที่มองผู้หญิงอัมพาตอ่อนแอบนพื้น คลื่นในกระเพาะอาหารทำให้เขาขมวดคิ้วและแสดงอาการหมดความอดทนเล็กน้อย

            “ลู่เยี่ยจิ่ง ฉันทำผิดอะไรคุณถึงทำแบบนี้กับฉัน?” น้ำตาของลู่เซิงไหลพราก เธอกัดริมฝีปาก มองลู่เยี่ยจิ่งอย่างมีเสน่ห์และดื้อรั้น

            เสียงหัวเราะเย็นชาหลุดออกมาจากริมฝีปากบอบบางและเย็ยเยียบ “ทำอะไรเหรอ? ลู่เซิงคุณนี่ร้ายไม่เบา ถ้าหากไม่ใช่พ่อของคุณ ผมเกรงว่าจนป่านนี้ผมก็ยังไม่รู้ความจริง”

            ขนตาของลู่เซิงสั่นไหวรวดเร็ว “คุณไปฟังข่าวลือมาจากใครกันแน่ เยี่ยจิ่ง หลายปีมานี้ฉันเป็นยังไง คุณก็น่าจะรู้ดี ทำไมคุณถึงยอมเชื่อคนอื่น แต่ไม่ยอมเชื่อฉัน?”

            “เพราะผมเชื่อใจคุณมากไป ลู่เซิง” เขาดูเหมือนกำลังกัดฟันกราม เส้นเอ็นที่หน้าผากก็เต้นตุบๆ ในน้ำเสียงยิ่งมีความข่มขู่กระหายเลือด “คุณควรอธิษฐานว่าตัวเองไม่ได้ทิ้งร่องรอยอะไรไว้จะดีที่สุด แล้วก็ให้พ่อตัวดีของคุณปกป้องคุณให้ดี ไม่งั้นบ้านลู่ของผมจะไม่ปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปแน่นอน” ลู่เยี่ยจิ่งลุกขึ้น มองเธอด้วยความรังเกียจ จัดแจงสูทของตัวเองแล้วก้าวยาวๆ ออกไป

            ลมยามค่ำคืนลมอยู่บนตัวของลู่เยี่ยจิ่ง หัวที่ร้อนผ่าวสดชื่นขึ้นมาเล็กน้อย ทันใดนั้นเขาก็โน้มตัวประคองกำแพง อดไม่ไหวอาเจียนออกมา ของเหลวเยือกเย็นบางอย่างไหลตามแก้มแล้วร่วงลงสู่พื้น

            ถ้าหากเป็นแบบนี้จริงๆ ถ้าหากเป็นแบบนี้จริงๆ…

            ลู่เยี่ยจิ่งพิงตัวและศีรษะอยู่บนผนัง มองไปยังแสงจันทร์ที่เหมือนกับสายน้ำ เขานึกถึงเมื่อสามวันก่อนอีกครั้ง ผู้ชายที่เกรี้ยวกราดคนนั้น…

            “ทำไม จะมาลงโทษฉันเหรอ?” ลู่เยี่ยจิ่งปิดหนังสือ เก็บเข้าด้านในสุดของลิ้นชักชั้นกลาง “โมโหอะ…”

            ลั่วจื่อหานหัวเราะเย็นชา โยนกระเป๋าเอกสารในมือลงตรงหน้าเขา “บ้านพวกนายนอกจากลู่เยี่ยหวาแล้วก็ไม่มีใครเหลือจริงๆ”

            “นายหมายความว่าไง”

            “หมายความว่ายังไงนายดูก็รู้แล้ว ลู่เยี่ยจิ่ง” ลั่วจื่อหานก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ทั้งสองคนเผชิญหน้ากัน “นายเป็นเหมือนพี่ชายนายจะดีที่สุด มีความสามารถหน่อย ไม่งั้นนายจะเล่นเกมส์ช่วงหลังไม่สนุกแล้ว”

            ใบหน้าของลู่เยี่ยจิ่งยังคงนิ่งเฉย เมื่อมองไปที่หน้าซองเอกสาร ฝ่ามือก็ถูกปกคลุมด้วยชั้นเหงื่อบางๆ ทันที เขามองลั่วจื่อหานอย่างเหลือเชื่อ มองเห็นความมั่นใจและสีหน้าดูหมิ่นของเขา สิ่งที่เขาเชื่อมาตลอดสั่นคลอนในพริบตา

            เขาคิดผิดมาตลอดหลายปีนี้งั้นเหรอ?

            ไม่ เป็นไปไม่ได้ นี่เป็นเพียงแผนของลั่วจื่อหานก็เท่านั้น

            “ก็แค่กระดาษไม่กี่แผ่น นายจะให้ฉันเชื่อได้ยังไง”

            “หึ แค่คำพูดง่ายๆ ไม่กี่คำนายก็เชื่อหมดใจแล้ว กระดาษไม่กี่แผ่นพวกนี้ก็พอสำหรับนายแล้วไม่ใช่เหรอ?”

            “ลั่วจื่อหาน!”

            “พ่อแม่ของนายก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ถ้าไม่เข้าใจจริงๆ ก็ไปถามพวกเขาก็ได้?”

            “แล้วก่อนหน้านี้ทำไมนายไม่พูด ทำไมไม่บอกอี้เป่ยซี?”

            เมื่อลั่วจื่อหานได้ยินคำว่าอี้เป่ยซี ความอ่อนโยนผ่านวูบในดวงตา “ต่อให้ฉันบอกเขา เขาก็คงคิดแค่ว่ามันเป็นวิธีที่ฉันปลอบเขา”

            ลู่เยี่ยจิ่งละสายตาตัวเอง หยิบเอกสารบนโต๊ะขึ้นมา ราวกับว่ามีของที่หนักเป็นตันกดทับเขาทำให้หายใจไม่ออก เขาบีบมุมเอกสารแน่น ข้อนิ้วกลายเป็นสีขาวเล็กน้อย

            “นายจะไปตรวจสอบเรื่องทั้งหมดเองก็ได้”

            “นายรู้ตั้งแต่เมื่อไร?”

            ลั่วจื่อหานเม้มปาก ตั้งแต่เมื่อไรเหรอ ที่จริงเขารู้ตั้งนานแล้ว ในตอนแรกรู้สึกว่าเรืองนี้มีเงื่อนงำเล็กน้อย จึงส่งคนไปตรวจสอบแล้ว

            แต่เพียงเพราะความเห็นแก่ตัวของตัวเอง จึงไม่ได้บอกคนอื่น

            “ก็ตามที่พูด”

            จู่ๆ ลู่เยี่ยจิ่งหัวเราะ “ลั่วจื่อหาน นายนี่ความพยายามสูงจริงๆ ถ้าเป่ยซีรู้เรื่องนี้ล่ะก็จะเป็นยังไง? จะคิดกับนายยังไง? นายปล่อยให้เขาทุกข์ทรมานขนาดนั้นเพื่อให้ได้เข้าใกล้เขา ตกลงว่านายชอบเขาจริงเหรอเปล่า?”

            “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับนาย” ลั่วจื่อหานหันหลังออกไปจากห้องทำงานของเขาโดยไม่หันกลับมามอง

            วันนั้นที่เพิ่งได้เจอกับอี้เป่ยซี เขาก็รู้ความจริงแล้ว ตอนนั้นคิดว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขา การทำผิดต่อลู่เซิงก็ไม่มีประโยชน์อะไร จึงปล่อยมันไว้อย่างนั้นแล้ว

            หลังจากนั้น…

            ดวงตาเขาเป็นประกาย ถ้าหากในใจของเธอไม่ได้มีความรู้สึกผิดอยู่ตลอดเวลา บางทีเธอกับอี้เป่ยเฉินก็อาจจะเดินไปด้วยกันแล้วสินะ…

            บนใบหน้าของลั่วจื่อหานมีรอยยิ้มขมขื่น

            คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเขาก็ยังเลือกที่จะทำร้ายเธอเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการรักษาเธอไว้ในปีที่โหดร้ายของตัวเอง

            ถ้าหากเป่ยซีรู้ล่ะก็ บางทีก็จะไม่สนใจเขาจริงๆ ก็ได้

            เขาจะไม่ยอมให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น…

            วินาทีที่ลิฟท์เปิด ลั่วจื่อหานก็เก็บความกังวลใจของตัวเอง เสียงเรียกเข้าสบายๆ ดังอยู่ในกระเป๋า

            “ฮัลโหล”

            “ศิษย์พี่ อาจารย์…เหมือนจะป่วยหนัก ตอนนี้เขาคิดถึงพี่มาก…พี่อยากมาเยี่ยมหน่อยไหม”

            ลั่วจื่อหานเงียบไปครู่หนึ่ง

            “ได้ ฉันจะไปเดี๋ยวนี้”

            ลั่วจื่อหานในวัยหนุ่มไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจ เขาชอบงานพวกศิลปะจิตรกรรมมาตั้งแต่เด็ก คุณปู่ให้ความสำคัญกับความสนใจของเขามาโดยตลอด จึงไหว้วานให้คนแนะนำจนได้มาเรียนวาดภาพกับอาจารย์คนนี้ที่นี่…

        เวลาผ่านไปไวจริงๆ เพียงพริบตาเดียวก็สิบกว่าปีแล้วมั้ง

————

ตอนที่ 177
โดย 

ตอนที่ 177 คืนดี (4)

             คุณแม่อี้รีบกลับไปที่โรงพยาบาลตั้งแต่เช้าตรู่ ลั่วจื่อหานออกไปรับโทรศัพท์พอดี เธอก็เห็นอี้เป่ยซีนั่งอยู่บนเตียง แววตามองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเลื่อนลอย สีดำสดใสดูเหมือนกำลังจะจางหายไปจากดวงตาของเธอ

            “เป่ยซี” เธอข่มน้ำเสียงไว้ ระคายเคืองตาเล็กน้อย อี้เป่ยซีหันมา มองคุณแม่อี้อย่างเหม่อลอย

            “แม่คะ หนูไม่เป็นไร แม่ไม่ต้องเป็นห่วง”

            “แม่รู้” เธอวางของในมือลงบนโต๊ะ หันด้านข้างแล้วแอบเหล่สายตา “หิวหรือเปล่า แม่ทำโจ๊กซี่โครงหมูของโปรดเธอมาให้”

            “อืม ได้ค่ะ” อี้เป่ยซีต้องการจะเอื้อมมือ คุณแม่ตีๆ หลังมือที่บอบบางของเธอ

            “พอได้แล้ว แม่ดูแลเธอไม่ดีหรือไง นั่งให้ดีเดี๋ยวแม่จะป้อนเรา”

            อี้เป่ยซีพยักหน้า ดื่มโจ๊กกลิ่นหอมฉุยทีละคำๆ ลั่วจื่อหานผลักประตูเข้ามาก็เห็นอี้เป่ยซีที่มีท่าทางห่อเหี่ยวไร้ชีวิตชีวาใดๆ ย่างก้าวที่จะเดินไปข้างหน้าก็หยุดชะงักแล้ว…

            สิบวันผ่านไป อี้เป่ยซีก็ออกจากโรงพยาบาลท่ามกลางการถูกรุมล้อม คุณแม่อี้ดึงมือของอี้เป่ยซี ต้องการจะพาเธอกลับไป เธอหันไปมองลั่วจื่อหาน เสื้อกันลมสีดำถูกลมพัดปลิว อี้เป่ยซีรู้สึกเปล่าเปลี่ยวเล็กน้อยและรู้สึกอยากพุ่งเข้าไปกอดเขาอย่างแปลกประหลาด

            ทุกคนต่างถามเธอว่าทุกข์ใจหรือเปล่า เสียใจหรือเปล่า มีเรื่องอะไรหรือเปล่า แต่เธอรู้ดีว่าลั่วจื่อหานก็เศร้าใจไปไม่น้อยกว่าเธอเลย

            เธอปล่อยมือของแม่ วิ่งเหยาะเข้าไปในอ้อมแขนของลั่วจื่อหาน เสียงเหนือศีรษะแหบแห้ง “เพิ่งจะหายดีอย่าวิ่งซนสิ”

            เขาดึงเสื้อกันลม เพื่อห่อหุ้มร่างน้อยๆ

            “ลั่วจื่อหาน”

            “หืม?”

            “ถ้านายโมโหล่ะก็จะมาลงที่ฉันก็ไม่เป็นไร แต่อย่าทำอะไรเขาได้ไหม ที่จริงเขาก็ไม่รู้…คิดดูอีกที ที่จริงมันก็เป็นความผิดของฉัน นายอย่าทำให้ตัวเองลำบากได้หรือเปล่า และอย่าไปทำอะไรที่มันไร้ความหมาย”

            อี้เป่ยซีหยุดไปครู่หนึ่ง “ฉันแค่อยากอยู่กับนายอย่างมีความสุข ไม่อยากเห็นนายเหนื่อยเกินไป…”

            ลั่วจื่อหานไม่ได้พูดอะไร ดวงตาที่ล้ำลึกยังคงมีอารมณ์อันแปลกประหลาดวูบผ่าน

            “จื่อหาน…”

            “ได้” ลั่วจื่อหานวางคางไว้บนหัวของเธอ “เธออย่าคิดเหลวไหลเลย ช่วงนี้พักผ่อนให้มากๆ”

            อี้เป่ยซีพยักหน้าอย่างแรง สูดกลิ่นบนตัวเขาลึกๆ มันทำให้จิตใจสงบเป็นอย่างมาก จู่ๆ เธอขมวดคิ้ว “นายสูบบุหรี่เหรอ?”

            “ได้กลิ่นด้วยเหรอ?”

            “ไม่เป็นไร ฉันไม่รังเกียจ กลิ่นบนตัวนายหอมทั้งนั้นแหละ”

            ลั่วจื่อหานหัวเราะ จูงมือของอี้เป่ยซี คุณแม่อี้มองพวกเขาทั้งสองคนด้วยรอยยิ้ม เดินเข้าประตูไปคนเดียวก็เห็นสามีของเธอรออยู่ที่หน้าประตู

            ดูเหมือนว่าทุกอย่างในตอนนี้เรียบร้อยดี

            สงบนิ่งและราบรื่น ยื่นมือออกมาก็สัมผัสได้ถึงจิ่นหยวนที่อบอุ่นอ่อนโยน

            ราวกับว่ามันแผ่ซ่านออกมาจากอีกฝ่าย

            ทำให้มีความสุขจนอดไม่ได้ที่จะยิ้ม

            อี้เป่ยซีกลับบ้านมาวันที่สอง ก็มีคนมาเยี่ยมเธอ เธอซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าห่มด้วยความหวาดกลัวเล็กน้อย และไม่สนใจว่าจะมีมารยาทหรือไม่ พร้อมหรี่ตามองดูทั้งสองคนที่เดินเข้ามา

            แหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายของทั้งสองคนนั้นทำให้รู้สึกอึดอัดแปลกๆ เซี่ยเช่อราวกับรับรู้ได้ถึงความไม่สบอารมณ์ของอี้เป่ยซี ยังคงสำรวจมันต่อหน้าเธอด้วยความโอ้อวดเล็กน้อย และกวาดตามองสองมือที่ว่างเปล่าของเธอ

            “ยังโอเคนะ” หลานฉือเซวียนไม่ใส่ใจเรื่องไร้สาระเล็กๆ ระหว่างทั้งสองคน ถามแสดงความเสียใจอย่างจริงจัง

            “ยังโอเค ยังโอเค ก่อนที่พวกนายจะมาน่ะ”

            “เรามาเยี่ยมเธอด้วยความหวังดี เธอไม่ซาบซึ้งเหรอไง?”

            อี้เป่ยซีดึงผ้าห่มขึ้นมาพันรอบตัวเอง “เยี่ยมเสร็จแล้วยัง? พวกนายสองคนกลับไปได้แล้ว”

            “เธออย่าเหวี่ยงสิ ใครจะรู้ว่าประธานใหญ่ลั่วของพวกเราถึงละเลยความรู้สึกของเธอแบบนี้ ฉันนึกว่าเขาให้แหวนเธอตั้งนานแล้ว ขอโทษจริงๆ นะที่ไปกระตุ้นเธอเข้า”

            “ใครจะเกลียดการแต่งงานเหมือนนายล่ะ นายพูดจาเหลวไหลให้มันน้อยหน่อย”

            คิ้วที่สวยงามของเซี่ยเช่อเลิกขึ้นเล็กน้อย “ฉันบอกเธอแล้วยังว่าฉันแต่งงานแล้ว?”

            อี้เป่ยซีลุกขึ้นพรวด มองหลานฉือเซวียนด้วยสีหน้าประหลาดใจ ตื่นเต้นจนพูดไม่ออกเล็กน้อย เธอยื่นมือออกมา จากนั้นก็พยายามดึงกลับไป ในแววตาเปี่ยมไปด้วยความผิดหวัง

            “หลานฉือเซวียน นายทำให้ฉันผิดหวังเกินไปแล้ว”

            ปลายนิ้วของหลานฉือเซวียนสัมผัสแหวนบนมือโดยไม่รู้ตัว ลูบคลำเบาๆ อยู่สักพักหนึ่ง “ไม่ค่อยเข้ากับหนังรักที่เธอคิดเท่าไร”

            “อะไรเรียกว่าไม่ค่อย มันต่างกันหมื่นแปดพันลี้เลยโอเคไหม ฉันนึกว่าคนเลวอย่างเซี่ยเช่อจะถูกสวรรค์เก็บไป คิดไม่ถึงว่าจะเป็นเขาที่ได้นายไป…”

            “ลั่วจื่อหานรู้ไหมว่าวันๆ เธอคิดแค่เรื่องพวกนี้?”

            “ฉันผิดไปแล้ว” อี้เป่ยซีเอนกายลงอย่างอ่อนแออีกครั้งทันที แม้ว่าปากจะพูดแบบนี้แต่ว่าในใจก็ยังยินกับทั้งสองคนด้วยความจริงใจ

            ในที่สุดเซี่ยเช่อก็ได้ค้นพบกับความสงบ ส่วนหลานฉือเซวียนก็สามารถเดินออกมาจากเงามืดของคนคนนั้นได้แล้วสินะ

            ดูเหมือนว่าทุกอย่างได้กำเนิดใหม่ หากไม่ใช่เพราะอุณหภูมิที่ทำให้เธอสั่น อี้เป่ยซียังนึกสงสัยเลยว่าตอนนี้มันคือฤดูใบไม้ผลิหรือเปล่า

        ทุกอย่างล้วนสวยงามและมีชีวิตชีวาจนน่าตกใจ

————

ตอนที่ 176
โดย 

ตอนที่ 176 คืนดี (3)

             สายตาของลู่เยี่ยจิ่งยิ่งดุร้าย เขาบีบข้อมือของอี้เป่ยซีอย่างแรง “ฉะนั้นพี่ชายของฉันก็เลยจากไปง่ายๆ แบบนั้น ถูกเธอกำจัดไปโดยไม่เหลือร่องรอยแม้แต่นิดเดียว”

            “ใครเป็นคนสอนเธอเรื่องเหตุผลที่งดงามพวกนี้เหรอ ลั่วจื่อหานงั้นเหรอ? ช่างเป็นกาเข้าฝูงกา หงส์เข้าฝูงหงส์จริงๆ”

            “ฉันไม่รู้ว่าพระเจ้าจะให้พวกเธอลงนรกหรือเปล่า แต่ว่า อี้เป่ยซีเธอฟังให้ดี ถ้ามีฉันอยู่ สักวันหนึ่งฉันจะทำให้เธอรู้ว่าอะไรเรียกว่านรก”

            “ลู่เยี่ยจิ่ง นายไม่มีสิทธิ์ นายปล่อยฉันนะ…นาย” ลู่เยี่ยจิ่งสะบัดมืออย่างแรง อี้เป่ยซีก็ล้มไปกองกับพื้น ความเจ็บปวดในช่องท้องส่วนล่างค่อยๆ ก่อตัวขึ้น เธอกุมท้องของตัวเอง สีหน้าซีดขาว

            “เป่ยซี!” ลั่วจื่อหานพุ่งพรวดเข้ามาหาอี้เป่ยซีโดยไม่มองลู่เยี่ยจิ่งเลย อุ้มคนที่อยู่บนพื้นขึ้นมาแล้วรุดไปที่รถของตัวเอง เลิกลั่กจนราวกับว่าผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงนั้นไม่มีตัวตน

            ลู่เยี่ยจิ่งมองรอยเลือดบนพื้นด้วยความตกตะลึง ลมที่พัดมาจากหน้าต่างทำให้หนาวสั่น

            อี้เป่ยซีท้อง เมื่อครู่เขาลงมือฆ่าลูกของเธอ

            ไม่ เพราะว่าพวกเขาแกว่งเท้าหาเสี้ยนเอง จะโทษเขาไม่ได้ อี้เป่ยซีกับเขาไม่คู่ควรที่จะได้รับความสุขหรือมีลูกของตัวเองอยู่แล้ว

            เหงื่อเม็ดโตไหลลงมาจากหน้าผากของอี้เป่ยซี เธอกัดแขนเสื้อของลั่วจื่อหานอย่างสิ้นหวัง เสียงโอดโอยยังคงดังออกมาจากปากที่ขาวซีดเนื่องจากความเจ็บปวด ลั่วจื่อหานได้ยินเสียงที่ขาดๆ หายๆ แล้วก็รู้สึกปวดใจ เมื่อเขานึกถึงเรื่องวันนี้ ลั่วจื่อหานก็ไม่สามารถปิดบังความมืดมนบนใบหน้าได้

            เขาไม่สามารถปล่อยใครก็ตามที่ทำร้ายอี้เป่ยซี ไม่ว่าใครก็ปล่อยไปไม่ได้

            ลั่วจื่อหานก้าวยาวๆ ไปถึงแผนกนรีเวช เมื่อคนในแผนกเห็นเลือดบนตัวของอี้เป่ยซี ก็รีบเตรียมการผ่าตัดทันที

            “ญาติรอข้างนอกนะคะ” พยาบาลหยุดลั่วจื่อหานอย่างเขินอาย เขาเห็นอี้เป่ยซีถูกผลักเข้าไปแล้วจึงนั่งลงบนเก้าอี้ด้วยความอ่อนล้าเล็กน้อย

            ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรก เขาก็จะไม่ให้อี้เป่ยซีไปเจอผู้ใหญ่อะไรนั่น มันไม่ใช่เรื่องของพวกเขาตั้งแต่แรก แต่เป็นเขาเองที่อวดฉลาดจึงทำร้ายเธอ…

            ลู่เยี่ยจิ่ง ลั่วจื่อหานอย่างเขาไม่มีทางปล่อยเขาไปแน่

            คุณแม่อี้ก็รีบมาถึง เธอขมวดคิ้วมองลั่วจื่อหาน “เกิดอะไรขึ้น”

            “คุณน้า เพราะผมไม่ได้ปกป้องเป่ยซีให้ดี” เธอมองหน้าลั่วจื่อหานอีกครั้ง เขาดูแก่ลงไปหลายปีภายใต้แสงไฟสีขาวที่ส่องสว่าง ดวงตาแดงก่ำไม่รู้ว่าเพราะเสียใจหรือว่าโมโห คำพูดที่คุณแม่อี้ต้องการพูดก็ถูกสะกัดกั้น เธอโบกมือแล้วนั่งลงข้างๆ เขา

            “ไม่มีอะไรหรอก เป่ยซีจะต้องไม่เป็นไร ลูกของเขาก็จะต้องสบายดี”

            ลั่วจื่อหานพยักหน้า สายตาจับจ้องอยู่ที่ป้ายไฟ จนกระทั่งไปดับลง ลั่วจื่อหานจึงก้าวยาวๆ ไปหาคุณหมอ

            “เป็นไงบ้างครับ”

            คุณหมอถอนหายใจ “เฮ้อ คุณแม่ไม่เป็นไรครับ แต่ว่าเด็ก นี่เป็นพ่อแม่ครั้งแรกสินะครับ คราวหน้ายังมีโอกาส เพียงแค่ร่างกายของคุณแม่ค่อนข้างอ่อนแอ ช่วงนี้ก็ดูแลมากหน่อยนะครับ”

            ลั่วจื่อหานนั่งเฝ้าอยู่หน้าเตียงของอี้เป่ยซี ไม่นาน คุณพ่อของเขารวมทั้งคุณปู่ก็รีบมาถึงแล้ว

            “ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ได้” ลั่วหมิงชี่กวาดตามองลูกชายของตัวเองด้วยสายตาขึงขัง “แกดูสิว่าตอนนี้แกกลายเป็นอะไรไปแล้ว”

            “พ่อครับ พวกเราออกไปคุยกันเถอะ เป่ยซีต้องการพักผ่อน” ลั่วหมิงชี่พยักหน้า เดินออกไปจากห้องคนไข้ คุณแม่ลั่วมองดูคนบนเตียงที่ผอมบางซีดเซียว อดไม่ได้ที่จะรู้สึกปวดใจ

            ยังเล็กอยู่เลย หลานชายตัวน้อย หลานสาวตัวน้อยของเธอ…

            อี้เป่ยซีขมวดคิ้ว คุณแม่ลั่วรีบก้าวไปข้างหน้าช่วยห่มผ้าห่มให้เธอ เมื่อเห็นใบหน้าของเธอในระยะใกล้ เธอเป็นเด็กสาวที่สะอาดสะอ้านและสดใสมาก ดูตัวน้อยๆ ชวนให้คนชอบ เธออดไม่ได้ที่จะคิดว่า…สิ่งที่ลั่วจื่อเซี่ยพูดนั้นเป็นความจริงงั้นเหรอ?

            “พอเถอะ แกจะทำหน้าบึ้งทำไม หลานของฉันก็เสียใจมากพออยู่แล้ว แกยังจะโทษเขาอีก?”

            “พ่อ พ่อคิดว่าในใจเขาตอนนี้ยังเห็นผมเป็นพ่ออยู่อีกเหรอ?”

            “ในใจหลานชายของฉันมีแค่หลานสะใภ้คนเดียวมันผิดเหรอ ในใจฉันยังไม่มีลูกชายอย่างแกเลย”

            หางตาลั่วหมิงชี่กระตุก ไม่รู้ว่าพ่อของตัวเองกลายเป็นคนแก่ที่ทำตัวเป็นเด็กแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร และมักจะตั้งใจพูดในสิ่งที่ไม่ตรงกับใจ

            “พ่อครับ ผมจะจัดการเรื่องนี้เอง”

            “พ่อไม่มีความเห็นอะไรกับอี้เป่ยซี แต่ว่าเรื่องนี้ แกทำให้พ่อผิดหวังมาก”

            “ผมรู้แล้วครับพ่อ”

            “กลับไปเถอะ พอตื่นแล้วแกก็บอกพ่อ พ่อจะให้แม่แกต้มซุปไก่ให้เขากิน”

            ลั่วจื่อหานพยักหน้าหงึกหงัก

            “จื่อจี้บอกพ่อหมดแล้ว พวกแกก็โตกันแล้ว พ่อก็ดูแลไม่ไหวแล้ว อยากทำอะไรก็ตามใจเถอะ แต่ว่าลั่วจื่อหานแกฟังพ่อให้ดี ถ้าแกจะทำเรื่องอะไรที่ทำร้ายบ้านลั่วของพ่อ พ่อจะไม่ยกโทษให้แกแน่”

            “ครับ”

            คุณปู่พยักหน้า มองลูกชายของตัวเองด้วยความยินดีมาก “เอาล่ะ จื่อหานแกเข้าไปเถอะ ปู่มีเรื่องต้องคุยกับพ่อแก”

            ลั่วจื่อหานเดินเข้าไป ทิ้งสองพ่อลูกสองคนไว้ที่ทางเดิน

            “พ่อ”

            “เจ้าเด็กบ้า ทำไมไม่บอกเร็วกว่านี้ ปล่อยให้หลานชายกับหลานสะใภ้ของฉันกังวลอยู่ตั้งหลายวัน”

            ลั่วหมิงชี่ยักไหล่ คุณนึกว่าเขาจะใจอ่อนง่ายๆ แบบนี้เหรอ ถ้าลั่วจื่อหานไม่ได้มีผลลัพธ์ที่เพียงพอ เขาก็จะไม่เห็นด้วยอย่างง่ายดายเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้น อี้เป่ยซีก็ยังมีส่วนเกี่ยวข้องมากมายกับตระกูลลู่

            “พ่อรู้ว่าแกคิดแผนอะไรอยู่ วันนี้พ่อจะบอกแกไว้เลย พ่อจะรับแค่อี้เป่ยซีเป็นหลานสะใภ้แค่คนเดียวเท่านั้น แกอย่าเล่นอะไรตุกติกอีก”

            “พ่อไม่ไว้ใจผมขนาดนี้เลยเหรอ?”

            “ไว้ใจแก แกเคยทำให้ฉันไว้ใจตอนไหนบ้าง ยังมีเมียของแกคนนั้น…ไม่พูดแล้ว”

            อี้เป่ยซีถูกความเจ็บปลุกให้ตื่น เมื่อเธอลืมตาก็เห็นลั่วจื่อหานที่ยังคงเฝ้าอยู่ข้างเตียง ท้องฟ้านอกหน้าต่างมืดสนิทราวกับว่าสามารถหยดหมึกออกมาได้

            “ตื่นแล้วเหรอ”

            เธอกัดริมฝีปาก “นี่ฉัน…จื่อหาน…นายบอกฉันสิ ว่าใช่หรือเปล่า”

            ลั่วจื่อหานกอดเธอแผ่วเบา “ไม่เป็นไร เป่ยซี พวกเรายังมีเวลาอีกนานมากๆ นานมากพอ อาจเป็นได้ว่าเขากับพวกเรามีวาสนาต่อกันไม่มากพอล่ะมั้ง บางทีไว้เธอโตกว่านี้ เมื่อเวลามันสุกงอมแล้ว เขาอาจจะกลับมาอีกก็ได้”

            “ขอโทษนะ ลั่วจื่อหานขอโทษ…ฉันมันไม่ดีเอง ฉันไม่ควร…” อี้เป่ยซีสะอื้น หยดน้ำตานับไม่ถ้วนร่วงอยู่บนเสื้อของลั่วจื่อหานจนมันเปียกชื้น

            เพราะว่าเธอไม่ดีเอง เพราะอะไรถึงยังนึกถึงลู่เยี่ยหวา อีกทั้งยังคิดว่าเขาจะปรากฏตัวอีกครั้ง ทั้งๆ ที่เธอก็รู้ว่าเยี่ยหวาได้จากไปแล้ว

            เพราะว่าเธอยั่วโมโหลู่เยี่ยจิ่ง เขาจึงลงมือกับเธอ…

            พูดไปพูดมาก็เพราะว่าเธอไม่ปกป้องตัวเองให้ดี ไม่ปกป้องลูกของตัวเองให้ดี

            “เป่ยซี มันไม่ใช่ความผิดของเธอ มันไม่เกี่ยวอะไรกับเธอเลย”

            “ฮือๆ ลั่วจื่อหาน…”

            “ไม่เป็นไรแล้วนะ ไม่เป็นไรแล้ว…หิวหรือเปล่า แม่ฉันต้มซุปไก่มาให้เธอน่ะ ดื่มหน่อยไหม?”

            อี้เป่ยซีกำเสื้อของลั่วจื่อหานแน่น ไม่รู้สึกอยากอาหาร แต่ว่าก็ไม่ต้องการให้เขาเป็นห่วง จึงพยักหน้าอย่างอ่อนแรง

            เมื่อเห็นเงาของลั่วจื่อหานที่กำลังกระวีกระวาด น้ำตาของอี้เป่ยซีก็ร่วงลงมาอย่างไม่เชื่อฟังอีกครั้ง

        ขอโทษนะ ที่ชอบสร้างความวุ่นวายให้นาย ทำให้นายเป็นห่วง

————

ตอนที่ 175
โดย 

ตอนที่ 175 คืนดี (2)

             “ฮา กล้าหัวเราะผมเหรอ ไว้คุณหายแล้วจะเอาคืนให้เข็ดเลย” น้ำเสียงที่คุ้นเคยโดยพลันทำให้ทั้งสองคนแข็งทื่ออยู่กับที่ ต่างคนต่างมีความคิดเล็กๆ ของตัวเอง

            มู่ลี่ไป๋ชักมือที่ยื่นออกไปกลับมา

            “คุณพักเถอะให้เต็มที่ ผมจะไปซื้อของกินให้คุณ”

            “ไม่ต้อง” เยี่ยฉินตอบเร็วมาก กลัวว่าเขาจะลุกขึ้นจากเก้าอี้ หน้าของเธอแดงเนื่องจากการเสียมารยาทของตัวเอง “ฉัน ฉันยังไม่หิว”

            มู่ลี่ไป๋มองขาของตัวเองรู้สึกโหวงเหวง แต่ก็ไม่ได้เดินขึ้นบันไดต่อ ก้มหน้า “งั้น ผมกลับก่อนนะ คุณพักผ่อนเถอะ”

            มือซีดขาวคู่หนึ่งพยายามวางบนมือของเขา สัมผัสนั้นมีความอ่อนแออยู่บ้าง ทำให้เขาไม่กล้าทำอะไรวู่วามและไม่กล้าหายแรง เขาได้แต่ควบคุมเอาไว้ ตอบว่า ‘อืม’ จากลำคออย่างแผ่วเบา

            “คุณ…” ขนตายาวของเธอสั่นไหวเล็กน้อย “อยู่ต่ออีกหน่อยได้ไหม”

            “ได้”

            ฉับพลันนั้นเอง มู่ลี่ไป๋วางมือเธอกลับไปที่ผ้าห่ม “ผมไม่ไปไหน คุณนอนต่ออีกหน่อยเถอะ”

            เยี่ยฉินพยักหน้า ค่อยๆ หลับตาลง ลืมเปลือกตาที่หนักอึ้งเป็นครั้งคราว เพื่อดูว่าคนเบื้องหน้ายังอยู่หรือเปล่า ดูว่าเธอฝันไปหรือเปล่า

            นี่อาจเป็นประโยชน์และสิทธิพิเศษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเยี่ยฉินในฐานะผู้ป่วยล่ะมั้ง

            พอเธอหายดีแล้ว มู่ลี่ไป๋ก็จะหายไปแล้ว สิทธิพิเศษของตัวเองก็จะหายไปด้วย

            ถ้างั้นก็ปล่อยให้เธอเอาแต่ใจอยู่ในช่วงเวลานี้สักพัก ไม่ต้องคิดถึงผลที่จะตามมาสักพัก ให้เธอได้อยู่ข้างเขาสักพัก

            และหนึ่งเดือนก็ผ่านไปท่ามกลางความหวานชื่นที่เธอหยิบยืมมา…

            ตอนนี้อี้เป่ยซีตั้งครรภ์ได้สี่เดือนแล้ว แต่ว่าหน้าท้องยังคงราบเรียบไม่ต่างอะไรกับปกติ เธอคิดว่าไม่สามารถปิดบังได้อีกต่อไปแล้ว เป็นการดีกว่าที่จะรีบบอกผู้ใหญ่ให้ชัดเจน

            บอกกับพ่อแม่ของลั่วจื่อหาน…

            “กินยาแล้วยัง?” ลั่วจื่อหานส่งเสื้อผ้าให้คนใช้ อุ้มอี้เป่ยซีตัวน้อยขึ้นมาจากโซฟานั่งบนตักของตัวเอง

            เบาเกินไปแล้ว ไม่รู้สึกเลยว่ามันคือน้ำหนักของคนสองคน

            “จื่อหาน เมื่อไรพวกเราจะไป…ไปหา พ่อแม่ของนาย”

            “เธออยากไปเหรอ?”

            “ฉันก็แค่รู้สึกว่าแบบนี้…” อี้เป่ยซีรู้ว่าหากตัวเองพูดไปว่าแบบนี้ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไร ลั่วจื่อหานจะต้องมีท่าทีอวดดีพร้อมบอกว่าเธอไม่มีอะไรที่ไม่เหมาะสมแน่นอน เธอรีบเปลี่ยนหัวข้อ “จริงสิ ลูกสะใภ้ขี้เหร่ก็ยังต้องเจอกับพ่อแม่สามีเลย นับประสาอะไรกับฉันที่สวยยังกับนางฟ้า”

            “ครับๆๆ คุณนายลั่ว”

            อี้เป่ยซีตะลึงจากการเรียกของเขา จ้องเขาด้วยใบหน้าแดงก่ำ “นายนี่รู้จักแซวฉันนะ”

            “วันศุกร์นี้ไหม”

            “หืม? วันศุกร์…ที่…ที่จริง ฉันก็ไม่ได้ อยากเจอพวกเขาขนาดนั้น ไม่ ไม่ต้องรีบขนาดนี้หรอก ฉัน ยังไม่ได้เตรียมตัวเลย”

            มือของลั่วจื่อหานกำแน่น ผู้หญิงตัวน้อยของตัวเองใส่ใจกับเรื่องของเขามากขนาดนี้ ในใจก็รู้สึกพึงพอใจมาก “ไม่ต้องหรอก พวกเขาจะมองคนที่ฉันชอบยังไงก็ไม่มีประโยชน์”

            “แต่ว่ามันก็ไม่ได้…” อี้เป่ยซียังไม่ทันพูดจบ ริมฝีปากก็ถูกประกบแล้ว จนกระทั่งทั้งสองคนหายใจหอบเล็กน้อย ลั่วจื่อหานจึงปล่อยเธอ บีบๆ ปลายจมูกที่ละเอียดอ่อนของเธอ

            “คุณปู่ชอบเธอ พวกเขาก็ไม่กล้าพูดอะไรหรอก”

            ใบหน้าที่บึ้งตึงของอี้เป่ยซีค่อยๆ จางหายไป “นายนี่ฉลาดจริงๆ เลย อา จริงสิ สวรรค์ ลั่วจื่อหาน ทำไมฉันถึงได้ชอบนายขนาดนี้ นายนี่เยี่ยมไปเลย”

            เขาลูบหัวของเธอ การกระทำนั้นอ่อนโยนราวกับช็อกโกแลตอันอ่อนนุ่ม

            เช้าตรู่ของวันศุกร์อี้เป่ยซีก็ลากแม่ของตัวเองไปเลือกของขวัญที่ห้างด้วยกันแล้ว ลั่วจื่อหานต้องรีบออกไปกลางคันเนื่องด้วยธุระที่บริษัท กำชับอี้เป่ยซีอย่างไม่ค่อยวางใจ และจากไปด้วยความเป็นกังวล

            “ทำไมจู่ๆ ก็ไปซะแล้ว” หลังจากที่ได้คลุกคลีกันหลายเดือน คุณแม่อี้พบกว่าเด็กลั่วจื่อหานคนนี้นอกจากจะทำให้คนรู้สึกเย็นชาอยู่บ้างแล้ว ในฐานะลูกเขยของเธอก็นับว่าใช้ได้ ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อยอีกทั้งยังนึกถึงลูกสาวของเธอในทุกๆ เรื่อง จะให้แม่ยายคนนี้ไม่ชอบได้อย่างไร

            “มีธุระนิดหน่อย พวกเราดูกันเองก็ได้ค่ะ” อี้เป่ยซีลากแม่ของตัวเองไปยังร้านผ้าพันคอไหม “แม่ว่าผืนนี้ใช้ได้ไหมคะ?”

            “อัยยาคุณหนูใหญ่ของแม่ ของพวกนี้เชยจะตาย ลูกส่งให้คนอื่นลงเหรอ?”

            อี้เป่ยซีมองซ้ายมองขวา แล้วพยักหน้าอย่างเขินอาย “งั้นพวกเราไปดูกันต่อเถอะค่ะ”

            ทั้งสองคนช้อปปิ้งกันตลอดทั้งเช้า จึงซื้อผ้าพันคอที่น่าพึงพอใจมาผืนหนึ่งรวมทั้งของบำรุงจำนวนหนึ่ง อี้เป่ยซีรู้สึกว่าวันนี้เธอได้เผาผลาญพลังงานของทั้งปีไปหมดแล้ว

            “ในที่สุดก็จบสักที…” อี้เป่ยซีวางของลงบนเก้าอี้ในร้านอาหาร เงยหน้ามองนอกหน้าต่าง เงาสีน้ำเงินผ่านวูบไป

            เขานั่นเอง!

            ไม่ จะเป็นเขาไม่ได้ เขา เขาไม่อยู่แล้วนี่นา คงเป็นภาพลวงตาของตัวเองล่ะมั้ง

            เธอหัวเราะ มือที่ดื่มชายังคงสั่นเล็กน้อย เธอมองออกไปข้างนอกอีกครั้ง เงาสีน้ำเงินนั้นผ่านวูบไปอีกครั้งราวกับวิญญาณ

            ถ้วยตกลงบนที่วางแก้วส่งเสียงคมชัด อี้เป่ยซีรีบดึงทิชชู่ออกมาเช็ดสองสามแผ่น

            “เป็นอะไรไป? ทำไมดูใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลย”

            อี้เป่ยซีรู้ว่าหากตัวเองพูดออกมาจะทำให้คุณแม่เป็นห่วงเธอ ส่ายหน้า “เมื่อกี้นึกถึงหนังผีเรื่องนึง ฉากเหมือนกับที่นี่มากเลย หนูก็เลยอิน”

            “…”

            “แม่อยากฟังไหมคะ?”

            “อี้เป่ยซี ลูกอยากบังคับให้แม่ตีลูกเหรอ”

            “อย่าๆๆ ไม่อยากฟังหนูก็ไม่เล่าแล้ว ปากยังขยับได้ก็อย่ารบกวนมือเลยค่ะ”

            เงานั้นผ่านวูบไปอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ราวกับว่าตั้งใจให้อี้เป่ยซีเห็นจึงจงใจหยุดอยู่ครู่หนึ่ง…อี้เป่ยซีกำหมัด สูดหายใจลึก “หนูไปห้องน้ำนะคะ”

            เธอวิ่งเหยาะออกไปแต่ก็ไม่เห็นเงานั้น กัดริมฝีปากด้วยความหดหู่เล็กน้อย ก้าวไปข้างหน้าอีกสองสามก้าวอย่างไม่เต็มใจ

            จู่ๆ มือที่ใหญ่โตคู่หนึ่งคว้าตัวอี้เป่ยซีไว้ ลากเธอไปยังสถานที่ที่ค่อนข้างลับ

            “นาย…” เขามองผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าอย่างเหลือเชื่อ ขาทั้งสองข้างอดไม่ได้ที่จะสั่น…

            เขาถอดหมวกออก รอยยิ้มเย็นชามีความเกลียดชังเจือปน “ว่าไง เห็นว่าเป็นฉัน ดีใจมากล่ะสิ”

            อี้เป่ยซีประคองกำแพงไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองลื่นไหลลงไป มองเขาด้วยคามกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย “ลู่เยี่ยจิ่ง ทำไมนาย…”

            เมื่อลู่เยี่ยจิ่งได้ยินคำถามของเธอ ความโมโหในใจลุกพรึ่บและระเบิดออกมาทันใด เขาบีบคางของอี้เป่ยซี น้ำเสียงโหดร้าย “อี้เป่ยซี เธอทำให้พี่ชายของฉันจากโลกใบนี้ไปตลอดกาล ทำไมเธอถึงยังมีชีวิตอยู่อย่างอิสระแบบนี้ เธอควรจะสวดอ้อนวอนต่อหน้าหลุมศพของเขาเขาทุกวัน ขอให้เขายกโทษให้กับความผิดของตัวเอง เธอไม่คู่ควรกับชีวิตที่มีความสุขแบบนี้ ”

            อี้เป่ยซีตัวสั่นไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงอ่อนแอเล็กน้อย “ฉันรู้ว่าฉันมีส่วนรับผิดชอบต่อการตายของลู่เยี่ยหวา แต่ว่าลู่เยี่ยจิ่งนายเคยคิดหรือเปล่า ว่าเยี่ยหวาเขาอยากเห็นพวกเรายึดติดกับความตายของเขา กลายเป็นศัตรูกัน แล้วใช้ชีวิตอยู่อย่างผิดปกติงั้นเหรอ”

        “เยี่ยจิ่ง ฉันรู้ว่าฉันทำผิดต่อเยี่ยหวา ทำผิดต่อบ้านลู่ ชีวิตที่เหลืออยู่ของฉัน ฉันจะชดเชยให้พวกนายเอง แต่ฉันจะไม่ทำกับตัวเองเหมือนนักโทษที่แบกไม้กางเขนหรอกนะ”

————

ตอนที่ 174
โดย 

ตอนที่ 174 คืนดี (1)

            ใบหน้าของลั่วจื่อหานเยือกเย็นเล็กน้อย บอกไม่ได้ว่าดีใจหรือว่าโมโห “อย่าเพิ่งกลับ”

            เดิมทีลั่วจื่อจี้ต้องการจะเรียกร้องความสงสารจากพี่สะใภ้ของตัวเอง เพิ่งจะยกมือขึ้นมา ก็ต้องค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ “ไม่จริงมั้ง!”

            “ถ้านายอยากไปฉันจะช่วยจัดการให้นายเดี๋ยวนี้เลย”

            “พี่” สีหน้าของลั่วจื่อหานสับสนเล็กน้อย เขางอนิ้วชี้แล้วจิ้มที่หน้าผากของตัวเอง “คือว่า ฉันกลับไปน่าจะดีกว่า เดี๋ยวพี่ก็ไม่สะดวกใช่ไหม” พูดพลางสายตาเหลือบมองอี้เป่ยซีเป็นครั้งคราว

            อี้เป่ยซีรู้สึกได้ถึงสายตาของเขา แสดงอาการสงสัย วินาทีต่อมาก็มีร่างบดบังการปฏิสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคน ลั่วจื่อจี้ส่ายหัว

            ขวางแม้แต่น้องชายแท้ๆ ?

            “งั้นนายก็ลงไปก่อน ถ่วงพวกเขาไว้สักสองสามวัน” เขาโบกมืออย่างหงุดหงิดราวกับว่าในที่สุดก็หลุดออกจากปัญหาได้แล้ว

            ลั่วจื่อจี้เพิ่งผ่านการผ่าตัดมาเมื่อวาน ร่างกายก็อิดโรยไม่น้อย ไม่มีอารมณ์แสดงอาการต่อต้านพฤติกรรมของพี่ชายตัวเอง เดินหาวลงไปชั้นล่างแล้ว

            “มีอะไรเหรอ?”

            ลั่วจือหานจับเอวของเธอ มือออกแรงเล็กน้อย “ไม่มีอะไร”

            “แต่เมื่อเมื่อกี้ที่นายพูดกับลั่วจื่อจี้ ฉันได้ยินหมดแล้ว นายยังอยากจะปิดฉันอีกเหรอ?”

            “ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร พ่อฉันอยากเจอเธอ”

            อี้เป่ยซีได้ยินคำพูดของเขาแล้วก็สูดหายใจเฮือก ในสมองเต็มไปด้วยคำว่าพ่อเขาอยากเจอเธอ

            ใช่แล้ว ใช่แล้ว ลั่วจื่อหานก็ไม่ได้เกิดมาจากก้อนหินสักหน่อย เขาจะไม่มีพ่อแม่ได้ยังไง เขาได้เจอกับผู้ใหญ่ของบ้านเธอแล้ว ทั้งสองคนก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ถ้าเธอไม่ไปต่างหากที่ดูไม่ค่อยสมควร

            แต่ว่า…อี้เป่ยซีดึงปลายแขนเสื้อของลั่วจื่อหาน บิดไปมา พวกเขาจะต้องรู้เรื่องของเธอตอนที่อยู่ประเทศ U แล้วสินะ พวกเขาจะมองเธออย่างไร เธองี่เง่ากับเรื่องนี้มาก ถ้าหากวางตัวไม่ดี พ่อแม่ของเขาจะรังเกียจเธอหรือเปล่า…

            “ถ้าไม่อยากไปก็ไม่ต้องไป ไม่เป็นไรหรอกเป่ยซี”

            อี้เป่ยซีเหนื่อยใจ ที่จริงเธอไม่อยากไป แต่ว่าไม่ว่าจะมองด้านความรักหรือเหตุผลก็ต้องไปสักครั้ง อีกอย่างเธอก็อยากรู้เหมือนกันว่าลั่วจื่อหานเติบโตมาในครอบครัวแบบไหน

            “ฉันไม่รู้” เธอขมวดคิ้ว ทำได้เพียงให้คำตอบคลุมเครือ

            ถ้าหากเป็นเพียงการเจอหน้ากันธรรมดา ลั่วจื่อหานก็คงไม่วุ่นวายใจแบบนี้ และก็คงไม่ถามความเห็นของเธออย่างระมัดระวังแบบนี้แล้วล่ะมั้ง

            แล้วเขาล่ะ เขาอยากให้เธอไปหรือเปล่า?

            ลั่วจื่อหานราวกับรับรู้ความกังวลของเธอ พูดขึ้นอย่างเอาใจใส่ “ฉันโตมากับปู่ตั้งแต่เด็ก เธอก็เจอเขาแล้ว”

            “แต่ว่ามันไม่เหมือนกันนี่นา ปู่กับพ่อแม่ มันไม่เหมือนกันนี่นา”

            ลั่วจื่อหานหัวเราะเบาๆ “ประโยคนี้พูดกับฉันก็พอนะ ถ้าปู่ได้ยินล่ะก็จะต้องไม่พอใจแน่”

            “อืม ยังดีที่ตอนนี้เขาไม่อยู่นี่”

            จู่ๆ ความคิดก็แวบเข้ามาในสมอง มุมปากของลั่วจื่อหานยกยิ้ม “เป่ยซี เธอฉลาดมาก”

            เรื่องง่ายๆ แบบนี้ทำไมเขาถึงมัวแต่ติดอยู่ที่เดิมกันนะ เขามักจะคิดอยู่เสมอว่าไม่อยากให้ทั้งสองฝ่ายเจอหน้ากันเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ทั้งๆ ที่ยังมีวิธีอื่นที่สามารถเผชิญหน้ากันได้โดยไม่มีศึกสงคราม

            คำชมกะทันหันของเขาทำให้อี้เป่ยซีทำตัวไม่ถูก เออออตามสองสามคำแล้วทั้งสองคนก็เดินออกจากห้องคนไข้ เมื่อมาอีกครั้งในช่วงบ่าย เยี่ยฉินก็ตื่นแล้ว เธอมองไปข้างนอกด้วยความร้อนรนเล็กน้อย

            อี้เป่ยซีรีบนั่งลงข้างเธอ “เป็นอะไรไป?”

            เธอเลียริมฝีปากที่ยังคงซีดขาว น้ำเสียงก็อ่อนแรงเล็กน้อย “มู่ลี่ไป๋ เขาสบายดีไหม?”

            ตอนแรกอี้เป่ยซีอยากบอกว่าสบายดี แต่ว่าเมื่อเห็นความสัมพันธ์ของทั้งสองคนแล้วก็ต้องการจะเติมเชื้อเพลิงให้กับเปลวไฟสักหน่อย แสร้งทำเป็นเคร่งขรึม “ลั่วจื่อจี้ยังดูเขาอยู่ อาการไม่ค่อยดี”

            เยี่ยฉินไม่ค่อยเชื่อคำพูดของอี้เป่ยซี มองลั่วจื่อหานอีกครั้ง เมื่อเห็นท่าทางที่เขายังคงเพิกเฉยเธอ อดไม่ได้ที่จะร้อนใจ

            “เขาเป็นอะไรหรือเปล่า ตอนนี้ยังไม่ฟื้นเหรอ ฉันไปเยี่ยมเขาได้หรือเปล่า?”

            อี้เป่ยซีตบๆ ไหล่ของเธอด้วยความห่างเหินมาก “คนที่ไม่เกี่ยวข้องกัน เธอจะกังวลไปทำไม ถึงยังไงก็เกี่ยวอะไรกับเธอ ทำไมต้องไปใส่ใจด้วย ดูแลร่างกายของตัวเองยังจะถูกต้องกว่า”

            เยี่ยฉินกัดริมฝีปาก “เป่ยซี เขาเป็นอะไรกันแน่ เธอบอกฉันได้ไหม ได้ไหม?”

            หลังจากผ่านโรคร้ายแรงมากแล้ว เยี่ยฉินเข้าใจว่าที่แท้ชีวิตนั้นบอบบางและยากจะคาดเดาแค่ไหน ทุกคนราวกับเป็นตัวพนันของพระเจ้า ต้องพึ่งพาโชคชะตาในการเอาชนะในแต่ละวันหรือในแต่ละวินาที ทุกคนต่างแขวนอยู่บนเส้นด้าย ราวกับว่าจะร่วงลงไปเมื่อไรก็ได้และจะมองกันไม่เห็นอีกเลย

            เธอกลัวมาก เธอไม่รู้ว่าถ้าหากเธอเห็นมู่ลี่ไป๋หายไปต่อหน้าต่อตา เธอจะทำเรื่องแบบไหนบ้างและจะเสียใจมากแค่ไหน

            “เป่ยซี” เธอเสียงสะอื้น อี้เป่ยซีกลัวจริงๆ ว่าน้ำตาเม็ดโตจะร่วงหล่นจากดวงตาของเธอในวินาทีต่อมา

            “อัยยา เธออย่าร้องเลย เขาไม่เป็นไร เมื่อกี้ฉันโกหกเธอ เธออย่าร้องนะ จริงๆ”

            เยี่ยฉินสะอึกสะอื้น “จริงเหรอ?”

            “อืม จริงๆ เขาพักผ่อนน้อยเพราะว่าเรื่องของเธอ เดี๋ยวก็ตื่น…” อี้เป่ยซีสังเกตเห็นรองเท้าหนังอยู่ที่ด้านหลัง กระโดดไปข้างหลังของลั่วจื่อหานทันที

            หลบสายตาที่ขุ่นเคืองเล็กน้อยของมู่ลี่ไป๋

            เธอสำนึกผิดแล้ว เธอก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าเยี่ยฉินจะร้องไห้ง่ายแบบนี้

            “นายปกป้องเธอไว้เถอะ” มู่ลี่ไป๋ยังคงบ่นเล็กน้อยขณะที่นั่งลงด้านหน้าอี้เป่ยซี

            “นายก็ปกป้องอยู่ไม่ใช่เหรอ” ลั่วจื่อหานพาเธอมาด้านข้าง ยื่นมือจิ้มๆ ปลายจมูกของเธอ ดวงตาที่ล้ำลึกยังคงมีความเอ็นดูเหมือนเก่า แล้วจูงมือของเธอเดินออกไปจากห้องคนไข้

            “คุณไม่เป็นไรนะ” เพราะว่าเยี่ยฉินเพิ่งร้องไห้ บนใบหน้าจึงยังมีคราบน้ำตาติดอยู่ มู่ลี่ไป๋เอื้อมมือช่วยเธอเช็ดมัน เธอมองเขาอย่างว่าง่ายราวกับว่าได้เห็นดอกไม้ผลิบาน

            “หน้าผมมีอะไรติดอยู่เหรอ?” มู่ลี่ไป๋รินน้ำ ต้องการจะประคองเธอขึ้นมา แล้วป้อนเธอดื่มจนหมดแก้วอย่างระมัดระวัง

            “อี้เป่ยซีนี่หน้าด้านจริงๆ” เขาวางแก้วกลับที่เดิมพร้อมบ่น

            เยี่ยฉินกัดริมฝีปากด้วยความเขินอายเล็กน้อย “เขาก็แค่อยากจะ…” เธอต้องการจะทำอะไรเยี่ยฉินเข้าใจอยู่แล้ว เธอก้มหน้า ขนตายาวซ่อนเร้นความรู้สึกของตัวเอง ด่าทอความขี้ขลาดของตัวเองอยู่ในใจ

            ช่างเป็นคนที่ไม่เอาไหนซะเลย ทำไมถึงยังได้กลัวไปซะทุกเรื่องแบบนี้ ทำไมถึงไม่บอกเขาไปอย่างกล้าหาญเลยล่ะ เธอเพียงต้องการจะรู้ว่าเธอชอบเขาหรือเปล่า

            ทำไมถึงไม่บอกเขาไปอย่างอาจหาญว่า มู่ลี่ไป๋ เมื่อก่อนฉันชอบคุณมากๆ แต่ว่าตอนนี้ฉันต้องการเริ่มชีวิตใหม่แล้วจริงๆ ฉันตัดสินใจว่าฉันไม่อยากชอบคุณแล้ว

            “หืม? เขาอยากทำอะไรเหรอ?”

            เยี่ยฉินหันหน้าไปอีกทาง คนที่อยู่ข้างๆ ไม่ยอมลดละง่ายๆ “อี้เป่ยซีนี่ว่างเกินไปจริงๆ คิดจะหาคาวมบันเทิงจากคนอื่น”

            “คุณ ไม่เป็นไรนะ” มู่ลี่ไป๋ต้องการพูดต่ออีกสองสามคำแต่กลับถูกความห่วงใยฉับพลันของเยี่ยฉินทำเอาทำตัวไม่ถูก สำลักน้ำลายทันที เขาไออยู่ข้างเตียงไม่หยุด ดูเหมือนเสียงหัวเราะแผ่วเบาของผู้หญิงปะปนอยู่ท่ามกลางเสียงไอของเขา

        ราวกับเสียงลมตีระฆังอยู่ที่ชายหาด

————

ตอนที่ 173
โดย 

ตอนที่ 173 โชคชะตาฟ้าลิขิต (8)

             อี้เป่ยซีไม่ได้บอกแม่ของตัวเองอย่างชัดเจน แต่หาข้ออ้างไปเรื่อยแล้วพาลั่วจื่อหานไปยังโรงพยาบาลที่เยี่ยฉินอยู่อย่างรวดเร็ว

        “เธอระวังหน่อยสิ” ลั่วจื่อหานดึงเธอเข้ามาในอ้อมแขนของตัวเอง เพื่อลงความความเร็วของอี้เป่ยซีลง

            “ฉัน ฉันรีบนี่นา ยังไงฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้ยอมแพ้แบบนี้” อี้เป่ยซีนิ่วหน้า คว้าเสื้อของลั่วจื่อหานต้องการนำไปข้างหน้า

            เขาส่ายหน้า วางมือโอบอยู่บนเอวของอี้เป่ยซี

            อี้เป่ยซีมองหมายเลขประตูห้องด้วยความร้อนใจ ผลักเข้าไป เยี่ยฉินกำลังถือแก้วน้ำ เมื่อเห็นอี้เป่ยซีที่เดินหน้าเข้ามาก็กระพริบตา

            “เธอมาได้ยังไง”

            อี้เป่ยซีต้องการวิ่งเข้าไป แต่ถูกลั่วจื่อหานดึงคอเสื้อเอาไว้ เธอหน้าบึ้ง เดินเข้าไปหาเยี่ยฉินทีละก้าวๆ

            “เธอรู้เรื่องหมดแล้วเหรอ?” เยี่ยฉินมีท่าทางสงบ วางแก้วลงบนโต๊ะเงียบๆ จับมือน้อยๆ ที่อบอุ่นของเธอเบาๆ

            “ข้างนอกไม่หนาวเหรอ?”

            อี้เป่ยซีพยักหน้า ดึงๆ แขนเสื้อของลั่วจื่อหานเป็นสัญญาณให้เขาออกไป เขายกมุมปากขึ้น จากไปแล้วปิดประตู

            “เยี่ยฉิน ลองดูเถอะ ลั่วจื่อหานบอกว่า ว่ามีลั่วจื่อจี้อยู่เธอจะต้องไม่เป็นไรแน่ เขาเก่งเรื่องนี้ที่สุดแล้ว”

            “พวกเราออกไปเดินเล่นกันเถอะ”

            อี้เป่ยซีเม้มปาก หยุดครู่หนึ่งจึงพยักหน้า ประคองเยี่ยฉินแล้วเดินออกไป

            อากาศกำลังดี ลมอ่อนโชยมาทำให้รู้สึกสบายมาก ทั้งสองคนประคองกันและกัน

            “เธอก็เลยคิดจะเก็บเด็กไว้?”

            อี้เป่ยซีมุ่ยปาก “พวกเรากำลังคุยเรื่องของเธออยู่ไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมาเรื่องฉันอีกแล้วล่ะ”

            เยี่ยฉินหัวเราะ “เรื่องฉันไม่มีอะไรน่าคุยหรอก เป่ยซี มันทำได้จริงเหรอ?”

            อี้เป่ยซีพยักหน้าหงึกหงัก “จริงสิๆ อีกอย่าง ลั่วจื่อจี้ยังบอกว่า เพราะกรณีของเธอค่อนข้างพิเศษ เข้ากับโครงการที่เขาจะทำตอนนี้พอดี ฉะนั้นเธอไม่ต้องห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายกับกำลังคนเลย”

            “เยี่ยฉิน ลองดูสักครั้งเถอะ ต่อให้…”

            “อาซ้อ” ลั่วจื่อจี้จัดแต่งทรงผม เดินเข้ามาหาอี้เป่ยซีอย่างรวดเร็ว “ทำไมไม่ให้พยาบาลเฝ้าล่ะ พี่ชายผมล่ะ?”

            อี้เป่ยซีมองเขาอย่างหัวเสีย ‘เมื่อกี้เธอกำลังจะตอบตกลงแล้วเชียว จู่ๆ นายจะโผล่มาทำไม’ “อ๋อ ฉันมาเดินเล่นกับเยี่ยฉิน”

            ลั่วจื่อจี้มองเยี่ยฉิน “ให้ผมดูแลเขาเถอะ อาซ้อไปตรวจครรภ์กับพี่ชายผมดีกว่าไหม?”

            “ไม่ต้องหรอก นายว่างหรือไง?”

        “อืม ตอนนี้ก็มีแค่เรื่องของเยี่ยฉินเรื่องเดียว ผมก็ไม่ได้ยุ่งอะไร แค่เขาพยักหน้าก็เริ่มได้เลย ยังมีอะไรอีกนะ ก็มู่ลี่ไป๋น่ะสิ ทำให้เขาลำบากจริงๆ เลย”

            เยี่ยฉินพูดขึ้นอย่างอดใจไม่ไหว “เขาเป็นอะไรไป”  อี้เป่ยซีรู้สึกว่ามือที่ผอมบางเห็นกระดูกบีบแขนตัวเองแน่นเล็กน้อย เธออดไม่ได้ที่จะทำหน้านิ่ว

            ลั่วจื่อจี้ไม่ได้มองเธอ “หา ก็แค่เรื่องเยอะนิดหน่อย หากเขาอยากอยู่ข้างๆ ก็ต้องเข้าใจนิสัยของฉัน ไม่อย่างนั้นจะร่วมมือกับฉันได้ยังไง”

            “หา เขาไม่ถนัดทางนี้ไม่ใช่เหรอ?”

            “อืม ที่จริงก็ใช้ได้น่ะ ถ้าเป็นผู้ช่วยก็โอเคอยู่ แค่สไตล์ของพวกเราไม่เหมือนกัน”

            มือของเยี่ยฉินยิ่งบีบแน่น

            “เยี่ยฉิน” อี้เป่ยซีสะกิดเธอด้วยความขุ่นเคืองเล็กน้อย “เจ็บ”

            “ขอโทษ ขอโทษ” เยี่ยฉินรีบชักมือกลับ ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

            “เป่ยซี” ลั่วจื่อหานเห็นสองคนที่ยืนอยู่ด้วยกัน เข้าไปใกล้มือของลั่วจือจี้ที่วางอยู่บนตัวของอี้เป่ยซี ดึงเธอเข้ามาในอ้อมแขนตัวเองอย่างแนบเนียน แล้วถอยไปด้านหลังหนึ่งก้าว แยกทั้งสองคนออกจากกัน

            “ทำไมออกมาซะล่ะ”

            “เยี่ยฉินบอกว่าอยากออกมาเดินเล่น ฉันก็เลยออกมาเป็นเพื่อนเขา” ลั่วจื่อหานจูงมือของเธอ ถอยหลบไปด้านหลัง เผยให้เห็นใบหน้าที่ซีดขาวของมู่ลี่ไป๋

            ลั่วจื่อจี้หัวเราะ “ฉันก็เป็นหมาหัวเน่าสินะ ไปละๆ จะได้ไม่เศร้า”

            ‘ใช่ๆ นายควรจะไปตั้งนานแล้ว’ อี้เป่ยซีพยักหน้าอยู่ในใจ ลั่วจื่อหานก็พาอี้เป่ยซีจากไปเงียบๆ

            “พวกเราจะไปไหน?” อี้เป่ยซีดึงเสื้อของลั่วจื่อหานพูดเสียงเบา

            “ตรวจครรภ์”

            อี้เป่ยซีขมวดคิ้ว “ฉัน ฉันคิดว่าวันนี้พวกเราเพิ่งลงจากเครื่อง รู้สึกไม่ค่อยสบาย ถ้ายังไงพวกเราไปพักผ่อนกันก่อนดีไหม?”

            “เมื่อกี้ทำไม่คิดไปพักผ่อน”

            “หา ฉันเหนื่อยมาก…”

            เยี่ยฉินมองดูแผ่นหลังของทั้งสองคนที่เดินแอบอิงกันจากไป เปี่ยมไปด้วยความอิจฉา

            “เยี่ยฉิน”

            “คนเป็นหมอก็มีจิตใจเหมือนพ่อแม่ ขอบคุณพวกคุณค่ะ” เยี่ยฉินถอยหลังไปช้าๆ “ต้องฝากพวกคุณแล้ว”

            “อืม” ข้อนิ้วของมู่ลี่ไป๋ขาวเล็กน้อยเพราะออกแรง เขาข่มอารมณ์ที่ปะทุอยู่ในใจ เผยรอยยิ้มที่ห่างเหินเป็นอย่างยิ่ง

            สองวันต่อมา…

            เดิมทีอี้เป่ยซีอยากไปเยี่ยมเยี่ยฉินตั้งแต่เช้า ผลก็คือเมื่อคืนวุ่นวายจนดึก อีกทั้งยังถูกลั่วจื่อหานรั้งไว้ จนกระทั่งสิบโมงกว่าจึงรีบไปอาบน้ำ

            “กินข้าวก่อนแล้วค่อยไปเถอะ” ลั่วจื่อหานพันอี้เป่ยซีด้วยเสื้อผ้าอีกชั้น แล้วจูงมือของเธอ

            อี้เป่ยซีดึงๆ เสื้อบนตัว “ฉันอยากไปเยี่ยมเขาเร็วหน่อย ไม่รู้ว่าเป็นยังไงบ้าง”

            “เธอต้องให้ช่องว่างพวกเขาหน่อยสิ ลั่วจื่อจี้บอกแล้วว่าสิบโมงกว่าถึงจะตื่น จะรีบทำไม?”

            อี้เป่ยซีครุ่นคิด ซุกอยู่บนตัวลั่วจื่อหาน “นายนี่รอบคอบจริงๆ เลย จูบนายทีนึง”

            “ตอนนี้มาคิดถึงฉันเหรอ?”

            อี้เป่ยซีกอดเขาอย่างเอาอกเอาใจ “เปล่าๆ คิดถึงนายตลอดเวลาแหละ”

            ในห้องคนไข้ มู่ลี่ไป๋มองคนที่อยู่บนเตียงตลอดเวลา ขยี้ตาที่ระคายเคืองเล็กน้อยของตัวเอง บนใบหน้ามีรอยยิ้มพึงพอใจ

            “เยี่ยฉินดีจังเลย คุณไม่เป็นไรแล้ว ไม่เป็นไรแล้ว”

            มือของเยี่ยฉินขยับ ขณะที่ลืมตาขึ้นก็ได้ยินเสียงดังตึง

            “มู่ลี่ไป๋ มู่ลี่ไป๋” เสียงของเธออ่อนแรงเล็กน้อย คนที่อยู่บนพื้นเหมือนจะได้ยิน ยิ้ม แล้วหลับตาสนิท

            เยี่ยฉินรู้สึกว่าดวงตาของตัวเองเต็มไปด้วยน้ำตา เธอเรียกชื่อของเขา “มู่ลี่ไป๋ คุณตื่นสิ มีใครอยู่หรือเปล่า มู่ลี่ไป๋…”

            ทันใดนั้นประตูก็เปิดออก อี้เป่ยซีได้ยินเสียงแผ่วเบาแล้วรีบพุ่งเข้าไป

            “เป็นอะไรไป มู่ลี่ไป๋เป็นอะไรไป?”

            ลั่วจื่อหานขมวดคิ้ว ประคองคนที่อยู่บนพื้นขึ้นมา “วุ่นวายจริงๆ”

            ลั่วจื่อจี้ก็เดินหาวเข้ามา “หา เกิดอะไรขึ้น มู่ลี่ไป๋เป็นอะไรไป?”

            “จะพูดมากทำไม รีบพาคนออกไปเร็ว” ลั่วจื่อหานมองเขา ลั่วจื่อจี้เข้าใจในทันที พาคนออกไป อี้เป่ยซีนั่งลงข้างเยี่ยฉิน

            “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร มู่ลี่ไป๋ไม่เป็นอะไรหรอก เธอวางใจเถอะ วางใจเถอะ มู่ลี่ไป๋ไม่เป็นอะไร แค่เหนื่อยเกินไปหน่อย เธอไม่ต้องเป็นห่วง”

            เยี่ยฉินพยักหน้าอย่างอ่อนแรง แล้วหลับตาลงช้าๆ

            อี้เป่ยซีก็ไม่ได้พูดอะไรมากอีก ช่วยเธอทำความสะอาดแล้วเดินออกไป

            “เขาเป็นอะไรไป?” อี้เป่ยซีดึงๆ เสื้อของลั่วจื่อหาน ถามด้วยความเป็นกังวล

            “ไม่มีอะไร แค่เหนื่อยเกินไป”

        ลั่วจื่อจี้พูดขัด “ไม่ได้พักผ่อนมาสามวันแล้ว เป็นใครก็ทนไม่ไหวหรอก อาซ้อไม่ต้องเป็นห่วง แต่ว่าเรื่องนี้ก็ถือว่าจบแล้ว ผมกลับไปได้แล้วสิ”

————

ตอนที่ 172
โดย 

ตอนที่ 172 โชคชะตาฟ้าลิขิต (7)

             มุมปากด้านขวาของมู่ลี่ไป๋ยกยิ้ม นึกถึงตัวเองเมื่อก่อนที่ทำตัวเป็นเด็กไม่ยอมพูดจา ไม่น่าล่ะเธอถึงได้ตำหนิเขา ไม่น่าล่ะเธอถึงคิดที่จะจากเขาไป

            ลมพัดเข้ามาจากนอกหน้าต่าง มู่ลี่ไป๋ห่มผ้าให้เยี่ยฉิน “ไม่ยอมตื่นขึ้นมาอีกแล้วใช่ไหม?” เขามองนาฬิกาบนมือของตัวเอง ตอนนี้ผ่านไปนานแล้วแต่ก็ยังไม่เห็นปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ จากคนที่อยู่บนเตียง ความขมขื่นผุดขึ้นในใจของเขา เพราะว่าเขาอยู่ข้างกายเธอ ในจิตใต้สำนึกจึงไม่อยากเจอเขา

            มือของเขาสั่น เดินไปยังข้างหน้าต่าง ยื่นมือลูบไล้ช่องหน้าต่างสีขาวบริสุทธิ์

            เขายังจำได้หลังจากที่เยี่ยฉินวางสายไปแล้ว ไม่ว่าเขาทำอย่างไรก็ไม่สามารถสงบจิตใจของตัวเองลงได้ กระโดดออกจากหน้าต่างทันที คนในสวนทำเป็นมองไม่เห็น ชั้นสองนั้นค่อนข้างสูง มู่ลี่ไป๋เหมือนกับได้ยินข้อเท้าของเขาส่งเสียงไม่สมดุลย์กัน เขาพุ่งไปที่รถของตัวเองอย่างทะลุกทุเล แล้วออกไป

            เธออยู่ที่ไหน? มู่ลี่ไป๋ครุ่นคิดครู่หนึ่ง มาถึงบาร์แห่งหนึ่งข้างมหาวิทยาลัยด้วยความแน่วแน่มาก เขายังจำได้ว่าเขาเคยบอกเธอว่าอย่ามาที่นี่

            มู่ลี่ไป๋เห็นเยี่ยฉินถูกรายล้อมไปด้วยผู้คน มือก็กำแน่นด้วยความโกรธ เขาเตะทุกอย่างที่ขวางทางเขา คว้าข้อมือของเยี่ยฉินอย่างแรง

            “คุณทำอะไรน่ะ” เยี่ยฉินดิ้นรนไม่หยุด มู่ลี่ไป๋ไม่พูดจา เมื่อเธอเห็นว่าตัวเองไม่สามารถดิ้นหลุดได้ ก็ก้มลงกัดแขนของมู่ลี่ไป๋อย่างแรง จนกระทั่งกลิ่นเลือดที่หนักหน่วงบุกเข้าไปในโพรงจมูก ก็ไม่เห็นว่ามู่ลี่ไป๋จะมีท่าทีปล่อยมือ

            “พอแล้วยัง?” เดิมทีมู่ลี่ไป๋อยากจะหัวเราะ แต่ว่าใบหน้านั้นแข็งทื่อจนตัวเองไม่สามารถควบคุมได้ เหลือบมองอย่างเย็นชา

            เขากวาดตามองคนรอบกายเยี่ยฉินอย่างเยือกเย็น แววตาที่เย็นเยียบนั้นทำให้ทุกคนอดไม่ได้ที่จะสั่นด้วยความกลัว และก้าวถอยหลังไปโดยไม่รู้ตัว

            “คุณปล่อยนะ ฉันไม่อยากไปกับคุณ คุณมีสิทธิ์อะไร”

            มู่ลี่ไป๋รู้สึกว่าเส้นเอ็นบนหัวเต้นตุบๆ เขาดึงเธอเข้ามากอด “พวกเรากลับไปค่อยคุยกัน”

            “ใครจะกลับไปกับคุณ พวกเราเลิกกันแล้ว ฉันไม่อยากกลับไปกับคุณ มู่ลี่ไป๋ คุณหาคนอื่นมาเล่นเกมส์เถอะ ไปหาคุณหนูหลี่คุณหนูจางของคุณซะ ฉันเยี่ยฉินใช่ว่าจะขาดคุณไม่ได้” เธอดิ้นรนสุดกำลังที่เธอมี อาศัยจังหวะที่มู่ลี่ไป๋เหม่อลอยผลักเขาออกไป ตัวเองก็ตุปัดตุเป๋สองสามก้าว

            “เยี่ย…”

            เยี่ยฉินมองเขาอย่างเย็นชา แววตาที่เย็นชาไม่คุ้นเคยนั้นทำให้มู่ลี่ไป๋หยุดเดิน

            “เยี่ยฉิน”

            เยี่ยฉินดึงกระเป๋าที่อยู่ข้างเคาน์เตอร์เข้ามากอด เดินลับสายตามู่ลี่ไป๋ด้วยแผ่นหลังที่ตั้งตรง

            ความห่างเหินและเย็นชา กันทุกคนออกจากรอบตัวเขา

            ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้?

            มู่ลี่ไป๋ห้ามปรามตัวเองไม่ให้เดินตามไป “สนุกไหม?” สามคำสั้นๆ ทำให้ทุกคนแตกตัวเป็นนกแตกรัง เขาซดเหล้าอย่างเอาเป็นเอาตายแก้วแล้วแก้วเล่า

            มู่ลี่ไป๋ส่ายหน้า ปิดหน้าต่าง พิงหน้าต่างมองเยี่ยฉิน

            “ถ้าลูกไม่ไป แม่จะก็ตายอยู่ที่โรงพยาบาลนี่แหละ”

            “แม่ครับ ทำไมแม่ชอบบังคับผมอยู่เรื่อย”

            “แม่บังคับแก แกต่างหากที่บังคับแม่ แกทำให้แม่ผิดหวังเกินไปแล้ว หึ ถ้าแกไม่ไป แม่ก็จะคิดซะว่าไม่เคยมีลูกชายอย่างแก เรื่องของแม่แกก็ไม่ต้องมายุ่ง”

            “แม่”

            “คุณนายมู่ คุณนายมู่ คุณหมอ…” เสียงดังอลหม่านดังมาจากปลายสาย…

            เขามองดูเบอร์ที่คุ้นเคยบนโทรศัพท์มือถือ ผ่านไปเนิ่นนานก็ไม่มีความกล้าที่จะกดรับสาย เขาครุ่นคิดแล้วส่งข้อความไป

        ดังก้อนหินที่จมสู่ทะเลลึก เขาไม่เห็นเยี่ยฉินฟื้นขึ้นมาตลอดทั้งคืน

            เขาควรจะทำอย่างไร จึงจะสามารถรักษาความสมดุลย์ของความสัมพันธ์นี้ได้

            “ลี่ไป๋ ลูกอย่าเอาแต่ใจได้ไหม”

            “คุณพ่อ”

            “ลูกคิดให้ดี พ่อจะไม่พูดมาก แม่ของลูก…เพื่อลูกแล้ว”

            “ผมรู้แล้วครับ”

            คุณพ่อของมู่ลี่ไป๋รีบออกไปจากโรงพยาบาล ถอนหายใจ สองคนนี้ช่างน่ารำคาญจริงๆ

            เขาเดินเข้ามาที่เตียงของแม่ตัวเอง พูดด้วยเสียงต่ำที่สุด “แม่ครับ ผมจะไป แต่ว่ามีเงื่อนไขนึง”

            มือของผู้หญิงที่อยู่บนเตียงขยับ แต่ยังไม่คิดที่จะลืมตา

            “ไว้ผมกลับมาแล้ว เรื่องหลังจากนั้นปล่อยให้ผมตัดสินใจได้ไหมครับ?”

            “แม่อยากให้ผมไปประเทศ U ผมก็ไป อยากให้ผมประสบความสำเร็จในวงการแพทย์ ผมก็ทำให้ได้ แล้วก็มีความสุขด้วย แต่ว่าแม่ครับ เรื่องชีวิตรักของผมให้ผมตัดสินใจได้ไหม”

            “แม่ครับ เยี่ยฉินเป็นผู้หญิงที่ดีมากๆ จริงๆ ไว้แม่ได้รู้จักกับเขาสักพักนึงแล้ว แม่ก็จะชอบเขาเหมือนกัน”

            “ลี่ไป๋”

            “แม่ ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้วจริงๆ” พูดจบก็ออกจากห้องคนไข้ไป

            เธอนอนอยู่บนเตียง พิงอยู่บนเงาของลูกตัวเองที่กำลังจากไป รูปร่างเขาสูงใหญ่ ลูกของเธอโตแล้วจริงๆ

            เธอถอนหายใจ หลับตาลงอีกครั้ง อย่างน้อยเรื่องราวก็ได้รับการแก้ไขแล้ว

            มู่ลี่ไป๋กำลังคิดว่าถ้าตอนนั้นเขาจากไปโดยพูดอะไรสักอย่าง ตอนนี้มันจะแตกต่างกันหรือเปล่า?

            หรือว่าทุกอย่างได้ถูกกำหนดไว้แล้ว เขาจะจากไปหรือไม่ก็มีอะไรแตกต่างล่ะมั้ง

            จู่ๆ ประตูก็เปิดออก ผู้ชายคนหนึ่งที่แต่งตัวเป็นหมอเดินเข้ามา เขาพิงอยู่ข้างมู่ลี่ไป๋ วางข้อศอกไว้บนบ่าของเขา

            “ยังไม่ตื่น?”

            “อืม”

            “หึ” เขานวดคางของตัวเอง “ตั้งใจแหละ น่าจะตื่นตั้งนานแล้ว”

        เยี่ยฉินได้ยินพวกเขาสองคนคุยกัน มือที่อยู่ใต้ผ้าห่มออกแรงเล็กน้อย

            มู่ลี่ไป๋กวาดสายตา พูดเสียงเบา “ช่วงนี้ร่างกายไม่ค่อยดี ไปคุยข้างนอก”

            “ไม่ต้องหรอก” ลั่วจื่อจี้ย่นจมูก “พี่ชายกับอาซ้อของฉันรู้เรื่องนี้แล้ว อาซ้องอแงว่าจะมา”

            “อี้เป่ยซี?”

            ลั่วจื่อจี้พยักหน้าอย่างจนปัญญาเล็กน้อย “ฉะนั้นนะ ให้ฉันได้สร้างความประทับใจต่อหน้าพี่สะใภ้อย่างเร็วที่สุดเถอะ”

            มู่ลี่ไป๋บีบๆ คิ้ว “อืม”

            “ยากมากเลยเหรอ? ให้ฉันช่วยไหม?”

            “ไม่ต้อง” พูดจบก็ก้าวออกไปจากห้องคนไข้อย่างสง่างามแล้ว ลั่วจื่อจี้ออดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าอยู่ด้านหลังเขา

            มู่ลี่ไป๋นี่เหมือนกับลั่วจื่อหานจริงๆ สมองไม่รู้จักคิด

            “คุณหนูเยี่ย?”

            เยี่ยฉินไม่ได้ตอบสนอง ลั่วจื่อจี้หัวเราะ เดินมาด้านข้าง

            “ผมไม่อยากก้าวก่ายเรื่องของพวกคุณหรอกนะ แต่ว่าคุณหนูเยี่ย คุณไม่อยากลองดูสักครั้งจริงๆ เหรอ มีผมอยู่ คุณก็จะได้ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แต่ถ้าคุณยังดึงดันต่อไป ผมก็รับประกันอะไรไม่ได้แล้ว”

        “คุณหนูเยี่ย รักษาตัวให้ดี” พูดจบก็เดินลากเท้าจากไปแล้ว เยี่ยฉินจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น

————

ตอนที่ 171
โดย 

ตอนที่ 171 โชคชะตาฟ้าลิขิต (6)

             ลั่วจื่อหานกอดเธอไว้ในอ้อมแขน ปล่อยให้น้ำตาของเธอร่วงอยู่บนเสื้อของตัวเอง

            “ฉัน ฉันอยากไปเยี่ยมเขา”

            “ได้”

            “เขาจะไม่เป็นไรใช่ไหม” ดวงตาของอี้เป่ยซีแดงก่ำ ดวงตาที่มองลั่วจื่อหานเต็มไปด้วยความต้องการที่พึ่งพิงและรอคอย เขาอดไม่ได้ที่จะกลืนคำพูดก่อนหน้านี้ลงไป พยักหน้า

            “จะไม่เป็นไร”

            ขณะที่เยี่ยฉินลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าตัวเองถูกมู่ลี่ไป๋ส่งมาที่โรงพยาบาลแล้ว ไฟที่อยู่ด้านบนค่อนข้างเยือกเย็นจนทำให้รู้สึกระคายเคืองตา เธอค่อยๆ ปรับตัวให้เข้ากับแสง หันไปก็เห็นคนที่นอนฟุบอยู่ข้างเตียง

            มู่ลี่ไป๋ราวกับว่าฝันไม่ดีนัก คิ้วขมวดกัน เยี่ยฉินอดไม่ไหวที่จะยื่นมืออกไป แต่หยุดชะงักวินาทีก่อนที่จะสัมผัสตัวเขา

            ดึงมือของตัวเองกลับมาด้วยความนุ่มนวลที่สุด

            เยี่ยฉินเอ๋ย ตอนนี้เธอกำลังคิดอะไรอยู่?

            เธอมองไปที่มู่ลี่ไป๋

            แล้วตอนนี้เขากำลังคิดอะไรอยู่?

            เมื่อก่อนบอกว่าจะไม่มีวันมาเจอเธออีกแล้วไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่กลัวว่าเธอจะเข้าใจผิดหรอกเหรอ ตอนนี้ทำไมถึงมาอยู่ข้างกายเธอได้ ทำไมถึงอยากให้เธอรับการรักษา

            เยี่ยฉินมองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้ามืดหม่นเล็กน้อย ไม่สามารถบอกเวลาตอนนี้ได้อย่างชัดเจน เธอหันไปมองคนที่อยู่ข้างเตียงอีกครั้ง ตอนนี้ผ่านไปแปดปีแล้ว ใบหน้าของมู่ลี่ไป๋โดยรวมไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก เพียงแค่มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เย็นชามากขึ้น

            พวกเขาทั้งสองคนเลือกที่จะแยกทางกันตั้งแต่เมื่อไรกันแน่นะ? เมื่อก่อนเยี่ยฉินมักจะนึกอยู่เสมอแต่ทำอย่างไรก็นึกไม่ออก เธอไม่เข้าใจว่าทำไมมันถึงกะทันหันแบบนี้ ไม่อยากจะเชื่อว่าพฤติกรรมทั้งหมดเป็นเพียงแค่การแสดง เธอไม่รู้ว่ามู่ลี่ไป๋ได้อะไรจากตัวเธอด้วยความเพียรพยายามอย่างนี้

            เธอหรี่ตาลง ซ่อนเร้นความรู้สึกของตัวเองที่กำลังจะท่วมท้นขึ้นมาอีกครั้ง มือของมู่ลี่ไป๋ขยับ เยี่ยฉินรีบหลับตาลง

            มู่ลี่ไป๋มองคนที่อยู่บนเตียง สีหน้าของเยี่ยฉินขาวซีดเนื่องจากอาการป่วย เธอซูบตอบลงมาก การหายใจก็แผ่วเบาราวกับว่ามันจะหายไปโดยสิ้นเชิงในวินาทีต่อมา ให้ความรู้สึกเหมือนใกล้จะโปร่งใส

            เขายื่นมือออกไปหยิบผมที่ติดมุมปากของเยี่ยฉินออก ริมฝีปากของเธอก็ไร้สีเลือดและแห้งผาก เมื่อลูบผ่านผิวหนังก็ให้สัมผัสหยาบกร้านเล็กน้อย แต่มันยังทำให้หัวใจของมู่ลี่ไป๋สั่นไหว

            ตอนนี้มีอะไรที่รั้งคุณได้บ้าง? ทำไมถึงไม่อยากลอง มันเป็นการดีกว่าที่จะจากไปมากกว่าที่จะเจอผมอีกครั้งจริงๆ เหรอ?

            เยี่ยฉิน เพียงแค่ เพียงแค่คุณยอมที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ผม ผมทำอะไรก็ได้ จะให้ผมไม่โผล่มาให้คุณเห็นหน้าอีกก็ได้ แต่ว่าทำไมต้องเด็ดขาดกับตัวเองแบบนี้ ผมต้องทำยังไงถึงจะทำให้คุณอยู่ต่อได้

            ดูเหมือนว่าเขาไม่เคยมีวิธีที่จะรั้งเธอไว้ได้เลย

            น้ำตาหยดหนึ่งร่วงแหมะอยู่บนใบหน้าของเยี่ยฉิน ขนตาของเธออดไม่ได้ที่จะสั่นไหว ดวงตาของมู่ลี่ไป๋มีความลนลานทำตัวไม่ถูกอยู่ชั่วขณะ เขากลั้นหายใจ ลืมการเคลื่อนไหวของตัวเอง เมื่อเห็นว่าคนที่อยู่ด้านล่างไม่ตื่น จึงถอนหายใจเบาๆ

            เยี่ยฉิน คุณต้องการอะไรกันแน่ จะให้ผมทำยังไงกันแน่?

            มู่ลี่ไป๋หลับตา ภาพในอดีตประดังเข้ามาในสมองของเขาชั่วขณะหนึ่ง วันเวลาที่ฟังเพลงอยู่บนรถ รอยยิ้มของเยี่ยฉิน เวลาที่เขาสารภาพรัก ท่าทางน่ารักของเยี่ยฉินที่ทำตัวไม่ถูก เมื่อนึกถึงความทรงจำแสนหวานในอดีต มุมปากของมู่ลี่ไป๋ก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้ม รอยยิ้มค่อยๆ แข็งทื่ออยู่บนใบหน้า คิ้วก็ขมวดกันแน่นกว่าเดิม

            “แม่ ผมไปไม่ได้นะครับ”

            “แม่คุยกับมหา’ลัยของลูกแล้ว พวกเขาก็อนุมัติแล้ว มหา’ลัยที่ประเทศ U ก็ส่ง offer มาแล้ว มู่ลี่ไป๋ ลูกจะทำให้ความพยายามทั้งหมดของแม่หลายปีนี้สูญเปล่าเพื่อประโยชน์ของตัวเองไม่ได้หรอกนะ”

            “นั่นเป็นความคิดของแม่ มันไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากทำตั้งแต่แรก แม่ก็แค่อยากใช้ผมไปทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ทั้งๆ ที่แม่เองก็ไปสอนต่อได้ นั่งอยู่ในตำแหน่งที่สูงที่สุดได้ แต่ว่าทำไมต้องทำลายทุกอย่างของผมด้วย” ดวงตาของมู่ลี่ไป๋แดงก่ำเนื่องด้วยความตื่นเต้น แม่ของเขาตัวสั่น เสียง ‘เพี๊ยะ’ ดังขึ้น ทั้งสองคนต่างยืนแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น

            คุณแม่มองมือของตัวเองด้วยความตื่นตกใจเล็กน้อย ยังคงมองลูกชายของตัวเองด้วยความหนักแน่น “แม่จะไม่ปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้นทำลายอนาคตของลูกอย่างเด็ดขาด”

            “ที่แม่ทำต่างหากคือการทำลายชีวิตของผมจริงๆ”

            เธอยิ้มอย่างเย็นชา เดินออกไปจากห้องทีละก้าว ปิดประตูแล้วล็อค การกระทำนั้นง่ายดายราวกับว่าได้ซ้อมอยู่ในหัวนับครั้งไม่ถ้วน

            “แม่ แม่จะทำไม่ได้นะ”

            “ลูกคิดดูให้ดี แม่ต้องไปคุยกับแฟนสาวตัวน้อยของลูกคนนั้น”

            เธอสาวเท้าจากไป ไม่สนใจเสียงร้องตีโพยตีพายที่อยู่ด้านหลังตัวเอง เมื่อลงบันไดขั้นสุดท้ายแล้ว เธอมองขึ้นไปที่ราวบันไดบนชั้นสอง ดวงตาที่ขุ่นมัวอยู่แล้วมีความผิดหวังอันหนักอึ้ง

            มู่ลี่ไป๋อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา ตอนนี้ตัวเองเป็นแบบนี้แล้ว คุณแม่ก็คงจะพอใจมากแล้วสินะ ทำทุกสิ่งที่เธอต้องการให้เขาทำแล้ว ได้นั่งอยู่ในตำแหน่งที่เธอต้องการมากที่สุดแล้ว…

            “เยี่ยฉิน…คุณอยู่ที่ไหน ทำไมเสียงดังจังเลย” เขาหยิบโทรศัพท์มือถือที่หลอกมาจากคุณน้าในบ้าน รีบกดหมายเลขที่คุ้นเคยอย่างรวดเร็ว

            “คุณชายผู้สูงส่ง? หาฉันมีอะไรคะ รู้สึกว่าชีวิตน่าเบื่อเหรอ อยากได้อะไรจากตัวฉันอีก?”

            “คุณอยู่ที่ไหน?”

            “ฉันจะอยู่ที่ไหนได้ล่ะ คนยากจนธรรมดาที่ไม่มีความสามารถอย่างพวกเราจะไปอยู่ที่ไหนได้ ก็ต้องอยู่ในสถานที่สวยหรู แอบซ่อนความพ่ายแพ้ของตัวเอง เพื่อไปหลอกล่อเจ้าชายผู้สูงส่งแบบคุณยังไงล่ะ”

            เขาได้ยินเสียงหัวเราะไม่เกรงใจของเยี่ยฉิน เขาก็พอจะจินตนาการได้ว่าตอนนี้เธออยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหน เมื่อได้ยินเสียงผู้ชายที่พูดคุยกับเธออยู่ข้างๆ มู่ลี่ไป๋แทบอดไม่ไหวที่จะปรากฏตัวต่อหน้าเธอในตอนนี้ แล้วผลักไสคนที่อยู่รอบข้างเธอทั้งหมดไปซะ

            “กลับบ้าน” เขาข่มความโกรธไว้ในใจ พยายามพูดด้วยน้ำเสียงที่สงบที่สุด

            “อ๋อ กลับบ้าน พวกคุณอยากกลับบ้านกับฉันไหม?”

            การยั่วยุที่อาจหาญและโจ๋งครึ่ม ทำให้ข้อนิ้วของมู่ลี่ไป๋ซีดขาวเล็กน้อย “เยี่ยฉิน อย่าให้ผมพูดเป็นรอบที่สอง ตอนนี้รีบออกไปจากที่นั่นเดี๋ยวนี้ กลับบ้านไปซะ”

            “ฮ่าๆๆ ทำไมล่ะ แค่อนุญาตให้คุณเล่นสนุกกับคนอื่นได้ ฉันมีโอกาสก็เล่นสนุกบ้างไม่ได้เหรอ? มู่ลี่ไป๋ คุณคิดว่าคุณเป็นใคร ฉันเยี่ยฉินทำไมต้องสนใจคุณขนาดนั้นด้วย”

            “ฉันเหนื่อยกับคุณมานานแล้ว คุณก็เป็นเพียงเจ้าชายหน้าโง่ที่คิดว่าตัวเองเก่งนักเก่งหนา คุณไม่รู้อะไรสักอย่าง คุณไม่รู้ว่าคนคนนึงก็เสียใจเป็น คุณไม่รู้ว่าต้องปฏิบัติต่อความรู้สึกด้วยความจริงใจ ตอนนี้ฉันจะบอกคุณให้นะ ระหว่างพวกเราสองคนมันจบแล้ว”

            ยังไม่ทันรอให้มู่ลี่ไป๋พูด ทางนั้นก็วางสายไปแล้ว มู่ลี่ไป๋ขว้างโทรศัพท์มือถือลงบนเตียงอย่างแรง มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ตัวเองลงทุนไปมากขนาดนั้น ไม่ลังเลที่จะต่อสู้กับครอบครัวของตัวเองเพื่อเธอ เพราะอะไรเธอถึงตัดความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาแบบนี้ เพราะอะไร

        แม้คนที่บอกลาก็ควรจะเป็นเขา

————

ตอนที่ 170
โดย 

ตอนที่ 170 โชคชะตาฟ้าลิขิต (5)

             อี้เป่ยซีซุกอยู่ในอกของเขาอย่างสบายใจ มือวางอยู่บนมือของลั่วจื่อหาน รู้สึกได้ถึงความเงียบสงบที่เขามอบให้เธอ “อืม จริงสิ วันนี้มู่ลี่ไป๋โทรมาที่บ้าน เหมือนบอกว่าจะขอบคุณนายอะไรนี่แหละ”

            ลั่วจื่อหานตอบว่า อืม ไม่ได้พูดอะไรต่อ

            “พวกนายสองคนทำอะไรลับหลังฉัน?”

            ลั่วจื่อหานวางมือลงบนท้องของอี้เป่ยซี น้ำเสียงมีความขี้เล่น “ฉันจะกล้าทำอะไรได้”

            เมื่อได้ยินคำพูดของเขา อี้เป่ยซีกลับขึงขังทันที เธอลุกขึ้นมาจากเตียง “ฉันรู้สึกมาตลอดว่าช่วงนี้นายแปลกๆ ตอนแรกฉันนึกว่าพอท้องแล้วก็มีผลกระทบในด้านจิตใจ…นาย เจอเรื่องอะไรกวนใจหรือเปล่า?”

            ลั่วจื่อหานก็ลุกขึ้นนั่งด้วย หยิกๆ แก้มของเธอด้วยความผ่อนคลายมาก เพราะว่าตั้งท้อง ระยะหลังนี้อี้เป่ยซีจึงเจริญอาหารเป็นพิเศษ แก้มที่มีเนื้ออยู่แล้วยิ่งอ้วนกลมกว่าเดิม ในเวลานี้ทำให้เขาไม่อยากจะปล่อยมือ เขากอดเธอไว้ในอ้อมแขนตัวเอง วางคางไว้บนศีรษะของอี้เป่ยซีเบาๆ

            ช่วงนี้มีเรื่องอะไรงั้นเหรอ? บางทีในสายตาของเธออาจจะใช่ แต่ว่าในสายตาของลั่วจื่อหาน นอกจากเรื่องของอี้เป่ยซีแล้วอย่างอื่นก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องอะไร แม้ว่าระยะหลังนี้จะเจอเรื่องที่ชวนให้ไม่มีความสุขเท่าไรนัก แต่เขาก็ซ่อนเร้นความรู้สึกทั้งหมดเอาไว้แล้ว หรือว่ายังทิ้งร่องรอยอะไรต่อหน้าเธองั้นเหรอ? หรือว่าเพราะเธอแบกรับชีวิตน้อยๆ เอาไว้ ฉะนั้นจึงอ่อนไหวมากขึ้น

            นี่ไม่ใช่เรื่องดีเลย

            “ช่วงนี้ฉันรู้สึกแปลกๆ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นจริงๆ ใช่ไหม?” อี้เป่ยซีมองดูมือของลั่วจื่อหาน ฝ่ามือนั้นกว้างใหญ่ ทุกลายเส้นที่อยู่ด้านบนนั้นชัดเจนมาก เธออดไม่ไหวที่จะเอื้อมมือจิ้มไปตามเส้นพวกนั้น แต่ในใจยังคงรู้สึกสับสนเล็กน้อยราวกับว่ามีบางอย่างขาดหายไป

            มันเกี่ยวกับเธอหรือเปล่า? เหมือนกับที่คุณแม่พูดว่าผู้ใหญ่ที่บ้านของลั่วจื่อหานจะไม่ยอมรับเธอ มือของเธอหยุดนิ่ง คบกับลั่วจื่อหานไม่ทันไร เมื่อไรกันนะที่ตัดสินใจว่าจะเดินหน้าโดยไม่ลังเลแบบนี้และจะอยู่ด้วยกันโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น? เมื่อก่อนก็เตือนสติตัวเองอยู่เสมอไม่ใช่เหรอว่าต้องระวัง ต้องระวัง ทำไมถึงหักห้ามใจตัวเองไม่ได้ซะแล้ว

            เธอกวาดสายตาไปที่ท้องของตัวเอง “มัน เกี่ยวกับฉันหรือเปล่า”

            ลั่วจื่อหานนวดๆ หัวของเธอ “เป่ยซี เลิกคิดมากได้แล้ว”

            “แต่ว่า”

            เขาถอนหายใจ พูดแทรกอี้เป่ยซี “เป่ยซี เธอสบายดีก็พอแล้ว ถ้าเรื่องแค่นี้ยังจัดการไม่ได้ ต่อไปฉันจะดูแลพวกเธอสองแม่ลูกให้ดีได้ยังไง คิดซะว่าเป็นบททดสอบของฉันสักครั้งก็แล้วกัน? ไม่เชื่อว่าฉันจะแก้ปัญหาได้อย่างสวยงามเหรอ?”

            อี้เป่ยซีส่ายหน้า พบว่าตัวเองกังวลเกินความจำเป็นแล้ว เธอมีอะไรให้น่าคิดกัน เรื่องของเธอกับลั่วจื่อหานเกี่ยวอะไรกับคนอื่น เธอแค่เชื่อใจเขาก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ?

            เธอปลอบประโลมตัวเองแต่ยังคงไม่สบายใจอยู่บ้าง พิงอยู่ในอ้อมอกของลั่วจื่อหาน ผ่านไปสักพักใหญ่จึงผล็อยหลับไป

            จนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น อี้เป่ยซีตื่นนอนตั้งแต่เช้าแล้ว และเนื่องจากลั่วจื่อหานมีประชุมกับหุ้นส่วนก็ออกไปตั้งแต่เช้าแล้วเหมือนกัน อี้เป่ยซีลงมาชั้นล่างอย่างเบื่อหน่าย พบว่าคุณน้ากำลังเก็บของอะไรบางอย่างอยู่ในห้องรับแขกที่ชั้นหนึ่ง

            “มีอะไรเหรอคะ?” คุณน้าคนนั้นราวกับถูกทำให้ตกใจครั้งใหญ่ กล่องที่เพิ่งเก็บอย่างดีกระจัดกระจายเสียแล้ว อี้เป่ยซีมองดูท่าทีลับๆ ล่อๆ ด้วยความสงสัยเล็กน้อย อดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกใจ

            “คุณน้าฉิน น้ากำลังทำอะไรคะ?”

            คุณน้าท่านนั้นถูมืออย่างเก้ๆ กังๆ เล็กน้อย เมื่อคืนคุณหนูเยี่ยที่อยู่ที่นี่ไหว้วานให้เธอช่วยส่งกระเป๋าไปให้ ไม่รู้ว่าทำไมยังกำชับตลอดเวลาว่าห้ามให้คุณนายกับคุณหนูรู้ เธอรู้ว่าไม่อยากให้คุณนายรู้เพราะกลัวว่าคุณนายจะเสียใจ แต่กลับไม่เข้าใจว่ามันเกี่ยวอะไรกับคุณหนู เยี่ยฉินเป็นมิตรกับพวกเธอมาก และเธอก็ยินดีเป็นอย่างมากที่จะช่วย ในเมื่อเยี่ยฉินพูดแบบนี้แล้ว เธอก็กันคุณหนูไว้หน่อยก็คงจะพอ ใครจะรู้ว่าวันนี้คุณหนูตื่นเช้า เธอเหมือนกับเป็นหัวขโมย ไม่รู้ว่าจะต้องพูดอย่างไร

            “ฉันกำลังช่วยคุณหนูก่อนหน้านี้เก็บของ”

            “ฉันจำได้ว่าตอนที่กลับมา ข้าวของของเขาก็ถูกจัดเรียบร้อยแล้ว” อี้เป่ยซีมองดูคุณน้าที่ข่มอารมณ์ไว้ไม่อยู่ “เพราะเขาขอให้คุณน้าช่วยส่งกลับไป คุณน้ากลัวว่าแม่จะเห็นก็เลยแอบมาเก็บของตรงนี้?”

            คุณน้าฉินพยักหน้าด้วยความซาบซึ้ง “ใช่ค่ะ คุณหนูอย่าบอกคุณนายนะคะ คุณนายชอบคุณหนูเยี่ยคนนี้มากจริงๆ”

            เดิมทีอี้เป่ยซีไม่ได้คิดอะไร เธอช่วยจัดของเข้าไปในกระเป๋า เอ่ยถามตามอำเภอใจ “ผู้หญิงที่คุณแม่ชอบคนนั้นแซ่เยี่ยเหรอ?”

            คุณน้าพยักหน้า ยังคงจัดของอย่างคล่องแคล่ว

            “เยี่ยอะไร?”

            “เยี่ยฉิน”

            มือของอี้เป่ยซีสั่นครู่หนึ่ง ทำไมถึงมีเรื่องบังเอิญแบบนี้ได้ เสื้อผ้าในมือของอี้เป่ยสั่น วินาทีต่อมาสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นซีดขาวอย่างไร้ที่เปรียบ เสียงของเธอก็สั่นเครือเช่นกัน “ใช่ ใช่ที่มาจากประเทศ C หรือเปล่า? ผอมๆ สูงๆ คุณหนูเยี่ยที่มีดวงตาใสสะอาดมากๆ?”

            คุณน้าฉินไม่ได้คิดมาก รับเสื้อผ้ามากจากมือของอี้เป่ยซี “ใช่ค่ะ มาจากประเทศ C ดวงตาลึกซึ้งมากๆ แต่ว่าเทียบกับคุณหนูของพวกเราแล้ว ยังต่างกันมาก”

            “น้า น้ามีรูปของเขาหรือเปล่า?” คุณน้าฉินแปลกใจเล็กน้อย ไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ คุณหนูของตัวเองถึงได้สนใจเด็กผู้หญิงที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนมากขนาดนี้ บางทีอาจจะอยากรู้ว่าทำไมแม่ของตัวเองถึงชอบเขามากล่ะมั้ง คุณน้าฉินไม่ได้คิดอะไรมาก หยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองออกมาแล้วค้นหารูปรูปหนึ่ง เห็นว่าสีหน้าของคุณหนูของตัวเองแย่ลงเรื่อยๆ โทรศัพท์เลื่อนหลุดจากมือของเธอและร่วงลงบนตักของเธออย่างจัง แต่เธอไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองเลย

            “คุณหนูคะ คุณหนู”

            อี้เป่ยซีเก็บโทรศัพท์มือถือขึ้นมาจากพื้นอย่างเหม่อลอยเล็กน้อย ส่งให้คุณน้าฉิน “อ๋อ ไม่มีอะไรค่ะ น้า น้าเก็บของเถอะ ฉัน ฉันขอกลับไปก่อน” พูดจบก็เดินจากไปด้วยความว่องไว

            อี้เป่ยซีไม่รู้ว่าตัวเองกลับมาที่ห้องของตัวเองได้อย่างไร แม้แต่เสียงที่ลั่วจื่อหานกลับมาก็ไม่ได้ยิน

            “เป่ยซี?”

            เธอดึงสติกลับมา พูดไม่ถูกว่าในใจรู้สึกอย่างไร

            คุณแม่บอกเธอว่าอะไรนะ บอกว่า ว่าเวลาเหลือไม่มากแล้ว? เป็นไปไม่ได้ เยี่ยฉินเป็นเด็กดีขนาดนั้น ทำไมถึงจะต้องจากไปทั้งแบบนี้ ทำไมถึงไม่ยุติธรรมแบบนี้ เรื่องนี้ไม่มีทางเป็นเธอแน่นอน

            เธอส่ายหัวช้าๆ สองสามที ลั่วจื่อหานเห็นท่าทางที่เหม่อลอยของเธอ ขมวดคิ้ว เดินเข้าไปหาเธอ เมื่ออี้เป่ยซีได้กลิ่นที่หอมคุ้นเคยจึงค่อยๆ สงบสติลง

            “เป็นอะไรไป?”

            “จื่อหาน” เธอรู้สึกว่าลิ้นของตัวเองแข็งไปแล้ว เกือบจะลืมวิธีพูดไปแล้ว “นายรู้ไหมที่แม่ ที่แม่พูดหลายวันก่อน…” ลั่วจื่อหานได้ยินประโยคหลังของเธอไม่ค่อยถนัด แต่กลับรู้สึกว่าหลังมือของตัวเองเปียกชื้น

            “เป่ยซี”

        “ฉันไม่เข้าใจ เพราะอะไร เยี่ยฉินเป็นคนดีแบบนั้น…เขาดีแบบนั้น…”

————

ตอนที่ 169
โดย 

ตอนที่ 169 โชคชะตาฟ้าลิขิต (4)

             มู่ลี่ไป๋นั่งลงบนโซฟาอีกรอบ พยักหน้า ทั้งสองนั่งกันอยู่อย่างนี้จนรุ่งสาง เมื่อแสงแรกของวันส่องกระทบใบหน้าของเยี่ยฉิน สีหน้าที่ซีดเซียวก็แจ่มชัดขึ้นมาบ้าง มือของมู่ลี่ไป๋สั่น แก้วร่วงลงแตกกระจายเสียงดัง

            “ขอโทษ” เขาก้มตัวลงเงอะงะต้องการจะเก็บกวาด มือซูบเซียวคู่หนึ่งปรากฏอยู่ตรงหน้าของเขา มือของทั้งคู่สัมผัสกัน มู่ลี่ไป๋รู้สึกว่าปลายนิ้วของเยี่ยฉินราวกับว่ามีหัวใจเต้นอยู่อย่างไรอย่างนั้น ทั้งสองคนหยุดชะงักพร้อมกัน

            เยี่ยฉินปฏิกิริยาตอบสนองเร็วกว่า เธอเก็บของทุกอย่างอย่างระมัดระวัง มู่ลี่ไป๋มองดูคราบน้ำชาสีเขียวที่อยู่บนพื้น รู้สึกกังวังใจเล็กน้อย

            “ทำไมถึงยอมแพ้ ไม่แคร์แบบนี้จริงๆ เหรอ?” มู่ลี่ไป๋เจอเสียงของตัวเองแล้ว เอ่ยถาม มือของเยี่ยฉินที่กำลังทำความสะอาดคราบชาหยุดกึก เธอเอาผมที่ปรกหน้าเกี่ยวหู

            “ก็แค่ไม่อยากผิดหวัง ในเมื่อมันอยู่ที่ช้าหรือเร็วเท่านั้น แล้วก็ไม่มีอะไรต้องเสียใจด้วย แล้วก็ไม่มีเรื่องอะไรที่อยากทำ แค่รอให้วันนั้นมาถึงอย่างธรรมชาติ อีกอย่างฉันก็ไม่อยากทำเคมีบำบัดอะไรนั่นด้วย เบื้องบนก็อยากให้ฉันจากไปอย่างสวยงามด้วยล่ะมั้ง”

            ตอนนี้ไม่มีอะไรที่อยากได้งั้นเหรอ? แววตาของมู่ลี่ไป๋มืดมนเล็กน้อย “คุณก็คิดจะทิ้งพ่อแม่คุณแบบนี้เหรอ?”

            ความรู้สึกที่เยี่ยฉินเก็บงำเอาไว้เกือบจะหลุดออกมา เธอสูดจมูก “สภาพร่างกายของฉันเป็นยังไง ฉันรู้ดีที่สุดแล้ว ทำไมต้องให้พวกเรามาคอยคิดด้วยว่าวันนี้หัวเราะแล้วพรุ่งนี้จะร้องไห้ เงินออมทั้งหมดของพวกเราก็ดี หรือพลังก็ดีมันเพียงพอที่จะทำให้พวกเขาใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ต่อไปได้ ต่อให้ฉันไม่อยู่ข้างกายพวกเขาก็แค่เสียใจไม่กี่ปี จากนั้นก็จะใช้ชีวิตเหมือนเมื่อก่อนได้”

            “ไม่ได้หรอก”

            “ไม่ได้ก็ช่วยไม่ได้!” เยี่ยฉินตื่นเต้นจนข้าวของในมือหล่นอยู่ที่พื้น หน้าอกก็กระเพื่อมเพราะหายใจถี่เร็ว จ้องมองมู่ลี่ไป๋ด้วยดวงตาแดงก่ำ ผ่านไปเนิ่นนานจึงค่อยๆ สงบสติลง แล้วทำความสะอาดของบนพื้น “อย่าบอกพ่อแม่ฉันว่าฉันอยู่ที่นี่ คุณแค่บอกว่าเจอศพฉันแล้ว ให้พวกเขายอมแพ้ซะ”

            มู่ลี่ไป๋ดึงเยี่ยฉินพรวดขึ้นมาจากพื้น กดลงบนโต๊ะ “คิดว่าตัวเองคับข้องใจมาก ใส่ใจความรู้สึกของคนอื่นมากสินะ?”

            “เยี่ยฉิน คุณน่ะมันแค่คนปอดแหกยังไม่ยอมรับอีก เอาข้ออ้างสวยหรูมากมายมาหลอกตัวเอง ทำให้หัวใจของตัวเองสงบแล้วมีความหมายอะไร? พวกเขาต้องการอะไรไม่มีใครรู้ดีไปกว่าคุณ!”

            “พ่ายแพ้? ยังไม่ทันเริ่มพยายามก็คิดถึงความพ่ายแพ้แล้วเหรอ? เยี่ยฉิน คุณทำให้ผมตาสว่างจริงๆ”     “คุณนึกว่าตัวเองโล่งอกแล้ว ที่ช่วยเลือกให้คนอื่น คุณเคยถามความรู้สึกของคนอื่นบ้างไหม คุณเคยคิดบ้างไหมเพราะคุณไม่กล้าลอง หลังจากวันที่คุณตายไปแล้ว สิ่งที่พ่อแม่ของคุณคิดไม่ใช่แค่ลูกของฉันน่าสงสารจังเลย แต่คิดว่าเป็นเพราะเขาเอง ลูกสาวของเขาถึงได้ยอมแพ้ เพราะพวกเขาเองที่ทำร้ายลูกจนตาย”

            “คุณคิดว่าคุณได้เก็บวัตถุมากมายไว้สำหรับพวกเขา แต่ปล่อยให้พวกเขามีชีวิตอยู่ทุกวันในความล้มเหลวที่ตัวเองไม่สามารถทำอะไรได้เลยและความรู้สึกผิดกับความตายของลูกสาว เยี่ยฉิน ที่ผ่านมาคุณก็แค่นึกถึงแต่ตัวเอง คุณนึกถึงความรู้สึกของตัวเอง ส่วนคนอื่นก็เป็นแค่วัตถุที่วางไว้อยู่ตรงนั้น คุณรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอ แต่เคยคิดบ้างไหมว่าคนอื่นก็ไม่น้อยไปกว่าคุณ?”

            มู่ลี่ไป๋พูดยืดยาวในลมหายใจเดียว น้ำเสียงค่อยๆ ต่ำลงและมีเสียงสะอื้น เยี่ยฉินดวงมู่ลี่ไป๋ด้วยความเหม่อลอยเล็กน้อย เขาเอื้อมมือสัมผัสใบหน้าที่งดงามของเยี่ยฉิน พูดอย่างประนีประนอม “เยี่ยฉินไปโรงพยาบาลเถอะ ผมรับปากคุณว่าจะเล่าเรื่องนี้ให้คุณอากับคุณน้าฟัง คุณจะยอมแพ้ต่อตัวเองแบบนี้ไม่ได้ ต่อให้คุณไม่อยากมีชีวิตอยู่ คุณก็ควรมีชีวิตอยู่ต่อไป”

            เยี่ยฉินผลักมู่ลี่ไป๋ออกไป “ไม่จำเป็น คุณชายมู่ คุณกลับไปเถอะ”

            “เยี่ยฉิน”

            มู่ลี่ไป๋เห็นหยดน้ำตาที่เยือกเย็นบนใบหน้าของเธอ “ใช่ ฉันมันเห็นแก่ตัว นั่นก็เป็นเรื่องของฉัน ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณชายมู่เลย เรื่องของฉันไม่จำเป็นต้องให้คนนอกมาก้าวก่าย”

            “ผมเปล่า ผมก็แค่อยาก…” ‘ผมก็แค่อยากให้คุณสบายดี อยากให้คุณมีร่างกายแข็งแรง แค่คิดว่า เด็กสาวที่งดงามเช่นคุณ ควรจะมีชีวิตที่สวยงาม ผมไม่เคยคิดที่จะควบคุมคุณ ผมไม่เคยคิดไปล้ำเส้น ผมแค่อยากเห็นคุณ เห็นรอยยิ้มของคุณ เห็นคุณมีความสุข’

        “มู่ลี่ไป๋ คุณรู้จักวันที่สิ้นหวังไหม?” เยี่ยฉินเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของตัวเองด้วยรอยยิ้มโดดเดี่ยว ราวกับมีความเศร้าโศกหลังผ่านมรสุมชีวิต “นี่คือเรื่องสุดท้ายที่ฉันอยากทำ คือการจบชีวิตตอนที่ฉันต้องการจะจบชีวิตของตัวเอง”

            “เยี่ยฉิน” มู่ลี่ไป๋สวมกอดผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้า “ผมไม่อนุญาต”

            “คุณมีสิทธิ์อะไรบอกว่าไม่อนุญาต” น้ำตาร้อนๆ ร่วงอยู่บนหลังมือของมู่ลี่ไป๋ ราวกับว่าต้องการจะแผดเผาเขา เขายังคงกอดเธอแน่น

            “เยี่ยฉิน เรื่องของพวกเรายังไม่จบ คุณจะหนีไปทั้งอย่างนี้ไม่ได้ แม้ตะเป็นความตายคุณก็หนีไปไม่ได้ ตั้งแต่วันนั้นที่คุณจากไป เรื่องทั้งหมดของคุณก็ไม่ใช่เรื่องของคุณอีกต่อไปแล้ว” ลมหายใจอุ่นๆ ของมู่ลี่ไป๋ห้อมล้อมใบหูของเยี่ยฉิน เธออดไม่ได้ที่จะสั่นไหว

            “มีชีวิตอยู่ต่อไป พวกเรามาสะสางเรื่องในอดีตกัน”

            “มู่ลี่ไป๋ คุณเป็นแขกที่แย่จริงๆ” เยี่ยฉินหัวเราะ จู่ๆ ก็หมดสติไปและล้มลงบนตัวของมู่ลี่ไป๋ช้าๆ ในขณะที่สติกำลังเลื่อนลอยนั้น เธอราวกับว่าได้ยินใครตะโกนเรียกชื่อเธอปานหัวใจกำลังแตกสลาย ราวกับว่าเธอเป็นคนที่สำคัญมากสำหรับเขา

            จะเป็นไปได้ยังไง เธอได้กำจัดความรักใคร่ชอบพอที่ทุกคนมีต่อเธอไปหมดแล้ว จะมีคนตะโกนเรียกชื่อเธอแบบนี้ได้อย่างไรกัน

            อี้เป่ยซีรู้สึกว่าช่วงนี้ตาข้างขวาของตัวเองกระตุกบ่อยมาก ตัวเองก็งงงวยไร้เรี่ยวแรง ทำเอาลั่วจื่อหานที่อยู่ข้างกายตกใจยังกะอะไรดี ปกติก็ตัวติดเธอตลอดเวลาอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งไม่ห่างแม้แต่คืบเดียว ต่อให้ไม่มีอะไรก็ทำให้พ่อแม่ของตัวเองสงสัยว่ามีอะไรแล้ว

            “เป่ยซี นี่ลูก…?” เมื่อเห็นลูกเขยรักลูกสาวของตัวเอง คนเป็นพ่อแม่ก็ต้องดีใจอยู่แล้ว แต่ว่าท่าทางที่ระมัดระวังมากแบบนี้ มันยากที่จะไม่ทำให้มีความคิดเป็นอื่น

            “เปล่าค่ะ เปล่าค่ะ” อี้เป่ยซีย่นจมูก เล่นหมากรุกกับพ่อของตัวเองต่อ ในใจแอบคิดว่าจะต้องบอกให้ลั่วจื่อหานระวังตัวสักหน่อย ครั้งนี้พ่อของเธอก็ดูออกแล้วว่ามันมีอะไรบางอย่าง

            “พ่อรู้ว่าลูกชอบพ่อหนุ่มลั่วจื่อหานนั่น แต่ว่าสุดท้ายแล้วเขาก็ต้องดูแลงานของตัวเอง ต่อให้เขาติดต่อกับผู้หญิงคนอื่นเรื่องงาน ลูกก็ต้องใจกว้างหน่อย เข้าใจไหม?”

            “หา?”

            “ลูกก็ไม่ใช่เด็กๆ แล้ว อย่ามัวแต่เอาแต่ใจเหมือนเด็กน้อย พ่อดูออกว่าในใจของลั่วจื่อหานมีแค่ลูกคนเดียว”

            อี้เป่ยซีหัวร่องอหาย เข้าใจว่าพ่อของตัวเองเข้าใจผิดว่าพวกเขากำลังทะเลาะกัน จึงได้ง้อเธออย่างไม่หยุดหย่อนแบบนี้ “พ่อ นี่พ่อพูดเรื่องอะไรกันคะ”

            จนกระทั่งลั่วจื่อหานกลับมาตอนกลางคืน อี้เป่ยซีเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟัง เขากอดเธอด้วยความอ่อนโยนมาก ถามอย่างจริงจัง “เธอจะใจกว้างเหรอ?”

        อี้เป่ยซีครุ่นคิด เอามือของเขามาวางไว้ที่ท้องของตัวเอง ส่งสายตา ‘นายก็ลองดูสิ’ ให้เขา ลั่วจื่อหานหัวเราะแล้วกอดเธอแน่นกว่าเดิม

————

ตอนที่ 168
โดย 

ตอนที่ 168 โชคชะตาฟ้าลิขิต (3)

             เยี่ยฉินออกจากโรงพยาบาลแล้ว

            ตอนที่มู่ลี่ไป๋เห็นข้อความในโทรศัพท์มือถือของตัวเอง เขากำลังนั่งอยู่บนม้านั่งในโรงพยาบาล หัวของเขาพิงอยู่บนกระเบื้องเซรามิคที่เย็นเยียบด้านหลัง ความเย็นยะเยือกนั้นทะลุผ่านเส้นผมถึงชั้นหนังศีรษะที่นุ่มและบาง  มันกำลังทิ่มแทงกระดูกสีขาวโพลนที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ภายนอกกระดูกหนาวสะท้าน แต่ภายในกระดูกกำลังแผดเผาอย่างบ้าคลั่ง โลกถูกแบ่งออกเป็นสองด้าน

            เขาคาดเดาไว้อยู่แล้วว่าเมื่อเยี่ยฉินตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่จะทำก็คือออกจากโรงพยาบาล มือที่สั่นเทาของเขาหยิบบุหรี่ออกมาจากกระเป๋า จุดไฟอยู่สองสามครั้งจึงจุดติด ควันบุหรี่ฟุ้งกระจาย วิสัยทัศน์ของมู่ลี่ไป๋พร่ามัวฉับพลัน

            “คุณครับ ที่นี่พวกเราห้ามสูบบุหรี่นะครับ” เสียงที่อ่อนโยนดึงมู่ลี่ไป๋ออกมาจากโลกส่วนตัว เขามองคนที่อยู่เบื้องหน้า ดวงตามีประกายแห่งความหวัง

            “ขอโทษครับ” มู่ลี่ไป๋ดับบุหรี่ในมือ ยืนขึ้นพร้อมกับถอนหายใจ “คุณ คือ…”

            ชายหนุ่มในชุดขาวพยักหน้า แล้วหาวด้วยความเหนื่อยหน่ายเล็กน้อย “ผมดูอาการแล้ว ขืนยื้อต่อไปผมก็จะไม่ช่วยคุณแล้ว”

            “ขอบคุณนะ จื่อจี้”

            ลั่วจื่อจี้โบกไม้โบกมือ “ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ชายขู่ผม ผมก็ไม่ออกมาหรอก” เขามองแหวนบนมือ มันส่องแสงเย็นเยียบภายใต้แสงไฟสีขาวของโรงพยาบาล มีอะไรบางอย่างผ่านวูบในแววตา แต่แล้วก็ถูกเขาซ่อนเร้นในทันที “คุณมีเวลาแค่สามวัน จากนั้นผมยังมีธุระเรื่องอื่น”

            เมื่อลั่วจื่อจี้พูดจบก็จากไปโดยไม่หันกลับมามองแล้ว มู่ลี่ไป๋ก็ไม่ลังเล ขับรถไปยังที่พักของเยี่ยฉินอย่างรวดเร็ว เยี่ยฉินยังไม่กลับมา เขาหลบอยู่ด้านข้างจนถึงเวลาพลบค่ำ จึงเห็นเยี่ยฉินที่มีรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า และยังถือช่อดอกไม้สีขาวในมือ มันขาวบริสุทธิ์ราวกับไร้ชีวิตเหมือนกับผู้หญิงรูปร่างผอมบางตรงหน้าเขา

            มู่ลี่ไป๋พูดไม่ออกว่าตัวเองกำลังคิดอะไร เขาหลบไปด้านข้างตามจิตใต้สำนึก จนกระทั่งเธอเดินเข้าไปในทางเดินยาวแล้วจึงถอนหายใจโล่งอก เดินออกมาจากเงามืด

จะต้องพูดอย่างไรเยี่ยฉินจึงจะยอมรับการรักษา

            ไม่รู้ ใครๆ ก็ไม่รู้ แม้แต่พ่อแม่ของเธอก็ไม่รู้ มู่ลี่ไป๋จุดบุรี่มวนหนึ่งด้วยความหงุดหงิด เงยหน้ามองดูแสงไฟสลัวนั้น บุหรี่มวนแล้วมวนเล่าตกสู่พื้น จนกระทั่งเมื่อเขาคลำหาในกระเป๋าอีกรอบ ซองบุรี่ก็ว่างเปล่าแล้ว เขาจึงพบว่ารอบตัวมีแต่ก้นบุหรี่เต็มพื้นไปหมด

            เขาก้มหน้ามองดูประกายไฟริบหรี่ที่ยังคงเหลืออยู่ ลมพัดมาทำให้พวกมันสั่นไหวแล้วมอดลงในวินาทีต่อมา มู่ลี่ไป๋หัวเราะอย่างขมขื่น เงยหน้าขึ้นก็เห็นเยี่ยฉินที่กำลังถือถุงขยะ คำทั้งหมดที่ต้องการจะเอ่ยติดอยู่ในลำคอ

            เยี่ยฉินราวกับเห็นคนแปลกหน้าทั่วไป ส่งยิ้มเป็นมิตรให้เขา เธอเดินผ่านเขา ทิ้งขยะ หันหลัง แล้วเดินกลับ ราวกับว่าได้ลบเขาไปจากชีวิตของตัวเองอย่างชัดเจน ทุกกระทำเหมือนสายลมที่คมกริบ เธอเดินกลับเข้าไปในอะพาร์ตเม้นต์อีกครั้ง ย่างก้าวที่เดินไปข้างหน้าราวกับมีอะไรมารั้งไว้ให้ติดอยู่ที่เดิม ทำอย่างไรก็ก้าวไม่ออก

            เธอรู้ดีว่ามันคืออดีต ไม่ว่าเธอจะเป็นหรือตาย ไม่ว่าเธอเลือกที่จะอยู่หรือตายก็ไม่สามารถลืมหรือละทิ้งอดีตได้ เยี่ยฉินรวบรวมความกล้าครั้งสุดท้าย ในเมื่อตอนนี้เธอก็เน่าเปื่อยอยู่แล้ว ถูกคนทำให้แตกหักอีกครั้งจะเป็นอะไรไป

            เธอหันหลัง ยิ้มให้มู่ลี่ไป๋ด้วยความเกรงใจเป็นอย่างยิ่ง ทำเหมือนว่าตัวเองเป็นเจ้าบ้านที่ใจดีมาก “เข้ามานั่งไหม?”

            ใบหน้าของเยี่ยฉินซูบตอบเนื่องจากอาการป่วย ดวงตาทั้งคู่กลวงลึกอย่างเห็นได้ชัด มู่ลี่ไป๋มองดวงตาที่ชัดเจนของเธอ เหมือนกับว่าได้เห็นท่าทางที่มีความสุขของเธอตอนที่ฟังเพลงในรถท่ามกลางสายฝนในตอนนั้นอีกครั้ง การเคลื่อนไหวไม่ได้เป็นไปตามความคิดของเขา เขารู้สึกว่าตัวเองเหมือนกับถูกอะไรดึงเข้าไปในห้องของเธอแล้ว

            ห้องของเธอไม่นับว่าใหญ่ แต่ว่ากำลังดีสำหรับการอยู่คนเดียว ภายในห้องสะอาดเรียบร้อยมาก แสงไฟสลัวนั้นดูอบอุ่นเป็นอย่างยิ่ง มู่ลี่ไป๋ขมวดคิ้ว ทุกอย่างที่อยู่ด้านหน้าถูกจัดแจงเป็นอย่างดี แม้แต่บนโต๊ะยังมีแจกันสองใบวางอยู่ มีดอกลิลลี่ที่กำลังบานอย่างสวยงามปักอยู่ มันส่งกลิ่นหอมที่มีชีวิตชีวา แต่ว่าทุกอย่างมันเงียบสงบเกินไปแล้ว เงียบสงบราวกับห้องจัดงานศพกลางดึกที่มีกลิ่นไม้และกลิ่นดอกไม้สด เหมือนดอกไม้สดที่ตายแล้ว

            “ดื่มชาไหม แต่ว่าฉันไม่มีชาหลงจิ่งที่คุณชอบ มีแต่ชาผู่เอ๋อ ทดแทนกันได้ไหม?” เยี่ยฉินหันไปถามเขา มู่ลี่ไป๋พยักหน้างงๆ มองดูผู้หญิงตัวน้อยที่เดินอยู่ตรงหน้าตัวเอง แสงไฟที่อยู่ตรงหน้าควรจะอบอุ่นกว่านี้หน่อย แจกันที่อยู่บนโต๊ะควรจะเปลี่ยนเป็นพอร์ซเลนสีฟ้าขาวที่เธอชอบ หรือไม่ก็ดวงไฟคริสตัสที่ส่องแสงบริสุทธิ์ได้ โดยมีเธอที่กำลังง่วนอยู่ภายใต้แสงไฟอบอุ่นกับสามีของเธอ

            มู่ลี่ไป๋รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างค่อยๆ เอ่อล้นในดวงตาของเขา การมองเห็นก็เริ่มเลือนลาง แม้ว่ามีเรื่องมากมายเกิดขึ้นระหว่างพวกเขาสองคน แต่ว่ามู่ลี่ไป๋รู้ดีกว่าใครทั้งหมดว่าเขายังคงชอบคนที่อยู่ตรงหน้า เขาหวังมาตลอดว่าผู้หญิงที่ตัวเองรักจะมีความสุขชั่วชีวิต แม้แต่ตอนที่เธอเกลียดชังเขามากที่สุด หรือตอนที่ถูกส่งเข้าโรงพยาบาลเพราะดื่มเหล้าจัด เขาก็เชื่อว่าผู้หญิงคนนี้จะต้องมีความสุขต่อไป แม้ว่าคนที่ทำให้เธอมีความสุขจะไม่ใช่เขาก็ตาม

            แต่ใครจะรู้ว่าโชคชะตามักชอบเล่นตลกกับเรา ชอบเล่นตลกกับทุกคนที่จริงใจ กับทุกคนที่มีความหวัง มู่ลี่ไป๋มองน้ำชาสีเขียวอ่อนที่อยู่หน้าตัวเอง ได้ยินเสียงดังติ๊ง ระลอกคลื่นตื้นๆ ปรากฏขึ้นบนผิวน้ำ เขาเช็ดน้ำตาของตัวเองด้วยความตื่นตระหนกเล็กน้อย เงยหน้าขึ้น เห็นเยี่ยฉินกำลังเก็บของโดยหันหลังให้เขา

            เขามองน้ำชาที่ยังมีไอร้อน บางทีอาจเป็นเพราะน้ำตาเปรี้ยวๆ หยดนั้น ชาผู่เอ๋อวันนี้จึงกลืนยากเป็นพิเศษ กลิ่นสดชื่นของชาก็บิดเบี้ยวเพราะกลิ่นของดอกลิลลี่ที่อบอวลอยู่ในอากาศ มันกระตุ้นให้ไม่สามารถควบคุมต่อมน้ำตาได้

            “ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ” เยี่ยฉินก็ยกชาขึ้นมาแก้วหนึ่ง จิบคำเล็กๆ แล้วถอนหายใจอย่างพึงพอใจ ท่าทางที่สงบของเธอทำให้มู่ลี่ไป๋ทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย

            เธอไม่รู้สถานการณ์ของตัวเองงั้นเหรอ ถ้ารู้แล้วทำไมถึงยังสงบและยิ้มได้อย่างเป็นปกติแบบนี้ ริมฝีปากของมู่ลี่ไป๋ขยับ แต่เยี่ยฉินกลับมองใบชาในถ้วยแล้วพูดต่อ “พ่อแม่ฉันไปหาคุณงั้นเหรอ? หรือว่าคุณก็รู้อะไร ก็เลยคิดจะ…” เธอไม่กล้าพูดประโยคสุดท้าย มือที่ถือถ้วยกลับเริ่มออกแรง

            ก็เลยคิดจะมาหัวเราะเยาะฉัน อยากให้ฉันรู้ว่าเมื่อไม่มีคุณแล้วชีวิตของฉันเน่าเฟะถึงเพียงไหน จากนั้นก็โอ้อวดกับฉันเรื่องช่องว่างระหว่างพวกเรา บอกกับฉันว่าการที่มีสุขภาพดีมันดีแค่ไหน ว่าชีวิตของคุณมันดีแค่ไหน?

            ทั้งสองคนต่างก้มหน้า ต่างไม่ต้องการให้อีกฝ่ายเห็นหมอกควันในดวงตาของตัวเอง ชาที่ถืออยู่ในมือนั้นเย็นชืดแล้ว นาฬิกาด้านนอกส่งเสียงเริ่มต้นวันใหม่ดังชัดเจน มู่ลี่ไป๋ราวกับถูกน้ำร้อนลวก วางแก้วลงบนโต๊ะด้วยความร้อนรน ต้องการจะลุกขึ้นยืน

        “อีกแก้วไหม?”

————

ตอนที่ 167
โดย 

ตอนที่ 167 โชคชะตาฟ้าลิขิต (2)

             “เป่ยซี เธอรู้ไหมว่าเยี่ยฉินอยู่ที่ไหน?” เขาพูดเร็วมากอี้เป่ยซีต้องเรียบเรียงในสมองครู่หนึ่งจึงจะเข้าใจว่าเขาพูดอะไร ทางนั้นก็รบเร้าอีกครั้ง

            “อี้เป่ยซี เยี่ยฉินอยู่ที่ไหน เธอรู้ไหม?”

            “พอนายพูดแบบนี้ฉันก็ไม่แน่ใจแล้ว ก่อนหน้านี้เธอบอกว่าจะกลับบ้านพ่อแม่ นายไป…”

อี้เป่ยซียังไม่ทันพูดจบ ก็ถูกคนที่ปลายสายตัดบททันที “ไม่อยู่ พ่อแม่ของเขาก็ตามหาเขาอยู่เหมือนกัน เยี่ยฉินเขา…ช่างเถอะถ้าเธอได้ข่าวของเขาต้องโทรหาฉันเข้าใจไหม?”

            “เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า”

            “เอามือถือให้จื่อหานเถอะ” เขาพูดอย่างไร้เรี่ยวแรง อี้เป่ยซีส่งโทรศัพท์มือถือให้ลั่วจื่อหาน มองลั่วจื่อหานด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น

            ลั่วจื่อหานรับโทรศัพท์มือถือมา สีหน้าเย็นชาลงเล็กน้อย “นายแน่ใจเหรอ?” อี้เป่ยซีเงี่ยหูแต่ก็ไม่ได้ยินว่ามู่ลี่ไป๋พูดอะไรจึงยอมแพ้

            “ฉันช่วยนายได้ แต่ว่านายอย่าเสียใจทีหลังนะ”

            เขาเก็บโทรศัพท์มือถือแล้วถอนหายใจ ถือโทรศัพท์ของอี้เป่ยซีพิมพ์หมายเลขหนึ่งอย่างรวดเร็ว “นายรีบไปสืบเดี๋ยวนี้ว่าเยี่ยฉินอยู่ที่ไหน ด่วนนะ ทางประเทศ U ตรงนี้…นายใช้เถอะ บอกคุณปู่เลย อืม อะไรก็ช่าง นายดูเอาเองว่าจะทำยังไงก็พอแล้ว แค่นี้นะ”

            อี้เป่ยซีกระพริบตามองลั่วจื่อหาน รอคอยที่จะได้ยินเรื่องราวทั้งหมดจากปากของเขา ลั่วจื่อหานขยี้ผมที่เพิ่งหวีเรียบร้อยของเธอ “ไปเถอะ พวกเรากลับบ้านกัน”

            “ตกลงว่ามีอะไรกันแน่ มีเรื่องอะไร?”

            ลั่วจื่อหานเหลือบมองเธอ “ไม่มีอะไร อาจเป็นเพราะมู่ลี่ไป๋คิดได้แล้ว หรือไม่ก็เยี่ยฉินทำอะไรบางอย่าง ฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจ”

            “ว่าไงนะ นายเก่งขนาดนี้ ทำไมถึงไม่เข้าใจ”

            “ฉันเก่ง ก็เก่งแค่เรื่องของเธอแหละ ส่วนเรื่องอื่น ฉันก็ไม่ต่างอะไรจากคนธรรมดาทั่วไป”

            เปลือกตาของอี้เป่ยซีกระตุก พิงกระจกรถแล้วพยักหน้า ห่อเหี่ยวเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด

            “เลิกแสดงได้แล้ว เป่ยซี เธอไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องนี้หรอก บำรุงลูกให้สบายใจดีหรือเปล่า”

            เธอพยักหน้า แม้ว่าจะไม่เต็มใจอยู่บ้าง แต่ในใจก็ยังรู้สึกอบอุ่น เขาไม่อยากบอกเธอ เพราะกลัวว่าเธอจะตื่นตระหนก ในเมื่อไม่ยอมให้เธอรู้ งั้นเธอก็อย่าเปลืองพลังงานไปถามเลย

            เพิ่งจะถึงบ้าน ลั่วจื่อหานกำชับให้อี้เป่ยซีไปงีบกลางวัน ตัวเองก็ไปรับโทรศัพท์ในสวน

            “เธออยู่ที่ไหน?”

            “ตอนนี้อยู่ที่สนามบินหลินที่ประเทศ U จะให้พวกเราส่งเธอกลับมาไหมครับ?”

            “ไม่ต้อง เดี๋ยวนายไปรายงานมู่ลี่ไป๋ก็พอแล้ว ไม่ต้องบอกอะไรฉันแล้ว”

            “ครับ”

            ลั่วจื่อหานมองหลอดในมือตัวเอง “มีอะไรอีกไหม?”

            “คุณหนูเยี่ย เหมือนจะอยู่ที่บ้านคุณนายหลายวัน เมื่อกี้ผมลังเลว่าจะพูดดีไหม”

            “อืม ฉันรู้แล้ว งั้นก็ตามนี้แหละ พวกนายจับตาดูให้ดี ห้ามให้ใครเล่นตุกติกอะไร”

            “ครับ”

            ลั่วจื่อหานวางโทรศัพท์มือถือไว้บนโต๊ะ ลุกขึ้นยืน สองมือล้วงกระเป๋ามองไปยังร่มเงาสีเขียวเบื้องหน้า ทันใดนั้นความดุร้ายก็ผ่านวูบในดวงตา จากนั้นก็หันหลังจากไปด้วยความสง่างามมาก

            เยี่ยฉินลงมาจากเครื่องบินด้วยเนื้อตัวสั่นเทา คอยมองข้างหลังตัวเองเหมือนกับหัวขโมยตัวน้อย ไม่รู้ว่าคุณแม่อี้จะเล่าเรื่องของตัวเองให้อี้เป่ยซีฟังหรือเปล่า แล้วก็ไม่รู้ว่าอี้เป่ยซีจะบอกมู่ลี่ไป๋ถึงสถานการณ์ของตัวเองหรือเปล่า

            ต่อให้เขารู้แล้วยังไงเหรอ หัวเราะเยาะเธอด้วยความเริงร่า หัวเราะสมน้ำหน้าเธอ หัวเราะแล้วพูดว่าเกี่ยวอะไรกับเขา เธอเยี่ยฉินเป็นคนแปลกหน้าสำหรับมู่ลี่ไป๋นานแล้ว จะรู้หรือไม่รู้มันต่างกันยังไง ทำไมต้องหนีจนสะบักสะบอมแบบนี้ด้วย

            เยี่ยฉินหัวเราะ น่าเสียจริงๆ ที่ไม่สามารถเห็นสีหน้าประหลาดใจของอี้เป่ยซีตอนที่เห็นเธอได้แล้ว

            เยี่ยเฉินเดินผ่านไปอีกหลายย่านถนน ที่จริงเธอไม่มีเพื่อนอยู่ที่นี่เลยสักคน แค่ได้ยินเพื่อนนักศึกษาบอกว่าที่นี่สงบแค่ไหน ชีวิตเชื่องช้าแค่ไหน ราวกับว่ากาลเวลาไม่เคยผ่านมาในเมืองนี้เลย เธอจึงเลือกที่จะมาที่นี่ สำหรับเธอแล้วสิ่งที่ทรมานและฟุ่มเฟือยที่สุดก็คือเวลาล่ะมั้ง

            เธอไม่ต้องการรู้สึกถึงมันได้อีก เพียงแค่ต้องการอยู่ท่ามกลางความสงบและว่างเปล่า รอคอยจุบจบของเธออย่างเงียบๆ

            ไม่มีใครรู้จักเธอ ฉะนั้นจะไม่มีใครเสียใจเพื่อเธอ เธอก็ไม่ต้องเสียใจกับความเสียใจของคนอื่น เธออยากแค่นึกถึงตัวเองก็พอแล้ว อยากยืนอยู่ในวินาทีนี้ก็พอแล้ว

            เยี่ยฉินเดินเร็วขึ้นจนมาถึงย่านเล็กๆ ที่มองไว้ก่อนหน้านี้ จ่ายค่าเช่าแล้วเยี่ยฉินก็ทิ้งตัวลงบนเตียงด้วยความอ่อนล้า หลับตาลง

            ครั้งนี้ เธอสามารถนอนหลับได้อย่างยาวนาน…

            วินาทีที่มู่ลี่ไป๋รู้ข่าวก็รีบไปที่นั่นแทบจะในทันที เมืองนี้ว่างเปล่ามาก เขารู้สึกถึงรสชาติที่คนใกล้ตายเท่านั้นถึงจะมีได้ เขากำที่อยู่ในมือแน่น เดินผ่านย่านถนนอย่างรวดเร็ว ย่านที่เยี่ยฉินพักอยู่ไม่ไกลจากสนามบินมาก เขาถามที่อยู่เจาะจงของเยี่ยฉินกับเจ้าของห้องอย่างคล่องแคล่ว เมื่อถูกถามว่าเขาเป็นอะไรกับเยี่ยฉิน มู่ลี่ไป๋ก็เงียบอยู่นาน

            เขาเป็นใคร เขาจะเป็นอะไรกับเธอได้ แฟนเก่า? มู่ลี่ไป๋หัวเราะ

            “ผมเป็นเพื่อนสนิทของเขา”

            เจ้าของห้องเป็นคุณยายรูปร่างอ้วนท้วนแต่ใจดีมาก เธอหรี่ตา “ฉันนึกว่าเธอเป็นแฟนของฉินซะอีก”

            มู่ลี่ไป๋ยิ้มแหย มันคือความรู้สึกโดดเดี่ยวที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน มู่ลี่ไป๋เคาะประตูอยู่นานแต่กลับไม่ได้การตอบรับเลย

            เธอเดาว่าเขาจะมาก็เลยไม่ยอมเปิดประตูงั้นเหรอ? มู่ลี่ไป๋กำแผ่นกระดาษแน่นต้องการจะหันหลังจากไป เพิ่งเดินออกไปเพียงไม่กี่ก้าวก็หยุด กดกริ่งประตูครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยความอดทนเป็นอย่างมาก มู่ลี่ไป๋สงสัยว่ากริ่งประตูนี้จะเสียในวินาทีต่อมาหรือเปล่า จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงดังตึง ราวกับว่ามีของหนักๆ ร่วงอยู่บนพื้น เขาถีบประตูเปิดด้วยความตื่นตระหนก เยี่ยฉินที่ใบหน้าซีดขาวล้มหมดสติอยู่ที่หน้าประตู

            ในวินาทีนั้นมู่ลี่ไป๋สติหลุดไปแล้ว เขาอุ้มเธอขึ้นมาจากพื้นด้วยความสั่นเทาแล้วรีบบึ่งไปที่โรงพยาบาล ไม่รู้ว่าเฝ้าอยู่หน้าเตียงนานแค่ไหน เยี่ยฉินจึงมีปฏิกิริยาตอบสนองเล็กน้อย มือของเธอขยับ ความคิดแวบแรกของมู่ลี่ไป๋ไม่ใช่ ‘เธอตื่นแล้วดีจังเลย’ แต่กลับเป็น ‘เธอกำลังจะตื่นแล้ว ต้องรีบจากไป ไปยังที่ที่เธอมองไม่เห็น’

            มู่ลี่ไป๋ทำแบนนั้นจริงๆ เขาลุกขึ้น ขณะที่เยี่ยฉินลืมตาก็พบว่าเธอไม่ได้อยู่ในห้องของตัวเองแล้ว แต่เป็นที่โรงพยาบาล รอบกายว่างเปล่า รู้สึกเปล่าเปลี่ยวอย่างบอกไม่ถูก

            คนใจดีคนไหนกันนะที่พาเธอมา เจ้าของห้องผู้ใจดีคนนั้นเหรอ? เยี่ยฉินหัวเราะ หลังจากที่สวรรค์มอบความโชคร้ายกับเธอแบบนี้แล้ว ยังจะซื้อเธอด้วยบุญคุณเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้อีกเหรอ แต่ว่าเธอรู้สึกสบายมากเลยทำยังไงดีล่ะ

            เธอกำลังจะลุกขึ้นนั่ง นางพยาบาลที่หน้าประตูวิ่งเข้ามาประคองเธอ “คุณคะ คุณไม่เป็นไรแล้วนะ”

            “ไม่เป็นไรค่ะ ตอนนี้ฉันออกจากโรงพยาบาลได้แล้วยัง?”

            นางพยาบาลมีสีหน้าลำบากใจ “คุณคะ คุณไม่รู้ว่าร่างกายของคุณเป็นอะไรเหรอคะ?”

            เยี่ยฉินหัวเราะ แต่ว่านางพยาบาลมองเห็นความปวดร้าวของใบหน้าของเยี่ยฉินภายใต้ความตื่นตระหนก ไม่รู้ว่าเพราะอะไรหัวใจราวกับถูกเข็มทิ่มแทง

        เธอพูด “ฉันก็ต้องรู้อยู่แล้วล่ะ ก็เลยอยากออกจากโรงพยาบาล”

————

ตอนที่ 166
โดย 

ตอนที่ 166 โชคชะตาฟ้าลิขิต (1)

             หลังจากทั้งสองคนกลับมาจากเดินเล่น ก็เห็นผู้ชายทั้งคู่ออกมาจากห้องหนังสือพอดี อี้เป่ยซีอดไม่ได้ที่จะชื่นชมความเข้าใจโดยไม่ต้องพูดจาระหว่างสามีภรรยาคู่นี้ที่กะเวลาได้อย่างแม่นยำ

            “พ่อคะ”

            อี้เฉิงพยักหน้าให้กับลูกสาวของตัวเอง ประหนึ่งกำลังชื่นชมแววตาของเธอ อี้เป่ยซีเผยยิ้มภูมิใจออกมาโดยไม่รู้ตัวแล้ว

            “นี่ก็ดึกแล้ว รีบไปพักผ่อนกันเถอะ” พูดจบอี้เฉิงก็พาภรรยาของตัวเองเดินเข้าไปในห้องนอนต่อหน้าพวกเขาราวกับกำลังโอ้อวดอย่างไรอย่างนั้น อี้เป่ยซียักไหล่ มองลั่วจื่อหานอย่างจนปัญญา ลั่วจื่อหานลูบๆ จมูกเดินไปยังทิศตะวันออกเพื่อกลับห้องของตัวเอง ส่วนอี้เป่ยซีเดินกลับห้องของตัวเองไปยังทิศตะวันตก

            ปิดประตูอาบน้ำเตรียมตัวเข้านอน แม้จะผ่านไปเนิ่นนานแล้ว อี้เป่ยซีก็ยังอดไม่ได้ที่จะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ส่งข้อความให้ลั่วจื่อหาน

            “เป็นไงบ้าง?”

            “คุณพ่อรู้สึกดีกับฉันนะ”

            “แหม กลับคำเร็วจังเลย? พ่อฉันมัดใจนายได้แล้วเหรอ?”

            “เพราะว่าฉันกล่อมเขาสำเร็จต่างหาก”

            อี้เป่ยซีหัวเราะ พิมพ์บนแป้นพิมพ์ต่อ “อืม ประสบความสำเร็จมาก ให้รางวัลนายด้วยการนอนห้องเดี่ยว นายขอบคุณเจ้าของบ้านแล้วเหรอยังล่ะ”

            “……”

            “เอาล่ะ ไม่คุยแล้ว ฉันจะนอนแล้ว ราตรีสวัสดิ์”

            จู่ๆ ข้างกายขาดไปหนึ่งคน อี้เป่ยซีรู้สึกไม่ค่อยชิน พลิกตัวไปมาอย่างไรก็นอนไม่หลับ เธอได้แต่นอนมองเพดาน ตามปกติแล้วลั่วจื่อหานน่าจะปรากฏตัวที่ห้องของเธอถึงจะถูก เขาจะเชื่อฟังและนอนหลับอย่างสงบสุขในห้องแขกตามลำพังตลอดทั้งคืนเชียวเหรอ?

            เธอคว้าโทรศัพท์มือถือบนหัวเตียง พิมพ์ไปหนึ่งประโยคอย่างรวดเร็ว

            “นอนแล้วยัง”

            ทางนั้นก็ตอบกลับทันที

            “ยัง กำลังคิดถึงเธอ”

            อี้เป่ยซีเห็นประโยคหลัง ในขณะนั้นเองจิตใจก็รู้สึกไม่สงบเล็กน้อย เธอขยี้ตาที่อ่อนล้า ถอนหายใจ

            “ทนหน่อยนะ คุณอาลั่ว”

            “ทนไม่ไหวแล้ว หลานสาว”

            อี้เป่ยซีตัดสินใจว่าจะไม่สนใจอีก พลิกตัวไปมาอีกสองสามรอบบนเตียง แล้วลุกขึ้นมาจากเตียงด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย กอดหมอนขอตัวเองย่องไปที่ห้องแขก ยังไม่ทันจะยกมือขึ้นเคาะประตู เธอก็ถูกดึงเข้าไปแล้ว โลกทั้งใบหมุนคว้าง เธอถูกลั่วจื่อหานกดไว้ที่ประตู จูบอันร้อนแรงกระหน่ำอยู่บนตัวของเธอโดยไม่ปล่อยโอกาสให้พูดอะไร อี้เป่ยซีจูบตอบเขา รู้สึกได้ถึงความร้อนใจของเขา

            จนกระทั่งรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของลั่วจื่อหาน อี้เป่ยซีรีบผลักเขาออกไป “นายหยุดก่อกวนได้แล้ว”

            ลั่วจื่อหานสงบลมหายใจของตัวเองครู่หนึ่ง เดิมทีต้องการให้อี้เป่ยซีเข้ามานอนหลับอย่างสบายใจ ตอนนี้สงสัยยิ่งนอนไม่หลับแล้ว

            “เธอไปพักผ่อนก่อน ฉันจะไปอาบน้ำ” อี้เป่ยซีพยักหน้า กอดหมอนค่อยๆ เดินไปที่เตียงของเขา ในใจก็มีความวิตกและตื่นเต้นกลัวว่าจะถูกจับได้ เธอฟังเสียงน้ำซู่ เพียงครู่เดียวก็เข้าสู่ความฝันแล้ว ลั่วจื่อหานเห็นคนที่นอนหลับใหล ปิดไฟที่หัวเตียงและนอนหลับสนิทตลอดคืน

            เมื่ออี้เป่ยซีลืมตาขึ้น เธอก็นอนอยู่ในห้องของตัวเองแล้ว อดไม่ได้ที่จะเชยชมความเอาใส่ใจของลั่วจื่อหาน

            “เป่ยซี พาเขาไปแล้วยัง?” ตอนที่อี้เฉิงกำลังจะออกไป เขาผูกเนกไทพร้อมเอ่ยถาม

            อี้เป่ยซีส่ายหน้า “กะว่าจะไปวันนี้”

            “ก็ดี ก็ดี ให้พวกเขาได้เจอ งั้นพ่อไปทำงานก่อนนะ”

            “ค่ะ แล้วเจอกันค่ะพ่อ”

            ลั่วจื่อหานจูงมือของอี้เป่ยซี “ไปไหนเหรอ?”

            “พานายไปเจอพ่อกับแม่” อี้เป่ยซีหันไปซบอกของเขา ลั่วจื่อหานรู้สึกได้ถึงความอ่อนแอจากเธอ มืออันใหญ่โตตบหลังของเธอเบาๆ

            ที่สุสานชานเมืองตะวันออก

            อี้เป่ยซีวางดอกไม้ที่ลั่วจื่อหานเลือกมาอย่างดี ยิ้มมองสามีภรรยาวัยหนุ่มสาวในรูปถ่ายสีขาวดำ

            “พ่อคะ แม่คะ นี่คือลั่วจื่อหาน พ่อกับแม่น่าจะรู้แล้วมั้งคะว่าเขาเป็นใคร หนูก็จะไม่พูดมากแล้ว” อี้เป่ยซีมองลั่วจื่อหานอย่างมีความสุข “พ่อคะแม่คะ เขาดีกับหนูมาก พ่อกับแม่ไม่ต้องเป็นห่วง หนูก็ชอบเขามากเหมือนกัน”

            มือของลั่วจือหานที่จูงอี้เป่ยซีบีบแรงเล็กน้อย อี้เป่ยซีรู้สึกได้ถึงพลังที่อยู่ด้านหลัง ยิ้มอีกครั้ง “พ่อคะแม่คะ พ่อกับแม่เห็นแล้วใช่ไหม ว่าเขาดีกับหนูมาก ถ้าวันไหนเขาร้ายกับหนู พ่อกับแม่ห้ามเกรงใจเด็ดขาดนะคะ ไม่ต้องไว้หน้าหนู พาเขาไปได้เลย”

            ลั่วจื่อหานยิ้ม ดึงอี้เป่ยซีเข้ามากอด “พ่อครับแม่ครับ พวกท่านวางใจเถอะ ชาตินี้ผมจะมีแค่อี้เป่ยซีคนเดียวเท่านั้น ไม่ต้องรบกวนให้พวกท่านมาเอาผมไปหรอกครับ ยังมีอีกข่าวดีที่อยากจะบอกพ่อกับแม่ เป่ยซีท้องแล้ว อีกไม่นานพวกท่านก็จะเป็นคุณตาคุณยายแล้ว”

            อี้เป่ยซีศอกเขา “คุยกันแล้วใช่ไหมเหรอว่าจะไม่บอกเรื่องนี้กับพวกเขา?”

            “พ่อกับแม่ต้องอยากรู้อยู่แล้ว”

        เธอเงียบไปด้วยความเหลือเชื่อ ลั่วจื่อหานพูดอะไรบางอย่างต่อหน้าหลุมฝังศพ แล้วสละพื้นที่ให้อี้เป่ยซี ตัวเองหลบมองเธออยู่ด้านข้าง

            “พ่อคะแม่คะ พ่อแม่เห็นแล้วสินะ อยากจะบอกว่าลูกสาวตามีแววใช่หรือเปล่า ที่หาบ้านที่ดีได้” เธอลูบรูปถ่ายขาวดำหัวเราะแผ่วเบา “พ่อแม่คะ ตอนนี้หนูมีความสุขมาก พวกท่านเห็นแล้วใช่ไหม”

            พวกท่านเห็นแล้วใช่ไหม โลกนี้ไม่เคยทิ้งหนูตามลำพัง มันให้ชีวิตหนู ให้ครอบครัวหนู ให้ความรักหนู มันได้ให้ทุกอย่างที่ดีที่สุดแก่หนู

            เพราะว่าพวกท่านอยู่บนสวรรค์คอยปกป้องลูกสาวของพวกท่านอยู่เสมอ คอยอธิฐานให้เธอ ชีวิตของเธอจึงได้สมบูรณ์แบบนี้ล่ะมั้ง

            ขอบคุณพวกท่านที่พาหนูมาสู่โลกใบนี้และได้พบกับคนดีแบบนี้…

            พ่อคะ แม่คะ พวกท่านเห็นแล้วสินะ…

            ลูกสาวของพวกท่านมีความสุขมากจริงๆ

            ฉะนั้นวางใจเถอะค่ะ หนูจะพาเขากลับมาหาพ่อกับแม่ แล้วก็หลานตัวน้อยของพวกท่าน

            อี้เป่ยซีอยู่ต่ออีกนานแค่ไหนไม่รู้จึงลุกขึ้นมาจากพื้น ลั่วจื่อหานรีบไปประคองเธอ ทั้งสองคนอยู่ในรถ กำลังปรึกษากันว่าจะออกไปเดินเล่นดีหรือเปล่า

            โทรศัพท์มือถือของลั่วจื่อหานดังขึ้นระหว่างการปรึกษาหารือของทั้งสองคน พวกเขามองดูมือถือที่ไม่รู้เวล่ำเวลาด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย หลังจากเห็นว่าใครโทรมาแล้ว ลั่วจื่อหานก็วางสายทันที หารือกับอี้เป่ยซีต่อ โทรศัพท์มือถือส่งเสียงอย่างบ้าคลั่งราวกับว่าโดนไวรัสอยู่ข้างๆ

            “ใครน่ะ ดื้อด้านจังเลย ไม่ใช่มาจีบนายหรอกนะ”

            ลั่วจื่อหานพยักหน้า “ใช่แล้ว เธอต้องระวังหน่อยนะ ถ้าดูแลฉันไม่ดีฉันก็จะไปกับคนอื่นแล้ว”

            “นายไปเถอะ เมื่อกี้พ่อแม่ฉันรับปากฉันแล้ว ถ้านายเปลี่ยนใจล่ะก็จะพานายไปเดินเล่น นายอย่ากลัวก็แล้วกันนะ”

            ลั่วจื่อหานปิดเครื่องทันที แล้ววางมือถือข้างๆ “พอเธอพูดแบบนี้ฉันก็ชักไม่กล้าซะแล้ว”

            “นายก็ลองดูสิ เมื่อกี้พวกเราคุยกันถึงไหนแล้ว” ยังไม่ทันคุยต่อ โทรศัพท์มือถือของอี้เป่ยซีก็ดังขึ้น

            “นี่พวกเรามีเรื่องกับมือถือซะแล้ว” เธอก้มหน้ามองสายเรียกเข้า มู่ลี่ไป๋ เขาจะหมั้นกับคุณหนูบ้านหวังแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงคิดโทรหาเธอ

            ลั่วจื่อหานมองเธอ อี้เป่ยซีเอ่ยปากอย่างจนใจ “มู่ลี่ไป๋น่ะ ฉันไม่รู้ว่าเขาหาฉันมีเรื่องอะไร”

            “รับเถอะ”

        อี้เป่ยซีพยักหน้าแล้วรับสาย ได้ยินเสียงที่ร้อนรนเป็นอย่างยิ่งของมู่ลี่ไป๋

————

ตอนที่ 165
โดย 

ตอนที่ 165 ด้านของพ่อแม่ (11)

             ช่วงเวลาค่ำๆ อี้เฉิงจึงขับรถออกจากมาจากบริษัท เห็นลูกสาวของตัวเองกำลังยืนอยู่หน้าผู้ชายคนหนึ่ง เอื้อมมือช่วยเขาจัดเนกไท บนใบหน้าของทั้งสองคนเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม เขาถอนหายใจด้วยความซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง

            เพื่อนยาก ตอนนี้นายเห็นแล้วสินะ ลูกสาวของนายได้เจอกับคนที่ตัวเองชอบแล้ว พวกเขาจะได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขแล้ว นายอยู่บนสวรรค์ก็คงจะซาบซึ้งเหมือนกับฉันสินะ

            เขาสังเกตเห็นว่าสายตาของชายหนุ่มมองมาที่ตัวเอง ในใจสั่นสะท้านเล็กน้อย ‘คนคนนี้ไม่ธรรมดาเลยนะ’ เขาเก็บอาการที่เกินความจำเป็น แสดงท่าทางเหมือนคุณพ่อผู้เข้มงวด เดินเข้าไปหาอี้เป่ยซี

            “เป่ยซี”

            “พ่อคะ พ่อกลับมาแล้ว” อี้เป่ยซีกอดอี้เฉิง “พ่อคะ เป่ยซีคิดถึงพ่อจังเลย”

            “พ่อก็คิดถึงเป่ยซีเหมือนกัน ถ้าไม่ได้มีธุระจริงๆ พ่อก็ตามแม่ไปหาลูกทางโน้นแล้ว ลูกไม่โทษพ่อใช่ไหม”

            อี้เป่ยซีส่ายหน้า “จะโทษได้ยังไงคะ” เธอปล่อยอี้เฉิง ถอยหลังสองสามก้าวไปหาลั่วจื่อหาน ความเขินอายแบบเด็กสาวปรากฏอยู่บนใบหน้า “พ่อคะ เอ่อ นี่ก็คือคนที่หนูเล่าให้พ่อฟังบ่อยๆ ลั่วจื่อหาน”

        “ลั่วจื่อหาน” เขาเอ่ยทวนชื่อของเขาแผ่วเบา ดวงตาหรี่เล็กลงด้วยความเคยชิน มองสำรวจชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า มีคนพูดอยู่เสมอว่าทิศตะวันออกมีตระกูลหานทิศตะวันตกมีตระกูลลู่ นี่ก็คือคนที่รับช่วงเวยหลานตั้งแต่ยังเด็ก และเป็นลั่วจื่อหานคนที่ทำให้มันกลายเป็นยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ “ได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว ประธานลั่วนับว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถมากนะ”

        “คุณลุงชมเกินไปแล้ว นั่นเป็นผลจากการรวมกลุ่มของครอบครัวมากกว่า ไม่ค่อยเกี่ยวอะไรกับคนรุ่นหลัง เพียงแค่คนอื่นในครอบครัวค่อนข้างถ่อมตัว ก็เลยเอาชื่อเสียงปลอมๆ พวกนี้มาให้ผม”

            “พ่อ พวกพ่อคุยเรื่องนี้กันทำไมคะ หนูไม่เห็นเข้าใจเลย” อี้เฉิงลูบผมลูกสาวตัวเองด้วยความเมตตา ในใจก็มีความกังวลเล็กน้อย เขาดูออกว่าคนที่อยู่ตรงหน้าดีกับลูกสาวของเขามาก ลูกสาวของตัวเองก็ชอบเขาอย่างเห็นได้ชัด แต่ว่าเมื่อนึกถึงลั่วจื่อหานที่มีลูกเล่นแพรวพราวและล้ำลึกเป็นพิเศษแบบนี้ สิ่งที่เขาแสดงออกมาในตอนนี้มันคือเรื่องจริงหรือเรื่องหลอกกันแน่

            อี้เฉิงยิ้มน้อยๆ ‘จะเรื่องจริงหรือเรื่องหลอก อีกหน่อยก็รู้แล้ว’

            จนกระทั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าว อี้เฉิงจึงพบว่าเด็กสาวที่รับปากภรรยาของตัวเองว่าจะเจอลูกสาวของพวกเขาตอนนี้ไม่อยู่แล้ว ในใจก็เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ ก็รู้สึกปวดใจเล็กน้อย เด็กสาวคนนั้นช่างเข้าใจโลกและคำนึงถึงคนอื่นอยู่เสมอ

            “พ่อเป็นอะไรไปคะ?” อี้เป่ยซีสังเกตเห็นอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของอี้เฉิง รีบเอ่ยถาม

            “ไม่มีอะไร กินข้าวเถอะ” ที่โต๊ะกินข้าว ทั้งสี่คนเคยชินกับการไม่พูดอะไร ลั่วจื่อหานเอาปลาที่แกะก้างเรียบร้อยแล้วใส่ถ้วยของอี้เป่ยซีเป็นครั้งคราว ทำตัวเป็นธรรมชาติเหมือนตอนกินข้าว สามีภรรยาที่อยู่ตรงข้ามยิ้มและพยักหน้า

            เมื่อถึงเวลากลางคืน คุณแม่อี้พาอี้เป่ยซีออกไปเดินเล่น ในบ้านก็เหลือเพียงลั่วจื่อหานกับอี้เฉิง อี้เฉิงครุ่นคิดดูแล้วก็พาเขาเข้าไปในห้องหนังสือ

            “ฉันคิดว่าเธอน่าจะเข้าใจความคิดของคนเป็นพ่ออย่างฉัน”

            เข้าใจสิ เขาลั่วจื่อหานเข้าใจอยู่แล้ว สุดท้ายแล้วเขาก็กำลังจะได้เป็นพ่อคน เขาเข้าใจความกังวลรวมถึงความรักที่พ่อแม่มีต่อลูกตัวเองอยู่แล้ว ถ้าหากเขากับอี้เป่ยซีมีลูกสาวจริงๆ ตอนนี้พ่อเลือดร้อนอย่างเขาจะทำมากกว่าที่อี้เฉิงทำอีกมาก จะดูแลมากกว่านี้ และจะใส่ใจมากกว่านี้

            “ผมเข้าใจครับ” เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ด้านข้าง มองอี้เฉิงด้วยสีหน้าจริงจัง ในดวงตาก็เปี่ยมด้วยความจริงใจ “ผมอยากเดินไปด้วยกันกับเป่ยซีจริงๆ และหวังว่าคุณจะยอมรับพวกเรา”

            อี้เฉิงขยี้ตา “เรื่องความกังวลของพวกเราภรรยาฉันก็น่าจะบอกเธอแล้ว เป่ยซีเป็นคนสบายๆ ครอบครัวของเธอ หรือเธอเอง จะให้สิ่งแวดล้อมแบบนั้นกับเขาได้ตลอดจริงๆ เหรอ”

            “คุณลุงครับ ลุงควรจะเชื่อว่าผมทำได้”

            “ฉันน่ะเชื่อในความสามารถของเธอ แต่ว่าฉันแค่สงสัย สงสัยใจของเธอ เป่ยซีน่ะมองออกง่ายมาก ชีวิตของเขาร้องไห้ก็คือร้องไห้หัวเราะก็คือหัวเราะ เขาจะไม่ซ่อนความชอบของตัวเอง เธอเป็นคนทุ่มเทกับความรู้สึกมากเกินไป แล้วก็เป็นคนทำอะไรตามใจตัวเองมากเกินไป แต่ว่าเธอไม่เหมือนกัน เป็นคนไม่แน่นอนมีลูกเล่นเยอะ ฉันไม่รู้ว่าที่ตัวเองเห็นในตอนนี้เป็นของจริงหรือเปล่า”

            ลั่วจื่อหานหัวเราะ เจือปนรสชาติความเยือกเย็น อี้เฉิงนึกว่าตัวเองคิดไปเอง เขาจะมีรสชาติที่เยือกเย็นอันหนักอึ้งแบบนี้ได้อย่างไร

            “คุณลุง คุณก็น่าจะรู้เรื่องที่ผมตามหาคนนึงมาสิบกว่าปีใช่ไหมครับ”

            อี้เฉิงพยักหน้าเหมือนจะเข้าใจ

            “คุณลุงครับ ผมไม่อยากให้ลุงมีอคติอะไรกับผม ผมบอกคุณลุงได้แค่ ผม ลั่วจื่อหานชอบแค่คนคนเดียวตั้งแต่ตัวเองอายุสิบหก ตอนนั้นเธอยังเด็กมาก ยังสูงไม่ถึงจักรยานเลยด้วยซ้ำ ผมก็ตัดสินใจแล้วว่าเธอก็คือสีสันเดียวในชีวิตของผม ผมคิดมาตลอดว่าตัวเองจะเห็นเธอโตขึ้น โตขึ้นจนเป็นภรรยาของตัวเอง แต่ว่าแค่ไม่กี่วันเธอก็หายไปแล้ว ผมใช้ความสัมพันธ์ทั้งหมดเพื่อตามหาเธอ ทำยังไงก็หาเธอไม่เจอแม้แต่เงา หนึ่งปีผ่านไปก็ได้ผลอะไร ผมรอเจ้าหญิงตัวน้อยตรงปากทางที่เราพบกันตลอด ผมรออยู่สามวันก็ไม่เคยเห็นเธอโผล่หน้ามาเลยสักครั้ง”

            “หลังจากนั้นทุกๆ ปี สิ่งที่ลั่วจื่อหานต้องทำก็คือการรอคอยและการตามหา จนในที่สุดสิบสองปีให้หลัง ผมถึงได้เจอกับคนที่ตัวเองตามหามานานอีกครั้งนึง ระหว่างนั้นผมก็เคยคิดว่าผมยังชอบเธออยู่จริงหรือเปล่า หรือเป็นแค่ความรู้สึกยึดติดกับการค้นหา ความรู้สึกหลงใหล แต่ว่าพอเป่ยซีไม่ได้อยู่ข้างกายผมแล้ว ผมรู้ว่ามันคือความชอบจริงๆ มันเป็นความรู้สึกแบบที่ถ้าเสียมันไปแล้วก็จะเสียใจไปตลอดชีวิต ไม่ว่าจะถูกหรือผิดก็ขาดเธอไม่ได้”

            เมื่ออี้เฉิงได้ยินคำพูดของลั่วจื่อหานแล้ว ความสงสัยส่วนใหญ่ในใจก็หายไป ทั้งสองคนคุยเรื่องอี้เป่ยซีต่ออีกสักพักหนึ่ง

            ในเวลานี้อี้เป่ยซีกำลังคุยเรื่อยเปื่อยกับคุณแม่อยู่ในสวนดอกไม้หลังบ้าน แล้วก็พูดถึงเพื่อนตัวน้อยของคุณแม่อี้

            “แม่คะ เพื่อนตัวน้อยคนนั้นของแม่เป็นนางฟ้ามาจากไหนกันแน่ ถึงได้ทำให้แม่ชอบขนาดนั้น”

            “ลูกได้เห็นแล้วก็จะรู้ เธอมีบุคลิกอย่างนึงที่ดึงดูดลูกอย่างน่าประหลาด ทำให้ลูกรู้สึกชอบ ยิ่งไปกว่านั้นเธอก็เป็นเด็กที่รู้เรื่องราวจนทำให้รู้สึกน่าเอ็นดู” คุณแม่อี้มองออกไปข้างนอก กำลังคิดว่าเยี่ยฉินยังมองเธออยู่ข้างนอกนั่นหรือเปล่า จึงได้จากไปอย่างไม่เต็มใจแบบนี้

            อี้เป่ยซีเห็นความเศร้าโศกในดวงตาของคุณแม่ เอ่ยถาม “เป็นอะไรไปคะ? เกิดอะไรขึ้นกับเธอหรือเปล่า?”

            “เธอป่วยหนักมากๆ เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับครอบครัวของตัวเอง ตัวเองก็เลยหนีมาที่นี่คนเดียว และเพื่อไม่ให้แม่เสียใจก็เลยจากไปอย่างเงียบๆ ที่จริงน่ะ แม่ไม่คิดจะเอาเธอมาแทนที่ลูกอะไรหรอกนะ แม่แค่ชอบหนูคนนั้นจริงๆ และเห็นเธอเป็นลูกสาวอีกคนของตัวเอง”

            อี้เป่ยซีเงียบไปครู่หนึ่ง กอดแม่ของตัวเอง “แม่คะ ไม่เป็นไรหรอก ทุกอย่างมันจะดีขึ้น”

        คุณแม่อี้พยักหน้า มองดูดาวที่สว่างในท้องฟ้า เธอรู้ว่ามันจะไม่ดีขึ้น เรื่องนี้มันจะไม่ดีขึ้นแล้ว

————

ตอนที่ 164
โดย 

ตอนที่ 164 ด้านของพ่อแม่ (10)

             ลั่วจื่อหานมองท้องของอี้เป่ยซี ไม่มีความกังวลอีกต่อไป คิดจะรีบพาอี้เป่ยซีไปที่ประเทศ U เพื่อหารือกันเรื่องแต่งงาน

            “หา ไปพรุ่งนี้เลยเหรอ” ปากกาที่หมุนอยู่ในมือของอี้เป่ยซีร่วงจากปลายนิ้วเป็นครั้งคราว ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความวิตก

            “เป็นอะไรไป?”

            เธอรวบรวมความกล้ามองลั่วจื่อหาน “ฉัน คือว่า กลัวแม่ฉันจะว่า”

            ทีนี้ถึงตาลั่วจื่อหานอึ้งบ้าง เขากุมสองมือของอี้เป่ยซี “ไม่เป็นไร เป่ยซีไม่ต้องเป็นห่วง อย่าเพิ่งบอกพวกเขาก่อน หืม?”

            เธอพยักหน้า เมื่อความง่วงเข้าจู่โจมก็ซุกตัวอยู่ในอ้อมอกของลั่วจื่อหานแล้วหลับไป ลั่วจื่อหานเรียกชื่อของเธอแผ่วเบาพอเห็นว่าเธอไม่ตอบสนอง ก็ยิ้มแล้ววางเธอลงบนเตียง ไปโทรศัพท์ที่ระเบียงเพื่อจัดการเรื่องวันพรุ่งนี้

            ที่ประเทศ U เยี่ยฉินอยู่ที่บ้านอี้นานแล้ว ตัวเองต้องไปจากที่นี่แล้ว คุณแม่อี้คว้ามือของเธอ มองสำรวจเธอราวกับว่ากำลังมองลูกสาวของตัวเอง มีความอาลัยอาวรณ์อยู่ในดวงตา เมื่อเยี่ยฉินนึกถึงตัวเองในวันพรุ่งนี้แล้ว ในใจก็เหมือนกับถูกมีดทิ่มแทง

            “คุณน้าคะ ฉันรบกวนพวกน้านานเกินไปแล้วจริงๆ ฉันจะไปกับเพื่อนไม่กี่วันแล้วจะรีบกลับมา” คุณแม่อี้กระพริบตา ไม่เชื่อคำพูดของเธอ

            “คุณน้า ฉันก็ไม่อยากจากน้าไปไหน” เยี่ยฉินกอดคุณแม่อี้ รู้ได้ถึงความอบอุ่นที่เธอส่งผ่านให้ตัวเอง “คุณน้ารู้เรื่องของฉันแล้วสินะคะ ก็เลยยิ่งไม่อยากให้ฉันไปไหน”

            เมื่อได้ยินคำพูดของเยี่ยฉิน คุณแม่อี้รู้ว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องปกปิดอีกต่อไปแล้ว เธอพูดเสียงสะอื้น “เด็กที่น่าสงสารของน้า ทำไมต้องเป็นเธอด้วย”

            “เมื่อก่อนฉันก็คิดแบบนี้ ทำไมต้องเป็นฉัน แต่ว่าพอคิดๆ ดูแล้ว ทำไมถึงไม่ใช่ฉันล่ะ มีเรื่องมากมายที่ไม่มีเหตุผล ไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ที่พวกเราทำได้ก็คือยอมรับมัน คุณน้าคะ ปล่อยให้ฉันไปดีไหมคะ คุณน้าก็คิดเสียว่าฉันไปเที่ยวกับพวกเพื่อนๆ จริงๆ ไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย พวกเราเจอหน้ากันแค่ครั้งเดียว เป็นคนผ่านทางที่ชอบพอกัน คิดแบบนี้พอจะรับได้ขึ้นมาบ้างหรือเปล่า”

            “มันไม่ได้จริงเหรอ…บางทีอาจยังมีหวังในการรักษา”

            เยี่ยฉินส่ายหัว “คุณน้าคะ ฉันได้นำความวุ่นวายมาให้ครอบครัวของฉันมามากพอแล้ว พ่อแม่ของฉันก็แก่แล้ว ตอนนี้พวกเขารับไม่ได้มากมายขนาดนี้แล้ว ฉันคิดว่า ที่ฉันทำได้ก็มีแค่นี้”

            “เธอเป็นเด็กดีคนนึง แต่ว่าเธอไม่เข้าใจหัวใจของคนเป็นพ่อแม่ แม้ว่าพวกเขาจะต่อสู้กับชะตากรรมของตัวเอง แต่ก็ไม่ยอมที่จะเห็นลูกสาวของตัวเอง…จากไป ทั้งแบบนี้หรอก พวกเขาจะไม่เอาอะไรก็ได้ จะทนความยากลำบากอะไรก็ได้ เธอทำแบบนี้ไม่เป็นการเอาความหวังของพวกเขาไปอย่างสิ้นเชิงหรอกเหรอ?”

            “คุณน้าคะ ฉันรู้และฉันก็เข้าใจ แต่ว่าสุดท้ายผลลัพธ์ก็เหมือนกัน ฉันก็แค่ไม่ให้ความหวังพวกเขา มันดีกว่าการที่ให้พวกเขามีความหวังแล้วเอามันไปในตอนท้าย คุณน้า ขอโทษนะคะ ฉันไม่อยากทำให้คนอื่นเหนื่อย ฉันต้องไปแล้วจริงๆ”

            คุณแม่อี้มองเยี่ยฉินน้ำตานองหน้า “พ้นพรุ่งนี้ไปแล้วค่อยไปดีหรือเปล่า ลูกสาวน้าจะกลับมาพอดี บางทีเขาก็อาจจะชอบเธอมาก บางทีพวกเธออาจจะเป็นเพื่อนที่สนิทกันมากก็ได้ เป็นการเพิ่มประสบการณ์อย่างนึง ไม่คุ้มค่าหรอกเหรอ?”

            เยี่ยฉินครุ่นคิด ถอนหายใจ “ก็ได้ค่ะ งั้นก็รบกวนคุณน้าแล้ว”

            “ไม่รบกวน ไม่รบกวน”

            ช่วงค่ำของวันรุ่งขึ้น เที่ยวบินที่อี้เป่ยซีกับลั่วจื่อหานนั่งได้มาถึงที่หมายแล้ว อี้เฉิงจัดแจงให้คนที่มารับพวกเขารออยู่ที่ทางออกของสนามบินนานแล้ว

            “คุณอาอู๋ แม่หนูส่งคุณอามารอตั้งแต่เช้าเลยใช่ไหมคะ”

            คุณอาอู๋เปิดประตูรถที่เบาะหลัง “ก็ไม่เช้ามากครับ คุณนายรู้จักกับเด็กคนนึง ช่วงนี้อยู่กับเธอตลอดเลย”

            “เฮ้อ งั้นตำแหน่งในบ้านของฉันก็มีความเสี่ยงแล้วสิ” อี้เป่ยซีลากลั่วจื่อหานเข้าไปในรถ คุณอาอู๋มองลั่วจื่อหานไม่ได้พูดอะไร แต่กลับสั่นด้วยความกลัวจากออร่าบนตัวเขาโดยไม่รู้ตัวแล้ว

            ดูเหมือนว่าแฟนของคุณหนูรองจะเก่งมากเลย และดูเหมือนรักคุณหนูรองมากด้วย แบบนี้คุณนายกับคุณชายก็คงจะสบายใจแล้วสินะ

            เยี่ยฉินรอลูกสาวที่คุณแม่อี้พูดถึงอยู่ในสวนด้วยความอึดอัดเล็กน้อย ทุกครั้งที่เธอได้ยินคุณแม่อี้พูดถึงลูกสาวคนนี้ ความสุขบนใบหน้านั้นมักจะทำให้เธอตกตะลึงอยู่บ้าง ก็เหมือนกับได้เห็นแม่ของตัวเองอย่างไรอย่างนั้น เธอรู้สึกอิจฉาเด็กสาวคนนี้มากที่มีครอบครัวที่มีความสุขแบบนี้

            ครอบครัวแบบนี้จะมีลูกสาวแบบไหนกัน จะต้องสูงส่งมากสินะ

            เยี่ยฉินนั่งอยู่ด้านข้าง ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ที่เข้ามาใกล้เรื่อยๆ ความคิดหมื่นพันวนเวียนอยู่ในหัวของตัวเอง เขาจะไม่ชอบเธอหรือเปล่า จะดูถูกเธอหรือเปล่า และจะคิดว่าเธอเป็นตัววุ่นวายหรือเปล่า

            เธอรีบส่ายหัว ไหนๆ ก็มาถึงวันนี้แล้ว ถ้าไม่ชอบเธอ เธอก็จากไปได้ทันที

            เสียงที่สดใสเป็นอย่างยิ่งดังขึ้นภายในสวนและยังมีเสียงเตือนจากผู้ชายด้วยความเอ็นดู เธอเบิกตากว้าง รีบดึงคนที่อยู่ข้างๆ ทันที “คุณหนูของพวกเธอชื่อว่าอี้เป่ยซีเหรอ”

            คนนั้นพยักหน้าด้วยความงุนงงเล็กน้อย ทำไมพอรับรู้ชื่อของคุณหนูแล้ว คุณหนูท่านนี้ก็หวาดกลัวและร้อนรนขนาดนั้น แม้แต่สีเลือดบนใบหน้าก็หายไปชั่วขณะด้วย เยี่ยฉินเดินสะดุดอ้อมพวกอี้เป่ยซีแล้ววิ่งกลับไปที่ห้อง

            “แม่คะ หนูกลับมาแล้ว พ่อล่ะคะ?” อี้เป่ยซีพุ่งเข้าสู่อ้อมอกของคุณแม่อี้ทันที ลั่วจื่อหานอยากจะบอกว่าอย่าพูดอะไรเชียวนะ แต่สุดท้ายก็ได้แต่ขยับนิ้ว ยิ้มมองเธอ

            “คุณป้า” ลั่วจื่อหานทักทายคุณแม่อี้อย่างสบายๆ และสุภาพอยู่ด้านข้าง แม้ว่าภายในใจของคุณแม่อี้ยังเสียใจอยู่บ้าง แต่สุดท้ายแล้วนี่คือคนที่ลูกสาวของตัวเองชอบ และเขาก็ชอบลูกสาวของเธอมากด้วย ส่วนเรื่องอื่นก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรมากนัก เธอยิ้มน้อยๆ ให้กับลั่วจื่อหาน สุภาพจนดูเหินห่าง

            อี้เป่ยซีมองไปที่ลั่วจื่อหาน ยิ้มให้เขา ลั่วจื่อหานจับรอยยิ้มของเธอได้อย่างแม่นยำ พยักหน้าเล็กน้อย บอกให้เธอสบายใจ

            “มาแล้ว ให้ซ้ออู๋ทำความสะอาดห้องรับแขกที่ชั้นสองเถอะ พวกเขาคงเหนื่อยกันแล้ว นั่งแป๊บนึงก่อน”

            อี้เป่ยซีพยักหน้า มองไปรอบทิศ “แม่คะ ยัยหนูคนนั้นที่คุกคามตำแหน่งของหนูล่ะ ทำไมถึงไม่เห็นเขา”

            “แม่จะให้คนไปเรียกเขา เสี่ยวลิ่ว เธอไปดูสิว่าคุณหนูเยี่ยอยู่ไหน ให้เขามาที่ห้องโถงใหญ่นี่”

            เสี่ยวลิ่วออกไปเดินรอบนึงแต่ไม่เห็นเงาของเยี่ยฉิน ถามคนที่อยู่ด้านข้างก็บอกว่ากลับไปที่ห้องแล้ว เธอบอกคุณแม่อี้ตามความจริง

            “เห็นว่ากลับห้องไปแล้วค่ะ”

            “งั้นพวกเราไปหาเขาด้วยกัน” อี้เป่ยซีลุกขึ้นยืน ควงแขนแม่ของตัวเอง คุณแม่อี้ยิ้มพร้อมจิ้มๆ หัวของเธอ เมื่อเดินถึงหน้าประตู เคาะประตูอย่างไรก็ไม่มีคนตอบ อี้เป่ยซีเปิดประตูออกด้วยความสงสัย ห้องถูกจัดอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ยังมีกลิ่นหอมของดอกไม้ที่คุ้นเคยลอยอยู่ในอากาศ

            “ทำไมถึงไม่มีใครล่ะ” คุณแม่อี้มองกระเป๋าเดินทางที่อยู่ข้างๆ เข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ส่ายหน้า

            “น่าจะไปแล้ว อาจจะกลับมาเมื่อไรก็ได้”

        “หา?”

————

ตอนที่ 163
โดย 

ตอนที่ 163 ด้านของพ่อแม่ (9)

             ลั่วจื่อหานใช่ว่าไม่เคยลิ้มรสของอาการปวดหัวเมาค้าง แต่ว่าไม่เคยได้ลิ้มรสอาการปวดหัวอย่างมีความสุขแบบนี้เลย เขามองดูอี้เป่ยซีที่อยู่ตรงหน้าเขาถามนู่นถามนี่และวิ่งให้วุ่น รอยยิ้มที่มุมปากก็หุบไว้ไม่อยู่แล้ว

            “นายไม่สบายไม่ใช่เหรอ ยิ้มอะไร?” อี้เป่ยซียกโจ๊กที่คุณแม่จางอุ่นไว้ นั่งลงข้างเขาด้วยสีหน้าสงสัย “ยังปวดหัวอยู่ไหม?”

            แขนยาวๆ ของลั่วจื่อหานโอบเอวของอี้เป่ยซี “ปวด ไม่สบายมากเลย”

            “เมื่อวานก็บอกนายแล้ว…” อี้เป่ยซียังไม่ทันพูดจบ คำพูดที่เหลือก็ถูกลั่วจื่อหานกลืนกินแล้ว อี้เป่ยซีจึงรับรู้ภายหลับว่าตานี่แกล้งป่วย

            หลังจากเขาปล่อยเธอ อี้เป่ยซีมองเห็นคลื่นอารมณ์ในดวงตาที่ล้ำลึกคู่นั้น แล้วนึกถึงคำที่เขาพูดเมื่อวาน ความโมโหก็หายไปฉับพลัน “ลั่วจื่อหาน”

            “หืม?”

        อี้เป่ยซีซบอยู่ในหน้าอกของเขาอย่างว่าง่าย “ฉันก็แค่อยากเรียกนาย”

            “งั้นเธอก็เรียกอีกสิ ฉันก็อยากได้ยินเธอเรียกชื่อของฉัน”

            “นายเบื่อหรือเปล่า”

            “ไม่เบื่อเลย ได้ฟังเสียงของเธอจะเบื่อได้ยังไง แต่ว่า…” เขาพลิกตัวกดอี้เป่ยซีไว้ด้านล่าง “ฉันชอบเสียงเธอที่เรียกชื่อฉันหลังจากนี้มากกว่า”

            หลังจากแสดงความรักต่อกันแล้ว ลั่วจื่อหานก็มอบความอ่อนโยนให้อี้เป่ยซีอีกสักพักหนึ่ง จึงค่อยๆ เตรียมตัวไปทำงาน อี้เป่ยซีมองดูเวลาบนข้อมือ แผนในตอนเช้าของเธอถูกทำพังแล้ว เธอดึงผ้าห่ม ต้องการนอนต่ออีกหน่อยด้วยความสะลึมสะลือ

            เมื่อเวลาใกล้บ่ายโมง อี้เป่ยซีจึงตื่นด้วยความหิว กินข้าวที่คุณแม่จางเตรียมไปเล็กน้อย และไปจัดการธุระของตัวเองแล้ว เธอเพิ่งจะแตะคอมพิวเตอร์ อดไม่ไหวที่จะหาวครั้งแล้วครั้งเล่า มองคำที่ปรากฏบนหน้าจอด้วยดวงตาที่พร่ามัว อ่านอะไรไม่เข้าใจสักอย่าง ศีรษะของเธอเหมือนกับลูกเจี๊ยบที่กำลังจิกข้าว สัปหงกอยู่บนแป้นพิมพ์ของตัวเองไม่หยุด

            เธออ้าปากหาวกว้างๆ รู้ว่าวันนี้ไม่สามารถทำงานของตัวเองให้เสร็จได้จึงต่อว่าตัวเองด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย เดินเข้าห้องนอนไปอย่างไร้เรี่ยวแรง ล้มตัวลงบนเตียงแล้วเข้าสู่ความฝัน

            เมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ลั่วจื่อหานก็นั่งมองเธออยู่ข้างเตียง

            “ลูกหมูขี้เกียจ”

            “ก็เป็นเพราะนายนั่นแหละ ตอนนี้กี่โมงแล้ว”

            “ห้าโมงครึ่งแล้ว”

            อี้เป่ยซีลุกขึ้นนั่งบนเตียง “สายป่านนี้แล้ว ไม่ได้ ยังไงวันนี้ฉันก็ต้องดูอะไรสักหน่อย”

            “นอนทั้งวัน?”

            เธอพยักหน้า ถอนหายใจ “ในวันที่อากาศเริ่มหนาว หนอนขี้เกียจก็มาแล้ว จะหลบยังไงก็หลบไม่พ้น”

            “ไปเถอะ เดี๋ยวลงไปกินข้าวกัน”

        อี้เป่ยซีหอมแก้มของเขา เดินลากรองเท้าเข้าห้องหนังสือไป ฝืนอ่านไปไม่กี่คำก็เริ่มสัปหงกอย่างไร้ชีวิตชีวาอีกครั้ง ระหว่างนั้นเองก็เกือบจะฟาดกับมุมโต๊ะ เธอถอนหายใจ นอนลงบนโต๊ะสักพักแล้วก็พึมพำในที่สุด “ช่วงนี้การค้นคว้าวรรณกรรมก็น่าเบื่อเกินไปแล้ว น่าเบื่อเกินไปแล้ว”

            “เป่ยซี เป่ยซี” ลั่วจื่อหานผลักๆ คนที่ฟุบนอนอยู่บนโต๊ะ ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว อี้เป่ยซีขยี้ตา สีหน้าเต็มไปด้วยความอ่อนล้าจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ

            “ไม่สบายหรือเปล่า? ไปตรวจที่โรงพยาบาลหน่อยไหม?”

            เมื่ออี้เป่ยซีได้ยินคำว่าโรงพยาบาลก็รีบส่ายหน้า “ไม่เป็นอะไร ฉันก็แค่นอนไม่พอ พรุ่งนี้ก็น่าจะหายแล้ว”

            ลั่วจื่อหานเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง พยักหน้าแล้วลากอี้เป่ยซีลงไปกินข้าวข้างล่าง ยังเดินไม่ถึงโต๊ะกินข้าว อี้เป่ยซีได้กลิ่นอาหารก็รีบสะบัดมือของลั่วจื่อหาน วิ่งเข้าไปอาเจียนในห้องน้ำ

            “ไม่เป็นไรนะ” ลั่วจื่อหานยืนอยู่ข้างหลังเธอช่วยเธอลูบหลัง ยื่นน้ำอุ่นให้แก้วหนึ่ง อี้เป่ยซีใช้น้ำอุ่นบ้วนปาก รสเปรี้ยวยังคงค้างอยู่ข้างใน

            “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร”

            “เป่ยซี หรือว่าเธอจะ…” ลั่วจื่อหานไม่กล้าพูดคำสุดท้ายออกมา แอบหวังอยู่ในใจว่าสิ่งที่ตัวเองคาดเดานั้นถูกต้อง มือยิ่งเคลื่อนไหวด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย เขากุมมือของอี้เป่ยซี “พวกเราไปตรวจที่โรงพยาบาลกัน”

            อี้เป่ยซีส่ายหัว “ไม่ไปๆ ฉันไม่อยากไปโรงพยาบาล”

            ลั่วจื่อหานลากบังคับเธอไว้ในอ้อมแขนของตัวเอง แล้วยัดเธอเข้าไปในรถ “เป่ยซี แค่ไปตรวจไม่ต้องกินยา ไม่ต้องฉีดยา ไม่ต้องกลัวนะ ยังมีฉันอยู่”

            อี้เป่ยซีมองดูใบหน้าด้านข้างของลั่วจื่อหาน เข้าใจการคาดเดาของเขา มือกุมท้องของตัวเองโดยไม่รู้ตัว ‘มันจะมีชีวิตน้อยๆ อยู่ในนี้จริงเหรอ? แต่ถ้า…ไม่มีล่ะก็ ลั่วจื่อหานก็คงจะผิดหวังมากสินะ’

            หลังจากพวกเขาสองคนดูผลการตรวจร่างกายแล้ว พูดได้ว่าอารมณ์ของอี้เป่ยซีนั้นสับสนเป็นอย่างยิ่ง ท้องตอนนี้ไม่เร็วไปหน่อยเหรอ เธอยังต้องเรียน ยังมีเรื่องมากมายที่ยังไม่ได้ทำ แต่ว่าเด็กคนนี้ เธอมองดูหน้าท้องที่แบนราบของตัวเอง เธอก็ทิ้งไม่ลงเหมือนกัน

            ปกติแล้วเวลาที่เธอมีอะไรกับลั่วจื่อหาน ก็ป้องกันอย่างดี ทำไมถึงยังมีอุบัติเหตุแบบนี้ได้

            ลั่วจื่อหานกุมผลรายงานแล้วหันมาทันใด มองไปที่อี้เป่ยซี “เป่ยซี นี่ฉันฝันอยู่หรือเปล่า?”

            “อืม นายกำลังฝันอยู่ นี่คือเรื่องปลอม”

            ลั่วจื่อหานอุ้มอี้เป่ยซี พูดด้วยความตื่นเต้นที่ยากจะซ่อนเร้น “ถึงจะปลอมฉันก็ดีใจมาก ฉันจะเป็นพ่อแล้ว เป่ยซีฉันจะเป็นพ่อแล้ว พวกเราจะมีลูกเป็นของตัวเองแล้ว”

            “ใช่ๆๆ คุณอาจะเป็นคุณพ่อแล้ว ยินดีด้วย ยินดีด้วย” ใบหน้าของอี้เป่ยซีก็มีรอยยิ้มแห่งความสุขเหมือนกัน

            “ใช่แล้วๆ ต้องขอบคุณหลานสาวแล้ว เป่ยซี ขอบคุณมาก”

            “หืม?”

            “ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าชีวิตของคนเราจะสมบูรณ์ได้ขนาดนี้ จะงดงามได้ขนาดนี้” เขายื่นมือวางลงบนท้องน้อยของอี้เป่ยซี “พวกเธอคือทั้งหมดของฉัน”

            ดวงตาของอี้เป่ยซีขยับเขยื้อน กอดลั่วจื่อหาน “พวกนายก็เหมือนกัน”

            ลั่วจื่อหานอุ้มเธอขึ้นมาอย่างอ่อนโยน อี้เป่ยซีขยับตัวเล็กน้อยอยู่ในอ้อมกอดของเขา “ไม่ได้พิการสักหน่อย นายอุ้มฉันทำไม”

            “ฉันกลัวว่าเธอจะทำให้เจ้าหญิงน้อยของฉันกระทบกระเทือน”

            “นายเริ่มลำเอียงตั้งแต่ตอนนี้เลยเหรอ?”

            “เธอคือเจ้าหญิงน้อยของคุณอา ในท้องเธอคือเจ้าหญิงน้อยๆ ของคุณอา โอเคไหม?”

            “เธอปล่อยฉันลง คนตั้งเยอะมองอยู่น่ะ”

            ลั่วจื่อหานมองแววตาอิจฉารอบกายแต่ไม่สนใจ “ชินแล้ว”

            อี้เป่ยซีไม่ได้พูดอะไร ปล่อยให้เขาอุ้มตัวเองเข้าไปในรถ ลั่วจื่อหานขับรถอย่างระมัดระวังมากตลอดทาง รถขับผ่านด้านข้างพวกเขาไปทีละคัน บางคันก็บีบแตรอยู่ข้างหลังพวกเขา ลั่วจื่อหานไม่สะทกสะท้าน มือกำพวงมาลัยแน่น เหงื่อชั้นบางๆ ซึมออกมาจากฝ่ามือ เหมือนกับคนขับรถมือใหม่ที่เพิ่งออกถนนเป็นครั้งแรก ระแวดระวังเป็นอย่างมาก

            สุดท้ายอี้เป่ยซีก็กินโจ๊กไปเล็กน้อยภายใต้การบีบบังคับของเขา แล้วถูกอุ้มขึ้นไปชั้นบน อี้เป่ยซีที่ไร้เรี่ยวแรงอยู่แล้วพอเอนตัวลงบนเตียงก็ผล็อยหลับไป ลั่วจื่อหานที่อยู่ข้างเธอกลับนอนไม่หลับ เขาเปิดไฟสลัวมองดูคนที่นอนอยู่ข้างๆ ตัวเอง ทำอย่างไรก็หุบยิ้มไว้ไม่อยู่

        เป่ยซีของเขามีลูกของเขาแล้ว เขาจะได้เป็นพ่อแล้ว จะได้เป็นพ่อของลูกเป่ยซีแล้ว เขายิ้ม มองอยู่เนิ่นนานจึงปิดไฟ

————

ตอนที่ 162
โดย 

ตอนที่ 162 ด้านของพ่อแม่ (8)

             หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป อี้เป่ยซีก็ไม่เห็นมู่ลี่ไป๋อีกและไม่ได้ข่าวคราวของเขาอีก เมื่อได้เห็นเขาอีกครั้งก็อยู่บนข่าวซุบซิบในหน้าหนังสือพิมพ์แล้ว พูดประมาณว่าเรื่องมงคลของบ้านม่อใกล้เข้ามาแล้ว กำลังจะเป็นทองแผ่นเดียวกันกับบ้านหวัง ประกอบกับรูปถ่ายสีสันสดใสใบหนึ่ง หญิงสาวที่อยู่ถัดจากมู่ลี่ไป๋ยิ้มอย่างอ่อนโยน

            ที่จริงแล้วพวกเขาเป็นคู่รักที่ดูดีจริงๆ แต่ในใจของอี้เป่ยซีกลับไม่มีความสุข แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เป็นไปได้ว่าเมื่อพวกเขาสองคนเดินมาถึงจุดนั้นแล้ว ใครก็เดินหน้าต่อไม่ได้ ทำได้เพียงย้อนกลับไป เอาความกล้าหาญในอดีตมาเป็นความทรงจำ แล้วเดินไปในทางที่ตัวเองควรเดิน ห้อมล้อมตัวเองด้วยชีวิตที่ควรจะเป็น

            แต่ว่านะ เยี่ยฉินกับมู่ลี่ไป๋จะไม่เสียใจสักนิดเชียวเหรอ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ที่ทำให้ทั้งสองคนยอมแพ้ทั้งแบบนี้

            ยังไม่ทันจะคิดเรื่องนี้ให้กระจ่าง อี้เป่ยซีก็ได้รับสายของลั่วจื่อหาน

            “ฮัลโหล ว่ายังไง?”

            “ฉันปล่อยให้พี่จางผ่านไปแล้ว คืนนี้มีธุระนิดหน่อยไม่กลับนะ”

            นี่เป็นครั้งแรกที่ลั่วจื่อหานไม่กลับมานอน เมื่อก่อนเวลาที่งานยุ่งมากๆ เขาก็จะต้องกลับบ้าน ในขณะที่เธอกำลังนอนหลับก็จะแอบไปทำงานในห้องหนังสือ อี้เป่ยซีรู้สึกแปลกใจ จึงถามต่อ

            “เป็นอะไรไป?”

            “กำลังดื่มเหล้ากับมู่ลี่ไป๋ เธอไม่ต้องเป็นห่วง”

            “อย่าดื่มเยอะล่ะ ระวังสุขภาพด้วย”

            “โอเค”

            “งั้นฉันไม่รบกวนพวกนายแล้ว ไว้เจอกัน”

            “แล้วเจอกัน”

            ลั่วจื่อหานเก็บโทรศัพท์มือถือ มองดูผู้ชายตรงหน้าที่รินเหล้าให้ตัวเองไม่หยุด ใบหน้าไร้ซึ้งอารมณ์ ถ้าไม่ใช่เพราะอุณหภูมิกับลมหายใจในร่างกาย เขาคงจะสงสัยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วมันคืออะไร

            มู่ลี่ไป๋มองเขา เผยยิ้มซีดเซียว แววตายังคงว่างเปล่า “นายมาแล้วเหรอ ดื่มสิ”

            ลั่วจื่อหานจับมือของเขาที่กำลังรินเหล้า “ไม่ต้องถึงขนาดนี้มั้ง”

            “เมื่อก่อนฉันก็พูดกับนายตลอดว่าไม่ต้องถึงขนาดนี้ ตอนนี้ถึงได้เข้าใจ ว่าคนที่พูดน่ะไม่เจ็บหรอก มันต้องถึงขนาดไหนมีแต่คนที่เจ็บเท่านั้นที่รู้”

            “ไม่ใช่ว่าถึงขนาดไหนหรอก แค่มันยังไม่พอ ดื่มไปทีละขวดๆ แบบนี้มันก็เมาได้ แล้วก็ลืมเรื่องที่ยืดเยื้อที่อึดอัดพวกนั้นได้ ฉันก็จะได้กลับไปเป็นมู่ลี่ไป๋คนเดิม ยังไม่พอ ฉันยังดื่มไม่พอ ทำไมยิ่งดื่มยิ่งคิดถึงเขา ทำไมยิ่งดื่มยิ่งชัดเจน ทำไมถึงยิ่งทุกข์ใจขึ้นทุกที”

            ลั่วจื่อหานจุดบุหรี่ ไม่ได้ตอบคำถามของเขา

            “ฉันชอบเขามาตั้งนาน เขาก็ชอบฉัน ตอนนี้สังคมก็เปิดกว้างขนาดนี้แล้ว ทำไมสุดท้ายแล้วยังแม่งเดินไปด้วยกันไม่ได้ ฉันติดค้างอะไรเยี่ยฉินกันแน่!”

            “ติดค้างอะไร ฉันคืนให้เขาก็พอแล้ว แค่อย่าจากไปไหน อย่าจากฉันไปไกล ฉันจะไม่ไปก้าวก่ายเขา แค่ให้ฉันได้มอง แค่ได้มองเขาก็ไม่เต็มใจงั้นเหรอ? ฉันถูกรังเกียจจนกลายเป็นแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไร”

            “มีแค่เขาที่รังเกียจฉัน นายดูคนข้างกายสิ มีคนไหนบ้างที่ไม่พยายามจนสุดความสามารถเพื่อจะได้มาอยู่เคียงข้างฉัน นายว่าผู้หญิงคนนั้นมีสิทธิ์อะไร มีสิทธิ์อะไรเหยียบย่ำฉันแบบนี้!”

            ลั่วจื่อหานเปิดขวดเหล้า รินให้ตัวเองจนเต็ม ยกดื่มรวดเดียวหมด

            “ดื่มเหล้า ดื่มเหล้า บอกได้เลยว่าพี่น้องก็เหมือนแขนขา ผู้หญิงน่ะเหมือนเสื้อผ้า ฉันไม่ต้องการเสื้อผ้าอย่างเขาหรอก เขาจะทำให้เขาเห็น ทำให้เขาทนไม่ได้ เขานั่นแหละที่ปีนขึ้นมาไม่ได้ตั้งแต่แรก” พูดพลางก็โยนขวดเปล่าในมือลงไปที่พื้น แล้วเปิดอีกขวดให้ตัวเอง ไม่ลืมที่จะรินใส่แก้ว เงยหน้าขึ้นเทเข้าปาก เหล้ากับน้ำตาผสมเข้าด้วยกัน ไหลลงอาบแก้ม

            “ลั่วจื่อหาน ฉันขออวยพรให้นายกับอี้เป่ยซีมีความสุขนะ ฉันดูพวกนายสองคนตลอดเวลา พวกนายมันไม่ง่ายเลย ไม่ง่ายเลยจริงๆ ขอให้พวกนายอยู่ร่วมกันเป็นร้อยปี อยู่กันจนแก่เฒ่า ฉันขอดื่มให้” เหล้าทั้งขวดไหลลงสู่ท้อง ดวงตาของลั่วจื่อหานเป็นประกาย และดื่มไปมากเช่นกัน

            “ขอบคุณสำหรับคำอวยพร”

            “ไม่ต้องเกรงใจ ไม่ต้องเกรงใจ พวกนายได้อยู่ด้วยกันก็ดีแล้ว ตอนนี้ฉัน…ไม่อยากไปคิดอะไรมากอีกแล้ว ได้เห็นนายมีในสิ่งที่ฉันไม่มี ก็นับว่าเป็นการชดเชยแล้วล่ะมั้ง”

            “อืม”

            “ฉันนึกว่านายจะกระตุ้นให้ฉันไปไล่ตามซะอีก ที่แท้ก็มีแค่คำว่าอืม”

            ลั่วจื่อหานเงยหน้ามองเขา “ถ้ามันมีประโยชน์ล่ะก็ พวกนายก็ไม่เดินมาถึงทุกวันนี้หรอก”

            “ฉันชอบเขา ชอบเขามากๆ จริงๆ”

            “มู่ลี่ไป๋ชอบเยี่ยฉิน ชอบมากๆ เขาก็รู้แหละ ก็เลยเดินจากไปอย่างเด็ดขาด ปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบๆ แล้วก็จากไปอย่างธรรมชาติ”

            “อาจจะ” ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไรกันอีก ลั่วจื่อหานดื่มเหล้าเป็นเพื่อนเขาตลอดเวลา ในใจก็มีความกังวลของตัวเองเหมือนกัน จนกระทั่งตีสามของตอนเช้า มู่ลี่ไป๋ก็เมาจนไม่เป็นผู้เป็นคนแล้ว ลั่วจื่อหานโทรศัพท์ให้คนสนิทของตัวเองพาเขากลับบ้าน ส่วนตัวเองก็นั่งรถจากมา

            เมื่อกลับถึงอะพาร์ตเม้นต์ เดิมทีลั่วจื่อหานต้องการจะพักผ่อนในห้องรับแขกทั้งคืน ขณะที่เดินผ่านห้องนอน ก็ยังเปิดประตูห้องนอนโดยไม่รู้ตัวแล้ว เห็นคนที่ตัวเองรักนอนอย่างสงบอยู่ตรงนั้น ความว่างเปล่าทั้งหมดก็ถูกเธอเติมจนเต็ม รู้สึกว่าเรื่องที่เจอในช่วงนี้ก็ไม่หนักหนาเท่าไร ราวกับได้รับพลังงานมหาศาลกับความกล้าหาญที่ทำให้ไม่เกรงกลัวอะไรเลย

            เขาเดินย่องไปยังข้างเตียง ค่อยๆ นอนลงแล้วกอดเธอไว้

            ระหว่างที่อี้เป่ยซีครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่นั้นก็ได้กลิ่นเหล้าแสบจมูก เธอรวบรวมพลังจึงจะลืมตาขึ้นมาได้ “ลั่วจื่อหาน” ในน้ำเสียงยังมีความสะลึมสะลือ

            ลั่วจื่อหานขานรับแต่ไม่ได้ลืมตา จู่ๆ อี้เป่ยซีก็รู้สึกเย็นๆ ที่หลังคอซึ่งปลุกให้เธอตื่นทันใด เธอรีบลุกขึ้นต้องการจะเปิดไฟที่หัวเตียง แต่ถูกมือที่ทรงพลังคู่หนึ่งห้ามไว้

            “อย่าเปิดไฟ”

            “ลั่วจื่อหาน นายเป็นอะไรไป นายร้องไห้ทำไม” อี้เป่ยซีเคยเห็นลั่วจื่อหานมาหลายด้าน ทั้งกล้าหาญ เศร้าโศก รุนแรง และเย็นชา แต่ว่ารู้จักกันมานานก็ไม่เคยเห็นด้านที่เขาอ่อนแอขนาดนี้ เธอเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของลั่วจื่อหานด้วยความตื่นตระหนกเล็กน้อย หัวใจของเธอก็เจ็บปวดจนสั่น มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ที่ทำให้ลูกผู้ชายดุจเทพคนนี้ต้องหลั่งน้ำตา

            “ไม่มีอะไร” ลั่วจื่อหานกอดเธอแน่น “นี่ไม่ใช่ความฝันจริงๆ”

            เธอราวกับเข้าใจเหตุผลที่ลั่วจื่อหานหลั่งน้ำตาแล้ว ดวงตาก็อดไม่ได้ที่จะแดงก่ำ มีบางอย่างเปียกชื้นร่วงลงมาจากดวงตาทีละน้อยๆ เธอกอดลั่วจื่อหานแน่น “แน่นอนว่าไม่ใช่ความฝัน ฉันอยู่นี่ นายกังวลอะไร”

            ลั่วจื่อหานหัวเราะ

            “ฉันช่วยนายทำความสะอาดเถอะ ฉันจะให้พี่จางเตรียมชาแก้สร่างก่อน แล้วเอามาให้นาย?”

            “ได้” อี้เป่ยซีพบว่ามือที่อยู่บนเอวตัวเองยิ่งบีบแน่น

            “ปล่อยมือก่อนเถอะ แบบนี้ฉันจะไปเอาชาให้นายได้ยังไง”

            “ได้” แขนของลั่วจื่อหานยิ่งออกแรงกว่าเดิม อี้เป่ยซีจนปัญญา พยายามห่มผ้าให้เขา

            “พรุ่งนี้คนที่ปวดหัวคือนายนะ ฉันล่ะขี้คร้านจะสนใจ”

        “ได้” ลั่วจื่อหานพูดพลางเหมือนกับลูกสุนัขตัวหนึ่ง ซุกไซ้อยู่ที่คอของอี้เป่ยซี

————

ตอนที่ 161
โดย 

ตอนที่ 161 ด้านของพ่อแม่ (7)

             อี้เป่ยซีรู้สึกว่าชีวิตของเธอในช่วงนี้ผ่านไปอย่างราบรื่นเกินไปแล้ว ถ้าเทียบกับเมื่อก่อนที่มีเรื่องน้อยใหญ่เกิดขึ้นทุกวัน ความราบรื่นแบบนี้ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง มันเหมือนความสงบก่อนพายุฝน หลังจากเธอเล่าความคิดของตัวเองให้ลั่วจื่อหานฟังจบแล้ว เขาก็ยิ้มอย่างชั่วร้าย อี้เป่ยซีเข้าสู่ความฝันด้วยความเหนื่อยล้าแล้ว

            ลั่วจื่อหานมองดูเธอที่หลับใหล เดินไปสูบบุหรี่ที่ระเบียง เข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ร่วงแล้ว อากาศหนาวลงเล็กน้อย ทำให้ลั่วจื่อหานที่มีสุขภาพแข็งแรงอยู่เสมอจามไปทีหนึ่ง เขม่าบุหรี่ร่วงลงพื้น เมื่อลมพัดมันก็กระจัดกระจายไป

            เขานวดคลึงหน้าผาก ดับบุหรี่ที่สูบไปแล้วครึ่งหนึ่ง เดินย่องกลับขึ้นเตียง กอดอี้เป่ยซีที่กำลังนอนหลับ และผล็อยหลับไป

            อี้เป่ยซีเดินไปยังห้องเรียนตามลำพัง แต่ก็ยังรู้สึกไม่สบายใจ เธอเห็นเงาที่คุ้นเคยเบื้องหน้า ความหงุดหงิดวูบผ่านเข้ามา

            ทำไมถึงรู้สึกหงุดหงิดแบบนี้กันนะ เธอควรจะไปที่ห้องคำปรึกษาหรือเปล่า เธอป่วยเพราะความหวาดระแวงหรือเปล่านะ

            “เป่ยซี” มู่ลี่ไป๋โผล่มาตรงหน้าของอีเป่ยซีอย่างกะทันหันจากมุมหนึ่ง หนังสือในมืออี้เป่ยซีตกพื้นกระจัดกระจาย กระดาษบันทึกแผ่นเล็กถูกลมพัดปลิวไปทั่วทุกทิศ เธอกับมู่ลี่ไป๋ช่วยกันเก็บของของเธอมือเป็นพัลวัน

            “เป็นอะไรไป?”

            มู่ลี่ไป๋ลังเลครู่หนึ่ง แต่ก็เปลี่ยนหัวข้อ “เปล่า แค่เห็นเธอแล้วมาทักทาย”

            อี้เป่ยซีเห็นท่าทางเขาเหมือนอยากพูดอะไรแต่ลังเล เข้าใจในทันทีว่าจะต้องเกิดอะไรขึ้นอย่างแน่นอน ในเมื่อเขาไม่อยากพูด เธอก็จะไม่ถาม “อ๋อ งั้นฉันไปเรียนแล้วนะ”

            เธอเดินไปไม่กี่ก้าวก็นึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ หันกลับไป “จริงสิ ฉันนึกเรื่องที่สำคัญมากขึ้นมาได้เรื่องนึง ยังไม่เคยบอกนาย พอฉันย้ายคณะแล้ว เยี่ยฉินก็เป็นที่ปรึกษาของฉัน”

            มู่ลี่ไป๋ตอบว่า ‘อืม’ โดยไร้อารมณ์ใดๆ ราวกับว่าเรื่องไม่เกี่ยวอะไรกับเขา ไม่ดึงดูดความสนใจของเขาแม้แต่นิดเดียว

            “ตอนนี้เธอลาออกแล้ว”

            เขาเงยหน้าขึ้นทันที ก้าวเพียงก้าวเดียวก็มาถึงด้านหน้าของอี้เป่ยซีแล้ว “แล้วทำไมเขาถึงลาออกเธอรู้ไหม? แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน?”

            ฉันว่าแล้วเชียวถ้าไม่มีอะไรก็คงไม่กลับมาหาฉัน อี้เป่ยซีเผยยิ้มแห่งความสำเร็จ รอยยิ้มนั้นทำให้มู่ลี่ไป๋ไม่สามารถหลบซ่อนได้ เขาเลียริมฝีปากที่แห้งเล็กน้อย “ไม่มีอะไร เธอไปเรียนเถอะ”

            อี้เป่ยซีพยักหน้าอย่างว่าง่าย หันหลังแล้วเดินไปยังห้องเรียนอย่างรวดเร็ว มู่ลี่ไป๋มองดูแผ่นหลังของอี้เป่ยซี ในใจรู้สึกห่อเหี่ยว

            ตอนนี้ก็มองออกแล้ว ทำไมถึงไม่พูดในสิ่งที่ตัวเองอยากรู้ให้จบล่ะ เขารู้ว่าตอนนี้คนอื่นก็ดูออกแล้ว ทำไมถึงไม่ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเขามาหาเธอ

            ยังทำใจไม่ได้งั้นเหรอ? ใช่แล้ว ทั้งๆ ที่มันผ่านไปแล้ว ทำไมจะต้องลงแรงตามหาเธอด้วย ต่อให้หาเจอแล้วยังไงเหรอ เพื่อมองดูเธอพลอดรักกับคนอื่น เพื่อมองดูเธอมองตัวเองด้วยสายตาเย็นชางั้นเหรอ?

            มู่ลี่ไป๋ นายนี่มันต่ำต้อยจริงๆ ผืนป่าอันกว้างใหญ่แต่นายไม่ต้องการ นายไม่ต้องการอะไรเลย แค่อยากอยู่ใต้ต้นไม้ที่เหี่ยวแห้ง ใต้ต้นไม้ที่ไม่ควรค่าแก่การชื่นชอบใดๆ นายจะทำอะไรได้ มองดูใบไม้เหี่ยวๆ งั้นเหรอ?

            ก็แค่ดู ก็แค่อยากดูเท่านั้นจริงๆ

            เขายอมรับว่ามู่ลี่ไป๋อย่างเขาก็ต่ำต้อยแบบนี้ เขาชอบเธอ แม้ว่าเธอจะทำเรื่องมากมายขนาดนั้นก็ยังชอบเธอ ต่อให้เธอไม่ชอบเขาก็ยังชอบเธอ ต่อให้ได้มองเธอจากที่ไกลๆ แบบนี้ เขาก็ยังชอบเธอ

            เท้าของมู่ลี่ไป๋ที่ต้องการก้าวไปข้างหน้าหยุดชะงักอีกครั้ง เขายิ้มเยาะเย้ยตัวเอง หันหลังให้อี้เป่ยซีแล้วออกจากมหาวิทยาลัยไป

            ช่างมันเถอะ ต่อให้เธอเห็นก็คงจะระอาใจมากสินะ

            นายกลายเป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน กลายเป็นคนขี้ขลาดตาขาว มันจะเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้วจริงๆ เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกดโทรออก

            “ฮัลโหล แม่ ผมจะกลับไปคืนนี้ ครับ ผมรู้แล้ว ผมจะทำครับ” เขามองหน้าจอโทรศัพท์ที่ดับไปแล้วอยู่นาน ถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง

            อี้เป่ยซีหันกลับไปมอง ตอนนี้มองไม่เห็นเงาของมู่ลี่ไป๋แล้ว ทำไมถึงไม่มั่นคงแบบนี้ เขาพูดแค่คำเดียวเธอก็จะบอกเรื่องที่เธอรู้ทั้งหมดให้เขาฟังแล้ว เธอส่ายหัว แบบนี้สมน้ำหน้าแล้วที่นายไม่มีแฟน

            การเรียนในหนึ่งวันก็ผ่านไปอย่างปลอดภัยและมั่นคงมากอีกครั้ง ท่าทีของเพื่อนร่วมชั้นที่มีต่อเธอนั้นก็เหมือนกับเวลาอื่น อี้เป่ยซีรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่ห่อเหี่ยวมากกดอยู่บนหน้าอกของเธอ เธอถอนหายใจยืดยาว แล้วจึงสะพายกระเป๋าออกจากมหาวิทยาลัยไป

            เดินเข้าประตูอะพาร์ตเม้นต์ ก็เห็นลั่วจื่อหานจมอยู่ในความคิดที่หน้าคอมพิวเตอร์ คิ้วผูกกันเป็นปมราวกับว่าทำอย่างไรก็แก้มันไม่ออก

            “เป็นอะไรไป?”

            “ไม่มีอะไร” ลั่วจื่อหานยื่นมือไปหาเธอ อี้เป่ยซีนั่งลงบนตักของเขาเงียบๆ เธอโอบรอบคอของลั่วจื่อหาน

            “ดูเหมือนนายมีเรื่องในใจนะ”

            อี้เป่ยซีพิงศีรษะอยู่บนหน้าอกของเขา เมื่อได้ยินเสียงหัวใจของเขาเต้นจึงรู้สึกสงบลงมาบ้าง ลั่วจื่อหานนวดคลึงหัวของเธอ สายตามองออกไปข้างนอกตลอดเวลา

            ผ่านไปเนิ่นนาน เขายกมือของอี้เป่ยซีขึ้นมา ลูบไล้แหวนบนนิ้วนาง แววตามีความสับสนเล็กน้อย แต่กลับส่องประกายด้วยความตั้งใจแน่วแน่

            “เป็นอะไรไป?”

            “เปล่า สงสัยจะไปเจอผู้ใหญ่แล้วก็เลยตื่นเต้นนิดหน่อย”

            “พอนายพูดแบบนี้ ฉันก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย ทำไงดี?”

            ลั่วจื่อหานหัวเราะ “ฉันเป็นคนไปเจอไม่ใช่เธอสักหน่อย เธอจะตื่นเต้นทำไม”

            อี้เป่ยซีลังเลครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยปาก “ฉันไม่ต้องไปเจอพ่อแม่ของนายจริงเหรอ?”

            “อืม ไม่จำเป็น ความคิดเห็นของพวกเขาไม่จำเป็นต้องเอามาคิด อีกอย่าง เธอก็เจอคุณปู่ของฉันแล้วไม่ใช่เหรอ แค่นี้ก็พอแล้ว”

            “อ่อ” เธอพยักหน้า ซุกตัวในอกของลั่วจื่อหานต่อ “ปีนี้อุณหภูมิลดลงเร็วมาก ข้างนอกหนาวมากเลย”

            “อืม” ลั่วจื่อขมวดคิ้ว ตอบเธอ

            “วันนี้ฉันเจอมู่ลี่ไป๋ที่มหา’ลัยด้วย”

            “เขาไปที่มหา’ลัยพวกเธอทำไม?”

            อี้เป่ยซีขยับตัวในอ้อมอกของเขาเล็กน้อย เพื่อหาตำแหน่งที่สบายกว่าเดิม “น่าจะเป็นเพราะเรื่องของเยี่ยฉินล่ะมั้ง เยี่ยฉินลาออกแล้ว เขาคงหาเธอไม่เจอแล้วล่ะมั้ง ก็เลยมาถามหาที่มหา’ลัยพวกเรา”

            “แบบนี้หรอกเหรอ”

            “นายไม่เป็นห่วงเลยสักนิดเหรอ?”

            “เรื่องของพวกเขาสองคน ฉันเป็นห่วงแล้วมีประโยชน์อะไร” เขานิ่งไปครู่หนึ่ง “เธอได้บอกเขาหรือเปล่าว่าเยี่ยฉินอยู่ที่ไหน?”

            อี้เป่ยซีส่ายหน้า “เขาเหวี่ยงน่ะ ฉันอยากจะบอกเขาว่าเยี่ยฉินอยู่ที่ไหนด้วยความยินดีอยู่แล้วเชียว เห็นได้ชัดว่าฉันกับเยี่ยฉินไร้ค่าแค่ไหน อีกอย่างฉันรู้สึกว่าเขายังทำใจไม่ได้ แต่ว่าไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงไม่ยอมเดินหน้าต่อ”

            “เป่ยซี”

            “หืม?”

            “ตอนที่อยู่กับฉัน ห้ามพูดถึงผู้ชายคนอื่น ฉันไม่ชอบหรอกนะ”

            “เอ่อ ใครก็พูดไม่ได้เหรอ?”

            “อืม…ก็ไม่ใช่ว่าใครก็พูดไม่ได้” เขาดึงเธอออกมาจากอ้อมอก มองตาของเธอโดยตรง ยิ้มด้วยความชั่วร้าย “ถ้าเป็นลูกของพวกเราพูดได้”

        “ฉันไม่อยาก…”

————

ตอนที่ 160
โดย 

ตอนที่ 160 ด้านของพ่อแม่ (6)

             ตอนนี้เยี่ยฉินรบกวนบ้านอี้มาครึ่งเดือนแล้ว และไม่รู้ว่าทำไมถึงยังหากระเป๋าเดินทางของเธอไม่เจอ ในขณะที่เธอกำลังจะยอมแพ้นั้น ข้าวของทั้งหมดของเธอก็ราวกับตกลงมาจากฟ้า เธอไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะขอบคุณคนแปลกหน้าที่ตัวเองพบที่ต่างถิ่นได้อย่างไร

            “ต้องขอบคุณพวกคุณจริงๆ ค่ะ” เยี่ยฉินกอดคุณแม่อี้ด้วยความซาบซึ้ง ขอบคุณที่ดูแลเธออย่างสุดความสามารถและช่วยเหลือเธออย่างสุดความพยายามแบบนี้

            รอยยิ้มบนใบหน้าของคุณแม่อี้ดูฝืนเล็กน้อย รู้สึกเจ็บปวดในใจ เด็กสาวที่รู้เดียงสาขนาดนี้ หรือว่าตอนนี้จะทำได้เพียงอยู่ไปวันๆ เพื่อรอความตายมาพรากเธอจากไปอย่างนั้นเหรอ แม้แต่สักวิธีก็ไม่มีเชียวหรือ กว่าจะได้เจอเด็กสาวที่ชอบแบบนี้มันไม่ง่ายเลย พูดกันตามตรง เธอทนไม่ได้จริงๆ

            อี้เฉิงเห็นอาการของภรรยาตัวเอง ก็รู้ว่าเธอกำลังรู้สึกอะไรอยู่อีกแล้วแน่ๆ เดินเข้ามาโอบเอวของเธอ มองไปยังเยี่ยฉิน ในแววตามีความรักที่ไม่ได้เห็นบ่อยนัก “เตรียมตัวจะไปแล้วเหรอ?”

            เยี่ยฉินอึ้งไปครู่หนึ่ง พยักหน้า หัวใจของเธอก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์เหมือนกัน แต่ว่าคนครอบครัวนี้ดีมากจริงๆ ดีจนเธอไม่อยากจากไปไหน ดีจนเธอไม่อยากให้พวกเขารู้ถึงสถานการณ์ที่แท้จริงของตัวเองในตอนนี้

            เธอยิ้ม “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ต่อไปยังมีโอกาส ถ้าหากเป็นไปได้ พอกลับประเทศแล้ว คุณทั้งสองคนจะไปบ้านฉันก็ได้…ไปนั่งที่บ้านฉัน”

            คุณแม่อี้รู้สึกว่ารอยยิ้มนี้บาดตาเป็นอย่างมาก บาดจนน้ำตาของเธอแทบร่วง บาดจนเธอรู้สึกปวดใจ อี้เฉิงก็ยิ้มเหมือนกัน “ได้สิ แน่นอน”

            “ถ้ายังไงอยู่ต่ออีกสักสองสามวันเถอะ ไปเที่ยวที่ที่น้าบอกเธอไปก่อนหน้านี้ คงไม่เสียเวลาเธอเท่าไรหรอกนะ” คุณแม่อี้พูด น้ำเสียงมีความคาดหวัง เยี่ยฉินลังเลครู่หนึ่ง แล้วตอบตกลงอย่างเชื่อฟัง

            เธอรู้สึกโล่งอก ลากเยี่ยฉินเดินดูรอบๆ

            อี้เฉิงกลับห้องหนังสือตามลำพัง เริ่มจัดการเรื่องที่อยู่ในมือ โทรศัพท์มือถือดังและส่องสว่างขึ้นภายในห้องหนังสือโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า

            “ฮัลโหล”

            “พ่อคะ หนูเอง หนูอี้เป่ยซี”

            เขาได้ยินเสียงลูกสาวของตัวเอง ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวแล้ว “ฟังออกแล้วล่ะ ว่ายังไง?”

            “คือว่า พ่อคะ แม่ได้เล่าเรื่องของหนูให้พ่อฟังหรือเปล่า”

            “ลูกไปทำอะไรให้แม่ของลูกโมโหเหรอ?”

            “ไม่ ไม่เชิงค่ะ ก็แค่ แม่ได้บอกพ่อหรือเปล่า…” จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงผู้ชายหัวเราะเบาๆ จากปลายสาย จากนั้นลูกสาวของตัวเองก็เอามือปิดลำโพงแล้วต่อว่าเขาสองสามคำเหมือนเด็กๆ ได้ยินไม่ชัดว่าพูดอะไร แต่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนทำให้รู้สึกมีความสุขอย่างไม่มีเหตุผล

            น่าจะเป็นลั่วจื่อหานสินะ เขาแสร้งทำเป็นขึงขัง “ทำไมเหรอ ไม่ใช่ว่าลูกมีแฟนแล้วหรอกนะ?”

            อี้เป่ยซีตื่นตกใจไปชั่วขณะ เธอจ้องลั่วจื่อหาน กลัวว่าพ่อของตัวเองจะเกลียดเขา ในหัวหมุนติ้วอย่างรวดเร็ว คิดหาคำพูด

            “ผู้ชายข้างๆ ลูกคือใคร?”

            เธอกัดริมฝีปาก มองผู้ชายที่ยิ้มอยู่ข้างๆ ตัวเอง “หา พ่อ พ่อหูฝาดไปหรือเปล่า” เสียงของเธอต่ำลงทุกที “ข้างๆ หนูมีผู้ชายที่ไหนกัน”

            คนผู้เป็นพ่อเลิกคิ้ว กลัวว่าเขาจะเกลียดพ่อหนุ่มนั่นสินะ “ไม่มีก็ดีแล้ว เป่ยซี ลูกยังเด็ก เรื่องพวกนี้ไว้รอลูกโตอีกหน่อยค่อยว่ากัน ไว้ต่อไปมีคนที่ชอบแล้ว พ่อจะช่วยลูกดึงกลับมายังได้เลย แต่ว่าตอนนี้ลูกรู้เหรอว่าความรักคืออะไร?”

            คำชี้แนะที่จริงใจนั้นทำให้อี้เป่ยซีเงียบไปเล็กน้อย เธอคว้ามือของลั่วจื่อหานที่เล่นกับผมของเธอ กุมข้อนิ้วของเขา อุณหภูมิอันอบุอ่นค่อยๆ แล่นเข้าสู่หัวใจของเธอ ราวกับว่ามีความแน่นอนที่หาที่เปรียบไม่ได้

            “หนู…”

            “ลูกแน่ใจหรือเปล่าว่าคนที่ชอบในตอนนี้ แล้วจะชอบตลอดไป?”

            อี้เป่ยซีครุ่นคิด นอกจากลั่วจื่อหานแล้วตัวเองยังจะชอบใครได้อีก เธอลุกขึ้นจากอ้อมอกของลั่วจื่อหาน จ้องมองใบหน้าของเขา รู้สึกว่าตัวเองไร้สาระ นอกจากเขาแล้วจะชอบใครได้อีก แล้วจะมีใครที่ชอบเธอได้มากกว่าเขา เธอมั่นใจเป็นอย่างมาก

            “ชอบค่ะคุณพ่อ หนูจะชอบเขาตลอดไปและตลอดไป”

            อี้เฉิงหัวเราะ ก่อนหน้านี้ตอนที่ได้ยินภรรยาของตัวเองเล่าถึงเรื่องของอี้เป่ยซีกับลั่วจื่อหาน เขาก็รู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคนแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นก็ยังแอบตั้งตาคอยถึงฉากที่พวกเขามารวมกันในที่สุด ลั่วจื่อหานเหมาะสมกับเธอมากจริงๆ และชอบเธอมากด้วย ดีกว่าลูกชายของตัวเองเสียอีก…

            “งั้นลูกโทรมาหาพ่อมีอะไร?”

            อี้เป่ยซีจึงนึกขึ้นได้ว่าตัวเองโทรมาเพราะอะไร “เอ่อ คือว่า เขาอยากจะไปไหว้พ่อ แค่ไม่รู้ว่าพ่อมีเวลาหรือเปล่า”

            “เรื่องที่เกี่ยวกับลูกสาวของตัวเองจะไม่มีเวลาได้ยังไง พวกลูกบอกเวลามาเถอะ พ่อว่างตลอด”

            “อืม ได้ค่ะ ขอบคุณค่ะพ่อ”

            “คุณอาอี้…” อี้เป่ยซีได้ยินเสียงของผู้หญิงเลือนลาง ในใจรู้สึกว่าคุ้นๆ แต่ว่านึกไม่ออกว่าเคยได้ยินที่ไหน แต่ว่าพอฟังเสียงที่ไพเราะแล้วก็จินตนาการได้ว่าหญิงสาวที่อยู่ทางนั้น…

            ไม่จริงมั้ง พ่อของเธอจะกินหญ้าอ่อนแบบนี้เหรอ!

            เธอลังเลครู่หนึ่ง “พ่อคะ ตอนนี้พ่ออยู่ที่ไหน แม่ แม่หนูอยู่กับพ่อหรือเปล่า?”

            อี้เฉิงเข้าใจในทันทีว่าอี้เป่ยซีกำลังคิดอะไร “ลูกคิดอะไรเหลวไหลน่ะ ระวังไว้นะพ่อคิดว่าคนข้างๆ ลูกทำให้ลูกกลายเป็นแบบนี้”

            อี้เป่ยซีรีบหัวเราะขอโทษ “มิกล้า มิกล้า เพราะว่าพ่อของหนูเก่งขนาดนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้วพ่อว่าใช่หรือเปล่า หนูแค่รู้สึกว่าแม่ไม่ได้รีบไล่เขาออกไป ก็เลยแปลกใจนิดหน่อยแค่นั้น”

            “เขาเป็นยัยหนูที่แม่ของลูกกับพ่อชอบมาก ถ้าพวกลูกมานี่เร็วหน่อย อาจจะได้เจอเขา”

            “ไม่ล่ะค่ะ งั้นหนูก็ต้องแย่งความรักกับยัยหนูของพ่อน่ะสิ ไม่ไปหรอก หนูจะรออีกหน่อย”

            “ได้ๆๆ ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็แค่นี้นะ แม่ของลูกเรียกให้พ่อลงไปแล้ว”

            “ค่ะ บายๆ ค่ะพ่อ”

            อี้เป่ยซีวางโทรศัพท์มือถือลงรู้สึกโล่งอกเล็กน้อย ลั่วจื่อหานกอดเธอ “กลัวว่าคนที่บ้านจะเกลียดฉันขนาดนี้เลยเหรอ?”

            “ใช่สิ คุณพ่ออี้คุณแม่อี้เห็นฉันโตมา พวกเขาดีกับฉันมากจริงๆ ทำกับฉันเหมือนเป็นลูกสาวแท้ๆ แน่นอนฉันก็หวังว่าพวกเขาจะชอบคนที่ฉันชอบเหมือนกัน”

            “แล้วถ้าพวกเขาไม่ชอบล่ะ”

            “ไม่ชอบก็ช่างมันเถอะ ถ้าชอบจะดีที่สุด ถ้าไม่ชอบก็พานายไปให้พวกเขาเจอหน้าก็พอแล้ว จะทำยังไงได้ล่ะ” อี้เป่ยซีดึงมือของลั่วจื่อหานมาอยู่ในมือแล้วเล่นกับมัน “แต่ว่า นายเก่งขนาดนี้ พวกผู้ใหญ่คงไม่รังเกียจนายหรอกมั้ง”

            “ไม่รู้สิ เธอพูดแบบนี้ ฉันก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไรนะ” พูดจบจู่ๆ ลั่วจื่อหานก็หัวเราะ “เป่ยซี”

            “หืม”

            “เธอคิดว่า พวกเราที่เป็นแบบนี้เหมือนกำลังเตรียมตัวแต่งงานหรือเปล่า”

        อี้เป่ยซีนึกถึงน้ำเสียงของพ่อตัวเองเมื่อครู่ เขาพูดนู่นนี่นั่นไปเรื่อย แต่ในน้ำเสียงกลับมีความคิดเหมือนอยากให้ลูกสาวออกเรือน

        “โลกสวยนะ นายไปเจอพ่อแม่ฉันก่อนค่อยว่ากันเถอะ”

————

ตอนที่ 159
โดย 

ตอนที่ 159 ด้านของพ่อแม่ (5)

             “เรื่องนี้ผมคงทำได้แค่ประมาณการ ยังยืนยันไม่ได้ ผมคิดว่าพาคุณหนูท่านนี้ไปตรวจที่โรงพยาบาลจะดีกว่านะครับ แต่ว่าคุณนาย สถานการณ์สุ่มเสี่ยงมากและอาการก็ไม่สู้ดีด้วย”

            ทันใดนั้นคุณแม่อี้ก็เข้าใจในทันทีว่าทำไมเด็กสาวคนนี้จึงมักจะมีลมหายใจที่ชวนให้คนสงสาร ทำไมถึงมักจะให้ความรู้สึกเหมือนคนป่วย ที่แท้เธอเพราะว่าป่วยหนักงั้นเหรอ? แล้วพ่อแม่ของเธอรู้หรือเปล่า?

            แน่นอนว่าไม่รู้อยู่แล้ว ถ้าหากรู้ล่ะก็ ใครจะปล่อยให้ลูกของตัวเองจากบ้านมาไกลแบบนี้ และนี่ก็คือเหตุผลที่ใบหน้าของเด็กคนนี้เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกผิดเวลาเอ่ยถึงพ่อแม่

            คงจะรู้สึกว่าตัวเองเพิ่มภาระให้กับที่บ้านสินะ คุณแม่อี้ซ่อนเร้นริมฝีปากและอยากจะร้องไห้โฮออกมาทันใด ร้องไห้ให้กับความรู้เดียงสาของเธอ ร้องไห้ให้กับเด็กน่าสงสารคนนี้ที่ต้องทนทุกข์กับเรื่องพวกนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย

            ริมฝีปากของคุณแม่อี้ขยับเขยื้อน อี้เฉิงรู้ว่าเธอต้องการจะพูดอะไร “คุณไปสั่งยาก่อนเถอะ” คุณหมอพยักหน้า ตามอี้เฉิงออกไปจากห้องด้วยกัน

            “ทำไมถึงไม่พาเธอไปโรงพยาบาล?”

            “คุณเคยคิดหรือเปล่าว่าเด็กคนนี้ไม่อยากให้คนอื่นรู้อาการป่วยของเธอ คุณพาเธอไปโรงพยาบาล พอเธอตื่นขึ้นมาจะคิดยังไง จะคิดหรือเปล่าว่าที่คุณดีกับเธอก็เพราะสงสารเธอ?”

            “แต่ว่าจะยื้อไปแบบนี้เหรอ?”

            อี้เฉิงขมวดคิ้ว เขามองดูลักษณะของเด็กสาวคนนี้แล้วน่าจะป่วยหนักมาก ราวกับเป็นโรคที่หมดทางรักษาอย่างไรอย่างนั้น “ผมจะติดต่อกับคนที่เมืองจีน ดูว่าจะหาพ่อแม่ของเธอเจอหรือเปล่า ให้พวกเขามาจัดการเรื่องนี้เถอะ ถึงคุณจะชอบเด็กคนนี้ ถึงยังไงคุณก็เป็นคนนอกสู้พ่อแม่ของเธอไม่ได้หรอก”

            คุณแม่อี้พยักหน้า เช็ดน้ำตาที่ขอบตาของตัวเอง “เด็กคนนี้น่าสงสารมาก”

            พริบตาเดียวก็ผ่านไปแล้วครึ่งเดือน ทุกอย่างสงบเรียบร้อย มีเพียงหลิงจื่อเซี่ยที่หาเรื่องสนุกให้อี้เป่ยซีเป็นครั้งคราว แต่สุดท้ายเธอก็ได้แก้ปัญหาอย่างชาญฉลาดไปทีละเรื่อง หลังจากอี้เป่ยซีย้ายมาคณะวรรณกรรมแล้วก็เหมือนปลากระดี่ได้น้ำ ทุกคนต่างเห็นความโดดเด่นในตัวเธอและเปลี่ยนไปทีละน้อยกับทัศนคติของเธอ

            อี้เป่ยซียินดีกับการเปลี่ยนแปลงแบบนี้มาก แต่ว่าลั่วจื่อหานกลับไม่ชอบเลยสักนิด

            หลังจากที่ได้รู้จักกับอี้เป่ยซี หลายคนต่างรู้สึกว่าอี้เป่ยซีนั้นไม่เหมือนกับที่ตัวเองคิด แม้ว่าจะดูสูงส่งแต่ว่าไม่มีอารณ์โมโหร้ายเลยแม้แต่น้อย กลับมีความมิตรและความไร้เดียงสาของเด็กสาว ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่กระตุ้นความสนใจของเด็กหนุ่มบางคน เมื่อลั่วจื่อหานได้ยินข่าวที่รายงานโดยสายของเขาก็ไม่พอใจมาก

            หลังเลิกเรียนอี้เป่ยซีเห็นท่านประธานลั่วสีหน้าตึงเครียด ก็รู้ว่าท่านประธานโมโหเพราะเรื่องเมื่อเช้านี้ รีบโอบไหล่ของเขาอย่างเอาอกเอาใจ “อย่าโมโหไปเลย เมื่อเช้าฉันก็ไม่ได้ตั้งใจนี่นา”

            “เธอยังรู้จักขอโทษฉันเรื่องเมื่อเช้าด้วยเหรอ”

            “เพราะว่าฉันลืมเอาหนังสือไปจริงๆ ก็เลยดูเล่มเดียวกันกับเขา ตอนแรกฉันก็อยากดูหนังสือของเพื่อนผู้หญิง แต่ว่าคาบนั้นคนเต็มเกินไปแล้ว มีแค่ข้างเขาที่ว่าง” อี้เป่ยซียังคงกระพริบตาถี่ ร่างกายราวกับกำลังบอกว่า ‘ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นายจะต้องเชื่อฉันนะ’

            ลั่วจื่อหานแอบจำเอาไว้ในใจแล้ว “เธอใช้หนังสือเล่มเดียวกันกับคนอื่นเหรอ?”

            อะไรนะ? เธอขอโทษผิดเรื่องเหรอ งั้นเขาโมโหเรื่องอะไรล่ะ

            “ทำไมถึงรับจดหมายรักของพวกเขา?” สีหน้าของประธานลั่วบอกว่า ‘ฉันกำลังโมโหมาก เธอให้คำตอบที่ทำให้ฉันพอใจจะดีที่สุด’ อี้เป่ยซีรีบยอมแพ้

            “เอาล่ะ เอาล่ะ ฉันยอมแพ้แล้วฉันยอมรับผิด ใช่ว่าฉันอยากจะรับสักหน่อย ฉันจะรู้ได้ยังไงว่าเอกสารที่อาจารย์แจกจะมีของที่คนอื่นเขียนอยู่ข้างใน พอฉันเจอก็รีบคืนให้เขาแล้วไม่ใช่เหรอไง ถ้าฉันจะรับจดหมายรักก็กล้ารับแต่ของนายเท่านั้นแหละ จะรับของคนอื่นได้ยังไง”

            “กล้า?”

            “ไม่ๆๆ เต็มใจรับ เต็มใจ เต็มใจรับของประธานใหญ่ลั่วเท่านั้น ต่อไปฉันจะไปชายตาแลของคนอื่นเลย”

            “แต่เธอก็ยังอ่านแล้ว”

            ไม่ต้องการเล่นเกมส์ใบ้คำพวกนี้แล้ว อี้เป่ยซีไม่มีทางเลือก ดึงเนกไทของลั่วจื่อหานแล้วจูบที่ริมฝีปากของเขาโดยตรง แม้ว่าประธานลั่วจะเพลิดเพลินมาก แต่ว่าในใจกลับค่อยๆ มีแผนน้อยๆ ของตัวเอง

            งั้นฉันจะทำให้กระต่ายน้อยอย่างพวกนายรู้ถึงความลำบากแล้วถอยกลับไป ให้รู้ซะบ้างว่าอะไรในโลกนี้ที่พวกนายคิดได้ อะไรที่พวกนายไม่แม้แต่จะจินตนาการได้

            ดังนั้นวันรุ่งขึ้นอี้เป่ยซีจึงลูบคลำเอวที่ปวดเมื่อยของตัวเองพร้อมเห็นดอกไม้ช่อใหญ่ในห้องเรียน ด้วยหลักการที่ว่าจะไม่มองหากไม่ใช่ของของลั่วจื่อหาน อี้เป่ยซีจึงไม่ใส่ใจกับหนุ่มน้อยที่ส่งดอกไม้มา เดินกลับไปยังที่นั่งทันที

            “คุณคืออี้เป่ยซีหรือเปล่า?”

            “เอากลับไปเถอะ ฉันไม่เอา”

            “แต่คุณลั่วบอกว่าถ้าคุณไม่รับเขาจะไล่ผมออก แถมยังจะทำให้ผมหางานในเมือง A ไม่ได้อีก” อี้เป่ยซีได้ยินคำพูดที่เอาแต่ใจเช่นนี้แล้วช่างเหมือนคำพูดของลั่วจื่อหานเสียจริง พยักหน้า รับดอกกุหลาบช่อใหญ่เอาไว้ แล้ววางไว้บนเก้าอี้ นักศึกษาสาวที่อยู่ข้างๆ ต่างอิจฉาตาร้อน เด็กผู้ชายบางคนก็รู้สึกใจเสียมากเช่นกัน

            ปกติแล้วไม่ว่าจะส่งอะไรให้อี้เป่ยซี ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่เธอก็ไม่รับ แต่เธอก็ไม่รังเกียจที่จะรับดอกกุหลาบช่อใหญ่แบบนี้ มันหมายความว่าอะไรก็ชัดเจนมากแล้วไม่ใช่เหรอ นางฟ้ามีเจ้าของหัวใจแล้ว

            อี้เป่ยซีหยิบการ์ดในดอกไม้ขึ้นมา เมื่อเห็นตัวอักษรที่งามสะดุดตาก็อดไม่ได้ที่จะกุมปากยิ้ม ทุกคนเห็นอี้เป่ยซีเหมือนกับเด็กสาวที่กำลังมีความรัก บางคนก็หัวใจแตกสลาย บางคนก็อิจฉาและเกลียดชัง

            ขณะที่กำลังเรียน อี้เป่ยซีทำอย่างไรก็ไม่สามารถเอาสมาธิทั้งหมดไว้ที่ห้องเรียนได้ ต้องมองดอกไม้ที่อยู่ข้างตัวเองเป็นครั้งคราว กลัวว่ามันจะบอบช้ำ กลัวว่ามันจะเหี่ยวเพราะว่าแห้งเกินไป บางทีก็เงยหน้ามองดูเวลา พลางคิดว่าทำไมถึงยังไม่เลิกเรียนสักที เธอทนจนถึงเวลาเลิกเรียนอย่างยากลำบาก เมื่อเก็บกระเป๋าเสร็จแล้วก็อุ้มดอกไม้เตรียมตัวกลับ ลั่วจื่อหานโทรมาได้เวลาพอดี

            “ชอบหรือเปล่า?”

            “ทำให้นายสิ้นเปลืองเกินไปแล้ว”

            “สิ้นเปลืองเพื่อผู้หญิงของตัวเองก็คุ้มค่า ทำให้เด็กๆ พวกนั้นได้เห็นว่าอี้เป่ยซีมีเจ้าของแล้ว”

            “เอาล่ะ เจ้าของผู้ยิ่งใหญ่ของอี้เป่ยซี วันนี้ท่านมีความสุขแล้วสินะ”

            ลั่วจื่อหานพ่น ‘หึ’ ออกมา “ก็ไม่เลว”

            “ที่แท้นายก็ยังเป็นเด็กน้อย”

            “อืม มีเป็นเด็กกว่านี้อีก ฉันอยู่ด้านล่างตึกพวกเธอน่ะ”

            อี้เป่ยซีรีบเดินออกไปจากอาคารเรียน เพราะว่าช่อดอกไม้ใหญ่เกินไปจึงบดบังวิสัยทัศน์ของเธอ จนกระทั่งใกล้จะถึงตัวลั่วจื่อหานแล้วอี้เป่ยซีจึงมองเห็นเขาอย่างชัดเจน เขาแต่งตัวสบายๆ เหมือนเด็กหนุ่ม และอุ้มตุ๊กตาที่น่ารักมากๆ คู่หนึ่งในมือ ตัวหนึ่งเหมือนเขา อีกตัวหนึ่งเหมือนเธอ

            “ชอบหรือเปล่า” สองมือของอี้เป่ยซีหอบของพะรุงพะรังจึงไม่สามารถสวมกอดเขาได้ ได้แต่พยักหน้าหงึกหงัก ลั่วจื่อหานวางดอกไม้ไว้ที่เบาะหลังรถ ยัดตุ๊กตาสองตัวใส่อ้อมอกของอี้เป่ยซี อี้เป่ยซีกลับเร่งให้เขารีบออกรถ ลั่วจื่อหานไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไรนัก

            “ฉันกลัวว่าดอกไม้ที่นายให้จะเหี่ยว พวกเรารีบกลับบ้านเถอะ” มองดูดวงตาที่สุกใสของอี้เป่ยซี คำอธิบายก็เป็นไปตามที่เขาต้องการ ลั่วจื่อหานจึงพยักหน้า ออกไปจากบริเวณมหาวิทยาลัยท่ามกลางสายตาอิจฉาของคนกลุ่มหนึ่ง

        มันเป็นเช่นนี้มาตลอด มีทั้งคนอิจฉาและคนริษยา

————

ตอนที่ 158
โดย 

ตอนที่ 158 ด้านของพ่อแม่ (4)

             เยี่ยฉินคิดไม่ถึงว่าตัวเองจะโชคร้ายขนาดนี้ และเยี่ยฉินก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะถูกปล้นตอนกลางวันแสกๆ ด้วย ครั้งนี้จบแล้ว ไม่เหลืออะไรแล้ว ไม่เหลือแม้แต่เศษเหรียญให้เธอได้หยอดโทรศัพท์สาธารณะ เธอทำได้เพียงไปหาคำปลอบโยนจากคุณอาตำรวจเท่านั้น

            เธอมองรอบทิศ ไม่คุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้ จึงได้แต่เดินพลางถามว่าสถานีตำรวจที่ใกล้ที่สุดอยู่ตรงไหน

            เธอรายงานสถานการณ์ทั้งหมดของตัวเองให้ตำรวจฟัง ตำรวจทำการบันทึกประจำวัน บอกเธอให้รอการติดต่อ ตอนนั้นเยี่ยฉินนึกอยากจะร้องไห้ ตอนนี้เธออยู่ต่างบ้านต่างเมืองเพียงลำพัง ไม่มีเพื่อนสักคน แม้แต่ข้าวก็ไม่มีจะกิน คุณอาตำรวจจะให้เธอไปรอการติดต่อที่ไหนเหรอ จะปูที่นอนให้เธอที่สถานีตำรวจได้หรือเปล่า

            สุดท้ายก็เป็นตำรวจหญิงผมบรอนด์คนหนึ่งที่ให้เศษเหรียญเธอ ให้เธอโทรไปขอความช่วยเหลือเพื่อนนักเรียนของเธอ โชคไม่ดีที่เยี่ยฉินเพิ่งออกจากสถานีตำรวจไม่ทันไร ฝนห่าใหญ่ก็เทลงมา ทุกคนต่างรีบร้อนหลบฝน เยี่ยฉินถูกเบียดอยู่ด้านในสุดของชายคาแห่งหนึ่ง แผ่นหลังติดอยู่กับกำแพงเย็นเฉียบ เธอรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะถูกคนจำนวนมหาศาลเบียดตายในวินาทีต่อมา

            ไม่รู้ว่าถูกทรมานอยู่ในสายฝนนานแค่ไหน ฝนข้างนอกจึงหยุดตก เยี่ยฉินมองดูฝูงคนที่จากไปตามลำพัง ความรู้สึกหวาดกลัวน้อยๆ รวมทั้งความอ้างว้างที่ต้องอยู่ตัวคนเดียวก่อตัวขึ้นในใจของเธอทันใด เธอย่อตัวลงตามกำแพงช้าๆ กอดเข่าตัวเองร้องไห้

            ทำไมถึงต้องเป็นเธอ ทำไมถึงต้องเป็นเธอเยี่ยฉิน

            ทำไมความรักถึงไม่ดูแลเธอ ทำไมชีวิตถึงไม่ดูแลเธอ แม้แต่ออกจากบ้านก็มีคนแย่งของของเธอ

            เรื่องต่อไปคืออะไร ให้เธอออกจาชายคาแห่งนี้แล้วถูกรถชนตายงั้นเหรอ?

            เพราะอะไรถึงต้องเป็นเธอล่ะ เธอเยี่ยฉินไม่เคยก่อเรื่องไม่ดีเลย ทำไมถึงต้องรับกรรมด้วยนะ

            “คนที่นั่งอยู่ที่พื้นใช่ยัยหนูของคุณหรือเปล่า ดูท่าทางน่าสงสารมากเลย”

            อี้เฉิงพิจารณาภรรยาของตัวเอง เดิมทีต้องการจะพาเธอกลับบ้านทันที ใครจะรู้ว่าเธอกลับมีอารมณ์ลากเขาไปซื้อของด้วยกัน ระหว่างนั้นฝนก็เทลงมาจึงติดอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าสักพักหนึ่ง ระหว่างทางกลับบ้านก็เจอกับคนที่ถูกชะตากับเธอ

            หรือว่าชะตาจะต้องกันจริงๆ ล่ะมั้ง จึงได้เจอเธออีกครั้ง

            คุณแม่อี้มองไปยังนอกหน้าต่าง “เอ๊ะ เธอนี่แหละ ยัยหนูดูท่าทางเศร้ามากเลย ฉันจะลงไปดูหน่อย”

            อี้เฉิงพยักหน้า หลังจากได้รับคำอนุญาตแล้ว คุณแม่อี้ก็รีบเดินเข้าไปหาเยี่ยฉิน ย่อตัวลงช้าๆ “เยี่ยฉิน”

            เมื่อได้ยินคนเรียกชื่อของตัวเอง เยี่ยฉินเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว ดวงตาทั้งคู่ที่แดงก่ำสะท้อนอยู่ในดวงตาของคุณแม่อี้ เธอเห็นท่าทางของเยี่ยฉินที่เหี่ยวเฉาแล้วในใจรู้สึกเจ็บปวด

            “เป็นอะไรไป?”

            “เมื่อกี้ตอนที่ลงจากเครื่อง ไม่ทันระวัง ก็เลยถูกขโมยของ” พูดพลางก็ยังยิ้ม คุณแม่อี้ตบๆ หัวของเธอ

            “อย่ายิ้มสิ ยิ้มแล้วขี้เหร่กว่าตอนร้องไห้อีก”

            เยี่ยฉินเกาหัวอย่างเขินอาย “ฉันควบคุมไม่ได้ ขอโทษทีค่ะ”

            “แล้วเธอจะเอายังไงต่อ”

            “คงโทรหาเพื่อน แล้วรอให้เขามารับฉันมั้งคะ”

            คุณแม่อี้มองเธอด้วยความประหลาดใจ “กว่าเพื่อนเธอจะมาก็อย่างน้อยแปดเก้าชั่วโมงล่ะมั้ง เธอตัวคนเดียวจะไปรอเขาที่ไหน”

            “ฉันหาสักที่นึงก็พอแล้ว”

            “เธอไม่มีพาสพอร์ต แล้วก็ไปกับเพื่อนเธอไม่ได้ แล้วต่อไปจะทำยังไง?”

            อี้เฉิงลงมาจากรถแล้ว เมื่อเห็นสภาพของเยี่ยฉินในใจก็พอจะเดาได้ว่าเธอเจอกับอะไรมาบ้าง จึงค่อยๆ เอ่ยปาก “ยังไม่ได้กินข้าวเช้าสินะ”

            เยี่ยฉินมองชายวัยกลางคนที่อยู่ตรงหน้าก็รู้สึกคุ้นตาเล็กน้อย อายุประมาณห้าสิบกว่า แต่ว่าดูแลตัวเองได้ดีมาก รอยยิ้มที่ใจดีเป็นอย่างยิ่งบนใบหน้านั้นไม่มีริ้วรอยเลยแม้แต่น้อย แต่มันไม่ใช่ความอ่อนโยนหรือไม่เป็นอันตรายประเภทนั้น แต่กลับมันมีความรู้สึกยิ่งใหญ่ที่ทำให้ผู้คนต้องยอมสยบ

            นี่คือลักษณะของชนชั้นยอดสินะ เยี่ยฉินคิดในใจ คุณแม่อี้เห็นสีหน้าที่เพื่อนตัวน้อยของตัวเองมองสามีของตนก็โมโหเล็กน้อย “ฉันก็บอกคุณแล้วว่าหน้าคุณดุเกินไป คุณดูสิทำยัยหนูเขาตกใจหมดแล้ว ถ้ายัยหนูเขาไม่กลับไปกับฉันมันเป็นความผิดของคุณนะ”

            อี้เฉิงยักไหล่จนปัญญา มองไปยังเยี่ยฉิน “ยัยหนู เธอเห็นแล้วสินะ ถ้าหนูไม่ฟังยัยประหลาดคนนี้ล่ะก็ ชีวิตแต่งงานของคุณอาก็จะมีปัญหาแน่”

            เยี่ยฉินหัวเราะทั้งน้ำตา รู้สึกขอบคุณคนแปลกหน้าต่างถิ่นสองคนนี้มาก เดิมทียังต้องการจะเอ่ยปากปฏิเสธ แต่ท้องของเธอกลับร้องอย่างไม่รู้จักเวลา เยี่ยฉินอยากจะดำดินไปเสียเหลือเกิน

            สองสามีภรรยาหัวเราะด้วยความผ่อนคลาย เยี่ยฉินก็ไม่ได้ปฏิเสธอีก ขึ้นรถไปกับคุณแม่อี้แล้ว

            ทั้งสองคนพาเธอออกไปกินข้าวด้วยกัน คุณแม่อี้ก็ลากเยี่ยฉินกลับไปที่บ้านของตัวเอง ไว้วานให้อี้เฉิงช่วยหากระเป๋าเดินทางของเยี่ยฉิน เยี่ยฉินเห็นท่าทางของสองสามีภรรยาคู่นี้แล้ว ในใจคิดว่านี่คือการแต่งงานกับความสุขสินะ

            แม้ว่าพวกเราต่างแก่แล้ว แต่ว่าในสายตาของอีกฝ่าย คุณก็ยังเป็นเด็กน้อยที่เขาเอ็นดูที่สุด สามารถทำตัวเหมือนเด็กได้ต่อหน้าเขา

            คุณรู้ เขาก็รู้ว่าคุณสามารถมอบทุกอย่างให้อีกฝ่ายได้อย่างไร้เดียงสาและไร้พิษภัย

            ช่างมีความสุขจริงๆ เลย ช่างน่าอิจฉา เยี่ยฉินยิ้ม ดวงตามีละอองน้ำโดยไม่รู้ตัวแล้ว

            “เยี่ยฉิน เธอเป็นอะไรไป? ทำไมจู่ๆ ก็ร้องไห้ล่ะ?”

            เธอส่ายหัว “เปล่าค่ะ แค่รู้สึกว่าคุณน้ากับคุณอามีความสุขกันมาก รู้สึกประทับใจมาก”

            คุณแม่อี้ดึงมือของเธอด้วยความเหลือเชื่อ “วางใจเถอะ หนูก็จะได้เจอคนที่ใช่ในชีวิตหนู”

            เธอจะเจอเหรอ?

            หัวใจที่แตกสลายมาแล้วครั้งหนึ่ง จะได้เจอเนื้อคู่อย่างแม่นยำได้อย่างไรกัน แม้ว่าจะหาเจอ เธอเยี่ยฉินยังมีสิทธิ์อะไรที่จะเดินหน้าต่อไป ยังมีความกล้าที่จะเดินไปอีกเหรอ

            เยี่ยฉินหัวเราะ แต่ก็ยังพยักหน้า

            เยี่ยฉินรู้สึกมาตลอดว่าผู้หญิงคนนี้ที่อยู่ตรงหน้าเล่อค่าเป็นอย่างมาก แต่ว่าเมื่อเธอมาถึงบ้านอี้แล้วก็รู้สึกเหนือความคาดหมายของตัวเองเล็กน้อย จู่ๆ เธอก็รู้สึกหวาดกลัว

            “ไม่เป็นไรหรอก บ้านฉันเป็นธรรมชาติมาก เธอไม่ต้องระวังอะไร ตอนนี้ในบ้านมีแค่น้ากับคุณอาสองคน แล้วก็พี่เลี้ยงสองสามคน ไม่มีคนอื่นแล้ว”

            เยี่ยฉินพยักหน้า เดินตามเธอเข้าไปในสถานที่ที่คล้ายกับปราสาทวัง เธอสังเกตเห็นการออกแบบที่ประณีตในทุกๆ ที่ มันเหมือนว่าใครบางคนกำลังสร้างกรอบความฝันของคนคนหนึ่งขึ้นมาใหม่

            คุณแม่อี้สั่งให้คนใช้ทำความสะอาดห้องที่ชั้นหนึ่งแล้วปล่อยให้เยี่ยฉินเข้าไปพักอาศัย อุ่นนมแก้วหนึ่งและเอาไปให้เธอด้วยตัวเอง พูดคุยกันสักพักแล้วให้เธอได้พักผ่อน ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องของกระเป๋าเดินทาง รอจนกระทั่งเธอจากไปแล้ว เยี่ยฉินเอนลงบนเตียง ค่อยๆ หลับตาลง

            เธอเหมือนกับว่าฝัน ในฝันมีกลิ่นหอมของใบหญ้าและนม อีกทั้งยังมีแสงอาทิตย์อันอบอุ่นราวกับอ้อมอกของคุณแม่

            “เป็นอะไรไป?” ในความสะลึมสะลือนั้น ราวกับว่าเธอได้ยินเสียงของคุณแม่อี้อีกครั้ง เธอขยับเขยื้อนตัวเล็กน้อยแล้วเข้าสู่ความฝันอีกครั้ง

        “เกิดอะไรขึ้น?” คุณแม่อี้พบว่าเยี่ยฉินตัวร้อน หลังจากปลุกอย่างไรก็ปลุกไม่ตื่นนั้น จึงรีบโทรเรียกหมอประจำครอบครัวทันที เขามองคุณแม่อี้ ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความหนักอึ้ง

————

ตอนที่ 157
โดย 

ตอนที่ 157 ด้านของพ่อแม่ (3)

             รอจนกระทั่งอี้เป่ยเฉินกลับมาแล้ว ทั้งสามคนก็กินข้าวที่คุณแม่อี้ทำเป็นมื้อสุดท้ายอย่างอิ่มหนำสำราญ จากนั้นก็ร่ำลากันสักพัก แล้วนั่งรถไปส่งคุณแม่อี้ที่สนามบินด้วยกัน

            “แม่คะ” อี้เป่ยซีมองแม่ของตัวเอง ดวงตายังคงแดงเล็กน้อย คุณแม่อี้กอดลูกสาวตัวเองแน่น “หนูจะคิดถึงแม่ค่ะ”

            “ถ้าลูกคิดถึงแม่ก็กลับบ้าน อย่าเป็นเหมือนเป่ยเฉิน พอมีเรื่องแล้วก็ทิ้งบ้าน”

            อี้เป่ยเฉินที่ถูกกล่าวถึงพูดครับๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในดวงตาก็มีความอาลัยอาวรณ์หนักอึ้ง

            “เอาล่ะ พวกลูกสองคนต้องรักกันนะ อย่าทะเลาะกันเพราะเรื่องเล็กน้อย เป่ยเฉินลูกเป็นพี่ชาย มีอะไรก็ยอมน้องสาว แม่จะพูดกับลูกอีกรอบ ลูกต้องจำไว้ให้ดีเข้าใจหรือเปล่า?” เธอมองไปยังอี้เป่ยเฉิน ในดวงตาราวกับว่ามีความหมายที่ต่างออกไป อี้เป่ยซีก้มหน้าต่ำ ไม่ได้คิดอะไร สีหน้าของอี้เป่ยเฉินจมอยู่ในความคิด

            คุณแม่อี้ตบไหล่ของลูกๆ ตัวเองเบาๆ รับกระเป๋าเดินทางของตัวเองแล้วขึ้นเครื่องไป เมื่ออี้เป่ยซีมองไม่เห็นเงาของแม่แล้วจึงดึงๆ แขนเสื้อของอี้เป่ยเฉิน “พี่ พวกเรากลับกันเถอะ”

            อี้เป่ยซีตอบว่าอืม แววตาที่มองอี้เป่ยซีนั้นครุ่นคิด

            “แม่ยายกลับไปแล้วเหรอ?” เพิ่งจะกลับถึงบ้าน อี้เป่ยซีก็ได้รับสายของลั่วจื่อหาน

            เธอวางของในมือลง “ใช่ กลับไปแล้ว คราวนี้ไม่มีใครช่วยฉันแล้ว นายอย่ารังแกฉันล่ะ”

            “ฉันเคยรังแกเธอตอนไหน?”

        จู่ๆ ฉากที่เหนือคำบรรยายเหล่านั้นวูบผ่านในหัวของอี้เป่ยซี เธอหน้าแดง “นาย นายนั่นแหละรังแกฉัน”

        ลั่วจื่อหานได้ยินน้ำเสียงของเธอแล้ว หัวเราะเสียงดัง “เป่ยซีหมายความว่า ฉัน รังแกเธอ?”

        รู้ว่าลั่วจื่อหานคิดทะลึ่ง อี้เป่ยซีแทบจะฝังหน้าเข้าไปในหมอน “ลั่วจื่อหาน นายรังแกฉันอีกแล้ว”

            “ตอนนี้เธอไม่ได้อยู่ตรงหน้าฉันนี่นา ฉันต้องการจริงๆ”

            “ชิ นายมันหน้าไม่อาย”

            “เป่ยซี”

            “หืม?”

            “ฉันเคยพูดหรือเปล่า ว่าฉันชอบเธอชอบเธอมากๆ”

            อี้เป่ยซีหัวเราะ “นายพูดแบบนี้ทุกวัน อัยยา ก็เป็นสามีภรรยากันแล้ว อย่าทำอะไรที่พวกข้าวใหม่ปลามันเขาทำกันเลย”

            “อืม คุณนายลั่วพูดได้ถูกต้องที่สุด”

            เธออึ้งไปครู่หนึ่ง “อืม คุณชายอี้ก็พูดถูก”

            หลังจากคุณแม่อี้ขึ้นเครื่องแล้วก็เจอกับเด็กสาวที่หน้าตาสะสวยมากคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าทำไมเธอมีความรู้สึกชอบเด็กสาวคนนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็นหน้า เด็กสาวก็สังเกตเห็นสายตาของเธอและยิ้มให้

            เมื่อเห็นรอยยิ้มที่อ่อนโรยของเธอ คุณแม่อี้หยุดเดินทันใด ในใจรู้สึกเจ็บปวดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

            เด็กคนนี้เป็นอะไรไป เธอเดินต่อไปข้างหน้า หาที่นั่งของตัวเองแล้วนั่งลง มองไปยังนอกหน้าต่าง ที่สนามบินมีเพียงไม่กี่คน มันดูเหงาหงอยอย่างเห็นได้ชัด เธออดไม่ได้ที่จะนึกถึงลูกชายและลูกสาวของตัวเอง นึกถึงเด็กสาวคนนั้นที่เพิ่งเจอเมื่อครู่

            เธอน่าจะอายุไล่เลี่ยกับพวกเป่ยซีล่ะมั้ง และดูเหมือนเป็นเด็กดีคนหนึ่ง

            คุณแม่อี้หยิบนิตยสารออกมาจากกระเป๋า อ่านด้วยความสนอกสนใจ จนเมื่ออ่านจบแล้ว จึงพบว่าคนที่อยู่ตรงหน้าก็คือเด็กสาวคนนั้น กำลังถือหนังสือเล่มใหญ่ บางทีก็ขมวดคิ้วบางทีก็ผ่านคลาย อ่านด้วยความจริงจังมาก

            ไม่รู้ว่าเป็นเพราะว่าใจตรงกันหรือเปล่า ขณะที่เธอเงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือ ก็เห็นสายตาของคุณแม่อี้ที่กำลังมองเธอด้วยความเอ็นดูพอดี ดวงตาของเยี่ยฉินขยับเขยื้อน วางหนังสือลงแล้วยิ้มให้เธอ

            “คุณน้า ตอนนี้ดึกแล้ว ทำไมคุณน้ายังไม่นอนล่ะคะ”

            “ยังไม่ง่วงเลย”

            “คุณน้ามาหาลูกที่เมือง B เหรอคะ?”

            คุณน้าพยักหน้า “ใช่แล้ว แต่น่าเสียดาย ไม่มีใครอยากกลับบ้านกับน้าเลย อยากอยู่เมืองนอกกันทั้งนั้น น้าก็เลยได้แต่กลับไปมือเปล่า แล้วเธอไปหาพ่อกับแม่ที่ประเทศ U เหรอ?”

            เมื่อพูดถึงพ่อแม่ของตัวเอง เยี่ยฉินก็ขมวดคิ้วเข้าด้วยกัน เผยรอยยิ้มจนใจออกมา “เปล่าค่ะ ฉันแค่อยากไปเที่ยว”

            คุณแม่อี้เห็นความเศร้าโศกในแววตาของเธอเมื่อเอ่ยถึงพ่อแม่ของตัวเอง ในใจก็เจ็บปวดด้วย น่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับแม่หนูคนนี้สินะ ความรู้สึกของคนเป็นแม่ท่วมท้นขึ้นมาอีกครั้ง

            “คนเดียว?”

            เธอพยักหน้า

            “ก็ดีนะ ไม่เหมือนลูกของน้า ลากให้เขาออกมาข้างนอกก็ไม่ยอม นับประสาอะไรกับไปเที่ยวข้างนอกคนเดียว ต่อให้ปล่อยเขาออกไปเดี๋ยวก็ทิ้งนั่นลืมนี่ น้าล่ะปวดหัวแทบตาย”

            เยี่ยฉินหัวเราะ ไม่รู้ว่าทำไมคำอธิบายแบบนี้ทำให้เธอนึกถึงเพื่อนซุ่มซ่ามข้างกายของตัวเองคนหนึ่ง “ฉันก็มีเพื่อนคนนึง เขาก็ชอบอยู่คนเดียว ออกไปข้างนอกก็ลืมนั่นลืมนี่”

            “งั้นต้องแนะนำเขาให้รู้จักกับลูกสาวของน้า ให้เขาได้เห็นตัวเองซะบ้าง”

            “อืม คุณน้าพูดถูกค่ะ”

            คุณแม่อี้คุยกับเยี่ยฉินอยู่นาน คุณแม่อี้รู้ว่าเยี่ยฉินเรียนหนังสือที่ประเทศ U กลับประเทศมาฝึกสอนอยู่หลายเดือน ตอนนี้อยากกลับไปเที่ยวที่ประเทศ U เธอยังรู้ว่าเยี่ยฉินเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้าน พ่อแม่รักเธอมาก เธอมองดูเยี่ยฉิน เหมือนกับแม่ที่มองดูลูกสาว ยิ่งมองก็ยิ่งสวย ยิ่งมองก็ยิ่งชอบ ไม่อยากแม้แต่จะละสายตาไปจากเธอ

            “คุณน้าคะ ที่หน้าฉันมีอะไรเหรอคะ?” เยี่ยฉินลูบคลำใบหน้าของตัวเอง เห็นว่ามือของตัวเองสะอาดมาก “ไม่มีอะไรนี่คะ”

            “หนูนี่น่ารักจริงๆ”

            “คุณน้าก็น่ารักมากค่ะ ตอนนี้ดึกมากแล้วจริงๆ คุณน้าพักผ่อนเถอะค่ะ อีกไม่กี่ชั่วโมงก็น่าจะถึงแล้ว”

            “ยังไม่รู้เลยว่าหนูจะไปไหน”

            เยี่ยฉินครุ่นคิด “ฉันลงรถที่ปานซื่อ แล้วกะว่าจะไปเที่ยวหนิ่วเจิ้นที่อยู่ข้างๆ”

            คุณแม่ตื่นเต้นฉับพลัน “บ้านของน้าก็อยู่ตรงนั้น ถ้าหนูไม่รังเกียจล่ะก็ หนูจะพักที่บ้านน้าสองสามคืนก็ได้ แล้วค่อยไปเจอเพื่อนของหนู”

            แม้เยี่ยฉินจะรู้สึกว่าคุณน้าที่อยู่ตรงหน้าใจดีมาก อีกทั้งยังคุยกับเธอถูกคอ แต่ว่าจะถือวิสาสะรบกวนคนอื่นแบบนี้เห็นทีจะไม่เหมาะสักเท่าไร จึงปฏิเสธคำเชิญของคุณแม่อี้ไปอย่างสุภาพแล้ว คุณแม่อี้ผิดหวังเล็กน้อย เยี่ยฉินสัญญาว่าคราวหน้าหากมีเวลาจะไปอย่างแน่นอน

            เมื่อฟ้าสว่าง เครื่องบินลงจอดตรงเวลา คุณแม่อี้กล่าวลากับเยี่ยฉินอย่างเสียมิได้ แล้วเข้าไปนั่งในรถ

            “คุณรู้จักเด็กคนนั้นเหรอ? ดูนิสัยดีนะ”

            คุณแม่อี้พยักหน้า “นั่นสิ อายุห่างจากเป่ยเฉินไม่เท่าไร เป็นเด็กดีเลยล่ะ”

            “คุณคงไม่ได้กะตือรือร้นจนคนเขากลัวแล้วหนีไปหรอกนะ”

            “ดูคุณพูดสิ จะเป็นไปได้ยังไง”

            “ไม่แน่ยัยหนูอาจคิดในใจว่าวันนี้ดันเจอคุณน้าแปลกๆ คนนึง”

            คุณแม่อี้มองค้อนเขาโกรธๆ “คุณน่ะอิจฉาที่ฉันกลับไปหาลูกๆ ได้แต่คุณกลับไปไม่ได้ ฉันได้เจอเด็กน้อยที่ฉันชอบแต่คุณไม่ได้เจอก็เลยพูดอะไรพวกนี้ยั่วโมโหฉันสินะ”

            คนที่ขับรถหัวเราะ ส่ายหน้า “เปล่านะ ผมมีคุณแล้ว ไม่มีอะไรแบบนี้ซะหน่อย แล้วก็ไม่มีอะไรน่าโมโหด้วย”

        คุณแม่อี้เผยยิ้มมีความสุข

————

ตอนที่ 156
โดย 

ตอนที่ 156 ด้านของพ่อแม่ (2)

             ว่ากันว่าความเจ็บป่วยนั้นมารวดเร็วปานภูผาถล่ม แต่กว่าจะหายไปนั้นเชื่องช้าราวกับหนอนที่คืบคลาน วันหยุดช่วงวันชาติสิ้นสุดลงแล้ว อี้เป่ยซีก็ยังไม่เห็นเยี่ยฉินกลับมาที่มหาวิทยาลัยอีก ‘คงไม่ได้มีเรื่องกับมู่ลี่ไป๋หรอกนะ’

            อี้เป่ยซีหาเบอร์ติดต่อของเยี่ยฉินแล้วโทรไป แต่คนที่รับสายกลับเป็นชายวัยกลางคนคนหนึ่ง อี้เป่ยซี

มองดูหมายเลข ‘ก็ถูกนี่นา ใช่เบอร์นี้แหละ’

            ทางนั้นถามว่าใครโทรมาอย่างหมดความอดทน

            “ฮัลโหล สวัสดีค่ะคุณอา หนูอยากคุยกับเยี่ยฉิน”

            “เธอรอแป๊บนะ”

            จากนั้นอี้เป่ยซีก็ได้ยินเสียงพูดคุยกันงึมงำ เยี่ยฉินก็เหมือนกับเด็กบ้านอื่นๆ บ่นเสียงเล็กเสียงน้อยกับพ่อของตัวเองราวกับเด็กน้อย

            “ฮัลโหล สวัสดีค่ะ”

            อี้เป่ยซีฟังออกว่าน้ำเสียงของเธอยังคงอ่อนแอเล็กน้อย อดไม่ได้ที่จะเป็นห่วง “เยี่ยฉิน เธอเป็นอะไรไป ดีขึ้นแล้วยัง”

            “เป่ยซีเหรอ”

            “ใช่แล้วๆ ฉันเอง ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน ทำไมเสียงยังแย่แบบนี้ล่ะ”

            เยี่ยฉินหัวเราะเสียงต่ำ “อืม ไม่มีอะไร ก็แค่ช่วงนี้เป็นหวัดนิดหน่อย ฉันแค่รู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะกับงานที่มหา’ลัยเท่าไร ก็เลยลาออก ตอนนี้อยู่ที่บ้านพ่อแม่ เธอไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอก”

            “เธอ กลับบ้านพ่อแม่เหรอ?”

            “ใช่แล้ว เดี๋ยวคิดจะไปเมืองนอก พอดีว่าอาจารย์ที่เคยสอนฉันมีตำแหน่งดีๆ อยากแนะนำให้ฉัน”

            “เธออยากจะหลบหน้ามู่ลี่ไป๋เหรอ?”

            เด็กสาวที่อยู่ปลายสายเงียบไปครู่ใหญ่ พ่นลมหัวเราะแต่กลับไม่มีน้ำเสียงใดๆ “จะเป็นไปได้ไง ฉันจะไม่เปลี่ยนชีวิตของฉันเพราะเขาหรอก แบบนั้นมันโง่เกินไปแล้ว ฉัน ทางนี้ยังมีธุระนิดหน่อย ไว้ค่อยคุยกันนะ วางหูละ บายๆ”

            เยี่ยฉินวางสาย ล้มตัวนั่งบนโซฟาเงียบๆ ร่างกายของเธอซูบผอม เธอเอามือปิดหน้าร้องไห้ออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ ‘มู่ลี่ไป๋ คราวนี้คุณวางใจเถอะ จะไม่มีคนมารบกวนชีวิตของคุณหรือขวางหูขวางตาคุณอีก ฉันจะไปแล้ว จะไม่มีวันไม่มีวันกลับมาที่นี่อีก คุณจะไม่ได้เจอฉันอีกตลอดไปและตลอดไป’

            “เสี่ยวนาน เป็นอะไรไป ทำไมถึงร้องไห้อีกแล้วล่ะ” เยี่ยฉินกอดแม่ของตัวเอง หายใจฟึดฟัด

            “เปล่าค่ะ เมื่อกี้พ่อหั่นพริกไม่ได้ล้างมือ แล้วมาโดนตัวหนู”

            “ตาแก่บ้านั่น เดี๋ยวแม่จะช่วยสั่งสอนพ่อให้ลูกเอง”

            “อืม ต้องสั่งสอนพ่อให้สาสมเลยนะคะ”

            คุณแม่เยี่ยมองลูกสาวของตัวเองด้วยความรัก “เสี่ยวนาน วางใจเถอะ ก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอว่ามันก็ต้องมีเวลาที่วิเคราะห์ผิดพลาดบ้าง เครื่องพวกนั้นอาจวิเคราะห์ผิดก็ได้ ตอนนี้ลูกก็อย่ากังวลนักเลย”

            “นั่นสิๆ หนูไม่กังวลหรอก”

            “เฮ้อ ยัยเด็กบ๊องของแม่เอ๊ย…”

            เยี่ยฉินพิงอยู่บนไหล่ของคุณแม่เยี่ย น้ำตาก็ไหลออกมาเงียบๆ เธอคุยเล่นกับแม่ของตัวเองครู่หนึ่งจากนั้นก็กลับห้อง ฉีกผลการวินิจฉัยทั้งหมดลงถังขยะ แล้วดึงซองจดหมายฉบับหนึ่งออกมา

            มันคือตั๋วเครื่องบินของคืนนี้ตอนสี่ทุ่ม เยี่ยฉินพิงอยู่ที่ประตู น้ำตาไหลอาบแก้ม ‘ขอโทษนะคะแม่ ให้อภัยที่ลูกสาวไม่กตัญญูด้วย แต่ว่าลูกสาวไม่อยากทำให้แม่กับพ่อต้องเหนื่อยแล้วจริงๆ พ่อกับแม่ทำเพื่อลูกสาวคนนี้มามากพอแล้ว’

            เมื่ออี้เป่ยซีกลับถึงมหาวิทยาลัยก็รู้สึกสับสน มีลางสังหรณ์ลางๆ ว่าจะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น แต่ก็บอกไม่ได้ว่ามันคืออะไร และไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น แค่รู้สึกว่าจิตใจว้าวุ่นเล็กน้อย

            พอกลับถึงบ้านก็เห็นฉินรั่วเข่อที่ไม่รู้ว่ากำลังคุยอะไรอยู่กับคุณแม่อี้

            “แม่คะ หนูกลับมาแล้ว”

            “เป่ยซี ลูกขึ้นไปข้างบนก่อน”

            อี้เป่ยซีพยักหน้าอย่างว่าง่าย สังเกตเห็นว่าสายตาที่คุณแม่อี้มองฉินรั่วเข่อนั้นมีความเย็นชาที่เฉียบคม เธอยังไม่เคยเห็นแม่ของตัวเองแสดงอาการเช่นนี้กับใครเลย

            “ฉะนั้น คุณหนูฉินก็เลยคิดจะใช้วิธีนี้ไต่เต้า?”

            “เปล่านะคะ ฉันก็แค่อยากให้คุณยอมรับเด็กคนนี้ คุณก็รู้ว่าฉันไม่มีความสามารถอะไร ฉันก็เลยหวังว่าลูกของฉันจะได้รับความดูแลจากอี้เป่ยเฉินและเติบโตขึ้นอย่างปลอดภัย ฉันก็แค่อยากบอกคุณเรื่องนี้”

            คุณแม่อี้หัวเราะเย็นชา “งั้นก็เป็นเรื่องของอี้เป่ยเฉินแล้ว ไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน”

            ฉินรั่วเข่อคิดไม่ถึงว่าคุณแม่อี้จะพูดอะไรแบบนี้ออกมา ริมฝีปากของเธอสั่นเทา ขาก็สั่นตามเล็กน้อย เธอหลับตาลงด้วยความขมขื่น “ขอโทษค่ะ ฉันก็แค่กลัว กลัวว่าเขาจะไม่เห็นด้วย”

            “ถ้าเธอกลัวจริงๆ ก็คงไม่ก้าวก่ายเรื่องของเป่ยเฉินกับเป่ยซีตั้งแต่แรกหรอก เธอนึกว่าฉันไม่รู้เรื่องที่เธอทำเหรอ ตอนนี้รู้ว่าเป่ยซีช่วยเธอไม่ได้ก็เลยคิดมาหาฉันงั้นเหรอ หึ คนอย่างเธอจะเอาอะไรมาพิสูจน์ฉันว่าเด็กคนนี้เป็นลูกของเป่ยเฉินจริงๆ”

            ฉินรั่วเข่อถอยหลังไปสองสามก้าว น้ำตาไหลลงอาบแก้ม “นี่เป็นเลือดเนื้อของอี้เป่ยเฉินจริงๆ ฉันไม่มีคนอื่นจริงๆ ไม่มีจริงๆ คุณป้าต้องเชื่อฉันนะคะ”

            “ฉันบอกแล้วว่านี่เป็นเรื่องของเธอกับอี้เป่ยเฉิน ไม่เกี่ยวกับฉันเลยสักนิดเดียว ถ้าเธอจะไม่เอาแล้วมาโยนให้ฉันก็ต้องให้เขาเลี้ยงเองอยู่ดี มันคือการตัดสินใจของอี้เป่ยเฉิน ถ้าเธออยากจริงๆ เธอก็ไปคุยเรื่องนี้กับเขาเอง ไม่ใช่ลงแรงในสิ่งที่ไม่ควรลงแรง” คุณแม่รู้สึกรังเกียจเล็กน้อย ฉินรั่วเข่อมองเธออีกรอบ กำหมัดแน่น แม้เล็บจิกเข้าไปในเนื้อแล้วเธอก็ยังไม่รู้สึก

            เธอพูดประโยคสุดท้ายว่า ‘รบกวนแล้ว’ แล้วจากจิ่นหยวนไปอย่างอมทุมข์

            ลูกแม่ ลูกว่าแม่ต้องทำยังไงถึงจะรักษาลูกเอาไว้ได้ ตอนนี้พี่ชายของลูกก็จากไปแล้ว แม่จะไม่ยอมให้ลูกจากไปทั้งแบบนี้อีก แม่จะต้องทำยังไง ทำยังไง…

            คุณแม่อี้โทรศัพท์ ไม่รู้ว่าพูดอะไร แล้วก็ขึ้นไปหาอี้เป่ยซีที่ชั้นบน อี้เป่ยซีกำลังยืนอยู่ข้างเตียง มองดูเงาที่ค่อยๆ ไกลออกไป รู้สึกว้าวุ่นในใจ

            “เป่ยซี กำลังดูอะไรน่ะ?”

            เธอกลับหลังหัน “หา เปล่าค่ะ ก็แค่มา ดึงผ้าม่าน ดึงผ้าม่าน” อี้เป่ยซีดึงๆ ผ้าม่าน คุณแม่อี้ก็ไม่ได้เปิดโปงเธอ ดึงมือของเธอมานั่งลงบนเตียง

            “เป่ยซี คืนนี้แม่ก็จะไปแล้ว”

            “หา เร็วจังเลย?”

            “ช่วงนี้พ่อของลูกสุภาพไม่ค่อยดี ให้แม่กลับไปดูแล”

            “พ่อไม่เป็นไรนะคะ?”

            คุณแม่อี้ถอนหายใจ “เขาจะเป็นอะไรได้ แกล้งทำทั้งนั้น สงสัยไม่อยากให้แม่อยู่กับพวกเธอสองคนไม่มีคนอยู่เป็นเพื่อนเขาล่ะมั้ง ลั่วจื่อหานเขาเป็นคนดีนะ” เธอยื่นมือเอาผมของอี้เป่ยซีเกี่ยวหู “เป่ยซี ลูกควรมองต่อไปข้างหน้า คิดถึงเรื่องอนาคตได้แล้วนะ”

            “เรื่องอนาคตยังบอกไม่ได้ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะชอบเด็กสาวสวยๆ คนอื่นก็ได้”

            “เหลวไหล จะมีเด็กสาวคนไหนที่สวยกว่าเป่ยซีของพวกเราล่ะ ถ้าเขารังแกลูกจริงๆ ล่ะก็ จะให้พี่ชายของลูกหักขาเขาซะ แม่จะคอยดูว่าจะยังมีสาวที่ไหนชอบเขาอีก”

            “แม่…”

            “เป่ยซี แม่ไปแล้วลูกต้องดูแลตัวเองให้ดีนะ อย่ามัวเอาแต่ใจ เป็นคนรักกันเล็กๆ น้อยๆ ก็ยอมให้กันเข้าใจหรือเปล่า”

            อี้เป่ยซีบ่นเสียงพึมพำ “ประโยคนี้ควรจะไปบอกลั่วจื่อหาน”

            “ลั่วจื่อหานไม่ยอมลูกเหรอ?”

        เธอแลบลิ้น บอกว่าใช่

————

ตอนที่ 155
โดย 

ตอนที่ 155 ด้านของพ่อแม่ (1)

           “เป่ยซี” ไม่รู้ว่าลั่วจื่อหานพุ่งมาหาเธอตั้งแต่เมื่อไร ขมวดคิ้วถามเธอ “เป็นอะไรไป?”

            อี้เป่ยซีส่ายหัว “ลั่วจื่อหานทำไมนายถึงแอบเข้าห้องน้ำผู้หญิง”

            ลั่วจื่อหานอุ้มเธอขึ้นมา “เธอเป็นอะไรไป?”

            เมื่อถึงหน้าประตู อี้เป่ยซีเห็นอี้เป่ยเฉินที่ร้อนรนพอๆ กัน นึกถึงคำพูดที่ฉินรั่วเข่อพูดกับเธอแล้วก็อยากจะพูดอะไรบางอย่างกับพี่ชายของตัวเอง แต่ก็เปลี่ยนใจ

            ช่างเถอะ ถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องของพวกเขา เธออย่าเข้าไปเกี่ยวข้องจะดีกว่า เธอก็ไม่ชอบฉินรั่วเข่อด้วย

            ไม่สน ไม่สน

            “เสี่ยวซี” อี้เป่ยเฉินมองเธออย่างเป็นกังวล อี้เป่ยซีหาว

            “พี่ไม่ต้องเป็นห่วงน่า เมื่อกี้ฉันก็แค่เดินเซ ไม่ระวังชนกับกำแพงเข้า ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร”

            “ไม่มีอะไรก็ดี”

            “ซุ่มซ่ามชะมัด” อี้เป่ยซีถูกเสียงไม่พอใจที่ดังอยู่เหนือศีรษะดึงดูดความสนใจ มองค้อนลั่วจื่อหานด้วยความโมโหเล็กน้อย

            ซุ่มซ่ามอะไรกัน เธอเรียกว่าอารมณ์วัยรุ่นต่างหาก

            “คุณลั่ว ได้โปรดระวังคำพูดของคุณหน่อยได้หรือเปล่า พูดจาให้มันดีๆ ได้ไหม” อี้เป่ยซีเบะปาก แต่ก็ยังปล่อยให้เขาอุ้มอย่างว่าง่าย

            “ฉันจะพาเธอไปตรวจที่โรงพยาบาล ไปก่อนล่ะ”

            “ไม่ ไม่ไปโรงพยาบาล”

            อี้เป่ยเฉินมองดูใบหน้าน้อยๆ ที่ยับย่นเข้าด้วยกัน หลุดขำ “โอเค แบบนี้ก็ดี”

            เพิ่งจะพูดจบ ลั่วจื่อหานก็อุ้มอี้เป่ยซีแล้วก้าวยาวๆ ออกไปจากโรงแรม เมื่อเห็นว่าไม่มีใคร อารมณ์เกี่ยงงอนของอี้เป่ยซีก็เพิ่มขึ้นอีกครั้ง เธอซบๆ หน้าอกของลั่วจื่อหาน “ลั่วจื่อหาน พวกเราไม่โรงพยาบาลได้ไหม?”

            “ไปตรวจสักหน่อย เธอกลัวอะไร”

            “ฉันก็แค่ ไม่ชอบโรงพยาบาล นายดูสิตอนกลางคืนสวยแบบนี้ ถ้าอยู่โรงพยาบาลก็สูญเปล่าสิ น่าเสียดายแย่เลย วิวสวยผู้หญิงสวย นายจะต้องรักษามันไว้ให้ดีนะ”

            ลั่วจื่อหานหัวเราะ ก้มหน้าลงจูบริมฝีปากของเธอ จนกระทั่งอี้เป่ยซีหายใจลำบากจึงปล่อยเธอ “ไปโรงพยาบาลก่อนค่อยมาต่อ” พูดถึงตรงนี้ก็สตาร์ทรถแล้ว

            “นายๆๆ ไร้ศีลธรรม ทำไมฉันถึงชอบคนอย่างนายนะ ไม่เข้าใจความรู้สึกฉันเลยสักนิด”

            ลั่วจื่อหานไม่ได้ตอบอะไร รถสปอร์ตสีดำแล่นไปอย่างรวดเร็วในยามค่ำคืน หลังจากตรวจร่างกายแล้วพบว่าไม่เป็นอะไร ลั่วจือหานจึงวางใจ แต่อี้เป่ยซีกลับไม่พอใจเล็กน้อย

            เธอจิ้มแขนของลั่วจื่อหานที่โผล่ออกมาด้านนอก “ก็บอกแล้วว่าไม่เป็นอะไร ยังจะพาฉันมาที่โรงพยาบาลอีก”

            “แบบนี้ฉันจะได้สบายใจ”

            “แต่ว่าฉันไม่สบายใจ แบบง้อยังไงก็ไม่หาย” พูดจบก็ปล่อยแขนของเขาแล้วออกจากโรงพยาบาล ลั่วจื่อหานถอนหายใจ เดินตามไป

            เขาคว้ามือของอี้เป่ยซี ถูกสะบัดออก แล้วคว้าไว้อีก แล้วถูกสะบัดอีก เป็นแบบนี้อยู่หลายครั้ง อี้เป่ยซี

มองเขาอย่างหมดความอดทนเล็กน้อย “สนุกมากไหม?”

            ลั่วจื่อหานพยักหน้า กอดเธอไว้ “เป่ยซี ไม่เป็นไร ที่จริงโรงพยาบาลไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เธอคิด มีคนจากไปก็มีคนเข้ามา มันก็เป็นแค่จุดเปลี่ยนถ่าย ใช่ว่ามาโรงพยาบาลแล้วจะต้องจากไป แล้วก็ใช่เพราะว่ามาโรงพยาบาลแล้วจะต้องเจ็บป่วย”

            อี้เป่ยซีสูดจมูกฟึดฟัด “ฉันรู้แล้วน่า แต่ว่าฉันก็แค่…ฮัดเช้ย…”

            เขารีบถอดเสื้อผ้าเพื่อห่มให้อี้เป่ยซี กุมมือน้อยๆ ของเธอในมือที่ใหญ่โตของเขา “ยังหนาวอยู่ไหม?”

            “ไม่หนาวแล้ว” เพียงชั่วครู่อี้เป่ยซีก็ตัดสินใจว่าจะเดินกลับบ้านด้วยกัน ลั่วจื่อหานเพียงแค่พยักหน้าอย่างเอ็นดู จูงมือน้อยๆ ของเธอเดินอยู่ในสายลมที่โชยอ่อน เงาของทั้งสองคนเกาะติดกันเหนียวแน่นภายใต้แสงไฟของถนน

            เมื่อมาถึงอะพาร์ตเม้นต์ก็เป็นเวลาสี่ทุ่มแล้ว อี้เป่ยซีอาบน้ำเสร็จแล้วล้มลงบนเตียง ต้องการจะนอน เธอหลับตา ในสมองว่างเปล่า ในขณะที่กำลังจะเข้าสู่ห้วงนิทรานั้น ก็มีอะไรบางอย่างอุ่นๆ หยุดอยู่ที่ริมฝีปากของเธอตลอดเวลา เธอกัดมันตามจิตใต้สำนึก สิ่งนั้นก็กัดเธอตอบ

            “อือ…ลั่ว…” จนกระทั่งจิตสำนึกที่ล่องลอยอย่างอิสระค่อยๆ คืนกลับมา ทั้งสองคนก็เผชิญหน้ากันซึ่งๆ หน้าแล้ว

            ลั่วจื่อหานไม่ได้เร่งการเคลื่อนไหว แต่ชื่นชมรูปร่างของอี้เป่ยซีภายใต้แสงไฟ ดวงตาทั้งสองข้างของเธอเต็มไปด้วยละอองน้ำ เพราะว่าเพิ่งถูกปลุกให้ตื่น ดวงตาจึงดูพร่าเลือนอยู่บ้างอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากแดงอ้าออกเล็กน้อยเหมือนเป็นคำเชื้อเชิญเงียบๆ

            ลำคอของลั่วจื่อหานขยับ “เป่ยซี เธอสวยมากเลย”

            “อืม…ลั่วจื่อหาน” อี้เป่ยซีรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของมือเขา ในใจก็สั่นสะท้านตามไปด้วย

            “หืม?”

            ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วก็ยังแสร้งถาม

            “อยากได้ไหม?” มือข้างนั้นของเขาแทบจะทำให้อี้เป่ยซีเสียสติไปแล้ว เธอตัวสั่นและพยักหน้า “ช่วยฉันหน่อย”

            “หึหึ นายนี่ร้ายจริงๆ” เสียงของเด็กสาวชัดเจนเป็นพิเศษภายในห้องที่เงียบสงัด ไฟในดวงตาของลั่วจื่อหานยิ่งลุกโชนและเร่งการเคลื่อนไหวของตัวเอง “อืม ช่วยฉัน ช่วยฉัน”

            เขายิ้มชั่วร้าย คลุ้มคลั่งตลอดคืน

            อี้เป่ยซีพลาดคาบเรียนที่สองในวันรุ่งขึ้น อย่างไรก็ตามเธอรู้สึกเกียจคร้านและไม่อยากไปคาบเรียนแรกของช่วงบ่าย เตะคนข้างๆ ด้วยความโมโหเล็กน้อย ลั่วจื่อหานคว้าข้อเท้าของเธอด้วยความแม่นยำ จากนั้นอี้เป่ยซีก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่อ่อนนุ่มและเปียกชื้นไต่อยู่บนหลังเท้าของตัวเอง

            “ลั่ว ลั่วจื่อหาน”

            ลั่วจื่อหานช่วยห่มผ้าให้เธอด้วยความพึงพอใจ จูบดวงตาของเธอ “นอนต่ออีกหน่อยเถอะ ฉันจะไปทำอาหารเช้าให้เธอกิน”

            อี้เป่ยซีห่อตัวอยู่ในผ้าห่มพร้อมพยักหน้า หลับตาลงอีกครั้ง

            วันชาติจีน อี้เป่ยซีพาลั่วจื่อหานไปเจอคุณแม่อี้ด้วยความเคอะเขิน แม้ว่าเธอจะไม่ค่อยพอใจผลลัพธ์ของทุกวันนี้ แต่ว่าเมื่อเห็นท่าทางที่ลั่วจื่อหานปฏิบัติต่ออี้เป่ยซีแล้ว ก็เห็นด้วยความความรักของพวกเขาทั้งสองคนอยู่บ้าง คุณแม่อี้เรียกลั่วจื่อหานไปคุยในห้องหนังสืออยู่นานสองนาน อี้เป่ยซีที่รออยู่ชั้นล่างกุมมือกันด้วยความตื่นเต้นตลอดเวลา

            “เสี่ยวซี เธอไม่ต้องเป็นห่วง” อี้เป่ยซีชงชาผู่เอ๋อ ส่งให้อี้เป่ยซีหนึ่งแก้ว เธอดื่มไปคำหนึ่ง ยังคงมองชั้นบนด้วยความกังวลเล็กน้อย

            “ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าคนที่มาเจอผู้ใหญ่เป็นฉันเลย”

            “เธอ ไปเจอผู้ใหญ่บ้านลั่วจื่อหานแล้วเหรอ?”

            อี้เป่ยซีสูดหายใจลึก “ยังเลย พี่ พี่ว่าทำไงดีล่ะ” อี้เป่ยซีหน้าบูดบึ้ง ราวกับว่าเกิดเรื่องใหญ่ราวกับฟ้าจะถล่มลงมา

            อี้เป่ยเฉินตบๆ ไหล่ของเธอเป็นการปลอบใจ “ไม่มีอะไรหรอก เป่ยซีของพวกเราน่ารักขนาดนี้ ไม่ว่าใครก็ชอบทั้งนั้นแหละ เธอไม่ต้องเป็นห่วง”

            “เพราะว่าพวกพี่ชอบฉันก็เลยรู้สึกว่าฉันน่ารักล่ะมั้ง”

            “เพราะว่าเสี่ยวซีน่ารักถึงได้ชอบต่างหาก เธออย่าเพิ่งคิดอะไรไร้สาระเลย…” เขายังไม่ทันพูดจบ อี้เป่ยซีก็วิ่งขึ้นชั้นบนไป อี้เป่ยเฉินมองดูร่างสีขาวนั้น แววตามืดมนลงอย่างช่วยไม่ได้

            “แม่คะ” อี้เป่ยซียิ้มให้คุณแม่อี้ จูงมือของลั่วจื่อหาน

            “ทำไม ลูกยังไม่ได้แต่งกับเขาสักหน่อย ก็เริ่มปกป้องเขาไม่ต้องการแม่คนนี้แล้วเหรอ”

            อี้เป่ยซีหน้าแดง “แม่คะ แม่พูดอะไรน่ะ”

        แต่ลั่วจื่อหานโอบอี้เป่ยซีอย่างใจเย็นมาก พูดอยู่ข้างหูเธอ “ไม่ต้องเป็นห่วง”

————

ตอนที่ 154
โดย 

ตอนที่ 154 เรื่องรักๆ ใคร่ ๆ (11)

             เยี่ยฉินหัวเราะแห้งๆ สองสามที เขาต่างหากที่ไม่เคยให้สถานะอะไรกับเธอเลย เธอได้มอบทุกอย่างให้แก่เขาแล้วไม่ใช่เหรอ เธอได้ทำสุดกำลังของเธอแล้วแต่ว่าก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเขาไม่เคยคิดที่จะพาเธอไป เพราะเธอไม่มีความสามารถอะไรที่คู่ควรจะไปกับเขา

            “เป่ยซี ช่วยรินน้ำให้ฉันสักแก้วได้ไหม”

            อี้เป่ยซีพยักหน้า เธออยู่กับเยี่ยฉินสักพักก็ขอตัวแล้ว เมื่อเธอออกมาก็เห็นลั่วจื่อหานนั่งอยู่บนเก้าอี้ตามลำพัง กำแพงสีขาวที่ด้านหลังกลายเป็นพื้นหลังที่ทำให้เขาดูเด่นขึ้น เขากำลังดูโทรศัพท์มือถืออย่างจริงจัง นิ้วที่เรียวยาวปัดหน้าจอ คิ้วขมวดกันเป็นครั้งคราวไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ อี้เป่ยซีเดินไปข้างหน้า สองมือกอดแขนของเขาไว้

            ลั่วจื่อหานละสายตาออกจากโทรศัพท์มือถือ จิ้มๆ ศีรษะของเธอ “เป็นอะไรไป?”

            “รู้สึกว่าเกือบไปแล้ว อีกนิดเดียวก็จะพลาดนายไปแล้ว”

            “อืม ใช่ งั้นเธอก็ต้องรักษาไว้ให้ดีนะ”

            “นายก็เหมือนกันนะ ลั่วจื่อหาน นายแต่งกับฉันดีไหม ไม่ก็ฉันแต่งกับนายก็ได้”

            มือของลั่วจื่อหานออกแรงจิ้มไปที่หน้าผากของเธอ อี้เป่ยซีขมวดคิ้วด้วยความเจ็บปวด มองเขาอย่างน้อยใจ “ทำอะไรน่ะเจ็บนะ”

            “งั้นฉันจะเป่าให้เธอ”

            “อืม ต้องเป่านะ”

            สองวันต่อมา วันเกิดของอี้เป่ยเฉินไม่ได้ถูกจัดอย่างใหญ่โต เพียงแค่จองห้องส่วนตัวในโรงแรมไว้ และเชิญคนในสาขาไม่กี่คนมาพบปะกัน อี้เป่ยซีก็รู้สึกสบายใจ หลังจากเลิกเรียนแล้วก็นั่งรถของลั่วจื่อหานมาถึงโรงแรมที่พวกเขาบอก

            จนกระทั่งเมื่อเธอมาถึง คนที่ควรมาก็มาครบหมดแล้ว อี้เป่ยซีดึงตัวลั่วจื่อหาน คนหนึ่งสง่าผ่าเผย อีกคนท่าทางเหมือนหัวขโมย เดินห่อตัวไม่กล้ามองอี้เป่ยเฉิน

            เมื่อแขกเหรื่อเห็นว่าลั่วจื่อหานปรากฏตัวในงานปาร์ตี้ที่ค่อนข้างส่วนตัว ก็ต่างคาดเดากันว่ามีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับคนนั้น ตอกย้ำการคาดคะเนของตัวเอง

            ลือกันว่าคุณหนูของบ้านอี้คบหาดูใจกับลั่วจื่อหาน ดูท่าทางของสองคนนี้แล้วสงสัยว่าจะมีเรื่องแบบนี้จริงๆ ใครจะรู้ว่าประธานลั่วลั่วจื่อหานที่ไม่มีความสนใจในผู้หญิง สุดท้ายก็ยังโดนเด็กสาวคนนั้นจากบ้านอี้รวบตัวไป ในใจอดไม่ได้ที่จะเสียดายจริงๆ

            และก็มีคนคิดว่าที่แท้ก็ชอบผู้หญิงประเภทนี้นี่เอง รู้งี้ทำตัวแบบนี้ตั้งแต่แรก เผื่อจะได้อะไรจากตัวประธานลั่วบ้าง

            อี้เป่ยซีกวาดตามองผู้คนที่อยู่ในห้อง อี้เป่ยเฉินเห็นว่าลั่วจื่อหานมาแล้ว แม้จะเป็นไปตามความคาดหมาย แต่ว่าในใจยังรู้สึกเบื่อหน่ายเล็กน้อย สุดท้ายก็ยังออกไปต้อนรับ บนใบหน้ายังมีรอยยิ้มที่สง่างามดังเช่นปกติ

            “ประธานลั่ว”

            “ประธานอี้”

            ความคุ้นเคยระหว่างคนทั้งสองทำให้คนที่นั่งอยู่งุนงงเล็กน้อย พวกเขาล้วนเป็นเด็กหนุ่มที่มีความสามารถในความคิดของคนเมือง A

            อี้เป่ยซีกระชากแขนเสื้อของลั่วจื่อหานฉับพลัน การแข่งขันในความมืดระหว่างทั้งสองคนจึงสิ้นสุดลง ลั่วจื่อหานส่งยิ้มวางใจให้กับอี้เป่ยซี นั่งลงข้างๆ อี้เป่ยซีอย่างว่าง่าย

            ตรงกลางมีเพื่อนของอี้เป่ยเฉินนั่งอยู่มากมาย ระหว่างที่กำลังสังสรรค์กันอยู่นั้น อี้เป่ยซีก็ดื่มไวน์ไปหลายแก้ว พิงอยู่บนตัวคุณแม่อี้ด้วยความมึนเมาเล็กน้อย มองดูลั่วจื่อหานกับอี้เป่ยเฉินที่คุยโต้ตอบกันไปมา ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะโง่ๆ ออกมาสองสามที

            สองคนนี้คือผู้ชายที่ฉันชอบมากที่สุด เธอดูสิ ว่าพวกเขาเข้ากันได้ดีแค่ไหน

            “เป่ยซี” คุณแม่อี้เรียกชื่อเธอข้างหูแผ่วเบา อี้เป่ยซีขานรับด้วยความมึนงงเล็กน้อย “ดื่มชาสักหน่อยเถอะ”

            “อืมๆ ดื่มชา ดื่มชา” เธอจิบชาที่คุณแม่อี้ส่งมาอย่างเชื่อฟัง และยังเลียริมฝีปากราวกับว่าอยากดื่มต่อ การกระทำเล็กๆ พวกนี้ไม่รอดพ้นสายตาของลั่วจื่อหาน เขาเพียงรู้สึกเหมือนมีเสียงระเบิดดังปัง ดื่มเหล้าในแก้วรวดเดียวหมด แม้จะเติมน้ำแข็งลงไปแล้ว ลั่วจื่อหานก็ยังรู้สึกว่าไม่สามารถผ่อนคลายความเร่าร้อนในร่างกายของตัวเองได้

            อี้เป่ยซีไม่รู้เรื่องเลย ฟุบลงบนโต๊ะอย่างว่าง่าย หลังจากดื่มไปหลายรอบ ผู้คนก็ทยอยกลับแล้ว ลั่วจื่อหานกล่าวขอตัวแล้วก็เดินออกไป อี้เป่ยเฉินตามหลังเขาไป เมื่อเห็นทั้งสองคนออกไป อี้เป่ยซีลุกขึ้นตัวโซเซต้องการจะออกไปด้วย

            “เป่ยซี” คุณแม่อี้ดึงเธออย่างเป็นห่วง อี้เป่ยซีตบๆ หลังมือของแม่ตัวเอง “หนูแค่ไปห้องน้ำค่ะ ไม่มีเรื่องอะไรหรอกค่ะ”

            เธอเดินตุปั๊ดตุเป๋ สติยังคงไม่ครบถ้วน ประคองกำแพงเดินไปยังห้องน้ำ แต่มือกลับถูกคนคว้าเอาไว้ เธอหรี่ตา ต้องการมองให้ชัดเจนว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคือใคร แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถโฟกัสได้

            “เธอเป็นใครน่ะ?”

            “เป่ยซี ฉันเอง” เสียงนั้นคุ้นเคยจนราวกับว่ามีน้ำเย็นสาดใส่อี้เป่ยซี เธอสะบัดหัวและสายตาก็เริ่มชัดเจนขึ้น เธอจึงเห็นคนนั้นที่พูดและคว้ามือของเธออย่างชัดเจน

            “ฉินรั่วเข่อ เธอหาฉันมีอะไร”

            อี้เป่ยซีมั่นใจเป็นอย่างมาก เธอไม่มีความรู้สึกอื่นใดกับอี้เป่ยเฉินแล้ว แต่ว่าเธอก็ต้องยอมรับว่าตอนที่เธอเห็นอี้เป่ยเฉินกับฉินรั่วเข่อทำเรื่องแบบนั้นอยู่ในห้องของตัวเอง เธอรู้สึกทั้งขยะแขยงและเสียใจ จากนั้นก็ไม่ได้มีความรู้สึกดีกับเธออีก รวมทั้งเรื่องที่เกิดขึ้นหลังนั้น ทำให้ยิ่งไม่ชอบสองพี่น้องมากขึ้นไปอีก

            จู่ๆ ดวงตาของฉินรั่วเข่อแดงก่ำ น้ำตาเม็ดโตร่วงหล่น อีกทั้งยังร่วงอยู่บนแขนของอี้เป่ยซีสองสามเม็ด เธอสะบัดมือออกอย่างหมดความอดทน “คุยกันดีๆ ไม่ได้หรือไง ตอนนี้มาร้องไห้อะไรอีก?”

            “เป่ยซี เธอสงสารฉันหน่อยได้ไหม ยกอี้เป่ยเฉินให้ฉันได้หรือเปล่า ตอนนี้ฉันจากเขาไปไม่ได้แล้วจริงๆ”

            อี้เป่ยซีนวดคลึงหู ทำเป็นว่าไม่ใส่ใจ “ถ้าเธอชอบพี่ชายฉันก็มาแย่งเองสิ ตอนนี้ฉันไม่มีความหมายอะไรกับเขาแล้ว แต่ถ้าชอบใครสักคนจะลองดูสักตั้งก็ได้ แต่ว่าอย่าใช้วิธีอะไรที่มันสกปรก พี่ฉันเกลียดอะไรแบบนั้นที่สุดเลย”

            “แต่ว่า แต่ว่า ฉันเทียบกับเธอไม่ได้ แล้วก็เทียบกับคุณหนูตระกูลใหญ่บ้านอื่นไม่ได้ด้วย เธอเป็นคนที่มีพลัง หน้าตาก็สวย แถมยังมากความสามารถ แต่ฉันกลับเทียบไม่ติดเลย”

            “นี่มันไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องที่เธอชอบพี่ชายฉัน”

            “เป่ยซี” ฉินรั่วเข่อคว้าแขนของอี้เป่ยซี “เธอช่วยฉันหน่อยได้ไหม ฉัน ฉัน ตอนนี้ มีเลือดเนื้อของเป่ยเฉินแล้ว ฉันกลัว ฉันกลัว ถ้าเขาไม่ชอบฉันล่ะก็…แต่ว่าเด็กเขาบริสุทธิ์นะ”

            จู่ๆ อี้เป่ยซีก็รู้สึกมือเท้าเย็น เธอมองฉินรั่วเข่อด้วยสายตาเย็นชา ‘ไม่สนใจเรื่องพวกนี้จริงเหรอ แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ชอบ ก็จะเต็มใจมีลูกให้เขางั้นเหรอ?’

            “นี่เป็นเรื่องระหว่างเธอกับพี่ชาย ฉันเข้าไปยุ่งไม่ได้ ขอโทษที”

            “เป่ยซี เป่ยซี เธอจะต้องช่วยฉันนะ เป่ยซี” เพราะว่าฉินรั่วเข่อตื่นเต้นมากเกินไปจึงผลักอี้เป่ยซีเข้ากับกำแพงเสียงดังปัง อี้เป่ยซีอดไม่ได้ที่จะย่อตัวลง

            “เป่ยซี เธอ เธอไม่เป็นไรนะ” น้ำตายังคงร่วงไม่หยุด เธอร้องไห้จนอี้เป่ยซีรำคาญ ตะคอกเธอไปคำหนึ่ง เธอจึงปิดปากสะอึกสะอื้น ย่อตัวลงข้างเธอ

            “เป่ยซี ขอร้องล่ะ”

            “ฉันเคยบอกเธอแล้ว…” ไม่รู้ว่าเธอได้ยินเสียงอะไร ก็หายตัวเข้าไปในห้องน้ำแล้วในพริบตา อี้เป่ยซีลูบแผลบนหน้าผากของตัวเองอย่างหงุดหงิด

        บ้าจริง รู้งี้ก็ไม่ออกมาแล้ว

————

ตอนที่ 153
โดย 

ตอนที่ 153 เรื่องรักๆ ใคร่ ๆ (10)

             ไม่ว่าอี้เป่ยซีจะร้องขอความเมตตาอย่างไร ลั่วจื่อหานก็ไม่ได้ปล่อยเธอไปง่ายๆ จนกระทั่งเสร็จกิจแล้ว อี้เป่ยซีก็เหนื่อยจนแม้แต่ตาก็ลืมไม่ขึ้น

            ลั่วจื่อหานกอดเธออีกครั้ง คุยกันเรื่องงานเขียนสักพัก อี้เป่ยซีก็ผล็อยหลับไปภายใต้เสียงอันไพเราะของเขาแล้ว ลั่วจื่อหานมองดูใบหน้าหลับใหลของเธอ จูบหน้าผากของเธอแล้วลุกลงจากเตียงไป

            หลังจากจัดเก็บห้องสักครู่และจัดการเรื่องงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์แล้ว เขาก็กะเวลาเพื่อลงไปชั้นล่างและเริ่มทำกับข้าว

            อี้เป่ยซีรู้สึกว่าตัวเองถูกความหิวปลุกให้ตื่น อีกทั้งยังฝันด้วยความงุนงง ฝันว่ามีน่องไก่ชิ้นใหญ่วางไว้ตรงหน้าตัวเองแต่กลับถูกลั่วจื่อหานแย่งไปแล้ว ไม่ว่าเธอจะอ้อนวอนอย่างไรเขาก็ไม่ให้เธอ

            เรื่องมันเลวร้ายจนปลุกให้อี้เป่ยซีตื่นจากความโมโห เธอลืมตา บนตัวยังมีความเหนื่อยล้าที่อธิบายไม่ถูก มองไปรอบทิศ กลิ่นหอมที่ลอยมาจากชั้นล่างนั้นปลุกความหิวโหยที่แอบแฝงไว้ เธอพันตัวด้วยผ้าปูเตียง เปิดตู้เสื้อผ้าออกด้วยความรู้สึกโชคดี ครึ่งหนึ่งเป็นเสื้อผ้าของผู้หญิง อีกครึ่งหนึ่งเป็นเสื้อผ้าของผู้ชาย ดวงตาเธอร้อนผ่าวเล็กน้อย เธอเลือกสวมใส่เสื้อคอเต่า ขนาดและสไตล์เข้ากันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

            “ตื่นแล้วเหรอ” ลั่วจื่อหานยกกับข้าวจานสุดท้ายออกมาจากห้องครัว มองอี้เป่ยซีที่ลงมาชั้นล่าง เธอนั่งลงด้วยรู้สึกที่ยังโมโหเล็กน้อย หยิบตะเกียบแล้วกินทันที อาหารร้อนลวกในปากของเธอโดยตรง อี้เป่ยซีรีบบ้วนมันออกมา

            “ทำไมถึงเหมือนเด็กๆ เลย” ลั่วจื่อหานวางน้ำแก้วหนึ่งข้างๆ เธอ “ไม่เป็นไรนะ”

            อี้เป่ยซีส่ายหัว คิดอยู่ในใจว่าต้องโทษนายนั่นแหละ

            “อืม เพราะอาหารฉันไม่ดีเอง” ลั่วจื่อหานไม่ได้นั่งตรงข้ามเธออีก แต่ลากเก้าอี้ข้างๆ แล้วนั่งลงข้างเธอโดยตรง ตักอาหารใส่ถ้วยของเธอ “เป็นการชดเชยเธอ”

            อี้เป่ยซีดื่มน้ำไปอึกใหญ่ หรี่ตา อารมณ์ดีขึ้นในทันใด เริ่มกินอย่างมีความสุข

            “ลั่วจื่อหานนายทำกับข้าวอร่อยจริงๆ”

            “ตอนนี้น่าจะแก้คำพูดแล้วหรือเปล่า”

            เธออึ้งไปครู่หนึ่ง มือถูอยู่ที่แหวนบนนิ้ว “คุณอาลั่ว ทำกับข้าวที่คุณอาทำอร่อยจริงๆ ค่ะ”

            “หลานสาวตัวน้อย ถ้าอร่อยก็กินเยอะๆ นะ”

            อี้เป่ยซีมองค้อน แล้วต่อสู้กับอาหารที่อยู่ด้านหน้าต่อ หลังจากทั้งสองคนกินเสร็จแล้ว ก็เข้าครัวและเริ่มเก็บข้าวของด้วยกัน อี้เป่ยซีเช็ดถ้วยอยู่ด้านข้าง “ลั่วจื่อหาน ฉันอยากไปเยี่ยมเยี่ยฉิน”

            “ได้สิ เดี๋ยวจะพาเธอไป”

            “จริงเหรอ ดีจังเลย”

            ลั่วจื่อหานยื่นจานใบสุดท้ายให้เธอ ถอนหายใจ “ฉันเคยโกหกเธอเมื่อไรกัน?”

            อี้เป่ยซีโอบเอวของลั่วจื่อหานโดยไม่สนใจมือของตัวเองที่เปียกน้ำ “เปล่า เปล่า เอ๊ะ ช่วงนี้คุณอาลั่วสมบูรณ์จังเลยนะ”

            “ก็เพราะว่าหลานสาวเลี้ยงดี” คำพูดที่มีนัยยะแอบแฝงทำให้อี้เป่ยซีหน้าแดง มือของเธอแข็งทื่อไปครู่หนึ่งแล้วลดลงช้าๆ เช็ดน้ำบนเสื้อของเขาเป็นการแก้แค้น แล้วก็วิ่งออกไปเหมือนเด็กซนที่เล่นพิเรนทร์ หลังจากลั่วจื่อหานเก็บของเรียบร้อยแล้วก็ล้างมือ

            เขานั่งอยู่ข้างอี้เป่ยซี กอดเธอไว้ในอ้อมแขน “หลานสาวซนอีกแล้ว”

            อี้เป่ยซียิ้มให้เขาอย่างเอาอกเอาใจ “คุณอาลั่วรักฉันที่สุดเลย”

            ลั่วจื่อหานโน้มตัวลงพูดข้างหูของเธอ “เธอเพิ่งรู้เหรอว่าคุณอาลั่วรักเธอ”

            “ลั่วจื่อหาน ทำไมเมื่อก่อนถึงไม่รู้ว่านาย…หน้าไม่อายแบบนี้”

            “รู้ตอนนี้ก็ยังไม่สาย ฉันจะไปเปลี่ยนเสื้อ แล้วพวกเราค่อยออกไป?”

            อี้เป่ยซีซุกอยู่ในอ้อมอกของเขาพร้อมพยักหน้า แต่ไม่มีความต้องการจะลุกขึ้นเลย ลั่วจื่อหานยิ้ม “หรือว่าหลานสาวยังอยากทำอะไรอีกรอบ?”

            เธอเด้งตัวออกมาจากอ้อมกอดของเขาทันใด “เปล่า เปล่า นายไปเถอะ รีบไปเถอะ ฉัน ฉันรอนายตรงนี้แหละ”

            ลำคอของลั่วจื่อหานขยับเขยื้อนและบ่นพึมพำ อี้เป่ยซีนั่งดูโทรทัศน์อย่างขาดความสนใจ จนกระทั่งลั่วจื่อหานลงมาจากชั้นบน เขาเปลี่ยนการแต่งตัวเหมือนตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงยีนส์กับรองเท้าผ้าใบสีขาว ในความเป็นผู้ใหญ่นี้ยังแฝงด้วยความอ่อนเยาว์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขา มีกลิ่นหอมของแสงแดดและกลิ่นสดชื่นจากใบหญ้า

            “ว้าว”

            “ชอบไหม?”

            “อืม คิดไม่ถึงว่าคุณอาจะหนุ่มขนาดนี้” ลั่วจื่อหานหัวเราะ พอใจกับปฏิริยาของเธอมาก ลากมือของเธอแล้วเดินไปยังลานจอดรถ ระหว่างทาง อี้เป่ยซีมองเขา อาลัยอาวรณ์ที่จะจากไป

            “เป่ยซี”

            เธอหันไปมองเขาด้วยความสดใส ดวงดาวเล็กส่องประกายในดวงตาของเธอ “หา มีอะไร เรียกฉันทำไม?”

            เขาขยับริมฝีปาก แล้วเปลี่ยนหัวข้อ “ไม่มีอะไร”

            เมื่อมาถึงห้องคนไข้ อี้เป่ยซีมองเห็นภายในห้องวีไอพีที่ว่างเปล่าจากช่องประตู มีเพียงมู่ลี่ไป๋นั่งอยู่ข้างเตียงเพียงลำพัง กำลังเช็ดใบหน้าให้กับหญิงสาวที่อยู่บนเตียง แม้จะมองไม่เป็นสีหน้าของเธอ แต่ว่าจากการกระทำที่อ่อนโยนนั้นก็มองออกว่าเขาทะนุถนอมเธอมากแค่ไหน

            มู่ลี่ไป๋กระทำด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ กลัวจะปลุกให้เธอตื่น แต่ก็อยากเห็นดวงตาที่สดใสของเธอ แต่ก็กลัวจะเห็นแววตาที่เย็นชาของเธอ

            เยี่ยฉิน พวกเราผิดพลาที่ตรงไหนกันแน่ ถึงทำให้คุณกับผมขาดการติดต่อกันโดยสิ้นเชิง

            เมื่อเขาสังเกตเห็นว่ามือของเยี่ยฉินขยับ ตัวก็แข็งทื่อ แต่เมื่อไม่มีสัญญาณว่าเธอจะตื่นจึงกระทำการเคลื่อนไหวของตัวเองต่อไป เม้มปากแน่น ราวกับว่ากำลังข่มอะไรบางอย่างไว้

            อี้เป่ยซีถอนกลับมาอยู่ข้างๆ ลั่วจื่อหานอีกครั้ง มองเขาด้วยแววตาเจ็บปวดเล็กน้อย ลั่วจื่อหานไม่พูดจา กอดเธอไว้ในอ้อมแขน ปลอบโยนเธอเงียบๆ

            จนกระทั่งนางพยาบาลมาเรียกให้มู่ลี่ไป๋ไปทำการผ่าตัดแล้ว เขาจึงค่อยๆ จากไปอย่างเสียมิได้ คนที่นอนอยู่บนเตียงก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา

            เมื่อครู่เธอกำลังฝันงั้นเหรอ ความรู้สึกในฝันนั้นช่างดีเหลือเกิน นานแค่ไหนแล้วนะที่ฝันเห็นเขาแล้วไม่ร้องไห้

            มู่ลี่ไป๋ ความอ่อนโยนครั้งสุดท้ายเป็นการบอกฉันว่าพวกเราจะต้องจบกันและฉันจะต้องเลิกคิดถึงคุณงั้นเหรอ มันเป็นการบอกเธอว่า เธอเป็นเพียงคนไข้ธรรมดาคนหนึ่งของมู่ลี่ไป๋ก็เท่านั้น

            เยี่ยฉินยังไม่ทันจะเสียใจอะไรมากอีก อี้เป่ยซีก็เคาะประตูแล้วเดินเข้ามา “เยี่ยฉิน เธอไม่เป็นไรนะ”

            ใบหน้าของเธอยังคงไร้สีเลือดใดๆ “ฉันไม่เป็นไร ทำให้เธอเป็นห่วงแล้วเป่ยซี”

            “ครั้งนี้เธอควรจะขอบคุณมู่ลี่ไป๋เขา เขาเป็นคนพาเธอมา”

            “มันคือจรรยาบรรณของหมอ ฉันจะต้องขอบคุณพวกเขาอยู่แล้ว”

            อี้เป่ยซีครุ่นคิด “เยี่ยเฉิน เธอรู้ว่าเป็นมู่ไป๋เหรอ?”

            เยี่ยฉินยิ้มเจื่อน พยักหน้า อี้เป่ยซีพูดต่อ “ตอนที่มู่ไป๋เข้าชมรม ฉันบังคับให้สือนั่วประเมินเขานิดหน่อย จะได้ทำให้มันถูกต้องและมีเหตุผล ส่วนมู่ลี่ไป๋ก็ยินดียอมรับ ฉันจำได้ว่ามีผู้หญิงที่ชมรมถามว่าทำไมเขาต้องร้องเพลงนึงให้พวกเราตอนที่เข้าร่วมชมรมด้วย”

            ‘เธอยังคงได้ยินเพลงของฉันสินะ ตอนนี้เธอจะอยู่ที่ไหนกัน เธอไม่เคยคิดถึงสถานะของฉันสินะ ถ้าเธอไม่เข้าใจความเจ็บปวดของฉัน ก็อย่าจากไปไหน อย่าจากไปไหนเลย’

        “เยี่ยฉิน ฉันไม่รู้ว่าเป็นเพราะเธอหรือเปล่า แต่ว่าน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยเรื่องราวจริงๆ มันทำให้ทุกคนประทับใจมาก”

————

ตอนที่ 152
โดย 

ตอนที่ 152 เรื่องรักๆ ใคร่ ๆ (9)

         หลังจากที่ผู้ชายอ่อนโยนคนนั้นได้ยินเสียงตะโกนอันแหลมสูงของอี้เป่ยซีแล้ว รีบหันมาทันที เห็นเยี่ยฉินที่กึ่งล้มอยู่บนตัวเธอก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงเดินเข้าไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ลังเลอยู่นั้นก็มีคนหนึ่งพุ่งตัวเข้าไปจากด้านข้างเขา อุ้มเธอขึ้นมา

            “มู่ลี่ไป๋ มู่ลี่ไป๋ นายดูสิว่าเขาเป็นยังไงบ้าง หน้าซีดตั้งแต่เช้าแล้ว” อี้เป่ยซีวิ่งเหยาะตามเขาไปอย่างเป็นห่วง

            “หนวกหูชะมัด ไม่ใช่ต้องพาเขาไปโรงพยาบาลหรอกเหรอ?”

            “คุณครับ ขอโทษนะครับ นี่คุณอุ้มอยู่คือแฟนของผม” ผู้ชายคนนั้นจู่ๆ ก็ขวางทางมู่ลี่ไป๋เอาไว้ อี้เป่ยซีมองค้อนเขา ในใจวิเคราะห์เขาในทางที่ไม่ดีทันที

            คนก็เป็นลมไปแล้วยังจะต้องจุกจิกกับเรื่องพวกนี้ด้วยเหรอ พาคนส่งโรงพยาบาลเพื่อดูอาการน่าจะสำคัญกว่ามั้ง

            มู่ลี่ไป๋ไม่ได้พูดอะไร เดินหลบไปอีกทางเขาก็ขวางไว้อีก อี้เป่ยซีคว้าแขนเสื้อของเขาทันที ลากเขาไปอีกทาง “คุณนี่เป็นบ้าหรือเปล่า ตอนนี้มันใช่เวลามาเถียงเรื่องพวกนี้เหรอ?”

            “นี่เป็นเรื่องของพวกเรา คุณหนูใหญ่อี้ไม่จำเป็นต้องมาก้าวก่าย” ทั้งแววตาและน้ำเสียงที่เขาใช้กับอี้เป่ยซีล้วนมีความดูถูก

            เหมือนกับที่คนอื่นเขาพูดจริงๆ ไม่รู้จักแยกแยะผิดถูก ชอบบงการทำตัวเป็นใหญ่ เยี่ยฉินไปคลุกคลีกับคนพวกนี้ได้ยังไงกัน ไม่น่าล่ะช่วงนี้คุณลุงถึงกำชับเขา ให้ระวังคนข้างกายของเยี่ยฉิน

            อี้เป่ยซีเห็นความไม่พอใจในดวงตาของเขาก็รีบถอยออกไปทันที คิ้วขมวดกัน พอเหลือบไปเห็นพวกมู่ลี่ไป๋ที่กำลังจะลับสายตาไปตรงหัวมุมก็รีบตามไป ไม่สนใจผู้ชายที่ชวนหัวเสียตรงหน้า

        มู่ลี่ไป๋ได้ยินเสียงฝีเท้าที่ชัดเจนอยู่ด้านหลัง หน้านิ่วคิ้วขมวด เอาคนใส่เข้าไปในรถแล้วออกรถไปทันที ทิ้งให้อี้เป่ยซีกระโดดโลดเต้นด้วยความโมโหอยู่ในกระจกมองหลัง

            “เอาล่ะ อย่าไปกวนพวกเขาเลย” ลั่วจื่อหานคว้ามือของอี้เป่ยซี พลางรับกระเป๋าสะพายหลังของเธอมา

            “ฉันก็แค่เป็นห่วงนิดหน่อย”

            “เดี๋ยวฉันจะพาเธอไปเยี่ยมพวกเขา” ลั่วจื่อหานลูบๆ หน้าผากของเธอ “มือเย็นจังเลย กลับไปใส่เสื้อผ้าเพิ่มหน่อย”

            อี้เป่ยซีตามเขาไปอย่างเชื่อฟัง หันไปก็เจอผู้ชายที่ไม่รู้จักกาละเทศะคนนั้น

            เมื่อผู้ชายคนนั้นเห็นพวกเขาก็อึ้งไปเช่นกัน จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มสุภาพอ่อนโยน เดินเข้ามาหาพวกเขาด้วยความเคารพเป็นอย่างมาก “ประธานลั่ว คุณหนูอี้” น้ำเสียงไม่มีความนอบน้อมหรือเอาอกเอาใจเลย แต่กลับเป็นความคุ้นเคยที่อธิบายไม่ได้

            ขนคิ้วของลั่วจื่อหานขยับ พยักหน้าตอบ ดึงอี้เป่ยซีต้องการจะกลับไป คิดไม่ถึงว่าเขาจะขวางทางไว้อีกครั้ง ลั่วจื่อหานกอดอี้เป่ยซีไว้ในอ้อมแขนตัวเอง มองไปยังผู้ชายคนนั้นด้วยแววตาไม่เป็นมิตร ราวกับกำลังบอกว่านายมีเรื่องอะไรกันแน่

            หลังจากเขาสัมผัสถึงแววตาข่มขู่ของลั่วจื่อหานแล้ว อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายก่อนเอ่ยปากอย่างช้าๆ “ประธานลั่ว กระผมหานโฉว ไม่ทราบประธานลั่ว…” เขากวาดตามองอี้เป่ยซี “กับคุณหนูอี้จะเป็นเกียรติทานข้าวด้วยกันกับผมสักมื้อไหมครับ”

            “ไม่จำเป็น” ลั่วจื่อหานพูดเพียงสามคำ มองเขาเป็นนัยว่าให้เขาถอยไป แต่หานโฉวยังคงเดินเข้ามาใกล้ทั้งสองคนอย่างไม่กลัวตาย

            “หรือว่าประธานลั่วไม่สนใจโครงการของเจียงตงเหรอครับ” เขาเข้าประเด็น หวังว่าจะเสร็จทุกอย่างในประโยคเดียว ด้วยวิธีนี้เขาก็จะสามารถควบคุมทิศทางของการเจรจาได้ และจะไม่ถูกลั่วจื่อหานจูงจมูกเดิน เขาดูมีความสุขมากราวกับว่าได้เก็บเกี่ยวครั้งใหญ่ ถ้าเจรจาเรื่องเจียงตงได้สำเร็จล่ะก็ ปีนี้เขาก็จะได้เลื่อนตำแหน่งร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว

            ก่อนหน้านี้ไม่ยักรู้ว่าเยี่ยฉินรู้จักบุคคลที่ร้ายกายขนาดนี้ ลั่วจื่อหานเอ๋ย การได้ร่วมงานกับเขา นับว่าเป็นชัยชนะที่มั่นคงจริงๆ

            “ไม่สนใจ”

            เขามองผู้ชายตรงหน้าอย่างเหลือเชื่อ เห็นว่าดวงตาที่ดำขลับของเขาไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อย ในใจกลับรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย “หรือว่าประธานลั่วอยากเห็นคนอื่นเอาผลประโยชน์ไปทั้งหมดแบบนี้เหรอ?”

            อี้เป่ยศีได้ยินคำพูดของเขาแล้วรู้สึกไม่เข้าหูเล็กน้อย ซบๆ อยู่บนหน้าอกของลั่วจื่อหาน ลั่วจื่อหานก็เข้าใจความหมายในอิริยาบทของเธอ ก้มหน้าเล่นกับผมของเธอ “หึ ระดับแค่นี้คิดจะร่วมงานกับพวกเรา? พวกคุณคอยดูให้ดีเถอะ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเจียงตงบ้าง” ไม่สนใจหานโฉวที่ยืนอึ้งอยู่อีก ลั่วจื่อหานจูงมือของอี้เป่ยซีไปอีกทางเพื่อกลับไปยังอะพาร์ตเม้นต์

            “เมื่อกี้ผู้ชายคนนั้นน่าเกลียดชะมัดเลย”

            “ทำไมเหรอ?”

            “พูดเรื่องไร้สาระ ทำอะไรก็ไม่รู้จักกาละเทศะ พวกนักธรุกิจที่คิดจะประสบความสำเร็จเร็วๆ ด้วยวิธีง่ายๆ รู้สึกน่ารังเกียจนิดหน่อย”

            “ใช่” ลั่วจื่อหานพยักหน้าเห็นด้วย เปิดประตูอะพาร์ตเม้นต์ ห้องไม่ได้รับการปรับปรุงมากมาย เพียงแค่การจัดแจงเล็กน้อยเท่านั้น เพื่อเป็นการสะท้อนสิ่งเหล่านี้จึงปรับปรุงไปเพียงบางส่วน เพื่อเพิ่มความละเอียดอ่อนและมีความเป็นผู้หญิงมากขึ้น

            “ห้องของเธอยังอยู่ข้างบน” อี้เป่ยซีพยักหน้า เธอเดินขึ้นไปข้างบน กลิ่นหอมหวานลอยออกมาจากภายในภาชนะสีเงินบนโต๊ะ ทั้งห้องราวกับว่าอยู่ในสวนดอกไม้ ใต้ฝ่าเท้าก็ปกคลุมด้วยกลีบกุหลาบ ม่านถูกดึงจนแน่นตึง มันดูอบอุ่นและโรแมนติกเป็นพิเศษภายใต้แสงสลัว เธอหยุดอยู่หน้าประตูไม่กล้าเข้าไป กลัวว่าจะทำลายความรู้สึกสวยงามนี้

            “ทำไมไม่เข้าไปล่ะ?”

            “สวยเกินไปแล้ว”

            ลั่วจื่อหานจูบแก้มเธอเบาๆ แววตาลึกซึ้งราวกับว่าต้องการจะดูดคนที่อยู่ตรงหน้าเข้าไปอย่างไรอย่างนั้น “ไม่สวยเท่าเธอหรอก”

            อี้เป่ยซีใจสั่น เขย่งเท้าจูบริมฝีปากของเขา มุมปากลั่วจื่อหานยกยิ้ม เอื้อมมือโอบเอวของเธอ เดินเข้ามาแล้วยึดเธอติดประตูเพื่อตัดเส้นทางการหลบหนี ปลายลิ้นกวาดทุกตารางนิ้วในปากของเธอ อุณหภูมิภายในห้องก็ค่อยๆ ร่อนเร่าขึ้น

        อี้เป่ยซีร่วงลงบนเตียงที่เต็มไปด้วยกลีบดอกไม้ เพลิดเพลินไปกับความสวยงามทุกตารางนิ้วที่คนบนตัวมอบให้เธอ ทันใดนั้นลั่วจื่อหานก็ผละออกจากร่างของเธอ เธอพ่น ‘หึ’ ออกมาสองคำอย่างอดไม่ได้ แววตาของเขายิ่งลึกซึ้งขึ้น

            “เป่ยซี” เขาจูบหูของเธอ “แต่งงานกับฉัน”

            “หา” สติของอี้เป่ยซียังไม่กลับมาอย่างสมบูรณ์แบบ ปากอ้าออกเล็กน้อย ลั่วจื่อหานดูดความหวานในนั้นอย่างร้อนแรงอีกครั้ง “อือ นาย…ช้าหน่อย…”

            อี้เป่ยซีรู้สึกว่าราวกับว่าร่างกายของตัวเองจะแตกเป็นเสี่ยงๆ อีกครั้ง ลั่วจื่อหานช่วยเธอช่วยทำความสะอาดร่างกายอย่างระมัดระวัง กอดเธอไว้ในอ้อมแขน อี้เป่ยซีมองดูแหวนที่เพิ่มขึ้นมาอย่างกะทันหันบนมือ ในใจรู้สึกสับสน

            “ไม่ชอบเหรอ?”

            “ปะ เปล่า ก็แค่ ฉันลืมเตรียมให้นาย ให้นายสวมแหวนให้ฉันแบบนี้ มันไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไร” อี้เป่ยซีซบอยู่บนหน้าอกที่อบอุ่นของเขา หัวใจหวั่นไหว กัดเม็ดสีชมพูเล็กๆ สองอัน

            “ชิ เธอเป็นหมารึไง?”

            อี้เป่ยซีเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้ม มีไอน้ำปรากฏอยู่ในดวงตา งดงามเป็นอย่างมาก “ใช่แล้ว ใช่แล้ว ฉันเป็นหมา” พูดพลางกัดหน้าอกของลั่วจื่อหานซ้ำแล้วซ้ำเล่า

            “เป่ยซี” น้ำเสียงของลั่วจื่อหานมีความข่มไว้เล็กน้อย พลิกตัวกดเธอไว้ใต้ร่างอีกครั้ง “ถ้าร้องไห้อีกคราวนี้จะไม่ปล่อยเธอละนะ”

        “อือ…”

————

ตอนที่ 151
โดย 

ตอนที่ 151 เรื่องรักๆ ใคร่ ๆ (8)

             เปิดเทอมได้ไม่เท่าไร ที่นั่งยังไม่ทันร้อน มหาวิทยาลัยก็เริ่มเตรียมกิจกรรมฤดูใบไม้ร่วงแล้ว อี้เป่ยซีไม่ใช่คนที่ชอบออกกำลังกาย อีกทั้งส่วนใหญ่ก็เป็นกิจกรรมกลุ่ม เธอไม่มีความสนใจในเรื่องนี้ตั้งแต่แรก บางเวลาที่เดินผ่านลานกิจกรรมแล้วเห็นพวกเขาฝึกซ้อมกัน ในใจก็รู้สึกเสียใจเล็กน้อย

            เธอหวังเหลือเกินว่าเรื่องทุกอย่างจะสามารถเริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้ง เธอจะได้ระวังกว่านี้ รอบคอบกว่านี้ ใจกว้างกว่านี้ จริงจังกว่านี้ บางทีเธอก็อาจจะมีเพื่อนดีๆ มากมายก็ได้นะ

            เธอเดินต่อไปข้างหน้า หันเดินไปทางห้องสมุด

            อี้เป่ยซีกำลังดื่มด่ำกับเรื่องราวในหนังสือโดยไม่รู้ว่าข้างกายมีอีกคนเพิ่มขึ้นมา คนที่อยู่ข้างๆ ยิ้มแล้วเข้าไปใกล้ ใกล้ขึ้นกว่าเดิม จนกระทั่งทั้งสองคนตัวติดกัน อี้เป่ยซีจึงพิงตัวไปด้านข้าง พิงอยู่บนไหล่ของเขา ลั่วจื่อหานไม่ได้พูดอะไร มองดูเธอต่อไป

            เมื่ออี้เป่ยซีอ่านหนังสือจบ คนในห้องสมุดก็ออกไปจนเกือบหมดแล้ว เธอลุกขึ้นยืนเอาหนังสือไปเก็บที่ชั้นวาง ดึงมือของลั่วจื่อหานออกไป

            “ก็ไม่เลวนะ”

            “หา?” อี้เป่ยซีงุนงงกับคำพูดที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยของลั่วจื่อหาน

            จู่ๆ เขาก็เอื้อมมือดึงเธอเข้ามากอด “ต่อไปเธอก็พลิกหน้าหนังสือให้ฉันแบบนี้ดีหรือเปล่า”

            “นายไม่ใช่เด็กแล้วนะ อายุเท่าไรแล้ว”

            “เพราะว่าหลานสาวเด็กเกินไปแล้ว คุณอาก็เลยทำได้แค่เล่นเกมส์เด็กๆ แบบนี้ ไม่ได้เป็นเด็กสักหน่อย” เขาแนบชิดข้างหูของเธอ “แต่ไม่รู้ว่าหลานสาวจะรับได้หรือเปล่า”

            อี้เป่ยซีขยับตัวในอ้อมแขนของเขา ลั่วจื่อหานเปลี่ยนท่าทางที่กอดเมื่อครู่โดยใช้มือข้างหนึ่งโอบเธอไว้ แววตาเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม ทั้งสองเดินออกจากมหาวิทยาลัยและมุ่งหน้าไปยังห้างสรรพสินค้า

            ทั้งสองคนเลือกของขวัญให้อี้เป่ยเฉินนานมาก ลั่วจื่อหานก็ลากอี้เป่ยซีไปเลือกของแบบพกพาได้สองสามอย่าง คิดที่จะให้พ่อตาแม่ยายของเขา

            “นายนี่หน้าไม่อายจริงๆ พ่อตาแม่ยายอะไรกัน”

            “หรือว่าไม่ใช่?”

            อี้เป่ยซีมองเขางอนๆ เดินกระแทกเท้าไปข้างหน้าสองเท้าก้าว ลั่วจื่อหานเลือกอยู่ครู่หนึ่งจึงเจอของที่ถูกใจ เขาดึงมือของอี้เป่ยซี จู่ๆ ก็รู้สึกซาบซึ้ง

            “เป็นอะไรไป?”

            “ฉันกำลังคิดว่าถ้าฉันมีลูกสาวที่น่ารักแบบนี้ ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะทำอะไร ฉันก็จะไม่มีความสุขที่เขาเอาลูกสาวของฉันไปแน่นอน”

            “งั้นพวกเราก็มีลูกชายสิ แล้วเอาลูกสาวของบ้านอื่นมา”

            ลั่วจื่อหานจูบปากของเธอ แววตาเปี่ยมด้วยรอยยิ้มสดใส “อืม มีลูกชาย”

            “นาย นายตั้งใจ”

            “เธอพูดเองไม่ใช่เหรอ?” ลั่วจื่อหานมองอี้เป่ยซีด้วยสีหน้าไร้เดียงสา อีกทั้งยังแบมือเป็นการแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้พูดอะไรเลย อี้เป่ยซีหยิกไหล่ของเขา เมื่อหยิกไม่ลงก็เดินแก้มตุ้บป่องไปข้างหน้าแล้ว

            ลั่วจื่อหานเดินตามไป “ลูกสาวก็ดีนะ ลูกสาวเหมือนเธอไง น่ารักมาก”

            “ฉันไม่อยากคุยกับนายแล้ว”

            “โอเค ไม่พูดแล้ว”

            วันงานกีฬา ตอนแรกอี้เป่ยซีคิดจะไปอ่านหนังสือต่อ หรือไม่ก็กลับไปทำความสะอาดอพาร์ทเมนต์ที่ปรับปรุงใหม่ ระหว่างทางที่ไปกินอาหารเช้า ก็เจอเยี่ยฉินที่มีท่าทางตื่นตระหนก อีกทั้งสีหน้าก็ซีดขาวเล็กน้อย

            “เยี่ยฉิน เธอเป็นอะไรไป?” อี้เป่ยซีวิ่งเหยาะเข้าไปหา เธอส่ายหน้าทำหน้าเป็นปกติ น้ำเสียงก็ไร้เรี่ยวแรงมาก

            “แค่ไม่สบายนิดหน่อย ไม่มีอะไร งานกีฬาวันนี้เธอจะไปเข้าร่วมไหม?”

            “เธอไปไหม?”

            เยี่ยฉินพยักหน้า “เดี๋ยวฉันต้องไปวิ่งผลัดด้วย”

            “แต่ว่าสภาพของเธอตอนนี้…”

            “ไม่เป็นอะไร จริงๆ นะ ฉันพักสักหน่อยก็หายแล้ว ทุกครั้งที่มีงานกีฬาก็มักจะมีอุบัตุเหตุเล็กๆ น้อยๆ ถ้าฉันไม่ไปก็ไม่ค่อยวางใจ”

            อี้เป่ยซีครุ่นคิดแล้วพยักหน้า “ฉันไปกับเธอเถอะ พอดีว่าวันนี้ก็ไม่มีอะไร ไปเป็นเพื่อนเธอได้ ตอนบ่ายจะได้ไปเชียร์เธอได้ไง”

            “โอเค”

            “ถ้ายังไงพวกเราไปนั่งพักตรงนั้นก่อนเถอะ”

            เยี่ยฉินไม่ขยับ ยิ้ม “อาการไม่ได้แย่ขนาดนั้น ฉันยังอยากกลับไปเอาเอกสารนิดหน่อย เธอไปกินข้าวเช้าก่อนเถอะ พวกเราค่อยไปเจอกันที่สนาม”

            อี้เป่ยซียังไม่ค่อยวางใจนัก ต้องการจะพูดอะไรบางอย่างแต่เยี่ยฉินตบๆ หลังมือของเธอ อี้เป่ยซีจึงพยักหน้า เดินไปยังโรงอาหารและหันมามองเป็นระยะๆ เธอกินข้าวเช้าอย่างเร่งรีบ แล้วพุ่งไปยังสนามแข่ง

            โดยปกติแล้วคนส่วนใหญ่ในคณะวรรณกรรมรู้จักเธอ แต่เธอกลับรู้จักเพียงไม่กี่คน เธอมองดูแต่ละทีมในสนาม ต้องการจะมองหาว่าเยี่ยฉินอยู่ที่ไหน ในที่สุดก็เห็นเธอที่มุมหนึ่งของโพเดียม

            อากาศปลายเดือนกันยายนเย็นลงแล้ว เยี่ยฉินสวมชุดออกกำลังกายบางเบากำลังก้มคุยอะไรบางอย่างกับอาจารย์ที่อยู่ข้างๆ เรือนร่างที่ผอมบางนั้นชวนให้อี้เป่ยซีคิดว่าเยี่ยฉินจะถูกลมพัดปลิวในวินาทีต่อมาหรือเปล่า ราวกับเยี่ยฉินรู้สึกได้ เธอก็มองมาทางอี้เป่ยซี ยิ้มให้เธออย่างเป็นมิตร แต่วินาทีต่อมารอยยิ้มกลับแข็งทื่ออยู่บนใบหน้า

            เธอมองไปข้างหลังด้วยความสงสัย ‘ไม่เห็นจะมีอะไรเลยนี่นา’ เยี่ยฉินโบกมืออยู่บนเวที เพื่อบอกเธอว่าไม่มีอะไร

            เมื่อการแข่งขันเริ่มต้นขึ้นก็ราวกับว่าไม่มีคนในสนามแล้ว อี้เป่ยซีตามหลังเยี่ยฉินตลอดเวลา หิ้วกระเป๋าของเธอ เอาน้ำให้ เดินไปดูทุกการแข่งขันในสนาม เยี่ยฉินพูดเล่นกับพวกเขาอย่างสนิทสนมและคุ้นเคย มุ่งเน้นไปที่สิ่งต่างๆ ที่ควรให้ความสนใจในการแข่งขัน สายตาที่ทุกคนมองเธอล้วนมีแต่ความชื่นชอบ

            “เยี่ยฉิน เธอไม่เป็นไรจริงๆ เหรอ?” อี้เป่ยซีมองคนที่อยู่ตรงหน้า รีบเดินเข้าไปประคองเธอท่ามกลางลมที่พัดแรง

            “ไม่เป็นไรจริงๆ เป่ยซี ฉันดื่มน้ำร้อนนิดหน่อยก็หายแล้ว” อี้เป่ยซีเม้มปากยื่นน้ำให้เธอ แล้วหลบไปด้านข้างเพื่อรับสาย

            “เป่ยซี เธอไม่กลับมาเหรอ?”

            อี้เป่ยซีหันไปมองเยี่ยฉินที่ยืนเกาะราวอยู่ “ไม่กลับ เยี่ยฉินไม่สบายนิดหน่อย ฉันจะกลับไปค่ำหน่อย”

            “เธออยู่กับเยี่ยฉินเหรอ?”

            “ใช่ ทำไมเหรอ?”

            “เปล่า ฉันนึกว่า…”

            “นายนึกว่าอะไร”

            “อากาศเย็นแล้ว เธอใส่เสื้อเยอะๆ หน่อย อย่าทนหนาวล่ะ”

            “ฉันรู้แล้ว แค่นี้ก่อนนะ บายๆ”

            อี้เป่ยซีเก็บโทรศัพท์มือถือ แล้วเดินไปหาเยี่ยฉิน ผู้ชายคนหนึ่งที่มีรอยยิ้มอบอุ่นเดินเข้ามาหาพวกเธอสองคน มีเสื้อโค้ทของผู้หญิงพาดอยู่บนแขน

            “เมื่อเช้าก็บอกคุณแล้วว่าอากาศเย็นลง ทำไมยังใส่เสื้อน้อยชิ้นแบบนั้นล่ะ” พูดพลางต้องการสวมเสื้อให้เยี่ยฉินด้วยความเป็นห่วง มือของเยี่ยฉินขยับต้องการจะหยุดเขา สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรปล่อยตัวไปตามการกระทำของเขา

            “ทำไมหน้าซีดแบบนั้นล่ะ?” เขายื่นมือช่วยจัดผมให้เยี่ยฉิน

            “ไม่เป็นอะไร วันนี้ที่บริษัทคุณยุ่งไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมีเวลามาได้”

            “งานที่บริษัทไม่สำคัญเท่าคุณหรอก ดูแลตัวเองให้ดีล่ะ ตอนเที่ยงผมจะมารับคุณ”

            “โอเค” เยี่ยฉินมองต่ำแล้วพยักหน้า จนกระทั่งเขาจากไปแล้ว อี้เป่ยซีจึงเข้ามาอีกรอบ ในใจมีความรู้สึกที่ตัวเองก็อธิบายไม่ถูก

            “ดูเหมือนเขาก็ดีกับเธอนะ”

        เยี่ยฉินยิ้มขมขื่น จู่ๆ ก็รู้สึกว่าโลกหมุนคว้าง หมดสติไปท่ามกลางเสียงอุทานของอี้เป่ยซี

————

ตอนที่ 150
โดย 

ตอนที่ 150 เรื่องรักๆ ใคร่ ๆ (7)

            เยี่ยฉินนึกถึงคำพูดที่แม่ของมู่ลี่ไป๋บอกเธออีกครั้ง ที่แท้เขาก็เพียงแค่อยากลองทุกอย่างก่อนไปก็เท่านั้น กับใครก็ได้ เพียงแค่เธอปรากฏตัวขึ้นพอดี

            มันเป็นเพียงความอยากรู้อยากเห็นทั่วไปก็เท่านั้น คุณหนูเยี่ยก็น่าจะเข้าใจนะ ลูกชายของฉันอยากเป็นศัลยแพทย์ที่ยอดเยี่ยมอยู่เสมอ ดังนั้นเขาเข้าใจเป็นอย่างดีว่าอะไรคือสิ่งที่ตัวเองต้องการ อะไรคือสิ่งที่ตัวเองไม่ต้องการ

            คุณหนูเยี่ยเป็นคนสวย แต่ฉันก็ไม่เคยเห็นใครที่เก็บของสวยๆ แต่ไร้ประโยชน์ไว้ข้างกายหรอกนะ ชื่นชมจนพอใจแล้วก็ทิ้ง ท้ายที่สุดแล้วมันเปลืองพื้นที่มากเกินไป

            มู่ลี่ไป๋เป็นคนขอร้องให้ฉันมาพูด อย่างแรกเลยพวกเราก็เป็นผู้หญิงเหมือนกัน ฉันเข้าใจความคิดของคุณหนูเยี่ยดี ฉันไม่มีอะไรต้องกังวลที่มาบอกคุณ คุณก็จะได้ไม่รู้สึกอึดอัดด้วย แต่ว่าเขาน่ะไม่ได้เลย มู่ลี่ไป๋เขาเป็นเด็กดี เขาไม่อยากทำร้ายคุณ และเขาก็รู้สึกขอบคุณที่คุณอยู่ข้างเขาตลอดเวลามานี้

            แต่ถ้าคุณหนูเยี่ยรู้สึกคับข้องใจ คุณต้องการอะไรขอแค่บอกมา พวกเราจะชดเชยคุณอย่างสุดความสามารถแน่นอน

            ให้มู่ลี่ไป๋มาเจอฉัน

            เยี่ยฉินจำได้ว่าเธอพูดประโยคนั้นตลอดเวลา “ให้มู่ลี่ไป๋มาเจอฉัน” เธอมองไม่เห็นท่าทางที่เย่อหยิ่งของหญิงวัยกลางคนคนนั้น ไม่ได้ยินเสียงหัวเราะดูถูกข้างหู เธอต้องการเจอมู่ลี่ไป๋ ตอนนี้เดี๋ยวนี้ เธอต้องการถามเขา ว่าเขาคบกับเธอเพราะเหตุผลพวกนั้นจริงเหรอ เขาไม่เคยคิดที่จะให้เธอแม้แต่เศษเสี้ยวพื้นที่ในแผนชีวิตของเขาเลยจริงเหรอ

            เมื่อเธอได้สติกลับมา คนรักของตัวเองก็จากไปแล้ว ตอนนี้เธอตามไปไม่ทันแล้ว ตอนที่เธอติดต่อเขา ก็ได้ยินเพียงคำพูดของที่เย็นชาของเขา

            ยังจะไปให้ตัวเองขายหน้าอีกเหรอ ครั้งสองครั้งเป็นแบบไหน สิบกว่าครั้งก็เป็นเหมือนเดิม เธอทำได้เพียงยอมแพ้เท่านั้น เยี่ยฉินคิดอยู่ตลอด เป็นเพราะว่าเธอทำไม่ดีจริงๆ หรือเปล่า เธอไม่มีคุณสมบัติพอที่จะยืนอยู่ข้างเขาจริงเหรอ

            หลังจากนั้นก็ได้ยินเพื่อนสนิทของเขาบอกว่า มู่ลี่ไป๋ตัดขาดจากครอบครัวเพื่อตามหาเธอ เขาอยู่ข้างนอกเพียงลำพังราวกับคนบ้าจนแทบจะพลิกแผ่นดินเมือง A อยู่แล้ว แต่สุดท้ายเขาก็จากไปโดยไม่รู้สาเหตุ

            บางทีนี่ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ที่คุณชายใหญ่อยากสัมผัสก็ได้ เยี่ยฉินคิดในใจ เจ้าสิ่งนั้นที่เต้นตุบๆ ก็รู้สึกเจ็บปวดอีกครั้ง ทำได้เพียงบอกลาเท่านั้นนี่นา มู่ลี่ไป๋ ฉันไม่ได้ทำผิดต่อคุณ คุณก็ไม่ได้ทำผิดต่อฉันสินะ

            หรือบางทีฉันอาจจะไม่เข้าตาคุณจริงๆ ล่ะมั้ง ไม่คู่ควรที่คุณจะชอบ

            จู่ๆ เยี่ยฉินก็อยากหัวเราะ ประเภทที่แบบกลั้นไม่ไหว ไหล่ของเธอสั่นไหวรุนแรงเป็นจังหวะเนื่องจากการหัวเราะ เพื่อนร่วมงานที่อยู่ด้านข้างตบๆ ไหล่ของเธอด้วยความเป็นห่วงมาก “เยี่ยฉิน เธอเป็นอะไรไป?”

            “ไม่มีอะไร แค่นึกถึงเรื่องที่ตลกมาก”

            เป็นเรื่องที่ตลกมาก ทั้งๆ ที่เธอคนที่เสียใจ แต่เธอยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ รู้สึกว่าตัวเองต่างหากที่ทำให้เขาเสียใจ

            ทั้งๆ ที่เขามู่ลี่ไป๋เล่นกับความรู้สึกของเขาอยู่เบื้องบน แต่ว่าทำไม ตัวเองกลับเกลียดไม่ลงกันนะ เกลียดเขาไม่ลงเลย

            “เยี่ยฉิน เธอร้องไห้เหรอ”

            “อืม หัวเราะจนร้องไห้น่ะ เธออย่าสนใจฉันเลย ให้ฉันหัวเราะต่ออีกหน่อย” เยี่ยฉินเท้าสะเอวหัวเราะอีกสักพักจนกระทั่งร่างกายไร้เรี่ยวแรง เธอจึงขยี้ตาแดงก่ำ ขอลาหยุดกับผู้อำนวยการแล้วจากไป

            ได้เวลาที่ตัวเองจะออกไปผ่อนคลายเปลี่ยนอารมณ์สักหน่อยแล้ว

            “เสี่ยวเยา ออกมากับพี่สาวเถอะ พี่จะพาเธอไปดื่มเหล้าดอกไม้”

            “ได้เลยพี่ฉิน”

            เดิมทีบ่ายนี้อี้เป่ยซีต้องการจะไปหาเยี่ยฉินเพื่อขอโทษเรื่องเมื่อเช้า เธอคิดอย่างละเอียดแล้วก็รู้สึกว่าคำพูดของลั่วจื่อหานนั้นรุนแรงและเหมือนฟังความข้างเดียวเกินไป เขารู้จักกับมู่ลี่ไป๋ที่ประเทศ U ไม่ใช่เหรอ ถ้าอย่างนั้นเขาก็ได้ยินความจริงจากมู่ลี่ไป๋เพียงฝ่ายเดียวสิ แต่ว่าความจริงอาจไม่ได้เป็นแบบนั้นก็ได้

            เมื่อได้รู้ข่าวว่าเยี่ยฉินลางาน อี้เป่ยซีก็ผิดหวังเล็กน้อย

            “ฮัลโหล”

            “เป่ยซี ฉันอยู่ใต้ตึกเรียนของเธอน่ะ” อี้เป่ยซีมองลงมาจากกระจกตรงทางเดิน แต่เนื่องจากแผนผังของตึก จึงมองไม่เห็นรถของลั่วจื่อหาน

            “ทำไมนายจู่ๆ มาที่มหา’ลัยฉันล่ะ?”

            “มากินข้าวเที่ยงเป็นเพื่อนเธอ”

            อี้เป่ยซีรีบเดิน “ไม่ต้องลำบากแบบนี้หรอก ช่วงนี้นายยุ่งมากไม่ใช่เหรอ?”

            “คนที่ยุ่งคือเธอต่างหาก พวกเราไม่ได้กินข้าวด้วยกันนานแล้ว”

            เธอไม่ทันระวัง มือไปชนกับบันไดเข้า อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจลึก

            “เป็นอะไรไป”

            “มือไปชน ไม่มีอะไร”

            “ซุ่มซ่ามจริง”

            “ติดเชื้อซุ่มซ่ามมาจากนายนั่นแหละ” อี้เป่ยซีเดินมานอกอาคาร บิดเอวสองสามรอบ ก็เห็นว่าวันนี้ลั่วจื่อหานแต่งตัวตามสบาย ยืนพิงอยู่ที่รถคุยโทรศัพท์กับเธอ ทันใดนั้นมีประโยคหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวของอี้เป่ยซี

            ความงามในที่สูงเปรียบเสมือนหยกในขณะที่ชายหนุ่มรูปงามไม่สามารถเทียบได้กับโลกใบนี้               น่าจะหมายถึงฉากตรงหน้านี้ล่ะมั้ง เธอเดินไปข้างหน้าทีละก้าวๆ ราวกับว่าเดินเข้าไปในภาพวาด ยื่นมือโอบเอวของลั่วจื่อหาน

            “เป็นอะไรไป?”

            “ดูว่านายกินจนอ้วนแล้วหรือเปล่า”

            “……”

            ระหว่างที่กินข้าว อี้เป่ยซีต้องการจะถามเรื่องอะพาร์ตเม้นต์ที่อยู่ด้านข้างมหาวิทยาลัย เมื่อเห็นว่าลั่วจื่อหานไม่ค่อยพอใจ ก็รีบข้ามหัวข้อนี้ไปทันที

            นายไม่ยอมให้ฉันหา งั้นฉันให้คนอื่นช่วยฉันหาก็ได้

            “วันชาติมีแผนอะไรหรือเปล่า”

            “วันชาติเหรอ” อี้เป่ยซีครุ่นคิด ส่ายหัว “ทำไมล่ะ อยากนัดฉันออกไปหรือไง งั้นนายก็ต้องรีบหน่อยนะ มีคนจะนัดฉันเยอะเลย”

            “นั่นสิ ไม่ทราบว่าคุณหนูใหญ่อี้จะไว้หน้าผู้น้อยคนนี้ได้หรือเปล่า”

            “ไม่ได้” เธอหัวเราะ “คราวนี้คุณหนูใหญ่อี้จะชวนเจ้าออกไป ได้หรือไม่ท่านผู้น้อย”

            “ไม่ทราบว่าคุณหนูคิดจะพาผู้น้อยไปไหน?”

            เธอครุ่นคิด “สวนสนุกในฝัน ไม่รู้ว่าท่านผู้น้อยจะพอใจหรือไม่”

            “สวนสนุกในฝัน เกี่ยวพันกันทุกคืน ดีมาก ดีมาก”

            “เชอะ นายนี่หน้าไม่อายจริงๆ”

ลั่วจื่อหานเลือกปลามาใส่ไว้ในจานของเธอแล้วหัวเราะ ทันใดนั้นอี้เป่ยซีก็นึกถึงคืนที่ตัวเองเมา ไม่กล้ามองลั่วจื่อหานเล็กน้อย

            ทำก็ทำไปแล้ว เธอจะมาเขินอะไรเอาป่านนี้ อีกอย่าง ก็ผ่านไปนานขนาดนี้แล้ว ลั่วจื่อหานก็ดูเหมือนว่าจะจำเรื่องนี้ไม่ได้แล้ว

            เขาจะต้องแยกระหว่างความฝันกับความจริงไม่ออกแน่ๆ ใช่ เป็นเพราะเหตุผลนี้แหละ

            “เป็นอะไรไป” ลั่วจื่อหานยื่นมือออกมานวดๆ ติ่งหูของเธอ มันแดงก่ำเพราะความอาย ทำให้ดูแล้วน่ารักเป็นพิเศษ ทำให้อดไม่ได้ที่จะกัดสักคำ

            อี้เป่ยซีรีบปัดมือของเขาออก “อย่ามาจับหูฉัน”

        “แล้วแบบนี้ล่ะ” พูดจบลั่วจื่อหานก็ลุกขึ้นมา คว้ามือของเธอที่ปิดหูไว้ อมติ่งหูที่ละเอียดอ่อนไว้ในปาก อี้เป่ยซีรู้สึกสั่นสะท้าน ตอนนี้เธอเข้าสู่อ้อมแขนของเขาแล้ว ไม่สามารถผลักเขาออกไปได้

        ริมฝีปากของเขาราวกับว่ายังไม่พอใจกับการสัมผัสติ่งหู มันค่อยๆ เลื่อนลงมาจนหยุดอยู่บนริมฝีปากแดงๆ ของเธอพอดี จูบอย่างแผ่วเบา อี้เป่ยซีกอดคอของเขาพร้อมจูบตอบ

————

ตอนที่ 149
โดย 

ตอนที่ 149 เรื่องรักๆ ใคร่ ๆ (6)

               เช้าวันต่อมาอี้เป่ยซีก็ไปรายงานตัวที่คณะวรรณกรรม เธอยังไม่ทันเดินเข้าไปในสำนักงานของคณะก็ได้ยินเสียงคนกระซิบกระซาบกัน

            “ได้ข่าวว่าเปิดสอบให้เฉพาะเลย”

            “นั่นสิ ไม่รู้ว่าเป็นใครถึงได้เดินเข้าทางลัดแบบนี้”

            “คงไม่ได้เป็นคนแบบหลิงจื่อเซี่ยนั่นหรอกนะ วันๆ หยิ่งยังกะอะไรดี ไม่รู้ว่าใครไปติดค้างเธอ”

            “ไม่แน่ว่าอาจมีความสามารถมาก ก็เลยเป็นข้อยกเว้นล่ะมั้ง” มีเสียงที่คุ้นเคยค่อยๆ ดังขึ้น “ในเมื่อเป็นวิชาของฉัน พวกเธอก็ไม่ต้องห่วงหรอก”

            ไม่รู้ว่าใครถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เยี่ยฉิน เธอนี่อารมณ์ดีจังเลยนะ”

            “เปล่าหรอก” เยี่ยฉินเปิดประตูสำนักงานออก ก็เห็นอี้เป่ยซีที่หน้าประตูทันที เธอยิ้มให้กับเยี่ยฉิน

            “สวัสดีค่ะอาจารย์ที่ปรึกษา ฉันมารายงานตัว”

            “เธอ เธอเองเหรอ”

            อี้เป่ยซีพยักหน้า “นอกจากฉันแล้ว ยังจะมีใครที่มีความสัมพันธ์และมีสิทธิพิเศษแบบนี้ล่ะคะ” นักศึกษาเหล่านั้นมองหน้ากัน ทุกคนต่างกลับไปยังที่นั่งของตัวเอง ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำธุระของตัวเองไป และยังมีเสียงคุยถึงเรื่องที่เรียน อี้เป่ยซีส่ายหัว

            “อาจารย์คะ เท่านี้แหละค่ะ ฉันกลับไปเรียนได้แล้วยัง?”

            “ได้ ฉันจะพาเธอไป”

            “ค่ะ” เธอหอบหนังสือ เดินออกจากสำนักงานพร้อมกับเยี่ยฉิน

            เยี่ยฉินที่อยู่ข้างๆ เธอไม่รู้ว่าจะต้องเอ่ยปากอย่างไร สุดท้ายก็กัดฟันพูด “เป่ยซี เธอ…”

            เธอมองเยี่ยฉิน ดวงตามีความสดใสที่ส่องผ่านทุกอย่าง จู่ๆ เยี่ยฉินรู้สึกเขินอายเล็กน้อย เธอส่ายหัว

            “เยี่ยฉิน เธอ กับมู่ลี่ไป๋ มีเรื่องกันใช่หรือเปล่า ทำไม สุดท้ายแล้วเธอ ถึงยอมแพ้ล่ะ” เธอหยุดไปครู่หนึ่ง “ลั่วจื่อหานบอกว่า ที่ยอมแพ้ เพราะว่ารักกันไม่พอ อีกอย่าง ฉันรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับมู่ลี่ไป๋ ลั่วจื่อหานก็เลยไม่ชอบเธอเป็นพิเศษ”

            เยี่ยฉินหัวเราะขมขื่น รู้สึกว่าแก้มของตัวเองอ่อนล้าเล็กน้อย “ใช่แล้ว คงเป็นเพราะฉันรักเขาไม่พอจริงๆ”

            “แล้วจริงๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น”

            “เป่ยซี ถ้าเธอมีความสุขล่ะก็ จะต้องมีความแน่วแน่ เพราะว่าความรักที่ไม่มีอุปสรรคแบบพวกเธอน่ะ มีไม่มากหรอก ฉันขออวยพรให้เธอกับลั่วจื่อหานมีความสุขนะ”

            อี้เป่ยซีหยุดอยู่ด้านข้าง ส่ายหัว “ไม่ใช่นะ ตอนนี้คิดดูแล้ว ตัวฉันเมื่อก่อนอาจเป็นเหมือนที่ลั่วจื่อหานพูดว่าเปลี่ยนไม่มากพอ ระหว่างพวกเราก็ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่เธอคิดหรอกนะ ทุกคนต่างมีอีกด้านที่คนอื่นมองไม่เห็น ถ้าไม่มีคนหัวเราะเยาะ ก็มีคนที่อยู่ด้วยกันได้ พวกเขาก็เหมือนเรือใบที่แล่นผ่านไป”

            “เธอคิดจะยอมแพ้จริงเหรอ?”

            เยี่ยฉินเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว ไม่สนใจดวงตากลมโตของอี้เป่ยซี “ถ้าเธอยังไม่ไปอีกจะสายเอานะ”

            “อืม” เธอก้มหน้าเดินอยู่ข้างๆ เยี่ยฉิน ไม่ได้พูดอะไรอีก บางทีลั่วจื่อหานพูดถูก เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างพวกเขา และไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงเลิกกัน ไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้หรอก

            แต่ว่า เธออยากช่วยพวกเขามากจริงๆ นะ

            ไม่อยากเห็นคนที่ตัวเองชอบต้องเสียใจ และไม่อยากให้คนที่อยู่ข้างกายต้องพลาดความสุขที่ได้มาไม่ง่ายเพียงเพราะเหตุผลที่ไร้สาระพวกนั้น

            การที่ได้เจอคนที่ตัวเองชอบ มันยากมากนะ

            “จริงสิ เป่ยซี ฉันมีแฟนแล้ว ก็คือคนนั้นที่เธอเห็นคราวก่อน เป็นลูกศิษย์ของพ่อฉัน”

            “หา” เธอไปเห็นแฟนของเยี่ยฉินตั้งแต่เมื่อไรกัน ทำไมเธอถึงไม่รู้

            เยี่ยฉินเห็นอาการงุนงงของอี้เป่ยซี เคาะๆ หัวของตัวเอง “ความจำฉันนี่แย่จัง คราวก่อนเธอเมา น่าจะจำอะไรไม่ได้เลยมั้ง”

            เมาเหรอ ครั้งนั้นที่เจอกับมู่ลี่ไป๋น่ะเหรอ? เหมือนกับว่าพวกเขาไปดื่มด้วยกัน เหมือนกับว่าเธอร้องเพลง ได้เห็นเยี่ยฉินหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ว่าเหมือนกับเกิดเรื่องอะไรบางอย่าง

            เกิดอะไรบางอย่าง…อี้เป่ยซีได้ยินเสียงแตรที่ดังอยู่ข้างถนน จู่ๆ ชิ้นส่วนภาพที่แตกหักก็ผ่านวูบเข้ามาในสมอง

            เรื่องนี้ก็เกิดขึ้นตั้งนานแล้ว ทำไมเธอยังจำได้อยู่อีก อี้เป่ยซีกุมหัว รู้สึกเหนื่อยหน่ายมาก เธอเคยมีปัญหากับความทรงจำครั้งนึง อาการป่วยจะคงอยู่แบบนี้ตลอดไปเหรอ?

            “เป่ยซี เธอเป็นอะไรไป ทำไมหน้าแดงแบบนี้”

            อี้เป่ยซีได้ยินเยี่ยฉินแล้ว หน้ายิ่งแดงกว่าเดิม ราวกับว่ามันกำลังเผาไหม้ เธออ้ำๆ อึ้งๆ “เปล่า…ก็แค่…คือว่า ตื่นเต้นนิดหน่อย ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร”

            เมื่อมาถึงอาคารเรียน อี้เป่ยซีก็วิ่งเข้าไปด้วยความรวดเร็วและนั่งที่แถวสุดท้ายของห้องเรียน เธอเปิดกระเป๋าก็พบว่ามีสมุดบันทึกใหม่เอี่ยมสองสามเล่มอยู่ด้านใน ชั้นนอกสุดของกระเป๋าใบเล็ก มีปากกาหมึกซึมสีเงินนอนอยู่ มีตัวอักษร ‘หาน’ ที่เขียนอย่างสวยงามอยู่บนฝาปากกา ทันทีที่เห็นก็ดูออกว่าเป็นลายเส้นของใคร หัวใจของอี้เป่ยซีรู้สึกหวานขึ้นฉับพลัน

            ‘ช่างละเอียดรอบคอบจริงๆ’ เธอนั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ ฟังอาจารย์บรรยายอย่างตั้งใจ

            เมื่อเยี่ยฉินกลับถึงห้องทำงานก็ไม่มีสมาธิเลย เธอเปิดๆ ปิดๆ เอกสารที่อยู่ในมือ สักพักปากกาก็ตกพื้น สักพักก็หาข้อมูลที่ตัวเองต้องการไม่เจอ ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง เธอมองตัวอักษรสีขาวดำบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทันใดนั้นความสนใจทั้งหมดก็หายไป

            อ่านหนังสือก็เบื่อ ทำงานก็เบื่อ เดินทางก็เบื่อ กินอะไรก็เบื่อ ทุกอย่างน่าเบื่อไปหมด เธอมองเห็นสีขาวดำที่เด้งขึ้นมาหน้าจอ มันแพร่กระจายไปในชีวิตของเธอ ความสว่างไสวทั้งหมดได้ถูกกลืนกิน และเธอเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่ไร้ความรู้สึก

            เธออยากจะฟุบลงบนโต๊ะแล้วปล่อยโฮ แต่ว่าเธอไม่ได้ทำ เธอรู้ว่าเธอไม่สามารถทำแบบนี้ได้ ตอนนี้เธอเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่ควรทำตัวเหมือนเด็กๆ อีกที่ปล่อยให้ชีวิตถูกรบกวนด้วยอารมณ์ และปล่อยให้ความรักนำพาพฤติกรรม เธอยังคงนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ นิ้วมือพิมพ์คำอัตโนมัติ สีหน้าไร้ความรู้สึก

            เธอราวกับว่าอยู่ที่นี่ แต่ก็ราวกับว่าไม่ได้อยู่ที่นี่ เธอดูเหมือนศพที่ไร้อารมณ์ใดๆ นั่งอยู่ที่นั่งของตัวเอง ควรในสิ่งที่เธอควรทำ

            ไม่รู้ว่าใครทำแก้วของเธอคว่ำ เสียงแตกกระจายที่ดังสนั่นทำเอาเยี่ยฉินที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เพียงครึ่งหนึ่งนั้นร่วงลงมาอย่างแรง เธอเห็นตัวอักษรสีดำเริ่มแทรกซึมอยู่บนกระดาษสีขาว กลายเป็นรอยเปื้อนสีดำและพร่ามัวทีละน้อยๆ เธอลูบคลำใบหน้าของตัวเอง

            เยี่ยฉิน มันผ่านไปนานขนาดนี้แล้ว ทำไมยังปล่อยวางไม่ได้ หรือว่าเธอยังไม่รู้เหรอว่าเธอไม่เคยอยู่ในแผนชีวิตของเขาเลย เขาไม่เคยคิดที่จะให้เธอมีส่วนร่วมเลย

            เธอเป็นเพียงฉากหลังในชีวิตของเขา เหมือนร้านค้าทั้งหมดที่เขาเดินเข้าไป อาจจะหยุดชมว่าสวย แต่กลับไม่พาเธอไปและไม่อยู่ต่อ

            เยี่ยฉิน ทำไมเธอยังมองออกไม่ออกอีกเหรอ

            เธอปีนขึ้นมาบนโต๊ะแล้วร้องไห้อย่างอดไว้ไม่ไหว และไหล่ก็สั่นเทิ้ม

            จะพูดได้อย่างไรว่าเธอรักไม่มากพอ จะมีใครรู้ว่าเธอเจออะไรมาบ้างก่อนที่จะปล่อยมือ ถ้าหากอยู่ด้วยกันได้ ใครจะยอมปล่อยมือล่ะ

            คนอื่นไม่เข้าใจแต่มู่ลี่ไป๋คุณก็ไม่รู้เหรอ ถ้าหากคุณรู้ทำไมตอนนี้คุณถึงทำกับฉันแบบนี้ ทำไมถึงเย็นชากับฉันเพียงนี้ ทำไมถึงไม่ยอมมาหาฉัน

            เพราว่าคุณไม่ยอมให้ฉันเดินเข้าไปในชีวิตของคุณจริงๆ เหรอ?

        ถ้าอย่างนั้นที่เคยพูดเมื่อก่อนเป็นเพียงคำหลอกลวงฉันงั้นเหรอ?

————

ตอนที่ 148
โดย 

ตอนที่ 148 เรื่องรักๆ ใคร่ ๆ (5)

             อี้เป่ยซีกินไปเพียงไม่กี่คำ ก็รู้สึกว่ากินไม่ลงแล้ว ดึงลั่วจื่อหานออกไปทันที ทิ้งให้หลิงจื่อเซี่ยยังคงยืนงงอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง

            มันง่ายขนาดนั้นเลย เธอสามารถไล่อี้เป่ยซีออกไปจากห้องของพี่จื่อหานได้ง่ายมาก เธอมองดูห้องที่ว่างเปล่า ในใจรู้สึกไม่ดีมาก นี่คือสิ่งที่เธอต้องการจะทำ แต่มักจะรู้สึกว่ามันมีปัญหาตรงไหนสักแห่ง

            เธอมองดูเก้าอี้ที่ว่างเปล่า ขาอ่อนเล็กน้อย กดโทรออกไปหาหมายเลขหนึ่งด้วยความสั่นเทา

            อารมณ์ของอี้เป่ยซีก็พูดไม่ได้ว่าดีมาก นั่งอยู่บนรถไม่พูดไม่จา และไม่ต้องการสนใจคนข้างๆ จึงมองออกไปนอกหน้าต่างตลอดเวลา

            ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือเปล่า หน้าต่างลดถูกเปิดในทันใด สายลมปะทะใบหน้าของอี้เป่ยซี

            “นายตั้งใจ!”

            “อย่าโมโหเลย แค่ระบายลม”

            “นายมันน่ารังเกียจที่สุด”

            “เมื่อก่อนไม่สนใจคำพูดของจื่อเซี่ยไม่ใช่เหรอ ทำไมตอนนี้ประโยคเดียวถึงกระตุ้นเธอได้ขนาดนั้นล่ะ?”

            อี้เป่ยซีหันหน้าไปอีกทาง “เปล่าซะหน่อย มีอะไรน่าโมโหเหรอ ฉันโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว”

            “ฉันกลับอยากให้เธอใจแคบซะอีก”

            “งั้นนายก็จะใช้ชีวิตอย่างลำบากมาก คุณอาลั่ว”

            “หายโกรธแล้วเหรอ?”

            “เปลี่ยนล็อคประตูเถอะ”

            ลั่วจื่อหานคิดอย่างเงียบๆ ครู่หนึ่ง ไม่ได้ตอบในทันที อี้เป่ยซีนึกว่าเขากำลังลังเล จึงรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาอีกครั้ง “เป่ยซี ฉันนึกว่าเธอจะกลับไป”

            ฉันนึกว่าเธอจะกลับไป ฉะนั้นล็อคประตูจึงยังเป็นเหมือนเมื่อก่อน

            ฉันนึกว่าเธอจะกลับไป ฉะนั้นของทุกอย่างจึงยังไม่เปลี่ยนแปลง

            แต่เห็นได้ชัดว่าเธอไม่เคยคิดที่จะกลับไปเลยสักครั้ง ฉันเคยหวังไร้สาระว่าสักวันหนึ่งเมื่อกลับถึงบ้าน จะเจอเงาที่คุ้นเคย ฉันนึกว่าการเก็บรักษาสิ่งที่เธอชอบก็จะสามารถรักษาเธอได้

            “ทำไมนายถึงทำให้ฉันรู้สึกเหมือนไอ้ขวัญรอไอ้เรียมอยู่อย่างโดดเดี่ยวยังไงยังงั้นเลย” อี้เป่ยซีหวั่นไหว เข้าใกล้เขาแล้วยิ้ม ลั่วจื่อหานรู้สึกได้ถึงกลิ่นหอมของเด็กสาวที่อบอวลอยู่ข้างกาย อารมณ์ก็เบิกบานอย่างอดไม่ได้ ราวกับพายุลูกเล็กนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้วจริงๆ

            เมื่อลั่วจื่อหานส่งอี้เป่ยซีกลับถึงบ้าน คุณแม่อี้กับอี้เป่ยเฉินก็กินอาหารค่ำเรียบร้อยแล้ว อี้เป่ยซีลังเลครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ปล่อยให้ลั่วจื่อหานเข้าไปด้วยกันกับเธอ

            “นายรีบกลับไปเถอะ อย่างลืมเปลี่ยนล็อคล่ะ”

            “อืม”

            “แล้วก็” อี้เป่ยซีเข้าไปใกล้แล้วหอมแก้มเขา “อย่าลืมให้กุญแจฉันล่ะ”

            ลั่วจื่อหานกอดเธอ “โอเค”

            วันเปิดภาคเรียนใกล้เข้ามาเรื่อยๆ อี้เป่ยซีรู้สึกว่าพลังของตัวเองน้อยลงทุกวันๆ ปิดภาคฤดูร้อนนี้เธอไม่ได้ทำอะไรเลย การที่มันผ่านไปแล้วช่างชวนให้น่าเสียดายที่ไม่ได้รักษามันไว้ให้ดี

            เมื่อถึงวันที่เปิดเรียนจริงๆ ตอนแรกอี้เป่ยซีนึกว่าวันแรกนั้น เพียงแค่อ้อยอิ่งเรื่อยเปื่อยก็จะผ่านไปเหมือนทุกที ใครจะรู้ว่าทันทีที่เข้าประตูมหาวิทยาลัยก็ได้รับแจ้งเรื่องการสอบย้ายคณะแล้ว

            ต่อให้เธอแข็งแกร่งดังเหล็กกล้า ก็ไม่สามารถปรับตัวตามได้เร็วขนาดนั้นหรอก ถ้าสอบได้ไม่ดี ก็ไม่เท่ากับว่าทำให้ลั่วจื่อหานขายหน้าหรอกหรือ

            เชอะ แล้วก็หน้าของตัวเองด้วย

            ยังดีที่ภาคเรียนก่อนเธอทำผลการสอบได้ไม่เลว เธอสามารถเข้าสอบย้ายคณะได้ตามกฎระเบียบของมหาวิทยาลัย วิชาภาษาอังกฤษก็นับว่าแข็งแรง ตอนที่สอบจึงไม่มีเรื่องเหนือความคาดหมายนัก แต่ที่ทำให้เธอประหลาดใจที่สุดก็คือ ทำไมต้องสัมภาษณ์ในช่วงบ่ายด้วย

            แม้ในใจจะไม่ค่อยยินดีนัก อี้เป่ยซีก็ยังลากสังขารอันอ่อนล้าไปยังอาคารสำนักงานแล้ว การสอบครั้งนี้ลั่วจื่อหานทำเพื่อเธอเป็นพิเศษ ขณะที่เข้าสนามสอบ อี้เป่ยซียังรู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย

            มีอาจารย์จำนวนไม่น้อยที่ไม่พอใจกับพฤติกรรมนี้ บางคนก็ข่มเอาไว้ บางคนก็ถามคำถามที่เฉียบคมเป็นอย่างมาก อี้เป่ยซีตอบคำถามทีละข้อ ใบหน้ามีรอยยิ้มที่นอบน้อมตลอดเวลา

            ทำไมเหรอ ถ้าไม่ใช่เพราะเธอไม่อยากเรียนปีหนึ่งซ้ำ ก็ไม่ยอมทำเรื่องแบบนี้หรอกนะ

            อาการของเธอคงดูฝืนใจที่จะสบตากรรมการ เมื่ออี้เป่ยซีเห็นพวกเขาพยักหน้าแล้วจึงออกไปอย่างโล่งอก ทันทีที่ออกไปก็รอแทบไม่ไหวโทรหาลั่วจื่อหาน

            “เป็นไงบ้าง”

            “ก็โอเค แต่ทำไมฉันรู้สึกว่าทำแบบนี้มันไม่ค่อยดีเท่าไร”

            “คุณสมบัติเธอไม่ตรงกับกฏการย้ายคณะเหรอ?”

            “เอ่อ ตรงทุกอย่าง”

            “แล้วมันไม่ดีตรงไหน คืนนี้ว่างไหม?”

            อี้เป่ยซีมองนาฬิกา “ไม่ได้ วันนี้ต้องกินข้าวกับคุณแม่อี้ เขาบอกว่าจะอยู่ประเทศ C อีกไม่กี่วันก็จะกลับแล้ว”

            “อ๋อ”

            “เขาน่าจะอยากอยู่ถึงวันเกิดพี่ชาย”

            “เมื่อไร?”

            “ยี่สิบเจ็ดกันยา”

            เขาเงียบไปครู่หนึ่ง “โอเค ฉันรู้แล้ว”

            เมื่อวางสาย อี้เป่ยซีก็คิดอยากกลับไปนอน เพิ่องออกจากรั้วมหาวิทยาลัยก็เห็นรถของลั่วจื่อหานจอดอยู่หน้าประตู เธอวิ่งกระโดดเข้าไป เปิดประตูรถ

            “ทำไมนาย…”

            “ยินดีด้วยนะ” อี้เป่ยซีรับกล่องที่ลั่วจื่อหานยื่นมาให้ ดวงตาเป็นประกาย

            “ว้าว ให้ฉันเหรอ?”

            “เปิดดูสิ”

            อี้เป่ยซีพยักหน้าหงึกหงัก เปิดกล่องด้วยความระมัดระวังมาก มันคือนาฬิกาข้อมือสั่งทำอันละเอียดอ่อน เธอมองไปที่นาฬิกาของลั่วจื่อหานโดยไม่รู้ตัว อาจเป็นเพราะสังเกตเห็นสายตาของอี้เป่ยซี ลั่วจื่อหานจึงตั้งใจขยับข้อมือ และเป็นไปตามคาดจริงๆ

            มันคือนาฬิกาของคู่รัก

            “ช่วยฉันใส่ไหม?”

            ลั่วจื่อหานพยักหน้า ใส่นาฬิกาที่ข้อมือซ้ายของเธอด้วยความพิถีพิถัน สายรัดข้อมือสีฟ้าเข้ากับผิวที่อ่อนโยนของเธอ ยิ่งเผยความบอบบางอย่างเห็นได้ชัด “เฮ้อ…” เขาส่ายหัว

            “เป็นอะไรไป?”

            “ผอมเกินไปแล้ว”

            “ทำไม นายปวดใจหรือไง?”

            “อืม” ลั่วจื่อหานนวดคลึงศีรษะของเธอ อี้เป่ยซีดึงข้อมือของลั่วจื่อหานมาอยู่ตรงหน้าของเธอ แล้วเปรียบเทียบกับของตัวเอง

            “ก็โอเคแหละ ตรงข้ามกับนายพอดี” เธอยิ้มเหมือนเด็ก ลั่วจื่อหานเชิดคางของเธอขึ้น

            “ไม่เจอกันสองสามวัน พูดจาเก่งขึ้นทุกทีแล้ว”

            เธอเงยคางขึ้นอย่างว่าง่าย “ใช่แล้ว นายยังไม่พอใจเหรอ” พูดพลางเล่นหูเล่นตากับเขา ลั่วจื่อหานหลับตา หลังจากจูบปากของเธออย่างดุเดือดแล้วก็จูบที่หูของเธอ “พอใจมาก”

            “เอาล่ะ เอาล่ะ” อี้เป่ยซีตบๆ ไหล่ของเขา “ไม่ต้องรักฉันมากเกินไป ขับรถเถอะ”

            “โอเค”

            รถมาจอดที่หน้าประตูจิ่นหยวน อี้เป่ยซีกระโดดโลดเต้นเข้าบ้านไป ทุกการกระทำเผยให้เห็นความสุขของเธอ

            ลั่วจื่อหานมองดูเงาของเธอที่ค่อยๆ ไกลออกไป มุมปากก็ยกยิ้มโดยไม่รู้ตัวแล้ว

            หรือว่าช่วงเวลาที่ดีก็คือแบบนี้สินะ

            ข้างกายเขามีเธอ ข้างกายเธอมีเขา ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในทุกๆ วัน

            เขามองดูนาฬิกาที่ข้อมือ ต้องการจะขับรถจากไป แต่กลับมีผู้หญิงในชุดแดงคนหนึ่งยืนอยู่หน้ารถของเขา พร้อมความกล้าที่เข้ามาขวางรถ เขาไม่ได้ลงจากรถ ลดมือลง มองคนที่อยู่เบื้องหน้า ผู้หญิงคนนั้นก็รวบรวมความกล้าเดินมาข้างหน้าต่าง เคาะกระจกรถด้วยความใจร้อน

            ลั่วจื่อหานค่อยๆ ลดกระจกลง ได้ยินเสียงหายใจหอบที่คุ้นเคย คิ้วผูกกันแน่น “คุณมีอะไรอีก”

            “ลั่ว ลั่วจื่อหาน คุณคบกับอี้เป่ยซีจริงๆ เหรอ?”

            “ไม่เกี่ยวกับคุณมั้ง ไม่อะไรก็รีบพูด”

        เธอเบะปากบ่นพึมพำสองสามคำ “ก็แค่อยากบอกคุณว่าดูแลอี้เป่ยซีให้ดี อย่าให้เขาไปกวนพี่สาวฉัน ตอนนี้พี่สาวฉันไม่เป็นผู้เป็นคนแล้ว เขาทนการรบกวนไม่ไหว” พูดจบก็วิ่งหายไปอย่างรวดเร็ว ลั่วจื่อหานขมวดคิ้ว…

————

ตอนที่ 147
โดย 

ตอนที่ 147 เรื่องรักๆ ใคร่ ๆ (4)

             “จากนั้นล่ะ จากนั้นล่ะ” อี้เป่ยซีกระพริบตาถี่ รอฟังตอนต่อไป

            “จากนั้น จากนั้นเยี่ยฉินก็เลิกกับมู่ลี่ไป๋แล้ว มู่ลี่ไป๋เชื่อฟังยายที่บ้านและเดินทางไปเมืองนอก เหมือนได้ยินว่าเยี่ยฉินเองก็ไปเมืองนอก จากนั้นก็เป็นอย่างที่เธอเห็นนี่แหละ”

            ลั่วจื่อหานเล่าเรื่องในตอนท้ายจบพอเป็นพิธี อี้เป่ยซีมองเขาตาโต ราวกับว่าต้องการหาส่วนที่เขาไม่ได้เล่าจากน้ำเสียงและท่าทางของเขา

            ‘มันง่ายแบบนี้ที่ไหนกันล่ะ เล่าเรื่องอย่างกับเล่าเรื่องสรุปอย่างนั้นแหละ’ เธอเอียงศีรษะมองลั่วจื่อหานต่อไป มุมปากยังคงมีรอยยิ้ม

            “เป่ยซี”

            “หืม?”

            “เลิกก็คือเลิกแล้ว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรมันก็เป็นแค่ข้ออ้าง เหตุผลประเภทไม่กล้า หรือว่าทำเพื่ออีกฝ่าย ก็คือไม่ได้รักกันมากพอ”

            “แต่เพียงแค่รู้สาเหตุก็จะทำให้พวกเขากลับมาเริ่มใหม่ได้นี่นา ฉันรู้สึกว่า พวกเขายังมีใจให้กันอยู่นะ”

            ลั่วจื่อหานกดๆ ขมับ “นี่มันไม่ใช่สิ่งที่เราควรทำแล้ว เรื่องผิดใจเป็นเรื่องของพวกเขา ไม่ใช่ว่าเธอบอกว่าจะช่วยพวกเขาก็จะช่วยได้ เรื่องของมู่ลี่ไป๋เขาจัดการเองได้”

            “นาย ไม่ชอบเยี่ยฉินเหรอ?”

            “ฉันก็แค่…” เขามองออกไปข้างนอก “เขาไม่คู่ควรกับความดีของมู่ลี่ไป๋”

            อี้เป่ยซีคว้ามือของลั่วจื่อหาน ซบอยู่ในอกของเขา

            แล้วฉันล่ะ ทำไมฉันมักจะรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอสำหรับนายและไม่คู่ควรกับนายด้วย ตามหาฉันหลายปีขนาดนั้น อยู่กับฉันนานขนาดนั้น ทำเรื่องมากมายเพื่อฉันขนาดนั้น

            ลั่วจื่อหาน ฉันควรจะทำยังไงถึงจะดีกับนาย และทำให้นายรู้สึกพอใจได้นะ?

            “ใกล้จะเปิดเทอมแล้วใช่ไหม” ลั่วจื่อหานถามขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย อี้เป่ยซีพยักหน้า แล้วถอนหายใจ

            “ใช่สิ จะเปิดเทอมแล้ว น่าเบื่อจะตาย”

            “เป่ยซี เธอยังอยากเรียนคณะนี้ต่อไหม? ที่จริงมันไม่ค่อยเหมาะกับเธอเท่าไร”

            ลั่วจื่อหานนึกถึงตอนที่ติวให้อี้เป่ยซี ทุกอย่างที่เป็นเหตุเป็นผลต่างยุ่งเหยิงและซับซ้อนในสายตาของเธอ การนำทฤษฎีมาประยุกต์ใช้ไม่ได้สำคัญต่อกระบวนความคิดของเขามากนัก แต่เขาใช้จินตนาการจากประสบการณ์ในการวิเคราะห์ประเด็นความรู้ เขานวดคลึงศีรษะที่รู้สึกปวดเล็กน้อย แม้จะเข้าใจได้โดยไม่ต้องอธิบาย แต่ว่านิสัยการคิดของเธอมัน…

            มันก็พูดยาก ถ้าเธอเรียนเองก็คงจะทรมานมากสินะ

            “เรื่องนี้น่ะ ที่จริงแล้ว ฉันก็หาไม่เจอเหมือนกันว่าชอบเรียนอะไร” เธอโบกไม้โบกมือ

            เธอคิดว่าเรื่องบางอย่างแค่ตั้งใจเรียนก็เพียงพอแล้วไม่ใช่เหรอ ใครจะรู้ว่าจะมีเรื่องที่ทำเท่าไรก็ไม่เสร็จแบบนี้ แค่รู้สึกว่าของที่สับสนวุ่นวายพวกนั้นจะวางไว้ตรงนี้ก็ได้หรือจะวางไว้ตรงนั้นก็น่าจะโอเคนี่นา ใครจะไปรู้ว่าจะมีเงื่อนไขจำกัดและอันตรภาคมาตรฐานที่มากมายแบบนี้

            ยิ่งคิดยิ่งปวดหัวจริงๆ

            ไม่เรียนแล้ว ไม่เรียนแล้ว ไปทำสิ่งที่ตัวเองชอบยังจะดีกว่า

            “ฉันจะช่วยจัดการให้เธอ”

            “หา? จัดการอะไร?”

            “สอบย้ายคณะไง จะอะไรอีกล่ะ”

            เธอหัวเราะ “อืม ก็ดีนะ”

            อี้เป่ยซีมองดูขวดใบเล็กสีน้ำตาลที่อยู่เหนือศีรษะ หยดลงมาทีละน้อย ลั่วจื่อหานอุ้มเธอขึ้นมา อี้เป่ยซีซบอยู่บนอกของเขาอย่างเชื่อฟัง

            ทำไมถึงยิ่งมีความรู้สึกไม่อยากจากนายไปไหนมากขึ้นเรื่อยๆ

            “กินอะไรก่อนแล้วค่อยส่งเธอกลับบ้านดีไหม?”

            “ฉันอยากกินกับข้าวฝีมือนาย”

            “ได้ งั้นไปที่บ้านฉันก่อน”

            รถขับมาถึงสถานที่ที่คุ้นเคย หลังจากลั่วจื่อหานเข้าห้องครัวไปแล้ว อี้เป่ยซีก็ค่อยๆ ย่องขึ้นไปชั้นบน ห้องที่เธอเคยอยู่ก่อนหน้านี้ตอนนี้เป็นห้องของเขา มันสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบและเต็มไปด้วยกลิ่นอายที่แข็งแกร่งของผู้ชาย เธอนั่งลงบนเตียง มองไปรอบทิศก็รู้สึกว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิม จากนั้นก็เดินไปยังห้องวาดภาพแผ่วเบา ลั่วจื่อหานราวกับว่ากำลังเตรียมแข่งอะไรบางอย่าง บริเวณหน้าต่างถูกล้อมรอบด้วยกระดานวาดภาพ

            เธอเดินเข้าไป สเก็ตช์ที่สวยงามนั้นล้วนเป็นบุคคลคนหนึ่ง ภาพขณะนอนหลับ ขณะยิ้มไร้เดียงสา ขณะที่กินข้าว และขณะที่โมโห มันคือการสะท้อนท่าทางของเธอทั้งหมด

            มือของเธอสัมผัสเบาๆ “รูปนี้ไม่เหมือน ฉันยิ้มกว้างแบบนั้นที่ไหนกัน”

            อี้เป่ยซีครุ่นคิดแล้ว รู้สึกว่าควรจะทำให้มันเท่าเทียมกันสักหน่อย แม้ฝีมือการร่างภาพของตัวเองจะไม่ได้เรื่อง แต่ว่าวาดได้คร่าวๆ ก็พอแล้ว เธอหากระดาษขาวแผ่นหนึ่งจากด้านข้าง หยิบอุปกรณ์วาดภาพบนชั้นแล้วขีดๆ เขียนๆ อยู่คนเดียว แสงอาทิตย์ที่ด้านหลังเธอเปลี่ยนองศาแล้ว

            “เป่ยซี” ลั่วจื่อหานเห็นว่าเธอไม่ได้อยู่ในห้องรับแขก ก็เดินเข้าไปที่ห้องวาดภาพโดยตรง พบว่าอี้เป่ยซีกำลังนั่งอยู่บนม้านั่งที่เขานั่งประจำจริงๆ กำลังแก้ไขอะไรบางอย่างอยู่หน้ากระดานภาพวาด บางทีคิ้วเธอก็ขมวดกัน บางทีก็ผ่อนคลาย บางทีก็บ่นสองสามคำ ในระหว่างที่กำลังติดพันอยู่นั้น แม้เขาเดินเข้าอี้เป่ยซีก็ยังไม่สังเกตเห็น

            “เฮ้อ ทำไงดี วาดลั่วจื่อหานซะขี้เหร่ทุกครั้งเลย” เธอกำลังจะหยิบยางลบขึ้นมาลบ แต่มือกลับถูกบางอย่างกอดเอาไว้แน่น เธอตกเข้าสู่อ้อมกอดของเขาแล้ว

            “ไม่ต้องแล้ว มันสวยมากเป่ยซี ฉันก็หล่อมากด้วย”

            “นายรังเกียจที่ฝีมือฉันแย่มากใช่ไหม?”

            “เปล่า ฉันแค่ไม่ชอบที่เธอขาดอะไรไปบางอย่าง” พูดจบ ลั่วจื่อหานก็จับมือขวาของอี้เป่ยซี พูดขึ้นข้างหูของเธอ “วาดตามมือของฉัน”

            สองมือที่กำอยู่ด้วยกันเริ่มร่างภาพที่พวกเขามีร่วมกันในใจบนกระดาษสีขาวดำ เพียงแค่ตวัดไปมาไม่กี่ครั้ง ภาพวาดตรงหน้าก็เป็นรูปเป็นร่างแล้ว

            ลั่วจื่อหานที่บ้าคลั่งจูงมือขออี้เป่ยซี ผ้าคลุมศีรษะของเจ้าสาวพริ้วไหวอยู่ในสายลม ด้านหลังของพวกเขาคือแสงอาทิตย์สีทอง

            “ฉันยังไม่เคยพูดว่าจะแต่งงานกับนาย”

            “ฉันแค่คิดว่าพูดแบบนี้ดีกว่า ไม่มีความคิดอื่น”

            “ไม่มีเหรอ?”

            “ถ้าจะให้พูดก็มีอย่างอื่นนิดหน่อย” ลั่วจื่อหานดึงร่างของอี้เป่ยซีเข้ามา จูบบนริมฝีปากของเธอ เสียงที่ทุ้มต่ำดังขึ้นข้างหูเธอ “เจ้าหานน้อยคิดถึงเธอมาก”

            แก้มของอี้เป่ยซีแดงก่ำทันที ผลักลั่วจื่อหานออกไปแล้ววิ่งลงไปข้างล่าง ทำทีเป็นนั่งอย่างสงบที่โต๊ะอาหารแล้วก้มหัวกินข้าว ลั่วจื่อหานนั่งอยู่ตรงหน้าเธอ คีบกับข้าวลงในถ้วยของเธอเป็นครั้งคราว

            “พี่!” เสียงแหลมที่ดังขึ้นกะทันหันทำให้ทั้งสองคนขมวดคิ้วพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ทั้งสองมองไปยังแขกที่ไม่ได้รับเชิญ หลิงจื่อเซี่ยก้าวเท้ายาวๆ มาหาอี้เป่ยซี

            “ปากก็พูดว่าไม่สนใจพี่ชายฉัน แล้วตอนนี้เธอกำลังทำอะไร?”

            “หลิงจื่อเซี่ย พี่เคยบอกแล้วใช่ไหม ว่าอย่ามาที่นี่อีก”

            “แต่ว่าพี่คะ พี่ไม่ได้กลับบ้านมาหลายเดือนแล้ว แม่ก็กลับไปแล้ว ฉันอยู่ในบ้านหลังใหญ่ขนาดนั้นคนเดียว ฉันก็กลัวเป็นเหมือนกันนะ”

            “มีลุงสวี่อยู่เป็นเพื่อนเธอ”

            หลิงจื่อเซี่ยแอบหยิกตัวเอง “พี่คะ ลุงสวี่ก็เป็นแค่คุณลุง จื่อเซี่ยก็คิดถึงพี่เหมือนกันนะ แล้วยังทำไมพี่จื่อหานถึงมาอยู่กับเขา อี้เป่ยซีเป็นคนยังไง พี่จื่อหานไม่รู้เหรอ? เขาเคยทำอะไรไว้…”

            “พอได้แล้ว” ลั่วจื่อหานขัดจังหวะเธอด้วยความโมโห แม้แต่อี้เป่ยซีที่อยู่ข้างๆ ก็หดตัวเนื่องด้วยความโกรธของเขา “จะให้พี่ส่งเธอกลับไปไหม?”

            “คืนนี้ฉันจะอยู่ที่นี่”

            “ที่นี่มีแค่ห้องเดียว ไม่มีที่ให้เธออยู่”

            “งั้นพี่ก็ให้เขากลับสิ” หลิงจื่อเซี่ยชี้ไปที่อี้เป่ยซี นิ้วมือสั่นเทาด้วยความโกรธ

            อี้เป่ยซีมองไปที่ลั่วจื่อหาน เห็นเขาส่ายหน้าอย่างจนปัญญา “เธออยากนอนห้องเดียวกับลั่วจื่อหานเหรอ?”

            “ถ้าเธอกลับฉันก็กลับ”

        เธอพยักหน้า “รอให้ฉันกินเสร็จก็กลับแล้ว” หลิงจื่อเซี่ยคิดไม่ถึงว่าเธอจะตอบเร็วแบบนี้จึงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย อี้เป่ยซียังคงกินอย่างเชื่องช้า

————

ตอนที่ 146
โดย 

ตอนที่ 146 เรื่องรักๆ ใคร่ ๆ (3)

             “ยังไม่รู้เลยว่าคุณชื่ออะไร?” มู่ลี่ไป๋ลังเลอยู่นานจึงคิดอยากถามชื่อของเธอ เธอยิ้ม

            “ที่แท้รุ่นพี่ลืมฉันเร็วจังเลย”

            “หืม?”

        เธอยังคงพูดต่อ “ฉันเรียนมัธยมที่เดียวกับรุ่นพี่ค่ะ ตอนที่รุ่นพี่รับสมัครสอบจำลองด้วยตัวเอง ฉันยังนั่งอยู่ข้างๆ รุ่นพี่เลย”

            มู่ลี่ไป๋จึงนึกขึ้นมาได้ ตอนที่ตัวเองอยู่มัธยมราวกับว่ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นมากมายจริงๆ ตอนนั้นเขายังนึกว่าเป็นการหยอกเล่น เขาก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ คิดซะว่าเป็นการให้ตัวเองได้พักร้อนกับสาวๆ ข้างกายของตัวเอง

            เขาหวนระลึกอย่างละเอียดอีกครั้ง คนที่อยู่ข้างกายเขาเป็นเด็กผู้หญิงงั้นเหรอ? ทำไมเขาถึงจำได้ว่าเป็นเด็กผู้ชายล่ะ ราวกับว่าเป็นเด็กผู้หญิง เด็กผู้หญิงที่หน้าตาเหมือนเด็กผู้ชายงั้นเหรอ?

            “รุ่นพี่นึกไม่ออก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันชื่อเยี่ยฉิน”

            “คุณก็คือเยี่ยฉินเหรอ?”

            “รุ่นพี่เคยได้ยินชื่อฉันเหรอ?”

            เยี่ยฉิน เขาจะไม่เคยได้ยินได้อย่างไรล่ะ เด็กผู้หญิงที่ถูกเพื่อนร่วมหอเรียกว่าเด็กสาวที่เป็นดาวแห่งคณะวรรณกรรม มีคุณธรรมและความสามารถ ที่แท้ก็เป็นเด็กสาวคนนี้นี่เอง ราวกับว่าสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นเข้ากับเธอได้ดีทีเดียว

            ท่าทีธรรมชาติ บุคลิกสง่างาม รวมถึงใบหน้าที่อ่อนเยาว์

            “อืม ใช่แล้ว นักศึกษาแพทย์ผู้ชายหลายคนชอบคุณมากเลย”

            “หา จริงเหรอ?” ดวงตาเธอยิ้มโก่ง ราวกับพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวที่แขวนอยู่บนท้องฟ้า “คณะวรรณกรรมของพวกเราก็มีผู้หญิงหลายคนชอบรุ่นพี่มู่ค่ะ ถ้าพวกเขารู้ว่ารุ่นพี่มาส่งฉันกลับบ้าน พวกเขาต้องอิจฉาฉันตายแน่ๆ เอ่อ จอดตรงนี้ก็ได้ ขอบคุณนะคะรุ่นพี่”

            มู่ลี่ไป๋คิดไม่ถึงว่าระยะทางจะสั้นขนาดนี้ จอดรถข้างทางอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก

            “แล้วเจอกันค่ะรุ่นพี่”

            นับแต่นั้นเป็นต้นมา มู่ลี่ไป๋ก็เริ่มให้ความสนใจกับข่าวคราวของเยี่ยฉินภายในหอพัก อย่างเช่นได้รับรางวัลอะไรมา ไปที่ไหนกับเพื่อนๆ นักศึกษามาบ้าง ทำอะไรมาบ้าง โดยมักจะมีเพื่อนร่วมหอคนหนึ่งที่สามารถเล่าได้ทุกอย่าง มู่ลี่ไป๋รู้สึกโมโหเล็กน้อย รู้สึกว่าการสะกดรอยของเขาแบบนี้ไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่อยากให้เขาหยุด เพราะว่าเขาเองก็อยากรู้มากว่าวันนี้เธอทำอะไร อารมณ์เป็นอย่างไร ได้เจอใคร และเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง

            ความอยากรู้อยากเห็นที่เขาแอบซ่อนเอาไว้แทบจะทำให้เขาเป็นบ้าอยู่แล้ว มู่ลี่ไป๋กอดเอกสารการแพทย์เล่มหนาเตอะ อ่านอย่างไรก็ไม่เข้าสมอง เขาเป็นอะไรไป ทำไมถึงได้อยากรู้เรื่องของผู้หญิงที่เพิ่งเจอหน้ากันเพียงครั้งเดียวมากขนาดนี้

            เขาส่ายหัว ในเวลานี้เพื่อนร่วมหอถืออะไรบางอย่างเล็กๆ เข้ามาด้วยความตื่นเต้นมาก คนที่เหลือเข้ามาห้อมล้อมอย่างสมบูรณ์

            “พวกนายดูสิว่านี่คืออะไร”

            “อะไร อะไรเหรอ”

            “นั่นสิ อะไรน่ะ”

            เขาหัวเราะอย่างลึกลับ ระคนความเจ้าเล่ห์ดีใจอย่างคนโรคจิต แล้วแกะกล่องออกราวกับมันเป็นของล้ำค่าระดับโลก มันคือเครื่องบินบังคับไร้คนขับที่งานปรานีตมาก

            “ชิ เจ้านี่นี่เอง”

            “นายสนใจเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เมื่อไร”

            “เป็นคนแก่อยากย้อนวัยหรือไง?”

            มือของมู่ลี่ไป๋ที่ถือหนังสือออกแรงเล็กน้อย คนอื่นไม่รู้ว่าเขาคิดจะทำอะไร แต่ว่ามู่ลี่ไป๋เข้าใจดีว่าเขาเอาเครื่องบินบังคับมาทำอะไร

            “โง่จริง ไม่น่าล่ะทำไมคนในหอของพวกเราถึงยังเป็นโสดอยู่ได้ เครื่องบินบังคับเครื่องนี้แน่นอนว่าไม่ได้เอามาไว้เล่น ฉันเอามาทำอะไรพวกนายก็น่าจะรู้ดี”

            ในสมองของมู่ลี่ไป๋ว่างเปล่า เขารู้สึกว่ามีคนเอาหนังสือของเขากระแทกลงบนโต๊ะเสียงดังปัง ดึงคอเสื้อของเพื่อนนักศึกษาคนนั้นขึ้นมาอย่างแรงเป็นเชิงเตือนเขา อีกทั้งยังเอาสิ่งของไร้สาระนั้นขว้างทิ้งจนแตกเป็นเสี่ยงๆ เขาเอาเงินตบหน้าของผู้ชายคนนั้นอย่างแรง กระแทกประตูปิดแล้วจากไป จนกระทั่งเมื่อเขาได้สติอีกครั้ง ตัวเองก็มาอยู่ที่หน้าห้องสมุดแล้ว

            เขานั่งขมวดคิ้วอยู่บนเก้าอี้ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องโมโหขนาดนั้น และก็ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองจะต้องรอในที่ที่เธอผ่านทุกวัน

            “รุ่นพี่” เมื่อเห็นมู่ลี่ไป๋นั่งสีหน้าบึ้งตึงอยู่บนม้านั่ง เยี่ยฉินจึงเดินช้าลงแล้วค่อยๆ เดินเข้าไปหา มู่ลี่ไป๋เห้นเธอแล้วก็ลุกขึ้นต้องการจะจากไป แต่ขากลับแข็งทื่ออยู่ที่เดิม

            “วันนี้รุ่นพี่อารมณ์ไม่ดีหรือคะ?”

            “มีเรื่องนิดหน่อย”

            “ฉันมีซีดีแผ่นใหม่ รุ่นพี่สนใจจะฟังด้วยกันหรือเปล่า?”

            เดิมทีเขาอยากจะบอกว่าไม่สนใจ แต่ไม่รู้ว่าทำไม เมื่อเห็นแววตาที่ตั้งตารอของเธอ คำพูดที่หลุดออกมาจากปากก็เปลี่ยนไปแล้ว “ได้สิ”

            หลังจากที่มีครั้งแรกแล้ว ทั้งสองคนก็ฟังเพลงด้วยกันบ่อยๆ แบ่งปันความคิดเห็นของกันและกัน แม้จะมีบางจุดที่ไม่เหมือนกันก็จะยอมรับอีกฝ่าย มู่ลี่ไป๋เริ่มตั้งตารอที่จะเจอหน้าเธอทุกวัน และพวกเราก็สามารถเจอหน้าได้ทุกวันอยู่แล้ว

            มีครั้งหนึ่ง มู่ลี่ไป๋ไปที่ร้านภาพถ่ายด้วยกันกับเยี่ยฉิน แล้วก็นั่งฟังเพลงอย่างตั้งใจด้วยกันอยู่ในรถของเขา เยี่ยฉินเลี้ยงข้าวมู่ลี่ไป๋เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ ระหว่างทางกลับบ้าน เธอลังเลอยู่นานก่อนเอ่ยว่า “รุ่นพี่ พวกเราจะเป็นแบบนี้ตลอดไปไหม”

            มู่ลี่ไป๋ปฏิเสธเธอโดยไม่คิดเลยแม้แต่น้อย “ไม่ได้”

            ดวงตาของเยี่ยฉินเปี่ยมด้วยความผิดหวัง ใบหน้ายังคงรักษารอยยิ้มงดงามไว้ “อืม เพราะฉันรบกวนรุ่นพี่มากไปแล้ว”

            มู่ลี่ไป๋หันมามองเธอ จอดรถข้างทาง จู่ๆ ตาของเยี่ยฉินก็แดง

            เพราะว่าไม่ชอบเธอก็เลยจะปล่อยเธอลงกลางทางงั้นเหรอ ถูกไล่ลงจากรถสู้ลงไปเองเสียดีกว่า เยี่ยฉินสูดหายใจลึก ปลดเข็มขัดนิรภัย ขณะที่กำลังจะหันไปบอกลานั้น ก็มีอะไรบางอย่างอุ่นๆ ประกบริมฝีปากของเธอ รสชาติหอมหวานไหลจากปากไปสู่ทุกส่วนของร่างกาย

            เธอต้องการจะผลักคนตรงหน้าออกไปด้วยความตกใจ แต่ร่างกายกลับถูกเขาล็อคไว้ระหว่างตัวเขากับกระจกรถ จนกระทั่งสองคนหายใจติดขัด มู่ลี่ไป๋จึงปล่อยเธอ

            “คบกับผมนะ”

            เธอพยักหน้าอย่างแรงด้วยสีหน้ามีความสุข มู่ลี่ไป๋กัดริมฝีปากของเธอด้วยความดีใจอีกครั้ง

            ความรักของพวกเขาเกิดขึ้นอย่างแปลกประหลาด แต่เวลาที่อยู่ด้วยกันกลับเป็นธรรมชาติมาก พวกเขาก็เหมือนกับคู่รักส่วนใหญ่ในรั้วมหาวิทยาลัย จูงมือกัน ไปเรียน ไปอ่านหนังสือ ไปทำในสิ่งที่ทั้งสองคนชอบทำ ไปออกเดท ไปจูบ ไปตะโกนเรียกคุณน้าที่หอให้เปิดประตู

            มู่ลี่ไป๋กำลังอ่านหนังสือแจ้งการศึกษาต่อต่างประเทศ และแอบตัดสินใจเงียบๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาจารย์คนนั้นที่เป็นห่วงเขารีบไปบอกแม่ของเขาหรือเปล่า เสียงคำรามจึงดังมาจากปลายสาย ทำให้มู่ลี่ไป๋รู้สึกอ่อนล้าเล็กน้อย

            “เพราะเด็กผู้หญิงที่ลูกคบอยู่ตอนนี้ใช่ไหม?”

            “ไม่ใช่ครับ”

            “งั้นเป็นเพราะอะไร ลูกบอกสิ เพราะอะไรถึงได้ยอมแพ้”

            “แม่ ผมไม่ได้ยอมแพ้ เพียงแต่ผมไม่อยากเดินตามทางที่พ่อกับแม่วางไว้ให้ ตอนนี้ผมรู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร รู้ว่าตัวเองต้องเดินทางไหน อีกอย่าง ผมคิดว่าทรัพยากรที่นี่ไม่ได้ด้อยกว่าที่มหา’ลัยอื่นเลย ผมไม่มีความจำเป็นต้องไปไกลขนาดนั้นเพื่อชื่อหรอกครับ แม่ไม่เข้าใจเหรอ?”

            “ลูกรู้หรือเปล่าวว่าพ่อกับแม่ลงทุนลงแรงไปมากแค่ไหนเพื่อลูก…”

        “แม่” เขารีบตัดบทเธอ “ผมยังมีเรียน ไปก่อนนะ”

————

ตอนที่ 145
โดย 

ตอนที่ 145 เรื่องรักๆ ใคร่ ๆ (2)

             คำพูดนี้มันเกินไปแล้ว อี้เป่ยซีกำลังจะอ้าปาก เยี่ยฉินกลับคว้ามือของเธอไว้ ส่ายหน้า เธอลุกขึ้นยืน แผ่นหลังตั้งตรง “เห็นท่าทางของคุณที่ก้าวร้าวแบบนี้ ฉันถึงได้รู้ว่าการตัดสินใจของฉันในตอนนั้นถูกต้องแค่ไหน เป่ยซี ไว้วันหลังฉันจะมาเยี่ยมเธอใหม่”

            เธอหยิบกระเป๋าของตัวเอง เดินอ้อมมู่ลี่ไป๋ออกไปจากห้องคนไข้ มู่ลี่ไป๋ยังคงยืนอยู่ที่เดิม สีหน้าซับซ้อนทำให้มองไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่ อี้เป่ยซีรู้สึกว่าหากตัวเองเอ่ยปากในเวลานี้คงไม่เหมาะสม แต่ก็ไม่ยอมอยู่ภายใต้ความกดดันของมู่ลี่ไป๋ เธอกลอกตาแล้วร้องโอ๊ย

            “เธอเป็นอะไรไป?” ใบหน้าของมู่ลี่ไป๋ยังคงแข็งทื่อ แววตาที่มองอี้เป่ยซีราวกับกำลังพูดว่า ‘ทางที่ดีเธออย่ามาแกล้งกันนะ ไม่งั้นฉันจะไม่ให้อภัยเธอเลย’

            เธอกลืนน้ำลาย ขมวดคิ้วด้วยความน้อยใจ “เข็มหลุดแล้ว เรียกพี่พยาบาลคนสวยมาให้ฉันหน่อยได้หรือเปล่า”

            “ยุ่งจริง” เขานวดคลึงขยับของตัวเองอย่างแรง มองดูมือของอี้เป่ยซี บนหลังมือปูดเล็กน้อย ตะโกนเรียกพยาบาลให้เข้ามาแทงเข็มให้เธออีกรอบ อี้เป่ยซีมองดูมือขวาที่บวมเป่งของตัวเองด้วยท่าทางน่าสงสาร คราวหน้าถ้าใครจะดึงมือฉันตอนที่เจาะน้ำเกลืออีกนะ ฉันจะกัดเขาซะ

            “คุณ คุณหมอมู่ เสร็จแล้วค่ะ” นางพยาบาลตกใจกับความกดดันของเขาอย่างเห็นได้ชัด เสียงก็สั่นเล็กน้อย เขาพยักหน้าอย่างไม่พอใจแล้วลุกขึ้นออกจากห้องคนไข้ไป ในห้องเหลือเพียงอี้เป่ยซีเพียงลำพัง เงียบสงบเป็นอย่างมาก เงียบจนชวนให้อดไม่ได้ที่จะคิดไปเรื่อยเปื่อย

            มู่ลี่ไป๋กับเยี่ยฉินตกลงว่าเป็นอะไรกันแน่นะ ลึกลับมาก ลึกลับมากเลย

            “คิดอะไรอยู่ จริงจังเชียว?”

            “ลั่วจื่อหาน นายไม่รู้อะไร เมื่อกี้มู่ลี่ไป๋น่ากลัวมากเลย”

            “เขารังแกเธอเหรอฒ”

            อี้เป่ยซีต้องการจะบอกว่าเปล่า แต่ก็กลืนคำที่ต้องการพูดกลับลงไปทันที “อืม เขารังแกฉัน ฉันอยู่คนเดียวกลัวมากเลย”

            ลั่วจื่อหานยื่นมือตบๆ ศีรษะของเธอ “โอเค ฉันรู้แล้ว”

            “นายบอกว่าจะช่วยฉันแก้แค้นไม่ใช่เหรอ ถ้าอย่างนั้น ก็ตัดเงินเดือนเขาซะ”

            “อืม ตัดเงินเดือนเขา”

        “ไม่มีความจริงใจเลย น้ำเสียงแบบนี้ใครจะไปเชื่อว่านายจะทำได้ล่ะ”

            เขาไม่สามารถปฏิเสธได้ มองดูของเหลวของในขวด แล้วกลับไปนั่งที่เดิม

            อี้เป่ยซีมองดูเพดานต่อ มองไปมองมาก็มองต่อไปไม่ไหวแล้ว “ลั่วจื่อหาน ลั่วจื่อหาน มู่ลี่ไป๋กับเยี่ยแนเป็นอะไรกันแน่? ระหว่างพวกเขาเกิดอะไรขึ้น?”

            ลั่วจื่อหานใช้เอกสารเคาะๆ หัวของเธอ “ที่ไม่ควรถามก็อย่าถามเลย”

            “แต่ว่าฉันอยากรู้นี่ มู่…” หลังจากเธอเห็นคนที่เดินเข้ามาแล้วก็รีบถอนคำพูดของตัวเอง มู่ลี่ไป๋มองค้อนเธอ

            “มือขวาบวมแล้ว นายประคบร้อนให้เธอสักหน่อยเถอะ”

            “ฉันถามได้ไหมว่าเพราะอะไร?”

            มู่ลี่ไป๋วางของลงบนโต๊ะชา “เรื่องแบบนี้นายควรจะถามเขา ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเรา”

        “ไม่เกี่ยวอะไร กับนาย?”

            “ฉันยังมีคนไข้ ไปก่อนล่ะ” พูดจบก็ออกไปจากห้องคนไข้ราวกับหลบหนี อี้เป่ยซีมองดูสภาพสะบักสะบอมของเขา ความสงสัยในแววตายิ่งล้ำลึกกว่าเดิม

            เธอใช้มือขวาของตัวเองคว้าตัวลั่วจื่อหาน ระคนรอยยิ้มประจบประแจง “พี่ชายจื่อหาน พี่ดีที่สุดเลย บอกฉันเถอะนะ”

            ลั่วจื่อหานหยิกๆ แก้มของเธอ “เด็กดี เรื่องที่ไม่จำเป็นต้องรู้ก็ไม่ต้องรู้หรอก” เขากุมมือที่บอบบาง เริ่มประคบร้อนจุดที่บวมเป่งบนมือของเธอ อี้เป่ยซีเงียบ

            “เธออยากฟังนิทานไหม?”

            “ไม่อยาก”

            “กาลครั้งหนึ่ง มีเจ้าชายน้อยคนหนึ่ง…”

            “เด็กน้อยเกินไป ฉันไม่ฟัง”

            ลั่วจื่อหานหัวเราะ “อืม เธอไม่ฟังเองนะ งั้นก็ไม่เกี่ยวอะไรกับฉันแล้ว อย่ามางอนเพราะว่าฉันไม่บอกเธอก็แล้วกัน”

            “ไม่ๆๆ นายเล่าเถอะ ฉันฟัง ฉันฟัง”

            เรื่องนั้นราวกับเกิดขึ้นเมื่อแปดปีที่แล้ว คนที่ผ่านประสบการณ์ตรงนั้นมาต่างคิดว่าความเจ็บปวดเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง ใครจะรู้ว่าเพียงพริบตาเดียวก็ผ่านไปแปดปีแล้ว ในโลกนี้มักจะมีคำพูดที่ว่าเวลาจะทำให้คนเราลืมทุกอย่าง บางทีเรื่องที่สามารถลืมได้คือเรื่องที่จำได้ไม่ลึกซึ้งมากต่างหาก ส่วนเรื่องที่ไม่อาจลืมนั้นไม่สามารถจางหายไปตามกาลเวลา มันมีแต่จะยิ่งล้ำลึกยิ่งขึ้น ลึกจนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย

            ในตอนนั้น มู่ลี่ไป๋ยังเป็นนักศึกษาแพทย์ระดับปริญญาตรีปีสอง เขาที่อยู่ในครอบครัวแพทย์ประสบความสำเร็จทางการแพทย์ทั่วไป ปีสองปีนั้น พ่อแม่ของเขาได้เตรียมส่งเขาไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศเรียบร้อยแล้ว ไม่มีใครคิดว่าเรื่องที่ราบรื่นแบบนี้จะเกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันขึ้น เรื่องที่เหนือความคาดหมายทั้งหมดของเขาเกิดจากผู้หญิงที่แสนจะธรรมดาคนหนึ่ง

            มู่ลี่ไป๋ยังจำตอนที่เขาเจอเยี่ยฉินครั้งแรกได้ วันนั้นฝนตก เขาเดินเข้าไปในตลาดภาพวาด กำลังเลือกแผ่นดิสก์ที่เขาโปรดปรานอย่างสบายอารมณ์ มือของเขาหยุดอยู่ที่อัลบั้มดนตรีจีนพร้อมกันกับอีกมือหนึ่งพอดี บุคคลนั้นเป็นนักร้องที่มู่ลี่ไป๋ชื่นชอบมาก สไตล์มีความหลากหลายและเสียงก็เพราะมากด้วย ในขณะที่เขากำลังจะปล่อยไปด้วยความเสียดายเล็กน้อย ผู้หญิงคนนั้นก็คว้าแผ่นอัลบั้ลข้างๆ นั้นเพื่อไปชำระเงินแล้ว

            มูลี่ไป๋ดึงสติกลับมา รีบตามออกไปที่เค้าน์เตอร์จ่ายเงิน ท่ากลางฝนห่าใหญ่นั้น กลับมองไม่เห็นเงาที่สวยงามนั้นเลย เขากุมแผ่นดิสก์ในมือแน่นด้วยความผิดหวัง

            “คุณไม่มีร่มเหรอ? ฉันไปส่งคุณกลางทางได้นะ”

            มันคือผู้หญิงคนนั้น เธอส่งยิ้มพร้อมถือร่มสีน้ำเงินของตัวเอง ส่งสัญญาณให้เขาเดินเข้ามา มู่ลี่ไป๋เข้าไปใต้ร่มของเธอโดยที่ไม่คิดแล้ว

            “คุณจะไปไหน?” เสียงของเธอไพเราะมากราวกับนกขมิ้น เหมือนฝนที่ค่อยๆ ตกอยู่ในใจของเขาในตอนนี้

            “คุณล่ะ?”

            “ไปป้ายรถข้างหน้า ตอนนี้ควรจะกลับบ้านได้แล้ว”

            “อืม ป้ายรถข้างหน้านี้แหละ ถ้าคุณไม่รังเกียจล่ะก็ ผมไปส่งคุณได้”

            ตอนแรกเธอประหลาดใจเล็กน้อย จากนั้นก็ยิ้มกว้าง “ก็ได้ค่ะ งั้นต้องรบกวนคุณแล้ว” เขาพูดเสียงต่ำว่าไม่รบกวนเลย

            เธอเตี้ยกว่ามู่ลี่ไป๋มาก ร่มกดอยู่บนศีรษะของเขาเป็นครั้งคราว แต่เขาก็ไม่รำคาญเลยสักนิด แต่กลับรู้สึกมีความสุข บนรถ เขายื่นกล่องทิชชู่ให้เธอด้วยความระมัดระวัง

            “คุณก็ชอบเพลงของเขาเหรอ” เธอมองดูอัลบั้มที่มู่ลี่ไป๋ซื้อ ดวงตาเป็นประกาย

            มูลี่ไป๋พยักหน้า ครุ่นคิดครู่หนึ่งก็แกะถุงออก เล่นเพลงในเครื่องเล่นซีดีในรถทันที เธอยิ้มรับทุกการกระทำของเขา ทั้งสองคนนั่งอยู่ในรถ ฟังจนจบอัลบั้มทั้งสิบเพลง ฝนด้านนอกยังคงตกอย่างต่อเนื่อง

            จนกระทั่งเมื่อเพลงสุดท้ายจบลง ทั้งสองคนจึงรู้สึกถึงเวลาที่เดินอยู่อีกครั้ง เธอมองเวลาบนข้อมืออย่างร้อนรน “ดึกป่านนี้แล้ว” เธอบ่นพึมพำ มองดูฝนด้านนอกที่ไม่มีท่าทีว่าจะซาเลย แต่ในใจของมู่ลี่ไป๋กลับไม่อยากให้มันหยุดตลอดไป

            “บ้านคุณอยู่ไหน ผมส่งคุณกลับบ้านเถอะ” มู่ลี่ไป๋สตาร์ทรถ เม้มปากตั้งใจไม่มองเธอ เธอครุ่นคิดและบอกจุดหมายปลายทาง

        “งั้นก็รบกวนคุณแล้ว”

————

ตอนที่ 144
โดย 

ตอนที่ 144 เรื่องรักๆ ใคร่ ๆ (1)

             อี้เป่ยซีคิดไม่ถึงว่าร่างกายที่ต่อต้านความเย็นของตัวเอง จะป่วยอย่างลึกลับเพียงแค่จากการตากฝนในวันฤดูร้อน เมื่อวานก็ยังดีๆ อยู่เลย วันนี้ทันทีที่ลุกจากเตียงก็รู้สึกว่าตัวเองลอยได้ซะแล้ว

            “ฮัลโหล”

            “เป่ยซี?”

            อี้เป่ยซีนวดคลึงจมูกที่ติดขัด “อืม ฉันเอง มีอะไรเหรอ?”

            “ป่วยเหรอ?”

        “อืม ฉันกินยาแล้ว ตอนนี้อยากนอนสักหน่อย ไม่คุยกับนายแล้ว บาย” หลังจากวางสาย มือก็ร่วงลงบนผ้าห่มอย่างแรง เธอพ่นลมออกทางจมูกอย่างอึดอัด ห่อตัวตัวเองไว้ในผ้าห่ม ทั้งคอแห้งทั้งเจ็บคอ จมูกก็หายใจไม่โล่งเลย อีกทั้งยังรู้สึกหนาวเล็กน้อยด้วย

            ลั่วจื่อหาน คราวหน้าอย่าพาฉันตากฝนอีกนะ เป็นหวัดนี่มันทรมานเกินไปแล้ว

            เปลือกตาปิดลงด้วยความหนักอึ้ง แต่ว่านอนไม่หลับ ไม่รู้ว่านอนอยู่นานแค่ไหน ระหว่างที่กำลังสะลึมสะลืออยู่นั้น อี้เป่ยซีรู้สึกว่าตัวเองเหมือนเข้าสู่อ้อมกอดที่แข็งแรงของใครบางคน เธอซุกตัวแล้วก็ผล็อยหลับไปด้วยความซึมกะทืออีกครั้ง

            ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสาม อี้เป่ยซีจึงลืมตาขึ้น รู้สึกว่าดวงตามีอาการระคายเคือง ตอนที่กำลังจะยื่นมือออกไปก็รู้สึกว่ามีเข็มที่หลังมือ

            “ตื่นแล้วเหรอ? มีตรงไหนไม่สบายหรือเปล่า?” ลั่วจื่อหานช่วยเธอห่มผ้าห่ม ถามอย่างห่วงใย

            “ฉันไม่ชอบโรงพยาบาล” เธอพูดเสียงเบา จมูกก็ย่นตามไปด้วย

            ลั่วจื่อหานยื่นมือจิ้มแก้มของเธอเบาๆ “ได้ คราวหน้าไม่มาแล้ว”

            “ฉันต้องให้น้ำเกลืออีกนานแค่ไหน ฉันรู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองหายแล้ว” เธอมองขวดที่ห้อยอยู่ที่มุมขวาบนของเธอ ของเหลวในขวดใบใหญ่นั้นลดลงไปมากแล้ว เธอจ้องเขม็งฟองน้ำขนาดใหญ่ที่ปุดออกมาก “ลั่วจื่อหาน เหลือแค่นิดหน่อยแล้ว พวกเราไม่เจาะเข็มแล้วได้ไหม”

            “เป่ยซี ไม่ดื้อนะ”

            “หึ” เธอเบะปาก ไม่ได้พูดอะไรกับลั่วจื่อหานอีก ลั่วจื่อหานหยิบเอกสารด้านข้างขึ้นมาอ่านต่อ

            ‘ใกล้จะจบแล้ว ใกล้จะจบแล้ว’…อี้เป่ยซีท่องอยู่ในใจตลอดเวลา เห็นพี่สาวพยาบาลที่เข้ามาในห้องผู้ป่วยของเธอ ดวงตาก็เป็นประกายทันที “พี่สาวคะ พี่สาว ฉันเอาเข็มออกได้แล้วยัง?”

            “ค่ะ ใกล้แล้วยังเหลือขวดเล็กอีกขวด”

            “……”

            ใครจะบอกเธอได้บ้าง ว่าอี้เป่ยซีอย่างเธอทำไมต้องโง่ถึงขนาดออกไปตากฝนกับลั่วจื่อหานด้วยนะ

            “รบกวนพี่พยาบาลแล้ว”

            สายตาของพยาบาลไม่ได้มองที่อี้เป่ยซี แต่เหมือนใจลอยอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่เปลี่ยนยาดวงตาทั้งคู่ก็ไม่รู้ว่ามองไปที่ไหน การเคลื่อนไหวก็เป็นไปอย่างเชื่องช้า อี้เป่ยซีมองไปตามสายตาของเธอ ก็พบว่าความห่วงใยที่ควรจะมีให้เธอนั้นตอนนี้มันไปอยู่ที่ไหน

            “คุณอาคะ อาคิดว่าถ้าพี่สาวคนนี้มาเป็นอาสะใภ้ฉันจะเป็นยังไง?” อี้เป่ยซีหันไปหาลั่วจื่อหาน ทำสีหน้าไร้เดียงสา เมื่อพยาบาลที่อยู่ข้างๆ ได้ยินประโยคนี้แล้ว ก็ตื่นเต้นจนมือสั่น บนใบหน้ามีรอยยิ้มดีใจที่ได้เป็นที่ยอมรับ

            เธอก็บอกแล้วว่าตัวเองหน้าตาสละสวยหุ่นก็ดี เป็นไปไม่ได้ที่คนจะไม่ชอบ ต่อให้พวกเขาบอกว่าเป็นท่านประธานที่ต้องละเว้นแล้วยังไงเหรอ ตอนนี้ก็มองเธออย่างไม่ละสายตาเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?

            ลั่วจื่อหานมองอี้เป่ยซี เห็นแววตาขี้เล่นของเธอ ถอนหายใจ “หลานสาวลืมไปแล้วเหรอ? อาอยากอยู่กับหลานแค่คนเดียวนะ หรืออยากให้คุณอาพิสูจน์ให้เธอเห็นต่อหน้าคนอื่นล่ะ?”

            “คุณอา พ่อหนูต้องไม่เห็นด้วยแน่ๆ!” เธอมองพยาบาลที่อยู่ด้านข้างด้วยใบหน้าน้อยๆ ที่ตึงเครียดเพื่อขอความช่วยเหลือ พยาบาลที่แสดงอาการยั่วยวนนั้น หลังจากเห็นสายตาเตือนของลั่วจื่อหานแล้ว ก็รีบเก็บของทันที ยิ้มแล้วจากไป

            “พี่สาว พี่ต้องช่วยฉันนะ” อี้เป่ยซียังคงตะโกนตามหลังเธอ ราวกับว่าอี้เป่ยซีในขณะนี้คือเด็กสาวผู้บริสุทธิ์ที่ถูกอาของตัวเองกักขังไว้จริงๆ เธอตัวสั่น ผลักรถไปข้างหน้าต่อ

            อี้เป่ยซีเห็นเธอปิดประตู ส่ายหน้า “ไม่สนุกเลย ทำไมไม่ยั่วต่อไปล่ะ ฉันจะได้เรียนรู้สักครึ่งนึงก็ยังดี”

            “หลานสาวนอนอยู่ตรงนี้ก็เป็นความยั่วยวนแล้ว ยังต้องเรียนอะไรอีก?” เขาเลิกคิ้ว เข้าใกล้อี้เป่ยซี

            “ฉันป่วยอยู่นะ” มือข้างหนึ่งของอี้เป่ยซีผลักอยู่บนหน้าอกของเขา เอ่ยปากอย่างเหนื่อยหน่ายเล็กน้อย ลั่วจื่อหานจูบปากของเธออย่างระมัดระวัง

            “ไม่เป็นไร ฉันไม่ได้ป่วย”

            “แต่…อืม…”

            ลิ้นของลั่วจื่อหานกวาดอยู่บนเพดานปากของเธอเป็นครั้งคราว อี้เป่ยซีอดไม่ได้ที่จะสั่นไหวอยู่ใต้ร่างของเขา อาจเป็นเพราะมีไข้ ลั่วจื่อหานรู้สึกว่าร่างที่อยู่ภายใต้เขานั้นร้อน ร้อนจนอุณหภูมิร่างกายของเขาเองก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

            เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นกะทันหันขัดจังหวะทั้งสองคน อี้เป่ยซีผลักเขาออกด้วยความตกใจ ค้อนมองเขา ลั่วจื่อหานช่วยเธอจัดเสื้อผ้าอย่างไม่รีบเร่ง แล้วเดินไปเปิดประตู

            สายตาของเยี่ยฉินหยุดอยู่ที่ริมฝีปากของอี้เป่ยซีครู่หนึ่ง วางผลไม้ในมือที่โต๊ะชาด้านข้าง “เป่ยซี เธอไม่เป็นไรนะ”

            “เปล่านี่ แค่เมื่อวานใครบางคนใจดีพาฉันไปตากฝน ก็เลยเป็นหวัดนิดหน่อย ไม่มีอะไรร้ายแรง”

            “อืม” เยี่ยฉินนั่งลงข้างเธอ ในขณะนั้นเองไม่รู้ว่าต้องพูดอย่างไร ลั่วจื่อหานอ้างว่าตัวเองจะออกไปจัดการธุระ ก้าวเท้ายาวๆ ออกไปจากห้องคนไข้แล้ว

            อี้เป่ยซีชื่นชมที่เขารู้จักกาลเทศะ ยิ้มมองเยี่ยฉิน “เยี่ยฉิน มีอะไรเหรอ?”

            เธอขยับปาก ราวกับว่าได้ตัดสินใจอะไรที่ยิ่งใหญ่ รวบรวมความกล้า เปลี่ยนหัวข้อสนทนาด้วยความหดหู่เล็กน้อย “เธอคือหลิงซีเหรอ?”

            “เธอรู้ได้ยังไง?”

            “คือว่า เรื่องที่เล่าหลังจากนั้น มันเหมือนกับเรื่องของเธอมาก ฉันก็เลยคิดว่าจะเป็นเธอหรือเปล่า?”

            อี่เป่ยซีรู้สึกว่าไม่มีอะไรต้องปิดบัง พยักหน้า “อืม ฉันเอง”

            “ใช่เธอจริงๆ ด้วย” เธอตื่นเต้นเล็กน้อย “จู่ๆ ก็เหมือนกับได้เจอกับไอดอลของตัวเอง”

            “ก็ไม่หรอก ฉันรู้สึกว่างานของฉันไม่ได้ดึงดูดคนมากขนาดนั้นมั้ง ฝีมือก็ยังต้องปรับปรุง”

            “ก็เพราะว่ามันยังมีข้อบกพร่อง บางจุดถึงทำให้คนประทับใจได้ เป่ยซี เธอเก่งมากเลย”

        เธอยิ้มอย่างถ่อมตัว “เธอก็เลยมาหาฉันเพราะเรื่องนี้เหรอ?”

            เยี่ยฉินพยักหน้า แล้วก็ส่ายหัว “เป่ยซี เธอกับลั่วจื่อหานเป็นอะไรกัน?”

            “ก็เป็นอย่างที่เธอเห็นนั่นแหละ”

            “แล้วมู่ลี่ไป๋ล่ะ เธอวางเขาไว้ที่ตรงไหน เป่ยซี เธอกับเขาก็เป็น…” เยี่ยฉินยังไม่ทันพูดจบ ประตูก็ถูกผลักออก มู่ลี่ไป๋ในชุดขาวดูไร้ความอดทน เขาก้าวเท้ายาวๆ มาหาเยี่ยฉิน มองลงมา

            “เรื่องนี้ดูเหมือนว่าจะไม่เกี่ยวอะไรกับคุณหนูเยี่ยนะ”

            มือของเยี่ยฉินที่กำชายเสื้อนั้นซีดขาวเนื่องจากออกแรง อี้เป่ยซีเงียบ ดวงตาใหญ่โตมองไปมาระหว่างคนสองคน

            “ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคุณหนูเยี่ยจะสนใจเรื่องของคนอื่นขนาดนี้ ทำไมล่ะ รู้สึกว่าคุณจะใช้ประโยชน์จากคนที่ต่ำต้อยกว่าได้ ก็เลยอยากกลับมางั้นเหรอ?”

            “คุณหนูเยี่ยไม่พูดก็แสดงว่ายอมรับใช่ไหม คุณหนูเยี่ยนี่มีความมั่นใจในตัวเองจังเลยนะ ทำไมคุณถึงคิดว่าผมจะหวั่นไหวกับผู้หญิงที่ไม่มีอะไรเลยได้อีกล่ะ ตอนนั้นก็แค่หน้ามืดตามัวเท่านั้น แยกไม่ออกว่าอะไรคือโคลนตมอะไรคือทองคำ ตอนนี้คุณหนูเยี่ยก็อย่ามาใส่ใจผมอีกเลย”

        “หรือว่า…” เขาเข้าไปใกล้อีกสองสามก้าว “คุณหนูเยี่ย ต้องการมีข้อแลกเปลี่ยนอะไรกับผม ถ้าอย่างนั้นผมก็พอจะสนใจอยู่บ้าง” พูดจบก็ยิ้มเย้ยหยันเธอ

————

บทที่ 143
โดย 

 

บทที่ 143 เรื่องกวนใจรอบสอง (12)

             รถขับจากชานเมืองเข้าสู่ตัวเมืองช้าๆ อี้เป่ยซีเบิกตากว้าง มองดูรถที่ผ่านไปมาตรงหน้า กุมเสื้อของตัวเองไว้แน่น ราวกับจะหายใจไม่ออกในวินาทีต่อมา ลั่วจื่อหานเห็นท่าทางเธอแบบนี้แล้วปวดใจเล็กน้อย เหยียบคันเร่งพุ่งทะยานออกไป ร่างกายของอี้เป่ยซีเกิดอาการเกร็ง

            “ลั่ว ลั่วจื่อหาน มัน อัน ตราย”

            “หืม?”

            “อันตราย นาย เร็ว”

            “เป่ยซี เธอพูดกับฉันให้มันดีๆ”

            อี้เป่ยซีกลืนน้ำลาย คำพูดที่เปล่งออกมาติดๆ ขัดๆ เธอขมวดคิ้ว รอบเล่ารอบเล่า ก็ยังคงไม่สามารถพูดได้อย่างไหลลื่น

            “รังแก นาย ฉัน”

            ลั่วจื่อหานหัวเราะ “อืม ฉันรังแกเธอ” เขาเปิดเพลง เสียงดนตรีที่สบายและอบอุ่นดังขึ้นภายในรถที่คับแคบ มันทำให้เส้นประสาทรู้สึกผ่อนคลาย มือของอี้เป่ยซีคลายลงเล็กน้อย แต่สายตายังคงจ้องอยู่เบื้องหน้า

            ลั่วจื่อหานเร่งความเร็วขึ้นอีก อี้เป่ยซีคว้าเข็มขัดนิรภัย ตะโกนด้วยความตกใจ “นาย เร็ว ฉัน”

            “เร็วอีกเหรอ?” พูดจบ ลั่วจื่อหานก็เหยียบคันเร่งอย่างแรง อี้เป่ยซีสงสัยว่าความเร็วแบบนี้ รถคันนี้จะระเบิดหรือเปล่า

            “ฉันหยุด นาย หยุด กลัว”

            “อืม” เขายังคงไม่ลดความเร็ว จู่ๆ อี้เป่ยซีหลับตา หดตัวร้องไห้สะอื้นอยู่บนเก้าอี้

            ลั่วจื่อหานเห็นท่าทางตื่นตระหนกของเธอก็จอดรถข้างทาง อี้เป่ยซีอาศัยจังหวะนี้เปิดประตูรถแล้วพุ่งออกไปอย่างบ้าคลั่งท่ามกลางสายฝนเพียงลำพัง

            “เป่ยซี!” เสียงรถที่เบรกเอี๊ยดกะทันหันทำให้ทุกอย่างเงียบสงบ สายฝนก็ตกลงมาเงียบๆ กว่าเมื่อครู่ รถผ่านไปด้านข้างอย่างเงียบๆ อี้เป่ยซีคุกเข่าอยู่ด้านหน้ารถ กอดตัวเองแน่น

            อีกแค่นิดเดียว นิดเดียว อี้เป่ยซีกำเสื้อร้องไห้ ลั่วจื่อหานรีบพุ่งไปด้านหลังของเธอ กอดเธอด้วยตัวสั่นเทิ้ม “เป่ยซี ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไรแล้ว” เธอกำแขนเสื้อของเขา สั่นไปทั้งตัว

            “ลั่วจื่อหาน”

            “อืม ฉันอยู่นี่”

            “พวกเรากลับไปดีไหม”

            “ได้ พวกเรากลับบ้านกัน”

            ลั่วจื่อหานอุ้มเธอขึ้นมาจากพื้น ก้าวเดินมั่นคง ฝีเท้าส่งเสียงในแต่ละย่างก้าว เขาพาอี้เป่ยซีเข้าไปในรถ เพิ่มอุณหภูมิภายใน ใช้ผ้าขนหนูเช็ดเธออย่างระมัดระวัง อี้เป่ยซีไม่ได้พูดอะไร ปล่อยตัวไปตามการกระทำของเขา ริมฝีปากซีดขาวเล็กน้อย

            เขาพาเธอกลับบ้านอีกครั้ง เมื่อคุณแม่อี้เห็นสภาพสะบักสะบอมของอี้เป่ยซีแล้ว คิ้วก็ขมวดกันแน่น แววตาที่มองลั่วจื่อหานแย่ลงเล็กน้อย

            ลั่วจื่อหานยักไหล่อย่างจนใจ “คุณป้าครับ ผมจะส่งเป่ยซีขึ้นไป”

            อี้เป่ยซีส่ายหัว “ไม่ต้องหรอก นายกลับไปก่อนเถอะ อย่าลืมดื่มน้ำขิง อย่าเป็นหวัดซะล่ะ” เธอกุมมือใหญ่โตของลั่วจื่อหาน “ไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอก”

            “โอเค คุณป้า ลาก่อนครับ”

            คุณแม่อี้พยักหน้าให้เขา แม้จะอนุญาตกับพฤติกรรมของเขาแต่ก็ลากอี้เป่ยซีมาอยู่ข้างตัวเองทันที “โธ่ เป่ยซีเอ๊ย นี่เขาพาลูกไปทำอะไรมากันแน่?”

            “นั่งรถสายมรณะ” เธอหัวเราะ “แม่คะ หนูอยากไปอาบน้ำก่อน แม่ช่วยอุ่มน้ำขิงให้ลูกสาวสุดที่รักของแม่ได้ไหมคะ?” พูดพลางกระพริบตา คุณแม่อี้มองดูเธอ เมื่อมั่นใจว่าไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ แล้วจึงพยักหน้า เข้าห้องครัวไป

            อี้เป่ยซีกำหมัด ขึ้นชั้นบนเข้าห้องน้ำไป เธอห้อมล้อมตัวเองด้วยน้ำอุ่ม นึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้

            มีเพียงเวลาที่กำลังจะสูญเสียมันไปเท่านั้น จึงจะรู้ว่ามันมีค่าแค่ไหน

            ฉะนั้น ก่อนที่ลู่เยี่ยหวาจะจากไปเขาไม่ได้คิดถึงตัวเองแต่คิดถึงเธองั้นเหรอ? เธอมีความดีอะไรมีความสามารถอะไรกันที่คุ้มค่าแก่ความไว้วางใจจากคนที่สง่างามเช่นนี้ อี้เป่ยซีหัวเราะ ‘ลู่เยี่ยหวา ฉันจะติดตามนายและใช้ชีวิตอย่างสวยงาม ในที่สุดฉันก็เข้าใจความปรารถนาสุดท้ายในสายตาของนายแล้ว’

            เป่ยซี จงใช้ชีวิตต่อไปให้ดี

            เธอส่ายหัว ‘ลู่เยี่ยหวา หวังว่าชาติหน้า นายจะไม่ต้องมาเจอฉันอีก ฉันนี่มันตัวซวยของนายจริงๆ’          ทุกนาทีที่คุณแม่อี้อยู่ชั้นล่างคือความทรมาน กลัวว่าลูกสาวของตัวเองจะทำอะไรโง่ๆ อยู่ชั้นบน เธอยกนาฬิกาขึ้นมาดูแทบจะทุกวินาที สุดท้ายก็ขึ้นชั้นบนไปอย่างหมดความอดทน เคาะประตูแต่ไม่มีคนตอบ เธอก็เคาะประตูห้องน้ำอีกครั้งด้วยความร้อนรน

            “เป่ยซี เป่ยซี ลูกอยู่ข้างในหรือเปล่า?”

            อี้เป่ยซีเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองอาบน้ำนานเกินไปแล้ว ตอบคนที่อยู่หน้าประตู “อยู่ค่ะแม่ หนูจะออกไปแล้ว”

            “อ้อ โอเค งั้นลูก เร็วหน่อย ไม่สิ ช้าหน่อย เฮ้อ แล้วแต่ลูกจะเอายังไงเถอะ”

            อี้เป่ยซีคว้าเสื้อผ้าแล้วหัวเราะ แต่งตัวปล่อยผมแล้วเดินลงไปข้างล่าง เธอโอบเอวคุณแม่อี้ “แม่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก หนูดีขึ้นเยอะแล้ว”

            “ใครจะรู้ว่าลูกแสดงออกแบบนี้ ในใจจะคิดยังไง เป่ยซี ถ้าลูกยังมีอะไรที่คิดไม่ตกจริงๆ จะต้องบอกแม่นะรู้ไหม แม้ว่าแม่จะช่วยอะไรลูกไม่ได้ ลูกพูดออกมาก็จะสบายใจขึ้นมาบ้าง รู้หรือเปล่า?”

            “ค่า โอเคๆๆหนูรู้แล้ว แม่วางใจเถอะ ถ้าหนูมีอะไรจะบอกคุณแม่คนแรกเลย แบบนี้โอเคไหมคะ”

            คุณแม่อี้จิ้มๆ หน้าผากของอี้เป่ยซี “ลูกน่ำ ทุกครั้งก็รับปากเร็วแบบนี้ ถึงจะไม่พูดกับแม่ พูดกับลั่วจื่อหานก็ได้นะ”

        “อืมๆๆ ต่อไปลั่วจื่อหานก็จะเป็นถังขยะทางอารมณ์ของหนู ทิ้งของที่แย่ๆ ให้เขา ของดีๆ ก็พูดกับแม่ แม่ว่าดีไหมคะ”

            “พอได้แล้ว ดื่มแกงเถอะ”

            “รับทราบ” อี้เป่ยซีดื่มน้ำขิงถ้วยใหญ่รวดเดียวหมด เพราะฝนตกไม่สะดวกที่จะออกไปข้างนอก อี้เป่ยซีจึงอยู่ดูซีรี่ย์โทรทัศน์เป็นเพื่อนคุณแม่อี้ ทั้งสองคนพูดคุยเอะอะกันอยู่หน้าจอโทรทัศน์ สุดท้ายก็ไม่เข้าใจว่าซีรี่ย์เรื่องนี้พูดเกี่ยวกับอะไร

            “ฮูหยินอี้ได้เวลาทำกับข้าวแล้วหรือเปล่า”

            “คุณหนูอี้ ฉันปรนนิบัติเธอมานานขนาดนี้ วันนี้ไม่ใช่เวลาที่ลูกควรตอบแทนหรือ”

            “เอ๋ ฮูหยินอี้ไม่รังเกียจฝีมือทำกับข้าวแย่ๆ ของอีกาน้อยตัวนี้เหรอ?”

            คุณแม่อี้ดื่มน้ำ ราวกับว่าได้ตัดสินใจอะไรที่ยิ่งใหญ่ “แม่จัดการเอง”

            “หนูจะเป็นผู้ช่วย”

            อี้เป่ยซีล้างผักอยู่ข้างๆ คุณแม่อี้มองผักบนเขียงที่ถูกหั่นแล้วอย่างครุ่นคิด “เรียกแม่บ้านก่อนหน้านี้กลับมาเถอะ พอแม่ไปแล้ว ก็ไม่สะดวกดูแลพวกลูกแล้ว ลูกก็ทำกับข้าวไม่เป็น เป่ยเฉินเด็กคนนั้นก็เอาแต่ทำโอที”

            “เมื่อก่อนมีแม่บ้านด้วยเหรอคะ? หนูนึกว่าพี่ชอบอยู่คนเดียวซะอีก ก็เลยไม่ได้จ้างใคร”

            มือของคุณแม่อี้หยุดอยู่บนผักสีเขียว จากนั้นก็หั่นต่อด้วยความชำนาญ ผักที่หั่นแล้วราวกับผ่านการวัดขนาดมาอย่างดี ทั้งแม่นยำและสม่ำเสมอ เธอเอาผักที่หั่นเสร็จแล้ววางไว้อีกทาง ตั้งไฟ เติมน้ำมัน ใส่วัตถุดิบ ทุกขั้นตอนนั้นเรียบง่ายและถูกจัดระเบียบอย่างดี

            “เป่ยซี บางทีแม่ก็คิดว่า ถ้าแม่ไม่ได้เอาลูกกลับมาที่บ้านอี้มันจะเป็นยังไง ลูกจะเป็นเหมือนคนธรรมดาทั่วไป ทำเรื่องธรรมดาเรียบง่ายที่ตัวเองชอบ หรือจะมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ของตัวเองแล้วลงแรงไปกับมันอย่างมีความสุข แต่ไม่ใช่เป็นแบบนี้ ที่มีหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกันจนรับมือไม่ทัน”

            “แม่คะ หนูต้องขอบคุณที่แม่พาหนูกลับมาบ้าน ไม่อย่างนั้นหนูก็คงไม่สามารถจะมีความสุขไปกับความรักของทั้งสามบ้านได้หรอก หนูมีความสุขมากจริงๆ แม้จะมีสิ่งรบกวนเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ แต่ว่ารวมๆ แล้วก็เยี่ยมมากนะคะ หนูชอบชีวิตแบบนี้มาก แม่ก็อย่าไปคิดเรื่อง ‘ถ้าหาก’ นั่นอีกเลย”

        “ได้ แม่จะเชื่อเรา ไม่คิดๆ”

————

บทที่ 142
โดย 

 

บทที่ 142 เรื่องกวนใจรอบสอง (11)

             อี้เป่ยซีขังตัวเองอยู่ในห้องยาวนาน เริ่มรวบรวมหลักฐานของตัวเอง คุณแม่อี้กับอี้เป่ยเฉินต่างกลับมาดูเธอเป็นครั้งคราว กลัวว่าเรื่องพวกนี้จะส่งผลกระทบต่อจิตใจของเธอ

            เมื่อเรื่องนี้สะสมมาถึงวันที่สาม อี้เป่ยซีจึงค่อยๆ ปล่อยของที่ตัวเองรวบรวมได้ออกไป

            โดยเริ่มจากเรื่องการคัดลอดบทความก่อน เธอพบที่มาของบทความทั้งหมดของเธอ รวมถึงสถานที่เรียนรู้และชี้แจงให้เห็นทีละอย่าง บางครั้งคุณไม่เคยเห็นว่าเธอใช้มัน ถ้าเช่นนั้นสิ่งนี้ก็เป็นของเธอสิ หรือไม่ก็อาจเคยมีเนื้อหาที่คล้ายคลึงกันเมื่อหลายร้อยปีก่อนก็ได้นะ

            เธอก็ได้หาเวลาที่ตีพิมพ์บทความของตัวเอง รวมถึงเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาตีพิมพ์บทความ

            นี่มันน่าสนใจมากๆ ฉันได้คัดลอกผลงานจากอนาคต ฉันก็ชื่นชมความสามารถของตัวเองมากเหลือเกิน

            เธอยังถ่ายภาพหน้าจอจากบทสนทนากับคนจำนวนหนึ่ง

            แบบนี้พอจะทำให้พวกคุณเข้าใจได้บ้างหรือยังว่าใครพูดจาเหลวไหลกันแน่…

            จากนั้นก็ปิดคอมพิวเตอร์โดยไม่พูดจาสักคำ ล้มตัวลงบนเตียงแล้วเข้าสู่ความฝัน

            เรื่องแบบนี้มันเหนื่อยเกินไปแล้ว ก่อนหน้านี้ทำไมถึงไม่รู้เลยว่าตัวเองเขียนอะไรมากมายขนาดนั้น เธอส่ายหัว กอดหมอนของตัวเองแล้วผล็อยหลับไป

            เธอบังคับตัวเองว่าอย่าไปใส่ใจอีก ให้แก้ไขสิ่งที่ตัวเองเขียนก่อนหน้านี้อย่างสบายใจ สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าจะส่งให้กับบรรณาธิการทั้งหมด ครั้งเดียวก็น่าจะผ่านล่ะมั้ง เธอคิด แต่ทำอย่างก็ยิ้มไม่ออก เอาเถอะต้องพูดว่าเรื่องนี้มันทำให้ลำบากใจจริงๆ

            เธอลบมันซ้ำแล้วซ้ำอีก ทิ้งชิ้นงานไปแล้วก็หยิบมันขึ้นมาใหม่อีก ถูกคนปฏิเสธอย่างต่อเนื่องแบบนี้ ถ้าบอกว่าไม่เสียใจ เธอเองก็ยังไม่เชื่อ แต่ว่าทำไมจู่ๆ ถึงเกิดเรื่องแบบนี้ได้ล่ะ อีกอย่างยังกัดเพลงใหม่ของเธอไม่ปล่อยด้วย มันมีปัญหาตรงไหนกันนะ

            หรือว่าจะเป็นฝีมือคนของเฟิงอู่? เธอคงไม่มีอำนาจขนาดนี้ งั้นจะเป็นใครได้ล่ะ คนที่ไม่ต้องการเห็นเธอราบรื่นที่สุด

            เธออยู่ในวงการนี้ ทำตัวโดดเด่นน้อยที่สุดจนไม่รู้จะน้อยอย่างไรแล้ว นับประสาอะไรที่จะไปผิดใจกับคนอื่นล่ะ มันคือความเกลียดชังในชีวิตจริงต่างหาก

            ไม่ ไม่จริงมั้ง แต่ว่าคนพวกนั้นที่เกลียดเธอไม่น่าจะรู้ว่าเธอยังมีโลกเสมือนอยู่ในวงการนี้นี่นา

            เธอส่ายหน้า ช่างเถอะ คิดว่าก็จะสามารถผ่านเรื่องนี้ไปได้ ต่อไปเธอก็ระวังตัวหน่อยก็แล้วกัน

            ขณะที่อี้เป่ยซีเปิดดูหน้าเว็บอีกครั้ง ก็พบว่าเรื่องการคัดลอกของหลิงซีไม่ได้เป็นประเด็นร้อนอีกต่อไปแล้ว แต่มีเรื่องวุ่นวายใหม่เข้ามาแทนที่

            พวกคุณเอาจินตนาการมากมายขนาดนี้มาจากที่ไหนกัน อี้เป่ยซีรู้สึกว่ามีบาดแผลจากความหดหู่อยู่ที่หน้าอกของตัวเอง คิดๆ ดูแล้วก็ช่างมันเถอะ มันเป็นเพียงข้อกล่าวหวเลื่อนลอยเท่านั้น พวกเขาก็หาหลักฐานอะไรไม่ได้ เธอจะเก็บเอามาใส่ใจทำไม

            ในขณะที่เธอนึกว่าจะสงบได้แล้ว จู่ๆ ก็มีเพื่อนสนิทในวงการที่โผล่มาป้ายยาให้กับทุกคน

            ใช่สิ เธอเขียนเก่ง แค่มีพรสวรรค์นิดหน่อยแล้วยังไงเหรอ ก็ยังเป็นคนที่นิสัยห่วยๆ คนหนึ่ง

            คนที่เรียกตัวเองว่า หนึ่งสิบสามได้ตัดบันทึกการสนทนาของหลิงซีกับคนอื่นๆ ออกมา แล้วใส่เรื่องราวของอี้เป่ยซีลงไป

            คนนี้รู้เรื่องของเธอได้อย่างไร มือของอี้เป่ยซีสั่นเล็กน้อย เม้าส์ไหลลื่นลงใต้โต๊ะทันทีตามมือของเธอ นี่เป็นฝีมือใครกันแน่!

            เธออ่านาข้อกล่าวหาบนเว็บ ดวงตาแดงก่ำอย่างช่วยไม่ได้

            ใช่ มันเป็นความผิดของเธอเอง เป็นความผิดของเธอทั้งหมดโอเคไหม พวกเธอไม่ต้องพูดอีกแล้ว

            เพราะเธออี้เป่ยซีทำให้ลู่เยี่ยหวาตาย เธอทำให้เขาตาย พวกเธอพอใจกันแล้วสินะ

            อย่าพูดอีกเลย อย่าพูดอีกเลย

            “อย่าพูดอีกเลย” อี้เป่ยซีคำรามออกมา ทิ้งทุกอย่างบนโต๊ะลงกับพื้น

            “เป็นเพราะฉัน ฉะนั้นทั้งชีวิตนี้ของฉันต้องเป็นเหมือนเขาเท่านั้น มีแค่ขาวดำใช่ไหม เหมือนกับนักบวช ทำอะไรก็ไม่ได้ ห้ามหัวเราะ ห้ามมีความสุข ห้ามดีใจ ต้องใช้ชีวิตอยู่ในความผิดทุกวัน ต้องถูกทุกคนด่าทอ”

            “พวกเธอจะเอายังไงกันแน่ จะเอายังไงกันแน่นะ” อี้เป่ยซีร่วงลงมาจากเกาอี้ ราวกับได้สูญเสียวิญญาณไป มองดูข้าวของที่ระเกะระกะบนพื้น แม้จะมีคนเดินมาข้างหลังเธอก็ยังไม่รู้ตัว

            “เป่ยซี” อี้เป่ยซีได้ยินเสียง พุ่งเข้าไปในอ้อมกอดของเขาทันที สะอื้นไม่หยุด

            “ลั่วจื่อหาน ลั่วจื่อหาน นี่ฉันมัน…”

            “ไม่ใช่เป่ยซี พวกเขาไม่รู้ว่าอะไรคือความจริงๆ เธอจะต้องมีความสุข เพราะว่านี่คือความปรารถนาทั้งหมดของลู่เยี่ยหวา เธออย่าปล่อยให้พวกเขามีผลกระทบสิเป่ยซี”

            “แต่ว่า ลั่วจื่อหาน ฉันทรมานจริงๆ นะ เวลาที่ฉันนึกถึงเขากับฉัน”

            แขนของลั่วจื่อหานกอดแน่น “เป่ยซีร้องเถอะ ร้องออกมา ทรมานก็ร้องออกมา ฉันอยู่นี่ ฉันอยู่นี่”

            ได้ยินดังนี้ อี้เป่ยซีก็ปล่อยโฮอย่างควบคุมไม่ได้ ลั่วจื่อหานก็กอดเธอกึ่งคุกเข่าอยู่แบบนี้ จนกระทั่งคนในอ้อมแขนร้องไห้จนไม่มีเสียงแล้ว ก็ค่อยๆ ผล็อยหลับไป

            เขาอุ้มเธอขึ้นมาจากพื้น วางลงบนเตียง ใช้ผ้าขนหนูเปียกเช็ดใบหน้าของเธออย่างระมัดระวัง

            “เป่ยซี ตอนนี้เธอเดินออกมาได้แล้ว อย่าถูกดึงกลับเข้าไปอีกสิ โอเคไหม?” เขาจูบหน้าผากของเธอ ห่มผ้าให้เธออย่างดี ลุกขึ้นจากไป

            ผู้คนยังคงถกเถียงกันเรื่องนี้ อี้เป่ยซีไม่มีกะใจไปที่จะไปคิดถึงเรื่องนี้อีก ร่างกายเธอไม่มีพลังเลย การเดินก็ยังล่องลอย บางทีเธอนั่งอยู่บนโซฟาคนเดียว เหม่อมองนอกหน้าต่างเพียงลำพัง คุณแม่อี้คอยอยู่ข้างๆ เธอไม่ห่าง กลัวว่าอี้เป่ยซีจะเกิดเรื่องอะไรอีก

            ฝนเริ่มตกแล้ว เวลาเพิ่งจะบ่ายสองด้านนอกก็มืดแล้ว ลั่วจื่อหานฝ่าฝนมายังจิ่นหยวน เปิดพรวดประตูบ้านของอี้เป่ยซี

            “คุณป้าครับ เป่ยซีอยู่ไหม?” คุณแม่อี้ชี้ไปยังห้องรับแขก เขามองตาม ก็เห็นอี้เป่ยซีถือแอ๊บเปิ้ลและเหม่อมองมัน เขาค่อยๆ เดินเข้าไปทีละก้าวสองก้าว

            “เป่ยซี”

            แอ๊บเปิ้ลของเธอร่วงหลุดจากมือทันใด ลั่วจื่อหานรับไว้อย่างรวดเร็วแล้ววางลงบนโต๊ะน้ำชา นั่งลงข้างเธอ

            “เป่ยซี คิดอะไรอยู่?”

            “ฉันก็ไม่รู้ แค่รู้สึกว่าเบื่อมาก” มือของคุณแม่อี้ขยับ ขึ้นชั้นบนไปเงียบๆ ปล่อยให้พวกเขาอยู่กับตามลำพัง

            “หรือรู้สึกว่าถ้าขังตัวเองแล้วจะดีขึ้นงั้นเหรอ?”

            “ฉันเปล่า ฉันแค่ไม่อยากคิด” อี้เป่ยซียังคงนั่งเหม่อ ไม่มีสีสันใดๆ ในแววตา คำพูดเมื่อครู่ก็เหมือนกับว่าไม่ได้ออกมาจากปากของเธอ

            “ฉันพาเธอออกไปเดินเล่นไหม?”

            “ไม่!” เธอหันขวับไปหาลั่วจื่อหาน “ไม่ออกไป ไม่ออกไป ฉันไม่อยากออกไป ลั่วจื่อหานนายอย่าลากฉัน ลั่วจื่อหาน”

            ลั่วจื่อหานอุ้มเธอขึ้นมาโดยไม่ปล่อยให้อธิบายใดๆ อี้เป่ยซีดิ้นรนในอ้อมแขนของเขาตลอดเวลา ทั้งสองคนตากฝนหนัก เขาแข็งใจยัดเธอเข้าไปในรถทันที

            “ฉันพาเธอออกไปนั่งรถเล่น”

        “ฉันไม่อยากออกไป ไม่อยากจริงๆ ฉันอยากอยู่บ้านน่ะลั่วจื่อหาน นายปล่อยให้ฉันกลับไปได้หรือเปล่า” เธอคว้าแขนเสื้อของเขาพร้อมร้องขอ ลั่วจื่อหานว้าวุ่นใจแต่ก็ยังสตาร์ทรถ รถหายไปในม่านฝนอย่างรวดเร็ว

————

บทที่ 141
โดย 

 

บทที่ 141 เรื่องกวนใจรอบสอง (10)

             อี้เป่ยซีกลับถึงบ้าน ข้างในไม่มีใครเลย ดื่มไปหนึ่งแก้วก็กลับไปที่ห้องของตัวเอง อี้เป่ยซีล้มตัวลงบนเตียง ความง่วงค่อยๆ เข้าจู่โจมเธอ พลิกตัวกอดผ้าห่มแล้วผล็อยหลับไปด้วยความซึมกะทือแล้ว

            หลังจากลั่วจื่อหานออกไปจากจิ่นหยวนแล้วก็ขับรถกลับไปที่บริษัทเพื่อเริ่มจัดการเรื่องงานทันที เมื่อมองดูวางแผนที่เต็มไปด้วยตัวอักษรสีดำแล้วก็หงุดหงิดใจ นวดคลึงคิ้วอย่างแรง

            ทำไมมักจะมีสังหรณ์ใจไม่ดีเลย เป่ยซี…

            เขาเพิ่งจะแตะโทรศัพท์มือถือ มันก็เริ่มสั่น ลั่วจื่อหานมองดูชื่อของสายเรียกเข้า กดปุ่มรับสายอย่างเกียจคร้าน “มีอะไรก็รีบพูด”

            “เอ๊ะ ทัศนคติแย่จังเลย งั้นฉันก็ไม่บอกนายเรื่องของเป่ยซีแล้ว”

            “เซี่ยเช่อ นายรีบบอกเขาเถอะ” ราวกับว่าหลานฉือเซวียนอยู่ข้างๆ เขา กระตุ้นอย่างอดไม่ได้ ลั่วจื่อหานขมวดคิ้ว

            “มีเรื่องอะไร”

            เซี่ยเช่อพูดอย่างเชื่องช้า “อา นายรู้สินะว่าเป่ยซีก็คือหลิงซี วันนี้ถูกคนกล่าวหาว่าละเมิดสิขสิทธิ์ เหมือนกับว่ามีหลายคนไม่พอใจมาก น่าจะมีคนทำอะไรอยู่เบื้องหลัง ก็แค่รู้สึกว่านายควรจะทำอะไรสักอย่างหรือเปล่า”

            “พูดให้ชัดหน่อย”

            “ยังไม่ชัดอีกเหรอ ฉันพูดชัดมากแล้วนะ งั้นนายก็ไปหาในเน็ตเองก็แล้วกัน แค่นี้แหละฉันจะวางแล้ว อ่อ จริงสิอีกเรื่อง เพลงที่นายอยากจะเพลิดเพลินคนเดียวก็ถูกปล่อยออกมาเหมือนกัน”

            ลั่วจื่อหานกำโทรศัพท์มือถือแน่น “โอเค ฉันรู้แล้ว”

            เขาเอาเอกสารวางไว้อีกทาง เปิดหน้าเว็บขึ้นมา เมื่อเห็นลิสต์แล้วในใจก็รู้สึกสงสัยเล็กน้อย แม้เธอจะไม่มีชื่อเสียงมากในวงการ แต่ว่าเมื่อเหตุการณ์แบบนี้แล้วก็ไม่ใช่สิ่งที่จะถูกดันขึ้นมาอยู่บนลิสต์ได้ จะเป็นไปได้ก็เพียงข้อถกเถียงขนาดเล็กเท่านั้น มันจะกลายเป็นข้อโต้แย้งขนาดใหญ่แบบนี้ได้อย่างไร

            เขาสงสัยแต่ก็ยังกดเข้าไปแล้ว

            ‘เรื่องราวดุเดือดของหลิงซีที่ไม่มีใครรู้’

            เขาหัวเราะเย็นชา กวาดตามองเรื่องเหลวไหลยาวเหยียด

        เล่าว่าอี้เป่ยซีเป็นเด็กสาวที่มาจากครอบครัวยากจนที่มีความทะเยอทะยาน อยากยกระดับตัวเอง โดยเล่าว่ามีคนเขียนทุกอย่างให้เธอ อีกทั้งยังบอกอีกว่าผลงานชิ้นนี้ลอกเลียนแบบมาจากสิ่งนั้นสิ่งนี้

            เรื่องไร้สาระทั้งนั้น

            เขาเลื่อนเม้าส์ เห็นการรังแกของชาวเน็ตชุดใหญ่ก็ทุบกำปั้นลงบนโต๊ะเสียงดัง

            พวกแกจะมากล่าวหาคนที่เขาปกป้องสุดชีวิตแบบนี้ไม่ได้นะ ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้จักเธอเลย ก็มาบอกว่าตัวเองเข้าใจเป็นอย่างดีและมองเห็นความจริงแล้ว น่าตลก น่าตลก

            เขาเห็นว่าเพลงนั้นที่อี้เป่ยซีเพิ่งเขียนได้กลายเป็นจานระบายสีไปแล้ว ในใจสั่นเทิ้ม ‘อี้เป่ยซีเอ๋ย เธอเห็นอะไรพวกนี้หรือยังนะ’

            อี้เป่ยซีถูกปลุกด้วยเสียงโทรศัพท์มือถือ เธอลูบหัวที่ยุ่งเหยิง “ฮัลโหล”

            “หลิงซีแกมันคนเลว รังแกเทพบุตรของฉันยังไม่พอ ยังก๊อปผลงานใหญ่ๆ อีกตั้งเยอะ คนอย่างเธอมีสิทธิ์อะไรอยู่บนโลกใบนี้”

            “หา?”

            “แกล้งโง่อะไรล่ะ เธอมันน่าสมเพศ เธอนึกว่าการที่ให้คนอื่นเขียนคำสละสวยให้เธอไม่กี่คำแล้วเต่าทองจะมาติดเบ็ดงั้นเหรอ เธอฝันไปเถอะ ฉันจะบอกให้นะ คนเลว…” อี้เป่ยซีไม่รอเธอพูดจบก็วางหูไปแล้ว จากนั้นโทรศัพท์มือถือก็ส่งเสียงอย่างบ้าคลั่ง สายแล้วสายเล่า

            เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมถึงบอกว่าเธอคัดลอกผลงานล่ะ แล้วพวกเขามีเบอร์โทรศัพท์มือถือของเธอได้อย่างไร

            นี่มันเรื่องอะไรกัน ตอนแรกคิดจะโทรไปถามพี่ชาย แต่เมื่อเห็นโทรศัพท์ที่ส่งเสียงร้องตลอดเวลา ก็เดินไปหน้าคอมพิวเตอร์ เปิดโปรแกรมแชทขึ้นมา ทั้งหมดล้วนมีแต่คนที่ไม่รู้จักส่งข้อความมาด่าทอเธอ ตัวเลขสีแดงสดราวกับว่าจะระเบิดออกมา

            มือที่จับเม้าส์ของเธอสั่น เห็นข้อความส่งมาจากรูปโปรไฟล์ที่คุ้นเคย

            “ยกเลิกการร่วมงาน”

            ทำไมจะต้องยกเลิกด้วย เธอไม่ได้ทำอะไรเลยนี่นา เธอลงแรงไปมากให้กับหนังสือเล่มนี้ ทำไมถึงบอกยกเลิกก็ยกเลิกล่ะ

            ไม่ได้ อี้เป่ยซีอย่างเธอไม่เห็นด้วย แม้จะถูกต่อต้านเธอก็ต้องการเหตุผล เมื่อได้รับเนื้อหาจากอีกฝ่ายแล้ว อี้เป่ยซีหลับตาด้วยความหนักอึ้งเล็กน้อย

            เมื่อก่อนก็มีคนถูกคัดลอก ตอนนั้นก็วุ่นวายมากพอแล้ว ตอนนี้มาเจอกับตัวเองก็รู้สึกว่ามันมากเกินไป สิ่งที่เกิดขึ้นคราวนั้นเป็นเหมือนแค่การเปิดฉากเท่านั้น

            แต่ว่าเธอไม่เคยคัดลอกนี่นา เธอเบะปากด้วยความน้อยใจเล็กน้อย มองดูหลักฐานนานาชนิดที่พวกเขางัดออกมาอย่างเหม่อลอย มองดูคนที่เคยชื่นชมเธอกลับกลายเป็นคนที่รุนแรงที่สุด ถือขวานคอยฟาดฟันเธอ

            ช่างเถอะ แต่ยังมีความรู้สึกเสียใจอยู่เลย รู้สึกเหมือนถูกแทงข้างหลังอย่างไรอย่างนั้น

            เธออ่านอีกสองสามรอบแล้วกดปุ่มรีเฟรช ทันใดนั้นก็เห็นความเห็นของมู่ไป๋

            “ผมเชื่อใจเขา หลิงซีเป็นเด็กสาวที่สง่างามและมีชีวิตชีวามาก” อี้เป่ยซีอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื้นตัน แต่เมื่อเห็นความคิดเห็นด้านล่าง หัวใจก็เย็นชา

            “สงสารเทพบุตรจังเลย ตัวเองต้องมาเจอเรื่องที่ไม่มีความสุขเพราะช่วยเพื่อนในวงการล้างมนทิน เทพบุตรฉันรักคุณ แต่หลิงซีเขาไม่คู่ควร”

            “เทพบุตรอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องแบบนี้เลย เรื่องของหลิงซีทั้งนั้นไม่เกี่ยวอะไรกับคุณเลย”

            อี้เป่ยซีหัวเราะเยาะ แต่กลับทำอะไรไม่ถูก พื้นที่แสดงคววามคิดเห็นของเธออยู่ในมือของศัตรูแล้ว ทั้งคนที่รู้จักและไม่รู้จัก ทั้งที่อยู่ในวงการและไม่ได้อยู่ในวงการ ทุกคนต่างพุ่งเป้าหอกแห่งคุณธรรมไปที่เธอ

            อีกทั้งยังทำให้เธอดังใหญ่แล้ว ต้องขอบคุณพวกเขาจริงๆ

            เธอครุ่นคิดแล้วแก้ไขย่อหน้า สิ่งที่ควรพูดล้วนอยู่ในหลักฐานของพวกเขาแล้ว ‘พวกเธอคอยดูเถอะ จริงสิอีกอย่าง ถ้าจานระบายสีพวกนั้นเป็นที่ระบายจริงๆ ล่ะก็ ฉันจะรวบรวมวรรณกรรมทุกคำเป็นคำเดียวกันก็ได้ อยากดูไหมล่ะ’ เธอยิ้มยิงฟัน

            เธอปิดคอมพิวเตอร์ทันที โทรศัพท์มือถือยังคงส่งเสียงเธอจึงปิดมันด้วยความรำคาญแล้ว ตอนนี้โลกสะอาดแล้วสินะ

            เสียงตึงตังดังมาจากข้างนอก อี้เป่ยซีหันไป เห็นอี้เป่ยเฉินเหงื่อออกเต็มหน้าผาก

            “เสี่ยวซี”

            “พี่ เป็นอะไรไป ทำไมพี่ถึงรีบร้อนขนาดนั้น”

            เธอทำลมหายใจให้เป็นปกติ “เธอไม่เป็นไรนะ”

            “ไม่เป็นไร มีแต่เรื่องไร้สาระ อ่อจริงสิ พี่ให้ฉันยืมมือถือหน่อยได้ไหม ตอนนี้ฉันไม่สะดวกเปิดมือถือ”

            “อืม ได้” เขายื่นโทรศัพท์มือถือของตัวเองให้เธอทันทีโดยปราศจากความลังเล อี้เป่ยซีกดหมายเลขหนึ่งอย่างรวดเร็ว แล้วกดโทรออก

            “สวัสดีค่ะ หมายเลขที่ท่านเรียก…” ซ้ำอยู่แบบนี้หลายรอบ จากนั้นคนฝั่งนั้นจึงได้รับหมายเลขที่อี้เป่ยซีโทรไป

            “ลั่วจื่อหาน” เมื่อได้ยินชื่อของเขา ดวงตาของอี้เป่ยเฉินหดตัวลงทันที ค่อยๆ ถอยออกไปจากห้องของเธอ

            “เป่ยซี เธอไม่เป็นไรนะ”

            “ฉันไม่เป็นไร ลั่วจื่อหาน นายก็เห็นหมดแล้วใช่ไหม นายอย่าโมโหเลยนะ เรื่องพวกนี้ทำอะไรฉันไม่ได้หรอก”

            “อืม โอเค”

            “นายไม่ต้องเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้โอเคไหม? ให้ฉันจัดการเอง”

            ทางนั้นไม่ได้ตอบเธออยู่นาน อี้เป่ยซีกำชายเสื้อ รอคอยคำตอบ

            “ได้ ถ้าเธอต้องการอะไรอย่าลืมมาหาฉัน”

            “อืม ฉันรู้แล้ว นายดีจัง”

        ลั่วจื่อหานเก็บโทรศัพท์ มองออกไปนอกหน้าต่าง เรื่องนี้เขาจะไม่ยุ่ง แต่ว่าเขาจะไม่ยอมให้เป่ยซีต่อสู้กับคนนั้นตามลำพังแน่นอน

————

บทที่ 140
โดย 

 

บทที่ 140 เรื่องกวนใจรอบสอง (9)

             “ที่นี่สวยจังเลย” อี้เป่ยซีอดไม่ได้ที่จะเงยหน้า ดวงดาวเป็นประกาย และมีกลิ่นหอมที่ใต้เท้า

            ลั่วจื่อหานจูงมือของเธอ “ที่นี่เป็นจุดที่ใกล้ทางช้างเผือกที่สุดของทั้งเมือง C ตำนานบอกว่ามีคู่รักได้เสียงของหนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้าคุยกันตอนกลางคืนด้วย”

            “หา จริงเหรอ ฉันก็อยากได้ยิน”

            “โอเค พวกเราไปกินข้าวก่อน”

            อาหารในร้านอาหารก็มีลักษณะเฉพาะของตัวเอง ไม่มีรสชาติของเครื่องปรุงรส ราวกับว่ามันคือรสชาติดั้งเดิมในตัวอาหารเอง ฝีมือการทำอาหารเป็นเพียงองค์ประกอบที่เสริมให้เด่นขึ้นเท่านั้น อาหารต่างหากที่เป็นตัวละครหลัก แต่ละคำที่กลืนลงไปล้วนสดใหม่และเป็นธรรมชาติ ราวกับคุณได้ที่บ้านเกิดของเขาจริงๆ เขาใช้ตัวเองเพื่อเล่าเรื่องราวของตัวเองให้กับคุณ

            “อร่อยมากๆ เลย” อี้เป่ยซีลูบท้องตัวเองอย่างพึงพอใจ มองไปรอบๆ การตกแต่งของโรงแรมนั้นสมบูรณ์แต่ไม่ขาดรายละเอียด แสงไฟกระพริบเหมือนทางช้างเผือกที่ไหลผ่านที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณและเวมทนตร์

            “นั่นมันอะไรน่ะ” เธอมองดูทางช้างเผือกสีทองค่อยๆ ปรากฏสีเงินบางๆ ทั้งอ่อนแอและแข็งแกร่ง ลอยกลิ้งไปมา ราวกับว่ามันจะร่วงลงมาเมื่อไรก็ได้ และในวินาทีต่อมาสีเงินเล็กๆ นั้นก็ร่วงลงมาจริงๆ มันร่วงลงมาอยู่ในมือของอี้เป่ยซีพอดี

            มันคือสร้อยคอสีเงินเส้นหนึ่ง ประดับด้วยดวงดาวระยิบระยับเป็นที่สุด และเพราะว่าดาวดวงนี้ตกลงมา ทางช้างเผือกสีทองบนท้องฟ้าจึงดูธรรมดาอย่างช่วยไม่ได้

            “นี่คือ”

            ลั่วจื่อหานเดินเข้ามาหาเธอ สวมสร้อยคอให้เธอ จูบหลังคอของเธอแผ่วเบา จากนั้นก็จูงมือของเธอกลับไปยังที่ๆ พวกเขามาก่อนหน้านี้

            อี้เป่ยซีรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองถูกห่วงสีขาวบางๆ พันรอบตัวไว้ ทั้งลึกลับและเหมือนฝัน เธออดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกมาแต่จับต้องอะไรไม่ได้เลย ทันใดนั้นเองก็มีแสงสีเงินพุ่งพรวดขึ้นไปยังท้องฟ้า ราวกับเพียงแค่ออกคำสั่ง ทะเลแห่งดอกไม้ก็บานสะพรั่งบนนภา สีทั้งหมดรวมตัวเป็นรูปร่าง ตัวอักษรทรงกลมแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาของทั้งสองคน

            อี้เป่ยซี ฉันชอบเธอ

            ลั่วจื่อหาน ฉันก็ชอบนาย

            จู่ๆ ลั่วจื่อหานก็ร้องเพลงข้างหูเธอ

            เธออดไม่ได้ที่จะกอดเขาแน่น เมื่อฟังเพลงที่เขาร้องข้างหูตัวเองจนจบแล้ว เธอจึงปล่อยเขา จูบริมฝีปากเขาทั้งน้ำตา

            ลั่วจื่อหานก็กอดเธอแน่น ค่อยๆ ดูดดื่มความหวานในปากของเธอ จนกระทั่งทั้งสองคนหายใจลำบากเล็กน้อย อี้เป่ยซีจึงซบอยู่บนหน้าอกของเขา ฟังเขาพูดเสียงเบา “เป่ยซี ฉันชอบเธอ”

            “ฉันก็เหมือนกันลั่วจื่อหาน ฉันชอบนายมากๆ”

            ลั่วจื่อหานกุมใบหน้าของเธอ จูบด้วยความเร่าร้อน มือล้วงเข้าไปในเสื้อผ้าของเธอลูบไล้อยู่บนผิวที่เรียบรื่น อี้เป่ยซีอดไม่ได้ร้องครางเล็กน้อย เขายิ่งออกแรงมากกว่าเดิม แทบรอไม่ไหวที่จะเอาเธอเข้ามาในร่างกายของตัวเอง

            อี้เป่ยซีรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงทีละน้อยของเขา ทั้งภายในใจและร่างกายของเธอก็รู้สึกรุ่มร้อน ราวกับมีอะไรบางอย่างกำลังจะกลับเข้าสู่ร่างกายของตัวเอง เส้นประสาททั้งหมดต่างโห่ร้องอยู่ในช่วงเวลานี้

            “เป่ยซี” ลั่วจื่อหานหายใจรดข้างลำคอของเธอ เธอกัดคอของลั่วจื่อหานแผ่วเบา กระแสไฟฟ้าแพร่กระจายไปทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว เขายิ่งออกแรงมากกว่าเดิม

            “ลั่วจื่อหาน นายรัดฉันอยู่น่ะ”

            เขาผ่อนคลาย อี้เป่ยซีพุ่งไปที่ร่างของเขา ทำให้ลั่วจื่อหานตุปัดตุเป๋ ร่างกายที่ประคองได้อย่างยากลำบากถูกอี้เป่ยซีทำให้ล้มลงไปกับพื้นแล้ว

            เธอทับอยู่บนตัวเขา จูบเขาอย่างรุนแรง มือยังคงสัมผัสหานน้อยอย่างไม่ชำนิชำนาญ

            “เป่ยซี”

            “อืม ลั่วจื่อหาน” เธอยิ้มพร้อมมองเขา บนตัวเธอมีความเปล่งปลั่งที่ทำให้คนละสายตาไม่ได้ภายใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืน “พวกเรากลับห้องกันดีไหม”

            ลั่วจื่อหานตอบว่าอือเบาๆ จัดเสื้อผ้าของอี้เป่ยซีสบายๆ อุ้มเธอขึ้นมาในอ้อมกอดของตัวเอง เมื่อถึงห้องวีไอพีชั้นบนสุดแล้ว เพิ่งจะเข้าห้องไปก็ผลักเธอไปที่หลังประตูอย่างห้ามใจไว้ไม่ไหว

            “เมื่อกี้ยังสบายๆ อยู่เลยไม่ใช่เหรอ?” อี้เป่ยซียิ้มเป่ยให้กับคอของเขา ลั่วจื่อหานก็หัวเราะแล้วจูบริมฝีปากของเธอ วินาทีต่อมาอี้เป่ยซีรู้สึกว่าโลกทั้งใบหมุนคว้าง ตอนนี้เธอถูกโยนไปบนเตียงแล้ว จากนั้นลั่วจื่อหานก็ทับอยู่บนตัว

            เขาจูบแก้ม ลำคอและไหปลาร้าของเธออย่างอ่อนโยน ยื่นสองมือเข้าไปในชายกระโปรงของเธอ ทุกการเคลื่อนไหวต่างทำให้อี้เป่ยซีสั่นสะท้านจากขั้วหัวใจ

            “ลั่ว ลั่วจื่อหาน เบา เบาหน่อย” ดวงตาของอี้เป่ยซีมีน้ำตาเป็นประกายเนื่องด้วยอารมณ์ตื่นเต้น ลำคอของลั่วจื่อหานขยับเขยื้อน พยักหน้า ขณะที่เคลื่อนกายเข้าไปข้างในนั้น อี้เป่ยซียังคงส่งเสียงอู้อี้ร้องด้วยความเจ็บปวด

            ลั่วจื่อหานรอจนคนที่อยู่ด้านล่างค่อยๆ ปรับตัวได้แล้ว ความอ่อนโยนก่อนหน้านี้ได้กลายเป็นพายุในทันใด ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังกลืนกินกันอยู่นั้น อี้เป่ยซีเกาะไหล่ของเขาไว้แน่น เสียงที่อ่อนโยนและชัดเจนดังดุเดือดออกมาจากลำคอโดยไม่รู้ตัว บ้าคลั่งทั้งคืน

            วันรุ่งขึ้นอี้เป่ยซีลืมตาก็เห็นลั่วจื่อหานนอนเท้าศีรษะอยู่ข้างเธอ รีบดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดหน้าของตัวเองทันที ทั้งอายทั้งโกรธ

            “มีตรงไหนไม่สบายหรือเปล่า” เสียงที่ทุ้มต่ำดังอยู่เหนือศีรษะ อี้เป่ยซีอดไม่ได้ที่จะเบะปาก

            ‘ตรงไหนก็ไม่สบายทั้งนั้นแหละ’ เธอนึกว่าความบ้าคลั่งที่ลั่วจื่อหานกระทำต่อเธอเมื่อวาน ก็กัดฟันกันเสียงดังกรอด

            ทำไมเธอถึงเหนื่อยขนาดนี้ แต่ลั่วจื่อหานไม่เป็นอะไรเลย

            “พวกเราไปกินข้าวเช้ากัน”

            “ไม่อยากลุก”

            “อืม ก็ได้” ลั่วจื่อหานมุดเข้าไปในผ้าห่มเหมือนกับเธอ จูบริมฝีปากของเธอที่แดงเล็กน้อย “งั้นเรามาทำเรื่องที่มีความหมายกันอีกดีกว่า”

            “นาย อืม…”

            เมื่ออี้เป่ยซีตื่นขึ้นมารอบที่สองก็เที่ยงพอดี ลั่วจื่อหานยังคงนั่งอยู่ข้างเตียง ครั้งนี้เธอฉลาดพอที่จะคว้าเสื้อผ้าข้างกาย แต่กลับเจ็บปวดไปทั้งตัว และมือก็แข็งทื่ออยู่ตรงนั้น

            ลั่วจื่อหานรับเสื้อผ้าในมือของเธอมา อาสาช่วยเธอสวมเสื้อ ทั้งสองคนยังคงนัวเนียกันเนิ่นนานจึงจะแต่งตัวอย่างเรียบร้อย

            อี้เป่ยซีอยู่ในห้องน้ำมองดูร่องรอยบนคอของตัวเอง เปิดกระดุมออกเม็ดหนึ่งและเห็นว่ากระดูกไหปลาร้าก็ถูกปกคลุมไปด้วยรอยฟกช้ำ ‘ลั่วจื่อหานจะต้องเป็นหมาบ้าแน่ๆ ทำไมทั้งกัดคนและทั้งหมกมุ่นแบบนี้’ เธอดึงๆ เสื้อ มองดูร่องรอยที่ปกคลุมร่างกายตัวเอง

            ออกจากบ้านก็ไม่สนใจลั่วจื่อหาน เธอต้องการจะเปิดประตูออกไป

            “เป่ยซี” ปากของเขาแนบชิดกับหูของอี้เป่ยซี “ฉันอุ้มเธอดีไหม”

            อี้เป่ยซีต้องการจะเอ่ยปากปฏิเสธ สุดท้ายครุ่นคิดแล้วก็พยักหน้า ลั่วจื่อหานอุ้มเธอไปยังห้องร้านอาหาร ปล่อยให้เขาป้อนข้าว และปล่อยให้เขายัดตัวเองเข้าไปในรถ

            “คิดจะไปไหน?”

            “กลับบ้าน” เสียงของอี้เป่ยซียังคงหมดแรงเล็กน้อย ลั่วจื่อหานพยักหน้า ไม่ได้พูดอะไร และส่งเธอกลับบ้านอี้

            ก่อนจะจากไป เขาคว้าข้อมือของอี้เป่ยซีเอาไว้ “เป่ยซี แต่งงานกับฉันเถอะ”

            “พวกเรา ไม่เร็วไปหน่อยเหรอ?”

            “ไม่เร็ว” เขาส่ายหน้า “ต่อไปเวลาที่ฉันกลับมาบ้านฉันก็อยากเห็นเธอ ฉันอยากกอดเธอตอนเข้านอน ฉันอยากตื่นเช้าแล้วเห็นเธอเป็นคนแรก เป่ยซี แต่กับฉันเถอะ หืม?”

            “ฉัน คือว่า ไม่ใช่อายุยี่สิบ…”

            “พวกเราหมั้นกันก่อน”

        “คือว่าฉันเหมือนกับได้ยินคุณแม่อี้เรียกฉันแล้ว ฉันกลับก่อนนะ บายๆ” เธอผละออกจากอ้อมอกของเขา ถอยหลังแล้ววิ่ง ลั่วจื่อหานมองดูแผ่นหลังของเธอ อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ

————

บทที่ 139
โดย 

 

บทที่ 139 เรื่องกวนใจรอบสอง (8)

             อี้เป่ยซีเสียใจที่ช่วยลั่วจื่อหาน อีกทั้งยังสาบานว่าต่อไปจะไม่ช่วยเขาอีกแล้ว เธอมองดูมือที่สั่นเทาของตัวเอง ราวกับว่ามันจะหลุดออกจากข้อมือของตัวเองในวินาทีต่อมา ตอนนี้ไม่รู้สึกถึงมือทั้งสองข้างแล้ว เธอเหลือบมองผู้ชายที่นอนด้วยสีหน้าพึงพอใจอยู่ข้างๆ อย่างโกรธเกรี้ยว กัดไปที่หัวไหล่ของเขาทันที ปากก็เมื่อยด้วย

            “หืม นายทำอะไรเนี่ย ไหล่แข็งจังเลย” ลั่วจื่อหานกอดเธอ

            “พักสักหน่อยเถอะ ลำบากเธอแล้ว”

            “ยังจะพูดอีก”

            “ได้ๆๆ ไม่พูด ไม่พูด” เขาจูบหน้าผากของอี้เป่ยซีด้วยความเอ็นดู “เธอพักผ่อนก่อนเถอะ ไว้ฉันทำธุระนิดหน่อยเสร็จแล้วจะพาเธอไป”

            เธอกระพริบตา “ไปไหน?”

            “ไปให้เธอดูว่าอะไรคือแฟนที่ได้เรื่อง”

            “งั้นอย่าทำให้ฉันผิดหวังล่ะ”

            ลั่วจื่อหานนวดคลึงศีรษะของเธออยู่ข้างเตียง “ได้ เดี๋ยวฉันจะเอาเสื้อตัวใหม่มาให้เธอ”

            “อืม โอเค” อี้เป่ยซีหน้าแดง มือกุมเสื้อเชิ้ตบนตัวแน่น

            “ต่อไปอย่าใส่สั้นแบบนี้อีกนะ”

            เธออ้าปาก ยังไม่ทันจะตอบ ลั่วจื่อหานก็จูบและดูดปลายลิ้นของเธออย่างรุนแรง “เข้าใจหรือเปล่า”

            “รู้แล้วๆ คุณอาลั่วบ้าอำนาจจังเลย”

            “ไม่ใช่บ้าอำนาจ” เขาช่วยเธอห่มผ้า “เธอใส่ให้ฉันดูได้คนเดียวเท่านั้น”

            อี้เป่ยซีหน้าแดง หันหลังให้เขา “หน้าไม่อาย ฉันจะนอนแล้ว นายอย่ากวนฉัน”

            เขาหัวเราะเบาๆ ลุกขึ้นออกไปจากห้องพักผ่อน นั่งที่โต๊ะเริ่มทำงานอย่างรวดเร็ว อี้เป่ยซีอยู่คนเดียวรู้สึกเบื่อ จึงเปิดอินเทอร์เน็ต

            สือนั่ว: ทำไมเธอร้องเพลงแล้วล่ะ?

            หลิงซี: ฉันเปล่านะ

            สือนั่ว: ไม่มีทาง นั่นเสียงเธอแน่ๆ ฉันฟังไม่ผิดหรอก

            หลิงซี: เกิดอะไรขึ้น นายพูดให้ชัดหน่อยได้ไหม

            สือนั่ว: เธอดูเองสิ

            จากนั้นก็ส่งลิ้งค์ให้อี้เป่ยซีทันที เธอกดเข้าไป ได้ยินดนตรีก่อนเข้าเพลงที่คุ้นเคย ดวงตาก็เบิกกว้างเล็กน้อย

            หลิงซี: นี่มันเกิดอะไรขึ้น ฉันไม่ได้บอกว่าจะส่งออก ฉันจ้างเฟิงอู่ให้ร้องเพลงนี้นะ

            สือนั่ว: งั้นทำไมถึงเป็นเสียงของเธอ?

            หลิงซี: ฉัน ฉันหาคนมาช่วย แล้วก็บันทึกเสียงไว้ ตั้งใจจะส่งให้ลั่วจื่อหาน…ฉันไม่รู้ว่าจะเป็นแบบนี้นี่นา

            สือนั่ว: เธอนี่โง่จริง เธอจบแล้ว ทั้งหาเฟิงอู่ทั้งปล่อยเพลงนี้ เธอรอโดนด่าได้เลย

            หลิงซี: แต่ว่าฉันไม่รู้จริงๆ นี่นา ทำไงดี ทำไงดีล่ะ

            สือนั่ว: ตอนนี้เธอเพิ่งจะร้อนใจเหรอ ทำไปแล้ว ทำไมไม่มาให้ฉันช่วยดันไปหาคนนอก ตอนนี้เป็นไงล่ะ

            หลิงซี: งั้นนายช่วยฉันดึงมันกลับมาได้ไหม ลั่วจื่อหานกำลังจัดการข้อมูลอยู่ข้างนอก บางทีเขาอาจจะยังไม่ได้ยิน

            หลานฉือเซวียนอึ้งไปครู่หนึ่ง มองดูเซี่ยเช่อที่ยิ้มชั่วร้ายอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะส่ายหัว ตำหนิเขาไปเล็กน้อย “นายส่งไปให้ลั่วจื่อหานแล้วเหรอ?”

            “ใช่แล้วๆ”

            เขาถอนหายใจ “เยี่ยมเลย คนเขาจะเตรียมทำเซอร์ไพร้ให้แฟน ดันถูกนายทำพังซะแบบนี้”

            เซี่ยเช่อก็อึ้งไปเล็กน้อย “ไม่เป็นไร ถึงฉันไม่ส่งเขาก็รู้”

            ในห้องทำงานท่านประธาน ลั่วจื่อหานกำลังฟังเสียงที่อ่อนหวานของหญิงสาว แต่ละถ้อยคำร้องถึงโลกใบเล็กที่เธอมีอยู่ในตอนนี้ ใบหน้าก็มีรอยยิ้มโดยไม่รู้ตัวแล้ว เขาโทรศัพท์แล้วคุยสองสามคำ ฟังเพลงต่อพร้อมจัดเอกสารไปพลาง

            หลิงซี: ขอบคุณนายนะ

            สือนั่ว: ขอบคุณอะไรฉัน?

            หลิงซี: ลิ้งค์มันใช้ไม่ได้แล้ว

            สือนั่ว: เธออย่าเพิ่งดีใจเร็วไป เซี่ยเช่อส่งไปให้เขาแล้ว

            หลิงซี: อะไรนะ?

            อี้เป่ยซีแทบทนไม่ไหวอยากจะขว้างโทรศัพท์มือถือไปที่กำแพง เธอเตรียมเซอร์ไพร้นานขนาดนี้ มันหายไปทั้งแบบนี้ ไม่มีแล้ว ระยะหลังนี้ การบันทึกเสียงมันมีปัญหาตรงไหนกันแน่เสียงของเธอถึงหลุดออกไป เชียนฉิน เธอจะรู้อะไรหรือเปล่า?

            อี้เป่ยซีรีบเปิดโปรแกรมแชทกับเธอทันที แต่ว่าไม่ว่าเธอพูดอะไรก็ไม่มีใครสนใจเธอ จนกระทั่งเธอส่งข้อความไปอีกครั้ง การแจ้งเตือนแสดงให้เห็นว่าเธอกับอีกฝ่ายไม่ได้เป็นเพื่อนกันแล้ว

            นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ อี้เป่ยซีขมวดคิ้ว ไม่สามารถหาเหตุผลได้ ใครกันแน่ที่เป็นศัตรูกับเธอ เธอไม่ได้ยุ่งกับใครเลยนี่นา

            หลิงซี: ฉันติดต่อเชียนฉินไม่ได้แล้ว

            สือนั่ว: คนนี้เหรอที่เธอไปหา?

            หลิงซี: ใช่แล้ว เขานี่แหละ ทำไมเหรอ?

            สือนั่ว: เขาออกจากวงการไปแล้ว เธอรู้หรือเปล่า

            หลิงซี: ไม่รู้ เขาไม่เคยบอกฉันเลย

            สือนั่ว: เธอระวังด้วย เรื่องนี้มันไม่ธรรมดา เธอคิดว่าจะคุยกับเฟิงอู่เรื่องนี้ยังไงเถอะ

            อี้เป่ยซีถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า เธอจะบอกเรื่องนี้กับพระเจ้าอย่างไร มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เปลี่ยนเป็นใครที่เจอเรื่องนี้ก็ต้องไม่พอใจอยู่แล้วล่ะ เธอยังไม่ทันไปหาเฟิงอู่ ผู้จัดการของเฟิงอู่ก็มาหาเธอแล้ว ด่าอี้เป่ยซีอย่างเจ็บปวดก่อน จากนั้นก็บอกว่าบ้านเฟิงของพวกเขาไม่ได้หายาก อี้เป่ยซีขอโทษเป็นพันเป็นหมื่นครั้ง จึงทำให้อีกฝ่ายสงบลงมาได้

            ผู้จัดการคนนั้นพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ “งั้นก็คิดซะว่าเฟิงอู่ของพวกเราร้องคัฟเวอร์ไปละกัน แต่ว่าหลิงซี เธอก็ควรจะออกจากวงการได้แล้ว” พูดจบก็ลบความเป็นเพื่อน อี้เป่ยซีพิงศีรษะที่กำแพง รู้สึกเสียใจ

            “เป่ยซี” ลั่วจื่อหานเดินมาที่หน้าต่างพร้อมรอยยิ้ม วางเสื้อผ้าลงข้างเธอ “รอนานเลยสิ เปลี่ยนเสื้อก่อนแล้วพวกเราไปกินข้าวเที่ยงกัน”

            อี้เป่ยซีพยักหน้า เปลี่ยนเสื้อเรียบร้อยแล้ว เดินออกไปพร้อมกับลั่วจื่อหานอย่างขาดความสนใจ

            “เป็นอะไรไป?”

            เธอเงยหน้า มองลั่วจื่อหาน “นายฟังแล้วยัง?”

            “เธออยากให้ฉันฟังแล้ว หรือยังไม่ได้ฟังล่ะ”

            “ฉันไม่รู้ ฉันคิดไม่ถึงว่าเรื่องนี้จะถูกฉันทำพังขนาดนี้ ตอนแรกฉันอยากเซอร์ไพร้นายคนเดียว ตอนแรกฉันคิดว่าฉันจะร้องเพลงนี้ให้นายคนเดียว แต่ฉันก็ไม่คิดว่าจะเจอเรื่องไม่คาดฝันแบบนี้ ขอโทษนะ ฉันเป็นแฟนที่ไม่ได้เรื่องเลย”

            ลั่วจื่อหานกอดเธออย่างปวดใจ “ไม่เป็นไรเป่ยซี”

            อี้เป่ยซีซบอยู่ในอกของเขา พยักหน้าส่งเสียงอู้อี้ ปล่อยให้ลั่วจื่อหานจูงมือของเธอออกไปจากตึก แม้จะพาเธอไปสวนสนุกที่เพิ่งสร้างใหม่ แต่เห็นได้ชัดว่าอี้เป่ยซีไม่มีความสนใจและไร้ชีวิตชีวา

            “เป่ยซี” ลั่วจื่อหานประกบริมฝีปากของเธอแผ่วเบา “เธอร้องเพลงนี้ให้ฉันฟังอีกทีได้หรือเปล่า”

            อี้เป่ยซีผงกหัว สูดหายใจลึก เริ่มสร้างอารมณ์

            “เวลาที่อยู่กับเธอก็เหมือนช่องว่าง ฉันยอมแพ้ก่อนที่ฉันจะจูบ…”

            เขาเคาะจังหวะอยู่ข้างๆ แผ่วเบา ยิ้มฟังเสียงของเธอ ขณะที่โน้ตตัวสุดท้ายสิ้นสุดลง ก็โน้มตัวไปข้างหน้าจูบริมฝีปากของเธอ จนะกระทั่งทั้งสองคนหายใจติดขัดแล้ว เขาจึงยอมปล่อยเธอไป

            “นี่ก็เป็นของฉันคนเดียวแล้ว เป่ยซี ไม่มีใครได้ยินแล้ว”

            ดวงตาของเธอสั่นไหว พยักหน้าหงึกหงัด “อืม”

            เมื่อเห็นท่าทางของเธอที่ผ่อนคลายอีกครั้ง ลั่วจื่อหานจึงขับรถไปยังเป้าหมายของตัวเอง ไม่รู้ว่ารถขับมานานแค่ไหน เมื่อทั้งสองคนลงมาจากรถแล้ว ดวงดาวบนท้องฟ้าก็สุกใส ทันทีที่ลงรถก็ได้กลิ่นหอมของดอกไม้ ราวกับว่ากำลังอ้อยอิ่งอยู่ในทะเลแห่งภาพวาด

        อี้เป่ยซีอดไม่ได้ที่จะเขย่งเท้า แอบหอมแก้มของเขา

————

บทที่ 138
โดย 

 

บทที่ 138 เรื่องกวนใจรอบสอง (7)

             สิบวันหลังจากนั้น อาจเป็นเพราะการตั้งตาคอยที่ยาวนาน ตอนกลางคืนอี้เป่ยซีหลับสนิทมาก ตอนเช้าก็ตื่นขึ้นมาแต่เช้า ลงไปชั้นล่างเห็นคุณแม่อี้ที่ง่วนอยู่ในครัว

            เธอกลอกตาไปมา “แม่คะ หนูช่วยแม่เถอะ”

            “ได้สิ”

            “คือว่า วันนี้ทำเพิ่มอีกที่ได้ไหมคะ” เธอยิ้มเขินอาย เหมือนดอกไม้ที่เบ่งบานในฤดูใบไม้ผลิ สีชมพูระเรื่อระคนความขวยเขิน

            คุณแม่อี้เข้าใจความหมายของเธออย่างรวดเร็ว จิ้มๆ หน้าผากของเธอ ทั้งสองคนเริ่มง่วนด้วยกัน อี้เป่ยซีแอบหยิบกล่องอาหารขึ้นมา เธอเองก็ไม่ค่อยได้กินอะไรตอนที่อยู่โต๊ะอาหาร

            “หนูกินอิ่มแล้ว พี่ แม่ ตอนเที่ยงหนูไม่กลับมานะคะ” ไม่ทันพวกเขาตอบ อีเป่ยซีสะพายกระเป๋าแล้ววิ่งออกไป เข้าไปในรถที่เรียกไว้แล้วออกไปจากจิ่นหยวนอย่างรวดเร็ว

            “เป่ยซีเป็นแบบนี้ก็ดีนะ อย่างน้อยก็เดินออกมาจากอิทธิพลของเด็กคนนั้นได้แล้วจริงๆ”

            อี้เป่ยเฉินพยักหน้าพร้อมส่งเสียงอู่อี้ กินไปไม่กี่คำก็วางตะเกียบลง “ผมจะไปทำงานแล้ว”

            “เอ๋”

            นั่งอยู่ในรถประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่าก็มาถึงด้านล่างของตึกเวยหลาน เธอต้องการเข้าไปด้วยความรีบร้อน

            “คุณหนู คุณมาหาใครคะ?” หญิงสาวที่แผนกต้อนรับห้ามเธอไว้อย่างว่องไว

            อี้เป่ยซีพูดอย่างเอาอกเอาใจ “พี่สาว เพื่อนฉันทำงานในนี้ เขาลืมของไว้ที่บ้านฉัน ต้องใช้ตอนประชุม มันด่วนมาก พี่ปล่อยฉันเข้าไปก่อนได้หรือเปล่า”

            “เพื่อนของคุณคือใคร?”

            “…” ถ้าเอ่ยชื่อของลั่วจื่อหานจะต้องไม่ให้เธอเข้าไปแน่ๆ แต่ว่านอกจากลั่วจื่อหานแล้วเธอก็ไม่รู้จักใครเลยนี่นา งั้นเธอคิดชื่อขึ้นมาเองแล้วกัน คนในบริษัทเยอะขนาดนั้น เธอคงไม่รู้จักทุกคนหรอกมั้ง

            “เขาชื่อหลิวจ้วงจ้วง”

            “ขอโทษนะคะคุณหนู บริษัทของเราไม่มีคนชื่อนี้”

            อี้เป่ยซีกระพริบตา “ไม่จริงมั้ง พี่สาวจำผิดหรือเปล่า เขาบอกฉันว่าทำงานที่บริษัทพวกพี่นี่นา อ๋อ เขาเพิ่งมาไม่นาน พี่ไม่รู้จักเขามันเรื่องปกติอยู่แล้ว พี่คะ เอางี้ พี่ปล่อยให้ฉันเข้าไปก่อนเถอะ”

            “ขอโทษนะคะ ไม่ใช่พนักงานเข้าไปไม่ได้”

            “ผ่อนผันหน่อยไม่ได้เหรอ” หญิงสาวไม่ได้สนใจอี้เป่ยซีอีก ก้มหน้าอ่านหนังสือ อี้เป่ยซีกัดริมฝีปาก ค่อยๆ ขยับเข้าไปข้างใน

            “คุณหนู ถ้าคุณยังเดินไปข้างหน้าอีกก้าวเดียว ฉันจะเรียก รปภ.”

            อี้เป่ยซียิ้มแหยๆ จะต้องใช้ความรู้สึกสัมผัสหัวใจเท่านั้นแล้ว เธอแสดงอาการน่าสงสาร เกาะอยู่ที่แผนกต้อนรับเพื่อร้องทุกข์

            รถคันหนึ่งมาจอดที่หน้าประตูของเวยหลาน ผู้ชาวยสวมสูทสีขาวบริสุทธิ์ ย่างก้าวมีความสง่างามที่ปฏิเสธไม่ได้

            “นั่นเหมือนกับคุณหนูอี้เลย” คนข้างกายเขากระซิบเสียงต่ำ ลั่วจื่อหานมองไปยังทิศทางที่ว่า มันคืออี้เป่ยซีจริงๆ วันนี้เธอใส่กระโปรงสั้นสีขาว อวดเห็นขาที่เรียวตรงให้เห็นอย่างเต็มที่ กระโปรงพริ้วไปมาในสายลม ซ่อนเร้นทิวทัศน์ที่อยู่ภายใต้กระโปรงเพียงวับๆ แวมๆ

            แววตาของลั่วจื่อหานมืดมนลงเล็กน้อย เดินไปยังแผนกต้อนรับด้วยสีหน้าบึ้งตึง อี้เป่ยซียังคงร้องเรียนอย่างน่าสงสาร วินาทีต่อมาก็ถูกหิ้วตัวไป

            “หืม ลั่วจื่อหาน”

            เขากวาดตามองอี้เป่ยซีด้วยความดุดัน ถอดเสื้อนอกออก ชายของเสื้อสูทปกคลุมเลยชายกระโปรงของเธอไปมาก แล้วพาเธอเข้าไปในลิฟท์พิเศษอย่างเงียบๆ

            หญิงสาวแผนกต้อนรับที่ยังไม่ทันหายจากความประหลาดใจที่ได้เจอกับท่านประธาน กำลังตกตะลึงกับพฤติกรรมที่สนิทชิดเชื้อของทั้งสองคน เธอเอ่ยปากอย่างเหลือเชื่อ “ผู้ ผู้ช่วยคะ เขา มาหา มาหาท่านประธานเหรอ?”

            “อย่าถามสิ่งที่ไม่ควรถาม ต่อไปถ้าเขามาอีก ปล่อยให้เขาเข้าไปก็พอแล้ว เข้าใจไหม?”

            “ค่ะๆๆ รับทราบแล้ว” เธอรีบพยักหน้า

            อี้เป่ยซีรู้สึกว่ามือบนตัวเธอออกแรงมาก เธอรู้สึกว่าคนข้างกายตัวเองมีความกดดันต่ำและก็รู้สึกอึดอัดมาก เธอขยับตัวต้องการจะหลุดออกจากอ้อมแขนของลั่วจื่อหานแต่ถูกเขากอดแน่นทันที ขยับเขยื้อนตัวไม่ได้

            “แน่นเกินไปแล้ว” แม้จะไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงโมโหขนาดนี้ อี้เป่ยซีบ่นเสียงเบา ลั่วจื่อหานราวกับว่าไม่ได้ยิน พาเธอไปยังห้องทำงานของท่านประธาน ปิดประตูอย่างแรง

            “ลั่วจื่อหานนาย…” เธอยังไม่ทันพูดจบประโยค ริมฝีปากก็ถูกประกบอย่างแรง ระคนความโกรธที่อธิบายไม่ได้ วินาทีต่อมาอี้เป่ยซีก็ค้นพบว่าตัวเองนั่งอ้าขาอยู่ขนตักของลั่วจื่อหาน มือที่หยาบเล็กน้อยลูบไล้อยู่ที่ต้นขาของเธอทำให้เธอสั่นไหวครู่หนึ่ง

            “ลั่ว…” เสียงถูกเขากลืนกินหลายต่อหลายครั้ง อี้เป่ยซีรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของเขา ในสมองว่างเปล่า จากนั้นก็หมุนคว้างสักพัก เธอถูกวางลงบนโซฟา มือที่ซุกซนยื่นเข้าไปใต้ชายกระโปรงของเธอ ลุกล้ำตามอำเภอใจ

            เธอหมดหนทาง กัดริมฝีปากของเขาโดยสัญชาตญาณ จนกระทั่งกลิ่นเลือดแผ่กระจายระหว่างริมฝีปากและฟันของคนสองคน ลั่วจื่อหานจึงหยุดการกระทำของตัวเอง มีเปลวไฟลุกไหม้อยู่ในดวงตา มือทั้งสองของเขาวางอยู่ข้างลำตัวของอี้เป่ยซี หายใจหอบเล็กน้อย

            “ลั่วจื่อหาน” เธอกัดริมฝีปากด้วยความน้อยใจ “นายเคยรับปากไว้”

            “ขอโทษนะเป่ยซี” เขาก้มหน้าจูบตาของเธอ จัดเสื้อผ้าของเธอด้วยความจริงจัง แล้วกอดเธออีกครั้ง ลมหายใจยังคงหนักหน่วง “ขอโทษ”

            อี้เป่ยซีต้องการจะดิ้นหลุดจากกอดของเขา เมื่อได้ยินว่า ‘อย่าขยับ’ ดังอยู่เหนือศีรษะอย่างมืดมน ก็หยุดนิ่ง

            ‘นี่เขาเป็นอะไรไป เหมือนกับถูกวางยาเลย’ เธอรู้สึกได้ถึงสิ่งแปลกปลอมที่อยู่ใต้ขาของเธอ ทำให้เธอรู้สึกเจ็บผ่านทะลุเสื้อผ้า

            ทั้งสองคนนิ่งเงียบ และอึดอัดพอกัน

            ผ่านไปสักพัก อี้เป่ยซีจึงเอ่ยปากอย่างลังเล “ลั่วจื่อหาน”

            “หืม” น้ำเสียงยังคงมีความอดกลั้น อี้เป่ยซีตัวแข็งทื่อไม่กล้าขยับเขยื้อน เธอถามเสียงเบา “คือว่า อีกนานไหม ฉันอึดอัดนิดหน่อย”

            เขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าอีกนานเท่าไร เขากลัวว่าเมื่อเห็นอี้เป่ยซีอยู่ตรงหน้าแล้วก็จะบุกเข้าไปอย่างอดใจไม่ไหว แต่เมื่ออยู่ในอ้อมแขนของตัวเองก็รู้สึกว่าอึดอัดมาก แต่ก็ทนไม่ได้ที่จะปล่อยไป

            ลั่วจื่อหานถอนหายใจ ลมหายใจร้อนๆ รดอยู่บนคอของอี้เป่ยซี หน้าของเธอแดงอย่างช่วยไม่ได้

            อี้เป่ยซียื่นมือโอบเอวของลั่วจื่อหาน ซบหัวอยู่บนหน้าอกของเขา เอื้อมมืออย่างระมัดนะวัง พอสัมผัสกับหานน้อยเบาๆ ก็ได้ยินเสียงครางที่ยั่วยวนของเขา

            เธอรวบรวมความกล้า น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย “ฉัน ฉันช่วยนายไหม?”

            ลั่วจื่อหานหรี่ตาไม่ได้พูดอะไร

            “คือว่า นายไม่เต็มใจเหรอ”

            ยังคงไม่พูดอะไร

            เธอรวบรวมความกล้า มือที่สั่นไหวทำอย่างไรก็ปลดเข็มขัดของเขาไม่ออก มือที่บอบบางสัมผัสเขาเป็นครั้งคราว ลั่วจื่อหานรู้สึกว่าตัวเองอดกลั้นจนแทบจะระเบิดอยู่แล้ว เขาอุ้มเธอขึ้นมาทันที เข้าไปยังห้องรับรองของห้องทำงาน

            “อยากช่วยฉันเหรอ หืม?” เขาเปลื้องเสื้อผ้าของอี้เป่ยซีทีละชิ้น เรือนร่างที่ขาวดุจหยกปรากฏสู่สายตาของเขา ไฟชั่วร้ายในใจยิ่งรุนแรงกว่าเดิม

            “ฉัน คือว่า…” ยังไม่ทันรอให้อี้เป่ยซีตอบ ลั่วจื่อหานก็ประกบปากของเธอแผ่วเบา ดึงเอาเหตุและผลไปจากอี้เป่ยซีทีละน้อยๆ

        “ได้ เธอช่วยฉัน”

————

บทที่ 137
โดย 

 

บทที่ 137 เรื่องกวนใจรอบสอง (6)

             ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา อี้เป่ยเฉินก็ไม่ได้จงใจหลบหน้าอี้เป่ยซีอีก ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็ค่อยๆ ดีขึ้น แผนของเธอก็ดำเนินไปอย่างราบรื่น

            หนึ่งสัปดาห์ต่อมา เพลงบทนั้นก็เสร็จสมบูณ์อย่างเร่งรีบ

            เชียนฉิน: หลิงซี เพลงนี้เพราะมากจริงๆ ผู้หญิงที่ร้องคือใครเหรอ เสียงช่างจับใจฉันเหลือเกิน

            หลิงซี: เพื่อนสนิทของฉันคนนึง แต่ว่าเขาไม่สนใจเรื่องร้องเพลงเลย อย่าคิดจะดึงเขาเข้ามาล่ะ

            เชียนฉิน: จริงเหรอ ไม่มีความเป็นไปได้เลยเหรอ เฮ้อ งั้นช่างมันเถอะ

            หลิงซี: เพลงนี้ รอสักสิบวันค่อยเผยแพร่เถอะ

            เชียนฉิน: ว่าไงนะ? ฉันรอไม่ไหวอยากจะแผยแพร่มันไปตอนนี้เลย เธอไม่รู้ จะต้องมีคนชอบเยอะมากแน่ๆ อวดคนรักกันแบบนี้จะต้องมีคนชอบเยอะแน่ๆ

            หลิงซี: จะอวดทั้งทีก็ต้องอวดในเวลาที่เหมาะสมนะ

            เชียนฉิน: นั่นสิ ฉันลืมไปแล้วว่ามีเทศกาลที่ยิ่งใหญ่แบบนี้ เพราะฉันเป็นโสดมานาน หลิงซี เธอมีความรักแล้วเหรอ?

            หลิงซี: [ปิดหน้า] [เขินอาย]

            เชียนฉิน: คนในวงการ?

            อี้เป่ยซีกัดนิ้ว เขาแค่ร้องเพลงเดียวโดยไม่ระบุชื่อเท่านั้น แน่นอนว่าไม่นับว่าเป็นคนในวงการ

            หลิงซี: ไม่เชิง คือว่าฉันยังมีธุระ ไม่คุยกับคุณแล้ว

            เชียนฉิน: โอเค

            อี้เป่ยซียิ้มพลางนำเข้าไฟล์ไว้ในโทรศัพท์มือถือของตัวเอง เอนลงบนเตียงอย่างมีความสุข เธอใส่หูฟัง ฟังเสียงที่เพราะอ่อนหวานของนักร้องหญิง อดไม่ไหวที่จะหัวเราะออกมาเหมือนคนบ้า

            เสียงนี้ไพเราะมาก ลั่วจื่อหานจะต้องดีใจแน่ๆ เลย

            คิดพลางก็ส่งข้อความให้ลั่วจื่อหานแล้ว

            [อีกสิบวันจะถึงวันวาเลนไทน์แล้ว]

            ในห้องทำงานที่สงบนิ่ง เสียงโทรศัพท์มือถือชัดเจนดังขึ้นขัดจังหวะการรายงานของผู้จัดการ ทุกคนต่างหันไปยังที่มาของเสียง เห็นว่าประธานใหญ่ของบริษัทตัวเองกำลังดูโทรศัพท์มือถือ บนใบหน้ายังมีรอยยิ้มจางๆ

            ทุกคนต่างนึกว่าตัวเองตาลาย ขยี้ตาเพื่อมองอีกรอบ รอยยิ้มนั้นหายไปแล้ว จึงถอนหายใจโล่งอก ‘ใช่สิ ท่านประธานของตัวเองจะยิ้มได้อย่างไรกัน’

            ผู้จัดการกระแอมไอ รายงานต่อ

            [มีแผนอะไรบ้าง?] เขาจิ้มอยู่บนหน้าจออย่างรวดเร็ว คนทางนั้นก็ตอบกลับด้วยความรวดเร็วมากเช่นกัน

            [เฮ้อ ฉันนึกว่านายจะมีแผนอะไรโรแมนติกซะอีก แฟนอย่างนายนี่ไม่ได้เรื่องเลย]

            [แล้วแบบไหนถึงจะได้เรื่องล่ะ]

            อี้เป่ยซีนอนคิดอยู่บนเตียงอยู่นาน ‘นั่นสิ แบบไหนนะถึงจะได้เรื่อง เชอะ นี่เป็นสิ่งที่เธอต้องคิดงั้นเหรอ เธอก็ไม่ใช่แฟนหนุ่มของลั่วจื่อหานสักหน่อย’

            [งั้นก็ต้องดูของคุณลั่วแล้ว]

            [มอบทั้งตัวและใจให้ล่ะเป็นไง ได้เรื่องไหม?]

            [โบราณ ไม่มีความเซอร์ไพร้เอาซะเลย]

            ลั่วจื่อหานนิ่งไปครู่หนึ่ง ยิ้มแล้วส่ายหัว

            ทุกคนในห้องทำงานมองหน้ากัน ครั้งนี้ ท่านประธานยิ้มแล้วจริงๆ เหรอ?

            จริงหรือเปล่าเนี่ย ทุกคนต่างมองหน้ากันและกัน พระเจ้า คนที่อยู่อีกฝั่งของโทรศัพท์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรกันนะ

            ผู้จัดการกลืนน้ำลาย “ท่าน ท่านประธาน”

            ลั่วจื่อหานเงยหน้าขึ้น แววตายังคงเหมือนปกติ มีความเยือกเย็นเล็กน้อย เขาจึงเอ่ยปากอย่างไม่ช้าไม่เร็ว “ผมรายงานจบแล้ว”

            “อืม เลิกประชุม”

            พูดจบลั่วจื่อหานก็เดินออกไปคนเดียวแล้ว ปล่อยให้คนอื่นที่อยู่ในห้องทำงานงุนงง

            “พวกเธอว่า ท่านประธานคงไม่ได้ มีความรักใช่ไหม”

            “นั่นสิๆ ฉันไม่เคยเห็นรอยยิ้มท่านประธานแบบเมื่อกี้เลย มันเป็นรอยยิ้มของคนหนุ่มสามที่กำลังมีความรัก ฉันก็ว่าทำไมหมู่นี้ถึงได้กลิ่นเหม็นเปรี้ยวความรักในออฟฟิศท่านประธาน”

            “แค่ก เวลาทำงาน ใครอนุญาตให้พวกเราวิจารณ์ท่านประธานกัน” ผู้จัดการจับตามอง ควบคุมสถานการณ์ด้วยความขึงขังมาก เลขาตัวน้อยที่อยู่ข้างๆ พูดขึ้นด้วยความเหยียมอาย “ผู้จัดการไม่อยากรู้เหรอคะ?”

            ก็ได้ เขายอมรับว่าเขาก็อยากรู้เหมือนกัน

            แต่ว่าอยากรู้ก็แค่อยากรู้ แต่ถ้างานล่าช้า ท่านประธานก็ลงโทษพวกเขาเหมือนกันไม่ใช่เหรอ

            ขณะที่เขากำลังจะอ้าปาก จู่ๆ ผู้ช่วยของท่านประธานผลักประตูเข้ามา คนที่นั่งอยู่ข้างในมองเขาอย่างอึดอัด เขายิ้ม “วันนี้ท่านประธานอารมณ์ดี ให้ทุกคนหยุดครึ่งวัน หลายวันนี้ ทุกคนเหนื่อยมากแล้ว”

            “ว้าว ดีจังเลย” ผู้คนที่เดิมทีถกกันเรื่องการแต่งงานของท่านประธานอย่างออกรส ต่างออกไปจากห้องทำงานอย่างรวดเร็ว

            อีกด้านหนึ่งในห้องทำงานของท่านประธาน ลั่วจื่อหานเห็นท่าทางของอี้เป่ยซีที่นอนอยู่บนเตียง รู้สึกอบอุ่นใจ

            “วันๆ อยู่แต่บ้านไม่เบื่อเหรอ?”

            “ฉันไม่อยากไปร่วมกิจกรรมทางสังคมอะไรนั่นกับคุณแม่นี่นา น่าเบื่อจะตาย ก็เลยอยู่บ้านตลอด ตอนนี้นายยุ่งหรือเปล่า ไม่อย่างนั้นนายพาฉันออกไปเดินเล่นได้ไหม?”

            ลั่วจื่อหานขมวดคิ้ว ท่าทางเหมือนลำบากใจมากแต่ไม่กล้าพูดออกมา อี้เป่ยซีรีบกำจัดความคิดของตัวเองออกไป “ไม่เป็นไรๆ ฉันอยู่บ้านคนเดียวก็ดีเหมือนกัน จะได้จัดของก่อนหน้านี้พอดี”

            “เธออยากจะไปไหน?”

            ได้ยินคำถามของเขา เธอหยุดครู่หนึ่ง จากนั้นก็ส่ายหน้า “ฉันไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนนี่นา แต่ว่าแค่อยากออกไปเดินเล่นกับนาย ได้หรือเปล่า ท่านประธานลั่ว?”

            “เป็นเกียรติของผมครับคุณหนูอี้”

            “งั้นนายมารับฉันนะ”

        “ได้”

            หลังจากหยุดวีดีโอคอลแล้ว อี้เป่ยซีก็เริ่มรื้นค้นตู้เสื้อผ้าของตัวเอง เธอดึงเดรสชุดหนึ่งออกมา

            ไม่ได้ ลั่วจื่อหานเคยเห็นแล้ว ตัวนี้มันธรรมดาเกินไป ตัวนี้เป็นทางการเกินไป ตัวนี้ไม่มีอะไรพิเศษ ตัวนี้เชยไปหน่อย ตัวนี้ก็โป๊ไปนิดนึง ตัวนี้บางไป ตัวนี้หนาไป

            อี้เป่ยซีโยนเสื้อผ้าทั้งหมดในตู้ออกมา ก็ยังไม่เห็นตัวที่ตัวเองพอใจ ปกติแล้วมักจะรู้สึกว่าเสื้อผ้าของตัวเองเยอะเกินไปจนใส่ไม่หมด แต่ทำไมพอถึงเวลาต้องใช้จริงๆ กลับรู้สึกว่าเสื้อผ้าของตัวเองน้อยเหลือเกิน

            ทำอย่างไรดี ใส่ตัวไหนดี ไม่อย่างนั้นก็ยกเลิกนัดครั้งนี้ซะ แต่ว่าเขากำลังจะมาแล้ว มันไม่ง่ายเลยที่ลั่วจื่อหานจะมีเวลาออกไปเดินเล่นกันเธอ

            งั้นก็เลือกสักตัวหนึ่งเถอะ อี้เป่ยซีหลับตาคว้าเสื้อบนเตียง ก็ได้เดรสตัวหนึ่งที่ไม่ได้มีความโดดเด่นใดๆ สวมลงบนตัวอย่างยอมรับชะตากรรม มัดหางม้าสูง เธอมองดูตัวเองในกระจก แม้ว่ายังมีความเป็นสาวอยู่มาก แต่มักจะรู้สึกว่าเทียบกับลั่วจื่อหานไม่ได้

            ลั่วจื่อหานหล่อมาก อี้เป่ยซีครุ่นคิด ตอนนี้กำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะเริ่มแต่งหน้าบางๆ แล้ว

            เธอเกาะราวคอยอยู่ตลอด เมื่อเห็นเงาที่คุ่นเคยก็พุ่งลงไปทันที แกล้งทำเป็นเปิดประตูด้วยท่าทางที่สง่างาม

            วันนี้ลั่วจื่อหานสวมสูทสีดำ ธรรมดาแต่สง่างามทุกกระเบียดนิ้ว จนทำให้ไม่อาจละสายตาได้

            “วันนี้นายหล่อมาก” ดวงตาเธอโก่งยิ้ม ไม่หวงคำชมของตัวเองเลยสักนิด ลั่วจื่อหานก็น้อมรับด้วยความเต็มใจ จูงมือของอี้เป่ยซี

            “วันนี้เธอก็สวยมากเหมือนกัน”

            ทั้งสองคนไม่ได้ขับรถ แค่ไปเดินเล่นแถวบ้านของอี้เป่ยซี ทั้งสองคนจูงมือกันแน่นไม่ปล่อย

        ต้องการเดินด้วยกันแบบนี้ตลอดไป ให้พวกเรายังคงเป็นเด็กอยู่เสมอ คิดถึงเพียงช่วงเวลานี้ตลอดไป และจะไม่มีวันปล่อยมือของกันและกัน ไม่มีอะไรที่หยุดยั้งพวกเราได้ มีเพียงความเงียบสงบและความสงบสุข มีเพียงเธอกับฉัน

————

บทที่ 136
โดย 

 

บทที่ 136 เรื่องกวนใจรอบสอง (5)

             “เพื่อนนักศึกษาลั่วจื่อหาน นายนี่คุยไม่เป็นเอาซะเลย ซื่อจัง”

            “ฉันเป็นคนซื่อตรง ไม่เหมือนใครบางคน ขนาดตัวเองก็ยังหลอก”

            “ฉันนี่คือการปกป้องตัวเองโอเคไหม ความชัดเจนกับความปลอดภัย แน่นอนว่าฉันเลือกความปลอดภัยก่อน”

            ลั่วจื่อหานมองดูเธอ ถอนหายใจ “เป่ยซี”

            “หืม?”

            “ฉันอยากกอดเธอจังเลย”

            เธอยิ้มเหมือนกับดอกไม้อยู่นอกจอ ส่ายหัว “ตอนนี้ติดหนึบกับฉันแล้วเหรอ?”

            ได้ยินเสียงเคาะประตู อี้เป่ยซีได้ยินเสียงของลั่วจื่อหานไม่ชัด “ฉันจะไปกินข้าวแล้ว นายก็รีบกลับไปกินข้าวเถอะ”

            “ได้”

            “งั้นเจอกัน”

            “เจอกัน”

            บอกว่าเจอกันแล้ว แต่ทั้งสองคนก็ไม่มีใครกดปุ่มสีแดงเพื่อวางสาย

            “เธอวางเถอะ”

            อี้เป่ยซีมองเขาอีกสักพัก จึงพยักหน้า กดปุ่มวางสายโดยไม่เต็มใจ เธอโยนโทรศัพท์มือถือไปบนเตียง ถอนหายใจ

            ไม่เจอกันแป๊บเดียวก็คิดถึงขนาดนี้ มันผิดปกติหรือเปล่านะ?

            ลั่วจื่อหาน ลั่วจื่อหาน ทำไมนายถึงดีขนาดนี้ ทำให้ฉันติดนายหนึบขนาดนี้ คิดถึงนายขนาดนี้

            จะไม่มีลั่วจื่อหานคนที่สองแล้วจริงๆ ลั่วจื่อหานที่เป็นของอี้เป่ยซีคนที่สอง เธอส่ายหัว เก็บของ แล้วลงไปกินข้าว

            เมื่อกลับถึงห้องก็อาศัยช่วงที่อารมณ์ดียังไม่หายไปไหน เธอเปิดข้อมูลข้อมูลที่เป็นระเบียบของตัวเอง รวมทั้งไฟล์ที่ทำไว้ก่อนหน้านี้ เลือกเพลงที่เหมาะสมในไฟล์ ใส่หูฟัง ยิ้มเป็นครั้งคราวพร้อมกับปากกาที่พริ้วไหว

            ลั่วจื่อหาน ฉันไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลยว่าการที่เขียนเพลงให้ใครสักคนมันจะรู้สึกน่าพึงพอใจแบบนี้

            ก่อนหน้านี้ก็เป็นภาพวาดของนาย ตอนนี้ก็เป็นนาย

            ทำยังไงดี ฉันเหมือนกับว่ายิ่งชอบนายขึ้นทุกวันแล้ว

            ลั่วจื่อหาน ลั่วจื่อหาน

            จนกระทั่งเมื่อเธอขัดเกลาครั้งสุดท้ายเสร็จก็เป็นเวลาตีสามของตอนเช้าแล้ว เธอหาว ไม่ใส่ใจที่จะล้างหน้า ก้มศีรษะลงนอน ในฝันต่างเปี่ยมไปด้วยรสชาติสดชื่นและหอมหวาน

            อี้เป่ยซีไม่ได้คิดถึงมัน และไม่คิดว่าจะเลือกผู้ที่มีความเหมาะสมเพื่อทำสิ่งนี้ให้สำเร็จ ในที่สุดเธอก็เกิดความคิดบ้าๆ ขึ้นมาในหัวของเธอฉับพลัน และพูดคุยกับเพื่อนของเธอเป็นเวลานาน

            เธอต้องการให้ทุกคนได้เจอกับความสุขแช่นนี้ แต่ว่าความสุขของลั่วจื่อหาน เธอควรจะเป็นคนที่ทำให้มันสมบูรณ์แบบ

            ดวงตาของอี้เป่ยซีสดใส จินตนาการถึงอาการประหลาดใจตอนที่ลั่วจื่อหานได้รับของขวัญชิ้นนี้

            เช้าวันรุ่งขึ้น อี้เป่ยซีพลาดอาหารเช้า และเกือบพลาดเวลาอาหารเที่ยง

            “เมื่อวานเล่นเกมส์อีกแล้วเหรอ ถึงได้ตื่นสายขนาดนี้?” คุณแม่อี้จัดเรียงถ้วยและตะเกียบอย่างดี เห็นรอยคล้ำใต้ตาของอี้เป่ยซี ยื่นมือนวดๆ “ยังเหมือนเด็กอยู่เลย”

            “ไหนบอกว่าในสายตาของคุณแม่ ลูกๆ ยังเป็นเด็กเสมอไม่ใช่เหรอคะ” อี้เป่ยซีกัดเนื้อปลาไปหนึ่งคำ “พี่ไม่กลับมากินข้าวเที่ยงเหรอ?”

            “รออีกสักพักเถอะ เขาบอกว่ายังมีงานที่บริษัท ลูกกินก่อนเถอะ”

            อี้เป่ยซีพยักหน้า ในใจกลับรู้สึกแย่ เขากลับมาช้า เพราะตั้งใจคลาดกับเวลาที่เธอกินข้าว เพื่อไม่ให้เธอรู้สึกระมัดระวังและอึดอัดล่ะมั้ง

            ตอนนี้เธอไม่สนใจแล้ว พี่เป่ยเฉินก็ไม่สามารถพัวพันกับเรื่องนี้ได้ตลอดเวลาหรอกนะ

            เธอควรจะทำอะไรสักอย่าง ไม่สามารถปล่อยให้เขาทำเรื่องมากมายได้เงียบๆ อีกแล้ว

            อี้เป่ยซีพยักหน้า ตัดสินใจ

            เป็นไปตามคาดเมื่ออี้เป่ยซีกลับห้องได้ไม่นาน อี้เป่ยซีจึงกลับถึงบ้าน กินข้าวเที่ยงอย่างเร่งรีบ แล้วจากไปราวกับว่าถูกอะไรไล่ เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น ก็ได้ยินว่าเขาทำงานล่วงเวลา

            เธอพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง กลับห้องไปพักผ่อน นั่งลงที่โต๊ะหนังสือของตัวเอง จนกระทั่งได้ยินเสียงรถดังมาจากข้างนอก เธอจึงรีบพุ่งลงไปเพื่อชงชาน้ำผึ้ง เมื่ออี้เป่ยเฉินเปิดไฟก็ประหลาดใจเล็กน้อย

            อี้เป่ยซียิ้มกว้าง “พี่ กลับมาแล้วเหรอ”

            “อืม” เขามองเธอต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง สุดท้ายก็เพียงแค่ขยับปากแต่ไม่ได้พูดอะไร รับน้ำมาจากเธอ ดื่มรวดเดียวหมด

            “พี่ ช่วงนี้ที่ทำงานยุ่งมาเหรอ? เห็นพี่ผอมลงไปตั้งเยอะ”

            เขาอ้าปาก แม้น้ำผึ้งที่ไหลผ่านจะชุ่มคอ แต่ในลำคอก็ยังรู้สึกเจ็บปวดเหมือนถูกฉีดขาด “พอได้”

            ได้ยินเสียงของอี้เป่ยเฉิน อี้เป่ยซีไม่สามารถยิ้มได้อีกต่อไปแล้ว ดวงตาค่อยๆ แดงก่ำ มีบางอย่างไหลอาบแก้มโดยที่ตัวเองไม่สามรถควบคุมได้อีกต่อไปแล้ว

            อี้เป่ยเฉินรีบวางแก้วน้ำลง เอื้อมมือออกไปแต่ว่ากลับวางลงครึ่งทางด้วยความลังเลและอ่อนแรง

            ตอนนี้เธอคงไม่ต้องการให้เขาปลอบใจแล้วล่ะมั้ง

            จู่ๆ มือน้อยอันอบอุ่นคว้ามือของเขาที่ลอยค้างไว้ เมื่อจ้องมองดวงตาที่เอิบอิ่มคู่นั้น หัวใจก็ยังสั่น

            ที่แท้เขายังปล่อยว่างไม่ได้จริงๆ และไม่มีทางปล่อยวางได้ล่ะมั้ง

        “เสี่ยวซี”

            “พี่”

            ลำคอของเขาขยับ “ดึกแล้ว รีบกลับพักผ่อนเถอะ”

            “พี่” เธอไม่กล้าเงยหน้า ก้มหน้ามองมือที่เห็นข้อต่อได้อย่างชัดเจนของอี้เป่ยเฉิน มันถูกมือของเธอกุมไว้ ทำอย่างไรก็ไม่อยากปล่อยมัน

        “เสี่ยวซี พี่รู้แล้ว” มืออีกข้างมือของเขากุมอยู่บนมือของเธอ “ที่จริงเธอ ไม่จำเป็นต้อง พี่…”

            “พี่ ฉันขอโทษ”

            “เสี่ยวซี เธอไม่ได้ทำผิดต่อพี่ เพราะพี่เองที่ทำเรื่องบางอย่าง เธอ กับ ลั่วจื่อหาน” พอเขาพูดชื่อนั้น หัวใจก็ราวกับถูกมีดบาด “ไม่มีอะไร”

            อี้เป่ยซีดึงมือออก กอดอี้เป่ยเฉินแน่น “พี่ ฉันขอโทษ” รู้สึกได้ถึงร่างกายที่ซูบผอมของเขา น้ำตาของอี้เป่ยซีก็ร่วงลงบนตัวของเขาจนเปียกอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่

            เขายื่นมือกอดเด็กสาวในอ้อมแขนไว้แน่น แม้ทั้งสองคนจะใกล้ชิดกันเพียงนี้ อี้เป่ยเฉินก็ยังรู้สึกว่าบางอย่างในร่างกายตัวเองถูกฉีกขาด ทิ้งให้เขาจมอยู่ในกองเลือดเพียงลำพัง

            เขาคิดมาตลอดว่านี่คือเนื้อคู่ของตัวเอง คืออีฟของเขา เขานึกว่าจะได้อยู่ในสวนเอเดนด้วยกันกับเธอ และมีความสุขชั่วนิรันดร์

            ต่อมาเขาจึงพบว่าตัวเองเป็นเพียงงูพิษตัวนั้นที่เต็มไปด้วยความอิจฉาและจินตนาการว่าตัวเองคือพระเจ้า เขาไม่สามารถอยู่ด้วยกันกับอี้เป่ยซี หรือแม้แต่กลับไปทำให้เธอลำบาก

            เสี่ยวซี เธอได้เลือกสิ่งที่ดีมากแล้วจริงๆ

            ลั่วจื่อหานจะชอบเธอ รักเธอตลอดไป ไม่น้อยไปกว่าพี่ชายเลย

            เขาในฐานะที่เป็นพี่ชายดีใจมากที่น้องสาวของตัวเองได้พบกับแฟนที่ยอดเยี่ยมแบบนั้น แต่ว่าเขาในฐานะคนที่ชอบเธอ เขาก็อดไม่ได้ที่จะเสียใจกับความรักที่ไม่สมหวังของตัวเอง

            พี่มีความสุขมากที่ได้เห็นคนที่อยู่ข้างกายเธอทำให้เธอมีความสุขได้ แต่ว่าทำไมถึงไม่ใช่พี่

            อี้เป่ยเฉินครุ่นคิดแล้วก็อดไม่ไหวที่จะออกแรงมากขึ้น อี้เป่ยซีรู้สึกได้ถึงอุณหภูมิบนตัวเขา ส่งเสียงสะอื้นเล็กน้อย

            ให้โอกาสพี่สักครั้งได้หรือเปล่า ให้พวกเรากอดกันจนตราบกาลนาน

            “เสี่ยวซี พอแล้วหยุดร้องได้แล้ว” อี้เป่ยซียกมือขึ้นปาดน้ำตาบนใบหน้าของเธอ “แบบนี้ไม่สวยนะ”

            อี้เป่ยซีกัดริมฝีปาก น้ำตายังคงไหลออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร

        “กลับไปนอนเถอะ” เธอพยักหน้า เดินไปยังห้องนอนทีละก้าวๆ คลุมศีรษะด้วยผ้านวมแล้วสะอื้นไห้อีกครั้ง อี้เป่ยเฉินหยุดอยู่หน้าห้องของเธอเนิ่นนาน

————

บทที่ 135
โดย 

 

บทที่ 135 เรื่องกวนใจรอบสอง (4)

             อี้เป่ยเฉินมองเห็นผู้ที่มาเยี่ยมเยียนท่ามกลางควันบุหรี่ ดับบุหรี่ในมือทันที พูดด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งจนตัวเองก็คาดไม่ถึง “กลับมาแล้วเหรอ?”

            เธอพยักหน้า กัดริมฝีปากต้องการถือกระเป๋าเดินผ่านเขาไป มาถึงตีนบันได อี้เป่ยเฉินยังคงเดินมาข้างเธอ ดึงกระเป๋าที่ไม่นับว่าหนักมากมาอยู่ในมือ บนตัวอบอวลไปด้วยกลิ่นบุหรี่

            ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไรกันอีกจนกระทั่งมาถึงห้องของเธอ

        อี้เป่ยเฉินมองเงาของเธอที่คุกเข่าเก็บของอยู่บนพื้นด้วยความลึกซึ้ง ถอยออกไปด้วยความอ้างว้างเล็กน้อย ได้ยินเสียงปิดประตูดึงขึ้นด้านหลัง อี้เป่ยซีทรุดนั่งลงบนพื้น กำเสื้อผ้าในมือไว้แน่น ความอึดอัดใจที่อธิบายไม่ได้เพิ่มพูนขึ้น

            พี่ชายเสียใจมากขนาดนี้เพราะเธอหรือเปล่า? พวกเขาสองคนมีปัญหาตรงไหนกันแน่

            พี่ชายชอบเธอมาตลอดสินะ

            อี้เป่ยซีราวกับว่าได้พบกับเรื่องตลอดมากมายอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเสียงดัง หัวเราะจนปวดเมื่อยโหนกแก้มทั้งสองข้าง หัวเราะจนน้ำตาไหลออกมาจากขอบตา

            เขาไม่พูด เธอไม่พูด เผชิญหน้ากันทั้งอย่างนี้ ฉันไม่รู้ว่าเธอกำลังรอฉัน เธอก็ไม่รู้ว่าฉันกำลังคาดหวังเธออยู่ เธอคิดว่าหากคอยดูกันและกันก็จะรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไรอยู่ ก็จะไม่เกิดเรื่องหักมุมหรือความผิดพลาดอะไรขึ้นอีก แต่ว่าเธอลืมไปว่าไม่มีอะไรจะอยู่คงเดิมโดยไม่เปลี่ยนแปลง กว่าเธอจะได้เห็นการกระทำของเขา เธอก็ตามไม่ทันแล้ว

            ฉะนั้นนะ พี่เป่ยเฉิน การเผชิญหน้าของพวกเราก็ไม่สามารถสัมผัสถึงอีกฝ่ายได้ ฉะนั้นนะ พี่เป่ยเฉิน ต่อให้พวกเราอยู่ศาลาริมน้ำก็สัมผัสแสงจันทร์ไม่ได้อยู่ดี

            เธอออกแรงปากน้ำตาบนใบหน้า เอาเสื้อผ้าออกมาจากกระเป๋าแล้วโยนทุกอย่างลงบนเตียง พุ่งไปที่ห้องน้ำอย่างรวดเร็ว โน้มตัวลงอาเจียน น้ำตาร่วงแปะอยู่บนหลังมือ รู้สึกเจ็บปวด

            ในช่วงเย็น คุณแม่อี้จึงกลับมาจากบ้านเพื่อน หลังจากอี้เป่ยซีได้ยินเสียงดังของรถแล้ว ก็ได้ยินเสียงเธอดุอี้เป่ยเฉิน

            “ลูกสูบบุหรี่ในบ้านอีกแล้วเหรอ?”

            “แค่สูบนิดหน่อย”

            “ลูกทำท่าซังกะตายแบบนี้ให้ใครดู ลูกชายของแม่เป็นคนที่ไร้กำลังอ่อนแอปลงไม่ตกแบบนี้เหรอ คิดจะเอาความน่าสมเพศของตัวเองเพื่อเรียกร้องความสงสารเหรอ?” ท่าทางของคุณแม่อี้เย็นขา เขาไม่ได้ตอบโต้ มือค่อยๆ กำหมัดแน่น

            “ลูกไม่พูดอะไรเองต่างหาก ลูกเป็นคนตกลงที่จะกลับประเทศเอง สุดท้ายก็เป็นความละเลยของลูกเอง เป่ยซีชอบคนอื่นแล้ว ทำไมตอนนี้ถึงไม่โทษตัวเองแต่ไปหาเหตุผลอื่นล่ะ?”

            อี้เป่ยซีดึงเนกไทบนตัวอย่างหงุดหงิด พูดว่าจะไปอาบน้ำแล้วเดินขึ้นชั้นบนไปอย่างหมดแรง อี้เป่ยซีรออยู่ในห้องเนิ่นนาน จึงค่อยๆ ย่องลงมาชั้นล่าง ก็เห็นคุณแม่อี้นั่งขมวดคิ้วอยู่บนโซฟา

            “คุณแม่” เสียงเรียกที่สดใสของอี้เป่ยซีดึงเธอออกมาจากภวังค์ คุณอี้เงยหน้าขึ้นมองอี้เป่ยซีสักพักใหญ่ สุดท้ายก็หัวเราะเบาๆ อย่างจนใจ โบกไม้โบกมือให้เธอ

            เธอเม้มปาก นั่งลงข้างคุณแม่อี้

            “เป่ยซี แม่รู้ว่ามันไม่ง่ายสำหรับลูก แต่ว่าแม่ก็ยังอยากจะบอกว่า ลั่วจื่อหานเขา…”

            “แม่คะ” อี้เป่ยซีขัดจังหวะเธอ สองมือกุมมือของสาวใหญ่ที่ได้รับการดูแลมาอย่างดี “เขาดีกับหนูมาก หนูก็ไม่รู้ว่าพวกเราสองคนจะมีอนาคตร่วมกันเปล่าหรือต่อไปจะทำยังไง แต่ว่าตอนนี้หนูรู้อยู่อย่างนึง ว่าหนูชอบเขา ประเภทที่ชอบมากๆ หนูอยากอยู่กับเขาตลอดไป อยู่เคียงข้างเขาตลอดไปโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้”

            “แม่คะ หนูก็เคยคิดว่าต่อไปจะปัญหาอะไรหรือเปล่า แต่ว่าแม่คะ หนูเชื่อเขา ฉันเชื่อในความชอบที่เขามีต่อหนู และหนูก็เชื่อว่าเขาจะไม่ปล่อยให้หนูได้รับความคับข้องใจอะไร”

            “อีกอย่าง แม่คะ พวกเรายังไม่ทันจะเริ่มลองก็ยอมแพ้เร็วแบบนี้ เท่ากับว่าขี้ขลาดไปหน่อยหรือเปล่า การได้เจอลั่วจื่อหานที่ชอบอี้เป่ยซี มันยากมาก หนูไม่อยากยอมแพ้ง่ายแบบนี้ แม่คะ แม่จะสนับสนุนหนูใช่ไหมคะ”

            คุณแม่อี้กอดเธอไว้ในอ้อนแขนของตัวเอง ราวกับว่ากำลังปลอบใจเด็กตัวน้อย ตบๆ หลังของเธอ “แม่ก็แค่เป็นห่วง เฮ้อ ในเมื่อลูกตัดสินใจแล้ว แม่ยังจะพูดอะไรได้อีกเหรอ”

            “แม่คะ ลั่วจื่อหานเขาดีมากจริงๆ นะคะ เขาก็ดีกับหนูมากด้วย แม่เคยเห็นเขาแม่ก็รู้แล้ว”

            “แม่มีลูกสาวแค่คนเดียว ถ้าเขากล้าทำผิดต่อลูกล่ะก็ แม่ไม่ปล่อยเขาแน่นอน”

            “ค่ะๆๆ ถ้าเขาทำไม่ดีกับหนู แม่จะจัดการกับเขายังไงก็ได้”

            “ลูกน่ะ กลับมาตั้งนานแล้ว น่าจะหิวแล้วสิ อยากกินอะไรแม่จะทำให้กิน”

            “อยากกินซี่โครงค่ะ ซี่โครง”

            “ได้ๆๆ” คุณแม่อี้ตบๆ มือของเธอ เก็บของครู่หนึ่งแล้วเข้าไปในห้องครัว อี้เป่ยซีจึงถอนหายใจโล่งอก เพื่อนนักศึกษาลั่วจื่อหาน ‘นายต้องขอบคุณฉันอย่างดีที่ช่วยนายจัดการกับความสัมพันธ์ทางบ้าน’ เธอกอดบนโซฟายิ้มน้อยๆ

            ทันใดนั้นโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสั่น เธอกำลังคิดถึงเรื่องของตัวเอง เด้งขึ้นมาจากโซฟาทันที มองดูสายเรียกเข้า จึงถอนหายใจ กดรับสาย

            “ทำไมถึงโทรมาหาฉันป่านนี้ล่ะ”

            “ไม่สะดวก?”

            อี้เป่ยซีมองไปยังห้องครัว “นายรอแป๊บนะ ฉันกลับห้องก่อน”

            “อืม”

            เธอเดินย่องกลับเข้าไปห้อง ปิดประตูแผ่วเบา “กินข้าวแล้วยัง?”

            “ยังเลย” อี้เป่ยซีได้ยินเสียงวางปากกาลงบนโต๊ะ ขมวดคิ้ว

        “นายยังอยู่ที่ทำงาน? ป่านนี้แล้วยังทำงานอยู่อีก ข้าวก็ไม่กิน?”

            ลั่วจื่อหานหัวเราะเบาๆ สองที “อืม”

            “นายยังจะหัวเราะอีก นายโตป่านนี้แล้วทำไมถึงไม่ดูแลร่างกายของตัวเอง แก่แล้วนายจะเสียใจทีหลัง”

            “อืม”

            “เฮ้อ ลั่วจื่อหานปีนี้นายอายุเท่าไรแล้ว”

            “ยี่สิบแปด”

            ดวงตาของอี้เป่ยซียิ้มโก่ง “หืม งั้นฉันเรียกนายว่าคุณอาได้หรือเปล่านะ”

            “คุณอากับหลานสาวตัวน้อย?”

            “ชิ หน้าไม่อาย”

            “ถ้ายังมีหน้าก็ไม่มีหลานสาวแล้ว เอามาทำอะไร” เขาหยุดครู่หนึ่ง “สะดวกวีดีโอคอลไหม?”

            อี้เป่ยซียังไม่ทันตอบ ก็เห็นคำขอวีดีโอของลั่วจื่อหานแล้ว เดิมทีเธอคิดว่าอีกประเดี๋ยวค่อยกด แต่ว่าพอมือสั่นก็ไม่ระวังกดรับสายแล้ว ท่าทางของลั่วจื่อหานที่ใส่เสื้อสูทรองเท้าหนังปรากฏอยู่บนหน้าจอ เธอจัดวางตำแหน่งให้ดี ก็เห็นลั่วจื่อหานขมวดคิ้ว

            “เป็นอะไรไป เห็นฉันแล้วไม่ดีใจเหรอ”

            “ไม่มีใครจัดห้องให้เธอเหรอ?”

            “หา นายรังเกียจฉันเหรอ แบบนี้ไม่ดีหรือไง นายไม่รู้สึกว่ามันให้ความรู้สึกอบอุ่นหรือไง?”

            เขาส่ายหัว “ตอนนี้ทำอะไรอยู่”

            “รอกินข้าวน่ะ อ้อ จริงสิ วันนี้นายต้องขอบคุณฉันนะ ฉันช่วยนายคุยกับแม่ฉันแล้ว ตอนนี้เขาไม่มีอคติกับนายแล้ว”

            “อืม รอฉันกลับไปจะช่วยเธอจัดการเรื่องความสัมพันธ์แม่สามีกับลูกสะใภ้”

            “เชอะ แม่สามีลูกสะใภ้อะไรกัน ฉันยังไม่ได้บอกว่าจะแต่งกับนายเลยนะ?”

            “งั้นเธออยากแต่งกับใคร?”

            “ไม่รู้สิ เรื่องของอนาคตไว้ค่อยว่ากันเถอะ ไม่แน่ว่าอาจจะมีคนที่ดีกว่า เด็กกว่าแล้วก็ดีกับฉันมากกว่านายมากๆ โผล่มาก็ได้นะ คุณลั่ว นายต้องระวังตัวสักหน่อยนะ”

            “ยังมีคนแบบนี้อีกเหรอ?”

            “เฮ้อ ขอฉันจินตนาการแป๊บ”

        “สุดท้ายในจินตนาการก็ยังเป็นฉัน?”

————

บทที่ 134
โดย 

 

บทที่ 134 เรื่องกวนใจรอบสอง (3)

             เช้าวันรุ่งขึ้น อี้เป่ยซีไปสนามบินด้วยกันกับลั่วจื่อหาน ก่อนจะไป ฉู่ซ่งยื้อยุดกระเป๋าเดินทางของเธอตลอดเวลา บ่นอย่างเอาเป็นเอาตายว่าเธอมีแฟนแล้วละทิ้งครอบครัวและน้องชาย ในขณะที่ไม่มีทางเลือกนั้นเธอกระซิบปลอบใจอยู่เนิ่นนาน ฉู่ซ่งจึงยอมปล่อยมือและมองลั่วจื่อหานอย่างท้าทาย เขาก็ไม่ได้พูดอะไร โอบอี้เป่ยซีออกจากบ้านไป

            “ชิ เธอนี่สุดยอดจริงๆ” เขามองประตูที่ปิดลง กลับไปเล่นเกมส์ต่อ

            ลั่วจื่อหานไม่ได้พูดกับอี้เป่ยซีตลอดทางจนถึงสนามบิน

            อี้เป่ยซีมักจะถูกบีบอยู่ระหว่างพวกเขาทั้งสองคน เธอเองก็รู้สึกเบื่อหน่ายและน้อยใจเล็กน้อย มองดูลั่วจื่อหานที่ไม่เข้าใจเธออีกทั้งยังโกรธด้วย จึงไม่ได้พูดอะไร

            รถมาถึงสนามบินอย่างรวดเร็ว ลั่วจื่อหานหยิบกระเป๋าเดินทางโดยที่ยังคงไม่พูดอะไร เดินไปข้างหน้า อี้เป่ยซีจ้ำอ้าวตามไป

            เขาหยุดเดินกะทันหัน อี้เป่ยซีตอบสนองไม่ทันเล็กน้อย แต่ก็ไม่ต้องการจะชนเขาล้มลงกับพื้น โชคไม่ดีที่เท้าก็แพลงแล้ว

            ลั่วจื่อหานย่อตัวลงทันที คิ้วที่ขมวดกันแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ไม่พอใจของเขาอย่างชัดเจน “ทำไมเธอถึงซุ่มซ่ามแบบนี้”

            อี้เป่ยซีปัดมือของเขาออก ต้องการจะลุกขึ้นมาเอง เดินเพียงไม่กี่ก้าวก็พบว่าเท้าแพลงครั้งนี้เหมือนกับหนักหนาพอสมควร เธอสูดหายใจลึก ฝืนเดินไปยังสนามบิน นั่งลงที่นั่งที่ใกล้ที่สุด

            ลั่วจื่อหานนั่งลงใกล้ๆ เธอ

            “เป่ยซี” เขากดๆ คิ้ว “ขอโทษ”

            “ทำไมจู่ๆ นายก็โมโหล่ะ ตอนแรกก็ยังดีๆ อยู่ไม่ใช่เหรอ นายกับฉู่ซ่งก็ดีๆ กันอยู่ ทำไมตอนนี้ถึงเอาฉันไปอยู่ระหว่างพวกนายสองคนล่ะ ฉันก็อึดอัดใจนะโอเคไหม แถมนายยังมาโกรธฉันอีก ลั่วจื่อหาน ฉันทำผิดอะไรงั้นเหรอ?” ดวงตาเธอแดงก่ำ รู้สึกว่าความเจ็บปวดในข้อเท้าแพร่กระจายไปยังเส้นประสาท

            “ใช่ เพราะฉันผิดเอง”

            “ใช่ว่าพูดแค่ประโยคเดียวแล้วจะทำให้ฉันหายโกรธได้นะ” อี้เป่ยซีมุ่ยปาก เมื่อเห็นความสำนึกผิดในสายตาของลั่วจื่อหานแล้วก็ใจอ่อนลงไปชั่วขณะ ‘ความสัมพันธ์ระหว่างลั่วจื่อหานกับฉู่ซ่งจืดจางลง เธอจะไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเหรอ ตอนนี้เขาเองก็ลำบากใจมากพออยู่แล้ว เธอยังจะพูดแบบนี้อีก’

            ‘อี้เป่ยซีพอมีคนเอ็นดูเธอ เธอก็ยิ่งได้ใจและหยิ่งผยองมากขึ้นเรื่อยๆ’

            ขณะที่เธอยังตำหนิตัวเอง ข้อเท้าของเธอก็ถูกห่อด้วยฝ่ามืออันอ่อนโยน เธออดไม่ได้ที่จะกระซิบ

            “ลั่ว ลั่วจื่อหาน นาย พวกเขากำลังมองอยู่นะ” อี้เป่ยซีเห็นนักท่องเที่ยงที่มองพวกเขาจากรอบทิศ แสดงอาการคลุมเครือและอิจฉา ต้องยอมรับอี้เป่ยซีก็รู้สึกหวานฉ่ำในหัวใจ

            “เจ็บหรือเปล่า?”

เธอส่ายหน้า ขณะที่ลั่วจื่อหานออกแรงนั้น คิ้วที่ขมวดกันแน่นทะลุผ่านคำโกหกของเธอ เธออดไม่ไหวยื่นมืออกมา “นาย เบาๆ หน่อย”

            “มันบวมนิดหน่อย ข้างๆ มีร้านยาร้านนึง เธอรอฉันที่นี่แป๊บนะ” ลั่วจื่อหานลูบหัวของเธอ สีหน้าอ่อนโยน อี้เป่ยซีเห็นเขาที่ท่าทางจริงจังแบบนี้ก็อึ้งไปเล็กน้อย ผ่านไปสักพักจึงพยักหน้า เขาหัวเราะ และจากไป

            ที่นั่งข้างๆ ว่างเปล่าแล้ว อี้เป่ยซีรู้สึกว่าหัวใจของตัวเองก็ว่างเปล่าเช่นกัน เธอเปิดโทรศัพท์มือถือซึ่งมีแต่ข้อความในกลุ่ม และไม่มีกะใจจะไปอ่าน จู่ๆ ประโยคหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของเธอ เปิดสมุดบันทึกและจดอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ยิ้มบ๊องๆ ให้กับประโยคนั้น แม้ลั่วจื่อหานกลับมาแล้วก็ยังไม่รู้ตัว

            “ขำอะไร?” เขาเปิดถุงยา ทายาให้อี่เป่ยซีอย่างระมัดระวัง

            “ลั่วจื่อหานทำไมนายถึงหล่อแบบนี้” อี้เป่ยซีโน้มตัวเล็กน้อย ดมกลิ่นหอมสดชื่นที่เป็นเอกลักษณ์บนตัวของเขา มันคือกลิ่นที่อยู่กับเธอตลอดระยะเวลาแห่งความทุกข์

            “เพิ่งรู้เหรอ?”

            “อืม รู้สึกว่านายที่เป็นแบบนี้ เหมาะกับคุณหนูอย่างฉันไม่เบา ถึงจะต่างกับที่ฉันจินตนาการไปหน่อย”

            มือของลั่วจื่อหานออกแรง

            “เจ็บ”

            “เธอชอบแบบไหนเหรอ”

            เธอเงยหน้าขึ้น “ฉันชอบคนที่หล่อจนน่าหลงใหล เหมือนกับว่าเห็นเขาแล้วลืมไปว่าตัวเองอยู่บนโลกใบนี้ ก็เป็นความรู้สึกเหมือนตอนที่เห็นภาพวาดของนายล่ะมั้ง”

            “ในความคิดของเธอ คนวาดก็ยังเทียบรูปไม่ติดงั้นเหรอ?” ลั่วจื่อหานลุกขึ้นยืน รับทิชชู่เปียกที่อี้เป่ยซีส่งมาให้เพื่อเช็ดมือที่เลอะยาของตัวเอง อี้เป่ยซีหรี่ตา

            “ใช่แล้ว ใช่แล้ว ไม่งั้นฉันคงหานายนานแล้ว จะมารู้จักนายตอนนี้ได้ยังไง”

            “ได้ยินเซี่ยเช่อบอกว่าใครบางคนหาฉันไม่เจอก็เลยยอมแพ้”

            “เอ๊ะ เซี่ยเช่อพูดถึงใครเหรอ ฉันรู้จักหรือเปล่า?” พูดพลางกระพริบตาถี่ด้วยความจริงจังมาก ลั่วจื่อหานดึงเธอเข้ามากอด จูบตาของเธออย่างไม่เกรงใจ วาดผ่านจมูกเล็กๆ และหยุดอยู่ที่ริมฝีปากของเธอ แต่ไม่ได้เข้าไปอย่างล้ำลึก

            “ในที่สาธารณะ ประธานลั่วไม่ระวังภาพลักษณ์ท่านประธานของตัวเองบ้างเหรอ?” ลมหายใจของอี้เป่ยซีรดอยู่บนใบหน้าของเขานับครั้งไม่ถ้วน กระตุ้นให้หัวใจของเขาก็จั๊กจี๋ไปด้วย อดไม่ไหวที่จะล็อคหัวของเธอ เพิ่มจูบนี้ให้รุนแรงยิ่งขึ้น

            เขาเห็นประกายเจ้าเล่ห์ในแววตาของอี้เป่ยซี ความทุกข์ใจก่อนหน้านี้หายเป็นปลิดทิ้ง กอดเธอไว้แบบนี้โดยที่ไม่ได้พูดอะไร อี้เป่ยซีก็งีบหลับในอ้อมแขนของเขา

            เสียงของเครื่องจักรปลุกคนที่หลับใหลให้ลืมตาตื่น อี้เป่ยซีพบว่าตัวเองถูกลั่วจื่อหานอุ้มเข้ามาบนเครื่องบินแล้ว เธอขยี้ๆ ตา “ทำไมไม่ปลุกฉัน”

            “เห็นเธอหลับสบาย ฝันถึงอะไรหรือเปล่า ยิ้มดีใจขนาดนั้น”

            สองมือของอี้เป่ยซีกอดแขนของลั่วจื่อหาน “ฉันหิวแล้ว”

            “อืม”

            สี่ชั่วโมงผ่านไป เครื่องบินลงจอดที่สนามบินเมือง A ลั่วจื่อหานอุ้มอี้เป่ยซีมาที่เบาะหลังรถ ผ่านไปสักพักจึงพูดขึ้น “จะไปไหน?”

            “อืม กลับบ้านอี้ คุณแม่อี้ยังรอฉันอยู่นะ”

            ลั่วจื่อหานกำหมัดแน่นแล้วผ่อนคลาย พูดว่า ‘ได้’ เบาๆ แล้วให้คนชับรถส่งพวกเขาสองคนไปยังจิ่นหยวน ลั่วจื่อหานต้องการจะอุ้มอี้เป่ยซีออกมา แต่ถูกห้ามไว้อย่างอ่อนโยน

            “เอ่อ คุณแม่อี้เหมือนจะเข้าใจอะไรนายผิด เขาไม่ค่อยชอบให้ฉันกับนายติดต่อกัน นาย ทนไปก่อนได้หรือเปล่า”

            เขายืนอยู่กับที่

            “ฉันจะคุยกับคุณแม่อี้เอง แค่ครั้งนี้ แค่ครั้งนี้ ลั่วจื่อหานนายรับปากฉันได้ไหม?” เธอกระพริบตา ลั่วจื่อหานโน้มตัวลงมาหันแก้มให้เธอ เธอจุ๊บมันอย่างมีความสุข

            “อย่าลืมทายาล่ะ”

            “จำไว้ว่าต้องนอนแต่หัวค่ำ”

            “ช่วงนี้เมือง A อากาศเปลี่ยน ตอนกลางคืนอย่าเตะผ้าห่มอีกล่ะ”

            “ช่วงนี้พยายามอย่าไปไหนนะ”

            ลั่วจื่อหานจัดอีกชุดใหญ่ ฟังจนรังไหลออกมาจากหูของอี้เป่ยซีแล้ว เธอโอบคอของลั่วจื่อหาน “เอาเถอะๆ ฉันก็แค่กลับบ้าน ไม่ได้ไปไกลสักหน่อย”

            “ฉันยอมให้เธอไปไกลๆ ดีกว่า”

            “หุหุ เอาล่ะ งั้นฉันไปก่อนนะ ตอนกลางคืนโทรหานายได้ไหม?”

            “เมื่อไรก็ได้”

            ดวงตาเธอโก่งยิ้ม หันหลังเข้าไปอะพาร์ตเม้นต์ ลั่วจื่อหานมองดูเงาของเธอที่หายไปจากสายตาของตัวเอง จึงขับรถจากไปด้วยความเปล่าเปลี่ยว

        “คุณแม่อี้ หนูกลับมาแล้วค่ะ” อี้เป่ยซัผลักประตูเปิดด้วยความตื่นเต้น เห็นเพียงอี้เป่ยเฉินที่หน้าตาเศร้าซึม สูบบุหรี่อยู่ในห้องรับแขก ก้นบุหรี่ข้างกายกองสุมกันเป็นภูเขาลูกเล็ก

————

บทที่ 133
โดย 

 

บทที่ 133 เรื่องกวนใจรอบสอง (2)

             อี้เป่ยซีใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่ภายใต้สายตาตำหนิติเตียนของฉู่ซ่ง เมื่อกลับถึงห้องก็รู้สึกน้อยใจมาก

            อะไรกัน ทำไมถึงทำเหมือนเธอเป็นคนผิด เธอเป็นผู้เคราะห์ร้ายที่ไม่ได้ทำอะไรเลยต่างหาก เขาไม่ควรจะปลอบใจเธอทุกที่ทุกเวลาหรอกเหรอ ทำไมเรื่องกลับกลายเป็นเธอต้องปลอบใจเขาอย่างอดทนอดกลั้นด้วย

            เป็นความผิดของลั่วจื่อหานทั้งนั้น!

            เธอหาเหตุผล โทรหาลั่วจื่อหานทันที

            “ว่าไง?”

            ได้ยินเสียงของเขา ความรู้สึกที่ต้องการระบายอารมณ์ก่อนหน้านี้หายไปทันตา เธออ้ำๆ อึ้งๆ “ปะ เปล่า ก็แค่โทรหานายไม่ได้เหรอ?”

            “เป่ยซี ฉันอยู่ข้างล่าง”

            “หืม?”

            “ฉันอยู่ข้างล่าง ใต้ห้องที่พวกเธออยู่พอดี”

            อี้เป่ยซีลุกขึ้นพรวด “เชอะ ใครอยากไปหานาย”

            “ฉันคิดถึงเธอแล้ว เป่ยซี” เขาจงใจลากยาวคำว่า ‘ซี’ ระคนความรักที่แผ่กว้าง ห่อหุ้มหัวใจของอี้เป่ยซีด้วยความรู้สึกอบอุ่น เธออดไม่ได้ที่จะหัวเราะ

            “แบบนี้ไม่ได้หรอกนะ เพิ่งจะแยกกันเอง ต่อไปฉันต้องออกไปข้างนอกคนเดียว นายจะทำยังไง?”

            “ฉันจะตามเธอไป”

            “งั้นนายก็จะตัวติดเป็นตังเมสิ ฉันจะเบื่อเอานะ”

            อีกฝ่ายเงียบอยู่เนิ่นนาน เสียงลมหายใจก็ได้ยินไม่ชัดเจน อี้เป่ยซีพูด ‘ฮัลโหล’ กับโทรศัพท์ แต่ไม่ได้รับการตอบรับจากเขา “ลั่วจื่อหาน ถ้านายยังไม่พูดอีกฉันจะโกรธแล้วนะ”

            คำตอบที่เธอได้คือเสียงเคาะกระจก เธอตระหนักได้ในทันที รีบวิ่งไปที่หน้าต่าง เปิดผ้าม่าน ยื่นมือต้องการจะปลดล็อคแต่ก็หยุดชะงัก มองลั่วจื่อหานด้วยรอยยิ้มซุกซน เธอชี้ไปที่โทรศัพท์มือถือ ลั่วจื่อหานจึงปล่อยมือข้างหนึ่งด้วยความพยายามอย่างมาก “เป่ยซี”

            “นายเห็นไหมว่ามีคนที่นอกหน้าต่างฉัน?” ทำน้ำเสียงเป็นกังวล ใบหน้ามีรอยยิ้มที่ซ่อนเร้นไว้ไม่อยู่ ลั่วจื่อหานเห็นท่าทางที่ร่าเริงของเธอ ก็จัดท่าทางราวกับว่าตัวเองไม่เหนื่อยเลย มองเธออย่างเอ็นดู “จะไม่ให้ฉันเข้าไปเหรอ?”

            “นายเก่งขนาดนี้ ฉันไม่ต้องช่วยก็เข้ามาได้มั้ง”

            “อืม ฉันเก่งขนาดนี้ ฉันเข้าไปทางประตูดีกว่า”

            “ไม่ได้ นายต้องตกลงเงื่อนไขก่อนฉันก่อน ฉันถึงจะปล่อยนายเข้ามา”

            “อืม”

            เธอเห็นท่าทางที่ลำบากเล็กน้อยของลั่วจื่อหาน ถอนหายใจ รีบเปิดหน้าต่างออกทันที เขาทรุดตัวลงกับพื้นจากหน้าต่างอย่างง่ายดาย เหวี่ยงอี้เป่ยซีไปที่เตียงโดยตรง

            ลั่วจื่อหานกัดคางของเธอเบาๆ “ไม่ให้ฉันเข้ามาเหรอ หืม?”

            “นายรับปากเงื่อนไขของฉันแล้วนะ” อี้เป่ยซีใช้มือดันหน้าอดของลั่วจื่อหาน ดวงตาเป็นประกาย “นายลุกขึ้น หนัก”

            เมื่อได้ยินดังนี้ ลั่วจื่อหานพลิกตัวกอดเธอ “เติมเต็มเงื่อนไขของเธอแล้วยัง?”

            “แบบนี้ไม่นับ”

            “งั้นเธอก็หมายความว่า ให้ฉันทับเธอต่อได้เหรอ?” มือของเขาค่อยๆ ลูบไหปลาร้าของอี้เป่ยซี ก้มหน้าลงจูบหลังคอของเธอ แม้แต่ยื่นปลายลิ้นออกมาเลียแผ่วเบา ทำเอาอี้เป่ยซีสั่นเทิ้มอยู่ในอ้อมแขนของเขา

            ขณะที่ปลุกเร้ากันอยู่นั้นอดไม่ไหวร้องครางออกมาเล็กน้อย จู่ๆ การเคลื่อนไหวของลั่วจื่อหานร้อนแรงขึ้นมาหลายองศา อี้เป่ยซีรีบคว้ามือที่ซุกซนของเขาไว้ “จื่อหาน” ละอองน้ำบางๆ ในดวงตาของเธอยิ่งเพิ่มเสน่ห์คลุมเครือ เสียงที่ชัดเจนเอ่ยชื่อของเขาอย่างอ่อนแรง ระคนเสียงกระซิบขอความเห็นอกเห็นใจ ลำคอของเขาขยับ

            “เด็กดี นอนเถอะ” พูดพลางก็พลิกตัวเข้าห้องน้ำไป อี้เป่ยซีลุกขึ้นนั่ง มองไปยังห้องน้ำตาไม่กระพริบ

            ทำไมถึงเป็นแบบนี้นะ เขาอึดอัดใจมากจริงๆ เหรอ?

            ไม่เกี่ยวกับเธออี้เป่ยซี เพราะเขาลูบไล้ไม่เป็นที่เอง ไม่เกี่ยวอะไรกับเธอเลยแม้แต่นิดเดียว!

            ไม่เป็นไร ดึกแล้วต้องนอนแล้ว เธอคลุมโปงด้วยผ้าห่มที่อยู่ข้างๆ นอนซะ นอนซะ เธอง่วงมากแล้ว นอนซะ

            อี้เป่ยซีหลับตา แต่ว่าไม่มีความง่วงเลยสักนิด จนกระทั่งลั่วจื่อหานออกมาจากห้องน้ำแล้วนอนอยู่ข้างเธอ อี้เป่ยซีก็ได้แต่หลับตาต่อ แกล้งทำเป็นหลับ

        ทันใดนั้นก็มีมือดึงผ้าห่มของเธอ เห็นว่าเธอไม่ขยับก็ดึงๆ อีก อี้เป่ยซีคว้าผ้าห่มไว้ เม้มปาก เสียงเบาๆ ดังมาจากข้างหลัง “ไม่ร้อนเหรอ?”

            ไม่พูดยังดีซะกว่า พอพูดแล้วก็รู้สึกว่าในผ้าห่มทั้งร้อนทั้งอุดอู้ อี้เป่ยซีไม่ได้สนใจ แกล้งหลับต่อ แต่ในใจกลับรู้สึกไม่สงบ เธอแม้กระทั่งรู้สึกว่ามีเหงื่อซึมอยู่บนหน้าผากของเธอ จากนั้นก็ถูกลั่วจื่อหานเลีย

            “ลั่วจื่อหานนายพอได้แล้ว” เธอโยนผ้าห่มบนตัวไปอีกทาง ลูบคลำหน้าผากตัวเองด้วยความรังเกียจ “ไม่สกปรกเหรอ?”

            “ยังโอเคนะ” เขายิ้มพลางดึงเธอเข้ามากอด อี้เป่ยซีก็ไม่ได้ขัดขืน รู้สึกถึงอุณหภูมิบนตัวของเขาเงียบๆ “เป่ยซี บางทีฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่านี่คือเรื่องจริง”

            “ตอนนี้เหมือนกับกำลังฝันเลย ถ้าหากเป็นฝัน เธอก็ห้ามปลุกฉันเด็ดขาดโอเคไหม”

            อี้เป่ยซีคว้ามือของเขาที่โอบเอวเธอ กัดไปคำหนึ่ง “เจ็บไหม?”

            “เธอกัดอีกทีสิ”

            เธอลูบรอยฟันของตัวเอง “ไร้สาระ”

            “ลั่วจื่อหาน”

        “หืม?”

            “ฉันแค่เรียกนาย”

            “ฉันชอบฟังเธอเรียกฉัน”

            “ลั่วจื่อหาน ลั่วจื่อหาน ลั่วจื่อหาน…” อี้เป่ยซีเรียกชื่อเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่หยุด ลั่วจื่อหานก็ตอบว่า ‘อืม’ ไม่หยุด ไม่รู้ว่าเมื่อไรละอองน้ำจางๆ ก่อตัวขึ้นในดวงตาของทั้งสองคน

            อยากให้เป็นแบบนี้ตลอดไปจังเลย เธออยู่ข้างกายฉัน ฉันอยู่ข้างกายเธอ ฉันได้ยินเสียงลมหายใจของเธอ เธอได้ยินเสียงหัวใจของฉัน พวกเราไม่จำเป็นต้องพูดอะไร เพียงแค่กอดกันแน่นๆ ราวกับว่าโลกใบนี้มีเพียงพวกเราสองคน พวกเราเรียกชื่อของกันและกัน ราวกับว่ามันออกมาจากกระดูกของพวกเรา

            ลั่วจื่อหาน ลั่วจื่อหาน

            ฉันชอบนายมาก และชอบเรียกชื่อของนายพอๆ กับที่ชอบนาย

            จนกระทั่งอี้เป่ยซีลืมตาขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น ข้างกายก็ไม่มีเงาของลั่วจื่อหานแล้ว ในใจของเธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่างเปล่า

            ‘จะพึ่งพาเขาตลอดแบบนี้ไม่ได้ อี้เป่ยซี เธอนี่มันช่างไร้อนาคตจริงๆ แม้ว่าลั่วจื่อหานจะไม่ได้ดีไปกว่าเธอสักเท่าไร’ เธอขยี้ตาตัวเอง โทรศัพท์มือถือข้างๆ สั่นไหวอย่างร่าเริง เธอตอบรับด้วยน้ำเสียงสะลืมสะลือ

            “คิดว่าเวลานี้เธอน่าจะตื่นแล้ว”

            “ตอนนี้สายแล้วเหรอ?” เธอลุกจากเตียงขึ้นนั่ง มองดูโทรศัพท์มือถือ เก้าโมงครึ่ง เวลาก็ไม่แย่เท่าไรนะ

            “เปิดประตูเถอะ ฉันเอาอาหารเช้ามาให้เธอกับฉู่ซ่ง”

            “อืม” เธอไม่แม้แต่จะดูการแต่งตัว เดินเหยียบรองเท้าแตะไปเปิดประตูอย่างเชื่อฟัง ลั่วจื่อหานกำลังหิ้วถุงใบใหญ่ เมื่อเห็นลักษณะของอี้เป่ยซี ก็ขมวดคิ้ว แล้วติดกระดุมทุกเม็ดบนชุดนอนของเธอ

            อี้เป่ยซีไม่ใส่ใจกับการกระทำนี้ เธอลากลั่วจื่อหานอย่างอดใจรอไม่ไหว “อาหารเช้าอะไร หอมจัง หอมจังเลย นายทำเองเหรอ?”

            เขาพยักหน้า ลูบผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงของเธอ “ไปอาบน้ำก่อนเถอะ”

            “อืม” อี้เป่ยซีเพิ่งจะเข้าประตูไป ฉู่ซ่งก็ออกมาพร้อมกับตาที่เปิดเพียงครึ่งเดียว ราวกับว่ายังหลับอยู่ หากไม่รู้นึกว่าเขากำลังละเมอ เมื่อเห็นลั่วจื่อหาน เขาเบิกตากว้างทันที

            “ฉู่เซี่ย เมื่อวานพวกเธอสองคน…”

            เขาไม่สามารถปฏิเสธได้ เริ่มจัดถ้วยและตะเกียบ “กินข้าวเช้าเถอะ”

        “พวกพี่สองคน โอ๊ย…” ลั่วจื่อหานเอาตะเกียบเคาะเล็บของเขาที่ยื่นออกไปหาอาหาร เขากลับไปที่ห้องเพื่ออาบน้ำด้วยอาการน้อยใจ

————

บทที่ 132
โดย 

 

บทที่ 132 เรื่องกวนใจรอบสอง (1)

               ลั่วจื่อหานพาอี้เป่ยซีเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวสองสามที่ในเขตชานเมือง อยู่ที่นี่มาครึ่งการปิดภาคเรียนแล้ว รวมทั้งคุณแม่อี้ยังทิ้งระเบิดใส่เธอทุกวัน อี้เป่ยซีจึงอยากจะกลับแล้ว แต่เนื่องด้วยลั่วจื่อหานอยากอยู่ด้วยกันกับคุณปู่ของเขา จึงไม่กล้าเอ่ยปาก มีครั้งหนึ่งขณะที่ทั้งสองคนที่เดินเล่นอยู่ในป่า อี้เป่ยซีจึงกล่าวเจื่อนๆ

            “คือว่า ใกล้ถึงวันเกิดของคุณแม่อี้แล้ว ฉัน ก่อนหน้านี้เขายังโทรมาหาฉันบ่อยๆ…”

            ลั่วจื่อหานเข้าใจความหมายในคำพูดของอี้เป่ยซี แม้จะอาลัยอาวรณ์เวลาที่ใช้ร่วมกันที่นี่มาก ดึงเธอเข้ามากอด “ฉันจะกลับไปกับเธอ ก็ควรเจอผู้ใหญ่แล้วเหมือนกัน”

            “พูดอะไรน่ะ” อี้เป่ยซีอดไม่ได้ที่จะหน้าแดง ดิ้นรนออกมาจากอ้อมกอดของเขา “ฉัน ฉันยังไม่ได้รับปากว่าจะเป็นแฟนนายสักหน่อย ฉันก็แค่ยกโทษให้นายแค่นั้น นายอย่าได้คืบแล้วจะเอาศอกนะ”

            ลั่วจื่อหานหัวเราะ เข้าใกล้เธออีก “ไม่ยอมเป็นแฟนฉันเหรอ?”

            “ก็ ก็ใช่สิ นายยัง ไม่ได้จีบฉันเลย ฉันอยู่กับนายแบบนี้ก็ตามใจมากแล้ว เอ่อ ไม่คุยเรื่องนี้แล้ว พวกเราจะไปกันเมื่อไร?”

            เขาดึงเธอเข้ามากอด อี้เป่ยซีไม่ได้คาดหวังกิริยาของเขา ดวงตาเบิกกว้างไม่รู้ว่าต้องทำตัวอย่างไร จากนั้นก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำของลั่วจื่อหาน “ก็ได้ ฉันจะจีบเธอ จะจีบเธอจนกว่าเธอจะหันมาจับมือของฉัน”

            “หึ งั้นต้องดูการกระทำนาย ฉันไม่ใช่คนที่จีบง่ายๆ หรอกนะ”

            “อืม งั้นตอนนี้เธอก็หนีสิ”

            “นายกอดฉันแบบนี้จะหนียังไง?”

            ลั่วจื่อหานไม่ได้พูดอะไรเนิ่นนาน จนกระทั่งอี้เป่ยซีขยับตัวในอ้อมแขนของเขา เขาจึงพูดขึ้นช้าๆ “ไม่ปล่อยได้หรือเปล่า”

            ลั่วจื่อหานในสายตาของอี้เป่ยซีเป็นคนที่เย่อหยิ่งเสมอ แข็งแกร่งยากที่จะเอาชนะ ราวกับว่าไม่มีอะไรที่แตะต้องเขาได้ เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่เจ็บปวดของเขาแบบนี้แล้ว อี้เป่ยซีอดไม่ได้ที่จะรู้สึกระคายเคืองตา เธอก็กอดลั่วจื่อหานแน่นเช่นกัน “ขอโทษนะ”

            “ไม่ต้องขอโทษหรอก เป่ยซี เธอที่เป็นแบบนี้ดีมากแล้ว ดีมากจริงๆ ฉันมีความสุขมาก และชอบมากด้วย” เขาจ้องมองใบหน้าของอี้เป่ยซี จูบริมฝีปากของเธอด้วยความลึกซึ้ง

            เช้าวันรุ่งขึ้น อี้เป่ยซีเก็บกระเป๋าเสร็จแล้ว ส่งของให้ลั่วจื่อหานแล้วไปนั่งที่เบาะข้างคนขับด้วยความผ่อนคลายเป็นอย่างมาก พอลั่วจื่อหานจัดของเข้าที่แล้ว ก็พูดกับเซี่ยเช่อสองสามคำ เซี่ยเช่อส่งเขาจากไปด้วยรอยยิ้ม เป็นห่วงที่พวกเขาต้องไปกะทันหัน อี้เป่ยซีเกาะหน้าต่าง มองพวกเขา

            “เป็นอะไรไป?” ลั่วจื่อหานยืนตรงหน้าเธอ จิ้มๆ หน้าของเธอ

            “นายดูท่าทางคางคกขึ้นวอของเซี่ยเช่อสิ รู้งี้ฉันอยู่ต่ออีกหน่อยดีกว่า อยู่ขวางหูขางตาพวกเขาสองคน พลาดซะแล้ว” อี้เป่ยซีส่ายหัวแล้วนั่งตัวตรง ลั่วจื่อหานเดินอ้อมหน้ารถไปยังที่นั่งคนขับ สตาร์ทรถ หายไปในภูเขาอย่างรวดเร็ว

            อี้เป่ยซีมองดูทิวทัศน์ที่เคลื่อนตัวไปข้างหลังตลอดเวลา ในใจรู้สึกอาลัยอาวรณ์

            “ไม่อยากจากไปเหรอ?”

            “ที่นี่เยี่ยมมากจริงๆ นายเลือกสถานที่เก่งมาก”

            เขาไม่สามารถปฏิเสธได้ เปิดเครื่องเสียงรถยนต์ เสียงทุ้มต่ำของผู้ชายดังขึ้นภายในรถ อี้เป่ยซีมองลั่วจื่อหานอย่างเหลือเชื่อ “นาย บันทึกเสียงใหม่เหรอ?”

            “อืม ต่อไปเธอก็ฟังเพลงนี้เถอะ”

            เธอยิ้มสดใส “อืม มู่ลี่ไป๋นี่รั้งนายไว้จริงๆ นายร้องคนเดียวเพราะว่าร้องคู่ซะอีก”

            ได้รับคำชมของเธอ ลั่วจื่อหานยิ้มโดยไม่รู้ตัวแล้ว “เป่ยซี เขียนเพลงให้ฉันได้หรือเปล่า”

            เธอผงกหัวหงึกๆ ในแววตามีรอยยิ้มสดใสดุจคริสตัลและโลกทั้งใบของเขา

            “งั้นนายร้องให้ฉันฟังได้คนเดียวเท่านั้น”

            “ได้”

            เมื่อกลับมาถึงเขตเมือง B ลั่วจื่อหานจึงให้ผู้ช่วยจองตั๋วเครื่องบินกลับเมือง A ในอีกสองวัน จากนั้นก็ส่งอี้เป่ยซีไปที่บ้านของฉู่ซ่ง

            ขณะนี้รถได้มาถึงใต้ตึกของเขตเล็กๆ แล้ว

            “ฉันส่งเธอขึ้นไปเถอะ” ลั่วจื่อหานรับสัมภาระมาจากมือของอี้เป่ยซี เธอเงยหน้าขึ้นยิ้มให้เขา

            “ไม่อยากให้ฉันไปเหรอ?”

            “ใช่” เขาพยักหน้า ดึงอี้เป่ยซีเดินเข้าไปในตึก ไปถึงตำแหน่งของบ้านฉู่ซ่งด้วยความชำนาญทาง กดกริ่งประตู ไม่นานฉู่ซ่งก็เดินออกมา

            “ฉู่เซี่ย เธอไม่เป็นไรแล้วนะ” ฉู่ซ่งดึงอี้เป่ยซีมา หมุนรอบตัวเธอสองสามที แล้วจ้องหน้าเธอสักพัก จึงสบายใจลงมาบ้าง “ดูท่าทางจะไม่เป็นไรแล้ว”

            “ขอโทษนะ ทำให้นายเป็นห่วงแล้ว พ่อกับแม่เขา…”

            ฉู่ซ่งเหลือบมองลั่วจื่อหาน รับกระเป๋าของอี้เป่ยซีมา “พวกเขาไม่รู้เรื่องนี้ เธอดูแลแขกให้ดี ฉันจะเอากระเป๋าเธอไปเก็บ” เขาจงใจเน้นหนักคำว่า ‘แขก’ มาก อี้เป่ยซีมองลั่วจื่อหาน คนที่อยู่ข้างหลังยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ราวกับว่าไม่ได้สนใจมาก

            “ฉู่ซ่งเขาแคร์ฉันมาก นายอย่าเอามาใส่ใจเลยนะ”

            ลั่วจื่อหานส่ายหน้า “ฉันโชคดีมากแล้วเป่ยซี โชคดีที่เธอยกโทษให้ฉัน ตอนนั้นขอโทษนะ”

            “อืม ที่จริงมันก็ไม่…มันผ่านไปแล้ว ก็ไม่มีใครสูญเสียอะไรไม่ใช่เหรอ นายก็อย่าเอามาใส่ใจให้มากเลย” ลั่วจื่อหานเดินเข้าไปกอดอี้เป่ยซี พยักหน้า เธอยิ้มพร้อมเข้าใกล้อ้อมอกเขา ราวกับเด็กสาวตัวน้อยผู้มีความสุข

            ลั่วจื่อหาน ฉันเคยพูดหรือเปล่าว่าที่จริงฉันก็โชคดีมากที่ได้เจอกับนาย นายคือคนที่คุ้มค่าแก่ความรักและการรักษาไว้จริงๆ ขอโทษนะที่ก่อนหน้านี้ทำเรื่องโง่ๆ มากมาย ต่อไปพวกเราจะเดินไปด้วยกันได้หรือเปล่า?

            เดินอยู่ใต้แสงอาทิตย์ด้วยกัน ดูนายวาดรูปอยู่ข้างๆ ฟังนายร้องเพลง ได้มองดูนายแบบนี้ตลอดไปฉันก็จะพอใจมาก ลั่วจื่อหาน ขอบคุณนายนะที่แม้ฉันจะทำผิดมากมาย แต่นายก็ยังเต็มใจชอบฉันด้วยใจจริง

            ฉันก็ชอบนายมากนะ

            ขอบคุณที่นายเดินมาสุดทาง ขอบคุณที่ทำให้ฉันเพียงแค่หันมาก็กอดนายได้ ลั่วจื่อหาน ขอบคุณที่นายชอบฉัน

            “แค่ก” เสียงไอดึงเอาอี้เป่ยซีออกมาจากความคิดของตัวเอง ผลักๆ ลั่วจื่อหาน เขาปล่อยเด็กสาวในอ้อมอกไปอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก สีหน้าของฉู่ซ่งดุเล็กน้อย “พอได้แล้ว พี่ยุ่งมากไม่ใช่เหรอ ไปทำงานของพี่ได้แล้ว พี่สาวของผมผมดูแลเองได้”

            ลั่วจื่อหานไม่ได้ถือสาเขา พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง ก่อนจะออกไปก็พูดกับฉู่ซ่งหนึ่งประโยค “วันนี้เขาอยากกินปลาเปรี้ยวหวาน” พูดจบก็จากไปอย่างสง่างาม ฉู่ซ่งโมโหจนอยากกระทืบเท้า

            ‘คนอะไร เขาอยากกินอะไรฉันถามเองได้ ใครให้นายปากมากกัน’

            ‘ทำไมถึงไม่มีความรู้สึกสำนึกผิดเลย แล้วก็คนนี้อีก ยกโทษให้เขาทั้งอย่างนี้เลยเหรอ?’

            “เธออยากกินอะไร?” ได้ยินคำพูดที่แข็งกระด้างของฉู่ซ่ง อี้เป่ยซีรู้ว่าฉู่ซ่งยังโกรธเรื่องของตัวเอง “ฉันอยากกินปลา…” เธอเห็นดวงตาที่ลุกเป็นไฟของฉู่ซ่ง รีบเปลี่ยนคำพูด “อยากกินซี่โครง ตุ๋นซี่โครง เปรี้ยวหวานอะไรนั่นเกลียดจะตายไป ไม่เหมาะกับรสนิยมอ่อนๆ ของฉันเลยสักนิด”

            ฉู่ซ่งจึงหรี่ตายิ้มด้วยความอ่อนโยน “ได้เลย เดี๋ยวฉันจะทำให้เธอกิน”

        “ดีๆๆ นายไม่รู้อะไรฉันคิดถึงอาหารที่นายทำมาก นอนไม่หลับทั้งคืน…” อี้เป่ยซีพูดเอาอกเอาใจอยู่ข้างๆ เขา

————

บทที่ 131
โดย 

 

บทที่ 131 วิกฤตโรงแรม (5)

             อี้เป่ยซีเงยหน้ามองตามสายตาของเขาไป หลานฉือเซวียนไม่รู้ว่ายืนอยู่ข้างหลังเซี่ยเช่อตั้งแต่เมื่อไร อาจจะเป็นเพราะพักผ่อนไม่เต็มที่ ดวงตาแดงก่ำ สีหน้าก็ไม่ค่อยสู้ดีนัก และเปี่ยมไปด้วยความใจร้อน เซี่ยเช่อหันหลังทันที เดินเข้าไปอย่างเอาใจ “บอกให้นายนอนเยอะๆ ไม่ใช่เหรอ?”

            หลานฉือเซวียนไม่สนใจเขา เดินลงไปข้างล่าง “นายยังไม่ทำข้าวเช้าเหรอ?”

            “อ๊ะ ไปเดี๋ยวนี้ ไปเดี๋ยวนี้” เซี่ยเช่อก้มตัวเดินผ่านเขาไป เดินเข้าห้องครัวไปอย่างรวดเร็วแล้วเริ่มง่วนกับการทำอาหาร อี้เป่ยซีเห็นท่าทางของทั้งสองคน อยากหัวเราะแต่หัวเราะไม่ออก ไหล่สั่นไหวเล็กน้อย

            หลานฉือเซวียนรินน้ำแล้วเดินไปนั่งที่โซฟา ราวกับว่าไม่เห็นพวกเขาทั้งสองคน ในขณะที่ก้นสัมผัสกับโซฟานั้น คิ้วก็ขมวดกันแน่น ลั่วจื่อหานโอบไหล่ของอี้เป่ยซี เดินไปข้างหน้า

            “พวกนายจะไปไหน?”

            “กลัวพวกนายสองคนจะทำเขาเสียคน”

            “ไปเจอผู้ใหญ่”

            อี้เป่ยซีกับหลานฉือเซวียนต่างมองเขาตาไม่กระพริบ

            ‘เจอ เจอผู้ใหญ่ เร็วแบบนี้เลยเหรอ ทั้งสองคนเพิ่งจะตกลงคบกันเองไม่ใช่เหรอ’ เธอบิดชายเสื้อของตัวเอง มองหลานฉือเซวียนด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ เห็นเพียงเขาเก็บอาการประหลาดใจ ทำท่าทีราวกับว่าไม่เกี่ยวอะไรกับตน

            “มันเร็วไปหรือเปล่า นาย คือว่า ลั่วจื่อหาน พวกเรา…” เธอพูดจาตะกุกตะกัก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความลังเลและหวาดกลัว ขนตายาวๆ กระพือไหว

            ลั่วจื่อหานรู้สึกเจ็บปวดเล็กน้อย มือข้างหนึ่งวางบนดวงตาของเธอ “แค่ไปหาปู่ของฉัน คนที่เธอเจอเมื่อวาน”

            “อ๋อๆๆ” ความกังใจของเธอผ่อนคลายลง โน้มตัวพิงลั่วจื่อหานเบาๆ “อืม”

            บ้านคุณปู่ของลั่วจื่อหานอยู่ไม่ไกลจากบ้านของพวกเซี่ยเช่อนัก นั่งรถครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว อี้เป่ยซีมองดูสวนที่ถูกล้อมรอบด้วยรั้ว มองดูลั่วจื่อหาน และมองทัศนียภาพตรงหน้า ขยี้ตาของตัวเองด้วยความเหลือเชื่อเล็กน้อย

            ‘ไหนว่าเป็นตระกูลสูงส่งของประเทศ U ไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงได้มีกลิ่นอายถึงประเพณีเก่าแก่และติดดินแบบนี้’ เพิ่งลงจากรถก็ได้ยินเสียงเห่า อี้เป่ยซีหดตัวอยู่ด้านหลังของลั่วจื่อหาน

            “ทำไม นายเลี้ยงหมาด้วยเหรอ”

            “มันเป็นหมาที่คุณย่าฉันเลี้ยงเมื่อก่อน”

            “คุณย่าก็อยู่ด้วยเหรอ”

            “ไม่อยู่แล้ว” ลั่วจื่อหานนึกถึงหญิงแก่ใจดี ความมืดมนก็ปรากฏอยู่ในสายตาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วินาทีถัดมามือน้อยๆ ก็กุมฝ่ามือที่ใหญ่โตและแข็งแรงของเขา เสียงอ่อนโยนนั้นไพเราะเป็นพิเศษในบรรยากาศที่เงียบสงบ

            “ขอโทษนะ”

            เขาเผชิญกับสายตาที่บริสุทธิ์เหมือนกวางตัวน้อย อดไม่ไหวที่จะยื่นมือไปลูบหัวของเธอ “ไม่เป็นไร พวกเราไปกันเถอะ”

            “เข้าไปทั้งแบบนี้เลยเหรอ?”

            “ไว้เป็นหน้าที่ฉันเอง”

            เพียงประโยคสั้นๆ ราวกับว่าได้ฉีดยากล่อมประสาทให้กับอี้เป่ยซี เธอพยักหน้า ตามหลังเขาไปอย่างอุ่นใจ เพิ่งเข้ารั้วมา ก็มีสุนัขตัวหนึ่งพุ่งเข้ามาหาพวกเขา เห่าอี้เป่ยซีอย่างบ้าคลั่ง ระคนความตื่นเต้นที่ไม่รู้จัก

            ลั่วจื่อหานกอดเด็กสาวแน่น พาเธอหลบมาด้านข้าง “ต้าถู่ กลับไป” มันหยุดเห่า แกว่งหางไปมาอย่างน่าสงสาร จ้องมองพวกเขาสองคนตลอดเวลาไม่ยอมจากไปไหน

            “กลับไป” น้ำเสียงของลั่วจื่อหานดุดันเล็กน้อย สุนัขร้องครางสองสามที

            “แกจะดุมันทำไม” เสียงของชายแก่ดังมากจากในบ้าน จากนั้นร่างผอมบางก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าทั้งสองคน สวมเสื้อคลุมยาวสีขาว ท่อนล่างใส่กางเกงสีดำหลวมๆ ที่พัดตามแรงลมตลอดเวลา เขายิ้มพร้อมกวักมือเรียกต้าถู่ สุนัขตัวนั้นวิ่งไปหาชายแก่อย่างว่องไว

            “สมหน้าหน้ายัยหนูเขาไม่ชอบแก” เขาส่ายหน้า “ต้าถู่ไปเล่นตรงนั้นไป ยัยหนูเขากลัวแก เดี๋ยวค่อยกลับมานะ” ต้าถู่เห่าสองสามครั้งอย่างปวดใจ ขณะที่เดินผ่านอี้เป่ยซีก็ชำเลืองมองเธอราวกับว่ากำลังบ่นและร้องเรียนความคับข้องใจของตัวเองอย่างเงียบๆ อี้เป่ยซียิ่งหดตัวเข้าไปในอ้อมอกของลั่วจื่อหาน มันจึงวิ่งออกไปอย่างไม่เต็มใจแล้ว

            เมื่ออี้เป่ยซีเห็นว่าภยันตรายหายไปแล้ว ก็กระโดดออกมาจากอ้อมกอดของลั่วจื่อหาน หน้าแดงด้วยความเขินอายเล็กน้อย “รบกวนคุณปู่แล้ว ขอโทษนะคะ”

            ชายแก่โบกมือ “เพราะเจ้าเด็กบ้านนี่ไม่บอกว่าเธอกลัวหมา”

            “ปู่ครับ เมื่อวานผมก็บอกปู่แล้ว”

            “ฉันบอกว่าแกไม่ได้พูดก็คือไม่ได้พูด ไม่รู้หรือไงว่าคนแก่ความจำไม่ดี แกก็เตือนหลายๆ รอบหน่อยไม่ได้หรือไง หรือว่าแกไม่ใส่ใจ”

            อี้เป่ยซีเห็นท่าทางสิ้นท่าของลั่วจื่อหาน แอบยิ้ม รู้สึกว่าคำพูดของคุณปู่ลั่วมีบางอย่างที่แปลกๆ

            เดี๋ยวนะ เมื่อวาน เมื่อวานลั่วจื่อหานก็คิดจะพาเธอกลับมาแล้วงั้นเหรอ? เขาคิดไว้ตั้งนานแล้ว ตัวเองยังกระโดดเข้าไปติดกับด้วยความงี่เง่า เมื่อวานเขาไม่คิดที่จะจากไปตั้งแต่แรกแล้ว คนบ้า หลอกเธอแบบนี้ รู้สึกสะใจมากสินะ

            เธอค้อนเขา ลั่วจื่อหานยิ้มพร้อมยื่นมือดึงเธอเข้ามากอดอีกครั้ง “ฉันเตรียมการไว้ต่างหากน่ะ”

            “มันจะมากไปแล้ว คนเลว นายรังแกฉัน”

            “ก็ได้ๆๆ อยากจะลงโทษฉันยังไงเหรอ หืม?” ลมหายใจอบอุ่นของเขากระทบอยู่บนแก้มของเธอ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรู้สึกคลุมเครือ อี้เป่ยซีจ้องเขา ไม่ได้พูดอะไร

            คุณปู่ลั่วเห็นการปฏิสัมพันธ์ของทั้งสองคน รอยยิ้มบางๆ ก็ผุดขึ้นในดวงตา เขากระแอมไอ อี้เป่ยซีจึงละสายตาของตัวเอง ยิ้มหวานให้เขา ลั่วจื่อหานอดไม่ไหวบีบไหล่ของเธอ

            ‘ไม่เห็นยิ้มแบบนี้กับฉันเลย’

            ‘ถ้าไม่ใช่เพราะนายร้ายเกินไปและลูกไม้เยอะเกินไปล่ะก็นะ’ อี้เป่ยซีก็แอบบีบเขากลับ

            “เอาเถอะ เสี่ยวเป่ยซียังไม่ได้กินข้าวเช้าสินะ พวกเรากินกันก่อนเถอะ” อี้เป่ยซีรีบวิ่งแจ้นไปหาคุณปู่ลั่ว ทิ้งลั่วจื่อหานอยู่เบื้องหลัง เวลาอยู่ที่โต๊ะอาหารก็จงใจนั่งลงข้างคุณปู่

            “ว้าว คุณปู่ทำอาหารอร่อยจังเลยค่ะ” อี้เป่ยซีดวงตาเป็นประกาย ชายแก่หัวเราะ มองเธอใกล้ๆ ด้วยความเอ็นดู

            “อร่อยก็กินเยอะๆ หน่อย เธอดูเธอสิผอมเกินไปแล้ว”

            “อืมๆๆ งั้นหนูไม่เกรงใจแล้วนะคะ”

            “เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว จะเกรงใจอะไร”

            อี้เป่ยซีได้ยินคำพูดของเขาแล้ว กลืนข้าวลงด้วยความแข็งกระด้างเล็กน้อย แอบมองลั่วจื่อหานที่กำลังหรี่ตามองดูทุกกิริยาอย่างใกล้ชิด เธอได้แต่ตอบรับ กินข้าวต่อ ปิดบังความรู้สึกของตัวเองไว้

            เป็นครอบครัวเดียวกันได้เหรอ?

            เธอไม่รู้ และเธอก็ไม่รู้ว่ามีอะไรรอเธออยู่เบื้องหน้า ตอนนี้เธออยากอยู่ด้วยกันกับลั่วจื่อหาน มันอาจจะไม่อนาคตและเพลิดเพลินกับปัจจุบันขณะตลอดไป

            แต่ว่าแล้วเขาล่ะ เขาจะเหมือนกับเธอหรือเปล่า จะเตรียมบอกเลิกและบอกลาได้ทุกเมื่อหรือเปล่า

            จู่ๆ ก็มีขาเกี่ยวขาของเธอ ทำให้อี้เป่ยซีออกมาจากความคิดของตัวเอง เธอหน้าแดง มองลั่วจื่อหานเชิงตำหนิ

            บ้าจริง นั่งไกลนายขนาดนี้แล้วยังไม่รู้จักทำตัวดีๆ ปู่นายยังอยู่นี่นะ ทำตามกฏหน่อยได้ไหม

            เห็นได้ชัดว่าลั่วจื่อหานเข้าใจคำเตือนในแววตาของเธอ รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งชัดเจนขึ้น แต่ยังไม่ได้ดึงขาของตัวเองกลับมา อี้เป่ยซีเตะออกไปแต่กลับเตะโดนอากาศ

        “เป็นอะไรไป?” คุณปู่ลั่วมองอี้เป่ยซีอย่างเป็นห่วง เธอส่ายหน้า เหลือบมองลั่วจื่อหาน ชายแก่รู้ทันทีว่าหลานตัวดีของตัวเองทำอะไรลับๆ ล่อๆ อีกแล้ว

————

บทที่ 130
โดย 

 

บทที่ 130 วิกฤตโรงแรม (4)

            อี้เป่ยซีอึ้งไปหลายวินาที จนกระทั่งลั่วจื่อหานวางเธอลงบนเตียงแล้วก็พลิกตัวกระโดดลงจากเตียง มองเขาเตือนๆ “นาย นายอย่ามามั่วนะ ฉันรับปากจะคืนดีกับนายไม่ได้รับปากว่าจะ…” นึกถึงฉากในตอนนั้น หน้าของอี้เป่ยซีก็แดงอีกครั้ง

            แต่ว่ามือของลั่วจื่อหานหนักเกินไปแล้ว ตอนนี้คิดดูแล้วก็เจ็บมาก เธอพิงอยู่ในมุมกำแพงเงียบๆ อีกครั้ง ลั่วจื่อหานหยุดอยู่ที่เดิม คำที่พูดออกมาทำให้อี้เป่ยซีทนไม่ไหวจนอยากโผเข้าไปกัดเขา

            “ฉันทำให้เธอเจ็บหรือเปล่า”

            ‘บ้าจริง นายต่างหากที่เจ็บ ทั้งบ้านนายมีนายคนเดียวที่เจ็บ’ เห็นเปลวไฟเล็กๆ ในดวงตาของเธอ ลั่วจื่อหานยื่นมือกอดเธอ “ฉันจะไม่ทำอะไรจนกว่าเธอจะพูด”

            แม้จะไม่พอใจกับคำพูดของลั่วจื่อหาน แต่เมื่อได้ยินคำรับประกันแบบนี้ อี้เป่ยซีก็ยังซบเขาด้วยความอุ่นใจ ความง่วงนอนที่ถูกขับไล่ออกไปก่อนหน้านี้หนักอึ้งขึ้น ปล่อยให้ลั่วจื่อหานนอนข้างเธออย่างเงียบๆ แต่หลับไม่สบายทั้งคืน รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างถูไถไปมาบนร่างกายตลอดเวลา

            จนกระทั่งอี้เป่ยซีลืมตาขึ้นมาแล้ว สิ่งที่เห็นก็คือใบหน้าเปื้อนยิ้มของลั่วจื่อหาน ใช้แขนพยุงร่างกายของตัวเองอยู่เหนือเธอ ขนตาของอี้เป่ยซีสั่นไหว ลั่วจื่อหานจูบตาของเธออย่างอารมณ์ดีมาก จากนั้นก็จูบจมูกของเธอ ค่อยๆ ประกบริมฝีปากของเธอ ล้ำลึกเข้าไปทีละน้อย…มือเคลื่อนไหวอยู่บนร่างกายของเธออย่างไม่เชื่อฟัง ขณะที่กำลังจะเข้าไปใกล้อีกนิด มือน้อยๆ ก็รีบหยุดมือของเขา

            “ฉัน ฉัน…” อี้เป่ยซีไม่รู้ว่าจะปฏิเสธอย่างไร แม้ว่าเธอจะไม่ขัดขืนการสัมผัสของเขา และรู้สึกสบายกับการสัมผัสที่แนบชิดของเขามาก แต่ว่า “อย่านะ ฉันกลัวเจ็บ”

            ลั่วจื่อหานหัวเราะ ถอดเสื้อผ้าชิ้นสุดท้ายบนตัวของเธอด้วยความอดทนและระมัดระวัง “ไว้เป็นหน้าที่ฉันเอง วางใจเถอะ”

            “ลั่วจื่อหาน”

            “เป่ยซี เธอยังโกรธอยู่เหรอ?”

            “เปล่า” อี้เป่ยซีคว้ามือของเขา รู้สึกได้ถึงความอดทนของเขา “ฉันก็แค่ ตอนนี้ไม่เร็วไปหน่อยเหรอ ถึงฉันจะรับปากคบกับนายแล้ว พวกเราข้ามขั้นอะไรไปหรือเปล่า” ลูกกระเดือกของลั่วจื่อหานขยับ เห็นความวิงวอนในสายตาของคนที่อยู่ด้านล่าง พยักหน้าอย่างจนปัญญาและพ่ายแพ้

            “โอเค” อี้เป่ยซีกลิ้งออกจากข้างกายของเขาอย่างรวดเร็ว มองเขาอย่างไม่วางใจเล็กน้อย

            “ลำบากใจมากเหรอ?” อี้เป่ยซีไม่รู้ว่าควรจะอธิบายความในใจของตัวเองอย่างไร มันซับซ้อนมาก ซับซ้อนจนทำให้ทั้งสองคนแทบอยากร้องไห้

            ลั่วจื่อหานหันหลังให้เธอ “ยังได้อยู่”

            อี้เป่ยซีเข้าใกล้เขาอย่างระมัดระวัง ราวกับว่าได้ตัดสินใจอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ ค่อยๆ ยื่นมือของตัวเองออกไป ขณะที่สัมผัสก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจ

            มันเกินไปหน่อยมั้ง เธอดึงความประหลาดใจของตัวเองกลับมา พูดด้วยเสียงเบามากๆ “คือว่า นายสอนฉันสิ ฉันช่วยนายได้นะ” ลั่วจื่อหานไม่ได้พูดอะไร ปล่อยให้เธอรู้สึกถึงอุณหภูมิที่ค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้น ไม่ขยับเขยื้อน เธอรู้สึกว่าของที่อยู่ในมือเหมือนกับบวมเป่งไม่น้อย ตกใจจนรีบหดมือกลับแต่ถูกลั่วจื่อหานดึงมือไว้พอดี สองคนสบสายตากัน อี้เป่ยซีทนไม่ไหวจนอยากเอาหน้าแทรกแผ่นดินหนี

            เขาไม่ได้ให้เธอช่วยสักหน่อย เธอใจดีขนาดนี้ ถ้าไม่รู้ว่ายังนึกว่าเธอคิดจะเอาเปรียบเขา

            “อยากช่วยฉันจริงเหรอ?” อี้เป่ยซีพยักหน้า แล้วก็ส่ายหน้า ดวงตาที่สดใสมีละอองน้ำ ลั่วจื่อหานอดไม่ไหวจูบตาของเธออีกครั้ง ในที่สุดก็เลียเหมือนกับอยากให้มันดำเนินต่อไป “นอนลง หนีบขาให้แน่น”

            อี้เป่ยซีจึงเข้าใจว่าอะไรคือหาเหาใส่หัว เธอรู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวของผู้ชายบนตัวของเธอ ใบหน้าแดงก่ำ ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน เรื่องบ้าคลั่งนี้จึงหยุดลง

            ลั่วจื่อหานท่าทางพออกพอใจมาก อุ้มอี้เป่ยซีขึ้นมา เธอคว้าหน้าอกของลั่วจื่อหานแน่น ถามเสียงเบา “เป็นอะไรไป?”

            “อาบน้ำ” อี้เป่ยซีรู้สึกแปลกมาก ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ไม่ได้ทำอะไรทำไมถึงได้เหนื่อยแบบนี้ และเห็นได้ชัดว่าผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าคนนี้ทำอะไรบ้าง แต่ก็ยังกระปรี้กระเปร่าแบบนี้ ช่างไม่ยุติธรรมเลยจริงๆ

            “คิดอะไรอยู่เหรอ” อี้เป่ยซีปล่อยให้เขาอุ้มเข้าห้องน้ำไป ขณะที่เขากำลังจะถอดเสื้อบนตัวเธอนั้น ก็รีบรีบคว้าชายเสื้อของตัวเองทันที

            “คือว่า ฉันจัดการเองดีกว่า”

            “ก็ไม่ได้ช่วยเธออาบน้ำครั้งแรกสักหน่อย มีอะไรน่าอายเหรอ?”

            อี้เป่ยซีครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน ก้มหน้า “อันธพาล”

            มุมปากของลั่วจื่อหานยกยิ้ม นวดคลึงศีรษะของเธอ “งั้นเธอก็จัดการเองเถอะ” พูดจบก็จากไปแล้วช่วยเธอปิดประตู อี้เป่ยซีหน้าแดง อาบน้ำด้วยความเลื่อนลอยเล็กน้อย

            ‘แย่แล้ว ไม่ได้เอาเสื้อมา ลั่วจื่อหานอุ้มเธอเข้ามาก็ไม่รู้จักเอาเสื้อผ้ามาด้วยหรือไง?’ เธอเดินออกไปพร้อมห่อตัวด้วยชุดคลุมอาบน้ำ ลั่วจื่อหานชำเลืองมองเธอ แล้วเดินเข้าห้องน้ำไปโดยตรง

            “ทำไมนายถึงไม่ใส่อะไรเลย!” อี้เป่ยซีรีบละสายตา น้ำเสียงมีการตำหนิ ลั่วจื่อหานหัวเราะ เดินเข้าใกล้เธอ

            “ฉันใส่อะไร?”

            “แต่นายก็ออกมาโดยไม่ใส่อะไรเลยไม่ได้นะ อย่างน้อยก็พันผ้าขนหนูหรืออะไรก็ได้นี่”

            “โชคไม่ดี มันถูกบางคนเอาไปแล้ว เธอเขินตลอดแบบนี้ ต่อไปจะทำยังไง”

            อี้เป่ยซีเบ้ปาก “ใครจะไปต่อกับพวกชอบโชว์อย่างนาย ฉันจะไปเอาเสื้อมาให้นาย”

            ลั่วจื่อหานดึงเธอไว้ ส่ายหน้า เปิดตู้เสื้อผ้าออกอย่างชำนาญ รื้อๆ ค้นๆ หยิบสองสามตัวออกมาแล้วสวมใส่ตรงหน้าอี้เป่ยซีโดยไม่เคอะเขินเลย

            “นาย…ไหนนายบอกว่าไม่มีอะไรใส่ไง?”

            “อ๋อ ฉันลืมไป”

            หางตาเธอกระตุก “เหตุผลดีนี่”

            ลั่วจื่อหานจัดเสื้อผ้าอย่างดี กวักมือเรียกเธอ

            “จะทำอะไรน่ะ” จูบสดชื่นประกบลงบนริมฝีปากของอี้เป่ยซี เธอก็อ้าปากเล็กน้อยเพื่อจูบตอบโดยไม่รู้ตัว ตั้งแต่ไหนแต่ไรไม่เคยคิดจะรับจูบ มันก็ทำรู้สึกดีเหมือนกันแฮะ

            จู่ๆ ริมฝีปากก็รู้สึกเจ็บ อี้เป่ยซีผลักเขาทันที “นายเป็นหมาหรือไง?” เธอตรวจดู ยังดีที่เลือดไม่ออก

            “ไปกันเถอะ ออกไปกินข้าว” เขาโอบไหล่ของเธอด้วยความคุ้นเคย อี้เป่ยซีเดินไปสองก้าวก็หยุดชะงัก ผลักลั่วจื่อหานที่มีสีหน้างงงวยถอยกลับไป

            “เป็นอะไรไป?”

            “ฉันจะไปดูว่าพวกหลานฉือเซวียนอยู่ข้างนอกหรือเปล่า” ท่าทางระมัดระวัง เหมือนกับขโมยลูกอมแล้วกลับคุณแม่จับได้

            เขาอดไม่ได้พูดขึ้น “เมื่อวานตอนที่เธอบอกให้ฉันหยุด พวกเขาก็น่าจะรู้แล้วว่าฉันเข้ามา”

            อี้เป่ยซีส่ายหน้าอย่างขึงขัง “ไม่ พวกเขาน่าจะคิดไม่ถึงว่านายจะหน้าด้านขนาดนี้”

            “นี่คือชมฉันใช่ไหม?”

            “นายมีความสุขก็ดีแล้ว” ลั่วจื่อหานกุมมือของเธอ เปิดประตูออก

            “พวกเขาน่าจะไม่ตื่นเช้าขนาดนี้” เพิ่งจะลากอี้เป่ยซีเข้าห้องรับแขก ก็เห็นหนึ่งในคนที่บอกว่าไม่น่าจะตื่นเช้าขนาดนี้ยืนอยู่ที่หัวบันไดชั้นสองพอดี มองดูพวกเขาสองคนด้วยความงุนงงเล็กน้อย อี้เป่ยซีอดไม่ไหวที่จะหยิกเขา

            ‘ไหนบอกว่าพวกเขาไม่น่าตื่นเช้าขนาดนี้ไง นี่มันอะไรกัน ต่อไปถ้าฟังนายอีกฉันก็เป็นลูกหมาแล้ว’

            ลั่วจื่อหานไม่รู้สึกอึดอัดเลยแม้แต่น้อย เซี่ยเช่อนิ่งไป “ไม่มีแรงรบแล้วเหรอ? ถึงได้ตื่นเช้าขนาดนี้?”

        อี้เป่ยซีทนไม่ไหวคว้าแก้วบนโต๊ะขว้างไปที่หัวของเขา จากนั้นก็ได้ยินเสียงที่เอื่อยเฉื่อยของลั่วจื่อหาน “พูดไปพูดมา คนข้างหลังนายก็เหมือนกัน”

————

บทที่ 129
โดย 

 

บทที่ 129 วิกฤตโรงแรม (3)

             เข็มสั้นและเข็มยาวมาบรรจบกันก่อนเลขสิบเอ็ด อี้เป่ยซีบริหารไหล่ของเธอ เห็นเวลาบนนาฬิกาก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ชื่นชมตัวเองอย่างจริงจังทันใดกับการจมอยู่ในโลกส่วนตัวจนลืมทุกอย่างแบบนี้

            ชงชาเสร็จแล้วก็เดินถือออกไปที่ระเบียง สายลมยามราตรีเย็นสบายมาก น่ารื่นรมย์จนชวนให้ยิ้ม เธอเกาะอยู่ที่ราว ทันใดนั้นก็นึกถึงชายหญิงในซีรี่ย์เรื่องหนึ่ง ค่ำคืนนั้นก็คงน่าพอใจแบบนี้เหมือนกัน ดวงจันทร์กลมโตและอ่อนโยน นางเอกที่จมอยู่ในความคิดพิงอยู่ที่ระเบียงของตัวเอง และเห็นคนที่ตัวเองชอบยืนอยู่ภายใต้แสงจันทร์อย่างเหนือความคาดหมาย

            ช่างเป็นภาพที่สวยงามเหลือเกิน อี้เป่ยซีจิบชา ป่ากลายเป็นส่วนใหญ่ของภาพที่มืดมนในเวลากลางคืน ไม่อาจคาดเดาได้ว่ามีสิ่งใดซ่อนอยู่ในนั้น

            สิ่งที่รั้งพวกเขาไว้คือครอบครัวและเวลา แล้วสิ่งที่รั้งเธอไว้ล่ะ

            ลั่วจื่อหานไง! เธอหาเหตุผลให้ตัวเองทั้งโกรธทั้งมีความสุข มือตบอยู่บนราว

            มันเทียบกันไม่ได้ ทำไมพระเอกถึงร้องเพลงรักอยู่ข้างล่างโดยที่ไม่กลัวอะไรเลย แต่กลับไม่มีแม้เงาของลั่วจื่อหาน

            สมน้ำหน้าแล้วที่นายเป็นโสด

            ดื่มชาอีกคำอย่างรวดเร็ว อดไม่ได้ที่จะไอสำลัก

            “ลั่วจื่อหาน นาย เฮ้อ ยอมแพ้ทั้งๆ แบบนี้เหรอ? ไม่มีความพยายามเอาซะเลย” เธอพิงอยู่ที่ราว เงยหน้าขึ้นทองดูดวงดาวเต็มท้องฟ้า มันกระพริบใส่เธออย่างสนุกสนาน

            วันนี้เหมือนกับว่าอารมณ์ไม่เลวนะ เธอรู้สึกได้ว่าผมถูกลมพัดและสัมผัสกับใบหน้าแผ่วเบา ชายกระโปรงก็พริ้วไหวเล็กน้อย เต้นรำอยู่บนน่อง เธอหลับตาลงช้าๆ สูดหายใจลึกเพื่อรับรู้ถึงความเงียบสงบยามราตรี

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ความง่วงค่อยๆ ผุดขึ้นมาในสมอง อี้เป่ยซีกลับหลังหันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย สบสายตากับคนที่อยู่ข้างล่างพอดี ทั้งสองคนไม่ได้อยู่ใกล้กันมาก แต่ว่าอี้เป่ยซีมั่นใจมากว่าตัวเองเห็นความคิดถึงอันบ้าคลั่งภายใต้ดวงตาที่ล้ำลึกคู่นั้น

            ทั้งสองคนสบตากันอยู่อย่างนี้ ไม่มีใครพูดอะไร และไม่มีใครอยากจากไปไหน โครงร่างที่คุ้นเคยอยู่แล้วยิ่งสลักชัดเจนอยู่ในดวงตาของทั้งสองฝ่าย พื้นหลังสะอาดและแจ่มชัด

            อี้เป่ยซียิ้มพร้อมวางศอกลงบนราว เท้าคางมองผู้ชายคนนั้นอย่างสนอกสนใจ หยิบโทรศัพท์มือถือบนตัวขึ้นมาโทรหาเขา ลั่วจื่อหานแปลกใจในตอนแรก รับสายด้วยอาการสั่นเทาเล็กน้อย เขาราวกับว่าไม่ได้ยินเสียงของตัวเอง

            “ฮ่าๆ” อี้เป่ยซีดูเหมือนอารมณ์ดีมาก ดวงตาโก่งงอเหมือนกับพระจันทร์เสี้ยวบนท้องฟ้าในตอนนี้ “ประธานลั่วนี่น่าสนใจจริงๆ”

            ลั่วจื่อหานเม้มปาก ฟังเสียงของเธอ

            “ดึกแล้วไม่ไปอยู่กับคุณหนูหวังคนนั้นกับน้องสาวของนายเหรอ?”

            “เป่ยซี”

            “ฉันนึกว่าคุณลั่วจะพูดไม่เป็นแล้วซะอีก อยากพูดอะไร ฉันฟังอยู่”

            เสียงหายใจเบาๆ ของเธอดังมาจากโทรศัพท์ สายลมพัดผ่าน ทันใดนั้นลั่วจื่อหานรู้สึกว่าอี้เป่ยซีกำลังนั่งหายใจอยู่ข้างเขาจริงๆ ด้วยท่าทางเกี่ยงงอน ขมวดคิ้วรอคำอธิบายจากเขาเหมือนเด็กน้อยคนหนึ่ง แต่ว่าเขากลับไม่ได้พูดอะไรเลย ได้แต่ฟังเสียงลมหายใจของเธอ

            “ทำไมถึงไม่พูดอีกแล้วล่ะ?”

            “ถ้า เธอไม่อยากเจอฉัน ฉันจะไปก็ได้ รับรองว่าจะไม่โผล่มาอีก” เสียงที่ไม่ได้พูดออกไปนั้น ลั่วจื่อหานเองก็ไม่รู้ จู่ๆ ความโมโหของอี้เป่ยซีก็แล่นขึ้นสมองอีกครั้ง เธอพูดอย่างเย็นชา

            “มาเพียงเพื่ออวดความรักครั้งใหม่ใช่ไหม ประธานลั่วนี่สุดยอดจริงๆ ข้าน้อยอี้ขอชื่นชม”

            ลั่วจื่อหานหัวเราะขมขื่น รู้สึกไม่ค่อยอยากวางสาย เอามือใส่ในกระเป๋า หันหลังไปอย่างอ้างว้างเล็กน้อย ได้ยินผู้หญิงที่อยู่ด้านหลังตะโกนอย่างไม่รักษาภาพลักษณ์

            “ลั่วจื่อหานถ้านายกล้าไปล่ะก็ ต่อไปก็อย่าคิดจะเจอหน้าฉันอีก” เธอเบิกตากว้าง ดวงตาแดงก่ำเล็กน้อย สองมือจับราวแน่น หน้าอกก็กระเพื่อมด้วยความโกรธ เธอกดโทรออกอีกรอบ

            “ฉันโกรธไม่ได้หรือไง ถ้านายทนเรื่องขี้น้อยใจข้อนี้ไม่ได้ล่ะก็ต่อไปจะทำยังไง? ฉันไม่ได้ให้นายไปคืนดีกับคุณหนูหวังสักหน่อย นายเก่งเหลือเกินนะ แค่สะบัดหน้าก็ไปแล้ว ขอร้องล่ะ ตกลงว่าใครทำผิดกันแน่ ทำไมทำเหมือนกับว่าฉันบังคับนายยังงั้นแหละ”

            “ถ้านายยังกล้าเดินไปอีกก้าวล่ะก็ ฉันจะหลบหน้านายตลอดไปจริงๆ นะ”

            “หา นายเป็นคนผู้ชายที่ระวังตัวจริงๆ ฉันจะ…” อี้เป่ยซีพูดพล่ามอีกชุดใหญ่ มือของลั่วจื่อหานกำโทรศัพท์มือถือแน่นขึ้นเรื่อยๆ ในสมองทบทวนคำว่า ‘ต่อไปจะทำยังไง’ ที่เธอพูดเมื่อครู่อยู่ตลอดเวลา

            ‘เขากับเธอยังมีอนาคตงั้นเหรอ?’ เมื่อคิดถึงตรงนี้หมอกควันที่มีอยู่ตลอดเวลาก็จางหายไป แววตาเปี่ยมด้วยความรัก

            “ทำไมนายถึงไม่พูดอะไร?” อี้เป่ยซีพูดจนคอแห้งเล็กน้อยแล้ว แต่ว่าคนอีกฟากไม่พูดอะไรเลยสักคำ เธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย

            “ทนสักหน่อยต่อไปจะได้อยู่กันอย่างมีความสุข”

            อี้เป่ยซีคิดไม่ถึงว่าเขาจะตอกกลับด้วยคำพูดของเธอเอง ไม่รู้ว่าต้องพูดต่ออย่างไรไปชั่วขณะ ใบหน้าแดงก่ำ “หน้าไม่อาย ใครจะไปต่อกับนาย นายอยากไปหาใครก็ไปหาสิ”

            “เมื่อกี้มีคนบอกว่าถ้าฉันไปแล้วก็จะไม่เจอฉันอีกไม่ใช่เหรอ?”

            “นาย…” เธอเงยหน้ามองแสงจันทร์ ยิ้ม “ใช่แล้ว ฉันพูดเอง แล้วไงเหรอ”

            ลั่วจื่อหานก็คิดไม่ถึงว่าเธอจะยอมรับตรงๆ แบบนี้ มองเธอที่ถูกแสงจันทร์สาดส่องลงบนใบหน้าเงียบๆ โพล่งออกมา “เป่ยซี ฉันอยากกอดเธอจังเลย”

            ครั้งนี้ถึงตาอี้เป่ยซีมีความสุขบ้าง เธอหัวเราะนิดหน่อยแล้วก็เก็บอาการ “แค่ก ไม่ได้ เมื่อกี้ใครจะมาล่ะ?” พูดจบคนคนนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรอีก โทรศัพท์มือถือยังอยู่ข้างหู ในสายตามีเพียงอีกฝ่าย

            ‘ลั่วจื่อหานนายรู้หรือเปล่า ฉันก็อยากกอดนายเหมือนกัน’

            “ดึกมากแล้ว นายกลับไปเถอะ ฉันต้องพักผ่อนแล้ว”

            ผ่านไปเนิ่นนานทางนั้นจึงมีปฏิกิริยาตอบสนอง ลั่วจื่อหานตอบว่าโอเคแผ่วเบา อี้เป่ยซียิ้มอย่างลึกลับแล้ววางสาย มองดูลั่วจื่อหานเหมือนกับอยากให้เขาอยู่ต่อ เมื่อเห็นว่าเขาก็ไม่มีความต้องการที่จากไป ทั้งสองคนก็สบตากันอีกพักใหญ่ และเห็นว่าลั่วจื่อหานหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาอีกครั้ง

            “อาลัยอาวรณ์ฉันเหรอ?”

            “ฉันรอเธอเข้าไป”

            “ฉันยังอยากดูนายจากไปนี่นา” อี้เป่ยซีหัวเราะ “น่าเสียดายจริงๆ ฉันไม่มีกุญแจ นายขึ้นมาไม่ได้ งั้นฉันก็จะใจกว้างหันหลังให้นายก็แล้วกัน” เธอหันหลังเข้าไปในห้อง แต่กลับมีเสียงสวบๆ ดังขึ้นมาจากอีกฝ่าย    “ฮัลโหล ลั่วจื่อหาน ฮัลโหล” เธอมองหน้าจอ เห็นภาพว่ากำลังเชื่อมต่อ แต่ว่ากลับไม่ได้ยินเสียงคนตอบรับ

            “ลั่วจื่อหาน ถ้านายไม่พูดอีกฉันจะโมโหแล้วนะ”

            “โมโหง่ายจริงๆ เลย” อี้เป่ยซีกระพริบตา ทำไมถึงรู้สึกว่ามีสองเสียงล่ะ ไม่ทันรอให้เธอตอบสนอง เธอก็เข้าสู่อ้อมกอดอันอบอุ่นที่ระคนกลิ่นหอมสดชื่นอันเป็นเอกลักษณ์ของคืนแห่งฤดูร้อนแล้ว

            เธอดิ้นรนอยู่ในอ้อมกอดของลั่วจื่อหาน “ฉันยังโกรธอยู่นะ อย่าทำอะไรส่งเดช”

            ‘ใครให้นายปีนขึ้นมานะ สูงขนาดนี้เดี๋ยวก็เกิดอุบัติเหตุหรอก โตป่านนี้แล้วทำอะไรไม่รู้จักแยกแยะหรือไง’ อี้เป่ยซียิ่งคิดยิ่งโมโห

            “ลั่ว…หา นายจะทำอะไรน่ะ ปล่อยฉันลงนะ” ลั่วจื่อหานช้อนอุ้มเธอขึ้นมา เมื่อรู้สึกถึงน้ำหนักของเธอ ขมวดคิ้ว

            “กินข้าวไม่อิ่มเหรอ?”

            “ฉันชอบผอมๆ ไม่ได้หรือไง นายจะทำอะไร?”

        เขาหัวเราะเสียงต่ำ “จะนอน”

————

บทที่ 128
โดย 

 

บทที่ 128 วิกฤตโรงแรม (2)

            เธอแสร้งว่าตัวเองยังไม่ตื่น ยังคงรักษาท่าทางก่อนหน้านี้ไว้ แต่กลับอดไม่ไหวมองเขาผ่านช่องตาแคบๆ นั้นเป็นครั้งคราว ในตอนแรกเขายังวาดด้วยความกระวนกระวายใจอยู่บ้าง จากนั้นก็ผ่อนคลายลง คนหนึ่งแสร้งหลับ อีกคนแสดงอยู่เป็นเพื่อน ไร้ความกลมกลืนกัน

            หลานฉือเซวียนกับชายแก่ยืนอยู่ที่ไม่ไกลนักนอกศาลา สังเกตความเคลื่อนไหวด้านใน คิ้วขมวดกันไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ผ่อนคลาย จนกระทั่งชายแก่ตัดสินใจตบหลังเขากะทันหัน

            มือของชายแก่แรงดีจริงๆ

            “เด็กๆ อย่างพวกเธอก็โตกันแล้ว ทำไมถึงยังทำอะไรไม่ชัดเจนเหมือนเด็กน้อยเลย” ชายแก่อดไม่ได้ที่จะส่ายหัว แต่มุมปากกลับมีรอยยิ้มบางๆ อยู่ตลอดเวลา

            “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมสองคนนี้ถึงได้มีเรื่องมากมายขนาดนี้” เซี่ยเช่อส่ายหน้า เผยอาการไร้เดียงสา

            “ฉันหมายถึงเธอกับเซี่ยเช่อเด็กนั่น ใครพูดถึงพวกเขาสองคนล่ะ แต่ว่า ยัยเด็กคนนั้นยังเหมือนกับตอนเด็กๆ เลย บ๊องๆ แต่ดื้อ” ชายแก่ส่ายหน้า ทำทีเหมือนจะเดินไป

            “คุณจะเข้าไปทำไม ปล่อยพวกเขาไปแบบนี้เถอะ จะรบกวนทำไม?”

            “ก็บอกแล้วว่าคนหนุ่มสาวอย่างพวกเธอไม่รู้อะไร ป่านนี้แล้ว เสี่ยวเป่ยซีจะต้องนั่งจนเมื่อยไปทั้งตัวแล้วแน่ๆ เธอดูเจ้ากระต่ายน้อยนั่นสิ ไม่มีเซ้นส์เลยสักนิด วาดเสร็จแล้วก็ยังนั่งอยู่ตรงนั้น”

            สมน้ำหน้าแล้วที่จีบผู้หญิงไม่ติด ชายแก่ถอนหายใจ สีหน้าไม่ได้ดั่งใจปรากฏให้เห็นชัดเจน เดินไปด้านหลังเขาด้วยย่างก้าวที่แข็งแรง กระแอมไอเบาๆ

            เสียงของชายแก่ต่ำเล็กน้อย แต่ก็ยังลอยเข้าหูของอี้เป่ยซีอย่างแม่นยำ ทำให้เธอลืมตาก็ไม่ได้ ไม่ลืมตาก็ไม่ได้ ลำบากใจจนแก้มทั้งสองข้างแดงระเรื่อ

            “ยัยหนูคนนี้เก่งจริงๆ ถูกเธอมองตั้งนานแล้วก็ยังไม่ตื่น”

            เขาเก็บอุปกรณ์วาดภาพเงียบๆ ก้มหน้าก้มตา ราวกับเป็นลูกศิษย์ผู้อ่อนน้อมถ่อมตนอย่างไรอย่างนั้น ชายแก่ส่งเสียงจุ๊ๆ มองเขาที่กำลังจะสะพายกระเป๋า จู่ๆ ก็วางกลับไป ถอดเสื้อแจ็คเก็ตบางๆ บนตัวออก ค่อยๆ เดินเข้าไปหาอี้เป่ยซี

            อี้เป่ยซีก็รู้สึกได้ว่าเขาเข้ามาใกล้ ยังคงหลับตา แต่กลับมีเหงื่อชั้นบางๆ ซึมอยู่ในมือ อดไม่ไหวที่จะกำมือแน่น เขายิ่งใกล้เข้ามา กลิ่นที่คุ้นเคยทำให้รู้สึกทั้งปลอดภัยทั้งอันตราย ตอนนี้อี้เป่ยซีทนไม่ไหว ขยับขนตาเล็กน้อย ขณะนั้นเองเขาก็ยืนแข็งทื่ออยู่ที่เดิม

            ตอนนี้เธอรังเกียจเขาขนาดนั้นเลยเหรอ?

            ได้ยินเสียงฝีเท้าหายไป อี้เป่ยซีใช้ทักษะการหรี่ตาอีกครั้ง จึงพบว่าเขาถือเสื้อแจ็คเก็ตตัวบางอยู่ในมือ ยืนอยู่ในระยะปลอดภัยของตัวเอง ไม่ก้าวไปข้างหน้าและไม่ถอยหลัง ท่าทางเงอะงะเหมือนกับเด็กคนหนึ่ง

            “เอาล่ะ ก็ประมาณนี้แหละ อยากเจอหน้าเธอสักครั้ง ตอนนี้ก็เห็นแล้วยังจะเอาไงอีก?” ชายแก่รรบเร้าอย่างหมดความอดทนอยู่ด้านหลัง ในที่สุดก็ได้ยินเสียงหัวเราะที่เบาบางมากๆ ราวกับว่ากำลังเยาะเย้ยระคนความเหนื่อยหน่าย จากนั้นก็สะพายกระเป๋าแล้วจากไปด้วยความมั่นใจ

            ‘ทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ อยากคลุมเสื้อให้ฉันไม่ใช่เหรอ ไม่เคยเห็นผู้ชายโลเลแบบนี้มาก่อนเลย’

            ‘ลั่วจื่อหาน นายนี่เหมือนนกกระจอกเทศจริงๆ’

            ‘ฉันโกรธมากเลยนะ นายไม่รู้จักปลอบใจหรือไง? ตอนนี้เป็นไง อยากดูแลเอาใจใส่แต่ก็ยังกล้าๆ กลัวๆ เหมือนผู้หญิง นายมันน่าดูถูกจริงๆ’

            ‘อย่าคิดว่าจะมีใครทำให้ฉันยกโทษนายได้ ตอนนี้ประตูมันปิดลงแล้ว’

            อี้เป่ยซีคิดอย่างไม่พอใจ หลานฉือเซวียนนั่งอยู่ข้างๆ เธออย่างนึกขำ

            “ค้างอยู่ท่านี้ตั้งนาน ไม่เหนื่อยหรือไง?”

            “ผู้ชายอย่างพวกนายไม่มีดีสักคน” อี้เป่ยซีลืมตา ชำเลืองมองหลานฉือเซวียนด้วยความเหยียดหยามมาก

            “แกล้งหลับเป็นไงบ้าง?”

            “รู้ว่าฉันแกล้งหลับนายยังจะปลุกฉันอีก ตาไม่มีแววเลยจริงๆ”

            หลานฉือเซวียนมองอี้เป่ยซีที่ราวกับว่ากินระเบิดเข้าไป ยกมือยอมแพ้ “ก็ได้ ฉันไม่พูดแล้ว จะให้ฉันไปเรียกเขากลับมาให้เธอระบายความโกรธหน่อยไหม?”

            “ไม่ต้อง นายจับเขาโยนลงทะเลให้ปลากินก็พอแล้ว จะได้ไม่เปลืองสายตา”

            “ครับผม รับทราบครับกัปตัน” หลานฉือเซวียนเงียบไปสักพัก “เธอ ไม่โกรธเขาแล้วเหรอ?”

            เดิมทีอี้เป่ยซีที่พยายามข่มความโกรธของตัวเองไว้ตลอดเวลา พอได้ยินคำพูดของเขาแล้วก็ระเบิดขึ้นมาอีกครั้ง “ไม่โกรธอะไร ก็บอกให้นายโยนเขาให้ปลาในทะเลกินไม่ใช่เหรอ นี่เรียกว่าไม่โกรธเหรอ?” หลานฉือเซวียนได้แต่หัวเราะพร้อมมองเธอ อี้เป่ยซีเผชิญกับรอยยิ้มของเขาเป็นเวลานานรู้สึกขนลุกในใจ หดๆ คอ

            “แค่ก กลับเถอะๆ ที่ตรงนี้มันน่าโมโหเกินไปแล้ว” เธอลุกขึ้นทันทีโดยไม่รีรอ เห็นว่ามีภาพสเก็ตช์วางอยู่บนโต๊ะหิน ดวงตาอดไม่ได้ที่จะโค้งงอ รีบเดินเข้าไปหยิบมันขึ้นมา

            “ฝีมือไม่เลวเลย” ส่ายหน้าแต่กลับเก็บมันไว้อย่างดีมาก “นายไม่ไป จะอยู่นี่เลี้ยงยุงหรือไง?”

            หลานซือเซวียนยักไหล่เดินตามไป แก้มของอี้เป่ยซีบวมปูด ราวกับลูกโป่งที่อัดแก๊สจนเต็มและพร้อมที่จะระเบิดตลอดเวลา เสียงที่ดังมากนั้นกลับไม่มีอันตรายใดๆ

            เมื่อกลับถึงบ้าน อี้เป่ยซีเข้าห้องไปอย่างว่องไวท่ามกลางสายตาของทั้งสองคน จนกระทั่งเซี่ยเช่อไปหาเธอด้วยความเป็นห่วง จึงเห็นเธอพอออกพอใจกับภาพสเก็ตช์นั้นตามลำพัง แววตาสดใสชัดเจน

            “ปลงได้เร็วขนาดนี้เลยเหรอ?” เซี่ยเช่อปิดประตูอย่างงงงวย ก่อนหน้านี้ยังเป็นผู้หญิงดุดันที่เกลียดชังจนแทบทนไม่ไหวไม่ใช่เหรอ ทำไมเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง ก็เปลี่ยนไปร้อยแปดสิบองศาแบบนี้

            “เอ๊ะ” หลานฉือเซวียนมีท่าทีประหลาดใจมาก “ฉันนึกว่านายเป็นคนบอกเขาซะอีก”

            “ฉันจะบอกเขาได้ยังไง! ใครจะรู้ว่าวินาทีต่อมาเธอจะปรี๊ดแตกหรือเปล่า”

            “งั้น ลุงนายไปอยู่กับเขาได้ยังไง?”

            “โถ่เอ๊ย” เซี่ยเช่อทนไม่ไหวทุบกำแพง “ฉันลืมไป นั่นคือปู่ของเขา”

            คราวนี้ถึงตาหลานฉือเซวียนทุบกำแพงบ้าง “ปู่เขาไม่ได้อยู่ที่ประเทศ U เหรอ?”

            “คุณย่าของเขาอยู่ที่ประเทศ C นี่นา ครั้งนี้ช่างเถอะ คุณลุงก็รู้แล้ว คุณลุงมีท่าทียังไงกับเป่ยซีบ้าง?” เซี่ยเช่อต้องยอมรับว่าเขาระมัดระวังในการพูดประโยคนี้มาก หัวใจของเขาตุ้มๆ ต่อมๆ ชายแก่คนนั้นดูเป็นคนใจดี แต่เมื่อคิดๆ เรื่องที่เขาทำแล้วก็รู้สึกกลัว

            หลานฉือเซวียนก็แสดงท่าทีเคร่งขรึม หวนนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้อย่างละเอียด “อืม น่าจะโอเคนะ แต่ไม่ค่อยพอใจลั่วจื่อหานเท่าไร”

            เซี่ยเช่อกระพริบตาจึงถอนหายใจโล่งอก ดีแล้ว รุ่นคุณปู่ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว แต่ไม่รู้ว่ารุ่นคุณพ่อจะเป็นอย่างไรบ้าง ในสายตาของเขา คนบ้านลั่วเป็นพวกมากเรื่องยากที่จะจัดการ โดยเฉพาะลั่วจื่อหาน

            “พวกเราก็ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนี้แล้ว” หลานฉือเซวียนมองดูประตูที่ปิดสนิทข้ามไหล่เซี่ยเช่อ ราวกับว่าทันทีที่เปิดออกก็จะมองเห็นทางสว่าง

            “ใช่แล้ว” เซี่ยเช่อพยักหน้า “ตอนนี้ก็เป็นเรื่องของพวกเราสองคนแล้ว” เขาเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เข้าใกล้หน้าอกของหลานฉือเซวียน

            “พวกเรา? มีเรื่องอะไรเหรอ?” เซี่ยเช่อได้ยินแบบนี้ก็ขมวดคิ้วไม่พอใจ เผยรอยยิ้มมีเสน่ห์ชั่วร้าย ระคนความพินิจพิเคราะห์เล็กน้อย หลานฉือเซวียนกุมขมับ ‘ทำไมรอบตัวเขาถึงมีแต่เด็กน้อยกันนะ’

        “ไปคุยที่ห้อง”

————

บทที่ 127
โดย 

 

บทที่ 127 วิกฤตโรงแรม (1)

            ตั้งแต่อี้เป่ยซีไปปลีกวิเวกอยู่ที่บ้านของเซี่ยเช่อแล้วก็ไม่ออกมาจากห้องอีก ขลุกอยู่บนเตียงทั้งวัน ตัวก็ร้อนตลอดเวลา ไม่ว่าหลานฉือเซวียนกับเซี่ยเช่อจะพูดกับเธออย่างไร อี้เป่ยซีก็ยังคงหัวเราะอย่างสนุกสนานและนอนบนเตียงต่อ จนกระทั่งถึงวันที่สี่ หลานฉือเซวียนทนไม่ไหวลากอี้เป่ยซีออกไปจากห้อง

            “ฉันง่วงมากเลย อยากกลับไปนอน” อีเป่ยซียึดประตูรถไว้ ทำอย่างไรก็ไม่เข้าไป เซี่ยเช่อเหลือบมองท่าทางที่เป็นกังวลของหลานฉือเซวียนแล้ว ผลักอี้เป่ยซีเข้าไปทันที จากนั้นจึงมองเธออย่างขอโทษ

            “ครั้งนี้จะพาเธอไปที่ใหม่”

            อี้เป่ยซีส่ายหัวสุดชีวิต “ไม่ไป ไม่ไป ที่ใหม่ยังไงก็ไม่ไป ฉันสบายดีมาก ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน ไม่อยากเปลี่ยนใหม่”

            “คือว่า” เซี่ยเช่อครุ่นคิด กัดฟันตัดสินใจใช้วิธีที่ตัวเองใช้ได้ผลมาตลอด “จื่อจวีหานซื่อ เธอจะไปไหม”

            “ไม่ไป ไม่ไป ฉันอยากกลับไปนอน”

            “จื่อจวีหานซื่อตัวเป็นๆ เธอจะไปหรือว่าไม่ไป?”

            อี้เป่ยซีส่ายหัวเหมือนกลองป๋องแป๋ง จนกระทั่งสมองเริ่มตอบสนอง เบิกตาที่งดงาม พูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ถ้านายโกหกฉันอีก เราแตกหักกัน”

            หลานฉือเซวียนขมวดคิ้วมองเซี่ยเช่อ เห็นเขาหัวเราะเขินอาย พยักหน้า อี้เป่ยซีจึงนั่งในรถอย่างสงบเสงี่ยม หลานฉือเซวียนคว้าไหล่ของเซี่ยเช่อ พูดเสียงต่ำ “นายหมายความว่าอะไร?”

            เซี่ยเช่อจูบหูของเขา “เขาไม่รู้สักหน่อยว่าเป็นใคร ฉันหาเพื่อนสักคนก็ได้แล้ว วางใจเถอะ ไม่เป็นไรหรอก”

        หลานฉือเซวียนปล่อยเขา บนใบหน้ายังมีความกังวลเลือนลาง แต่ก็ยังพาอี้เป่ยซีไปยังภูเขาหลังอะพาร์ตเม้นต์แล้ว อี้เป่ยซีนั่งอยู่หลังรถ ไม่มีความสนใจใดๆ ต่อทิวทัศน์รอบกาย เมื่อมาถึงภูเขาแล้ว ก็ยังหาวไม่หยุด หลานฉือเซวียนเกือบจะลากเธอไปบนภูเขา

            “เธอไม่รู้สึกว่าตรงนี้คุ้นๆ เหรอ?” หลานฉือเซวียนหันหน้ามองรั้วที่พิงศาลาจิตรกรรม อี้เป่ยซีหรี่ตาพูดขึ้น เธออ้าปากหาวกว้างๆ พร้อมขยี้ตา “อืมรู้แล้ว อยู่ในรูปของจื่อจวีหานซื่อ”

            “เป่ยซี ตอนนี้เธอไม่สนใจอะไรเลยจริงๆ เหรอ?” หลานฉือเซวียนเข้าใกล้เธอด้วยสีหน้าจริงจัง หลายวันนี้ไม่ว่าจะพูดอะไร อี้เป่ยซีล้วนมีท่าทางเหนื่อยหน่าย ดนตรีหรือภาพวาดจีนเหมือนกับว่าได้กลายเป็นคำนามที่ไม่มีความหมายใดๆ สำหรับเธอแล้ว

            เธอเบือนหน้า “ไม่มีน่าสนใจนี่นา ทำไมต้องสนใจด้วย”

            “เป่ยซี เธอคิดเรื่องนี้ซับซ้อนเกินไปแล้ว ทำไมเธอต้องจมปลักกับการปฏิเสธตัวเองอยู่เสมอ ฉัน หรือเซี่ยเช่อพูดแค่นิดเดียว เธอ…”

            อี้เป่ยซีโบกๆ มือ “คิดว่าฉันตลกมากใช่ไหม?”

            “เปล่า ก็แค่รู้สึกว่า แค่คิดมาตลอดว่าเธอเป็นเด็กผู้หญิงใจกว้างคนนึง คิดไม่ถึงว่าความคิดจะแคบแบบนี้ ขังตัวเองอยู่ในกะลาตลอดเวลา” หลานฉือเซวียนถอนหายใจยาว จากนั้นก็นั่งลง “เธอคิดดีแล้วไม่ใช่เหรอ แต่ว่ายังไม่ปลง ก็เลยเริ่มทำอะไรไม่ชัดเจนอีกแล้ว เธอกับลั่วจื่อหานเป็นไปไม่ได้เลยจริงๆ เหรอ? ฉันดูออกว่าเธอชอบเขามาก และเขาก็รักเธอมากด้วย”

            เธอเงยหน้ามองดูคานของศาลา “ใช่สิ ดูแล้วปัญหาง่ายนิดเดียว แต่เพราะปมนั้นที่ทำยังไงฉันก็ไม่เข้าใจ ทำยังไงก็เดินออกมาไม่ได้”

            หลานฉือเซวียนเงียบไปสักพัก จึงค่อยๆ กุมมือของเธอด้วยความเย็นชาเล็กน้อย ผ่านไปเนิ่นนานอี้เป่ยซีจึงยิ้มเอ่ย “เซี่ยเช่อหลอกฉันอีกแล้ว ที่นี่มีจื่อจวีหานซื่อที่ไหนกัน เมื่อก่อนมีล่ะมั้ง ฉันอยากย้อนไปตอนนั้นจริงๆ ดูว่าเขาวาดรูปยังไง”

            “ถ้าเธออยากดูจริงๆ ที่จริงก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”

            “เอ๊ะ?” อี้เป่ยซีมองดูหลานฉือเซวียนที่เหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่ลังเล สงสัยเล็กน้อย จากนั้นก็หัวเราะอย่างผ่อนคลาย “ไม่ต้องหรอก ถ้าหากได้เจอจริงๆ ต่อไปเซี่ยเช่อจะหลอกฉันออกมายังไงล่ะ หลายวันนี้ลำบากพวกนายแล้ว”

            “ต่อไปเธอจะทำยังไง?”

            “กลับไปสิ ฉันโดดเรียนไม่ได้ตลอดหรอกนะ สิ่งที่สำคัญของนักเรียนก็คือการเรียนหนังสือ นี่ก็คือสิ่งที่ฉันคิดไว้”

            หลานฉือเซวียนยังต้องการพูดอะไรบางอย่าง ก็เห็นชายแก่ที่มีผมหงอกในเสื้อคลุมสีขาวคนหนึ่งเดินมาหาพวกเขา มีชายหนุ่มตามมาด้านหลัง สวมหน้ากากและแว่นกันแดด บนตัวยังมีเป้สะพายหลังขนาดใหญ่

            อี้เป่ยซีชำเลืองมองพวกเขา แล้วนั่งตัวตรง “นายว่าใช่จื่อจวีหานซื่อหรือเปล่า คุณปู่คนนั้นดูแล้วผอมบางแต่ท่าทางภูมิฐานจริงๆ ส่วนผู้ชายที่อยู่ข้างๆ คนนั้น…” เปลือกตาของอี้เป่ยซีกระตุก หลานฉือเซวียนมองเธอเพื่อรอประโยคต่อไป “ช่างเถอะ ไม่มีอะไรน่าพูดหรอก ฉันคงจะนอนเยอะไปหน่อย” นอนเยอะจนเกิดภาพหลอน เธอก้มหน้ากับตัวเอง หลานฉือเซวียนลุกขึ้นต้อนรับ

            “พวกเธอคงจะเป็นเพื่อนที่เซี่ยเช่อพูดถึงสินะ พวกเราช่างมีวาสนาต่อกันจริงๆ” เสียงหัวเราะของชายแก่สดใสและมีพลัง ทำให้ติดเชื้อได้อย่างง่ายดายมาก อี้เป่ยซีที่นั่งอยู่ในศาลาก็อดไม่ไหวที่จะหัวเราะแล้ว ใบหน้าแข็งทื่อเล็กน้อย เธอเดินเข้าไปหาชายแก่

            “คุณก็คือจื่อจวีหานซื่อสินะคะ สวัสดีค่ะ ฉันเป็นแฟนพันธุ์แท้ของคุณ ชอบภาพวาดแล้วก็บุคลิกในภาพของคุณมาก”

            “อ๋อ บุคลิก?” คนแก่ลูบคลำหนวดของตัวเอง พินิจพิเคราะห์เด็กสาวที่มีหน้าตาซีดขาวเล็กน้อยตรงหน้า

            อี้เป่ยซีพยักหน้าด้วยความมั่นใจมาก “ใช่ค่ะ คุณวาดรูปคนในรูปทิวทัศน์ได้เยี่ยมมาก”

            หลานฉือเซวียนมองอี้เป่ยซี ไม่เข้าใจว่าเธอต้องการพูดอะไรกันแน่ คิดไม่ถึงว่าคนแก่จะอึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็หัวเราะเสียงดัง “ดูแล้วเธอคงจะชอบมากจริงๆ”

            เด็กหนุ่มที่อยู่ข้างๆ กระแอมไอเบาๆ ด้วยเสียงหยาบกระด้าง อี้เป่ยซีจึงละสายตาของตัวเองจากเขา แอบถอนหายใจอย่างหดหู่

            “จื่อจวีหานซื่อ” สังเกตเห็นอาการของเธอโดยธรรมชาติ ลูบเคราด้วยท่าทางอารมณ์ดีมาก “ยัยหนู ดูแล้วเธอร่างกายไม่แข็งแรงเลยนะ เจ้าเซี่ยเช่อนั่นดูแลเธอไม่ดีเหรอ?”

            อี้เป่ยซีดวงตาเป็นประกายพร้อมส่ายหัว “เปล่านะคะ แค่รู้สึกว่าผอมแล้วดูดีกว่า” พูดจบก็ทำหน้าเศร้าเล็กน้อย หลานฉือเซวียนครุ่นคิดดูแล้วไม่สามารถละเลยคนที่มาช่วยได้ จึงคุยสัพเพเหระกับชายแก่ อี้เป่ยซีเหมือนกับหลุบตาลง ฟังพวกเขาพูดคุยกันเงียบๆ ผู้ชายที่อยู่ข้างๆ อยู่ไกลจากพวกเขามาก แต่มองตามชายแก่ตลอดเวลา

            คุยไปคุยมาจู่ๆ ชายแก่ก็ตื่นเต้น ลากหลานฉือเซวียนออกไปด้านข้างอย่างลึกลับแล้ว อี้เป่ยซีมองพวกเขาจากไปด้วยรอยยิ้มเย่อหยิ่ง พิงรั้วสีแดง หลับตาลงโดยไม่รู้ตัว น่าจะเป็นเพราะสายลมที่พัดปรอยผมบนใบหน้า ในใจก็รู้สึกระคายเคืองด้วย

        อี้เป่ยซีลืมตาขึ้นเป็นเส้นเล็กบางที่สุด เห็นคนที่ใส่ชุดดำสวมหน้ากากสีดำและแว่นตาดำนั่งอยู่บนม้านั่งหินตรงข้ามเธอ กระดานวาดภาพวางอยู่บนตักของเขา กำลังร่างภาพด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง สายตาที่มองเธอนั้นชวนให้เจ็บปวด

————

บทที่ 126
โดย 

 

           บทที่ 126 กลับมาอีกครั้ง (8)

อี้เป่ยซีนั่งอยู่บนรถของเซี่ยเช่อ ไม่รู้ว่าเขาขับมานานแค่ไหน เธอนั่งอยู่บนรถของเขาเฉยๆ เห็นพระทิตย์ตกหลายครั้งและเห็นพระอาทิตย์ขึ้นหลายครา ราวกับว่าเซี่ยเช่อไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย พาเธอไปเรื่อยๆ ไปเรื่อยๆ

            “เป่ยซี ไม่เป็นไร เธอกินก่อนเถอะ ไม่ต้องเสียใจขนาดนั้น”

            “ฉันไม่ได้เสียใจนะ ฉันแค่ไม่อยากกินอะไร เซี่ยเช่อ ตอนนี้พวกเราจะไปที่ไหนเหรอ ฉันไม่อยากเจอพวกเขาแล้วก็ไม่อยากเจอคนอื่นด้วย นายพาฉันไปที่แบบนี้ได้ไหม”

            เซี่ยเช่อกอดอี้เป่ยซี ร่างกายที่ผอมบางทำให้เขารู้สึกเจ็บปวด อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียใจกับผู้หญิงที่อยู่ในอ้อมแขน “เป่ยซี ฉันคิดไม่ถึงเลย ฉันคิดไม่ถึงเลยจริงๆ”

            ใบหน้าของเธอเผยรอยยิ้มซีดเซียว “ไม่โทษเขาหรอกนะ เขาเองก็ควบคุมตัวเองไม่ได้”

            “ตอนนี้เธอยังจะพูดแทนลั่วจื่อหานอีก ฉันนึกถึงคำโบราณคำนั้นจริงๆ คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ”

            “อาจจะเป็นเพราะลู่เยี่ยจิ่ง เขาวางยาน่ะ”

            เซี่ยเช่ออึ้งอยู่ตรงนั้นทันที หลังจากรู้สึกตัวแล้ว กระแทกกำปั้นแรงๆ บนพวงมาลัย “ไอ้คนเลวคนนั้น เห็นปกติเขาท่าทางหยิ่งยโสยังกะอะไรดี คิดไม่ถึงว่าจะใช้วิธีต่ำๆ แบบนี้ นี่มันเกินไปแล้วจริงๆ เป่ยซีเธอวางใจเถอะ ฉันจะไม่ปล่อยเขาแน่นอน”

            “มันก็ไม่เกี่ยวกับเขา” อี้เป่ยซีก้มหน้า กอดตัวเองแน่น “มันเป็นเพราะฉันนี่นา ทำเรื่องผิดมากมายแบบนั้น นี่คือสิ่งที่ฉันสมควรได้รับ”

            “เป่ยซี ทำไมเธอยังไม่ยอมเดินออกมา ลู่เยี่ยหวาเอง เขาไม่อยากให้การตายของตัวเองทำลายคนที่เขารักที่สุดแน่นอน ทำไมเธอถึงใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเพื่อเขาไม่ได้ล่ะ”

            น้ำตาที่อี้เป่ยซีข่มเอาไว้นั้นไหลอาบแก้มราวกับว่าหาทางระบายเจอแล้ว “เขาจะอยากให้ฉันมีความสุขได้ยังไง ฉันทำผิดตั้งมากมาย ฉันทำให้เขาตาย ทำไมเขาถึงอยากให้ฉันมีความสุข”

            “ทั้งๆ ที่เขาควรจะโทษฉัน เกลียดฉัน เขาควรจะสาปแช่งให้ฉันไม่ตายดีต่างหาก ทำไม ทำไมก่อนจะตาย เขายังคิดถึงฉัน ทั้งๆ ฉันทำไม่ดีกับเขาขนาดนั้น ฉันเป็นคนที่แย่ที่สุดในโลกจริงๆ”

        “ฉันทำให้บ้านลู่สูญเสียลูกชายที่น่าภาคภูมิใจที่สุดของพวกเขา ทำให้ลู่เยี่ยจิ่งสูญเสียพี่ชาย ฉันทำลายชีวิตครอบครัวพวกเขา ลู่เยี่ยจิ่งทำถูกแล้ว พูดก็ถูกด้วย ฉันเป็นคนประเภทที่ไม่ควรมีชีวิตอยู่ต่อไปในโลกใบนี้”

            อี้เป่ยซีสะอื้น ยกหลังมือปาดน้ำตา “ตอนนี้ฉันทำให้ชีวิตของลั่วจื่อหานยุ่งเหยิงอีก ฉันผิดไปหมดทุกอย่าง ทำไม่ดีเลยสักอย่าง ทำไม ทำไมพวกเขายังอยู่ข้างหลังฉัน ยังต้องคิดถึงฉัน เซี่ยเช่อ ทำไมเหรอ”

            “น่าจะปล่อยให้ฉันเหนื่อยตายไปเลยก็ดี หรือตายจากอารมณ์ซึมเศร้าแบบนี้ก็ดี ฉันไม่สมควรได้รับการปฏิบัติที่อ่อนโยนจากพวกเขาเลย”

            “แล้วก็พี่เป่ยเฉิน เขาก็เป็นคนดีขนาดนั้น ฉันนี่มัน เซี่ยเช่อ ฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวซวย ทุกคนที่ชอบฉัน ที่อยู่ข้างกายฉันจะต้องจบลงไม่ดี”

            เซี่ยเช่อหยิบทิชชู่ออกมาซับน้ำตาให้เธอ ซับอย่างไรก็ซับไม่หมด สุดท้ายจึงทิ้งมันไป ดึงเธอเข้ามากอด ปล่อยให้น้ำตาของเธอไหลอยู่บนเสื้อของตัวเอง

            “เป่ยซี เธอดีกว่าที่เธอพูดมาก จริงๆ นะ เธอรู้ไหม ก่อนที่จะเจอกับเธอ ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าลู่เยี่ยหวายังยิ้มได้ ฉันนึกภาพที่คนอย่างลู่เยี่ยหวามีความสุขได้ยากมาก แต่เธอทำได้ ไม่กี่ปีที่เขารู้จักกับเธอ คือช่วงเวลาที่เขามีความสุขที่สุดในชีวิต”

        “เธอได้แต่งแต้มชีวิตของเขาจริงๆ ทำให้เขาได้สัมผัสชีวิตที่มีความสุขเหมือนคนทั่วไป เขาจะเกลียดเธอ จะโทษเธอได้ยังไง ถ้าเขารู้ว่าการจากไปของเขาจะทำให้เธอเป็นแบบนี้ล่ะก็ ตอนนั้นเป็นไปได้ว่าเขาจะท้าทายความตายกับยมทูตเพื่อเอาชีวิตของตัวเองกลับมาแน่นอน”

            “เป่ยซี เธอรู้ไหม ลั่วจื่อหานเขาเจอเธอตั้งนานมากๆ แล้ว ฉันได้ยินเขาพูดถึงในตอนหลังว่า ตั้งแต่ตอนนั้น เขาได้เรียนรู้ที่จะสัมผัสกับความงดงามของโลก ถึงได้มีผลลัพธ์อย่างทุกวันนี้”

            “เธอทำเพื่อพวกเขามากมาย ยังมีพี่ชายของเธอ ถ้าหากไม่ใช่เพราะความรับผิดชอบที่มีต่อเธอ เขาก็คงไม่เป็นอย่างทุกวันนี้ไม่ใช่เหรอ?”

        อี้เป่ยซียังต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง เซี่ยเช่อปล่อยมือทันที เหยียบคันเร่งอย่างแรง รถออกตัวราวกับโบยบิน “ตอนนี้ไม่ต้องคิดอะไรแล้ว ฉันจะพาเธอไปที่คนน้อยๆ เธอคิดด้วยตัวเองให้ดีๆ อีกที ดีไหม”

            อี้เป่ยซีกัดริมฝีปาก มองไปข้างหน้า ดวงตาที่สดใสขยับเขยื้อน พยักหน้าอย่างว่าง่าย

            เซี่ยเช่อจึงโล่งอก ไหล่ก็ผ่อนคลายลงมาด้วย พูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันผิดปกติ “เธอรู้สึกว่าตัวเองละทิ้งใครคนนึงมานานมากแล้วบ้างไหม”

            อี้เป่ยซีส่ายหัว “เปล่านี่ ช่วงนี้เกิดเรื่องเยอะไปหน่อย ฉันรู้สึกว่าฉันไม่ได้เข้าใกล้ใครเลย”

            เซี่ยเช่อจมดิ่งอยู่ในความคิด ผ่านไปสักพักจึงรวบรวมความกล้า พูดขึ้น “เป่ยซี เธอรับได้ไหมถ้าที่นั่นมีหลานฉือเซวียนด้วย”

            อี้เป่ยซีกระพริบตา ระคนความความรู้สึกสับสนงงงวย เซี่ยเช่อจึงพูดต่อ “ฉันกับหลานฉือเซวียนน่ะ เธอวางใจเถอะ ครั้งนี้ฉันเอาจริง ฉันเองก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะชอบคนนึงได้ขนาดนี้ อยากเจอหน้าเขาทุกวัน อยาก**ทุกวัน คุยกับเขาทุกวัน แม้ว่าอยู่ด้วยกันก็ไม่รู้สึกรำคาญ ครั้งนี้ฉันอยากอยู่กับใครสักคนอย่างจริงจังมากจริงๆ”

            ได้ยินคำพูดของเซี่ยเช่อ อี้เป่ยซีก็รู้สึกซาบซึ้งใจมาก ทำไมเธอจะไม่อยากอยู่ด้วยกันกับลั่วจื่อหานแบบนี้ล่ะ แต่ว่าทำอย่างไรเธอก็ไม่สามารถเดินออกมาจากปมนั้นในใจได้เลย อี้เป่ยซีกระแอมไอ “ฉันรู้แล้ว  ยินดีกับพวกนายด้วยนะเซี่ยเช่อ หวังว่าพวกนายจะมีความสุขได้ ไม่เป็นไรหรอก ถ้าหากเป็นหลานฉือเซวียน ฉันไม่รังเกียจเลยสักนิด ขอเพียงพวกนายอย่าพลอดรักต่อหน้าฉันตลอดเวลา ฉันก็ขอบคุณฟ้าดินแล้ว”

            “เรื่องนี้วางใจเถอะ ฉันคุยกับเขาเรียบร้อยแล้ว จะไม่ทำแบบนั้นกับเธอแน่นอน เธอพักรักษาใจที่นั่นสักสองสามวันก็ได้”

            เซี่ยเช่อหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อ “งั้นเธอจะลั่วจื่อหานจะเอาไงต่อ”

            อี้เป่ยซีหลับตา พิงหน้าต่างรถ คำพูดลอยออกมาจากปากของเธอแผ่วเบา “ขับรถนายไปเถอะ อย่ายุ่งให้มากเรื่อง”

            เซี่ยเช่อยักไหล่ มองข้างหน้าต่อไป อี้เป่ยซีปลอบประโลมตัวเองในใจไม่หยุดหย่อน

            ไม่เป็นไรนะเป่ยซี คิดเสียว่านี่เป็นการทำเพื่อลั่วจื่อหานก็พอ จากนี้ต่อไป พวกเธอสองคนก็ไม่ติดค้างต่อกันแล้ว

            อี้เป่ยซีเอ๋ยอี้เป่ยซี ในที่สุดเรื่องทั้งหมดก็สิ้นสุดแล้ว เธอก็จะเริ่มต้นใหม่ได้แล้ว

            ลั่วจื่อหาน อี้เป่ยเฉิน ลู่เยี่ยหวา ลู่เยี่ยจิ่ง ขอบคุณที่พวกนายปรากฏตัว ขอโทษนะ ที่ทำร้ายพวกนายมากมายขนาดนั้น

            “ฮัลโหล” เซี่ยเช่อกดรับสาย ดวงตามองอี้เป่ยซีเป็นครั้งคราว สุดท้ายก็พูดว่า ‘ไม่รู้’ อย่างไม่เกรงใจเพื่อสิ้นสุดการโทร

            “ใครน่ะ? ลั่วจื่อหาน?”

            เซี่ยเช่อหรี่ตา มีประกายที่ต่างออกไป “เปล่า พี่ชายที่แสนดีของเธอน่ะ อี้เป่ยเฉิน”

        อี้เป่ยซีสูดหายใจ

————

บทที่ 125
โดย 

 

บทที่ 125 กลับมาอีกครั้ง (8)

มู่ลี่ไป๋ถอนหายใจ “เดิมทีก็มีขวากหนามในใจอยู่แล้ว นายจะรีบร้อนไปทำไม?”

        ลั่วจื่อหานเม้มปาก ไม่ได้ตอบ

        “นายไปพักผ่อนก่อนเถอะ ไม่ได้ร้ายแรงมาก ฉันเรียกพยาบาลมาดูแลเขาก็พอแล้ว”

        เขารับยามาจากมือของมู่ลี่ไป๋ “ไม่ต้องหรอก ฉันกลัวว่าเขาตื่นมาแล้วจะไม่เจอฉัน”

“เขาเจอนายแล้วจะไม่กลัวเหรอ?”

            มือของลั่วจื่อหานกำแน่น เดินเข้าห้องผู้ป่วยไปโดยไม่พูดไม่จา นั่งอยู่ข้างเตียงและเฝ้ามองอี้เป่ยซีที่อยู่บนเตียงตลอดเวลา

เป่ยซี เธอจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม

            ตอนนี้พระอาทิตย์โผล่พ้นเส้นขอบฟ้าแล้ว อี้เป่ยซีขยับนิ้ว

            ‘เจ็บๆๆ เจ็บจังเลย’ เพียงอี้เป่ยซีขยับเล็กน้อยก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดจนแทบแตกเป็นเสี่ยงๆ ราวกับร่างกายไม่ใช่ของเธอเอง อดไม่ได้ที่จะหายใจเฮือก

            ‘เมื่อวาน’ อี้เป่ยซียังไม่อยากลืมตา นึกถึงเรื่องก่อนหน้านี้ รู้สึกปวดหัว ‘เพราะอะไรกัน เธอบอกว่าจะไม่มีความสัมพันธ์อะไรอีกแล้วไม่ใช่เหรอ เพราะอะไรถึงยังเกิดเรื่องแบบนี้ ลั่วจื่อหาน ตอนนี้ฉันสับสนมากจริงๆ สับสนมาก’

            เธอลืมตาขึ้นช้าๆ ห้องคนไข้ที่เป็นระเบียบว่างเปล่าอย่างเห็นได้ชัด พยุงตัวขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก ‘ลั่วจื่อหาน เขาเป็นคนพาเธอมาสินะ ไม่ได้ ต้องออกไป ต้องรีบออกไป’

            ‘โทรศัพท์มือถือก็ไม่มี ออกไปก่อนเถอะ’ อี้เป่ยซีทนความเจ็บปวด เดินออกจากห้องคนไข้ทีละก้าวๆ ลำตัวตั้งตรง ฝืนทำทีว่าสบายดีเหมือนปกติ แต่สีหน้าซีดขาว

            “พี่ พี่เป่ย…”

            “เธอนี่สุดยอดเลยนะ”

            “ไม่ใช่นะ พี่ฟังฉันก่อน มันไม่ใช่แบบนั้นจริงๆ ฉันแค่อยาก…” อี้เป่ยซีมองเห็นเงาในห้องคนไข้เลือนลาง เงาของผู้ชายคนนั้นบดบังวิสัยทัศน์ของเธอทั้งหมด เสียงของหญิงสาวที่ดิ้นรนและเสียงน้ำดังชัดเจนเป็นอย่างมาก เธอถอยหลังไปหนึ่งก้าว

            “ใครน่ะ?”

            อี้เป่ยซีไม่รู้ว่าทำไมตัวเองต้องหนี เธอกัดฟันวิ่งลงไปชั้นล่าง ไม่ระวังขาก็ล้มพับลงบนพื้นโดยตรง สายตาค่อยๆ พร่ามัว

            “เป่ยซี” ลั่วจื่อหานทิ้งของทั้งหมดในมือลงพื้น วิ่งพุ่งเข้าไป ก้มตัวลง

            “ลั่วจื่อหาน อย่า พี่ชาย ข้างหลัง” ทันใดนั้นลั่วจื่อหานก็เข้าใจความหมายของเธอ อุ้มเธอขึ้นมาอย่างระมัดระวัง เดินอ้อมกลับไปยังห้องคนไข้ของอี้เป่ยซี

            ขณะที่เขายกมือขึ้น กำลังจะเรียกคนอยู่นั้น อี้เป่ยซีห้ามเขา “ฉันไม่เป็นไร นายออกไปเถอะ ฉันอยากพักผ่อนสักหน่อย”

            “เป่ยซี เรื่องเมื่อวาน ขอโทษนะ”

            “ตอนนี้ฉันไม่อยากคุย นายออกไปก่อนได้หรือเปล่า นายออกไปก่อน”

            “ได้ เธอพักผ่อนเยอะๆ ถ้าหากมีตรงไหนไม่สบาย เรียกฉัน หรือเรียกหมอก็ได้”

            อี้เป่ยซีหลับตา ไม่ได้พูดอะไร ลั่วจื่อหานเดินจากไปอย่างหมดกำลังใจเล็กน้อย ขณะที่กำลังเปิดประตูนั้น เสียงที่อ่อนล้าดังมาจากด้านหลังของเขา “เมื่อไรฉันถึงจะออกไปได้”

            ลั่วจื่อหานกำลูกบิดประตูแน่น “ฉันไม่มีเจตนากักขังหรือว่าบังคับเธอ ถ้าหากเธออยาก…”

            “ฉันรู้แล้ว” ลั่วจื่อหานยืนอยู่ที่ประตูเนิ่นนาน จึงปิดประตู

            อี้เป่ยซีขอโทรศัพท์มือถือจากพยาบาล รีบโทรไปหาเซี่ยเช่อทันที ไม่ได้รอนาน เซี่ยเช่อก็มาถึงโรงพยาบาลแล้ว พาอี้เป่ยซีออกไปด้วยความโมโหเล็กน้อย ไม่มีใครรู้ว่าเซี่ยเช่อพาอี้เป่ยซีไปที่ไหน

            ลั่วจื่อหานนั่งอยู่ในรถคนเดียว มองดูถนนด้วยความเลื่อนลอย ‘ต่อไปจะเผชิญหน้ากับเธออย่างไร เธอจะไม่ยอมเจอหน้าเขาอีกแล้วหรือเปล่า’

            เป่ยซี เธอบอกฉันได้ไหมว่าควรทำยังไง

            ฉันพูดมาตลอดว่าให้เธอเชื่อใจฉัน ถึงสุดท้ายก็ยังทำร้ายเธอแบบนี้ จะต้องทำยังไง เธอถึงจะมีความสุข เธอถึงจะปลอดภัย เธอถึงจะยอมรับความรู้สึกของฉัน และยอมรับความรู้สึกของตัวเองได้จริงๆ

            อาจเพราะได้ยินเสียงสายลม จู่ๆ อี้เป่ยเฉินปรากฏตัวที่หน้ารถของลั่วจื่อหาน เขาถอนหายใจ ดับบุหรี่ในมือ เดินออกไป หมัดหนักๆ ของอี้เป่ยเฉินกระแทกไปยังหน้าของเขาอย่างไม่ออมแรง

            “นายพูดว่าอะไร นายบอกว่าจะไม่ทำร้ายเขา ตอนนี้ล่ะ นี่คือการไม่ทำร้ายเขาของนายเหรอ นี่คือความเชื่อใจของนายเหรอ ลั่วจื่อหาน นายมันจะมากเกินไปแล้ว”

            ลั่วจื่อหานไม่ได้โต้ตอบ ฟังอี้เป่ยเฉินด่อทออยู่เงียบๆ

        อี้เป่ยเฉินราวกับเป็นสัตว์ร้ายที่บ้าคลั่ง มือยิ่งออกแรง การเคลื่อนไหวก็ยิ่งรวดเร็ว จนกระทั่งตัวเองหมดแรงแล้ว บนตัวของลั่วจื่อหานก็มีบาดแผลน้อยใหญ่เต็มไปหมด เขาหายใจหอบ “ลั่วจื่อหาน ตอนนี้เป่ยซีอยู่ที่ไหน?”

        ลั่วจื่อหานหัวเราะอย่างขมขื่น “ตอนนี้เขาจะอยากให้ฉันรู้ได้ยังไง ตัวเองก็กองอยู่ที่พื้น ฉันก็อยากรู้มากเหมือนกัน ว่าตอนนี้เป่ยซีอยู่ที่ไหน โอเคหรือเปล่า?”

บทที่ 124
โดย 

 

บทที่ 124 กลับมาอีกครั้ง (8)

             เมื่อมาถึงสถานที่จัดงาน มันก็เป็นเหมือนที่ฉู่ซ่งบอก ปาร์ตี้นี้ต่างจากงานอื่นเล็กน้อย ผู้ที่มาร่วมงานยังคงแต่งตัวอย่างระมัดระวังแต่ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร เหมือนกับงานสังคมกลางคืนธรรมดาๆ ของมหาวิทยาลัย บางคนแต่งตัวตามสบายมาก บางคนกลับแต่งตัวอย่างมีสีสัน

            แน่นอนว่ามีบางคนมองมาที่พวกเขา หญิงสาวสวมรองเท้าส้นสูงคนหนึ่งเดินมาทางพวกเขาด้วยท่าทีสบายๆ เห็นได้ชัดว่าเป้าหมายคือ ฉู่ซ่ง บนใบหน้าเผยรอยยิ้มที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

            “สวัสดี เนซี่ ไม่ทราบว่าชื่อของเธอคือ” บนตัวของหญิงสาวมีกลิ่นน้ำหอมฉุนแสบจมูก อี้เป่ยซีหลบไปด้านข้าง หญิงสาวที่ชื่อเนซี่แยกทั้งสองคนออกจากกันทันที อี้เป่ยซีเนื่องจากเสียสมดุลย์จึงโซเซสองสามก้าว จากนั้นแขนที่ทรงพลังและคุ้นเคยรับเธอไว้

            “หาน?” หญิงสาวที่อยู่ด้านหลังลั่วจื่อหานเผยสีหน้าสงสัย มองดูไหล่ของลั่วจื่อหาน น้ำเสียงไม่พอใจเล็กน้อย

            ลั่วจื่อหานปล่อยอี้เป่ยซี ยิ้มขอโทษแล้วเดินไปหาหญิงสาว มองแขนเสื้อตัวเอง ขมวดคิ้ว “รู้แล้ว อย่าโกรธสิ”

            หญิงสาวชำเลืองมองอี้เป่ยซี รู้สึกคุ้นตาอยู่บ้าง “สวัสดีจ้ะ” เธอเผยรอยยิ้มสดใส “ขอต้อนรับเธอเข้าสู่ปาร์ตี้ของฉัน ไม่สิ ปาร์ตี้ที่หานช่วยฉันต่างหาก” พูดพลางก็ดึงแขนของลั่วจื่อหาน อิงแอบแนบชิด รอยยิ้มแห่งความสุขเหลือคณาปรากฏบนใบหน้า

            อี้เป่ยซีสังเกตเห็นความสัมพันธ์ที่สนิทชิดเชื้อระหว่างทั้งสองคน สังเกตเห็นลั่วจื่อหานที่แสดงอาการรังเกียจเมื่อสัมผัสตัวเธอ สังเกตคำพูดของหญิงสาวคนนั้น สังเกตเห็นรอยยิ้มที่มีความสุขของเธอ เธอกระตุกยิ้มมุมปาก “เมื่อกี้ขอโทษด้วย”

            “ไม่เป็นไร หาน คุณอยากไปเปลี่ยนเสื้อหรือเปล่า?”

            “ได้” ลั่วจื่อหานหยิกแก้มของเธอ เดินจากไปโดยไม่มองอี้เป่ยซีเลย อี้เป่ยซียิ้มให้กับหญิงสาวตรงหน้า หันกลับมาก็มองไม่เห็นเงาของฉู่ซ่งแล้ว

            “อืม เธอใช่อี้เป่ยซีหรือเปล่า?”

            “ไม่ใช่ ฉันชื่อฉู่เซี่ย พี่สาวของฉู่ซ่ง”

            เธอครุ่นคิด พยักหน้า “ยังไงก็ต้อนรับเธอนะ คือว่า หานไม่ชอบให้คนอื่นแตะต้องตัวเขา เธออย่าถือสาเลยนะ”

            “ไม่หรอก ฉันขอไปหาน้องชายฉันก่อน แล้วเจอกัน”

            “ได้ แล้วเจอกัน” หญิงสาวยิ้มให้เธอ หลังจากเธอหันหลับไปแล้วกลับเผยสีหน้าชั่วร้าย หลิงจื่อเซี่ยเดินออกมาจากด้านข้างช้าๆ

            “ฉันบอกเธอแล้ว แต่ว่าเธอน่ะ ยังไงก็ไม่ฟัง”

            “หึ หลิงจื่อเซี่ย เธออย่านึกว่าฉันจะถูกยั่วโมโหง่ายๆ แบบนั้น ห่วงตัวเองก่อนเถอะ ถ้าฉันรู้ว่าเธอกล้าแตะต้องของของฉันล่ะก็ อย่าหาว่าฉันไร้เมตตาล่ะ” พูดจบก็จากไปทันที แสดงอาการเหมือนอยากไปให้พ้น

            หลิงจื่อเซี่ยกระทืบเท้าด้วยความโมโห ‘ทำไมกัน ทำไมจะหานักแสดง ลั่วจื่อหานก็ยังไม่เลือกเธอ เขาไม่ชอบเธอขนาดนั้นเลยเหรอ’

            “แหม คุณหนูจื่อเซี่ย” ลู่เซิงเดินเข้าไปหาหลิงจื่อเซี่ยด้วยบุคลิกสง่างาม “มาถึงขั้นนี้แล้ว เธอยังลังเลอีกเหรอ?”

            “ฉันไม่ทำเรื่องต่ำๆ พวกนี้หรอก”

            ลู่เซิงหัวเราะเยาะเย้ย “งั้นฉันจะตั้งตารอทางเลือกอันสูงส่งของคุณ ตั้งตารอมากเลย” พูดจบก็จาก

หลิงจื่อเซี่ยไปยังสวนด้านหลัง แต่ถูกคนขวางไว้กะทันหัน

            “เยี่ยจิ่ง ฉันรู้ว่าคุณจะมา”

            “ไม่วางใจก็เลยตามผมมาเหรอ?” ลู่เยี่ยจิ่งจูบคอของเธอ ลู่เซิงอดไม่ไหวหัวเราะออกมา

            “ฉันไม่ใช่อี้เป่ยซีสักหน่อย ถึงไม่เชื่อใจในตัวเองแบบนี้ ฉันก็แค่อยากช่วยคุณบ้าง”

            สองแขนของลู่เยี่ยจิ่งรัดแน่น ทำเอาลู่เซิงหายใจไม่ออก

            “เยี่ยจิ่ง คุณ คุณปล่อยนะ ปล่อยนะ”

            ลู่เยี่ยจิ่งหัวเราะแผ่วเบาข้างหูของเธอ มือยังคงไม่ผ่อนแรง “ก่อนหน้านี้ผมพูดอะไร คุณอย่าลืมซะล่ะ เซิง”

            “ฉันรู้ แต่ว่า คุณแสดงอาการโลเลมาตลอด ฉันก็แค่อยากช่วยคุณ”

            ลู่เยี่ยจิ่งปล่อยเธอทันที ลู่เซิงหายใจหอบไม่หยุด มองเขาอย่างไม่พอใจ เขาหมุนตัวหันหน้าไปยังห้องที่สว่างไสว

            “พูดมา คุณไปทำอะไรไว้ คุณก็รู้ต่อให้คุณไม่พูด ผมก็จะสืบเจอได้ทันที”

            ลู่เซิงไม่มั่นใจมาก เล่าแผนการของตัวเองด้วยท่าทางหยิ่งยโสเล็กน้อย คนตรงหน้าสีหน้ามืดมนฉับพลัน

            “คุณกลับไปซะ เรื่องน่าขายหน้าแบบนี้ คุณก็จะทำเหรอ?”

            “คุณจะไปไหน”

            “จะไปหยุดมันเดี๋ยวนี้” ลู่เซิงมองแผ่นหลังของเขาที่จากไปอย่างเร่งรีบ พบว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ

            อี้เป่ยซีอารมณ์เสียมาก อารมณ์เสียเหมือนกับไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เธอเดินหารอบหนึ่งก็ไม่เจอฉู่ซ่ง นั่งลงบนโซฟา เห็นเหล้าผลไม้สีสันสดใส กลืนน้ำลาย

            ‘มีคนบอกว่าเหล้าบรรเทาความทุกข์ได้ ตัวเองทุกข์ใจแบบนี้ ก็ควรจะดื่มเหล้า ดื่มไม่เยอะ แค่แก้วเดียว ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร’ คิดพลางก็ยื่นมือไปหยิบของเหลวสีฟ้าใส ดื่มรวดเดียวหมด

            ‘อื้ม อร่อยจริงๆ’ เธอเลียปาก ขณะที่กำลังจะหยิบแก้วต่อไป ก็เหลือบเห็นเงาที่หน้าประตู เธอชักมือกลับทันที ก้าวเดินเบาๆ ต้องการจะจากไป ออกไปจากสายตาของผู้ชายคนนั้นเงียบๆ ขณะที่กำลังโล่งอกอยู่นั้น เสียงของคนนั้นก็ดังมาจากด้านหลัง

“คิดจะไปไหน”

            ราวกับฟ้าผ่า อี้เป่ยซีรู้สึกว่าสมองงุนงงเล็กน้อย เธอมองลู่เยี่ยจิ่ง เบะปากอย่างไม่พอใจมาก “วันนี้ฉันอารมณ์ไม่ดี วันหลังค่อยคุยกัน” กลับหลังหันเดินไปข้างหน้า โซเซเล็กน้อย เธอเกาะราวด้วยความทรมาน ‘ดื่มไปแค่แก้วเดียว ทำไมถึงรู้สึกเวียนหัวนะ’

            ลู่เยี่ยจิ่งเข้าไปใกล้เธอด้วยสีหน้าตึงเครียด อี้เป่ยซีก็ไม่รู้ว่าไปเอาแรงมาจากไหน ผลักเขาออกไปแล้ววิ่งขึ้นชั้นบนอย่างรวดเร็ว ไม่สนใจอะไร เห็นประตูที่เปิดแย้มไว้ครึ่งหนึ่งก็พุ่งเข้าไปข้างในแล้วล็อคประตูทันที

            ‘เมื่อกี้ดื่มเหล้าอะไรไปกันแน่นะ เวียนหัวจังเลย เวียนหัวจังเลย’ อี้เป่ยซีเดินประคองผนังไปที่เตียง ล้มตัวลงนอนอย่างทรมาน

            ลู่เยี่ยจิ่งคงไม่ได้ใส่อะไรลงไปในเหล้าหรอกนะ น่ารังเกียจ ไร้ยางอาย ต่ำช้า

            เสียงน้ำในห้องน้ำหยุดแล้ว ลั่วจื่อหานออกมาจากห้องน้ำก็เห็นขาเรียวยาวอยู่บนเตียง มันพันเกี่ยวด้วยกันอย่างทรมาน

            “ออกไปให้พ้น” น้ำเสียงเย็นยะเยือก ทำเอาอี้เป่ยซีตกใจจนกระโดดขึ้นมาจากเตียง เธอเห็นลั่วจื่อหานที่อยู่ตรงหน้า ร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่า แม้ผ้าขนหนูสีขาวจะพันรอบส่วนที่สำคัญ แต่ว่ามันหละหลวมเป็นอย่างมาก ราวกับว่าเพียงออกแรงเล็กน้อยก็สามารถหลุดร่วงได้

            เธออดไม่ได้กลืนน้ำลาย ‘แม่เจ้า ทำไมหุ่นของลั่วจื่อหานถึงได้ดีเพียงนี้ นี่ไม่ใช่การก่ออาชญากรรมหรอกหรือ’

            เธอกุมขมับลุกขึ้นมาจากเตียง จากไป เมื่ออยู่หน้าประตูก็ส่ายหัวรุนแรง “ไม่ได้ ไม่ได้ ลู่เยี่ยจิ่ง ลู่เยี่ยจิ่งอยู่ข้างนอก ฉันออกไปไม่ได้”

            ลั่วจื่อหานขมวดคิ้ว ใช้โทรศัพท์พื้นฐานโทรออกไป ไม่ช้า เสียงทะเลาะกันเลือนลางดังออกมาจากข้างนอก ลั่วจื่อหานที่นั่งอยู่บนโซฟาเอ่ยปากอีกครั้ง ยิ่งไร้ความเกรงใจกว่าคราวที่แล้ว “ตอนนี้ก็ออกไปได้แล้ว”

            “อ่อ งั้นก็ขอบคุณนายนะ” อี้เป่ยซีก้มหน้า ไม่อยากจากไปทั้งแบบนี้ ขณะที่นึกข้ออ้างออกแล้วเงยหน้าก็เห็นลั่วจื่อนั่งอยู่บนโซฟา ศีรษะเต็มไปด้วยเหงื่อ ราวกับว่ากำลังอดกลั้นต่ออะไรบางอย่าง

            “นายเป็นอะไรไป?” เธอเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว

            กลิ่นหอมของเด็กสาวที่อยู่ปลายจมูกชัดเจนยิ่งขึ้น ลั่วจื่อหานนึกสภาพของตัวเองออก เขาไล่เธอออกไปอย่างรุนแรงอีกครั้ง

     อี้เป่ยซียิ่งเป็นห่วง เดินไปหาเขาอย่างร้อนรนโดยไม่สนใจอาการเวียนหัวของตัวเอง ไม่ทันระวังสะดุดขาโต๊ะล้มลงไปบนตัวของลั่วจื่อหานโดยตรง เธอเบิกตากว้าง เข้าใจถึงสาเหตุที่ลั่วจื่อหานเป็นแบบนี้แล้ว

————

บทที่ 123
โดย 

 

บทที่ 123 กลับมาอีกครั้ง (7)

             อี้เป่ยซีรีบส่ายหัว เอ่ยปากด้วยความลำบากใจเล็กน้อย “ไม่ ไม่ใช่ ไม่ใช่แบบนั้น เพราะฉัน เพราะฉันไม่เหมาะสมกับนาย จริงๆ นะ ลั่วจื่อหาน ฉัน นายไม่คุ้มค่าหรอก”

            เขากอดเธอแน่นในอ้อมแขน “เป่ยซี นี่ไม่ใช่เหตุผล หรือเพราะฉันบุกเร็วเกินไป ถ้าเธอปรับตัวไม่ได้ พวกเราค่อยเป็นค่อยไปก็ได้”

            “ลั่วจื่อหาน ฉันพูดอย่างชัดเจนแล้ว ไม่ใช่เพราะเหตุผลนั้น เพราะพวกเราไม่เหมาะสมกันจริงๆ ขอโทษ”

            ลั่วจื่อหานยิ่งออกแรงกว่าเดิม “เป่ยซี เธอลองเบิกตาให้กว้างมองดูดีๆ ได้ไหม พวกเราไม่เหมาะสมกันตรงไหน”

            อี้เป่ยซีออกแรงผลักเขา “เพราะว่าฉันไม่อยากหลอกลวง อีกต่อไปแล้ว เพราะว่าฉันเบิกตากว้างแล้ว นายทำเพื่อฉันมากมายเกินไปแล้ว ลั่วจื่อหาน ฉันขอโทษ ฉันคืนไม่ไหว”

            “ความรักมันเป็นเรื่องของใครติดค้างใคร ใครต้องชดใช้งั้นเหรอ?” ลั่วจื่อหานเอาผมที่ปรกใบหน้าของเธอเกี่ยวหูด้วยความสั่นเทาเล็กน้อย “เป่ยซี ระยะห่างระหว่างพวกเราสองคน จะให้ฉันเป็นคนเดินเข้าไปก็ได้ เดินต่อไปเรื่อยๆ เข้าใกล้เรื่อยๆ แต่ว่าเธอหันกลับมาหน่อยได้ไหม เธอแค่ต้องหันมาเท่านั้น แม้แต่เรื่องแค่นี้ก็ไม่อยากทำเหรอ?”

            เธอก้มหน้า ระงับหัวใจที่เต้นระรัว รู้สึกว่าดวงตาก็เปียกชื้นเช่นกัน “ขอโทษ ฉันทำไม่ได้ ฉันไม่มีทางเลือก”

            “ฉันเข้าใจแล้ว” ลั่วจื่อหานลดมือลงอย่างอ่อนแรง คว้าด้านหลังศีรษะของเธอฉับพลัน กัดไปที่ริมฝีปากของเธออย่างแรง อี้เป่ยซีไม่ได้ขัดขืนและไม่ได้มีปฏิกิริยาใดๆ ปล่อยให้เขาจูบ น้ำตาที่ไหลลงมาเงียบๆ รวมเข้าด้วยกันกับน้ำตาของลั่วจื่อหาน ขมขื่นจนชวนให้ปวดใจ

            อี้เป่ยซีไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าที่แท้การจูบเป็นเรื่องที่ทรมานแบบนี้ ที่แท้การปฏิเสธเป็นเรื่องที่ยากลำบากเช่นนี้

            เธอรู้ดีว่าเธอชอบเขา แต่ก็เพราะว่าความชอบเธอจึงกลัว กลัวว่าเธอจะเจ็บ กลัวว่าเขาจะเจ็บเพราะเธอ กลัวว่าเขาทุ่มเทมากเกินไป กลัวว่าเธอก็ทำให้เขามีความสุขไม่ได้

            ในใจของเธอนั้น ลั่วจื่อหานสง่างามมากๆ คุ้มค่าแก่การถูกรัก แต่ว่าไม่ใช่คนที่เธอจะสามารถรักได้

            เขาสามารถอยู่กับคนธรรมดาที่รักเขาหมดหัวใจได้ และก็สามารถอยู่ด้วยกันกับคนที่เป็นเทพเหมือนกับเขา แต่ว่าจะอยู่กับคนที่มีแต่จะนำความวุ่นวายมาให้เขาอย่างเธอไม่ได้

            ลั่วจื่อหาน นายเข้าใจหรือเปล่า ลั่วจื่อหาน ฉันชอบนายมากจริงๆ

            ลั่วจื่อหานปล่อยเธอแล้วรีบขึ้นไปบนรถ “ไปเถอะ ฉันจะส่งเธอกลับไป” อี้เป่ยซีพยักหน้า ขึ้นไปนั่งที่เบาะหลัง รถเคลื่อนที่ไปอย่างช้ามากๆ ราวกับว่าอยากเปลี่ยนเส้นทางอันแสนสั้นนี้เป็นการเดินทางชั่วชีวิต

            เธอกล่าวขอบคุณ วิ่งหนีกลับเข้าห้อง มองดูชุดสีฟ้าที่แขวนอยู่หัวเตียง น้ำตาก็ไหลลงมาโดยไม่รู้ตัวแล้ว

            อี้เป่ยซี เธอนี่มันไร้อนาคตจริงๆ เธอเป็นคนปฏิเสธเขาเอง เธอจะมาร้องไห้อะไร

            จากนั้นอี้เป่ยซีก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อบทความสั้นๆ ของตัวเอง แก้แล้วแก้อีก บางคราวก็หาฉู่ซ่งไม่ก็คนอื่นๆ เพื่อถามรายชื่อผู้ติดต่อ รูปโปรไฟล์ของบรรดาผู้ติดต่อบางคนกลับกลายเป็นสีดำตลอดเวลา

            หลิงซี: ฉันทำเสร็จแล้ว อาจารย์ช่วยดูหน่อยได้ไหมคะ?

            ฉินติง: เร็วจังเลย งั้นก็รบกวนส่งมาหน่อยนะ

            อี้เป่ยซีกดปุ่มส่ง เส้นประสาทที่ตื่นเต้นผ่อนคลายลงมาบ้าง มองไปรอบทิศอย่างทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าอยากทำอะไร รู้สึกว่าไม่ว่าทำอะไรก็ไม่มีความหมาย

            ฉินติง: หลิงซี ผู้ชายที่หน้าร้านกาแฟวันก่อน ใช่แฟนเธอหรือเปล่า?

            อาจเพราะรู้สึกว่าถามแบบนี้มันจู่โจมเกินไป ฉินติงรีบส่งอีกข้อความ

            ฉินติง: ไม่ใช่ว่าฉันอยากยุ่งเรื่องของเธอ แฟนของเธอใช่คนที่ร้องเพลงคู่กับมู่ไป๋หรือเปล่า? เสียงเพราะมากเลย

            อี้เป่ยซียิ้มขมขื่น พิมพ์ข้อความบนหน้าจออย่างเชื่องช้า

            หลิงซี: ไม่ใช่ค่ะ เป็นแค่เพื่อนธรรมดา อาจารย์ฉินติง หูอาจารย์ดีมากเลยค่ะ แค่นี้ก็ฟังออกแล้ว

            ฉินติง: พวกเธอสองคนดูเหมือนคนรักมากเลยนะ ลองพยายามดูสิ แล้วก็ รู้สึกว่าสิ่งที่เธอเขียนช่วงนี้ก็เกี่ยวข้องกับเขาสินะ

            หลิงซี: ปัญหาส่วนตัวค่ะ อาจารย์คะฉันยังมีธุระ ขอออฟไลน์ก่อน ถ้ามีปัญหาเรียกฉันได้ทุกเมื่อ

            อี้เป่ยซีถอยออกจากวีแชททันที จากนั้นก็ปิดเครื่อง เดินไปรอบห้องอย่างไร้จุดหมายสองสามรอบ เอาชุดที่อยู่บนหัวเตียงลงมาด้วยความหงุดหงิด ถืออยู่ไว้ในมือแล้วอดไม่ไหวที่จะกอดมันไว้ในอ้อมแขน

            ถอดเสื้อบนตัวออก แล้วใส่กลับเข้าไปใหม่อย่างจริงจัง แล้วถอดอีก แล้วใส่อีก…ทำซ้ำอยู่หลายครั้ง อี้เป่ยซีจึงตัดสินใจ พับเสื้อ เก็บใส่ในกระเป๋า นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ในเครื่องเล่นเพลงมีเพียงเพลงเดียว กดปุ่มเล่นโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวแล้ว

            ได้ยินเสียงของลั่วจื่อหานก็อดไม่ได้ที่จะร้องไห้โฮออกมา ดังพร้อมไปกับบทเพลงเศร้า

            “ฉู่เซี่ย ฉู่เซี่ย” ฉู่ซ่งพรวดเข้ามาด้วยความร้อนรน เห็นอี้เป่ยซีที่ดวงตาทั้งคู่แกงด่ำและน้ำตานอง หยุดยืนอยู่ที่เดิม “เธอ เธอเป็นอะไรไป? ทำไมเหมือนคนอกหักเลย”

            “ฉันไม่มีความรักสักหน่อยจะอกหักได้ยังไง” อี้เป่ยซีใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตา สูดจมูกฟึดฟัด “มีอะไร?”

            ฉู่ซ่งจึงนึกขึ้นมาได้ แต่เมื่อเห็นท่าทางของเธอก็เริ่มรู้สึกลำบากใจ “คือว่า ที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร ฉันก็แค่รู้สึกแปลกๆ นิดหน่อย”

            เขาเดินเข้ามาหาเธอ “แผ่นดินไม่ไร้เท่าใบพุทรา จะต้องมีสักคนที่เหมาะกับเธอแน่ อย่าเสียใจไปเลย”

            “ฉันรู้ ฉันก็แค่อยากร้องไห้ อยากขับสารพิษ ไม่ได้เสียใจสักหน่อย นายอย่าเป็นห่วงไปเลย”

            “คือว่า” ฉู่ซ่งกัดฟัน “คืนนี้มีปาร์ตี้ ถ้ายังไงฉันพาเธอไปเถอะ คิดซะว่าเป็นปาร์ตี้คนโสดก็แล้วกัน ออกไปข้างนอกเยอะๆ จะได้เห็นในสิ่งที่เธอต้องการ”

            “ไม่ไป”

            “แหม พี่สาวจ๋า ถ้าเธอจะขับพิษอีกเดี๋ยวก็โดนพิษหรอก” ฉู่ซ่งตบๆ ไหล่ของเธอ “คิดซะว่าไปเที่ยวดีหรือเปล่า”

            “ฉันไม่ชอบปาร์ตี้”

            “ก็แค่ปาร์ตี้ธรรมดา ไม่มีใครรู้จักใครหรอก ถ้าเธอไม่ชอบก็ออกไปเลยก็ได้ จะไม่ฝืนใจเธอ”

            อี้เป่ยซีดวงตาเป็นประกาย “ทำไมจะต้องให้ฉันไปด้วย?”

            “ในเมื่อเป็นแบบนี้ งั้นฉันก็จะบอกเธอตามตรงละกัน ฉัน เอ่อ ชอบผู้หญิงคนนึง หวังว่าเธอจะช่วยแนะนำได้ อัยยา เธอหยุดร้องไห้ได้แล้ว ฉันไม่ได้มีเจตนาจะอวดเธอ”

            ฉู่ซ่งพูดจากล่อมอยู่เนิ่นนาน อี้เป่ยซีจึงผงกศีรษะที่เย่อหยิ่งของเธอ ล้างหน้า แล้วเอนตัวนอนเหม่ออยู่บนเตียงอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งฉู่ซ่งมาเรียกเธอ จึงแตะสวิทช์เปิดปิดเครื่องของเธอ

            “เธอไม่เปลี่ยนเสื้อ แต่งหน้าหน่อยเหรอ ถึงยังไงเธอก็เป็นตัวแทนเป็นหน้าตาของฉันนะ”

            “หน้านายหล่ออยู่แล้ว ฉันไม่จำเป็นต้องไปเสริมแต่งหรอก แบบนี้แหละ ไม่งั้นฉันไม่ไป”

            “ได้ๆๆ ตามใจเธอ ตามใจเธอ” ฉู่ซ่งส่ายหน้า มองดูอี้เป่ยซีแต่งตัวด้วยความเหนื่อยหน่าย ‘เฮ้อ ถ้าหากลั่วจื่อหานเห็นว่าเธอใส่กางเกงขาสั้นออกนอกบ้านล่ะก็ ตัวเอง…’

            “ฉู่เซี่ย ฉู่เซี่ยเซี่ย ข้างนอกหนาวนะ เธอไม่เปลี่ยนเสื้อหนาๆ หน่อยเหรอ?”

            “ไม่ล่ะ ไปเถอะๆ จะพูดมากไปทำไม ไม่เคยเห็นเด็กผู้ชายที่พูดมากเหมือนนายเลย”

        “ฉัน” ฉู่ซ่งชี้เธอ แล้วชี้ตัวเอง “เธอ ช่างเถอะ ฉันนี่แหละชาวนาผู้เลี้ยงงู”

————

บทที่ 122
โดย 

 

บทที่ 122 กลับมาอีกครั้ง (6)

             อี้เป่ยซีไม่เห็นฉู่ซ่งเป็นเวลาติดต่อกันสามสี่วัน คุณแม่ฉู่บอกว่าฉู่ซ่งออกไปตั้งแต่เช้าแล้ว กลางคืนก็กลับมาตอนเกือบรุ่งสาง บอกว่าเกิดเหตุฉุกเฉินนิดหน่อยที่บริษัท อีกไม่กี่วันก็เรียบร้อยแล้ว บอกเธอว่าไม่ต้องเป็นห่วง ฉะนั้นการไปเที่ยวที่อี้เป่ยซีคาดหวังไว้ในตอนแรกจึงกลายเป็นการเปลี่ยนสถานที่เล่นคอมพิวเตอร์

            นั่งเล่นคอมพิวเตอร์บนเก้าอี้ นั่งเล่นคอมพิวเตอร์บนพื้น นอนเล่นคอมพิวเตอร์บนเตียง เล่นตลอดเวลาจนคอมพิวเตอร์และตัวเธอรู้สึกร้อน อี้เป่ยซีจึงคิดว่าตัวเองจะต้องหยุดชีวิตที่ไร้ความหมายและทำร้ายสุขภาพอย่างยิ่งยวดเช่นนี้

            รวบรวมความกล้าเปิดกล่องข้อความที่ไม่ได้ใช้เท่าไรนัก เห็นจำนวนข้อความสีแดงที่ยังไม่ได้อ่านแล้วก็รู้สึกปวดหัวและหงุดหงิด

            ‘ช่างเถอะ เธอติดค้างหนี้สินก็ต้องชดใช้’ เธอหลับตา สุ่มเปิดขึ้นมาข้อความหนึ่ง

            ‘ช่วงนี้ก็ทำงานนี้ก่อนเถอะ’ เธออ่านข้อกำหนดของงาน พลางฟังเสียงฮัมเพลงของหญิงสาวที่คมชัด ภาพวาดคลุมเครือปรากฏขึ้นมาในหัว เธอหยิบปากกาขึ้นมาขีดเขียนสองสามคำ เปิดอินเทอร์เน็ตค้นหาสิ่งของที่มีความเกี่ยวข้อง รูปภาพ ตำราโบราณ รวมถึงดนตรี จนกระทั่งเมื่อคุณแม่ฉู่ตะโกนเรียกเธอให้ไปกินข้าวในตอนกลางคืน เนื้อหาส่วนใหญ่ก็เสร็จแล้ว

            กินข้าวเสร็จ ก็รีบวิ่งกลับไปที่ห้อง ใส่หูฟังเริ่มแก้งานจนถึงเช้าจึงเสร็จสมบูรณ์ในที่สุด แล้วกดปุ่มส่ง

            อี้เป่ยซีบิดชีเกียจ เลื่อนเม้าส์สองสามที ฉับพลันนั้นก็เบิกตากว้าง

            “ไม่ ไม่จริงมั้ง” เธอกัดเล็บด้วยความตื่นเต้น “ดีใจจังเลย สวรรค์ สวรรค์”

            ไม่สนใจว่าคนทางนั้นจะหลับอยู่หรือเปล่า รีบตอบอีเมล์กลับไปทันที คิดไม่ถึงว่าผ่านไปไม่กี่นาทีก็ได้รับอีเมล์ตอบกลับมา

            “แมวราตรีหลิงซี ถ้างั้นพวกเราเจอหน้าแล้วคุยกันหน่อยไหม? ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน?”

            “ไม่ต้อง ไม่ต้อง ฉันไปที่อาจารย์ก็ได้ค่ะ พอดีว่าตอนนี้ฉันกำลังพักร้อน ว่างมากเลย”

            “ใช้วีแชทเถอะ ไอดีของฉันคือxxx”

            อี้เป่ยซีคว้าโทรศัพท์มือถือข้างตัวแล้วพิมพ์เข้าไปด้วยความสั่นเทาเล็กน้อย มองหน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่สักพักจึงกดปุ่มค้นหา อีกฝ่ายรับคำขออย่างรวดเร็ว

            “สวัสดีค่ะอาจารย์”

            “อย่าเรียกว่าอาจารย์เลย เธอทำแบบนี้กดดันฉันมากนะ เรียกฉันว่าฉินติงก็ได้”

            “อาจารย์ฉิน”

            “เอาเถอะ แล้วแต่ละกัน ดึกมากแล้วงั้นฉันไม่ยืดเยื้อไปมากกว่านี้แล้ว ตอนนี้ฉันอยู่เมือง B ถนนฉางชิง เขต XX พวกเรานัดเจอกันที่ร้านกาแฟแถวนี้ก็ได้”

            อี้เป่ยซีส่งอิโมจิประหลาดใจจำนวนมากกลับไป

            “ใกล้มากเลย”

            “บังเอิญจัง ช่วงนี้เธอมีเวลาไหม? มะรืน?”

            “ได้ค่ะ ได้”

            “งั้นค่อยนัดเวลาอีกทีเถอะ ตอนนี้ไม่ไหวแล้ว ราตรีสวัสดิ์”

            อี้เป่ยซีบอกว่าราตรีสวัสดิ์ด้วยรอยยิ้มมีความสุข กอดโทรศัพท์มือถือนอนลงบนเตียง

            อา ความสุขมาอย่างกะทันหันเกินไปแล้ว เวลาผ่านไปเร็วกว่านี้หน่อย เร็วกว่านี้หน่อยเถอะ

            เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าขณะที่พร่ำบ่นถึงมันอยู่ตลอดเวลา ฉู่ซ่งยังคงออกแต่เช้ากลับดึกและทำงานล่วงเวลา อี้เป่ยซีก็นอนจนตะวันสายโด่งจึงจะตื่น ภายในบ้านว่างเปล่าราวกับว่าไม่มีคนอยู่

            ยังคงตื่นนอนเกือบเที่ยง เธอเลือกเสื้อผ้าที่ดูเป็นทางการตัวหนึ่ง แต่งหน้าบางๆ กำลังจะออกไป

            มองดูลูกบิดประตูที่เงียบงัน ออกแรงดันแล้วดันอีก

            พระเจ้า ทำไมแม่ยังเลอะเลือนเหมือนเดิมเลย ใครให้เธอล็อคประตูจากข้างนอกล่ะ ใครล็อคกันนะ

            เธอสงบสติ โทรหาคุณแม่ฉู่

            “ฮัลโหล แม่…”

            “ฉู่เซี่ย แม่ยุ่งนิดหน่อย เดี๋ยวแม่จะโทรกลับ”

            “เปล่านะ แม่ ฮัลโหล ฮัลโหล…” อี้เป่ยซีมองหน้าจอที่ดับลง ถอนหายใจ ‘รู้งี้เธอก็ตื่นเร็วกว่านี้แล้ว ทำไงดี เดิมทีก็ใกล้ถึงเวลานัดหมายแล้ว ตอนนี้ยังเกิดเรื่องแบบนี้อีก จบแล้ว จบแล้ว’

            เธอรีบโทรศัพท์ไปหาฉู่ซ่ง “ฮัลโหล ฉู่ซ่ง ฉันถูกแม่ล็อคไว้ข้างใน นายรีบมาช่วยฉัน เร็วเข้าๆ”

            “อืม” ได้ยินคำตอบแล้วอี้เป่ยซีรีบวางสาย ส่งข้อความขอโทษในวีแชททันที ชี้แจงถึงเหตุผล

            เหตุผลนี้ ไม่ว่าใครพูดแล้วก็คงรู้สึกเหลือเชื่อมากล่ะมั้ง เธอยังคงส่งไปตามความเป็นจริง คนคนนั้นส่งอาการปลอบโยนกลับมา

            “ไม่เป็นไร เธอไม่ต้องรีบ”

            “ขอบคุณค่ะ ฉันจะไปให้เร็วที่สุด”

            ไม่นาน เสียงเปิดประตูดังขึ้นจากด้านนอก อี้เป่ยซีรีบลุกขึ้นยืน เมื่อเห็นคนที่มาอย่างชัดเจนแล้ว กลับไม่ใช่ใบหน้าที่ตัวเองคุ้นเคย แต่กลับเป็นอีกใบหน้าที่คุ้นเคยจนไม่สามารถคุ้นเคยไปได้มากกว่านี้

            “ลั่ว ลั่วจื่อหาน ทำไมถึงเป็นนาย?”

            “ไหนว่ารีบมากไม่ใช่เหรอ ฉันไปส่งเธอ?”

            อี้เป่ยซีพยักหน้า ตามหลังเขาไป ลั่วจื่อหานเดินนำหน้า เปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับ อี้เป่ยซีกอดกระเป๋าเข้าไปนั่งพร้อมกล่าวว่าขอบคุณ แล้วคนคนนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ลั่วจื่อหานก็ไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน ขับรถอย่างตั้งใจโดยไม่ได้มองมาที่เธอเลย บรรยากาศแปลกประหลาดเล็กน้อย

            มาถึงร้านกาแฟ อี้เป่ยซีรีบวิ่งเข้าไป ชายกระโปรงพริ้วไหว มาถึงที่นั่งที่นัดหมายภายใต้การนำทางของบริกร

            “คุณคือ?” อี้เป่ยซีถามอย่างเป็นมิตร

            “ผมนี่แหละฉินติง” ผู้ชายคนนั้นลุกขึ้นยืน ลักษณะเหมือนวัยกลางคน ตรงกระหม่อมล้านเล็กน้อย ท่าทางใจดีมาก

            “หา ฉันนึกว่า…ต้องขอโทษจริงๆ ค่ะ”

            “ไม่เป็นไร ผมเองก็ไม่รู้ว่าหลิงซีจะเป็นเด็กสาวตัวน้อยๆ แบบนี้”

            ทั้งสองคนก็พูดคุยกัน ปกติแล้วอี้เป่ยซีไม่ใช่คนที่ชอบพูดคุยกับคนอื่น แต่ฉินติงกลับเป็นคนช่างพูดมาก แสดงความคิดเห็นถึงเนื้อเพลงของอี้เป่ยซีรวมถึงบทความจำนวนหนึ่ง อี้เป่ยซีก็ติดโรคพูดมากไปด้วยแล้ว

            จนกระทั่งเข็มสั้นหมุนครบสองรอบ พวกเขาจึงบรรลุข้อตกลง

            “ก็คือเธอยังต้องแก้อีกหน่อย แก้ตามที่ฉันบอกได้หรือเปล่า?”

            “ฉันขอดูก่อนเถอะค่ะ อาจจะมีบางส่วนที่ฉันยังทำไม่ได้”

            “งั้นก็ไม่เป็นไร วันนี้ดีใจมากที่ได้คุยกับเธอ หวังว่าจะร่วมงานกันอย่างราบรื่น”

            “ฉันก็เหมือนกันค่ะ”

            ฉินติงมองเวลา “ตอนนี้ก็สายแล้ว งั้นพวกเราค่อยคุยกันคราวหน้า?”

            “ได้ค่ะ ลาก่อนค่ะอาจารย์ฉิน” ทั้งสองคนหัวร่อต่อกระซิกกันออกจากร้านกาแฟ สุดท้ายเขายังปล่อยมุขตลกอีก อี้เป่ยซีอดไม่ไหวหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข

            อี้เป่ยซีออกมาเห็นรถที่จอดที่อยู่นั่นก่อนหน้านี้ ยังคงจอดอยู่ตรงนั้น หลังจากบอกลากับฉินติงแล้ว วิ่งเหยาะๆ เข้าไป บนใบหน้ายังคงมีรอยยิ้ม

            “ทำไมนาย”

            ลั่วจื่อหานลดกระจกรถลง มองดูแผ่นหลังของผู้ชายคนนั้น แล้วมองรอยยิ้มของอี้เป่ยซี จู่ๆ ก็รู้สึกบาดตามาก เขาบอกให้ขึ้นรถอย่างเฉยเมย เสียงที่เย็นชาทำให้ความรู้สึกยินดีทั้งหมดหายไป

            “ไม่ต้องหรอก ฉันอยากเดินเล่นอีกหน่อย นายกลับไปก่อนเถอะ”

            “เป่ยซี บางทีฉันก็รู้สึกสับสนมากจริงๆ เธออยากให้ฉันทำยังไงกันแน่”

            “ฉันไม่ได้อยากให้นายทำยังไง ลั่วจื่อหานนายดีมากจริงๆ ดีมากเกินไปแล้ว นายที่ดีอย่างนี้จะอยู่ข้างกายฉันได้ยังไง ฉันเองยังไม่เชื่อเลยว่ามันเป็นเรื่องจริง”

        “เป่ยซี” ลั่วจื่อหานปิดประตูรถเดินเข้ามาหาเธอ อี้เป่ยซีถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เขาตามไป เธอก็ถอยหลังไปอีกก้าว ลั่วจื่อหานดึงตัวเธอมา “เพราะฉันทำดีไม่มากพอเลยทำให้เธอไม่เชื่อใจเหรอ?”

————

บทที่ 121
โดย 

 

บทที่ 121 กลับมาอีกครั้ง (5)

            ใบหน้าของฉู่ซ่งแข็งทื่อ ไม่รู้ว่าต้องพูดอะไรดี จะปลอบโยนให้เธอปลง ให้ทำความเข้าใจ อย่าไปทำร้ายความรู้สึก อย่าไปหนีความรู้สึกจริงใจจากคนคนหนึ่ง หรือว่าจะยืนในมุมของเธอ บอกเธอว่าเรื่องความรักมันน่าจะง่ายกว่านี้ น่าจะเป็นอะไรที่เธอไขว่คว้าได้?

            เขามีจุดยืนของตัวเอง แต่เขาก็มีศีลธรรมของเขาเช่นกัน การทุ่มเทของเขาไม่ใช่เพื่อเป็นเหตุผลในการร้องขอให้เธอยอมรับ ใช่ว่าลั่วจื่อหานพยายามแล้วจะได้ผล

            ฉู่ซ่งเดินมาข้างเธอ “ฉันรู้แล้ว”

สายตาของอี้เป่ยซีว่างเปล่า ฉากทิวทัศน์ต่างๆ ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับมองเห็นอะไรไม่ชัดเจนเลย เธอเดินไปด้านข้างเงียบๆ ย่อตัวลง “ฉันก็ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง”

            “ฉันรู้แต่แรกแล้ว” ฉู่ซ่งก็ย่อตัวลงข้างเธอ มองดูรถราที่ผ่านไปมาและผู้คนที่เดินผ่านไปมาตรงหน้า

            เสื้อผ้าของแต่ละคนแตกต่างกัน ย่างก้าวต่างกัน การแสดงออกทางสีหน้าต่างกัน แต่ล้วนมีความเฉยชาอย่างเห็นได้ชัด ปกคลุมตัวเองด้วยรอยยิ้มเคร่งขรึม ไม่มีใครรู้จิตใจของอีกฝ่าย ไม่รู้ว่าจะกลัวเส้นทางที่เต็มไปด้วยกระแสอันไม่มีที่สิ้นสุดหรือไม่ ไม่รู้ว่าจะชอบความเรียบง่ายในทุกๆ วันหรือเปล่า

            ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง เสียงคำรามแผดดังอยู่ด้านหลังกลุ่มเมฆหนา ฉู่ซ่งมองกลุ่มเมฆครึ้มด้วยความกังวลเล็กน้อย “ฝนจะตกแล้ว”

            “อ่อ งั้นพวกเรากลับกันเถอะ” อี้เป่ยซีหันหลังด้วยความแน่วแน่ ทิ้งฉู่ซ่งไว้เบื้องหลัง

            ฉู่ซ่งอ้าปาก วิ่งเหยาะๆ ไปหาเธอ “ผิดทางแล้ว”

            “อ่อ ฉันก็ว่าทำไมทางมันไม่ค่อยเหมือน งั้นต้องไปทางไหน? ทางนี้ หรือว่าทางนี้?”

            “ถ้าฉันไม่รู้ว่าเธอโง่เรื่องเส้นทาง ก็ต้องสงสัยว่าเธอเสียใจจนสมองเลอะเลือนไปแล้วแน่ๆ”

            เธอหัวเราะหึๆ เดินตามหลังฉู่ซ่ง ราวกับว่าสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง เธอหันหน้าไปเล็กน้อย แววตาหดหู่อย่างเห็นได้ชัด กัดฟันหันหน้ากลับและเดินตามไป

            รถสีดำลดหน้าต่างลงช้าๆ กลุ่มควันลอยหนีออกมาจากข้างในสู่อากาศ ลั่วจื่อหานมองทิศทางที่ทั้งสองจากไป ขมวดคิ้ว

            เป่ยซีเอ๋ย เพราะไม่เชื่อใจฉัน หรือว่าไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง

            ตอนนี้เดินมาไกลขนาดนี้แล้ว เธอไม่ยอมแม้แต่จะหันกลับมาเลยเหรอ?

            เมื่อกลับถึงบ้าน คุณแม่ฉู่ทำกับข้าวเสร็จแล้ว กำลังเก็บของอยู่ในห้องรับแขก พออี้เป่ยซีกลับมา ก็เดินเข้าไปหาเธอด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย

            “เป่ยซี กลับมาแล้วเหรอ”

            ฉู่ซ่งเอ่ยปากอย่างหัวเสีย “ฉู่เซี่ยต่างหาก แม่”

            “ไม่เป็นไร ฉันก็คือฉัน จะเรียกยังไงก็ได้” อี้เป่ยซีเดินหาคุณแม่ฉู่ “มีอะไรเหรอคะ?”

            “วันนี้ฉันเห็นเสื้อตัวนึงที่ร้าน ฉันคิดว่ามันเพราะกับเธอเป็นพิเศษ เธอลองดูไหม?”

            อี้เป่ยซียิ้มมีความสุขมาก เดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว “สีฟ้าหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่สีฟ้าฉันไม่เอา”

            “รู้แล้วว่าเธอชอบสีฟ้า ใช่ สีฟ้าบริสุทธิ์ ดูสิว่าชอบหรือเปล่า”

            เธอรับเสื้อมา รู้สึกว่ามีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปแล้ว และมีบางอย่างกำลังตื่นขึ้นอีกครั้ง เธอแม้กระทั่งได้ยินเสียงบางอย่างปะทุออกมา เดินกลับไปที่ห้องอย่างสบายอารมณ์

            ฉู่ซ่งเห็นฉากนี้แล้วก็ถอนหายใจ “แม่อยากซื้อเหรอ?”

            คุณแม่ฉู่ไม่ได้พูดอะไร มองไปที่ประตูด้วยความเมตตา รออี้เป่ยซีปรากฏตัว

            “รู้อยู่แล้วว่าแม่คิดไม่ถึงเรื่องพวกนี้” เขาส่ายหน้าถอนหายใจ นั่งลงบนโซฟาหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมา คอยสังเกตความเงียบข้างกายเป็นระยะ

            อี้เป่ยซีสวมชุด มันพอดีตัวอย่างคาดไม่ถึง ราวกับว่าถูกตัดมาเพื่อเธอ รอยเย็บของกระโปรงนุ่มนวลและเรียบเนียน ยิ่งเสริมบุคลิกให้ดูดีมากยิ่งขึ้น เธอดูตัวเองในกระจก สีฟ้าอ่อนเข้ากันได้ดีกับรูปหน้าที่สวยงาม ราวกับภาพวาดที่มีชีวิต มันมีชีวิตชีวาเหมือนภาพวาดแบบปัญญาชนดั้งเดิม และชัดเจนเหมือนภาพสเก็ตช์

            เธอยื่นมือ**ลวดลายบนไหล่ของเธอ ก้มหน้ามองดู ยิ้มกว้างให้กับตัวเองในกระจก

            เปิดประตูออก ก้มหน้าเขินอาย เดินไปหาคุณแม่ฉู่ “แม่คะ เป็นไงบ้าง?”

            “สวยจ้ะ สวย ลูกสาวแม่สวยมาก”

            อี้เป่ยซีเดินไปหาคุณแม่อย่างรวดเร็ว กอดเธอ “ขอบคุณค่ะแม่ หนูชอบมาก”

            “จ้ะ ลูกชอบก็ดีแล้ว ลูกชอบก็ดีแล้ว”

            “ค่ะ ชอบมาก ชอบมาก ชอบที่สุดเลย”

            ไม่ว่าจะกินข้าวหรือว่านั่งดูโทรทัศน์บนโซฟา อี้เป่ยซีระมัดระวังชุดบนตัวมาก กลัวว่าตัวเองจะทำเปื้อนหรือกดทับ จนกระทั่งก่อนอาบน้ำ ก็ยังแขวนมันอยู่ที่หัวเตียงแล้วจึงรีบไปอาบน้ำ

            เธอเช็ดผม นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงมองดูเสื้อตัวนั้น แล้วลุกขึ้นยื่นมือไปสัมผัสมันเชื่องช้า เสื้อก็เหมือนกับว่ามีความรู้สึกและความอบอุ่นเช่นกัน มือของอี้เป่ยซีหยุดอยู่บนลวดลายบนไหล่ ลูบไล้ครั้งแล้วครั้งเล่า ครั้งแล้วครั้งเล่า…

            “เธอชอบมันแค่ไหนกันนะ ถึงได้ระวังขนาดนี้” ฉู่ซ่งทนไม่ไหวแล้วจริงๆ ขว้างแอปเปิ้ลบนโต๊ะออกไป อี้เป่ยซีรับไว้ได้ยังคงมองดูชุดบนตัวด้วยความระมัดระวังมาก

            “นายอิจฉาล่ะสิ” กัดแอปเปิ้ลไปหนึ่งคำ “ไว้ฉันจะซื้อให้นาย ถ้าอดกินองุ่นก็อยากไปโทษว่าองุ่นเปรี้ยวสิ”

            “เธอ ฉันไม่เห็นด้วยกับความงามของเธอหรอกนะ”

            “หุบปาก ฉันไม่อยากคุยกับนายแล้ว”

            “แล้วเธอจะคุยกับใคร กับชุดนี้เหรอ”

            อี้เป่ยซีพยักหน้าด้วยความจริงจัง ราวกับว่าได้ผ่านการพิจารณามาแล้วอย่างรอบคอบ “แบบนี้ก็ดี อย่างน้อยก็ดีกว่านาย”

            “ฉันว่านะฉู่เซี่ย…” ฉู่ซ่งจิ้มๆ หัวของเธอ “ช่างเถอะ ฉันไม่ได้มีความรู้เหมือนเธอซะหน่อย เด็กน้อยสอนไม่จำ จนป่านนี้แล้วเธอยังเพ้อฝันอยู่ได้”

            “ใช่สิ ใช่สิ มีความเห็นก็หุบปากไปซะ”

            สองมือชูขึ้นเหนือศีรษะ “ฉันยอมแพ้ ฉันจะมีความเห็นอะไรได้ ผู้อาวุโสมีความสุขก็พอแล้ว ไม่ต้องสนใจผู้น้อยหรอก”

            “อืม คำพูดเช่นนี้ประทับใจข้ายิ่งนัก”

            “ฝ่าบาท กระหม่อมยังมีเรื่องต้องรายงาน ไม่ทราบว่าฝ่าบาทจะอนุญาตให้กระหม่อมลาสักสองสามวันได้หรือไม่ ที่บริษัทมีงานนิดหน่อย กระหม่อมต้องกลับไปดู”

            อี้เป่ยซีหยุดกินแอปเปิ้ล “นายจะกลับเมือง A?”

            “ก็ไม่ถึงขนาดนั้น แค่แวะที่บริษัทก็พอ วันนี้อยากไปไหนล่ะ ฉันยังพาเธอออกไปเดินเล่นได้ สองสามวันหลังจากนี้ ฉันน่าจะยุ่งมาก”

            “ไม่เคยเห็นแรงงานเด็กที่บอกว่าตัวเองยุ่ง”

            “ช่วยไม่ได้ มีความสามารถมากแค่ไหนความรับผิดชอบก็มากแค่นั้น ฉันใกล้จะเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่นับว่าเป็นแรงงานเด็กแล้ว พูดจาระวังหน่อย ถ้าเจ้านายโกรธจะทำยังไง ฉันยังมีบ้านต้องเลี้ยงดูนะ”

            อี้เป่ยซีมองไปนอกหน้าต่าง “พวกเรา ไปที่ที่เคยอยู่เมื่อก่อนกันเถอะ”

            “เธอแน่ใจเหรอว่าจะไปที่นั่น?”

            “ก็นายยุ่งขนาดนี้ เจ้านายของนายคงไม่ว่างถึงขนาดไม่มีอะไรทำหรอกมั้ง ฉันจะเป็นห่วงอะไร?”

            ฉู่ซ่งยกนิ้ว “ก็ได้ ก็ได้ เธอพูดแบบนี้ ไม่ว่าเจ้านายแบบไหนก็ไม่กล้าอู้แล้วล่ะ ไปเถอะ พวกเรานั่งรถไปกัน”

            “ก็ได้ รอฉันไปเปลี่ยนเสื้อแป๊บนึง”

            “ทำไมล่ะ เธอแน่ใจว่าจะไม่มีคนโผล่มาไม่ใช่เหรอ? กลัวว่าเขาจะเห็นหรือไง?”

            อี้เป่ยซีจ้องเขาเขม็ง “ฉู่ซ่ง นายนี่นับวันยิ่งปากคอเราะร้าย ไม่น่าฟังเลย ไม่ชอบ”

            “โอเคๆๆ ฉันผิดเอง ขอโทษ เธอรีบไปเปลี่ยนเสื้อเถอะ”

        เธอเดินปึงปังออกไปจากห้องรับแขก กลับถึงห้องแล้วเปลี่ยนเสื้ออย่างว่องไว

————

บทที่ 120
โดย 

 

บทที่ 120 กลับมาอีกครั้ง (4)

             อี้เป่ยซีดูซีรี่ย์สองตอนติดกัน ขณะที่ถอนตัวออกมาก็ได้กลิ่นอาหารจางๆ ความหิวพุ่งพล่านขึ้นมาทันใด จนเธอเกือบล้มลงไปกับพื้น เธอคว้าเก้าอี้ไว้แล้วเดินออกไปข้างนอก

            “ไหนนายบอกว่าไม่ทำอาหารไง หอมจังเลย”

            “เป่ยซี” ลั่วจื่อหานกำลังถกแขนเสื้อขึ้น ยกกับข้าวออกมาพอดี “ออกมาได้เวลาพอดีเลย”

            เธอขยี้ตาด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย แล้วขยี้ตาอีก จนกระทั่งลั่วจื่อหานลูบผมของเธออย่างอ่อนโยน ลมหายใจของเขาโอบล้อมตัวเธอ

            “ฉัน นาย นายมาอยู่นี่ได้ยังไง?” อี้เป่ยซีมองไปรอบทิศ “ฉู่ซ่งล่ะ?”

            “ฉันอยู่นี่” ฉู่ซ่งออกมาจากห้อง อี้เป่ยซีดึงตัวเขาไปอีกทาง

            “นายบอกว่าสั่งข้างนอกไง?”

            เขาหัวเราะ “ใช่แล้ว สั่งเชฟมาจากข้างนอกให้เธอไง ทั้งดีต่อสุขภาพทั้งอร่อย ดีใจหรือเปล่า ประหลาดใจไหม”

            “ดีใจ ดีใจตายเลย ประหลาดใจจะแย่แล้ว” อี้เป่ยซีกัดฟัน จ้องเขาอย่างไม่พอใจ เธอเองยังไม่ได้คิดเลยว่าจะเผชิญหน้ากับลั่วจื่อหานอย่างไร โดยเฉพาะหลังจากที่คุณแม่อี้เล่าเรื่องพวกนั้นให้เธอฟัง เธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเธอจะเป็นเหมือนคนในเรื่องนั้นหรือเปล่า และยังมีเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้อีก ถึงอย่างไรลั่วจื่อหานก็ไม่น่าจะ…

            ลั่วจื่อหานกอดเธอพร้อมกับยิ้ม “เอาล่ะ ครั้งหน้าถ้ามาจะบอกเธอก่อน โอเคไหม?”

            อี้เป่ยซีออกมาจากอ้อมแขนของเขาอย่างสงบเสงี่ยม “กินข้าวก่อนเถอะ”

            เขาหดมือกลับ แววตาผิดหวังเล็กน้อย พยักหน้า เดินไปข้างๆ เธอ ยังคงดูแลเธอกินข้าวเหมือนเดิม อี้เป่ยซีไม่ขยับเขยื้อน กับข้าวแต่ละชิ้นกองเป็นภูเขาขนาดย่อมอยู่ในจาน ลั่วจื่อหานขมวดคิ้ว ไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นอีก ก้มหน้ากินข้าวเงียบๆ

            เธอรีบกินข้าวเสร็จก็กลับห้องของตัวเองแล้ว ปิดประตู นอนลงบนเตียง ไม่รู้ว่าจะคิดอะไรและไม่รู้ว่าจะทำอะไร ลืมตาว่างที่เปล่า มองดูห้องที่ว่างเปล่า

            “เป่ยซี เป่ยซี” เธอหลับตา ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าใครมาเคาะประตู ใช้หมอนปิดหู ไม่ต้องการได้ยินเสียงของเขาอีก

            “งั้นเธอพักผ่อนเถอะ” ลั่วจื่อหานเคาะอีกสองสามครั้งจึงหยุด ก้าวที่เดินจากไปเชื่องช้าเล็กน้อย ได้ยินว่านอกห้องไร้เสียงโดยสิ้นเชิงแล้ว อี้เป่ยซีจึงปล่อยมือที่กดหมอนไว้

            ‘ลั่วจื่อหาน ลั่วจื่อหาน’ ราวกับว่าหลังจากตระหนักได้ถึงสิ่งที่ตัวเองคิดจริงๆ แล้วนั้น ยิ่งไม่รู้ว่าตัวเองต้องทำอย่างไร ‘ลั่วจื่อหาน ทำไมนายต้องปรากฏตัวด้วย ทำไมต้องมาเจอเธอ ทำไมถึงไม่ใช่คนธรรมดากว่านี้ เธอธรรมดากว่านี้และเขาก็เรียบง่ายกว่านี้’

            ดวงตากระพริบถี่ มันพร่ามัวโดยไม่รู้ตัว แล้วค่อยๆ ผล็อยหลับไป ได้ยินเสียงใครบางคนเปิดประตูในความฝัน จากนั้นก็เข้าสู้อ้อมกอดอันอบอุ่น เธอซุกๆ ตัวอยู่ข้างในอย่างผ่อนคลาย รู้สึกทั้งสบายและปลอดภัย

            จนกระทั่งนอนเต็มอิ่มแล้ว ลืมตาก็ค้นพบว่าข้างกายว่างเปล่า น่าจะเป็นความฝันล่ะมั้ง ฝันในตอนนี้ยิ่งเหมือนจริงมากขึ้นทุกที

            เธออยากจะออกไป แต่พอคิดว่าลั่วจื่อหานอาจอยู่ข้างนอก มือที่วางอยู่บนลูกบิดประตูจึงไม่เคลื่อนไหว ผ่านไปสักพัก เธอส่งข้อความให้ฉู่ซ่ง เมื่อได้รับคำตอบว่าเขาจากไปแล้วจึงถอนหายใจโล่งอก แต่ในใจกลับอึดอัดเล็กน้อย

            จากไปทั้งแบบนี้เลยเหรอ ไม่รู้จักอยู่ต่ออีกหน่อยหรือยังไง บางทีเธออาจจะเปิดประตูในวินาทีต่อมาก็ได้ เธอยังไม่ได้มองเขาให้เต็มตาเลยนะ

            เมื่อเธอเปิดประตูก็ได้ยินเสียงปิดประตูใหญ่ จากนั้นก็เข้าไปหลบในห้องอีกครั้ง ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเดินออกมา มองไปรอบกาย

            “ออกมาได้แล้ว เขาไปแล้ว”

            “เปล่า ฉันก็แค่หิวน้ำ” พูดพลางรินน้ำให้ตัวเองแก้วหนึ่ง “ไปทั้งแบบนี้เลยเหรอ” บ่นพึมพำ แต่มันลอยเข้าหูของฉู่ซ่งพอดี

            เขายิ้ม “ฉันช่วยเธอเรียกเขากลับมาไหม?”

            “นายว่างมากเหรอ? ไหนว่านายมีงานไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่เห็นนายไปทำงาน”

            “เจ้านายอกหัก ก็เลยหยุดตามเขา ต้องขอบคุณคนนั้นที่ทำให้เจ้านายอกหัก”

            อี้เป่ยซีดื่มน้ำไปอึกใหญ่ ตบๆ แก้มไม่พูดจา กลืนลงไปอย่างแรง “ออกไปเดินเล่นกัน”

            “ตอนบ่ายฝนจะตก อย่าออกไปเลย” ฉู่ซ่งก้มหน้ามองโทรศัพท์มือถือ เธอแย่งมันมา

            “ฝนตกก็ออกไป ไปๆๆ” ลากเขาต้องการจะออกไปข้างนอก ฉู่ซ่งแสดงอาการยอมแพ้อย่างไม่มีทางเลือก

            “รับทราบแล้วท่านพี่ ให้ฉันเก็บของแป๊บนึงค่อยออกไปเถอะ”

            อี้เป่ยซีพยักหน้า กลับห้องคว้ากระเป๋าของตัวเองยืนรอเขาอยู่หน้าประตู ทั้งสองคนเดินเคียงข้างกันออกไปจากเขตชุมชน เดินทอดน่องอยู่บนถนนอย่างไร้จุดหมาย

            “ฉู่เซี่ย เธอเป็นอะไรไป ก่อนหน้านี้เห็นเธอกับลั่วจื่อหานก็สนิทกันดีนี่”

            “ตอนนี้พวกเราไม่สนิทกันหรือไง” อี้เป่ยซีเตะก้อนหินที่อยู่ข้างเท้าไปยังข้างแปลงดอกไม้ แล้วเตะหินอีกก้อนไปด้านข้าง

            “เรื่องมันเป็นยังไง เธอรู้ดีที่สุด ฉันไม่พูดมากหรอก”

            เธอไม่ได้กะทิศทางและแรงดีพอ เท้าข้างหนึ่งเหยียบลงบนหิน มุมที่แหลมคมทำให้แทบจะร้องไห้ “รู้สิ ถ้าฉันไม่รู้ไม่แน่ว่ามันอาจจะง่ายกว่านี้”

            “เธอกำลังหนีอะไรอีก?”

            เธอถอนหายใจ ใช้เท้าอีกข้างเตะหิน “หนีความเจ็บปวด”

            ฉู่ซ่งมองเธอด้วยความไม่เข้าใจ อี้เป่ยซีหันกลับมา เปี่ยมด้วยความอ้างว้าง “ฉู่ซ่ง นายรู้สถานะของลั่วจื่อหานสินะ นายก็รู้ว่าฉันเป็นคนยังไงใช่ไหม นายคิดว่าพวกเราสองคนเหมาะสมเหรอ?”

            คำถามนี้ทำให้ฉู่ซ่งนิ่งไป ก่อนหน้านี้เขาก็รู้สึกแปลกใจมาก แม้จะเป็นคุณหนูของบ้านอี้แล้ว เขาก็ยังประหลาดใจ ประหลาดใจที่ลั่วจื่อหานชอบอี้เป่ยซี

            ฉู่เซี่ยเป็นคนดีมากๆ บวกกับภูมิหลังที่โดดเด่น เธออาจเป็นเด็กสาวที่สง่างามมากในโลกใบนี้ อาจจะถูกเรียกว่านางฟ้า อาจจะถูกคนมากมายตามจีบ แต่ว่าลั่วจื่อหานเป็นคนทะเยอะทะยานมักใหญ่ใฝ่สูง นี่คือภาพลักษณ์แรกที่มีต่อเขา เขาลึกลับเกินไป อีกทั้งยังเผยความสูงเด่นไปทุกที่ ทำให้อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมองเขา อดไม่ได้ที่จะติดตามเขา แต่เขาก็รู้ว่าคนที่มีรอยยิ้มดุจเทพอย่างเขา ไม่มีวันจะก้มหน้ามองดูมดตัวน้อยอย่างเธอหรอก

            เมื่อเทียบสองคนแล้ว คำว่าแตกต่างกันราวฟ้ากับดินนั้นนับว่าไม่ได้กล่าวเกินจริงเลย

            เขามีความคิดเช่นนี้อยู่หลายครั้ง แต่เมื่อเห็นแผ่นหลังที่ตั้งตรงของชายคนนั้นโน้มตัวลงมา เห็นเสือยิ้มยากคนนั้นหยอกล้อเหมือนกับคนทั่วไป ก็เหมือนกับถูกดึงลงมาจากสรวงสวรรค์ เดินลงมาจากสวรรค์เพียงเพื่อมนุษย์ที่แสนจะธรรมดาคนหนึ่ง

            ทั้งสองคนไม่เคยมีคำว่าคู่รักที่สมบูณ์แบบ อย่าว่าแต่เรื่องเหมาะสมกันเลย

            ความเงียบงันที่ยาวนานคือการบอกความในใจของเขาแก่อี้เป่ยซี ยักไหล่อย่างไม่แยแส “ใช่ไหมล่ะ นายก็เห็นแล้ว พวกเราไม่เหมาะสมกัน ฉะนั้นนะ”

            “ฉู่เซี่ย ยังไม่ทันเริ่มก็ตัดสินใจเร็วแบบนี้แล้วเหรอ? เธอชอบท้าทายในสิ่งที่คนอื่นไม่ชอบตลอดเลยไม่ใช่เหรอไง?”

            เธอส่ายหน้า “เรื่องพวกนั้น ฉันรู้ว่าถึงฉันแพ้ก็ไม่เป็นไร แต่ว่าเรื่องนี้ ฉันไม่สามารถจริงๆ ฉันเคยทำพลาดไปแล้วครั้งนึง”

            “ฉู่เซี่ย” เขาหัวเราะเย็นชา “พูดไปพูดมาสุดท้ายเธอก็แค่เป็นห่วงตัวเอง มองเห็นแต่ตัวเอง เธอเคยคิดถึงพี่ใหญ่จื่อหานหรือเปล่า เธอเห็นไหมว่าเขาทำอะไรให้เธอบ้าง เขาเปลี่ยนเป็นแบบนี้ก็เพราะเธอ ตอนนี้เขาอดกลั้นทุกอย่างไว้ในใจแล้ว”

        อี้เป่ยซีแคะเล็บ “ฉันรู้ เขารอให้ฉันบอกว่าเริ่ม ให้ฉันบอกว่าเริ่มก่อน”

————

บทที่ 119
โดย 

 

บทที่ 119 กลับมาอีกครั้ง (3)

             “ฉู่เซี่ย” ฉู่ซ่งตบไหล่ของอี้เป่ยซี เธอตกใจจนหดตัวไปด้านข้าง “เธอกำลังคิดอะไรอยู่ เหม่อลอยเชียว?”

            “จู่ๆ โดนตบแบบนี้ เป็นใครก็ตกใจทั้งนั้น”

            “อยากออกไปเดินเล่นหรือเปล่า”

            อี้เป่ยซีพิงอยู่ที่ราว มองดูแสงอาทิตย์ที่สดใสนอกหน้าต่าง ช่างเหมาะแก่การออกไปเดินเล่นจริงๆ เธอยิ้มน้อย ๆ สีหน้าซีดขาว “ไม่ค่อยมีอารมณ์ ไม่อยากไป”

            ฉู่ซ่งยืนข้างเธอ เอียงศีรษะ “อารมณ์ ไม่ดีเหรอ?”

“ไม่รู้สิ สงสัยยังเหนื่อยจากการนั่งรถ”

            “หรือว่ารู้สึกปรับตัวไม่ได้ ไม่เหมือนที่เธอคิดไว้?” ฉู่ซ่งถามอย่างระมัดระวัง ขนตาสั่นไหวเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น

            อี้เป่ยซีเม้มปาก เหมือนกำลังพินิจพิเคราะห์อยู่ เป็นเวลานาน จึงเอ่ยปากอย่างผ่อนคลาย “ก็ไม่นะ แบบนี้ก็ดี ปกติมาก”

            ใช่ มันปกติ ความคิดของเธอต่างหากที่ไม่ปกติ อุปสรรคได้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่เลือกทางเดินแล้ว สิ่งที่ตัวเองคิดล้วนห่างไกลจากความเป็นจริง ไม่มีทางเป็นไปได้ การเปรียบเทียบจิตนาการกับความเป็นจริงนั้นช่างเป็นเรื่องที่โง่เขลาสิ้นดี เพราะว่าความทุกข์ทรมานที่ต่างกันแบบนี้ ยิ่งเป็นความโง่เขลาอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

            “เรื่องปกติกับที่เธอคิด…”

            “ฉู่ซ่ง” อี้เป่ยซีตัดบทเขา “นายคิดว่าฉันหยิ่งยโสมาตลอดใช่หรือเปล่า เคยชินกับการที่ทุกอย่างไปเป็นตามใจฉันนึกใช่ไหม?”

            เขาไม่ได้พูดอะไร มองไปข้างนอก

            “สวรรค์ทำให้ผู้คนผิดหวังมามากแล้ว ฉันก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ไม่ต้องระวังตัวแบบนี้หรอก แต่ยังไงก็ขอบคุณนาย ที่หาวิธีให้ฉันกลับมาแบบนี้”

            “ฉู่เซี่ย”

            อี้เป่ยซีกอดเขา “ฉันยังไม่เคยพูดเลยว่าโชคดีจริงๆ ที่มีน้องชายอย่างนาย”

            ฉู่ซ่งก็เผยยิ้มเช่นกัน เก็บความกังวลของตัวเองเอาไว้ “ถึงเธอไม่พูดฉันก็รู้สึกได้”

            “หลงตัวเอง อยากเล่นเกมส์หน่อยไหม”

            “เอาสิ มา”

            อี้เป่ยซีตามฉู่ซ่งมาถึงที่ห้อง จัดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของเขาอย่างเป็นระเบียบ ฉู่ซ่งควานหาแล้วเอาเครื่องใส่การ์ดเกมส์สมัยก่อนออกมา ดวงตาอี้เป่ยซีเป็นประกายทันที

            “นายยังเก็บไว้?”

            “ใช่สิ เก็บไว้อย่างดีเลยนะ สองเครื่องนี้มีค่าเท่าชีวิตเลย เธออย่ากดมั่วอีกล่ะ”

            “รู้แล้วน่า ครั้งนี้จะทำให้นายได้เห็นสักหน่อยว่าอะไรคือฝีมือขั้นสูง”

            พูดจบทั้งสองคนก็นั่งลงบนพื้น คว้าจอยสติ๊กแล้วต่อสู้กันอย่างดุเดือด ตัวละครที่ถูกโจมตีต่างวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงอยู่ในฉากที่ขรุขระ คนหนึ่งอยู่ข้างหน้าคนหนึ่งอยู่ข้างหลัง เข้าขากันได้เป็นอย่างดีท่ามกลางห่ากระสุนปืน

            หาสถานที่ที่ปลอดภัยเพื่อหลบเลี่ยงการปะทะ กระโดดหนีกระสุนปืน ใช้วิชาตัวเบาเดินไปตามกำแพงและหลังคา…

            “ไม่เล่นแล้ว เมื่อยมือชะมัด” อี้เป่ยซีโยนจอยสติ๊กไปอีกทาง ล้มตัวนอนบนพื้นทันที มองดูเพดาน “ภาพก็ห่วย แถมยังเสียสายตา ทำเอาฉันเล่นดีๆ ไม่ได้เลย”

            “เพราะเธอโง่ต่างหาก ก็บอกเธอแล้วว่าให้โจมตีจากทางซ้าย เสียเวลาไปตั้งเยอะ”

            “เพราะว่านายฝีมือแย่ก็เลยมาโทษฉัน วันหลังไม่เล่นเกมส์ประเภททีมกับนายแล้ว พวกเราสู้กันตัวต่อตัวดีกว่า”

            ฉู่ซ่งเอื้อมมือดึงเธอขึ้นมา “มาสิ มาสิ”

            “ไม่เอา ฉันหิวแล้ว อยากกินข้าว”

            “สั่งข้างนอกเถอะ”

            อี้เป่ยซีลุกขึ้นนั่งทันควัน “สั่งข้างนอก?”

            เขาพยักหน้าเฉยเมย “ใช่สิ ไม่งั้นจะให้ฉันทำเหรอ?”

            “ใช่สิ ไม่ได้เหรอ?”

            “ไม่ได้อยู่แล้ว เธอคิดว่าทุกคนจะเป็นเหมือนพี่ใหญ่จื่อหานเหรอที่วันๆ อยากทำกับข้าวให้เธอกิน ขี้เกียจน่ะ”

            จู่ๆ ชื่อของลั่วจื่อหานก็ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง อี้เป่ยซีรู้สึกราวกับว่าได้ยินเสียงปุ่มสวิทช์ดังติ๊งต่องจริงๆ ทันใดนั้นก็เหมือนกับว่าได้เจอเขา เหมือนได้กอดเขา อยากฟังเพลงของเขา อยากกินข้าวที่เขาทำ

            ไม่ได้เจอเขาและไม่ได้ติดต่อเขานานแล้วสินะ รู้สึกเหมือนมันนานมาก นานมากๆ แล้ว

            “เธอกำลังคิดอะไรอยู่? พี่ใหญ่จื่อหาน?” ฉู่ซ่งเขยิบมาด้านหน้าเธอ แต่ถูกผลักอย่างไร้เมตตา

            “สั่งข้างนอกก็สั่งข้างนอกสิ อย่าเข้ามาใกล้ฉัน รำคาญ”

            “งั้นเธอเห็นใครถึงจะไม่รำคาญล่ะ”

            รอยยิ้มของฉู่ซ่งไม่มีความยินดีหรือยินร้าย อี้เป่ยซีคว้าจอยสติ๊กที่อยู่ข้างๆ โยนใส่เขาเหมือนที่เคยทำ “เห็นใครก็รำคาญทั้งนั้น”

            “โอเค ข้าน้อยจะไปสั่งอาหารให้ท่านแล้ว” ฉู่ซ่งวิ่งออกไปอย่างเชื่อฟัง ยกหูโทรศัพท์ด้วยอารมณ์ดีสุดขีด

            อี้เป่ยซีลุกขึ้นยืน เดินไปข้างคอมพิวเตอร์ เปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาตามสัญชาตญาณ ฟังเพลงของมู่ลี่ไป๋ที่ตอนนี้ได้อัพโหลดลงอินเทอร์เน็ตแล้ว อดไม่ไหวเปิดดูความคิดเห็น

            “ไพเราะจนแทบคุกเข่า เสียงของพี่ชายที่ร้องกับเทพบุตรเพราะจริงๆ เลย”

            “โอ๊ยๆๆ พี่ชายคนนี้ถูกฉันเซ็นต์สัญญาแล้ว ที่เหลือก็ไม่มีประโยชน์”

            “ฉันชอบคุณ นี่คือเหตุผลที่ต้องพยายามอย่างหนักเพื่อให้ได้เป็นสิ่งที่คุณต้องการ แต่ไม่ใช่เป็นหุ่นเชิดที่คุณเลี้ยงไว้”

            เธอถอนหายใจ อ่านบรรทัดต่อไป

            “พี่ชายคนนี้คือใครกันนะ เสียงเพราะมาก โคตรชอบเลย”

            ใบหน้าของอี้เป่ยซีมีรอยยิ้มพึงพอใจ มีความรู้สึกภูมิใจและดีใจแทนเขา อดไม่ไหวหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ขณะที่เปิดรายชื่อผู้ติดต่อก็วางลง

            จะพูดเรื่องนี้ในสถานะอะไร รอจนคิดทุกอย่างอย่างแจ่มแจ้งแล้วค่อยพูดทีเดียวเลยดีกว่า

            เธอหลับตา ดื่มด่ำอยู่ในโลกแห่งอารมณ์อันสวยงามที่สร้างขึ้นด้วยเสียงของคนคนนั้น ทุกคำล้วนทรงพลังและคมชัด อัดแน่นอยู่ในหัวใจ ร้องไห้ไม่ออก แต่เจ็บจนเหนือคำบรรยาย

            ไม่ว่าจะฟังอย่างไรก็รู้สึกว่าพวกเขาร้องได้ดีมากจริงๆ เธอวางเม้าส์ไปอีกทาง เท้าคางมองเนื้อเพลงที่กำลังเลื่อนไหล ตัวอักษรสีขาวดำ คนที่สามารถมอบชีวิตให้เธอได้จะต้องใช้บทเพลงเพื่อสร้างบรรยากาศ ยิ่งต้องใช้เสียงเพื่อแสดงความรู้สึก

            มันน่าพอใจมากจริงๆ ขอบคุณจริงๆ ที่ผลงานที่ไร้ความสมบูรณ์แบบได้ถูกนักแต่งเพลงและนักร้องแต่งเติมจนกลายเป็นความสมบูณ์เช่นนี้

            “ฉู่เซี่ย เธอกำลังฟังอะไรอยู่ ร้องไห้ด้วยเหรอ?” ฉู่ซ่งคว้าหูฟังข้างหนึ่งมาทันที เมื่อได้ยินเสียงเพลงก็อึ้ง จนกระทั่งเพลงจบแล้ว เขาจึงดึงสติกลับมา “นี่ นี่มัน…”

            อี้เป่ยซีพยักหน้า แววตาเหมือนกำลังจะบอกว่า ‘ใช่แล้ว เหมือนที่นายคิดนั่นแหละ’

            “ไม่ ไม่จริงมั้ง แต่ว่าทำไมล่ะ มันแปลกเกินไปแล้ว พี่ใหญ่จื่อหานไม่ชอบอะไรพวกนี้ ฉัน ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจเลย” เขาขมวดคิ้ว “ตามตรรกะแล้วก็ไม่ควร ทำนองพอได้ เนื้อเพลงก็โอเคอยู่ แต่ว่า…”

            “มีอะไรไม่ควรล่ะ มู่ลี่ไป๋ไปหาเขา เขาก็ช่วยเหลือ มันเป็นเรื่องปกติมากเลยไม่ใช่เหรอ” อี้เป่ยซีคว้าหูฟังกลับมาจากมือเขา แล้วใส่หูตัวเองอีกครั้ง ลดเสียงลง

            “เปล่า” เขาถอดหูฟังที่เธอเพิ่งใส่เข้าไปในหูออกอีกครั้ง “พี่ใหญ่จื่อหานไม่ใช่คนที่คุยด้วยง่ายๆ แบบนี้ หรือว่ามันเกี่ยวกับเธอ เธอเขียนเนื้อเพลงเหรอ?”

            “แค่ก” อี้เป่ยซีกดหยุดเพลง แสดงอาการรอคำชื่นชม ฉู่ซ่งหันไปหันมา ขมวดคิ้ว แล้วส่งเสียงจุ๊ๆ

            “มีจุดเด่นอยู่ แต่ว่าเพลงตลาดไปหน่อย เธอก็ชอบเขียนเรื่องรักๆ พวกนี้ด้วยเหรอ?”

        “ไม่ต้องสนใจฉัน ฉันอารมณ์ไม่ดี” อี้เป่ยซีหันกลับมา เปิดวีดีโอ พิงพนักเก้าอี้ไม่อยากคุยกับเขาต่ออีก ฉู่ซ่งส่ายหน้าเหมือนคนแก่

————

บทที่ 118
โดย 

 

บทที่ 118 กลับมาอีกครั้ง (2)

             อาจเป็นเพราะเมื่อคืนนอนเร็วเกินไป อี้เป่ยซีตื่นเช้าเป็นพิเศษ ลืมตาดูพระอาทิตย์ขึ้น คอแห้งจนแทบทนไม่ได้ ค้นหาเครื่องดื่มในกระเป๋าแต่กลับไม่เหลือเลยสักขวด เพราะทนไม่ไหวจึงตัดสินใจไปหาน้ำดื่มในห้องรับแขก

            เธอลุกขึ้นยืน รู้สึกเวียนหัว ยืนอยู่สักพักเมื่อรู้สึกดีขึ้นแล้วจึงเปิดประตู เจอคุณแม่ฉู่ที่กำลังทำอาหารเช้าให้คนในบ้านพอดี

            “ตื่นเช้าจังเลย?” เสียงของคุณแม่ฉู่ก็เจือปนความสะลึมสะลือเช่นกัน

            “เปล่าค่ะ แค่กระหายน้ำ” ทันทีที่เธอเอ่ยปากก็พบว่าเสียงของตัวเองผิดปกติ เหมือนมันแยกออกจากกัน ไอสองสามทีแต่ก็ยังไม่หาย ทำอย่างไรก็รู้สึกอึดอัด

            “มา ดื่มน้ำร้อนก่อน”

            อี้เป่ยซีนวดคอพยักหน้า ดื่มน้ำแก้วหนึ่งช้าๆ ทดลองเสียงอีกรอบ แต่ก็ยังไม่มีประโยชน์ คุณแม่ฉู่เอาน้ำผึ้งให้อี้เป่ยซี ชุ่มคอมาก

            “ตอนนี้ดีขึ้นบ้างไหม?” อี้เป่ยซีเงยหน้าด้วยความน่าสงสาร กระพริบตาถี่ คุณแม่ฉู่ยิ้มเอื้อมมือบีบหน้าของเธอ

            “ยังบ๊องอยู่นิดหน่อย แต่ดีกว่าเมื่อก่อนมาก”

            “อ๊า ทำยังไงดี เสียงเซ็กซี่ของฉันหายไปแล้ว” เธอนั่งอยู่บนโต๊ะ เบะปาก

            “แบบนี้ยิ่งเซ็กซี่กว่า ดื่มน้ำผึ้งอีกไหม?”

            อี้เป่ยซีส่ายหน้า “ช่างเถอะ ปล่อยแบบนี้แหละ จะทำข้าวเช้าเหรอคะ?”

            คุณแม่ฉู่หยิบวัตถุดิบทั้งหมอออกมา ตอบว่าอือเบาๆ ทั้งสองคนหันหลังให้กัน เข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง อี้เป่ยซีกรอกตาไปมาตลอดเวลา มองดูเวลาบนผนัง “เช้าจังเลย”

            “ใช่แล้ว คุณพ่อทำงานเช้า”

            “ตอนนี้เขา ทำอะไรเหรอคะ” อี้เป่ยซียังไม่สามารถพูดสองคำนั้นออกมาได้ ได้แต่ใช้คำว่า ‘เขา’ มาแทนที่ คุณแม่ฉู่ก็รู้สึกได้ ในใจเศร้าโศกแต่ยังทำทีเหมือนไม่ใส่ใจ

            “ตอนนี้เป็นผู้อำนวยการเชิงปฏิบัติการในโรงงานเอกชนเล็กๆ อาศัยอายุการทำงานเลื่อนตำแหน่งน่ะ”

            “อือ แบบนั้นก็ดีนะคะ”

            คุณแม่ฉู่หันไปเห็นเงาของเธอที่กำลังปีนขึ้นไปบนโต๊ะ “อืม ก็ดีนะ แบบนี้ชีวิตสงบแล้วก็มั่นคงหน่อย”

            อี้เป่ยซีไม่รู้ว่าควรจะตอบว่าอย่างไร ผ่านไปเนิ่นนานจึงรวบรวมความกล้า “แล้วคุณล่ะ ตอนนี้คุณเป็นแม่บ้านเหรอ?”

            “ฉู่ซ่งอยากให้ฉันทำแบบนั้น แต่ว่าฉันอยู่นิ่งไม่ได้ ตอนนี้มีร้านอาหารเล็กๆ เป็นของตัวเอง ยังพอมีรายได้บ้าง”

            “ตอนนี้ฉู่ซ่งเก่งแล้วคุณก็ไม่ต้องยุ่งแบบนี้แล้วล่ะ ก่อนหน้านี้พวกเราสองคนยังคุยกันอยู่เลย…” อี้เป่ยซีหยุดกะทันหัน แอบด่าความปากไวของตัวเอง คว้าแก้วดื่มน้ำไปเล็กน้อย

            “เสียงเธอเป็นปกติแล้ว ยังเพราะเหมือนเดิมเลย”

            “เอ๊ะ จริงด้วย แปลกจังเลย” เธอทดสอบเสียงนิดหน่อย ในที่สุดเส้นเสียงก็ค้นพบเส้นทางที่ถูกต้องและราบเรียบดังเช่นปกติ

            อีเป่ยซีหันหลัง เห็นเธอกำลังง่วนอยู่หน้าโต๊ะด้วยลำตัวที่งุ้มงอ แตกต่างจากเมื่อก่อนมาก

            เธอจำได้ว่าเมื่อสมัยเธอเป็นเด็กชอบยืนอยู่ข้างแม่เวลาที่เธอทำกับข้าว ในตอนนั้นเธอยังสูงไม่ถึงต้นขาของแม่ด้วยซ้ำ และมักจะลากดึงเธอและดูเธอทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ อยู่เสมอ คุณแม่ในตอนนั้นสวมเสื้อผ้าสีสว่าง ยังเป็นสาว ผิวพรรณละเอียดอ่อน ลำตัวก็ยังตั้งตรง

            เธอยังยื่นมือออกมาลูบผมของตัวเองเป็นครั้งคราว จากนั้นผมสีดำสนิทก็จะเปื้อนน้ำล้างผักหรือไม่ก็จะมีผักใบเขียวเล็กๆ ติดมาด้วย คนทั้งบ้านต่างมองเธอแล้วพากันหัวเราะ

            มันผ่านมาตั้งนานแล้ว สิบกว่าปีแล้วสินะ

            ว่ากันว่าเมื่อแก่แล้วก็มักจะรำลึกถึงเรื่องราวในอดีต เธอที่เป็นแบบนี้ก็คือแก่แล้วใช่ไหม?

            “พวกคุณ สบายดีหรือเปล่า?”

            เธอหยุดหั่นผัก หลังจากนั้นก็หั่นต่ออย่างชำนาญ “ไม่ได้สบายดีหรือไม่ดีหรอก ก็งั้นๆ แหละ”

            “อ่อ” อี้เป่ยซีก้มหน้า แคะเล็บ

            “เป่ยซี เมื่อก่อนลูกก็คงโทษพวกเราสินะ”

            “ก็ไม่เชิงหรอก” เธอแคะเล็บต่อไป “หนูไม่รู้ว่าควรโทษใคร เรื่องนี้ก็บอกไม่ได้ว่าใครถูกใครผิด อีกอย่าง หลายปีมานี้หนูสบายดีมาก”

            “นั่นสิ ถ่วงลูกไว้ตั้งหลายปี ยังดีที่แค่ไม่กี่ปี”

            อี้เป่ยซีไม่รู้ว่าเธอควรปลอบประโลมเธออย่างไร ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าคนที่อยู่ตรงหน้าและบ้านอี้คือผู้เคราะห์ร้าย เพราะว่าเธอเสียใจ เพราะว่าเธออยู่ไม่ติดที่ เพราะว่าเธอแปลกแยกไม่ได้โดยสิ้นเชิง และเพราะว่าเธอ แม้แต่บ้านเกิดก็ยังกลับไม่ได้

            เห็นแบบนี้แล้ว เธอที่ถูกมองว่าเป็นผู้เคราะห์ร้ายมาตลอดนั้นคือฆาตกรที่แท้จริงต่างหาก จู่ๆ ก็อยากหัวเราะ

            “ฉู่เซี่ย ทำไมเธอตื่นเช้าจังเลย” ฉู่ซ่งใส่กางเกงตัวเดียว ท่อนบนเปลือยเปล่าเดินเข้ามา คงตื่นเพราะความกระหายน้ำเช่นกัน คว้าน้ำแก้วหนึ่งแล้วกรอกเข้าปากอย่างรวดเร็ว สายตาของอี้เป่ยซีหยุดอยู่ที่ท่อนบนของเขา รีบเบือนหน้าไปทางอื่นทันที

            “เธอดื่มช้าๆ หน่อยสิ” คุณแม่ฉู่เตือนสติด้วยความเหนื่อยหน่ายมาก ยังคงผัดกับข้าวอยู่

            “ฉู่เซี่ย ฉู่เซี่ย” ฉู่ซ่งเดินอ้อมไปด้านหน้าเธอ อี้เป่ยซีทำตัวไม่ถูก ลุกขึ้นยืน

            “ฉันจะกลับไปล้างหน้าล้างตา”

            คุณแม่ฉู่ชำเลืองมองอาการของทั้งสองคน ตอบรับอย่างอารมณ์ดี อี้เป่ยซีรีบหนีไปทันที หลังจากปิดประตูแล้วจึงรู้สึกปลอดภัยพร้อมบอกตัวเองว่ารู้สึกเหนื่อยได้แล้ว ล้มตัวลงบนเตียง

            ‘เตียงหลังนี้แข็งมากจริงๆ’ เธอขมวดคิ้ว

            “พวกแม่คุยอะไรกัน?” ฉู่ซ่งมีสีหน้าสงสัย มองไปยังทิศทางของห้องอี้เป่ยซี แล้วหันกลับมาหาแม่ของตัวเอง

            คุณแม่ฉู่เข้าใจอย่างชัดเจน “ลูกก็ไม่รู้จักระวังเอาซะเลย เดินแก้ผ้าออกมาแบบนี้”

            “ทำไมล่ะ ผมก็ใส่กางเกงอยู่นี่นา” เขาเข้าใจในทันที “ไม่หรอกมั้ง ใช่ว่าไม่เคยเห็น”

            “ตอนนี้โตแล้ว แน่นอนว่าอะไรๆ ก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว” คุณแม่ฉู่เคาะหัวของเขา “ไปใส่เสื้อให้ดี ระหว่างทางก็ปลุกพ่อลูกด้วย”

            “แม่ เมื่อกี้พวกแม่คุยอะไรกัน?”

            “ตอนนี้พวกเราคุยอะไรกันได้ไม่เท่าไร เขายังชอบกินเค้กอยู่ไหม เดี๋ยวแม่จะซื้อกลับมาฝาก”

            ฉู่ซ่งส่ายหน้า ดูผิดหวังเล็กน้อย “ไม่ชอบแล้ว แม่เอามันฝรั่งทอดกลับมาฝากเขาก็ได้ เขาชอบกิน”

            “มันฝรั่งทอด?”

            “ใช่แล้ว เพราะว่ารักษาหุ่นจนไม่กล้าแตะต้อง ก็เลยรู้สึกว่าอร่อยเป็นพิเศษ ซื้อมาสักหน่อยเถอะ” พูดจบฉู่ซ่งกลับหลังหันไปที่ห้องของพ่อแม่ตัวเอง แล้วกลับห้องของตัวเองเพื่ออาบน้ำ

            เมื่อถึงเวลาทานอาหารเช้าก็ยังคงไม่เห็นเงาของอี้เป่ยซี ฉู่ซ่งอาสาเดินไปที่หน้าห้อง เคาะประตูอย่างใจเย็นมากแต่ไม่มีปฏิกิริยาจากคนในห้อง เขาบิดลูกบิดประตู พบว่ามันไม่ได้ล็อค ย่องเข้าไป

            ใบหน้าของอี้เป่ยซีติดอยู่บนหมอนสูง ผ้าห่มถูกเธอทับไว้ อีกทั้งยังขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกไม่สบายตัว

            “ฉู่เซี่ย ฉู่เซี่ย…” อี้เป่ยซีไม่ได้นอนหลับลึก ลืมตาด้วยความสะลืมสะลือ

            “ว่าไง?” ขนตาบนและล่างติดกันเล็กน้อย เธอยกมือขยี้

            ฉู่ซ่งเห็นท่าทางของเธอก็อึ้งไปชั่วขณะ ดวงตาที่สดใสมีละอองน้ำ ท่าทางไร้เดียงสา ริมฝีปากสีชมพู…เขารีบละสายตาทันที “กินข้าวได้แล้ว”

        “อ่อ โอเค ฉันจะไปเดี๋ยวนี้”

————

บทที่ 117
โดย 

 

บทที่ 117 กลับมาอีกครั้ง (1)

             ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ อี้เป่ยซีตัดสินใจไปสัมผัสประสบการณ์ชีวิตด้วยกันกับเซี่ยเช่อ กลับไปที่เมือง B เงียบๆ รถวิ่งอยู่บนทางด่วนโดยไม่มีสิ่งกีดขวาง อี้เป่ยซีมองทิวทัศน์นอกหน้าต่าง ไม่รู้ว่าในใจรู้สึกอย่างไร

            “เซี่ยเช่อ นายว่าพวกเขาจะจำฉันได้ไหม?”

            “เธอก็ไม่ได้ศัลยกรรมนี่”

            “แต่ว่าก็ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว? พวกเขาจะลืมฉันแล้วหรือเปล่า อีกอย่าง ฉันก็โตป่านนี้แล้ว ก็ต้องไม่เหมือนตอนเล็กๆ อยู่แล้ว”

            เซี่ยเช่อโยนกระดาษทิชชู่ไปด้านหลัง “เช็ดเหงื่อในมือเธอหน่อยเถอะ”

            “นายรู้ด้วยเหรอ?” อี้เป่ยซีคว้ากระดาษทิชชู่ “ไม่รู้ว่าพ่อกับแม่เปลี่ยนไปแค่ไหน ตอนเด็กๆ พ่อหล่อมากเลย แม่ก็สวยมากด้วย เฮ้อ เมื่อไรจะถึงกันแน่นะ”

            “ใกล้แล้วๆ ลงทางด่วนก็จะถึงแล้ว”

            อี้เป่ยซีพยักหน้า เสียงหัวใจเต้นกลายเป็นเสียงคำราม เธอดื่มน้ำ ใส่หูฟัง พิงพักผ่อนอยู่ข้างหน้าต่าง

            ใกล้จะได้เจอจริงๆ แล้ว เธอไม่ได้ฝันไปใช่ไหม

            “พวกเราถึงเขตเมืองแล้วยัง?” อี้เป่ยซีมองดูถนนที่คึกคัก กระพริบตาแรงๆ ทั้งรู้สึกหนักอึ้งทั้งผ่อนคลาย “ทำไมถึงเร็วจังเลย พวก พวกเราค่อยไปบ้านฉู่ซ่งพรุ่งนี้เถอะ ฉันรู้สึกว่าวันนี้มันกะทันหันไปหน่อย”

            “ไม่ได้กลับบ้านนานเลยตื่นเต้นเหรอ?”

            “เปล่า ฉันก็แค่รู้สึกว่า ไม่เจอหน้ากันนาน ส่วนฉันก็จืดชืดแบบนี้ ไม่ดีหรอก ไม่ดีหรอก”

            เซี่ยเช่อหันมา “ปกติไม่เห็นเธอใส่ใจแบบนี้ วางใจเถอะ ฉู่ซ่งบอกกับพวกเขาแล้ว ถึงเธอจะขี้เหร่ขนาดนี้ พวกเขาก็ไม่ถือสาหรอก”

            อี้เป่ยซีไม่มีกะใจล้อเล่นกับเขา ได้แต่มองค้อน ในใจยังคงรู้สึกอึดอัด เซี่ยเช่อกลับเอ่ย “ตอนนี้ฉันชักจะเข้าใจความรู้สึกของอี้เป่ยเฉินแล้ว เธออย่าลืมซะล่ะ”

            เธออึ้งไป พยักหน้า กำลังนึกถึงเวลาที่ได้เจอหน้ากันอีกครั้ง เซี่ยเช่อจอดรถอยู่ในย่านที่พักอาศัยธรรมดาแห่งหนึ่ง “ถึงแล้ว”

            “ถึงเร็วจังเลย?”

            “นี่ เธอดูสิฉู่ซ่งอยู่ข้างหน้าด้วย”

            อี้เป่ยซีกอดกระเป๋าของตัวเอง สูดหายใจลึก เดินลงจากรถ ฉู่ซ่งรีบเดินเข้ามาหาเธอ รับกระเป๋าเดินทางมา “แค่นี้เองเหรอ?” คิ้วผูกกันแน่นมาก “เธอไม่คิดจะ…”

            “ฉู่ซ่ง” อี้เป่ยซีรีบตัดบทเขา “ทำกับข้าวแล้วยัง ฉันหิวมากเลย”

            “ทำแล้ว กลับบ้านกัน ฉู่เซี่ย”

            ฉู่ซ่งยื่นมือออกมา อี้เป่ยซีจ้องมือคู่นั้นครู่หนึ่ง ส่งกระเป๋าให้เขา ยิ้มทะลึ่งตึงตัง หันหลังเดินไปหาเซี่ยเช่อ “ขอบคุณน้า”

            “ไว้ฉันจะมารับเธอกลับ ช่วงนี้ไม่ต้องหาฉันนะ ฉันก็มีธุระนิดหน่อย”

            “อ๊ะ รู้แล้วๆ ว่านายยุ่ง”

            เซี่ยเช่อดีดหน้าผากของเธอ ขับรถจากไป อี้เป่ยซีจึงเดินเคียงข้างฉู่ซ่งเข้าไปในย่านที่พักอาศัยแล้ว

            “เอ่อ…แม่ ดีขึ้นบ้างหรือเปล่า?”

            เหมือนกับว่าฉู่ซ่งเพิ่งนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้ “อ๋อ แม่เหรอ เขา เขารู้ว่าเธอจะมาก็เลยหายป่วยแล้ว จริงๆ นะ ตอนนี้รอเธออยู่ในบ้านกับพ่อน่ะ”

            “อ่อ อย่างนั้นหรอกเหรอ” ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกเกรงใจ ยืนอยู่ข้างหลังของฉู่ซ่ง เดินเข้าไปในบ้านด้วยความลังเลและเขินอายเล็กน้อย การตกแต่งบ้านธรรมดามาก รูปถ่ายขนาดใหญ่ที่อยู่ในห้องรับแขกดูเหมือนจะเกะกะเล็กน้อยแต่สะอาดตา เหมือนกับเพิ่งทำความสะอาดไปหยกๆ แม้แต่ให้ความรู้สึกเย่อหยิ่งภายใต้แสงอาทิตย์ที่สาดส่อง

            “เซี่ยเซี่ย” เสียงของผู้หญิงมีความตื้นตัน มองใบหน้าของเธอด้วยดวงตาที่พร่ามัวระคนความรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่า ต้องการจะเข้าใกล้แต่กลับเข้าใกล้เธอไม่ได้

            อี้เป่ยซีมองผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้า กาลเวลาไม่ปล่อยเธอไปง่ายๆ เลย สีหน้าร่วงโรยอย่างเห็นได้ชัด บนหน้าผากและหางตาล้วนมีรอยเหี่ยวย่น ใบหน้ายังคงเป็นรูปไข่สวยงามแต่เค้าโครงกลับหย่อนยานเล็กน้อย หลังจากนั้นชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินมาข้างเธอ ทั้งสองคนแก่ลงกว่าในความทรงจำเยอะมากๆ

            ทั้งสามคนยืนเหม่อและรักษาระยะห่าง ไม่มีใครเดินไปข้างหน้า ทุกคนต่างรู้ว่าแม้จะเดินเข้าไปใกล้ก็จะทำให้อีกฝ่ายอึดอัดไร้คำพูด

            “พ่อแม่ กินข้าวก่อนเถอะ ฉู่เซี่ยนั่งรถมาตั้งนานคงหิวแล้ว” การเอ่ยปากของฉู่ซ่งทำให้เกิดช่องว่างเล็กๆ ในความชะงักงันนั้น พวกเขาจึงต่างรู้สึกตัว คุณแม่ฉู่รีบเรียกให้ทั้งสามคนไปกินข้าว

            อี้เป่ยซียิ้มด้วยความสงบเสงี่ยม ทุกอิริยาบทนั้นเปี่ยมด้วยความเป็นกุลสตรี หลังกินข้าวเสร็จฉู่ซ่งพาเธอไปที่ห้องของเธอ การตกแต่งเป็นไปตามแบบที่เธอชอบ เพียงแต่มันกระจัดกระจายและไม่มีการออกแบบที่มีระเบียบ

            ควานหาในกระเป๋า โยนเสื้อผ้าที่ซักสะอาดแล้วไปที่เตียง อี้เป่ยซีหมดแรงอย่างสมบูรณ์ เธอทิ้งตัวลงบนที่นอน พื้นเตียงที่มีความแข็งกดแผ่นหลังของเธอ

            ไม่เห็นเหมือนกับที่เธอคิดไว้เลยสักนิด เธอจ้องมองเพดาน สิ่งที่เธอคิดอะไรงั้นเหรอ ก็คือพวกเขาเดินเข้ามาด้วยความตื่นเต้น กอดเธอพร้อมร้องไห้โฮด้วยความเจ็บปวด พูดว่าพอจากกันแล้วก็คิดถึงอีกฝ่ายมากมายเหลือเกิน?

            เธอคิดถึงมากหรือเปล่า? คิดถึงจนหลั่งน้ำตาหรือเปล่า?

            หรืออาจจะเป็นแบบที่พวกเขามักพูดกันบ่อยๆ ว่าเธอเพียงแค่หมกมุ่นกับความรู้สึกคิดถึงพวกเขาที่ตัวเองสร้างขึ้นมา ฉะนั้นจึงเสียใจเพราะว่าเธอเสียใจ คิดถึงก็เพราะว่าเธอคิดถึง

            จนกระทั่งเมื่อได้เจอหน้ากันจริงๆ หากจะร้องไห้ก็ไม่ใช่เป็นเพราะเหตุผลอื่นใดแต่เป็นเพราะเธอเข้าใจในจุดนี้แล้วจริงๆ เธอในตอนนี้รู้สึกอยากร้องไห้ซะเหลือเกิน แต่กลับรู้สึกเหมือนน้ำตาของตัวเองนั้นแห้งเหือด เธอรู้ดีว่าจะร้องอย่างไรก็ร้องไม่ออก

            “ฉู่เซี่ย ฉู่เซี่ย” ฉู่ซ่งเคาะประตู ไม่ได้ยินเสียงตอบจากคนข้างในก็เคาะประตูอย่างร้อนรน “ฉู่เซี่ยเธออยู่ข้างในหรือเปล่า?”

            “ฉันอยู่ มีอะไร?” เธอยกแขนบังดวงตา น้ำเสียงง่วงนอนมาก

            “เธอหลับแล้วเหรอ? ฉันเข้าไปคุยกับเธอได้ไหม?”

            “อย่าเลย พรุ่งนี้เถอะ นั่งรถมาตั้งนานหลับไม่สนิทเลย นายไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอก” เสียงของเธอยิ่งเบาลงกว่าเดิมเพราะมีชั้นไม้กั้นกลาง ฉู่ซ่งตั้งใจฟังอย่างมาก จำเป็นต้องจัดระเบียบคำที่เขาได้ยินอย่างแผ่วเบาอีกครั้งจึงจะรู้ว่าเธอพูดอะไร

            “ก็ได้ เธอพักผ่อนเยอะๆ”

            อี้เป่ยซีชักมือออก มองไปยังห้องน้ำด้านข้าง คว้าเสื้อผ้าของตัวเอง พยุงตัวลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไป

            เมื่อฉู่ซ่งกลับมาถึงห้องรับแขก สามีภรรยาบ้านฉู่สังเกตอาการเขาอยู่ตลอดเวลา มองเขากรอกน้ำตัวเองอย่างรวดเร็ว แล้วยกหลังมือขึ้นเช็ดปาก

            “ต้องเย็นชาขนาดนี้ด้วยเหรอ?”

            “ฉู่ซ่ง” คุณแม่ฉู่พูดอย่างจริงใจ “มันผ่านมานานเกินไปแล้ว นานเกินไป ยิ่งไปกว่านั้นเขาไม่ใช่ของพวกตั้งแต่แรก ต่อให้ยังรักก็ถูกเรื่องราวพวกนั้นทำลายไปเมื่อหลายปีก่อนแล้ว ตอนนี้เขาคืออี้เป่ยซี ประโยคนี้แม้จะไม่อยากจะยอมรับแต่มันก็ถูกตราบนหน้าอกของแม่กับแม่ของเธอแล้ว ไม่ใช่ว่าวันนี้เจอกัน อยู่ด้วยกันแค่ไม่กี่วันแล้วจะเปลี่ยนแปลงได้”

            “เขาไม่ใช่อี้เป่ยซี เขาก็คือฉู่เซี่ย ลูกสาวของพ่อกับแม่ พี่สาวของผมฉู่เซี่ย เหมือนเมื่อก่อน มันยากตรงไหน?”

            “พวกเราไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เธอก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว มันจะเหมือนเมื่อก่อนได้ยังไง”

        ฉู่ซ่งต้องการพูดอะไรบางอย่าง ได้แต่บีบแก้วแน่นด้วยความโมโหและไร้เรี่ยวแรง ข้อมือเปลี่ยนเป็นสีขาวจางๆ ผ่านไปสักพักจึงถอนหายใจ ระคนด้วยรสชาติและสีแห่งความมืดมน

————

บทที่ 116
โดย 

 

บทที่ 116 เพื่อเป้าหมายอันชั่วร้าย (8)

อี้เป่ยซีพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียง ไม่มีความรู้สึกง่วงเลย เธอเปิดเครื่องปรับอากาศ ปรับอุณหภูมิต่ำสุด นั่งอยู่บนเตียงโดยมีผ้าห่มพันรอบตัวเอง หันหน้าไปทางหน้าต่าง

‘แสงแรกของวันใหม่ที่นายเคยพูดถึงก่อนหน้านี้มันมีจริงเหรอ? หรือว่านายเป็นเพียงแค่ เครื่องจับเวลาโบราณที่ส่งเสียงยามค่ำคืน ลั่วจื่อหานเอ๊ย ลั่วจื่อหาน ตกลงว่ามันเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้กันแน่’

ลั่วจื่อหานกลับมาที่ออฟฟิศก็เริ่มทำงานไม่หยุด นวดคลึงขมับ ราวกับว่ามีบางอย่างรบกวนจิตใจ เขายกหูโทรศัพท์ “เรื่องที่คุยก่อนหน้านี้ เลื่อนการเตรียมการออกไปก่อนเถอะ”

“ครับประธานลั่ว”

เขาพิงเก้าอี้ หมุนเอียงเก้าอี้เล็กน้อย มองไปยังหน้าต่าง

‘เป่ยซี อี้เป่ยซี ฉู่เซี่ย เซี่ยเซี่ย’ เขายิ้มแล้วส่ายหน้า จากนั้นก็ขลุกอยู่กับเอกสารบนโต๊ะต่อ

โทรศัพท์ข้างๆ ดังขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ลั่วจื่อหานกดๆ คิ้ว “ฮัลโหล แม่”

“วันนี้วันเกิดน้องสาวลูก ลูกไม่คิดจะกลับบ้านหรือไง”

“แม่ งานที่บริษัทยังจัดการไม่เสร็จเลย เดี๋ยวผมก็จะกลับแล้ว”

“จื่อหาน ลูกลืมไปเหรอ จื่อเซี่ยน่ะเป็น…”

“แม่ ผมรู้แล้ว”

“ลูกสนิทกับอี้เป่ยซีมากเหรอ?”

ลั่วจื่อหานปิดฝาปากกา “จื่อเซี่ยบอกเหรอ”

“ลูกกำลังทำอะไรแม่ของลูกคนนี้ก็ถามไม่ได้งั้นเหรอ? อี้เป่ยซีเคยเป็นคู่หมั้นของลู่เยี่ยหวาไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมาอยู่กับลูกได้ล่ะ ลูกกำลังทำอะไรอยู่ อยากช่วยบ้านลู่แก้แค้นเหรอไง?”

“เรื่องของผม แม่ไม่ต้องเป็นห่วง”

“ลูกก็ยี่สิบแปดแล้ว ไม่ให้แม่ห่วงได้ยังไง?”

เขาถอนหายใจ “ยี่สิบแปดก็จะไม่เกี่ยวอะไรกับจื่อเซี่ย แม่ครับ ไว้ผมจะพาเขาไปเจอแม่”

“ถ้าหากเป็นอี้เป่ยซีล่ะก็ ลูกตัดใจซะเถอะ ผู้หญิงประเภทนี้ พวกเราบ้านลั่วรับไม่ได้ ลูกรีบกลับบ้านมาเดี๋ยวนี้”

“ครับๆๆ รู้แล้ว สองทุ่มผมก็กลับไปแล้ว เดี๋ยวยังมีประชุมอีก” พูดจบวางสายทันที ความสัมพันธ์ของแม่สามีดูเหมือนจะขัดแย้งกันซะแล้ว

อี้เป่ยซีไม่ได้โทรหาลั่วจื่อหานติดต่อกันหลายวัน และพยายามไม่ให้ตัวเองไปคิดเรื่องพวกนี้ ว่างๆ ก็ออกไปเดินเล่น ดูโน่นนี่นั่นกับคุณแม่อี้ วันเวลาไร้สาระที่คุยเล่นหยอกล้อกันก็ไหลผ่านไปราวกับสายน้ำ

เธอนอนอยู่บนเตียง จู่ๆ รู้สึกเหมือนว่าช่วงนี้ละเลยอะไรบางอย่างไป แต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก ‘ละทิ้งอะไรไปกันแน่นะ’ จนกระทั่งเมื่อฉู่ซ่งโทรมาหา ตำหนิติเตียนเธอด้วยเสียงสะอื้น ราวกับว่าตัวเองเป็นเด็กที่น่าสงสารที่สุด และเธอก็เป็นพ่อแม่ที่ใจร้ายใจดำที่สุด

“ฉันบอกกับนายแล้วว่าออกไปไม่ได้ ออกไปไม่ได้ อัยยา นายหยุดแกล้งร้องไห้ได้แล้ว”

“ฉันอยู่ข้างล่างบ้านเธอ”

“นาย นายมาทำอะไร ฉันบอกนายแล้วไม่ใช่เหรอ…ฮัลโหล ฉู่ซ่ง นาย…” เธอมองโทรศัพท์มือถืออย่างเหลือเชื่อ “นี่มันอะไรกัน ทำไมพวกนายถึงก่อเรื่องให้ฉันอยู่เรื่อยเลยนะ” เธอโยนโทรศัพท์มือถือไปบนเตียง รีบวิ่งลงไป ฉู่ซ่งนั่งอยู่บนโซฟาในห้องรับแขกแล้ว ยิ้มให้เธอ รับน้ำที่คุณแม่อี้ส่งมาให้

“คุณแม่อี้” เธอไม่อยากจะเชื่อภาพของความสามัคคีกลมเกลียวกันตรงหน้า “ฉู่ซ่ง”

“เป่ยซี พวกเธอคุยกันก่อน แม่จะไปเก็บของ ฉู่ซ่ง จะอยู่กินข้าวด้วยกันไหม?”

“ขอบคุณครับคุณน้า คุณน้าใจดีจังเลย”

“เฮ้อ โอเคๆๆ” พูดพลางก็หัวเราะแล้วออกจากห้องรับแขกไป อี้เป่ยซีเดินเข้ามาหาเขาด้วยสีหน้างงงวย

“นายไปทำอะไรไว้? สาริกาลิ้นทอง?”

เขาส่ายหน้า “ใช้สมองต่างหาก ใช่ว่าทุกคนจะเหมือนกับอี้เป่ยเฉินสักหน่อย คิดว่าทุกคนคือศัตรู คุณน้าอี้ยังค่อยมีเหตุผลหน่อย”

“นายพอใจแล้วสิ กินเสร็จก็รีบกลับไปได้แล้ว อย่ามาก่อเรื่องอีก”

“ฉู่เซี่ย เธอไม่รู้เหรอ ที่จริงพวกเขาชอบฉันมากนะ”

เธอมองค้อนฉู่ซ่ง “นายเอาความมั่นใจมาจากไหน”

“ก็มั่นใจแบบนี้แหละ ความมั่นใจมันมาจากไอคิวของฉัน เธอไม่มีเจ้าสิ่งนี้” เขาดื่มน้ำ วางแก้วลงบนโต๊ะ “ต้นไม้เหล็กก็ออกดอกได้ ยิ่งไปกว่านั้นคนอย่างฉันนี่แหละที่จะช่วยต้นไม้เหล็กของเธอได้”

“หมายความว่ายังไง?”

“ฉันกับอี้เป่ยเฉินทำโครงการร่วมกัน เขาทำดีกับเธอ เธอมองไม่ออกเหรอ? ครั้งนี้เขาก็เป็นคนแอบชวนฉันมา”

“หืม?”

ฉู่ซ่งส่ายหน้า “เดิมทีฉันไม่อยากบอกเธอหรอก เพราะแบบนี้เธอจะได้ไม่ต้องลำบากใจกับระยะห่างของคนสองคน แต่ฉันรู้สึกว่าไม่พูดไม่ได้ พวกเขาทำอะไรไว้ เธอก็ควรจะรู้ แบบนี้จะได้ยุติธรรมถูกไหม?”

อี้เป่ยซีหยุดมองหน้าของเขา ในสมองสับสน “จริงเหรอ?”

“ใช่สิ ยังมีอีกนะ” เขาลังเลอย่างเห็นได้ชัด “แม่ป่วยน่ะ เธอมีเวลากลับไปหรือเปล่า?”

“เขา เรียกให้ฉันกลับไป?”

ฉู่ซ่งกระแอมไอ “ใช่ ใช่สิ เขาให้เธอกลับไป ที่จริง แม่กับพ่อคิดถึงเธอมากนะ”

ดวงตาของอี้เป่ยซีเป็นประกาย กุมมือของเขาด้วยความตื้นตัน “จริง จริงเหรอ?”

“อือ จริงสิ เธอ กลับไปได้ไหม?”

“ได้สิ ได้สิได้อยู่แล้ว ฉันจะจากไปอย่างเงียบๆ ไม่ได้เอาอะไรไปด้วย ไม่มีใครรู้หรอก ทำไมจะไม่ได้ล่ะ”

ฉู่ซ่งหัวเราะแห้งๆ “แบบนี้จะดีเหรอ?”

“อืม ก็บอกว่าฉันออกไปเที่ยว ไม่เป็นไรหรอก”

เขาพยักหน้า แอบกัดฟัน ลั่วจื่อหานเข้าใจเธอดีจริงๆ แต่ว่า ถ้าหากเธอไม่ได้เห็นภาพการพบหน้ากันอีกครั้งแบบที่เธอตั้งตาคอย แน่นอนว่าจะต้องผิดหวังมากสินะ

‘คิดถึงเธอไหม? พวกเขาจะคิดถึงเธอหรือเปล่า ต่อให้คิดถึงเธอมากแล้วอยากเจอเธอหรือเปล่า’ แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่แน่ใจ

‘ช่างเถอะ วันนี้กลับไปถามก็แล้วกัน แม้ว่าไม่อยากเจอ ก็เสแสร้งสักนิดก็ได้’

‘รู้งี้ไม่รับปากลั่วจื่อหานหรอก’ เขาถอนหายใจ

“นายไม่ดีใจที่ฉันกลับไปเหรอ?”

“เปล่า จะเป็นไปได้ยังไง ฉันแค่กำลังคิดว่า กลับบ้านทางไหนจะเร็วกว่ากัน”

“ตอนนี้ฉันอยากเก็บของจนแทบทนไม่ไหวแล้ว” ดีใจจนเหมือนกับจะกระโดดโลดเต้น

อี้เป่ยเฉินเข้ามาเห็นอี้เป่ยซียิ้มสดใส อารมณ์ก็ดีขึ้นมามาก เดินเข้าไปหา “คุยอะไรกันดีใจขนาดนี้”

“พี่คะ ขอบคุณมาก” อี้เป่ยซีเดินเข้าไปกอดเขา สูดหายใจลึก “ขอบคุณพี่มากจริงๆ”

เขาเป็นเหมือนทุกครั้ง ลูบหัวของเธออย่างเอ็นดู “เด็กโง่”

“โดนพี่หลอกซะแล้ว”

ฉู่ซ่งเห็นท่าทางของสองคนที่คลอเคลียกัน มุมปากก็ยกยิ้ม ได้ยินเสียงของอี้เป่ยซี เขารู้ว่าตอนนี้เธอรู้ทางเลือกของตัวเองอย่างชัดเจน ชัดเจนกว่าในจินตนาการของตัวเองเสียอีก

‘ลั่วจื่อหานก็ควรขอบคุณเขา’ ฉู่ซ่งคิดในใจ เห็นทั้งสองคนกอดกันเนิ่นนาน ไอเบาๆ “ประธานอี้”

อี้เป่ยซีปล่อยมือแล้วเดินไปอีกทาง รินน้ำชาให้อี้เป่ยเฉินแก้วหนึ่ง ทั้งสามคนนั่งอยู่บนโซฟาด้วยกัน ไม่ทันรู้ตัวก็พูดคุยกันเป็นชั่วโมงแล้ว อี้เป่ยซีพิงพนัก ฟังฉู่ซ่งกับอี้เป่ยเฉินแซวเรื่องเธอตอนเด็กๆ อย่างอารมณ์ดีเป็นที่สุด

“จะมากเกินไปแล้ว หยุดพูดได้แล้ว”

“ยังมีที่ฉันไม่ได้เล่าอีกนะ”

“สมองเท่าเมล็ดถั่วอย่างนายจะจำได้แค่ไหนเชียว ฉันยังไม่รู้เรื่องพวกนี้เลย”

“แกล้งล่ะสิ”

————

บทที่ 115
โดย 

 

บทที่ 115 เพื่อเป้าหมายอันชั่วร้าย (7)

             ผู้คนข้างๆ หมุนเวียนไปหลายรอบแล้ว ชานมในแก้วก็หมดแล้ว ยังคงไม่เห็นลั่วจื่อหานลืมตา อี้เป่ยซีเขยิบเก้าอี้ไปข้างหน้า เอียงศีรษะมองดูเขา อดไม่ไหวยื่นมืออกมา จิ้มๆ แก้มของเขา จิ้มแล้วจิ้มอีก ยิ้มอย่างมีความสุข จู่ๆ มือก็ถูกคว้าไว้

            “นาย นายตื่นแล้วเหรอ” เธอต้องการดึงมือกลับ ลั่วจื่อหานกลับยิ้มแล้วเอามือของเธอมาจรดริมฝีปาก จูบปลายนิ้วของเธอเบาๆ รู้สึกอ่อนปวกเปียก อี้เป่ยซีออกแรงดึงกลับ “นาย”

            “หายโกรธแล้วเหรอ?”

            เธอผลักแก้วไปอีกทาง “โกรธมาก ตอนนี้ยิ่งโกรธกว่าเดิมอีก เมื่อกี้นาย นาย ฉัน” เธอออกแรงคว้าปลายนิ้วของตัวเอง พูดไม่ออกว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร โกรธงั้นเหรอ แต่ว่าก็รู้สึกจั๊กจี้อยู่ในใจ

            “หิวหรือเปล่า ช้อปมาตั้งนาน” ลั่วจื่อหานเอื้อมมือลูบๆ ผมของเธอ เปลี่ยนหัวข้ออย่างมีพิรุธ อี้เป่ยซีปัดมือของเขา

            “วันนี้ขอโทษไม่จริงใจเลย ฉันไม่รับหรอก”

            “แล้วถ้าซื้อเสื้อพวกนั้นเพิ่มล่ะ?”

            “นาย” อี้เป่ยซีเหยียบเท้าของเขาที่อยู่ใต้โต๊ะทันที “นายนี่หน้าไม่อายจริงๆ ทำไมเมื่อก่อนไม่ยักรู้”

            เขาขยี้ตา พยักหน้า “ก็นิดหน่อย”

            “ช่วงนี้นายเหนื่อยมากเหรอ? เมื่อกี้หลับลึกขนาดนั้น ไม่เหมือนนายเลยนะ”

            “คิดว่าเธออยู่ตรงหน้าอย่างปลอดภัยแล้ว ก็เลยรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาจริงๆ”

            เธอรีบก้มหน้า ซ่อนเร้นรอยยิ้มของตัวเอง หยิบหลอดขึ้นมาดูดจึงพบว่าตอนนี้มันหมดแล้ว ไอด้วยความเคอะเขิน “เอ่อ สั่งอีกแก้วได้ไหม?”

            ลั่วจื่อหานก็ไม่ได้เปิดโปงเธอ “ถ้าชอบวันหลังค่อยดื่มเถอะ เดี๋ยวก็กินข้าวไม่ลงพอดี”

            “อ๋อ ก็ ก็ได้” มุมปากยังคงยกยิ้ม

            “มีความสุขขนาดนั้นเลยเหรอ” เขาเลิกคิ้ว

            “มีความสุข มีความสุขอะไร?” เธอดูเวลาบนโทรศัพท์มือถือ “ฉันต้องกลับไปแล้ว พวกคุณแม่อี้น่าจะยังอยู่ข้างล่าง”

            เขากวาดตามองข้างนอกด้วยความเฉยเมย “น่าจะขึ้นมาแล้ว ไปกินด้วยกันไหม?”

            “หา?” อี้เป่ยซีเงยหน้า เห็นลั่วจื่อหานลุกขึ้นเดินออกไปแล้ว เธอหันไปก็เห็นแม่ลูกเดินมาด้วยกัน คว้ามือของลั่วจื่อหาน “นายจะทำอะไรน่ะ?”

            ตบๆ มือของเธอ “ไม่ต้องห่วง พวกเขาเห็นหมดแล้ว”

            “……”

            “เป่ยซี” คุณแม่อี้ก็เห็นทั้งสองคนที่ยื้อยุดกันอยู่ด้วย อี้เป่ยซีรีบดึงมือกลับ

            เธอหัวเราะหึหึ ลุกขึ้นพรวด สะดุดขาโต๊ะพุ่งตัวไปหาลั่วจื่อหาน เขาหันหลังเพียงเล็กน้อยก็รับเธอไว้ได้ “ซุ่มซ่ามอีกแล้ว” น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความเอ็นดู

            อี้เป่ยซีหน้าแดง รีบผละออกจากเขาวิ่งไปหาคุณแม่อี้ วินาทีที่เห็นสายตาแหลมคมของเธอหัวใจก็เต้นตึกตัก ‘คราวนี้จบเห่แน่’

            คุณแม่อี้และอี้เป่ยเฉินระวังลั่วจื่อหานอย่างเห็นได้ชัด คราวก่อนตัวเองยังบอกว่าไม่ได้เป็นอะไรกับลั่วจื่อหาน ครั้งนี้เหรอ สงสัยจะออกไปนอกบ้านไม่ได้แล้ว

            เธอกัดริมฝีปาก ดึงเสื้อของคุณแม่อี้เบาๆ “แม่คะ หนูหิวแล้ว”

            “กินชานมไปแค่แก้วเดียวก็ต้องหิวอยู่แล้ว ไม่รู้จักไปกินข้าวที่ร้านอาหาร” แม้จะมีท่าที่ตำหนิอี้เป่ยซี แต่กลับพุ่งเป้าไปที่ลั่วจื่อหาน “ประธานลั่ว ไปด้วยกันไหม?”

            “ไม่ค่ะ เขายังมีธุระ เมื่อกี้ที่ลุกขึ้นเพราะว่ากลับจะไปแล้ว ไม่ไปกับพวกเรา ไม่ไปค่ะ”

            “เป่ยซี” คุณแม่อี้เสียงสูง “อย่าเสียมารยาทแบบนี้สิ”

            ลั่วจือหานส่ายหน้า “ไม่สะดวกจริงๆ ครับ คุณน้าอี้ ข้างๆ มีร้านอาหารร้านนึงน่าจะถูกปากคุณน้า ผมคงทำหน้าที่เจ้าบ้านไม่ได้แล้ว”

            “ตอนนี้ประธานลั่วตั้งใจกับงานของตัวเองก็ดีแล้ว พวกเราไม่รบกวนคุณหรอก”

            ลั่วจื่อหานพยักหน้า ก้าวเดิน หยุดอยู่ข้างอี้เป่ยซีครู่หนึ่ง ก้าวยาวๆ จากไปด้วยรอยยิ้ม

            “แหะๆ แม่คะ พวกเรา…”

            คุณแม่อี้จิ้มๆ หน้าผากของเธอ ระคนความเหนื่อยหน่าย “เธอน่ะ พวกเรากลับไปกินที่บ้านกัน”

            เธอพยักหน้าหงึกหงัก “ใช่ค่ะ แม่ทำกับข้าวอร่อยกว่าข้างนอกเยอะเลย กลับบ้าน กลับบ้าน”

            อาจเป็นเพราะช้อปปิ้งนานจึงรู้สึกเหนื่อย ทั้งสามคนที่อยู่บนรถไม่พูดไม่จา จนกระทั่งรถจอด อี้เป่ยซีจึงค้นพบว่าไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปตั้งแต่เมื่อไร

            “เหนื่อยเหรอ?” คุณแม่อี้ตบหน้าของเธอเบาๆ

            เธอกอดเอวของคุณแม่ “ค่ะ นิดหน่อย”

            “เป่ยซี”

            “คุณแม่อี้ ตอนนี้หนูเหนื่อยแล้ว ต้องกินของทดแทนถึงจะมีแรงคิด ไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น”

            “เอาล่ะๆ ลงรถไปแล้วจะทำของโปรดเธอให้กิน ดีหรือเปล่า”

            เธอพยักหน้าอย่างแรง ถอนหายใจอยู่ในใจ อาหารจานโปรดของตัวเอง เธอก็คิดไม่ออกว่าตัวเองชอบกินอะไรที่สุด ในสายตาคนอื่นของมีของที่ชอบ มันก็แค่ความเคยชินเท่านั้น

            อี้เป่ยซีนั่งพิงเก้าอี้อยู่ครู่หนึ่งแล้วลงจากรถไปกับคุณแม่อี้ นั่งเหม่อลอยหน้าโทรทัศน์ จนกระทั่งเสียงตะโกนเรียกให้เธอกินข้าวจึงดึงสติกลับมา อี้เป่ยเฉินก็ลากเก้าอี้นั่งลงข้างเธอ มองดูมือของเธอ ไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ

            กินข้าวกันไม่พูดจา ทั้งสามคนนั่งอยู่ตรงนั้นเงียบๆ อี้เป่ยเฉินคีบกับข้าวลงในถ้วยของอี้เป่ยซีเป็นครั้งคราว เธอก้มหน้าไม่ได้พูดอะไร แต่ว่ารู้สึกไม่ค่อยชอบใจเท่าไรนัก

            ‘ทำไมเมื่อก่อนถึงไม่เคยรู้สึกว่าความเป็นห่วงแบบนี้มันมากเกินไป’

            หลังจากเก็บข้าวของเรียบร้อย อี้เป่ยซีบ่นว่าเหนื่อยๆๆ แล้วขึ้นไปนอนข้างบน คุณแม่อี้ไม่พอใจต่อการแสดงออกของอี้เป่ยซีเล็กน้อย สีหน้าเย็นชา และเดินตามขึ้นไป

            “เป่ยซี เป่ยซี” เธอเคาะประตู เมื่อไม่มีคนตอบรับจึงเดินเข้าไป ถอนหายใจ จัดดึงผ้าห่มของอี้เป่ยซีให้ดี นั่งลงข้างเธอ “แม่รู้ว่าเธอยังไม่หลับ”

            มือที่อี้เป่ยซีวางไว้ข้างศีรษะกระดิกเล็กน้อย ยังคงอยู่ท่าเดิม

            “เป่ยซี เธอรู้ไหมว่าลั่วจื่อหานเป็นใคร?” เธอลูบหลังของอี้เป่ยซี “เธอยังจำที่แม่เล่าให้เธอฟังเมื่อก่อนได้ไหม เรื่องชนชั้นสูง ล. จากประเทศ U ที่เทียบเท่าพวกตระกูลลู่น่ะ”

            อี้เป่ยซีเม้มปาก คุณแม่อี้พูดต่อ “ลึกลับ แปลกประหลาด ไม่ใช่พวกที่เธอจะเข้าไปยั่วยุได้”

            “คุณแม่อี้ หนูรู้ว่าแม่รักหนู” อี้เป่ยซีพลิกตัวหันมาหาเธอ “หนูแยกแยะได้”

            “เป่ยซี เรื่องเล่าก็คือเรื่องเล่า แม่เห็นเธอโตมาด้วยกันกับเป่ยเฉิน เธอ เมื่อก่อนเธอก็…”

            เธอคว้ามือของคุณแม่อี้ “คุณแม่อี้”

            “เอาล่ะๆ เธอตัดสินใจเองได้ก็ดีแล้ว เพียงแต่” เธอลังเลครู่หนึ่ง “เป่ยซี เธอมั่นใจแล้วเหรอว่าลั่วจื่อหานจริงใจกับเธอ? แม่รู้จักเธอดี เธอเป็นพวกเก็บอารมณ์ตัวเองไว้ไม่อยู่ ถ้าจะทุ่มเทเธอก็ต้องระวังให้มาก แต่ว่าลั่วจื่อหาน…”

            “หนู หนูไม่รู้ ตอนนี้หนูไม่รู้ความรู้สึกของตัวเอง และหนูก็ไม่รู้ว่าลั่วจื่อหานคิดยังไง หนูเพียงแค่ แค่รู้สึกว่า อยากอยู่ใกล้เขามาก อยากมากๆ ก็เท่านั้น หนูไม่รู้ว่าแบบนี้เรียกว่าชอบหรือเปล่า”

            คุณแม่อี้ลูบผมของเธอด้วยความเมตตา “เป่ยซี ถ้ายังไม่ถลำลึก ก็รีบออกมาเถอะ ช่วงนี้คิดให้ดีๆ ล่ะ หืม?”

        เธอพยักหน้า “งั้นหนูนอนแล้วนะคะ”

————

บทที่ 114
โดย 

 

บทที่ 114 เพื่อเป้าหมายอันชั่วร้าย (6)

             ทั้งสองคนคุยกันสักพัก อี้เป่ยซีได้ยินเสียงเคาะประตูของคุณแม่อี้จึงต้องการวางสาย

            “ไม่คุยกับนายแล้ว ฉันจะออกไปข้างนอกกับคุณแม่อี้”

            “อี้เป่ยเฉินด้วยเหรอ?”

            ทันใดนั้นอี้เป่ยซียิ้ม หรี่ตา “หึงเหรอ?”

            “รู้ว่าฉันหึง แสดงว่ายังมีสติอยู่”

            “ฉันเปล่า เอาล่ะฉันจะวางสายแล้ว ไว้ค่อยคุยกัน”

            “เป่ยซี”

            เธอสะพายกระเป๋าของตัวเอง เอียงศีรษะ “หืม?”

            “จู่ๆ ก็คิดถึงเธอจังเลย”

            เธอมีความสุขโดยไม่รู้ตัว “ไม่เจอกันนานแค่ไหนเอง”

            “นานมาก นานมากๆ แล้ว”

            คุณแม่อี้เคาะประตูอยู่ข้างนอกอีกหลายครั้ง อี้เป่ยซีบอกลาพอเป็นพิธีแล้ววางสายไป เปิดประตูโผเข้ากอดคุณแม่อี้

            “คุณแม่อี้ยังใจร้อนเหมือนเดิมเลย”

            “คุยโทรศัพท์?”

            “เปล่าค่ะเปล่า” เธอลูบจมูกอย่างไม่เป็นธรรมชาติ “หนูก็แค่รู้สึกว่า ออกไปกับคุณแม่คนสวยขนาดนี้ก็ต้องแต่งตัวให้ดีหน่อย ก็เลยใช้เวลานานไปนิด เป็นไงบ้าง ดูสดใสมากไหมคะ สวยมากไหม” อี้เป่ยซีหมุนตัวสองสามรอบ แล้วหมุนรอบคุณแม่อี้อีกสองสามรอบ

            “สวยหรือเปล่า สวยหรือเปล่า”

            คุณแม่อี้ยื่นมือหยิกแก้มของเธอ “สวยๆๆ เธอสวยที่สุดเลย ไปกันเถอะ”

            อี้เป่ยซีหัวเราะควงแขนของเธอลงไปข้างล่าง เดินไม่กี่ก้าวก็เห็นรถที่คุ้นเคยปรากฏสู่สายตา จอดข้างพวกเธอ อี้เป่ยซีตามคุณแม่อี้ขึ้นไปนั่งเบาะหลัง พูดคุยหยอกล้อกับเธอ เสียงหัวเราะที่ดังเป็นครั้งคราวค่อยๆ บรรเทาบรรยากาศที่อึดอัด

            มาถึงศูนย์การค้า คุณแม่อี้ก็ซื้อๆๆ เต็มที่ ลากอี้เป่ยซีลองชุดในร้านเสื้อผ้าทุกร้าน ซื้อเสื้อผ้าหลายสไตล์ ในขณะที่อี้เป่ยซีเดินแทบไม่ไหวแล้วนั้น คุณแม่อี้ก็ดึงดันต้องการจะลากเธอไปซื้อชุดชั้นในอีกสองสามตัว

            “คุณแม่อี้ หนูไม่จำเป็นต้องซื้อจริงๆ จริงๆ นะคะ”

            “เป่ยซี ทิ้งของเก่าไปได้แล้ว เด็กเกินไปแล้ว คราวนี้แม่จะซื้อชุดที่เหมาะกับวัยสาวของเธอให้” ได้ยินคำพูดของเธอ อี้เป่ยซีรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีนัก เหลือบมองอี้เป่ยเฉินด้วยความลำบากใจ เขากระแอมไอด้วยความอึดอัดบอกว่ามีธุระต้องขอตัวก่อน ทุกคนต่างรู้ดีว่าเป้าหมายของคุณแม่อี้คืออะไร เธอถอนหายใจเดินตามคุณแม่อี้ไปด้วยความจำใจ

            “ไม่โอเค ตัวนี้ไม่โอเคค่ะแม่” อี้เป่ยซีรีบแขวนเสื้อกลับไปที่เดิม สายตาเหลือบมองรอบกาย ใบหน้าวัยสาวแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย น่ารักมาก

            “ตัวนี้ก็ไม่เอา อ๊ะ ไม่เอาๆ” เธอส่ายหน้า ยืนกรานยัดเสื้อกลับไปไว้ที่เดิม คุณแม่อี้ไม่พอใจมาก เคาะหน้าผากของเธอ

            “ถ้าเธอเขินก็ไปรอตรงนั้น แม่จะเลือกให้เธอเอง”

            อี้เป่ยซีรู้ว่าตัวเองจะพูดมากไม่ได้ เดินลากเท้าไปอีกทาง เห็นท่าทางที่จริงจังของเธอ แอบย่องออกจากร้านไป ถอนหายใจอย่างแรง

            “อี้เป่ยเฉินกำลังเลือกชุดชั้นในให้เธอเหรอ” เสียงที่ดังขึ้นฉับพลันทำเอาอี้เป่ยซีสะดุ้งโหยง เห็นท่าทางของลั่วจื่อหาน อี้เป่ยซีรีบเข้าไปหา

            “นายไม่ได้อยู่ที่บริษัทเหรอ?”

            “ซื้อเสื้อ หรือว่าชุดชั้นใน?” ลั่วจื่อหานหรี่ตา อี้เป่ยซีรู้สึกอุณหภูมิรอบข้างสูงขึ้นเล็กน้อย อดไม่ไหวถูๆ แขน ตบๆ ไหล่ของเขา

            “แม่ฉันคิดว่าเสื้อผ้าของฉันเด็กเกินไป ยืนยันว่าจะมาฉันก็เลยไม่มีทางเลือก ฉันก็ผิดหวังมากนะโอเคไหม” เธอลำเชืองไปที่ป้ายร้าน “ดูยังไงฉันก็ไม่ใช่คนที่จะใส่เสื้อประเภทนี้เลย” เศร้าหมองอย่างเห็นได้ชัด

            ลั่วจื่อหานหัวเราะ กอดเธอเบาๆ ปลอบอย่างอ่อนโยน “ไม่เป็นไร เสื้อของเธอเมื่อก่อนมันก็…”

            “นาย…” อี้เป่ยซีทั้งเขินทั้งโมโห ผลักเขาทันที “ไม่มีอะไรจะพูดกับนายแล้ว นายว่างนักหรือไง ยังมีเวลามาช้อปปิ้ง”

            “อี้เป่ยเฉินมีเวลา ฉันก็มีบ้างไม่ได้เหรอ?”

            “เฮ้อ ทำไมนายถึงยิ่งพูดยิ่งใส่อารมณ์แบบนี้ล่ะ เอ๊ะ นายจะเข้าไปทำไม?”

            มุมปากยกขึ้น ยิ้มชั่วร้าย “ก็ต้องไปซื้อของอยู่แล้ว ยังจะทำอะไรได้ล่ะ”

            “นาย นายจะซื้อให้ใคร”

            เขาพยักหน้าด้วยท่าทีจริงจัง บอกตัวเลขจำนวนมาก “ซื้อให้คนในฝัน ได้หรือเปล่า”

            “ลั่วจื่อหาน นายมันหน้าไม่อาย”

            “จะรังเกียจลองให้หน่อยไหม คิดซะว่าเป็นนางแบบ?”

            อี้เป่ยซีกลับหลังหันด้วยความโมโห มองค้อนเขาแล้วกลับไปหาคุณแม่อี้ทันที นึกว่าลั่วจื่อหานแค่หยอกเธอเล่นเท่านั้น คิดไม่ถึงว่าจะเดินป๋อเข้าไปจริงๆ พนักงานขายรีบเดินตามไป

            เขายิ้มพร้อมก้มหน้าไม่รู้ว่าพูดอะไร พนักงานขายพยักหน้าเขินอายเล็กน้อยเดินจากไปแล้ว ลั่วจื่อหานเห็นอี้เป่ยซีที่จงใจก้มหน้า ยิ้มมุมปากเดินเข้ามาหาพวกเธอ

            “คุณน้าอี้ เป่ยซี” ทักทายผู้หญิงทั้งสองคนอย่างสุภาพบุรุษ อี้เป่ยซีทนไม่ไหวอยากจะผลักเขาไปให้ไกลๆ ทำไมถึงไม่เคยรู้สึกมาก่อนว่าลั่วจื่อหานเจ้าเล่ห์ขนาดนี้ วันนี้ได้เห็นจริงๆ แล้ว

            “ประธานลั่วมาซื้อของให้น้องสาวเหรอ?”

            เขาส่ายหน้า “ผมไม่เหมือนกับประธานอี้ จื่อเซี่ยไม่ยอมให้ผมช่วยเขาทำเรื่องแบบนี้หรอกครับ”

            “แฟน?”

            “เอ่อ กำลังพยายามอยู่” ไม่ได้มองอาการของอี้เป่ยซี จะต้องทั้งอายทั้งโมโหแน่ๆ ยิ้มพลางรับเสื้อผ้าในมือของคุณแม่อี้มา “ตัวนี้ก็ไม่เลว เขาผิวขาว เหมาะสมมาก”

            คุณแม่อี้ไม่ได้แสดงอาการ เหลือบมองอี้เป่ยซีที่กำลังก้มหน้า กระแอมไอเบาๆ “ไม่ยักรู้ว่าคุณสนใจเรื่องพวกนี้ด้วย”

            เขาพยักหน้า “เขาก็แค่เขินนิดหน่อย เป่ยซี เธอคิดว่าตัวนี้เป็นไง”

            อี้เป่ยซีเงยหน้าขึ้นมาจ้องเขา ขณะที่คุณแม่อี้กำลังจะมองมาเธอรีบละสายตา “ฉัน ฉันไม่รู้ แล้วแต่พวกคุณเถอะ ฉันขอออกไปก่อน”

            “เมื่อก่อนตอนที่เธอออกมาซื้อของกับพี่ชายก็ไม่เห็นหน้าบึ้งแบบนี้ ไม่ชอบแม่แล้วเหรอ?” คุณแม่อี้ดึงแขนของอี้เป่ยซีไปอีกทาง “ดูอีกหน่อยสิ”

            ลั่วจื่อหานหรี่ตาเล็กน้อย ยิ้มเยือกเย็น “ประธานอี้ก็อยู่ด้วยเหรอ”

            “ไม่อยู่ เขาไม่อยู่” อี้เป่ยซีรีบตอบ ไม่สนใจสีหน้าของคุณแม่อี้ ดึงมือออก กล่าวขอโทษแล้วพรวดออกไป

            “ดูท่าทางประธานลั่วแล้ว จีบผู้หญิงครั้งแรกเหรอ?”

            เขาแขวนเสื้อกลับอย่างดี “แค่ครั้งเดียว”

            “ไม่ว่าแค่ครั้งเดียว หรือว่าครั้งแรก ฝืนหรือแย่ง ก็ไม่มีความหมาย”

            เขาเยื้องย่างสองสามก้าว “ก็แค่เอากลับมาไม่ได้ซับซ้อนอะไร ผมยังมีธุระ แล้วเจอกันครับ” พูดจบก็เดินออกไปจากร้านชุดชั้นใน มองรอบทิศ ไม่เห็นเงาของอี้เป่ยซี เขาถอนหายใจ ส่งข้อความจากโทรศัพท์มือถืออย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ขึ้นไปร้านชานมที่ชั้นเจ็ดอย่างสบายอารมณ์

            ลั่วจื่อหานมองดูโทรศัพท์มือถือเป็นครั้งคราว เนื่องจากออร่าของเขาที่ทำให้คนไม่กล้าเข้าใกล้ รอบกายจึงไม่มีใครเลยสักคน รู้สึกแปลกแยกอย่างเห็นได้ชัด

จนกระทั่งอี้เป่ยซีอ้อยอิ่งขึ้นบันไดมา ก็เห็นลั่วจื่อหานพิงอยู่บนเก้าอี้อย่างแปลกแยก หลับตา คิ้วขมวดกันเล็กน้อย เธอถือชานมแก้วหนึ่ง นั่งลงตรงข้ามลั่วจื่อหาน มองดูเขาอย่างตั้งใจ

————

บทที่ 113
โดย 

 

บทที่ 113 เพื่อเป้าหมายอันชั่วร้าย (5)

             อี้เป่ยซีอาศัยช่วงที่อี้เป่ยเฉินกำลังอึ้งลุกขึ้นนั่ง สงบลมหายใจของตัวเอง ก้าวเท้ายาวๆ ไปห้องน้ำ ปิดประตูอย่างแรง จากนั้นเสียงน้ำซู่ก็ดังขึ้น

            อี้เป่ยเฉินมองดูอ้อมแขนที่ว่างเปล่า รู้สึกทรมานเหมือนมีบางอย่างสูบออกไปจนแห้งเหือด บางจุดในร่างกายก็รู้สึกเจ็บจางๆ เขาพยุงตัวลุกขึ้น มองประตูห้องน้ำที่ปิดสนิท ค่อยๆ ค่อยๆ เดินออกไป

            “เอ๊ะ ทำไมเป่ยซีไม่ลงมาด้วยล่ะ?” คุณแม่อี้มองไปด้านหลังอี้เป่ยเฉิน เอ่ยถาม

            “อาบน้ำ” ตอบสั้นๆ ราวกับกลัวดอกพิกุลทองจะร่วง นั่งลงบนเก้าอี้อย่างไร้ชีวิตชีวา ยกแก้วน้ำขึ้น

            “นั่นมันของเมื่อวาน”

            เขาดื่มไปอึกหนึ่ง น้ำเสียงเมินเฉย “ไม่เป็นไร”

            “เฮ้อ ลูก…”

            เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับแม่ของเขาด้วยอารมณ์ที่ชัดเจน “เดี๋ยวฉินรั่วเข่อจะกลับมา”

            “เขา” คุณแม่อี้วางกระแทกอาหารเช้าลงบนโต๊ะ “ลูกยังสร้างความวุ่นวายไม่พอเหรอ?”

            “ผมมีวิธีของผม แม่ไม่ต้องยุ่ง”

            เธอดึงแก้วในมือของอี้เป่ยเฉินออกมา แทนที่ด้วยชาร้อนแก้วหนึ่ง “ลูกเป็นลูกของแม่ เป่ยซีก็เป็นลูกสาวที่แม่อุปการะมาหลายปี พวกลูกเป็นยังไงแม่จะไม่รู้เหรอ เป่ยเฉิน ถ้าลูกอยากจะอยู่กับเป่ยซี…”

            “ผมไปจัดการงานที่บริษัทก่อน แม่กับเสี่ยวซีกินก่อนเถอะ เดี๋ยวผมจะมารับออกไปข้างนอก”

            “ลูกนี่นะ” คุณแม่อี้ส่ายหน้าแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ “ไปเถอะๆ”

            ผ่านไปสักพัก อี้เป่ยซีจึงลงมาจากชั้นบนด้วยความอืดอาด มองรอบทิศ เมื่อเห็นว่าไร้เงาของอี้เป่ยเฉิน ก็รู้สึกโล่งอกโดยไม่รู้ตัว บิดขี้เกียจอย่างผ่อนคลายเดินไปหาคุณแม่อี้ กอดเธอจากด้านหลัง

            “ไม่ได้กินกับข้าวฝีมือคุณแม่นานแล้ว”

            คุณแม่อี้ตบหลังมือเธอเบาๆ “งั้นเธอต้องกินเยอะๆ ช่วงนี้เห็นเธอผอมลงมาก กอดแล้วเจอแต่กระดูก”

            “คุณแม่รังเกียจหนูแต่เช้าเลยเหรอ น่าเสียใจจังเลย” เธอปล่อยมือ สูดจมูกฟึดฟัด “ทำไมหนูถึงน่าสงสารแบบนี้นะ”

            “เอาล่ะๆ เอาใหญ่แต่เช้า กินข้าวก่อนเถอะ กินแล้วค่อยกวน”

            กินข้าวก่อนเถอะ อี้เป่ยซีคิดถึงท่าทางของลั่วจื่อหานขึ้นมาทันใด หมอนั่นชวนให้เธอกินข้าวทุกครั้ง ‘เอาล่ะกินข้าวๆ’ อี้เป่ยซีนั่งลงที่โต๊ะจึงนึกขึ้นมาได้ “เอ่อ คุณแม่อี้ พี่ล่ะคะ?”

            “เขาไปที่บริษัทแล้ว จะให้แม่บอกให้เขากลับมาตอนนี้หรือเปล่า?”

            “ไม่ต้องค่ะ ไม่ต้อง พี่เขางานยุ่ง อย่ากวนเขาเลย”

            คุณแม่อี้ยกถ้วยซุปให้อี้เป่ยซี “แม่นึกว่าตอนนี้พวกเธอตัวติดกันซะอีก เมื่อก่อนเธอตามหลังพี่เป่ยเฉินตลอดเลยไม่ใช่เหรอ?”

            อี้เป่ยซีพยักหน้า “ใช่แล้วๆ ตอนนี้ก็ยังตามหลังพี่เขา ทำยังไงก็ตามไม่ทัน ทรมานมากเลยนะคะ”

            “พอได้แล้ว กินเถอะ”

            อี้เป่ยซีชิมกับข้าวไปคำหนึ่ง คิ้วขมวดกันเล็กน้อย แล้วก็กินเงียบๆ

            เมื่อก่อนคิดมาตลอดว่ากับข้าวที่คุณแม่อี้ทำคือกับข้าวที่อร่อยที่สุดในโลกใบนี้ ทุกครั้งที่มาก็คิดถึงรสชาติในอดีตอยู่เสมอ จนเมื่อได้กินจริงๆ แล้ว จึงพบว่าเหมือนจะต่างจากรสเลิศที่ตัวเองจินตนาการไว้มาก หากเทียบกับอาหารที่ลั่วจื่อหานทำแล้วก็ต่างกันมากเช่นกัน

            ทำไมถึงคิดถึงลั่วจื่อหานอยู่เสมอ เธอกัดเนื้อคำหนึ่งอย่างแรง ‘ตอนนี้เขากินข้าวเช้าแล้วยัง? หรือว่าไม่ทันได้กินก็ไปที่บริษัทแล้ว?’

            ‘อัยยา จู่ๆ คิดถึงลั่วจื่อหานแบบนี้ไม่วางใจเลยจริงๆ ทั้งที่ก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว’

            ทันใดนั้นก็อยากกินฝีมือของลั่วจื่อหาน อยากเจอเขาจังเลย

            ความรู้สึกแบบนี้ช่างน่าผิดหวังจัง

            “คิดอะไรอยู่เหรอ?”

            เธอส่ายหน้า พูดจาตะกุกตะกัก “กำลังคิดว่าทำไมคุณแม่อี้ทำกับข้าวอร่อยจังเลย ทำไมหนูถึงทำไม่เป็นสักที”

            “ถ้าอยากหัดคราวนี้แม่จะสอนเธอ”

            ภาพที่ลั่วจื่อหานจับมือเธอทำกับข้าวในตอนนั้นผุดขึ้นมาในสมองของอี้เป่ยซีฉับพลัน หน้าแดงโดยไม่รู้ตัว ‘หัดทำกับข้าวให้ลั่วจื่อหานกินงั้นเหรอ? เขาจะต้องไม่ชอบแน่ๆ เลย’

            ‘เชอะ มีแต่ลั่วจื่อหานหรืออย่างไรกัน เธอจะทำให้ฉู่ซ่ง หลานฉือเซวียน หรือเซี่ยเช่อกินก็ได้นี่นา แต่ว่านะ พวกเขาก็ทำกับข้าวเป็นทั้งนั้น ทำไมเธอถึงไม่ได้เรื่องแบบนี้’

            “เฮ้อ หนูไม่มียีนส์ทำกับข้าวหรอก”

            “งั้นก็ดี ให้เป่ยเฉินทำให้เธอกินสิ”

            มือของอี้เป่ยซีหยุดชะงัก จู่ๆ ก็หมดความอยากอาหาร หัวเราะเจื่อนๆ กินไปอีกไม่กี่คำ วางตะเกียบลง “เอาล่ะ หนูอิ่มแล้ว”

            “กินน้อยจังเลย?”

            “เยอะแล้วค่ะ ก่อนหน้านี้คิดถึงแต่เรื่องสอบ ไม่ค่อยหิว ที่หนูกินตอนนี้ถือว่าเยอะที่สุดในช่วงนี้แล้ว”

            คุณแม่อี้เก็บโต๊ะ “เรียนหนักมากเลยเหรอ?”

            “ทั่วๆ ไปค่ะ หนูรู้สึกว่าเทอมนี้ก็ไม่เลวเท่าไร” เธอแสดงอาการโอ้อวด เปี่ยมด้วยความมั่นใจ

            “มีอะไรไม่เข้าใจก็ถามเป่ยเฉินได้ ถึงเขาจะยุ่งก็มีเวลาติวให้เธอ”

            เธอรีบโบกมือ “ไม่ต้องหรอกค่ะ พี่เขา…เอ่อ หนูเรียนเองได้ มีเพื่อนคอยช่วยหนู”

            “เป่ยซีเอ๊ย” เธอหยุดชะงัก “เธอสนิทกับลั่วจื่อหานมากเหรอ?”

            อี้เป่ยซีชักขาของตัวเองกลับมา พูดจาติดขัดเล็กน้อย “หนู เขา เป็นแค่ เพื่อน พี่ เขาทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่”

            “ไม่เป็นไร เป่ยซีตอนนี้เธอสิบแปดแล้ว จะคบหากับใครก็เป็นอิสระของเธอ บางทีเป่ยเฉินก็ระแวงไปหน่อย แต่ว่าเป่ยซี เธอรู้ภูมิหลังของลั่วจื่อหานดีแล้วเหรอ เขา…”

            “หนูไม่ได้เป็นเพื่อนกับภูมิหลังของเขา” อี้เป่ยซีพึมพำ เห็นปฏิกิริยาของคุณแม่อี้ก็รู้ว่าเธอได้ยินแล้ว อีกทั้งยังเป็นคำตอบที่ทำให้เธอไม่พอใจมาก ยิ้มเป็นเชิงขอโทษ “เอ่อ หนูเข้าใจที่คุณแม่อี้พูดแล้ว จะทำตามที่สอนค่ะ”

            “พูดจาเก่งนะ”

            “ทำก็เก่งด้วยค่ะ หนูยังช่วยคุณแม่อี้เก็บของได้ด้วยนะ” พูดพลางช่วยเธอเก็บถ้วยตะเกียบไปไว้ในห้องครัวและช่วยล้าง จากนั้นก็อยู่พูดคุยที่ชั้นล่างครู่หนึ่ง จู่ๆ คุณแม่อี้บอกว่าจะออกไปเดินเล่น อี้เป่ยซีครุ่นคิด พยักหน้าและขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้า

            เลือกเสื้อและกางเกงที่ใส่สบาย หยุดอยู่หน้าประตูสักพัก แล้วเปิดโทรศัพท์มือถือ

            “ฮัลโหล ว่าไง?” น้ำเสียงอ่อนโยน

            “ปะ เปล่า”

            “ไม่มีอะไรทำไมพูดตะกุกตะกักล่ะ” ไม่รู้ว่าลั่วจื่อหานอยู่ที่ไหน เงียบสงบมาก ‘น่าจะอยู่ที่ออฟฟิศของตัวเองล่ะมั้ง ยังไม่รู้เลยว่าออฟฟิศของเขาเป็นอย่างไร? เหมือนกับของพี่ชายหรือเปล่า?’

            “ออฟฟิศนายเป็นยังไงเหรอ” หลุดประโยคนี้ออกมาโดยไม่รู้ อี้เป่ยซีอดไม่ไหวกัดลิ้นของตัวเอง ‘แค่คิดก็พอแล้ว จะถามทำไมกัน’

            ทางนั้นก็คงคิดไม่ถึงว่าจะมีคนถามคำถามนี้ หลังจากผ่านไปหลายวินาทีจึงหัวเราะ “อือ เธอจะมาเยี่ยมก็ได้นะ”

            “เปล่า ฉันเปล่า เมื่อสายมันซ้อนกัน”

            “อ๋อ สายซ้อน มีอะไรเหรอ?”

            “ไม่มีอะไรก็โทรหานายไม่ได้เหรอ” อี้เป่ยซีมุ่ยปาก นั่งลงบนเตียง

            “เปล่า ก็แค่ ช่างเถอะ เป่ยซี เธอจะโทรหาฉันเมื่อไรก็ได้ ฉันดีใจมาก”

            เธอยิ้มกว้าง “ไม่รบกวนนายเหรอ?”

            “ไม่รบกวน”

            อี้เป่ยซีจึงนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองอยากถามอะไร “แล้ว เมื่อเช้านาย กินข้าวแล้วยัง?”

            “เพิ่งคิดจะถามเรื่องข้าวเช้าฉันป่านนี้เหรอ?”

            “ใช่สิ ถ้านายยังไม่กิน ไม่มีอะไรไม่มีอะไรที่อยากกิน ฉันจะ…”

            “ส่งข้าวมาให้ฉัน?”

        “ฝันไปเถอะ ฉันจะช่วยนายสั่งข้าวจากข้างนอก”

————

บทที่ 112
โดย 

 

บทที่ 112 เพื่อเป้าหมายอันชั่วร้าย (4)

             เช้าวันต่อมา ลั่วจื่อหานมาส่งอี้เป่ยซีที่จิ่นหยวน

            “เป่ยซี” ลั่วจื่อหานดึงกระเป๋าของเธอ ไม่ยอมปล่อยมือ

            อี้เป่ยซีหันกลับไป ยิ้มผ่อนคลาย “ไม่เป็นไรน่า นายกำลังกังวลเรื่องอะไร?”

            จู่ๆ เขายื่นมือดึงเธอเข้ามากอด ไม่ได้พูดอะไร ได้แต่กอดไว้อยู่แบบนี้ ราวกับว่าหากปล่อยมือแล้วก็จะไม่ได้เจอหน้ากันอีก

            “ฉันก็แค่กลับบ้าน ไม่ได้ไปตายสักหน่อย นายจะตื่นเต้นไปทำไม” อี้เป่ยซีตบๆ ไหล่ของเขา “ตอนนี้เพิ่งเห็นว่านายยังมีด้านเด็กน้อยแบบนี้เหมือนกัน”

            “ใช่ งั้นเธอจะปลอบฉันยังไง”

            “หา?” เธออดขำไม่ไหว “นายเป็นแบบนี้ฉันปลอบไม่ไหวหรอกนะ”

            ได้ยินแล้วลั่วจื่อหานจึงปล่อยมือ แสดงอาการประมาณว่าถ้าเธอปลอบไม่ดีฉันก็จะไม่ปล่อยเธอไปไหน อี้เป่ยซีเขย่งปลายเท้า จูบริมฝีปากเขาเบาๆ

            “แบบนี้ได้ไหม? สบายใจขึ้นบ้างหรือเปล่า?”

            ลั่วจื่อหานดึงสติกลับมาจากความงุนงง ส่ายหน้า ทำเป็นแสดงสีหน้าไม่พอใจมาก

            “เอาล่ะ” อี้เป่ยซีลากกระเป๋าเดินทางที่อยู่ด้านข้าง “งั้นฉันกลับก่อนนะ”

            “เป่ยซี”

            “หืม” เขาโน้มตัวประกบริมฝีปากของเธอ ค่อยๆ ยื่นปลายลิ้นออกมา มุมปากของอี้เป่ยซียกยิ้ม จูบตอบด้วยความเคอะเขินเล็กน้อย ราวกับว่าระบบการยับยั้งชั่งใจของลั่วจื่อหานขัดข้อง คว้าศีรษะของเธอและดื่มด่ำกับของเหลวในปากของเธอ จนกระทั่งทั้งสองคนหายใจติดขัด เขาจึงผ่อนคลายด้วยความไม่เต็มใจนัก และกัดริมฝีปากที่บวมแดงแผ่วเบา

            “นายเป็นหมาหรือไง?” ใบหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน

            เขาโน้มตัว “เธอจะกัดกลับก็ได้นะ”

            “ไม่ ไม่ต้องล่ะ ลาก่อน” ลากกระเป๋าวิ่งเหยาะๆ ลั่วจื่อหานตอบกลับว่าลาก่อนอย่างมีความสุข รอจนกระทั่งเธอมาถึงหน้าประตูจึงขับรถจากไป

            อี้เป่ยซีควานหาในกระเป๋าตัวเอง ทันใดนั้นจึงนึกขึ้นมาได้ว่าคราวก่อนทิ้งกุญแจไว้ที่บ้าน คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะต้องกดกริ่งเหมือนเป็นคนนอก

            มือกดกริ่งสีขาว มองดูประตูที่แกะสลักเป็นรูปดอกไม้ รู้สึกห่างเหินและไม่คุ้นเคย ‘เป็นเพราะว่าไม่ค่อยกลับบ้านงั้นเหรอ แต่ว่าก็แค่ไม่กี่เดือนเองนะ’

            “ใครคะ มาแต่เช้าเลย” เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคย ความรู้สึกเหินห่างหายไปจากร่าง อี้เป่ยซีอ้าแขนกอดร่างนั้นไว้แน่น

            “อือ คุณแม่อี้หนูคิดถึงแม่จังเลย”

            เธอตบๆ ไหล่ของอี้เป่ยซีเชิงตำหนิ “คิดถึงแม่ก็ไม่รู้จักโทรมาหาแม่บ่อยๆ ถ้าพี่เธอไม่บอกแม่ก็ไม่รู้ เธออยู่ที่นี่…”

            “หนูอยู่ที่นี่สบายดีค่ะ ใช่ว่าแม่ไม่รู้จักพี่ชาย เรื่องเล็กๆ เขาก็ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ได้ คุณแม่อี้ ให้หนูเข้าบ้านก่อนเถอะ” อี้เป่ยซีลากกระเป๋า รู้สึกว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยแต่ก็รู้สึกว่าทุกอย่างเปลี่ยนไป

            เธอกำกระเป๋าตัวเองแน่น ไม่รู้ว่าต้องไปทางไหน

            “ไม่กลับบ้านแค่ไม่กี่วัน ลืมแล้วเหรอว่าห้องของตัวเองอยู่ที่ไหน?” คุณแม่อี้ยกมือขึ้นเคาะหน้าผากของเธอ “วางไว้ก่อน เดี๋ยวจะให้เป่ยเฉินมายกขึ้นไปให้เธอ”

            “พี่อยู่บ้านเหรอคะ” ได้ยินคำพูดของอี้เป่ยซี เธอรู้สึกทะแม่งๆ แต่เมื่อคิดดูอีกแล้วก็ไม่ได้ถามอะไร เป็นการแสดงความสนิทสนมของคนในครอบครัวตามปกติ เธอน่าจะคิดมากไป คุณแม่อี้มองดวงตาที่สดใสของ

อี้เป่ยซี ยังคงมีลักษณะที่ไร้เดียงสาอ่อนต่อโลกเหมือนเมื่อก่อน พยักหน้าอย่างวางใจ

            ‘เธอน่าจะคิดมากไป พวกเขาสองคนน่าจะไม่มีเรื่องอะไรหรอกมั้ง’

            “ทำไมล่ะ ไม่อยากให้พี่ชายเธออยู่กับพวกเราเหรอ?”

            “จะเป็นไปได้ยังไง คุณแม่อี้กลับมาแล้ว พี่จะต้องทิ้งธุระทั้งหมดเพื่อมาอยู่กับแม่แน่ๆ แค่คิดไม่ถึงว่าสายป่านนี้แล้วพี่ยังไม่ตื่นอีก”

            คุณแม่อี้เผยรอยยิ้มโอบอ้อม “แม่ให้เขาจัดห้องให้เธอแล้ว เป็นการลงโทษ”

            “อ่อ” อี้เป่ยซีหัวเราะ รู้สึกซีดขาวหมดแรง จากนั้นอี้เป่ยเฉินค่อยๆ ลงมาจากชั้นบน เดินมาหาเธอหิ้วกระเป๋าแล้วเดินขึ้นไปชั้นบน ไม่พูดไม่จา

            “เด็กคนนี้นี่ ทำไมไม่พูดอะไรสักคำ”

            อี้เป่ยซีเม้มปาก “ไม่รู้สิคะ ถูกคุณแม่อี้ทำโทษเป็นใครก็อารมณ์เสียทั้งนั้น งั้นหนูขึ้นไปดูหน่อยนะ?”

            เธอพึงพอใจกับความเป็นห่วงของอี้เป่ยซีมาก พยักหน้า ตบๆ หลังมือของเธอ “อืม ไปเถอะ”

            อี้เป่ยซีจงใจเดินเข้าห้องของตัวเองช้าๆ การตกแต่งยังคงเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในอากาศยังคงมีกลิ่นเทียนหอมสดชื่น ม่านหน้าต่างสีอ่อนยังคงพริ้วไหวเบาๆ เธอมองดูอี้เป่ยเฉินที่จัดกระเป๋าของเธออย่างตั้งใจ พูดอะไรไม่ออก

            “คิดจะยืนอยู่ตรงนั้นตลอดเลยหรือไง?”

            “เปล่า เดี๋ยวก็ลงไปกินข้าวแล้ว”

            “ถ้าแม่ไม่กลับมา เธอกะว่าจะไม่กลับบ้านอีกแล้วใช่ไหม”

            อี้เป่ยซีเดินไปข้างหน้า “จะเป็นไปได้ยังไง พี่ชายกับแม่ของฉันอยู่ที่นี่ ฉันจะไม่กลับบ้านได้ยังไงล่ะ” เธอมองดูเสื้อผ้าในมือของอี้เป่ยเฉิน “ฉันทำเองเถอะ”

            อี้เป่ยเฉินไม่ได้พูดอะไร หลีกทางมองเธอเก็บข้าวของ “เธอกับลั่วจื่อหานไปถึงขั้นไหนแล้ว?”

            “ถึงขั้นไหนอะไร พวกเราเป็นแค่เพื่อน”

            “เพื่อนที่นอนเตียงเดียวกันงั้นเหรอ”

            เธอหยุดชะงัก “พี่ ฉันไม่อยากทะเลาะอะไรกับพี่ ฉันบอกไปแล้ว ว่าฉันสิบแปดแล้ว ฉันจัดการเรื่องของตัวเองได้ พี่ไม่ต้องห่วงฉันตลอดเวลาหรอก”

            “งั้นเหรอ ถ้าฉันไม่ห่วงเธอ ก็ขึ้นเตียงกับลั่วจื่อหานไปนานแล้วใช่ไหม”

            “พี่ พี่พูดเหลวไหลอะไร” อี้เป่ยซีปิดกระเป๋าเดินทางอย่างแรง “พวกเราไม่ได้เป็นอะไรแบบนั้น ลั่วจื่อหานไม่ได้เป็นแบบที่พี่คิด เขาเป็นคนดีจริงๆ”

            “พวกเธอมีอะไรกันแล้ว?”

            อี้เป่ยซีระงับความต้องการที่จะระเบิดออกมา ยัดเสื้อผ้าเข้าตู้เสื้อผ้าอย่างแรง “ฉันกับลั่วจื่อหานไม่เหมือนพี่กับฉินรั่วเข่อ”

            “อ๋อ เธอหึงเหรอ?”

            เธอหัวเราะ “พี่คะ วันนี้วันหยุดควรจะพาคุณแม่อี้ออกไปเดินเล่นไม่ใช่เหรอ?” เธอหันหลัง “อารมณ์จะได้ดีขึ้น”

            อี้เป่ยเฉินก็หัวเราะและเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว ยกคางเธอขึ้นบังคับให้มองหน้าตัวเอง กัดริมฝีปากของเธออย่างแรง คว้ามือของเธอที่ดิ้นรนสุดชีวิต กลับหลังหันกดเธอลงบนเตียง

            “อือ พี่เป่ย…ปล่อย…” มือข้างหนึ่งคว้าข้อมือที่เรียวบางของเธอล็อคไว้เหนือศีรษะ มืออีกข้างยื่นเข้าไปในเสื้อผ้าของเธอ มือที่หยาบกระด้างลูบคลำอยู่บนผิวที่ละเอียดอ่อน อี้เป่ยซีตัวสั่น ร่างที่หนักอึ้งของเขาทับอยู่บนตัว ไม่มีช่องว่างให้ขัดขืน

            เธอหยุดดิ้นรน หลับตา น้ำตาไหลอาบแก้มไม่หยุด อี้เป่ยเฉินจึงค่อยๆ ปล่อยเธอ กอดเธอแน่นในอ้อมแขน “เสี่ยวซี พี่…”

            “พี่ ทำไมพวกเราถึงกลายเป็นแบบนี้ ทำไม”

            อี้เป่ยเฉินเช็ดน้ำตาของอี้เป่ยซีอย่างตื่นตระหนก “เสี่ยวซี พวกเราอยู่ด้วยกันเถอะ”

        เธอหัวเราะอย่างเยือกเย็นจนชวนให้ใจสลาย “พวกเราจะอยู่ด้วยกันได้ยังไง พี่ พวกเราจะอยู่ด้วยกันได้ยังไง”

————

บทที่ 111
โดย 

 

บทที่ 111 เพื่อเป้าหมายอันชั่วร้าย (3)

              “คือว่า…”

            “ช่วงนี้ฉันไม่ยุ่งอะไร ไม่เข้าใจก็ถามฉันได้”

            อี้เป่ยซีลังเลครู่หนึ่ง จากนั้นจึงนึกขึ้นมาได้ “เมื่อกี้ นายคุยโทรศัพท์กับฉู่ซ่งเหรอ?”

            “เจ้าเด็กโง่”

            เธอหัวเราะหึหึอย่างเขินอาย โอบเอวลั่วจื่อหานด้วยอาการออดอ้อน “อืม นายดีจังเลย”

            จากนั้นอี้เป่ยซีก็เริ่มเส้นทางการทบทวนบทเรียนของตัวเองที่ทั้งผ่อนคลายและชัดเจน ภายใต้คำอธิบายของลั่วจื่อหาน ทฤษฎีที่คลุมเครือนั้นง่ายขึ้นมาก ขณะที่ทำแบบฝึกหัดก็รู้สึกว่าทุกอย่างราบรื่นขึ้นเป็นกอง เหมือนคนไม่เอาถ่านที่จู่ๆ ตรัสรู้ได้อย่างไรอย่างนั้น

            ในการเข้าสอบแต่ละครั้งไร้ซึ่งความตื่นเต้นหรือกังวลเหมือนเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง มีเพียงความมั่นใจที่เพิ่มขึ้น

            ยังเหลือสอบวิชาสุดท้าย อี้เป่ยซีกำลังอ่านหนังสือ รู้สึกเศร้าเล็กน้อย ถอนหายใจโดยไม่รู้ตัว

            ปิดเทอมแล้ว เธอจะกลับหรือว่าไม่กลับไปดีนะ

            “เป็นอะไรไป?” ลั่วจื่อหานที่นั่งอยู่ข้างๆ โน้มตัวไปข้างหน้า มองหนังสือบนโต๊ะของเธอ “ไม่เข้าใจตรงไหน?”

            “เปล่า ก็แค่ เฮ้อ ใกล้จะปิดเทอมแล้ว”

            ลั่วจื่อหานพยักหน้า จากนั้นก็อ่านนิตยสารในมือ พลิกสองสามหน้า “ถ้างั้นไปเที่ยวดีไหม?” วางนิตยสารในมือลงบนโต๊ะ “ที่จริงที่พวกนี้ก็ไม่เลวเลย”

            อี้เป่ยซีดวงตาเป็นประกาย ใช่แล้ว ไปเที่ยว “จริงด้วย สถานที่พวกนี้สวยมากเลย”

            “อืม อย่างที่พวกนี้ก็เหมาะดี” เขามองดูใบหน้าด้านข้างของอี้เป่ยซีแล้วยิ้ม พลิกกลับไปหน้าที่อ่านก่อนหน้านี้ “ที่จริงเมือง A ก็ได้นะ”

            เธอส่ายหัว หัวเราะเจื่อนๆ “ไม่ได้หรอกนะ ไปเที่ยวเมืองนอกดีกว่า อือเหมือนที่นี่จะไม่เลว…”

            จนกระทั่งอี้เป่ยซีสอบเสร็จ เพิ่งจะออกจากห้องเรียนก็ถูกเจี้ยลากตัวไปแล้ว

            “นี่ พี่เจี้ย พี่จะพาฉันไปไหน” อี้เป่ยซีคว้าเสื้อของตัวเอง พยายามแกะมือของเขาออกแต่ไม่สำเร็จ จนกระทั่งมาถึงลานจอดรถ เจี้ยจึงปล่อยเธอ สงบสติอารมณ์ของตัวเอง

            “เธอไม่ได้กลับไปนานแค่ไหนแล้ว”

            อี้เป่ยซีนวดคลึงแขนของตัวเอง ไม่มองเขา “ไม่นานนี่ อัยยา ก็ฉันยุ่งเรื่องเรียนนี่นา?”

            “พี่จะพาเธอกลับไป” กำลังจะยื่นมือ อี้เป่ยซีรีบหลบ

            “ฉัน ฉันยังไม่ได้เริ่มเก็บของเลย”

            “หอพักเธอยังมีของของเธอเหรอ?”

            ถูๆ เท้าอยู่บนพื้น เธอมองไปทางอื่น ราวกับว่ากำลังรออะไรบางอย่าง “พี่เจี้ย ตอนนี้พี่อารมณ์เสีย ฉันไม่อยากนั่งรถพี่ มันอันตราย”

            “เป่ยซี” เขาถอนหายใจอย่างจนปัญญา “เป่ยเฉินคิดถึงเธอมาก”

            “ฉัน เปล่านะ ปิดเทอมฤดูร้อนนี้ฉันมีธุระแล้ว”

            “ไปเที่ยว? ไปกับลั่วจื่อหาน?”

            เธอก้มหน้า “รู้แล้วยังจะถามฉันอีก”

            “เป่ยซี เธอไม่รู้ว่าลั่วจื่อหานเป็นคนยังไง ทำไมถึงไปสนิทกับเขาขนาดนั้น พี่ชายเธอก็หวังดีกับเธอ อย่ารอให้ตัวเองทนทุกข์แล้วต้องมาเสียใจทีหลังที่ไม่ฟังคนอื่น”

            “อืมๆๆ ฉันรู้แล้ว” เธอเหลือบมองข้างหลัง “พี่เจี้ยฉันยังมีธุระ ไปก่อนนะคราวหน้าจะไปหาพี่” พูดจบก็วิ่งหนีทันที เปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับแล้วเข้าไปนั่งอย่างร้อนรน เร่งให้ลั่วจื่อหานไปเร็วๆ

            “วันนี้นายช้าจังเลยนะ” ถอนหายใจ หยิบน้ำออกมาจากกระเป๋าของตัวเอง “คิดไม่ถึงว่าพี่เจี้ยจะมา”

            “ระหว่างทางมีเรื่องนิดหน่อยก็เลยมาสาย ตอนนี้ไปส่งเธอที่สนามบิน?”

            อีเป่ยซีกลืนน้ำที่เพิ่งดื่มไปเมื่อครู่อย่างแรง “ทำไมต้องรีบร้อนขนาดนี้ ฉันยังไม่ได้เอาของเลย”

            “อยู่ท้ายรถ”

            “เกิดอะไรขึ้นเหรอ? ปกตินายไม่ได้เป็นแบบนี้นี่นา”

            ลั่วจื่อหานชำเลืองมองเธอ มองไปข้างหน้าต่อด้วยความจริงจัง “ไม่มีอะไร”

            ‘ไม่มีอะไรได้ยังไง’ อี้เป่ยซีพิงหน้าต่างรถหลับตา และไม่ได้คิดอะไรอีก “ฉันเพิ่งสอบเสร็จก็เลยเหนื่อยนิดหน่อย”

            “กลับไปจะทำของอร่อยให้เธอกิน”

            “ก็ดีนะ”

            หลังอาหารมื้อค่ำ อี้เป่ยซีคิดจะไปเก็บข้าวของตัวเอง เตรียมพร้อมที่จะไปเที่ยว ปิดกระเป๋าเดินทางอย่างพออกพอใจ รู้สึกผ่อนคลายอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

            “เตรียมของเสร็จแล้วเหรอ?” ลั่วจื่อหานผลักประตูเข้ามาก็เห็นอี้เป่ยซีที่นอนอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าพอใจ เอ่ยถาม

            อี้เป่ยซีตอบรับ “แค่คิดว่าตัวเองจะไปเที่ยวก็ดีใจแล้ว”

            “ของใช้ในห้องน้ำเอาไปแล้วยัง?”

            “อ๊ะ เหมือนจะไม่ได้เอาไป” ลุกขึ้นจากเตียงทันที ถือกระเป๋าใบเล็กออกมาด้วยความว่องไว “ไม่น่าจะมีอะไรแล้ว”

            “ชุดนอนเอาไปแล้วยัง?”

            “ถ้านายไม่พูดฉันก็ลืมไปแล้ว”

            “ที่โน่นอากาศต่างกันเยอะ มีเสื้อแขนยาวบ้างไหม?”

            “ไม่มีอ่ะ”

            เห็นอี้เป่ยซีงุ่นง่านกับการเก็บข้าวของมากมายอีกครั้ง กระเป๋าใบน้อยใหญ่สี่ห้าใบกองอยู่ด้วยกัน

            “แบบนี้เธอจะขนหมดได้ยังไง?”

            เธอมองดูกระเป๋าเดินทางที่กองกัน พยักหน้า “นั่นสิ ทำยังไงดีล่ะ”

            ลั่วจื่อหานส่ายหน้า “ฉันจัดการเองเถอะ”

            “ลั่วจื่อหาน นายเก่งจริงๆ เลย” อี้เป่ยซีมองเงาของลั่วจื่อหานที่ก้มตัวกุลีกุจอ อดไม่ไหวที่จะชื่นชม “นายหิวน้ำไหม ฉันช่วยรินน้ำให้นายไหม?”

            “อืม”

            จากนั้นก็มีเสียงฝีเท้าหนักๆ ลั่วจื่อหานเผยยิ้ม ภายในตึกหลังนี้ดูเหมือนจะมีคำว่าบ้านเข้ามาเติมเต็มแล้ว

            อี้เป่ยซีคิดว่าไม่ควรแค่รินน้ำธรรมดา หาๆๆ ในตู้กับข้าว เจอชาที่ตัวเองซื้อมาก่อนหน้านี้ หลังจากชงเสร็จแล้ว โทรศัพท์มือถือที่อยู่บนโต๊ะสั่นจนเคลื่อนที่ อี้เป่ยซีไม่ได้สนใจ โทรศัพท์มือถือยังคงสั่นอยู่ตลอดเวลา รอบแล้วรอบเล่า เธอยืนอยู่หน้าโต๊ะ ไม่ขยับเขยื้อน

            ในที่สุดหน้าจอมือถือก็ดับลง ผ่านไปสักพักก็สว่างขึ้นมาอีกครั้ง ถ้าไม่รับก็คงไม่ยอมแพ้ เธอถอนหายใจ กดรับสายแล้ว

            “พี่”

            “เป่ยซี เป่ยเฉินทำอะไรให้เธอโกรธใช่ไหม”

            “คุณแม่อี้”

            “เมื่อกี้แม่ช่วยเธอสั่งสอนเขาแล้ว เธอวางใจเถอะ เขาจะไม่รังแกเธออีกแล้ว ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน หรือจะให้แม่บอกตาเจี้ยให้ไปรับเธอ”

            “คุณแม่อี้กลับประเทศมาแล้วเหรอ?”

            “ใช่สิ ก็เพราะว่าพวกเธอสองคนไม่อยากไปหาแม่ เป่ยซีกลับบ้านเถอะ ไม่เจอเธอมาเกือบปีแล้ว แม่คิดถึงเธอมากเลย”

            อี้เป่ยซีเม้มปาก ไม่ได้ตอบ

            “เป่ยซี แม้แต่แม่ก็ไม่อยากเจอเหรอ? เธอกับเป่ยเฉิน เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

            เกิดอะไรขึ้นเหรอ? จะบอกว่าพี่เป่ยเฉินมีแฟนแล้ว อีกทั้งยังอยู่ในห้องของเธอ เธอในฐานะน้องสาวของเขา ดูเหมือนว่าจะโกรธเพราะสาเหตุนี้ไม่ได้ ใช่แล้ว การที่ตัวเองโกรธถึงขนาดนี้เป็นเพราะยังคิดถึงเรื่องพวกนั้นอยู่หรือเปล่า? ไหนตกลงกันแล้วว่าจะอวยพรให้พี่ชายไม่ใช่เหรอ?

            “เปล่าค่ะ หนูกำลังเก็บของ กลับไปพรุ่งนี้เช้าได้หรือเปล่า?”

            “ได้ๆๆ พรุ่งนี้แม่จะทำกับข้าวจานโปรดของเธอให้กิน”

            “อืม เจอกันพรุ่งนี้ค่ะ” อี้เป่ยซีวางหู เงยหน้าขึ้นเห็นลั่วจื่อหานอยู่ที่บันได

            “พรุ่งนี้ฉันจะกลับไป” เธอก้มหน้า และเริ่มคนชา

        ลั่วจื่อหานเดินมาหาเธอ กุมมือของเธอไว้ “ที่จริงเธอกลับไป ฉันก็วางใจขึ้นมาบ้าง เธอเข้าใจทุกอย่างแล้วจริงๆ เป่ยซี”

————

บทที่ 110
โดย 

 

บทที่ 110 เพื่อเป้าหมายอันชั่วร้าย (2)

             หลังจากอี้เป่ยซีกึ่งปีนขึ้นรถแล้วลั่วจื่อหานก็กำลังคุยโทรศัพท์ ออกจากมหาวิทยาลัยก็กำลังคุยโทรศัพท์ ใกล้จะถึงหน้าประตูบ้านก็ยังคุยโทรศัพท์ เธอขดตัวอย่างเบื่อหน่าย ทันใดนั้นก็ได้ยินคำศัพท์ที่คุ้นเคยมาก

            ‘นี่เป็นเนื้อหาที่เธอเพิ่งอ่านไม่ใช่เหรอ? เขา…’ แอบชำเลืองมอง แสร้งทำเป็นไม่สนใจทำเป็นหลับตาพักผ่อน แต่กลับเงี่ยหูฟังไปตามเสียงของลั่วจื่อหาน

            จากทฤษฎีสู่การประยุกต์ การเปลี่ยนแปลงในระหว่างนี้ การเชื่อมต่อทางเคมี มันเหมือนกับการเคี้ยวอาหารอย่างไรอย่างนั้น รสชาติทั้งหมดผุดขึ้นมาชัดเจน เธออดไม่ได้ที่จะร้องอุทาน ทำไมเธอถึงคิดไม่ถึงจุดนี้

            “หืม เป่ยซี” ทันใดนั้นลั่วจื่อหานหยุด อี้เป่ยซีเบิกตาโต

            “เปล่า ฉันก็แค่เหนื่อยนิดหน่อย นายพูดต่อ พูดต่อเลย”

            เขาหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ “พูดจบแล้ว ไม่มีอะไรน่าพูดแล้ว แค่ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ”

            “หา ไม่ใช่นะ เมื่อกี้เพิ่งพูดถึง…” เธอหุบปากทันที “เอ่อ เสียงนายเพราะมาก พูดต่อเถอะ”

            “ฉันรู้”

            “หา?” ไม่เคยเห็นการยอมรับคำชมที่ตรงไปตรงมาแบบนี้เลย อี้เป่ยซีไม่ได้สนใจอะไรและไม่สามารถหาหัวข้ออะไรที่จะคุยต่อไปได้ เสียบหูฟังและฟังเพลงก่อนหน้านี้วนไปเรื่อยๆ แต่ในสมองกลับกำลังคิดถึงเรื่องอื่น

            ถ้าให้ลั่วจื่อหานติวให้เธอ จะเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตนทำให้เขาเสียเวลาหรือเปล่านะ รู้สึกว่าลั่วจื่อหานยุ่งมากเลย

            “เธอฟังอะไรอยู่เหรอ?”

            “หืม เพลงที่เพราะมากๆ นายอยากฟังด้วยไหม”

            “ฟังได้ไหม?” ลั่วจื่อหานเผยรอยยิ้มคลุมเครือ

            อี้เป่ยซีพยักหน้าหน้า เปิดลำโพง เริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น ช่วงแรกคือเสียงของมู่ลี่ไป๋ เสี่ยงที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ดึงผู้คนเข้าไปในฉากรัก เหมือนเป็นการร่างแบบคร่าวๆ จากนั้นเสียงที่เยือกเย็นและทุ้มต่ำค่อยๆ ทำให้ฉากรักชัดเจนยิ่งขึ้น ปลดปล่อยความรู้สึกทั้งหมดออกมา มีความผ่อนคลาย

            “เพราะมากเลยใช่ไหมล่ะ”

            ลั่วจื่อหานเห็นดวงตาที่เป็นประกายของเธอพยักหน้า “เพราะมาก” เสียงนั้นเยือกเย็นเหมือนกัน อี้เป่ยซีรู้สึกประหลาดใจ หันมองอย่างเหลือเชื่อ

            “นายๆๆ…ลั่ว…”

            ลั่วจื่อหานฮัมเพลงเบาๆ หลังจากร้องจบแล้ว ประตูก็มาจอดที่หน้าอะพาร์ตเม้นต์ มองเธอด้วยความลึกซึ้ง “เป่ยซี เพราะมาก”

            อี้เป่ยซีพูดไม่ออก กระพริบตา

            “เขียนได้ดีมาก ฉันชอบมาก” จู่ๆ ลั่วจื่อหานก็กอดอี้เป่ยซีที่ยังงุนงงอยู่ “อย่าคิดแบบนั้นอีกโอเคไหม”

            “ฉัน ฉันเปล่า ก็แค่ เขียนจบก็จบแล้ว”

            “อืม มันจบแล้ว”

            ลั่วจื่อหานเข้าอะพาร์ตเม้นต์ไปและทำกับข้าวในห้องครัวเหมือนปกติ อี้เป่ยซีกอดหนังสือเรียน มองเงาที่อยู่ในห้องครัว เสียงของลั่วจื่อหานยังคงอยู่ในหัว เสียงฮัมเพลงนั้นชวนให้หลั่งน้ำตา

            “แต่ว่าการพบและการจาก ก็คือเกมส์ที่นายกำกับจุดเริ่มต้นและจุดจบด้วยตัวเอง”

            ไม่รู้ว่าทำไม อี้เป่ยซีรู้สึกเจ็บปวดใจ

            บนโต๊ะอาหาร ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไร หลังจากอี้เป่ยซีกินเสร็จแล้วก็ขึ้นชั้นบนไปเหมือนกับหลบหนี พอมาถึงห้องก็วางเรียงรายหนังสือที่ต้องการจะอ่าน แต่อ่านไม่เข้าใจเลยสักคำ

            ‘ลั่วจื่อหาน นาย ทำไมถึงได้มีแววตาเศร้าแบบนี้’ เธอคิดจนด่ำดิ่ง แม้แต่ถูกลั่วจื่อหานทำให้เครียดก็ยังไม่รู้ตัว

            “คิดแบบนี้ไม่ถูก” เสียงที่ดังขึ้นกะทันหันทำเอาอี้เป่ยซีตกใจจนเกือบร่วงลงพื้น เธอเกาะยึดหนังสือตรงหน้าตัวเอง

            “นายเข้ามาได้ยังไง”

            “ดูว่าเธอยังคิดไม่ตกหรือเปล่า”

            อี้เป่ยซีไม่ได้มองเขา กำปากกาแน่นจนสั่น “คิดไม่ตกอะไร ตอนนี้ในใจฉันมีแต่เรื่องเรียน”

            ลั่วจื่อหานถอนหายใจ นิ้วที่เรียวยาวกดจิ้มร่างคำตอบของอี้เป่ยซี “ไม่ถูกตั้งแต่ตรงนี้แล้ว”

            “เอ๊ะ โจทย์ตัวอย่างในหนังสือเป็นแบบนี้นี่นา”

            “ใช่ แต่ว่าเธอไม่ได้อ่านโจทย์ให้ละเอียด ประเด็นของมันไม่เหมือนกันซะทีเดียว เธอดูสิ…”

            ลั่วจื่อหานนั่งลงข้างอี้เป่ยซีและเริ่มอธิบายโจทย์ เธอก็ไม่เกรงใจเอาโจทย์ที่สะสมไว้ก่อนหน้านี้มาถามเขาทั้งหมด ลั่วจื่อหานอธิบายอย่างใจเย็น รวมทั้งทำการเปรียบเทียบอย่างมีชีวิตชีวา อี้เป่ยซีจึงค้นพบความสนุกที่แท้จริงของวิชานี้

            หลังจากจบแล้ว อีเป่ยซีบิดขี้เกียจด้วยความพึงพอใจมาก “ที่แท้ก็สนุกแบบนี้นี่เอง ไม่เคยรู้มาก่อนเลย”

            “เธอเรียนน่าเบื่อเกินไปแล้ว อีกอย่าง ยังต้องพัฒนาทักษะอีกเยอะเลย”

            “อืม เยอะเลยแหละ” เธอเกาหัว “พระเจ้า ดึกขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย”

            ลั่วจื่อหานหยักหน้า “ใช่แล้ว ดึกมากแล้ว ข้างนอกเหมือนจะฝนตกด้วย”

            เธอจึงสังเกตเห็นเม็ดฝนนอกห้อง “เอ่อ นายจะกลับไปยังไง”

            “กลับไป?”

            เธอรีบส่ายหน้า “ไม่ๆๆ ไม่กลับ ไม่กลับ”

            ลั่วจื่อหานดื่มน้ำคำหนึ่ง “ในห้องวาดรูปมีเตียงอยู่ เธอไปอาบน้ำแล้วพักผ่อนเถอะ ไม่ต้องสนใจฉัน”

            “ห้องวาดรูป?” เขาตอบว่าอือแล้วลุกขึ้น ค้นหาเสื้อผ้าของตัวเองออกมาจากตู้เสื้อผ้าด้วยความคุ้นเคย

            “ดึกแล้วอากาศหนาว ห่มผ้าให้ดี” พูดจบก็ออกจากห้องนอนไป อี้เป่ยซีมองเหม่อเขาปิดประตู

            ทำไมเธอไม่รู้ว่าห้องวาดรูปมีเตียงด้วย ทั้งๆ ที่เธอสำรวจห้องวาดรูปมาแล้วรอบนึงนี่นา

            ‘ช่างเถอะๆ ลั่วจื่อหานก็ไม่เหมือนคนที่จะเอาเปรียบเธอ ไม่ต้องไปสนใจดีกว่า’ พยักหน้าเก็บหนังสือที่อยู่บนโต๊ะใส่กระเป๋า เข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ

            ปิดไฟขึ้นเตียงแต่ทำอย่างไรก็นอนไม่หลับ เดิมทีห้องนอนเต็มไปด้วยกลิ่นของตัวเอง แต่ว่าวันนี้กลับมีกลิ่นสดชื่นจางๆ ทำให้อดไม่ได้ที่จะนึกถึงเจ้าของกลิ่น ทั้งใบหน้าและเสียงของเขา

            ในห้องวาดรูป มันมี…ไม่มีหรอก เขาน่าจะไปนอนที่โซฟามากกว่า

            แต่ถึงอย่างไรที่นี่ก็คือบ้านของเขา มานอนบ้านคนอื่นแบบนี้ไม่ค่อยดีเท่าไร เช่นนั้นเธอไปดูสักหน่อยดีกว่า งั้นก็ ไปดูสักหน่อย

            เธอลุกขึ้น ครุ่นคิดแล้วหยิบผ้าห่มผืนบางออกมาจากตู้ ออกไปจากห้องแผ่วเบา ไฟของห้องวาดรูปยังคงสว่างอยู่ เธอผลักประตูเปิดเบาๆ ได้ยินเสียงหัวเราะ

            เสียงหัวเราะถูกปลดปล่อยเต็มที่ ไม่มีการระงับไว้เลยสักนิด

            เรื่องอะไรกันที่ทำให้เขามีความสุขขนาดนี้

            “เป่ยซี” ลั่วจื่อหานเก็บข้าวขาวบนโต๊ะ มุมปากยังคงยกยิ้มอย่างมีความสุขมาก “นอนไม่หลับเหรอ?”

            เธอส่ายหน้า “คือว่า ฉันเห็นว่านายไม่ได้เอาอะไรมา ก็เลยเอาผ้าห่มนี่มาให้นาย”

            ลั่วจื่อหานลุกขึ้นรับ “ขอบคุณนะ”

            “เมื่อกี้นายขำอะไรเหรอ?”

            “อ๋อ เมื่อกี้ได้ยินคนเล่านิทาน เรื่องของฮีโร่มีปมคนนึงที่มีความรู้สึกนึกคิด ก็เลยอดหัวเราะไม่ไหว”

            ‘การมีปมมีอะไรน่าขำเหรอ’ เธอคิดในใจ

            “อืม งั้นราตรีสวัสดิ์”

            “เธอเห็นของพวกนั้นแล้วยัง?”

            อี้เป่ยซีพยักหน้า “ลั่วจื่อหาน นายเก่งมาก ฉัน มีบางเรื่องที่ฉันอยากจะเข้าใจ”

            เขายื่นมือดึงเธอมาอยู่ข้างกาย “อืม ฉันเชื่อเธอ”

        “นาย” เธอต้องการจะออกจากอ้อมอกของลั่วจื่อหาน แขนที่อยู่บนตัวยิ่งออกแรง

        ————

บทที่ 109
โดย 

 

บทที่ 109 เพื่อเป้าหมายอันชั่วร้าย (1)

             อี้เป่ยซีล้างหน้าล้างตา ยังคงเอื่อยเฉื่อยอย่างเห็นได้ชัด เดินหาวลงมาชั้นล่าง เห็นท่าทางสองคนที่สบตากัน รู้สึก เอ่อ เข้ากันดี

            “พวก พวกนาย เซี่ยเช่อ…” เธอแสดงอาการประมาณว่า ‘ฉันรู้หมดทุกอย่าง’ ออกมาแล้วพยักหน้า “แบบนี้ก็ไม่เลวนะ” อาศัยจังหวะก่อนที่ใบหน้าของลั่วจื่อหานจะบูดเบี้ยววิ่งกลับไปยังโซฟาทันที ไม่ปล่อยโอกาสให้พวกเขาได้อธิบายเลย

            “ฉัน…” ทันใดนั้นเองเซี่ยเช่อไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร มุขนี้เล่นซะชวนประหลาดใจทีเดียว

            ลั่วจื่อหานกวาดตามองไปข้างหนอก เริ่มทำงานในมือ “ไม่เป็นไร วันนี้เขาอารมณ์ดี”

            “อือๆ ไม่เลวๆ ดีมากๆ” หัวเราะเจื่อนสองสามที ออกมาจากห้องครัวโดยไม่รู้ตัวแล้วจึงถอนหายใจโล่งอก เงยหน้าขึ้นสบตาของอี้เป่ยซีที่เปี่ยมด้วยรอยยิ้ม

            ‘ใช่ ท่าทางอารมณ์ดีมาก’ เซี่ยเช่อนั่งลงข้างๆ และไม่ได้ไปสนใจ หรี่ตา ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ใบหน้าผ่อนคลายลงมาบ้าง

            ทั้งสามคนกินอาหารเช้าอย่างมีความสุขมาก

            โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสั่น อี้เป่ยซีมองดูสายเรียกเข้าใต้โต๊ะ กวาดตามองคนรอบข้างด้วยความละอาย ย่องออกไปข้างนอก

            “ฮัลโหล”

            “เป่ยซี ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน?” ถามด้วยความขึงขังระคนความโมโห

            คนรอบตัวเธอล้วนเป็นคนของพี่ชาย เขาต้องรู้อยู่แล้วว่าเธออยู่ที่บ้านของลั่วจื่อหาน แต่ว่าเขาควรใช้น้ำเสียงตั้งคำถามแบบนี้จริงๆ เหรอ

            เธอไม่เคยถามเขาเรื่องฉินรั่วเข่อแบบนี้ ไม่เคยเลย

            “พี่…” เธอเหลือบมองข้างหลัง แล้วเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว “ตอนนี้ฉันเป็นผู้ใหญ่แล้ว แยกแยะเรื่องของตัวเองได้ พี่ไม่ต้องเป็นห่วง”

            “แยกแยะได้ แยกแยะได้ก็คือการไปกับผู้ชายที่ไม่รู้จัก แยกแยะได้ก็คือการไปค้างคืนที่บ้านเขา?” เสียงที่ข่มไว้สุดความสามารถราวกับว่าจะคำรามออกมาในวินาทีถัดไป จู่ๆ อี้เป่ยซีรู้สึกน้อยใจเล็กน้อย

            “พี่ มันไม่ได้เป็นอย่างที่พี่คิด ลั่วจื่อหานเป็นเพื่อนของฉัน”

            “เธอมีเพื่อนเยอะแล้ว”

            อี้เป่ยซีกำมือถือแน่นเม้มปากไม่ได้พูดอะไร ผู้ชายทางนั้นจึงสงบสติลง “เสี่ยวซี อารมณ์ไม่ดีก็กลับบ้าน พี่จะอยู่ข้างเธอเสมอ”

            “อือ ฉันรู้แล้ว ขอบคุณพี่นะ” ก้มหน้ามองปลายเท้าตัวเอง เตะถนนเป็นครั้งคราว ฝุ่นละอองเล็กๆ ปลิวขึ้นมาเบาๆ

            “พี่จะไปรับเธอ”

            “ไม่ต้องหรอก ฉันยังมีเรียน เดี๋ยวก็ไปมหา’ลัยแล้ว”

            “เสี่ยวซี หรือว่าเธอไม่อยากกลับมา?”

            อี้เป่ยซีกระตุกยิ้ม “พี่ ที่บ้านยังมีที่ให้ฉันอยู่อีกเหรอ” ความเงียบโจมตีทั้งสองคน เธอสูดหายใจลึก

            “ฉันไปกินข้าวก่อนนะ” วางสายทันทีโดยไม่รอคำตอบ หันกลับไปก็เห็นเงาของลั่วจื่อหาน

            “รู้อยู่แล้วว่านายต้องออกมา” ลั่วจื่อหานยืนอยู่หน้าประตู ได้ยินคำพูดของเธอก็ยิ้ม

            “อืม เข้ามาเถอะ”

            เข้ามาเถอะ เหมือนว่ามีสถานที่ให้เธอได้พึ่งพาและพักพิงได้แล้ว เหมือนว่าไม่ต้องมีความรู้สึกระหกระเหินอีก ไม่ต้องรู้สึกไม่ปลอดภัยหรือกังวลอีกแล้ว

            เธอก้มหน้าเดินตามไป ลั่วจื่อหานจูงเธอเดินเข้าไปในบ้านอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว บ้านที่เดิมทีมีกลิ่นไอของเขานั้นเหมือนมีอย่างอื่นปะปนอยู่ด้วย ทั้งอบอุ่นและน่าพึงพอใจ

            “จุดเทียนหอมน่ะ เธอชอบนี่”

            อี้เป่ยซีพยักหน้าอย่างแรง “อืม ชอบมาก ชอบมาก”

            อี้เป่ยซีใช้ชีวิตโดยมีลั่วจื่อหานเทียวรับเทียวส่งหลายวัน ความสัมพันธ์ทั้งสองสองคนต่างถูกเก็บเงียบ แต่ก็มีผลดีที่ยากจะอธิบาย ตอนนี้เป็นเดือนสอบ แม้ว่าตอนนี้อี้เป่ยซีจะพยายามอย่างสุดความสามารถในการตั้งใจเรียนแล้ว แต่ว่าเกิดเรื่องมากมายแบบนั้น โดดเรียนเยอะขนาดนี้ จึงรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยนัก

            “ฉู่ซ่ง นายไม่ต้องทบทวนหรือไง?” อี้เป่ยซีมองฉู่ซ่งที่นั่งเล่นโทรศัพท์ในห้องอ่านหนังสือ คว้ามันมา น้ำเสียงเคร่งขรึม

            ฉู่ซ่งพิงเก้าอี้ ท่าทางภูมิใจมาก “โจทย์พวกนั้นหลับตาก็ทำได้ มีสุภาษิตนึงกล่าวไว้ว่า ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่จำเป็นต้องท่องหนังสือแทบเป็นแทบตายเหมือนเธอเพื่อคะแนนต่ำๆ หรอก”

            “ฉันก็ไม่อยากหรอกนะ” เธอวางคางบนหนังสือ ได้กลิ่นของปากกาเน้นข้อความ “แต่ว่าฉันไม่เข้าใจนี่นา”

            “เฮ้อ…” ฉู่ซ่งลูบหัวของเธอปลอบโยน “เด็กน้อยผู้น่าสงสาร ขนาดผมยังร่วงไปเยอะเลย เธอน่ะไม่มีสมองตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะพยายามอีกแค่ไหนในสาขาวิชาของพวกเธอก็เปล่าประโยชน์”

            อี้เป่ยซีค้อนเขา ไม่ได้พูดอะไร มองตรงไปข้างหน้าด้วยความเศร้าสร้อยเล็กน้อย

            “เธอเคยคิดจะเปลี่ยนไปเป็นวิชาที่เธอชอบที่เธอถนัดจริงๆ หรือเปล่า ไม่ใช่เสียเวลาเปล่าเหมือนตอนนี้”

            “เสียเวลาเปล่าอะไร ฉันกำลังตั้งใจเรียนมากนะ”

            ฉู่ซ่งดึงผมของเธอ ทำให้อี้เป่ยซีต้องลุกขึ้นมาจากโต๊ะ มองเขา “ฉู่เซี่ยเอ๊ย ตอนนี้เธอน่ะ ไม่สิ ฉันว่า จะพูดยังไงดี…เฮ้อ ถ้าฉันพูดไม่ดีเธอก็อย่าโกรธละกัน ถึงยังไงฉันก็อยากพูดความจริงซะหน่อย”

            “พูดเลย พูดเลย ฉันจะดูสถานการณ์อีกทีว่าจะโกรธหรือเปล่า”

            “ตอนนี้เธอกับอี้เป่ยเฉิน…เอ่อ ฉันไม่เข้าใจ แต่ว่าเธอก็น่าจะรู้ว่าเหตุผลของการเรียนเศรษฐศาสตร์ของเธอมันไม่ใช่อยู่แล้ว ทำไมถึงยังฝืนอยู่อีกล่ะ หรือว่าเธอยังคิดถึง…”

            “เปล่า” อี้เป่ยซีพลิกหนังสือ โน้ตในหนังสือเป็นระเบียบเรียบร้อย “เขาเป็นพี่ชายของฉัน ฉันก็ต้องช่วยสิ” หมุนปากกาในมืออย่างใจลอย

            “งั้นฉันก็ช่วยไม่ได้แล้ว” ฉู่ซ่งดึงหนังสือในมือเธอมา พลิกดูนิดหน่อย ส่ายหน้า “ฉันช่วยเธอไม่ได้หรอก อ่านของพวกนี้เหมือนอ่านหนังสือแห่งสรวงสวรรค์เลย”

            “ทำไมตอนที่นายเขียนโค้ดไม่เห็นพูดแบบนี้”

            “มันไม่เหมือนกัน เพราะฉันชอบนี่นา รู้สึกเหมือนว่าทุกตัวอักษรกำลังเต้นรำ สวยงามมาก ส่วนของเธอน่ะ ช่างเถอะๆ ไม่โจมตีเธอละ”

            อี้เป่ยซีดึงหนังสือกลับมา ถอนหายใจ ใช้ปากกาวงๆ ขีดๆ ต่อ แม้จะอ่านเนื้อหาจบแล้ว โจทย์ท้ายบทยังมีหลายจุดที่ยังไม่เข้าใจ รู้สึกหงุดหงิด รู้สึกอยากฉีกหนังสือทิ้ง

            ฉู่ซ่งเงยหน้าขึ้นมาจากเกมส์ก็เห็นท่าทางที่แทบคลั่งของอี้เป่ยซี รีบหยิบลูกอมกำหนึ่งออกจากกระเป๋าวางไว้ตรงหน้าเธอ แต่ถูกเธอปัดไปอีกทาง

            “ฉู่เซี่ย คือว่า เธอไม่เคยคิดจะใช้ทรัพยากรรอบข้างให้เป็นประโยชน์เหรอ เธอดูหลานฉือเซวียน เธอดูลั่วจื่อหานสิ พวกเขาน่าจะแก้โจทย์พวกนี้ได้สบายเลยนี่นา”

            “ตอนนี้หลานฉือเซวียนงานยุ่งมาก ลั่วจื่อหาน…” ทำไมไม่ไปหาลั่วจื่อหาน บางทีเธอเองก็ไม่เข้าใจ เป็นเพราะว่าไม่อยากให้เขาดูถูกเธอ? หรือเพราะไม่อยากรบกวนเขา? “เรื่องเรียนน่ะพึ่งตัวเองดีกว่า”

            “อ่อ งั้นแล้วแต่เธอนะ พี่ใหญ่จื่อหานโทรมาหาฉันบอกให้เธอกลับไป ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว”

        อี้เป่ยซีมองไปนอกหน้าต่าง พยักหน้า เก็บข้าวของอย่างไร้ชีวิตชีวา เดินลากเท้าออกไปจากห้องอ่านหนังสือ

————

บทที่ 108
โดย 

บทที่ 108 ความพยายามอันเหน็ดเหนื่อย (7)

             เช้าของวันต่อมา อี้เป่ยซีต้องการจะนอนต่ออีกหน่อย แต่เสียงกดกริ่งชั้นล่างดังจนเธอไม่สามารถนอนต่อไปได้ ร้อนรนมากราวกับแทบจะพังประตูเข้ามา เธอโยนผ้าห่มไปอีกทางด้วยความหัวเสียเล็กน้อย เดินกระแทกพื้นลงไปอย่างแรง

            ‘ลั่วจื่อหานคนบ้า ตัวเองไม่มีกุญแจหรือไง กดๆๆ ตั้งแต่เช้า หนวกหูจะตายอยู่แล้ว’ บ่นอยู่ในใจ ทันทีที่เปิดประตูก็กลับเห็นอีกคน

            “อี้เป่ยซี”

            “เซี่ยเช่อ”

            ทั้งสองคนอุทานพร้อมกัน เซี่ยเช่อดึงสติออกมาจากความประหลาดใจได้ก่อน ผลักเธอเข้าไปในบ้านด้วยความรังเกียจ ขมวดคิ้วสำรวจมองเธอ “เธอรีบไปล้างหน้าล้างตาซะเถอะ สภาพแบบนี้น่าเกลียดจะตาย”

            อีเป่ยซีดื่มน้ำไปแก้วหนึ่ง ตอนนี้พอจะตื่นตัวขึ้นมาบ้าง ดึงหมอนมาแล้วนั่งลงบนโซฟาอย่างสบายอารมณ์ “ไม่ ฉันจะก่อกวนนาย นายต้องการอะไรตั้งแต่เช้า”

            ‘เช้าเหรอ กรุณาดูด้วยว่าเวลานี้มันเช้าที่ไหนกัน’ เซี่ยเช่อบ่นอยู่ในใจ จู่ๆ ก็เขยิบเข้าใกล้อี้เป่ยซีด้วยความรู้สึกคลุมเครือ “เธอกับลั่วจื่อหาน…เขายังอยู่ข้างบนเหรอ? ไม่น่ามั้ง ฉันจำได้ว่าร่างกายของเขาไม่อ่อนแอขนาดนั้นมั้ง” พูดพลางแสดงท่าทีครุ่นคิดจริงจัง อี้เป่ยซีขว้างหมอนที่อยู่ในอ้อมอกของตัวเองออกไป

            “นายคิดเหลวไหลอะไร ลั่วจื่อหานไม่ได้อยู่ที่นี่”

            “ตอนนี้เธอก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว เรื่องพวกนี้ฉันไม่เข้าไปก้าวก่ายเธอหรอก ไม่ต้องเขินหรอกน่า”

            “ลั่วจื่อหานไม่อยู่ที่นี่จริงๆ ถ้านายยังพูดเหลวไหลอีกฉันจะลงมือแล้วนะ”

            เซี่ยเช่อส่ายหัว แสดงอาการเหมือนเด็กคนนี้พูดไม่รู้เรื่อง “เธอก็เลยยึดบ้านคนอื่นแบบนี้เหรอ?”

            “เขาบอกว่าเขาไม่ค่อยอยู่ที่นี่ ห้องของฉันกำลังซ่อม เขาก็แค่แสดงน้ำใจของเจ้าของห้อง นายอย่าคิดเยอะ”

            “เจ้าของห้องใจดีขนาดนี้ ทำไมฉันไม่เคยเจอ”

            อี้เป่ยซีมองค้อนเขาอย่างเหลืออด “นายไปหาเขาที่บ้านเขาเถอะ ฉันจะกลับไปนอนต่อแล้ว”

            “เธอไม่ไปเรียนเหรอ?”

            “เหนื่อย หงุดหงิด มะรืนค่อยไป”

            “แล้วเธอไม่กลับบ้านเหรอ?”

            อี้เป่ยซีทำทีเป็นเกียจคร้านเต็มทน เธอมองเซี่ยเช่อ “นายหมายความว่าอะไร”

            “พี่ชายของเธอ อี้เป่ยเฉิน เขาถามฉันว่าช่วงนี้เธอเป็นไงบ้าง พวกเธอสองคน…”

            “เปล่านี่ เด็กพอโตแล้วก็ไม่อยากกลับบ้าน เป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอ คราวหน้าพี่เป่ย…คราวหน้าพี่ชายฉันหานายอีก นายก็บอกไปแบบนี้”

            เซี่ยเช่อก็รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกายอี้เป่ยซี กำลังต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง ประตูก็ถูกเปิดออก ลั่วจื่อหานหิ้วผักสดและผลไม้เข้ามา รอยยิ้มในตอนแรกค่อยๆ หายไปจากใบหน้า เหลือบมองเซี่ยเข่ออย่างเย็นชา เห็นอี้เป่ยซีกำลังนั่งแกว่งขาน้อยๆ ถอนหายใจแล้วเดินไปหาเธอ

            “เป่ยซี ตื่นแล้วกินอะไรกันไหม?”

            อี้เป่ยซีก็ไม่อยากคุยเรื่องนี้ พยักหน้าและจากไปแล้ว ไม่ได้สังเกตเห็นรัศมีของลั่วจื่อหานที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาหันมามองเซี่ยเช่อ

            “ฉัน…ไม่เห็นอะไรเลยจริงๆ ใช่ว่านายไม่รู้ว่าฉันเป็นยังไง” เซี่ยเช่อยักไหล่ ทำท่าทางเหมือนจนปัญญา คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าศิษย์พี่มาดนิ่งของตัวเองจะเป็นคนขี้หึงไร้เหตุผล แม้แต่เขาก็ยังหึง

            “ฉันรู้ ไม่งั้นนายคงถูกโยนออกไปนานแล้ว”

            “นายจะทำกับข้าวเหรอ?”

            ลั่วจื่อหานไม่สนใจเขา เริ่มง่วนกับการจัดข้าวของ “มีแค่สองที่”

            “พวกนายสองคนแบ่งให้ฉันนิดหน่อยก็พอแล้ว ฉันกินไม่เยอะ”

            “ไม่มี”

            ‘ศิษย์พี่ขี้งกขนาดนี้ เป่ยซีไม่มีทางชอบนายหรอกนะ’

            ลั่วจื่อหานชูมีดหั่นผักให้เห็น เหลียวมองเขา เซี่ยเช่อรีบแก้ตัว “ฉัน ฉันก็แค่ล้อเล่นน่า”

            “มีอะไร?”

            “นายกับเป่ยซีอยู่ด้วยกันแล้วเหรอ”

            ลั่วจื่อหานเปิดก๊อกน้ำ “ตอนนี้ยัง”

            “พวกนายสองคนคงไม่…”

            “เขายังเด็ก”

            “อ่อๆ” เซี่ยเช่อเกาๆ หัว “คราวก่อนเรื่องที่บอกว่าจะไปมหา’ลัยของเป่ยซี นายได้จัดการอะไรเป็นพิเศษไหม?”

            ลั่วจื่อหานส่ายหน้า “ตอนนี้ยังเร็วเกินไป ไว้ค่อยว่ากัน วันนี้นายคงไม่ได้มาเพราะเรื่องนี้หรอกนะ”

            เซี่ยเช่อยิ้ม “ใช่สิ อี้เป่ยเฉินบอกใบ้อะไรฉันตลอดเลย ฉันก็แค่อยากมาถามนายว่าอี้เป่ยซีเป็นไงบ้าง คิดไม่ถึงว่าพวกนายพัฒนามาถังขั้นนี้แล้ว”

            ได้ยินชื่นของอี้เป่ยเฉิน คิ้วที่สวยงามของลั่วจื่อหานขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “เข้ามาช่วยล้างผัก”

            “ไหนว่าไม่มีส่วนแบ่งของฉันไง ทำไมให้ฉันล้างผักอีก”

            “งั้นนายก็กลับไป”

            “ไม่ๆๆ” เซี่ยเช่อยิ้มขอโทษ “ฉันล้าง ฉันล้าง”

            ลั่วจื่อหานหยุดนิ่งมองดูหลังที่โค้งงอของเซี่ยเช่อ ผ่านไปครู่ใหญ่ จึงถอนหายใจเอ่ย “ลั่วจื่อจี้บอกฉันหมดแล้ว”

            “เขาไม่รู้ว่าวันๆ นายมัวแต่ยุ่งเรื่องของเป่ยซีหรอกเหรอ? ยังเอาเรื่องขี้ประติ๋วพวกนี้มากวนนายอีก”

            “นายควรจะฟังความคิดของหลานฉือเซวียนบ้าง ไม่ใช่เอาแต่ห้ามไม่ให้พวกเขาเจอหน้ากันหัวชนฝา”

            เซี่ยเช่อหัวเราะ หยิบผักออกมาสะบัด “ก็เรียนรู้มาจากนายไม่ใช่เหรอ”

            “เป่ยซีไม่เหมือนกัน ช่วงเวลานั้น อีเป่ยเฉินโผล่มา นอกจากทำร้ายเขาแล้วก็ไม่ได้ทำอะไรเลย ฉันถึงทำแบบนี้”

            “แต่ว่าในสายตาฉัน การที่ลั่วจื่อจี้ปรากฏตัวก็เท่ากับกำลังทำร้ายเขา ฉันกำลังพยายามปกป้องคนที่ฉันชอบไม่ใช่เหรอไง ไม่มีปัญหาอะไรเลย นายเองก็น่าจะเข้าใจ”

            ลั่วจื่อหานหยุดกึก “นายเอาจริงเหรอ”

            “ใช่สิ ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยเอาจริง” เซี่ยเช่อยังคงยิ้มด้วยความผ่อนคลายมาก “ถ้านายยังกังวลใจแบบนี้ งั้นก็บอกลั่วจื่อจี้ให้ยอมแพ้เถอะ ใช่ว่าอยากเอากลับมาก็เอากลับมาได้ เอ่อ หรือว่านายช่วยฉันหน่อยเป็นไง”

            “ฉันเหรอ? นายไม่ชอบให้คนอื่นยุ่งเรื่องของนายไม่ใช่เหรอ?”

            เซี่ยเช่อจนใจ “ถ้าไม่ใช่เพราะน้องชายสุดที่รักของนายทำให้ลำบากล่ะก็ จนป่านนี้แล้วฉันยังไม่มีความคืบหน้าหรือเบาะแสเลย นายไม่รู้สึกว่าควรทำอะไรสักอย่างแทนเขาเพื่อชดเชยคู่รักอย่างพวกเราหรอกเหรอ?”

            “ฉันช่วยนายไม่ได้หรอก”

            “รู้แล้ว รู้แล้ว ตอนแรกยังอยากจะเรียนรู้จากนายซะหน่อย ดูแล้วถ้าจะปฏิวัติก็ยังต้องพึ่งตัวเอง”

ลั่วจื่อหานลังเลครู่หนึ่ง จึงเอ่ยปากช้าๆ “นายก็ไม่เห็นต้องรีบร้อนเลย”

            “อยู่แล้ว อยู่แล้ว” เขาดูเหมือนอารมณ์ดีมาก “ยังมีอะไรต้องล้างอีกไหม”

            “ไม่มีแล้ว”

            เซี่ยเช่อพยักหน้า กำลังจะออกจากห้องครัว เมื่อเดินผ่านประตูก็หยุดเดิน “ถ้านายคบกับอี้เป่ยซีจริงๆ ก็เท่ากับว่าเป็นการช่วยฉันเรื่องนึง”

            ลั่วจื่อหานไม่เข้าใจ ตอบว่าอือเสียงสูง ระคนความยั่วยวนยากจะบรรยาย

            “บางทีฉันก็รู้สึกแปลกใจมากเหมือนกัน อี้เป่ยซีหลงใหลในเสียงเพลงขนาดนั้น ทำไมนายไม่รีบใช้ข้อนี้มัดใจเธอล่ะ”

            “หึหึ ไว้ว่ากันเถอะ ตอนนี้ยังมีเรื่องสำคัญที่ต้องทำก่อน เรื่องพวกนี้ค่อยว่ากันเถอะ”

        “ฉันพนันกับหลานฉือเซวียน ฉันพนันว่านายจะไม่ได้อยู่กับอี้เป่ยซี ศิษย์พี่ อย่าทำให้ศิษย์น้องอย่างฉันต้องผิดหวังนะ ฉันเชื่อใจนายขนาดนั้น ฝากอีกครึ่งชีวิตที่เหลือให้นายแล้ว”

————

บทที่ 107
โดย 

บทที่ 107 ความพยายามอันเหน็ดเหนื่อย (6)

             เหมือนกับที่ลั่วจื่อหานพูด หลังจากที่เขาอธิบายเค้าโครงของห้องให้เธอฟังแล้ว กำชับนิดหน่อยแล้วก็ตัดสินใจขับรถจากไป แม้จะรู้สึกหิวและเกรงใจอยู่บ้าง อี้เป่ยซีก็ยังพยักหน้าแน่วแน่ ส่งเขาขึ้นรถ

            “อาลัยอาวรณ์ฉันขนาดนี้เลยเหรอ?” ลั่วจื่อหานหัวเราะพลางกอดเธอ สูดหายใจลึก “อยากให้ฉันอยู่ต่อเหรอ?”

            “เชอะ” เธอยิ้มเอ่ย “อย่าฝันไปหน่อยเลย”

            “เป่ยซี เธอเป็นแบบนี้ดีจังเลย ดีมากๆ เลย”

            “ฉันเป็นแบบไหนก็ดีทั้งนั้น ดึกมากแล้ว นายรีบกลับไปพักผ่อนเถอะ”

            ลั่วจื่อหานจึงปล่อยมือตัวเอง มองลึกเข้าไปในดวงตาของอี้เป่ยซี ไม่ได้พูดอะไรลูบผมของเธอ นั่งที่เบาะคนขับ ออกไปอย่างสบายใจ อี้เป่ยซีถอนหายใจ เดินกลับเข้าไป ทันทีที่เข้ามาก็รู้สึกถึงกลิ่นไอของลั่วจื่อหานที่หนักหน่วงโอบล้อมตัวเธอ

            ราวกับว่าเขาอยู่ข้างเธอตลอดเวลาและกอดเธอไว้ รู้สึกสบาย รู้สึกปลอดภัย ความรู้สึกอ่อนล้าในตอนแรกมลายหายไปทันตา ไม่มีความรู้สึกง่วงเลยสักนิด

            เดินอยู่ในห้องรับแขกสักพัก ก็กอดหมอนนั่งเหม่อลอยอยู่บนโซฟาครู่หนึ่ง เธอถอนหายใจ ขึ้นไปนอนพักผ่อนบนเตียงสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน

            ห้องหนังสือของลั่วจื่อหาน…เธอหยุดชะงักเมื่อเดินผ่าน มองดูประตูสีขาวที่ปิดสนิท

            เขาก็ไม่ได้ห้ามเธอเข้าไป ใช่หรือเปล่า…

            แบบนี้มันไม่ค่อยดีมั้ง ถึงอย่างไรก็ยังเป็นบ้านของคนอื่น

            แม้ว่าจะโน้มน้าวตัวเองแบบนี้ อี้เป่ยซีก็ยังวางมืออยู่บนลูกบิดประตู บิดแผ่วเบา

            เอ๊ะ ประตูบานนี้เปิดเองแล้ว ไม่เกี่ยวอะไรกับเธอเลย ในเมื่อฟ้าเป็นใจ งั้นก็เข้าไปดูสักหน่อยเถอะ ถึงอย่างไรลั่วจื่อหานก็บอกว่าเขาไม่ค่อยอยู่ที่นี่ไม่ใช่เหรอ งั้นก็ไม่น่าจะมีของที่สำคัญถึงขั้นคอขาดบาดตายมั้ง

            เธอกัดริมฝีปาก ต้องยอมรับว่าเธออยากรู้อยากเห็นทุกเรื่องของลั่วจื่อหานมาก

            เธอเหมือนถูกปอกเปลือกออกทีละชั้น เขารู้หมดทุกอย่างทั้งข้างนอกและข้างใน แต่ว่าเธอกลับไม่เข้าใจและไม่รู้จักเขาเลย

            นิ้วที่เรียวยาวกดปุ่มล็อค อี้เป่ยซีสูดหายใจลึก การตกแต่งของห้องหนังสือไม่แตกต่างจากด้านนอกเลย มีสีขาวดำเป็นหลัก มีเพียงตู้ด้านข้างที่เป็นขาวขุ่น

            เธอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว เดินไปข้างหน้า ตุ๊กตาเซรามิกตัวจิ๋วตัวหนึ่งมีลักษณะเหมือนกับของขวัญวันเกิดที่ให้เธอก่อนหน้านี้ ยิ้มด้วยดวงตากลมโต

            อี้เป่ยซีก็ยิ้มออกมาไม่รู้ตัวเช่นกัน มองดูคอลเลคชั่นที่กระจัดกระจายอยู่ในตู้ มันล้วนเป็นงานฝีมือขนาดเล็ก ตุ๊กตาที่กำลังยิ้มอย่างสวยงามดูเหมือนคนในกระจกที่เธอมองเห็นทุกวัน หัวใจเต้นเร็วขึ้นอย่างประหลาด เอียงศีรษะมองดูหนังสือบนชั้นวางหนังสือ สันหนังสือที่เผยออกมาด้านนอกนั้น ส่วนใหญ่ล้วนเป็นเนื้อหาของการจัดการเศรษฐศาสตร์

            ‘ช่างน่าเบื่อจริงๆ’ เธอไล่มือไปตามหนังสือแต่ละเล่ม รู้สึกได้ถึงอุณหภูมิที่โค้งเว้า สายตาหยุดอยู่ที่มุมบนสุดของชั้นวางหนังสือ เขย่งเท้าหยิบลงมา

            หนังสือค่อนข้างเก่า ดูลักษณะแล้วผ่านการเปิดอ่านมามากแต่ยังรักษาไว้อย่างดี เมื่อเปิดดูกลับเป็นภาพวาดทิวทัศน์ที่เงียบสงบรูปหนึ่ง

            ‘ลั่วจื่อหานหัดวาดรูปด้วยเหรอ? ทำไมถึงมีหนังสือวิชาการแบบนี้’ เธอพลิกผ่านสองสามทีก็รู้สึกว่าน่าเบื่อ กระดาษแผ่นหนึ่งที่มีตราประทับร่วงลงมาจากหนังสือ

            ‘นี่มัน…’ อี้เป่ยซีตรวจดูอย่างละเอียด ตราประทับของจื่อจวีหานซื่อ

            ‘คราวก่อนก็เจอลั่วจื่อหานที่งานแสดงภาพวาด เขาจะต้องชอบจื่อจวีหานซื่อด้วยแน่ๆ’ วางของกลับไปที่เดิมด้วยความระมัดระวัง ห้องหนังสือราวกับว่าไม่มีอะไรน่าดูแล้ว

            โทรศัพท์มือถือดังขึ้นฉับพลัน อี้เป่ยซีที่เดิมทีรู้สึกละอายใจอยู่แล้ว หลังจากเห็นสายเรียกเข้าก็ตกใจจนโทรศัพท์มือถือแทบร่วงลงพื้น เธอคว้าหมับทันที “ว่าไง?”

            “ลืมบอกเธอไป ภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่ส่งให้เธอคราวก่อน ยังอยู่ในห้องวาดรูปของฉัน เธอจะไปดูก็ได้”

            “อ๋อๆๆ งั้นฉันก็ต้องไปดูสักหน่อย มี…เรื่องแค่นี้เหรอ”

            คนที่ปลายสายหัวเราะ “อืม อย่าลืมปิดประตูห้องหนังสือให้ดีล่ะ ชั้นล่างสุดของชั้นวางหนังสือยังมีอีกหลายเล่ม”

            อี้เป่ยซีรู้สึกเคอะเขินเล็กน้อย เธอแอบดูโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวแต่กลับถูกเจ้าของจับได้แบบนี้ เธออยากวางสายทันทีเสียจริง สุดท้ายก็รวบรวมความกล้าแล้วตอบไป “ฉันรู้แล้ว ราตรีสวัสดิ์” เก็บโทรศัพท์มือถือทันที และไม่สนใจปฏิกิริยาของฝ่ายชายอีก วิ่งออกไปจากห้องหนังสือราวกับกำลังหลบหนี

            ‘เขารู้อยู่แล้วเหรอว่าเธอจะเข้ามา? เธอแสดงออกว่าสนใจเรื่องของเขาอยู่เสมองั้นเหรอ?’ กุมหน้าผาก แต่ก็ยังเดินไปที่ห้องวาดรูป

            ห้องวาดรูปของลั่วจื่อหานสะอาดมาก ทุกอย่างที่มองเห็นได้ถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เมื่อเข้าประตูมา ด้านซ้ายมือเป็นเหมือนสถานที่ไว้เล่นปะติมากรรมเครื่องปั้นดินเผา ด้านขวามือคือเครื่องมือไม้ ภาพวาดนั้นอยู่ตรงกลางห้องตรงข้ามหน้าต่าง หันหน้าให้ประตู

            ราวกับว่าได้เห็นแสงของวันใหม่ที่เปี่ยมด้วยความหวังอีกครั้ง เหมือนว่าทุกลายเส้นพู่ของกันสีส้มเหลืองล้วนเป็นพลังแห่งความหวัง อี้เป่ยซีเดินเข้าไปใกล้ ดูภาพวาดนั้นอย่างละเอียด ลักษณะของลั่วจื่อหานที่กำลังวาดรูปผุดขึ้นมาในหัวโดยไม่รู้ตัว ท่าทางที่มองผืนผ้าใบอย่างจริงจัง แสงอาทิตย์สาดส่องอยู่บนใบหน้าของเขารวมถึงขนเส้นบางๆ นิ้วเรียวยาวและขาวซีดที่จับพู่กันนั้นฉวัดเฉวียนไปมาอยู่บนผืนผ้าใบ กำลังบอกคนคนหนึ่งว่าทุกอย่างกำลังจะเริ่มต้นใหม่ ปัจจุบันคือวันใหม่ ปัจจุบันคือความหวัง

            ครุ่นคิดครู่หนึ่ง จู่ๆ อี้เป่ยซีก็รู้สึกจุก ลั่วจื่อหานทำให้เธอมากมายขนาดนี้ เธอนั่งอยู่บนม้านั่ง เท้าศีรษะและมองไปรอบๆ กล่องไม้ใบหนึ่งดึงดูดสายตาเธอ เดินเข้าไปหาด้วยความอยากรู้อยากเห็น

            มันเป็นกล่องหุ่นดินน้ำมัน หุ่นดินน้ำมันทั้งกล่องมีหน้าตาคล้ายเธอมาก มันถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบอยู่ตรงนั้น อี้เป่ยซีหยิบตัวหนึ่งขึ้นมาวางไว้บนมือ

            เธอหยิบหุ่นดินน้ำมันทุกตัวออกมาวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ ถ้ามองผ่านๆ ทุกตัวก็เหมือนกันหมด ถ้ามองอย่างละเอียดก็จะสามารถบอกความแตกต่างได้ ตัวนั้นดวงตาเอียงเล็กน้อย ตัวนั้นสีไม่สม่ำเสมอ ส่วนโครงร่างตัวนั้นก็หยาบไป

            ที่แท้ลั่วจื่อหานเป็นคนทำของขวัญวันเกินชิ้นนั้นด้วยตัวเอง

            ประหลาดใจเล็กน้อยแต่ก็รู้สึกซาบซึ้งมาก เขาใส่ใจเธอมากจริงๆ ใส่ใจมากๆ

            ‘อี้เป่ยซี เธอควรจะตอบแทนอย่างไร หลังจากที่เธอเข้าใจเจตนาของเขาแล้วคิดจะทำอย่างไร ควรจะทำอย่างไรและสามารถทำอะไรได้บ้าง’

            “ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้ว ทั้งๆ ที่พูดกับตัวเองหลายรอบแล้วว่าทำไม่ได้ ทำไมถึงยังคิดว่าพรุ่งนี้ไม่ใช่จุดจบ ผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ นึกว่าจะจากไปได้โดยไร้ความเจ็บปวด แต่ก็ดึงคนข้างกายมาติดกับด้วยกันแล้ว อี้เป่ยซี ตอนนี้เธอเห็นแล้วสินะ มีความสุขแล้วสินะ”

            ทันใดนั้นเธออยากจะปัดทุกอย่างบนโต๊ะทิ้งไปให้หมด ต้องการจะฉีกภาพวาดที่สวยงามนั้นทิ้งซะ เธอควรจะแบกรับบ่วงไว้ ต้องแบกรับบ่วงไว้ จะดึงคนอื่นมาทุกข์ทรมานกับเธอไม่ได้ และจะให้ตัวเองใช้ชีวิตอยู่อย่างสบายใจไม่ได้เช่นกัน

            “ลั่วจื่อหาน” อี้เป่ยซีวางมืออยู่บนหัวของตุ๊กตาตัวหนึ่ง สัมผัสด้วยความอ่อนโยนเป็นอย่างมาก ในดวงตาก็พยายามเผยความอ่อนโยนด้วย “ฉันควรจะทำยังไงดี นายบอกฉันได้ไหม ฉันจะต้องทำยังไง จะต้องทำยังไงบ้าง?”

————

บทที่ 106
โดย 

บทที่ 106 ความพยายามอันเหน็ดเหนื่อย (5)

              “เป่ย เป่ยซี” ถังเสวี่ยลองเรียกชื่อของเธอ อี้เป่ยซีเงยหน้า ดวงตาเปล่งประกายสดใส สวยงามมาก “เธอจะ ปล่อยไป ทั้งแบบนี้เหรอ?”

            “ถังเสวี่ย ฉันจะย้ายออก”

            “หืม?”

            อี้เป่ยซีถอนหายใจ “ฉันไม่ได้โง่ถึงขนาดดูไม่ออกว่าฟางหมิ่นกำลังปกป้องใคร”

            “เธอ…”

            เธอพยักหน้า “ถังเสวี่ย ฉันพูดไม่ได้ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเธอ ฉะนั้นขอโทษนะ ต่อไปฉันอาจจะไปทำเรื่องอะไรไว้ และอาจจะมีเรื่องที่ฉันไม่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นยังไง เธอน่าจะรู้จักนิสัยของฉัน ตอนนี้ที่ฉันพูดกับเธอแบบนี้ได้เพราะฉันอดทนจนถึงที่สุดแล้ว”

            ถังเสวี่ยทิ้งท่าทางอ่อนโยนดังเช่นปกติ มองตาอี้เป่ยซีเยือกเย็น “เธอจะทำอะไรได้ นอกจากอี้เป่ยเฉินกับลั่วจื่อหานแล้ว เธอยังมีอะไร?”

            “ใช่สิ แค่ฉันมีสองคนนี้ ตอนนี้เธอก็ลุกไม่ขึ้นแล้วไม่ใช่เหรอ ฉันจะไปหาคนอื่นมาอีกทำไม” เธอถอนหายใจ ทันใดนั้นกลิ่นบุหรี่ก็ลอยมาแตะปลายจมูก เธอสะบัดหัว “เรื่องของฟางหมิ่น ฉันรู้ไม่มากหรอก จะรู้ก็แค่นิดเดียว ถังเสวี่ย หวังว่าเธอจะไม่เสียใจเข้าสักวัน” อี้เป่ยซีต้องการจะหยิบเสื้อผ้าบนเตียงขึ้นมา ครุ่นคิดแล้วก็วางลงอีกครั้ง

            “ที่จริงฉันกับฉินแยว่เข่อเข้ากันได้ดีเลยว่าไหม” หัวเราะ กลัวว่าจะแปดเปื้อนอะไรเข้าเหมือนกับฟางหมิ่น เปิดประตูจากไป

            ‘แก้ปัญหาได้แล้วไม่ใช่เหรอ ในที่สุดก็ใสสะอาดแล้วไม่ใช่เหรอ’ เธออ้าแขนกว้าง ‘แต่ว่าทำไมในสมองถึงยังวุ่นวายล่ะ’

            ‘ติดอยู่กับอดีต อดีตเหรอ แต่ว่าปัจจุบันของเธอก็มาจากการตัดสินใจในอดีตเสมอ อยู่กับปัจจุบันหรือติดอยู่กับอดีตมันต่างกันตรงไหน’

            ไม่มีอะไรแตกต่าง เธอที่เป็นแบบนี้ก็ไม่มีอะไรแย่

            ‘ไม่มีอะไรแย่จริงๆ ไม่มีอะไรแย่จริงๆ’

            ‘ไม่มีอะไรแย่ จริงๆ เหรอ?’

            เธอนวดคลึงแขนของตัวเอง นั่งลงบนเก้าอี้มองดูไฟถนน ‘เหมือนว่ามันจะแย่นะ’

            ดูเหมือนว่าทุกการกระทำล้วนมีพันธนาการ ดูเหมือนว่าทุกฉากล้วนไม่สามารถแยกออกจากอดีตได้ ดูเหมือนว่าไม่ควรและไม่สามารถรักใครได้เลย ดูเหมือนว่าลู่เยี่ยหวายังคงยืนอยู่ตรงนั้น พูดว่า

            ‘เป่ยซี เธอต้องสบายดีนะ’

            อี้เป่ยซีที่ทำร้ายลู่เยี่ยหวาจนตาย มีสิทธิ์อะไรอยู่อย่างสบายดีล่ะ อี้เป่ยซีนี่คือบทลงโทษและคำขอร้องจากฉันสู่เธอ เรื่องทั้งหมดมันเรียกว่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน เข้าใจไหม

            หรืออาจจะไม่โกรธมากแล้ว หรืออาจจะไม่เกลียดชังมากแล้ว ใช่สิ นี่คือกรรมของตัวเองทั้งนั้นนี่นา ไม่มีอะไรเลย บางทีที่แบบนี้เธอก็ยังจะสบายใจได้บ้าง บางทีถ้าหากไม่มีลู่เยี่ยจิ่งคอยเกลียดชังเธอ ก็ไม่รู้จริงๆ ว่าเธอจะตำหนิตัวเองได้อย่างไร

            ลั่วจื่อหาน จู่ๆ ก็คิดถึงนายจังเลย นายยังอยู่ข้างมหาวิทยาลัยไหม อยากให้นายกอดฉันแล้วพูดว่าไม่เป็นไร เป่ยซี ไม่เป็นไร

            ทันใดนั้นอี้เป่ยซีลืมตาขึ้นและออกวิ่ง ได้ยินเสียงลมที่พัดผ่านหูของตัวเอง จนกระทั่งมาถึงหน้าประตูมหาวิทยาลัยเธอก็เหนื่อยหอบจนพูดอะไรไม่ออก ได้กลิ่นเลือดอยู่ในลำคอ อีกทั้งยังปนเปกับลมและทราย ทิ่มแทงอยู่ในลำคอ

            เงยหน้าขึ้นมองก็เห็นรถสีดำคันนั้น แสงไฟสีเหลืองสลัวยิ่งทำให้ตัวรถอบอุ่นยิ่งขึ้นเหมือนกับบ้าน บ้านที่จะพาไปที่ไหนก็ได้ บ้านที่จะซ่อนตัวเมื่อไรก็ได้ บ้านที่ไม่จากไปไหน

            เธอกลืนน้ำลาย อดกลั้นต่ออาการคลื่นไส้ วิ่งเข้าไปเหมือนกับคนบ้า ขณะที่กำลังจะเคาะกระจกรถ ลั่วจื่อหานถือแก้วน้ำเปิดประตูรถออกมาพอดี

            “เป่ยซี ฉันอยู่นี่”

            อี้เป่ยซีกอดเขาทันใด เอาหน้าซุกอยู่บนหน้าอกของเขา หายใจหอบ “นายรู้อยู่แล้ว นายรู้มาตลอด”

            “ไม่เป็นไรเป่ยซี ไม่เป็นไร” ลั่วจื่อหานยิ้มตบหลังเธอเบาๆ ผ่านไปสักพัก จึงดึงมือของเธอออก ยื่นน้ำมาให้เธอ “ดื่มน้ำก่อนเถอะ วิ่งมาตั้งนานแล้ว”

            อี้เป่ยซีดื่มน้ำหมดครึ่งขวดในรวดเดียว เพราะว่ารีบร้อนเกินไปจึงสำลัก ลั่วจื่อหานช่วยเธออย่างเอาใจใส่ มุมปากยกยิ้มน้อยๆ อยู่ตลอดเวลา

            “ตลกมากนักหรือไง”

            “อืม” ลั่วจื่อหานยื่นมือ เช็ดคราบน้ำที่มุมปากของเธอ “ตลกดีออก กระต่ายน้อย”

            “นายต่างหากกระต่ายน้อย”

            “อืม”

            “ทั้งบ้านนายมีนายคนเดียวที่เป็นกระต่าย”

            ลั่วจื่อหานลูบหัวของเธอ “โอเค พวกเรากลับกันเถอะ” อี้เป่ยซีพยักหน้าอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่คิดเลยแม้แต่นิดเดียว แล้วเข้าไปนั่งบนรถของเขา

            อี้เป่ยซีมองดูทิวทัศน์รอบข้าง จากคุ้นเคยกลายเป็นไม่คุ้นเคย ราวกับว่ามันคือทางกลับบ้านจริงๆ ในใจรู้สึกมีความสุขอย่างอธิบายไม่ถูก

            กลับบ้าน กลับบ้าน

            เมื่ออี้เป่ยซีดึงสติกลับมาอีกครั้ง รถก็จอดที่หน้าประตูแล้ว บ้าน บ้านของลั่วจื่อหาน

            เธอมองลั่วจื่อหาน เบิกตาโต ราวกับว่ากำลังถามอะไรบางอย่าง

            เกิดอะไรขึ้น ไม่ใช่กลับบ้านเหรอ ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้

            “ไม่ใช่กลับบ้านเหรอ?”

            “ใช่กลับบ้าน กลับบ้านฉัน นายพาฉันมาที่บ้านนายทำไม?”

            ลั่วจื่อหานหัวเราะเบาๆ “อ๋อ เธอบอกว่าเธอไม่มีบ้านแล้วไม่ใช่เหรอ ฉันก็คิดอยู่ ว่าเลี้ยงกระต่ายสักตัวก็ดีเหมือนกัน”

            “งั้นฉันกลับบ้านตัวเองได้หรือเปล่า”

            “เป่ยซี นั่นมันก็บ้านฉัน ลงรถเถอะ” ลั่วจื่อหานลงรถเดินไปไกลแล้ว อี้เป่ยซีจึงอ้อยอิ่งตามไป เธอก้มหน้าดูโทรศัพท์มือถือ ดึกแล้ว จากนั้นก็เปิดแผนที่

            ‘สมองเธอเป็นอะไรไปนะ นั่งอยู่ในรถตั้งนานไม่รู้สึกตัวว่านี่ไม่ใช่ทางกลับบ้านของตัวเองเหรอ? อี้เป่ยซี เธอนี่จริงๆ เล้ย คนอื่นเขาเอาเธอไปขายไม่แน่ว่ายังอาจจะช่วยนับเงินด้วย’

            ‘เจ้าโง่ เจ้าโง่’

            เธอเดินก้มหน้าเข้าไปในห้องรับแขก ‘นี่เหมือนจะเป็นครั้งแรกของเธอที่มาบ้านของลั่วจื่อหานขณะที่ยังมีสติ ไม่สิมาที่ห้องต่างหาก’ เธอมองรอบทิศ ยืนอยู่ตรงนั้น ไม่รู้เลยว่าต้องทำอะไรต่อ

            ‘แล้วเอาไงต่อ ยืนโง่ๆ อยู่ตรงนี้เหรอ? ไม่ได้ กลับเหรอ? จะไปไหนล่ะ ที่นี่ไกลจากมหาวิทยาลัยตั้งเยอะ ช่างเถอะ ออกไปเรียกรถสักคันก็แล้วกัน หาโรงแรมพักสักที่ก็ได้ ตามเขามาได้ยังไงเนี่ย ในสมองมีแต่ขี้เลื่อยหรือยังไงกัน’

            “เป่ยซี ป่านนี้แล้ว เธอหารถไม่ได้หรอก” ลั่วจื่อหานราวกับว่ามองทะลุความคิดของเธอ ยื่นชาส้มโอที่ชงเสร็จแล้วให้เธอ “ทนไปก่อนเถอะ ก่อนหน้านี้ลืมบอกเธอไป เอ่อ อะพาร์ตเม้นต์ที่เธออยู่ตอนนี้กำลังซ่อม ฉันก็เลยถือวิสาสะขนของเธอมานี่แล้ว”

            “หา?” ในขณะนี้สมองอี้เป่ยซีหมุนติ้วอย่างรวดเร็ว “มันไม่เป็นอะไรจะซ่อมทำไม?”

            “รู้สึกว่าแบบมันหดหู่ไปหน่อย ก็เลยอยากจะเปลี่ยน”

            “นายจงใจ”

            ลั่วจื่อหานยักไหล่ “เธอไม่ว่าอะไรนะ”

            “ฉัน ฉันจะว่าอะไรได้ ยังไงก็เป็นของนาย นายจะเล่นกับมันยังไงก็ได้” อี้เป่ยซีเบือนหน้าหนี ไม่รู้เป็นเพราะว่าเขินอายอึดอัดหรือเป็นเพราะโมโห

            เขากระแอมไอเบาๆ “ปกติแล้วฉันก็ไม่ค่อยได้อยู่ที่นี่เท่าไร เธอไม่ต้องคิดมาก”

            “ฉันไม่ได้คิดอะไรเลย”

            “เหรอ” หางเสียงสูง คิ้วซ้ายเลิกขึ้น เห็นได้อย่างชัดเจนว่าไม่เชื่อ

        “ฉันรู้สึกว่าประโยคนั้นที่นายบอกว่า ‘ไม่ค่อยได้อยู่ที่นี่เท่าไร’ มันชวนให้ตอบว่า เหรอ…มาก” อี้เป่ยซีเลียนเสียงของลั่วจื่อหาน ทันใดนั้นทั้งสองคนก็หัวเราะแล้ว

————

บทที่ 105
โดย 

บทที่ 105 ความพยายามอันเหน็ดเหนื่อย (4)

             อี้เป่ยซีอ้าปาก ต้องการพูดอะไรบางอย่าง เห็นดวงตาที่แดงก่ำของฟางหมิ่น ในหัวก็ว่างเปล่าไปชั่วขณะ

            เรื่องที่ถูกฝังไว้ในส่วนลึกนั้น ตัวเองไม่เคยต้องการจะพูดถึงมัน เรื่องที่อยู่ในใจก็ถูกคนที่สงสัยในตัวเองเปิดโปงจนหมดสิ้น เป็นใครก็คงสุดจะทน

            “ฟางหมิ่น ขอโทษนะ”

            “หืม?” ทั้งสองคนตกตะลึง ไม่มีใครตอบสนองการขอโทษอย่างกะทันหันของอี้เป่ยซี

            “ขอโทษ” เธอเอ่ยอีกครั้ง ฟางหมิ่นตอบสนองก่อน เธอก้มหน้า จากนั้นก็เงยหน้าขึ้น รอยยิ้มเจือปนความภาคภูมิใจและดูถูกเหยียดหยาม ทันใดนั้นถังเสวี่ยรู้สึกว่าตัวเองได้ย้อนกลับไปเมื่อสามปีที่แล้ว ฟางหมิ่นเมื่อสามปีที่แล้วก็เย่อหยิ่งอย่างเหลืออดเช่นนี้ หยิ่งยโสแต่น่าประทับใจ

            ราวกับว่าเธอได้เจอเรื่องที่น่าขันสุดขีด อดไม่ได้จนหัวเราะงอหาย ผ่านไปสักพักจึงปาดน้ำตาที่หางตาออก “อัยยา อี้เป่ยซี ความเห็นอกเห็นใจของเธอมันล้นออกมาจริงๆ” เธอหยุดครู่หนึ่ง “ใช่ว่าทุกคนจะเหมือนเธอ ใช้ชีวิตอยู่กับอดีต พวกเราไม่มีอดีตให้ดื่มด่ำ ที่จริงเธอจะรู้หรือไม่ก็ไม่สำคัญ ทุกอย่างฉันเป็นคนทำเอง ถึงเธอจะสืบต่อไปก็มีแต่ฉันที่เป็นคนทำ ต่อไปฉันจะไปจากเธอให้ไกล ไปจากพวกเธอให้ไกลๆ”

            ฟางหมิ่นเดินเข้ามาหาอี้เป่ยซี เหลือบมองถังเสวี่ยขณะที่เดินผ่านเธอ จากนั้นก็มองอี้เป่ยซี โน้มตัวไปข้างหน้าช้าๆ “แต่ว่า เรื่องน่าปวดหัวของเธอยังไม่หายไปไหน บอกตามตรงฉันยังต้องขอบคุณเธอด้วยซ้ำ ในที่สุดชีวิตแบบนี้ก็จบซะที” เธอหยิบของเล็กๆ น้อยๆ ใส่กระเป๋า ไม่มีบุคลิกเหมือนตอนที่เข้ามาโดยสิ้นเชิง เหมือนกับว่าปล่อยวางได้แล้วจริงๆ

            อี้เป่ยซีย่นคิ้ว มองเธอ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไร ถังเสวี่ยค่อยๆ เข้าใกล้อี้เป่ยซีด้วยความตื่นตระหนก

            “เป่ยซี”

            “อืม ไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับฟางหมิ่น” เธอโพล่งออกมา ตัวเองก็ประหลาดใจเหมือนกัน ไม่รู้ว่าเอาความมั่นใจนี้มาจากไหน อาจจะเป็นเพราะท่าทางยโสโอหังของเธอในตอนนี้ หรืออาจเป็นเพราะอย่างอื่น แต่ว่าอี้เป่ยซีไม่มีกะใจไปทำความเข้าใจ เธอรู้สึกว่าจิตใจสับสนมาก ปมที่พันกันนั้นยุ่งเหยิงมากๆ จนกลายเป็นเงื่อนตายขนาดใหญ่ที่บดบังวิสัยทัศน์ของเธอพอดี

            “ฟางหมิ่น เธอได้ยินแล้วนะ เป่ยซีเชื่อว่าไม่เกี่ยวกับเธอ” คำพูดที่ชวนซาบซึ้งใจ ในเวลานี้กลับไม่มีความรู้สึกใดออกมาจากปากถังเสวี่ย ยิ่งไปกว่านั้นมันกลับแฝงด้วยคำเตือน

            ฟางหมิ่นทิ้งของบนโต๊ะทั้งหมดลงในถังขยะ แล้วเอาเครื่องประดับบนตัวบางส่วนวางลงบนโต๊ะอย่างแรง จมดิ่งอยู่ในโลกของตัวเองโดยไม่สนใจใครทั้งนั้น ผ่านไปสักพัก เธอจึงเงยหน้าขึ้นมา “อืม ฉันทำเอง” ตอบอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นก็เริ่มเก็บของอีกครั้ง ไม่พูดอะไรอีก

            ถังเสวี่ยบีบมือตัวเองแน่น ควบคุมอารมณ์โกรธที่อยู่ภายใน แทบทนไม่ไหวอยากตบหน้าทั้งสองคนสักฉาด แต่ว่าทำไม่ได้ เธอสงบลมหายใจของตัวเอง จ้องมองไปมาระหว่างคนทั้งสอง

            ‘ทำไมอี้เป่ยซีถึงเชื่อฟางหมิ่นขนาดนั้น ก้าวต่อไปเธอควรจะทำอย่างไร?’

            เธอมองฟางหมิ่น ฟางหมิ่นสังเกตเห็นสายตาของเธอ มองเธอกลับด้วยความขี้เล่นเล็กน้อย เก็บของตัวเองต่อราวกับว่าไม่เป็นอะไร จากนั้นก็ถอนหายใจยาว เหวี่ยงสะพายกระเป๋า เปิดประตูหอพัก

            “ฟางหมิ่น มันเป็นใคร?” จู่ๆ เสียงของอี้เป่ยซีดังขึ้นจากด้านหลัง ฟางหมิ่นเปิดประตูค้าง สีหน้าลำบากใจ

            “เธอก็รู้ตั้งนานแล้วว่าเป็นใคร จะถามฉันทำไม ตอนนี้ฉันจะจากไปแล้ว จะเสียเวลาไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว ถ้ามีอะไรรอให้ฉันจากไปก่อนค่อยแก้ก็ไม่สาย คิดซะว่าเป็นของขวัญสำหรับคำขอโทษของเธอก็แล้วกัน” พูดจบก็เปิดประตูจากไปอย่างสง่าผ่าเผย เกรงว่าตัวเองจะตัดขาดได้ไม่ชัดเจนพอ ปิดประตูทันที ก้าวเดินออกไปจากหอพักอย่างผ่อนคลาย

            ฟางหมิ่นเดินไปเพียงไม่กี่ก้าว แสงไฟจ้าของรถคันหนึ่งส่องสว่างบนตัวของเธอ เสียงเครื่องยนต์ยังคงดังก้องอยู่ข้างหู ราวกับว่าคาดการณ์ไว้แล้ว ฟางหมิ่นเพียงแค่บังแสง ไม่มีอาการอื่นใด

            เสียงรถเบรกกะทันหันนั้นแสบแก้วหูจนทำให้คนรอบข้างต่างอดไม่ไหวที่จะขมวดคิ้ว ฟางหมิ่นเลิกคิ้ว เดินต่อไปข้างหน้า คนที่ลงมาจากรถลากเธอเข้าไปข้างใน ทั้งสองคนแนบชิดติดกันภายในรถที่คับแคบ

            “ฉันยังมีงานอะไรที่ทำไม่เสร็จ?”

            คนที่อยู่ด้านล่างไม่ได้พูดอะไร ฟางหมิ่นกลับอดไม่ได้จนหัวเราะออกมา “ทำไมล่ะ ตอนนี้อยากเล่นไพ่ความรักงั้นเหรอ กลัวว่าถังเสวี่ยจะทนไม่ได้?”

            ยังคงไม่พูดอะไร แต่เธอก็ไม่ได้โมโห เริ่มพูดขึ้นโดยไม่สนใจสิ่งใด “พวกคุณบ้านถังต่างมองคนอื่นเหมือนคนโง่หรือไงกันนะ ตอนแรกก็ฉัน ตอนนี้ก็อี้เป่ยซี มันน่าเบื่อเกินไปแล้วถังเฉิง ถ้าฉันเป็นคุณคงไม่โง่แบบนี้”

            “ฟางหมิ่น ขอโทษนะ ถังเสวี่ยเป็นน้องสาวคนเดียวของผม ผมจะให้เขามีอันตรายไม่ได้ แม้ว่าจะซุ่มซ่ามแค่ไหน เขาก็ทำแรงเกินไป”

            ไม่รู้ทำไมฟางหมิ่นรู้สึกอารมณ์ดีมาก ความโศกเศร้าที่อดกลั้นไว้ก่อนหน้านี้หายไปจนหมดสิ้น เธอหัวเราะเอ่ย “ถังเฉิง น้องสาวคุณเก่งมากเลยนะ ดูคุณสิถูกเขาเล่นงานจนเป็นแบบนี้ ยังจะทุ่มเทปกป้องเขาขนาดนี้อีก เก่งมาก เก่งมาก”

            “ฟางหมิ่น คุณ รู้เรื่องหมดแล้ว?” เสียงสั่นเครืออย่างควบคุมไม่ได้ ฟางหมิ่นพยักหน้า

            “ฉะนั้น ตอนนี้พวกเราน่าจะไม่เกี่ยวข้องกันแล้วสินะ ปล่อยฉันได้แล้วยังคุณชายใหญ่ถัง”

            เสียงถอนหายใจหลุดออกมาจากลำคอของถังเฉิงโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า กดบรรยากาศภายในรถให้ต่ำลง รู้สึกหนักอึ้งและเหนียวตัว “คุณจะไปไหน ผมจะไปส่ง”

            “ไม่ต้อง ไม่ต้อง ที่ดีๆ ก็คือที่ที่ไม่มีคุณสองพี่น้อง ที่ที่ไม่มีคุณอยู่คือที่หมายของฉัน”

            “ฟางหมิ่น คุณจะ…”

            “อะไร?”

            “ไม่มีอะไร”

            ฟางหมิ่นพยักหน้า “ปล่อยนะ ไม่งั้นฉันจะร้อง”

            ทันใดนั้นถังเฉิงก็เหมือนกับเด็กน้อย กอดล็อคตัวเธอแน่น “คุณก็ร้องสิ”

            “หึ ถังเฉิง คุณคงยังไม่ลืมนะว่ามีแต่คนของลั่วจื่อหานเต็มไปหมด แค่ฉันร้องคำเดียว ยังไงก็หนีไปได้ แต่ว่าคุณแน่ใจเหรอว่าอยากยั่วโมโหเขา?”

            “คุณ…”

            “ใช่แล้ว ถ้าไม่ยืมแรงข้างนอก ฉันจะหลุดพ้นจากกรงทองนี้ได้ยังไง ฉันไม่มีปัญญาปลดล็อคได้ซะหน่อย ปล่อยเถอะ คุณชายใหญ่ถัง”

            “ไม่ปล่อย ฟางหมิ่นผมชอบคุณ”

            “หืม”

            “ฟางหมิ่น ผมอยากอยู่กับคุณตลอดไป”

            “ฟางหมิ่นพวกเรามาเริ่มต้นใหม่ เหมือนคู่รักคู่อื่นดีไหม?”

            “ฟางหมิ่น หรือว่าคุณไม่เคยชอบผมเลย?”

            ฟางหมิ่นตอบถังเฉิงเพียง ‘อืม’ คำเดียว สุดท้ายก็สูดหายใจลึก “ถังเฉิง คุณน่าจะเข้าใจว่าอะไรคือเหตุผลที่ฉันอยู่ข้างกายคุณ คุณเริ่มต้นด้วยความละอาย แล้วคุณลงจะเอยอย่างมีความสุขได้ยังไงล่ะ อ่อ จริงสิ ฝากไปบอกประโยคนี้กับน้องสาวของคุณด้วย แต่ไม่รู้ว่ายังจะมีโอกาสหรือเปล่า ปล่อยนะถังเฉิง”

            “ห้าปี ฟางหมิ่น ห้าปีแล้ว ต่อให้เป็นก้อนหินก้อนนึง ก็ต้องสะทกสะท้านบ้างสิ”

        “ใช่ แต่ว่าคุณน่ะ ทิ้งขว้างหินก้อนนี้เสมอเลย” มือของถังเฉิงผ่อนคลายลงมาบ้าง ฟางหมิ่นดิ้นหลุดทันทีแล้วออกจากรถ “คุณเหมาะกับหยกมากกว่า ก้อนหินอย่างพวกเราจะไม่รบกวนคุณอีกแล้ว” จากไปโดยไม่หันกลับมามองอีก ถังเฉิงจ้องมองประตูรถที่เปิดค้างไว้เนิ่นนาน…

————

บทที่ 104
โดย 

บทที่ 104 ความพยายามอันเหน็ดเหนื่อย (3)

               เมื่อกลับมาที่หอพัก ใบหน้าของอี้เป่ยซียังคงแดงอยู่เล็กน้อย เธอยืนอยู่หน้ากระจกห้องน้ำ สองมือจับแก้มของตัวเอง ความสุขที่อธิบายไม่ได้เอ่อล้นภายในหัวใจ

            เมื่อครู่เธอแสดงอาการโจ่งแจ้งเกินไปหรือเปล่า ลั่วจื่อหานเห็นว่าเธอหน้าแดงหรือเปล่า? เมื่อครู่ก่อนที่จะจูบเธอได้กินอะไรมาหรือเปล่า? ตอนนั้นลั่วจื่อหานกำลังคิดอะไรอยู่? อ๊า จู่ๆ ก็รู้สึกละอายใจ คราวหน้า…

            ‘คราวหน้าเหรอ’ อี้เป่ยซีดวงตาเป็นประกาย เธอก้มหน้า มองดูมือของตัวเอง ‘ยังจะมีคราวหน้าอีกเหรอ?’

            เธอควรจะทำอย่างไรดี

            อี้เป่ยซีเปิดฝักบัวและยืนอยู่เงียบๆ เนิ่นนานจึงมีเสียงเคาะประตูดังมาจากข้างนอก

            “เป่ยซี”

            “อืม มีอะไรเหรอ?”

            “คือว่า คืนนี้ฟางหมิ่นจะกลับมา เธอจะ…” น้ำเสียงที่ประหม่าและลังเลเล็กน้อยยังคงเจือปนความเป็นห่วงเหมือนปกติ อี้เป่ยซีได้ยินเสียงของถังเสวี่ย ปิดผักบัว

            “ไม่ต้องหรอก ฉันก็ไม่ได้ทำอะไรผิด” เธอเปิดประตู เหลือบมองถังเสวี่ย เริ่มง่วนอยู่กับการเก็บของ ถังเสวี่ยตามติดเธอตลอด อยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ลังเล

            “ยังมีอะไรอีกไหม?”

            ถังเสวี่ยสูดหายใจลึก “เป่ยซี ตอนนี้เธอกับลั่วจื่อหานเป็นอะไรกันเหรอ”

            “ไม่ได้เป็นอะไรกันนี่ ก็แค่…เพื่อนธรรมดามั้ง” แม้แต่ตัวเองก็ไม่เชื่อที่พูด อี้เป่ยซีส่ายหน้า ไม่ได้มองถังเสวี่ย รีบเก็บของเร็วขึ้นกว่าเดิม ราวกับว่าทำแบบนี้แล้วเวลาจะหมุนเร็วขึ้นและจะกำจัดปัญหานี้รวมถึงความยุ่งเหยิงทั้งหมดที่จะตามมาได้

            “งั้นเธอก็ยังชอบลู่เยี่ยหวาสินะ”

            ชื่อที่กล่าวขึ้นมากะทันหันทำให้อี้เป่ยซีตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น เสียงแผดร้องดังก้องอยู่ข้างหู ดวงตาแดงก่ำ ผ่านไปสักพัก เธอค่อยๆ หันมามองตาของถังเสวี่ยโดยตรง ถังเสวี่ยก็เบิกตาโตมองเธอเช่นกัน ระคนความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ “ถังเสวี่ย เธออยากจะพูดอะไร?”

            “เปล่านะ เปล่า” เธอรีบก้มศีรษะ “ฉันก็แค่ ก็แค่คิดว่าเขาเป็นคนที่สำคัญมากในใจของเธอใช่หรือเปล่า จนถึงตอนนี้เธอก็เลยยังไม่ลืมเขา เขามีอิทธิพลไปทุกที่ ฉัน ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันก็แค่เป็นห่วงเธอ ฉันก็ไม่อยากให้เธอจมปลักกับอดีต จริงๆ นะ เป่ยซี เป่ยซี…”

            อี้เป่ยซีทำหูทวนลมกับคำพูดของเธอ จนกระทั่งเมื่อเธอเรียกชื่อเธออย่างตื่นตระหนก อี้เป่ยซีจึงเงยหน้าขึ้น “ถังเสวี่ย ลู่เยี่ยหวาเป็นคนดีมากๆ ใครก็เทียบเขาไม่ได้”

            “งั้นเธอกับลั่วจื่อหาน”

            เธอยิ้มขมขื่น ภาพวาดที่มีสีสันถูกฉีกขาดและร่วงหล่น ทิวทัศน์นอกหน้าต่างกระจกเริ่มเตือนสติเธออีกครั้งว่านี่คือกลางดึกของฤดูหนาว “ฉันกับเขาเป็นแค่เพื่อนธรรมดาจริงๆ ฉันจะเล่นเกมส์แล้ว ยังมีอะไรอีกไหม?”

            ถังเสวี่ยส่ายหน้า ยิ้มด้วยความอบอุ่นเช่นเดิม อี้เป่ยซีจิบน้ำอย่างรวดเร็ว เปิดเกมส์ บังคับไม่ให้ตัวเองคิดอะไรอีก ตั้งใจเริ่มทำการต่อสู้กับเพื่อนร่วมทีม

            บนหน้าจอแอลอีดีไม่ใช่ฉากเสมือนจริงอะไร อี้เป่ยซีใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ มีเพื่อนร่วมทีมของเธอ อาณาเขตของเธอ ดินแดนของเธอ ไม่มีใครที่จากไปอย่างกะทันหัน ในเวลายากลำบาก ขอเพียงมีคริสตัล ขอเพียงมีเหรียญ ทุกคนก็สามารถฟื้นคืนชีพได้ ฟื้นได้ทุกคน

            จะไม่มีความตายและจะไม่มีการจากลาเพราะความตาย จึงไม่มีเรื่องที่น่ารำคาญเหล่านี้

            คิดเช่นนี้แล้ว อี้เป่ยซีปรี่ไปที่ร้านค้าทันที พริบตาเดียวก็ซื้อน้ำอมฤตจำนวนมาก ให้ทุกคนใช้จนหมดตัว ทั้งศัตรู ทั้งเพื่อนร่วมทีม

            “แม่งเอ๊ย เธอเป็นบ้าอะไร เกือบจะฆ่าได้อยู่แล้ว เธอให้เลือดฝ่ายตรงข้ามทำไม”

            อี้เป่ยซีไม่สนใจ แจกจ่ายเลือดต่อไป

            “พวกเราไม่เข้าใจโลกของทรราชเลย”

            “ให้ตายสิ รอบนี้จะยืดเยื้อจนถึงเมื่อไร”

            หลังจากยาครอบจักรวาลถูกใช้จนหมดแล้ว อี้เป่ยซีจึงถอนหายใจโล่งอก พิมพ์ตัวหนังสือหนึ่งบรรทัดบนหน้าจอ

            ‘เอาล่ะ พวกเธอตามสบายเลย’

            ทั้งสองฝ่ายดึงสติออกจากความงุนงงทันทีและเริ่มต่อสู้อย่างไม่ลดละ อี้เป่ยซีหัวเราะอย่างคนโรคจิตนิดๆ

             โปรแกรมแชทกระพริบสองสามครั้ง เธอขมวดคิ้วแต่ก็ยังเปิดดู

            คนแปลกหน้า: อารมณ์ไม่ดี?

            หลิงซี: มาเผือกอะไรด้วย พวกเรารู้จักกันเหรอ?

            คนแปลกหน้า: แย่งไอเท็มของฉันเยอะขนาดนั้น ยังจะบอกว่าพวกเราไม่รู้จักอีก แล้วต้องทำยังไงถึงจะเรียกว่ารู้จัก? จูบเหรอ?

            หลิงซี: ไสหัวไปให้พ้น ลูกพี่อารมณ์ไม่ดี

            คนแปลกหน้า: ดูออกแล้วล่ะ วันนี้เหมือนเป็นบ้าเลย

            หลิงซี: นายอยากหาเรื่องหรือไง อยากนัดสู้เหรอ?

            คนแปลกหน้า: ฉันนึกว่าเมื่อกี้พวกเราสู้กันแล้วซะอีก

            หลิงซี: เหลวไหล ลูกพี่ยังไม่ได้ลงมือ นับกับผีสิ

            คนแปลกหน้า: คิดไม่ถึงว่าเธอจะพูดคำหยาบเยอะแบบนี้ เด็กผู้หญิงพูดคำหยาบไม่ดีนะ

            เด็กผู้หญิง มือของอี้เป่ยซีที่กำลังพิมพ์หยุดชะงัก ทั้งๆ ที่ตัวเองเลือกตัวละครชาย ทำไมถึงรู้ว่าเป็นผู้หญิงล่ะ

            คนแปลกหน้า: เป่ยซี ฉันยังอยู่ข้างๆ มหา’ลัยเธอ

            ลั่วจื่อหาน!

            เพียงครู่เดียว เสียงโทรศัพท์มือถือของอี้เป่ยซีก็ดังขึ้น เธอรับสายโดยไม่ได้มองเลย “ลั่วจื่อหาน”

            “ฉันเอง เป็นอะไรไป เมื่อกี้ยังดีๆ อยู่เลยไม่ใช่เหรอ”

            “ไม่มีอะไร ฉันจะออฟไลน์แล้ว บาย”

            “เป่ย…” อี้เป่ยซีกดวางสายแล้ว ทันใดนั้นก็รู้สึกขำและรู้สึกเหนื่อยล้า

            ‘อี้เป่ยซีเธอช่างโชคดีเหลือเกิน ถ้าเป็นฉันล่ะก็ ฉันทิ้งเธอไปนานแล้ว ตอนนี้เขายังเล่นกับเธอเหมือนเด็กๆ อย่างกะตือรือร้นขนาดนั้น และยังหัวเราะกับเธอเหมือนคนโง่’

            เธอครุ่นคิด กดปุ่มออกจากระบบ ปิดคอมพิวเตอร์อย่างแรง มันคือโลกเสมือนจริงๆ เธอยื่นมือออกไป อาจเป็นแค่ตอนนี้เท่านั้นที่เป็นเรื่องจริง ยื่นฝ่ามือคว้าตัวเอง ยิ้มขมขื่น

            นี่ต่างหากคือเรื่องจริง ความจริงที่ไม่สามารถจับต้องได้

            จู่ๆ ประตูก็ถูกเปิดออกเสียงดังปัง ฟางหมิ่นสะพายกระเป๋า เหลือบมองถังเสวี่ยแล้วมองอี้เป่ยซีเยือกเย็น “เธอสืบเรื่องฉันอยู่เหรอ?”

            ถังเสวี่ยก็เผยอาการประหลาดใจเช่นกัน เดินไปหาอี้เป่ยซีด้วยความหวาดกลัวเล็กน้อย ดึงๆ แขนเสื้อของเธอ “จริงเหรอ?”

            อี้เป่ยซีลืมตา พยักหน้า

            “มีอะไรน่าสืบ เรื่องพวกนั้นไม่ว่าใครก็บอกเธอได้สบายอยู่แล้ว ทำไมจะต้องรบกวนให้คุณหนูอี้ลงมือด้วย ใช่ไหมคุณหนูใหญ่ถัง” การประชดประชัดและกระอิดกระเอื้อนนั้นหนักหน่วง อี้เป่ยซีมองสำรวจฟางหมิ่น ไม่เจอกันตั้งนาน ผมของเธอยังคงเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนทุกครั้ง ใบหน้าที่ไม่ได้แต่งนั้นซีดขาว ยกเว้นรอยคล้ำใต้ดวงตาขนาดใหญ่และดวงตาที่แดงก่ำ

            เธอเป็นอะไรไป ตอนที่ไม่อยู่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เธอก็แค่สงสัยเท่านั้น การสืบก็เป็นเพียงแค่การยืนยันอะไรบางอย่าง เธอเองก็เต็มใจเชื่อว่าเธอไม่ใช่คนทำ

        “ฮ่า…” เธอหัวเราะเย็นชา แววตาที่คมดุจมีดจ้องมองอี้เป่ยซี เธอรู้สึกว่าตัวเองหายใจไม่ทั่วท้องฉับพลัน “ไม่ต้องสืบแล้ว ที่คุณหนูใหญ่ถังพูดคือเรื่องจริง ทุกอย่างเป็นฝีมือฉันเอง ฉันทนเธอมามากพอแล้ว ทนกับท่าทางของเธอที่เหมือนกับว่าใครก็เทียบไม่ติด เกลียดที่คนอย่างเธอไม่มีความสามารถอะไรแต่กลับมีคนคอยช่วยเหลือ แถมยังทำตัวเหมือนไม่ต้องพึ่งพาใคร อี้เป่ยซี เธอเล่นละครเก่งจริงๆ น่าขยะแขยง”

————

บทที่ 103
โดย 

บทที่ 103 ความพยายามอันเหน็ดเหนื่อย (2)

             เวลาของพวกเราถูกเติมเต็มด้วยบุคคลหนึ่งและด้วยเรื่องราวหนึ่ง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกลายเป็นอดีต ในขณะเดียวกันมันก็ยื่นมืออันอบอุ่นของมันออกมาแสดงให้เห็นว่านั่นคือเส้นทางของคุณที่จะต้องเดินสู่อนาคต มันช่วยเลือกปัจจุบันเพื่อที่ประวัติศาสตร์จะได้สอดคล้องกับอนาคต

            อี้เป่ยซีเขียนประโยคนี้จบ กัดปลายปากกา เขียนชื่อของเยี่ยฉินลงบนกระดาษเปล่าข้างๆ โดยใม่รู้ตัว

            ‘ฮึ่ม ช่างเถอะๆ ทุกคนต่างมีเรื่องที่ตัวเองไม่อยากพูด อยากรู้มันก็อยากรู้ แต่ว่าอย่ากระตุ้นแผลเป็นจะดีกว่า’ เธอพิงหลัง ยกขาของตัวเองขึ้นแกว่งไปมาสองสามครั้ง

            ลั่วจื่อหาน เขา…

            คิดถึงเขา จู่ๆ อี้เป่ยซีก็รู้สึกโมโหเล็กน้อย วางเท้าลงบนพื้น เอามือเท้าศีรษะ

            คนบางคน เธอไม่มีทางดูออกว่าเขามีเรื่องราวอะไร

            ‘จริงสิ’ อี้เป่ยซีตบโต๊ะ ‘เขายังไม่ได้บอกเธอเรื่องของฟางหมิ่นเลย ตอนนี้จะต้องไปหาเขา ไปคุยเรื่องนี้ให้รู้เรื่อง’

            ‘จะว่าไปก็ไม่ได้เจอหน้าเขาหลายวันแล้ว’ อี้เป่ยซีควานหาโทรศัพท์ถือมือของตัวเองในกระเป๋าเรียน

            ‘เชอะ ที่เธอหาเขาเพราะมีเรื่องสำคัญน่ะโอเคหรือเปล่า ไม่มีความรู้สึกอื่นใดต่อเขาเลย ไม่มีเลยสักนิด’

            “ฮัลโหล” อี้เป่ยซีเพิ่งจะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาก็มีเบอร์แปลกโทรเข้ามา เธอลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังกดรับสาย

            “เสี่ยวซี” ได้ยินเสียงของอี้เป่ยเฉิน เธอเม้มปาก เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ค่อยๆ ผุดขึ้นมาในสมองของเธอ แม้ไม่ได้มีความรู้สึกเสียใจแบบนั้นแล้วแต่ก็ไม่รู้สึกดีใจเหมือนเมื่อก่อนอีก สิ่งที่มีมากขึ้นก็คือความรู้สึกเฉยเมยที่ได้พานพบอะไรบางอย่าง

            “อืม พี่เป่ยเฉิน”

            “เสี่ยวซี คืนนี้กลับบ้านไหม?”

            อี้เป่ยซีครุ่นคิด “ไม่ล่ะ ฉันยังมีธุระนิดหน่อย ไว้คราวหน้าเถอะ คราวหน้าฉันค่อยกลับไป”

            ทั้งสองฝ่ายเข้าสู่ความเงียบ อี้เป่ยซีมองมือของตัวเองตลอดเวลา ผ่านไปสักพักใหญ่จึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “พี่เป่ยเฉิน ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันก็ไปทำธุระของฉันก่อนนะ ดึกๆ ค่อยคุยกันเถอะ”

            “ได้”

            ได้ยินเสียงวางสาย โทรศัพท์มือถือค่อยๆ เลื่อนลงมาจากข้างหู เขามองหน้าจอที่ดำสนิท สองมือกำแน่น ขว้างมือถือลงพื้นอย่างแรง

            ทันใดนั้นเสียงไอรุนแรงดังขึ้นในห้องว่างเปล่า จากนั้นตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบ

“เป่ยเฉิน คุณอยากไปโรงพยาบาลก่อนหรือเปล่า คุณดูไม่ดีเลย”

            อี้เป่ยเฉินปัดมือของเธอออก “ไปให้พ้น”

             ฉินรั่วเข่ออึ้งไปครู่หนึ่ง ก้มหน้าพยายามซ่อนเร้นอาการเจ็บปวดของตัวเอง “เพราะ เป่ยซีไม่ยอมกลับมาใช่ไหม?”

            “คุณอยากให้ผมโยนคุณออกไปหรือเปล่า?” อี้เป่ยเฉินลุกขึ้น เสียงเก้าอี้ที่ถูกับพื้นแสบหูจนทำให้แทบอยากกรีดร้อง ฉินรั่วเข่อหวาดกลัวจนถอยหลังไปสองสามก้าว หลีกทางให้เขา อี้เป่ยเฉินก้าวขึ้นไปชั้นบนโดยไม่มองเธอเลย

            เธอมองดูเงาของอี้เป่ยเฉินจากไป สองมือค่อยๆ กำแน่น

            ‘อี้เป่ยซี เธอทนให้เขาทรมานแบบนี้ได้อย่างไร เธอทนปฏิเสธเขาได้อย่างไร หรือว่าคนที่สง่างามเช่นนี้เธอก็ยังทำร้ายเขาลงงั้นหรอ?’

            ‘อี้เป่ยซี ฉันไม่มีวัน ไม่มีวันปล่อยให้เธออยู่ข้างกายเขาและทำให้เขาเจ็บปวดแบบนี้อีกต่อไปแล้ว อี้เป่ยเฉิน ฉันจะต้องพาคุณจากไปแน่นอน’

            ราวกับว่ารู้สึกอะไรได้บางอย่าง อี้เป่นเฉินหันมาทันใด กล่าวอย่างเยือกเย็น “ผมรับปากคุณ ไม่ได้เชื่อใจคุณ คุณทำตัวให้ดีก็แล้วกัน”

            “อืม ฉันรู้ คุณวางใจเถอะ ฉันจะทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดี”

            พ่นลมออกทางจมูกอย่างเย็นชาแล้วเดินต่อไป ฉินรั่วเข่อเก็บซากโทรศัพท์มือถือของอี้เป่ยเฉินที่กระจัดกระจายขึ้นมา มองออกไปนอกหน้าต่าง

            ‘น่าจะมีส่วนไหนที่ซ่อมได้มั้งนะ ไม่เป็นไร เสียแล้วก็ซ่อมใหม่สิ ต่อไปมันก็ยังใช้ได้ไม่ต่างจากเมื่อก่อน’

            วางสาย อี้เป่ยซีรู้สึกหดหู่เล็กน้อย ยกแก้วน้ำของตัวเองขึ้นมากรอกน้ำใส่ตัวเองไม่หยุด จนกระทั่งดื่มไม่ลงแล้ว จนกระทั่งรู้สึกว่าลำคอเต็มไปด้วยน้ำ เธอจึงหยุด

            ‘เรื่องก็เกิดขึ้นอาทิตย์ที่แล้ว พี่เป่ยเฉินเรียกเธอกลับไปเพื่ออะไร?’

            ‘กลับไป กลับไป หึ กลับไปตอนนี้แล้วจะมีที่ของเธองั้นเหรอ กลับไปดูสภาพที่เขาอยู่กับฉินรั่วเข่อสองพี่น้องเหมือนครอบครัวงั้นเหรอ?’

            “น่ารำคาญจะตายอี้เป่ยซี ทำไมเธอวันๆ ถึงได้คิดมากแบบนี้ ไม่ได้ๆ หอพักน่าเบื่อเกินไปแล้ว ออกไปเดินเล่นสักหน่อยดีกว่า” ล็อคประตู เริ่มเดินอย่างไร้จุดหมายในมหาวิทยาลัย อากาศยามค่ำคืนยังคงร้อนอบอ้าว ลมที่พัดมาก็ทำให้ไม่สบายตัวเท่าไรนัก เพียงครู่เดียวก็มีเหงื่อเหนียวๆ ซึมออกมาจากร่างกาย

            เดินผ่านผู้คน เดินผ่านถนนใต้แสงไฟ อี้เป่ยซีไม่รู้สึกถึงความผ่อนคลายจากการเดินเล่นเลย มีแต่จะยิ่งรู้สึกเบื่อหน่าย ยิ่งรู้สึกอยากอัดคน

            แบบนี้ไม่สบายใจเท่ากับการเล่นเกมส์สองสามด่านเลย เธอมองตึกเรียนที่เปิดไฟสว่างข้างๆ สูดหายใจลึกแล้วก็ถอนหายใจอย่างแรง

            “เป่ยซี” ลั่วจื่อหานเดินมาหาเธอ มีรอยยิ้มอบอุ่น

            “ลั่วจื่อหาน นายหาฉันเจอได้ยังไง?”

            ในดวงตาของเขามีประกายบางอย่าง เอ่ยปากอย่างสบายใจ “เป็นอะไรไป? อารมณ์ไม่ดีเหรอ”

            อี้เป่ยซีพิงอยู่บนต้นไม้ข้างๆ พยักหน้าแล้วถอนหายใจ มองดูท้องฟ้าที่ถูกยอดไม้บดบังเป็นส่วนมาก “ลั่วจื่อหาน นายดูดาวบนฟ้าสิ เหมือนไม่รับรู้อะไรเลย วันๆ ยิ้มอย่างมีความสุข แต่ว่าทั้งๆ ที่พวกมันมองเห็นทุกอย่าง เห็นตั้งเยอะขนาดนั้น มันไม่เสียใจบ้างเหรอ?”

            “เป่ยซี” ลั่วจื่อหานโอบไหล่ของเธอ อี้เป่ยซีมองเขาอย่างไม่เข้าใจ “ฉันเห็นดาวสองดวงตรงหน้า กำลังเป็นทุกข์ กำลังอารมณ์เสีย”

            “ดวงดาวอะไรกัน” อี้เป่ยซีรีบหลบสายตาเขา “แค่ก นายหาฉันมีอะไรเหรอ”

            ลั่วจื่อหานลูบๆ หัวของเธอ “ไม่ได้เจอเธอนานแล้ว”

            อี้เป่ยซีรู้สึกว่าคำพูดนี้อบอุ่นมาก ร้อนมาก เหมือนกับน้ำในทะเลสาบที่กำลังเดือด ใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นสีแดง เธอไอเบาๆ บ่นพึมพำ “ทำไมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าพูดเก่งขนาดนี้”

            “หืม?”

            “ฉันบอกว่า รู้เรื่องของฟางหมิ่นแล้วยัง?”

            ลั่วจื่อหานกอดเธอไว้ในอ้อมแขน อีกคนสัมผัสใกล้ชิดเช่นนี้ แต่กลับไม่รู้สึกร้อนเหมือนที่คิดไว้ อี้เป่ยซียังสามารถรู้สึกได้ถึงความเย็นสบายที่มาจากร่างกายของเขา เย็นสบายเหมือนมิ้นท์ สบายมากจนไม่อยากจากไปไหน

“ยังมีปัญหานิดหน่อย ไว้จัดการเรียบร้อยแล้วจะบอกเธอดีหรือเปล่า?”

            อี้เป่ยซีพยักหน้า แนบชิดหน้าอกของเขา จังหวะหัวใจที่มั่นคงดูเหมือนว่าจะเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย ความอบอุ่นที่เริ่มแผ่ซ่านมาจากที่ไหนสักแห่งบนหน้าอกกลายเป็นอุณหภูมิที่ทำให้รู้สึกอุ่นสบาย

            “เป่ยซี” ลั่วจื่อหานคลายกอดเธอ “ฉันคิดถึงเธอจัง” อี้เป่ยซียังไม่ทันตอบสนอง ริมฝีปากก็ถูกเขาประกบแล้ว จูบอย่างที่แนบแน่นทำให้เธอไร้ทางปัดป้อง มือข้างหนึ่งของลั่วจื่อหานโอบกอดเธอ ร่างของทั้งสองคนแนบสนิทด้วยกัน

        “อือ…ลั่ว….” เสียงขาดๆ หายๆ ถูกลมแห่งฤดูร้อนพัดหายไป ดูเหมือนว่ามีกลิ่นสดชื่นของมิ้นท์ในอากาศ ความร้อนที่ล่องลอยอยู่นั้นเข้ากันได้ดีกับกลิ่นมิ้นท์ที่เงียบสงบ ราวกับว่าเป็นรสชาติความรู้สึกแห่งฤดูร้อน

————

บทที่ 102
โดย 

บทที่ 102 ความพยายามอันเหน็ดเหนื่อย (1)

             อี้เป่ยซียังคงพาถังเสวี่ยมาที่ของรถลั่วจื่อหาน ลั่วจื่อหานมองที่นั่งว่างๆ ด้านข้าง แล้วสังเกตความเคลื่อนไหวความอี้เป่ยซีกับถังเสวี่ยจากกระจกมองหลัง ถังเสวี่ยดูเหมือนคนที่อกหักจริงๆ เอนตัวพิงอยู่ข้าง

อี้เป่ยซี ดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา กัดริมฝีปากแน่น ราวกับว่ากำลังอดกลั้นต่ออะไรบางอย่างอยู่ เสียงที่อ่อนโยนของอี้เป่ยซีปลอบโยนเธอ ทำให้ลั่วจื่อหานรู้สึกระคายเคืองหู

            จนกระทั่งรถมาจอดที่ชั้นล่างหอพัก

            “เป่ยซี” อี้เป่ยซีกำลังจะลงรถ ถูกลั่วจื่อหานเรียกไว้

            “มีอะไร?”

            ตอนนั้นถังเสวี่ยยืนอยู่นอกรถแล้ว ยังคงกุมมืออี้เป่ยซี ได้ยินเสียงของลั่วจื่อหานก็ตื่นตระหนกเล็กน้อย เธอเรียกชื่อของอี้เป่ยซีด้วยความเขินอาย เจือปนความอ่อนแอ ความอาลัยอาวรณ์ และความหวังที่จะพึ่งพิง

อี้เป่ยซีคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ออกจากรถไปแล้ว

            จะอยู่ต่อเพื่อให้ลั่วจื่อหานเกี้ยวพาราสีเธอไม่ได้หรอกนะ อี้เป่ยซีกุมมือของถังเสวี่ย “ฉันจะโทรหานายดึกๆ หน่อย ขอบคุณนะ ลาก่อน” ลากถังเสวี่ยเข้าตึกหอพักไปโดยไม่หันกลับมามอง

            “ยัยเด็กคนนี้” ลั่วจื่อหานสตาร์ทรถ ถอนหายใจอย่างจนปัญญา ‘จะทำอะไรถังเสวี่ยบุ่มบ่ามไม่ได้แล้ว จะปล่อยเธอไปอีกสองสามวัน ทีแรกอยากจะถามสักหน่อยว่าเพลงนั้นเป็นอย่างไรบ้าง’

            “ท่านประธาน ยังจะประชุมต่อไหมครับ?” เสียงในบลูทูธดังขึ้น ลั่วจื่อหานกลับสู่สภาพเย็นชาดังปกติ “ผมจะถึงอีกครึ่งชั่วโมง”

            รถก็หายเข้าไปในบริเวณมหาวิทยาลัยอีกครั้ง ทุกอย่างดูเหมือนกลับไปเป็นปกติแล้ว

            หลังจากถังเสวี่ยกลับหอพักแล้วก็ควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ได้อีกต่อไป กอดอี้เป่ยซีและเริ่มร้องไห้โฮ แม้แต่อี้เป่ยซียังสงสัยว่าเธอร้องไห้จนน้ำหมดตัวแล้วหรือเปล่า เธอตบๆ หลังของถังเสวี่ย เรียกเธอสองสามครั้ง จึงพบว่าตอนนี้เธอผล็อยหลับไปแล้ว

            ดึงผ้าห่มคลุมตัวของถังเสวี่ยแผ่วเบา อี้เป่ยซีถอนหายใจยาว

            ‘เป็นเพราะเธอ ลู่เยี่ยจิ่งจึงมาหาเรื่องถังเสวี่ยสินะ’

            ‘ตั้งแต่เมื่อไรกันที่ลู่เยี่ยจิ่ง…ช่างเถอะ แม้ตัวเองก็ไม่ปล่อยตัวเอง มีสิทธิ์อะไรขอร้องให้เขาปล่อยล่ะ ถ้าเธอเป็นเขา ก็คงจะทำรุนแรงกว่านี้ล่ะมั้ง’

            เธอเท้าศีรษะมองออกไปนอกหน้าต่าง ตอนนี้ท้องฟ้ามืดแล้ว เสียงแห่งฤดูร้อนดังมาจากกิ่งก้านของต้นไม้ข้างถนน เธอยิ้ม

            เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า อี้เป่ยซีขังเซี่ยเช่ออยู่ในออฟฟิศ ให้ตายอย่างไรก็ไม่ปล่อยเขาออกไป

            “ฉันเลิกงานแล้ว จะออกไปทำธุระส่วนตัว”

            “นายเคยบอกว่าจื่อจวีหานซื่อจะมา ทำไมตั้งนานแล้วถึงไม่มีข่าวเลย”

            “งั้นก็ต้องถามเธอแล้ว” เซี่ยเช่อเหลือบมองเธอ คว้าไหล่ที่บอบบาง เพียงหมุนตัวทั้งสองก็สลับตำแหน่งกันแล้ว “เด็กดี เธอต้องพิจารณาถึงชีวิตรักของฉันบ้างนะ อย่าลืมล็อคประตูล่ะ”

            “นี่” อี้เป่ยซีต้องการยื่นมือดึงชายเสื้อของเขาไว้ ราวกับเซี่ยเช่อคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า ปัดมือของเธอออกทันที

            “ถ้าเธอไม่มีอะไรทำแล้วทำออฟฟิศฉันรกอีกครั้งล่ะก็ ฉันจะทำโทษให้เธอเช็ดกระดานดำหนึ่งเทอม”

            อี้เป่ยซีโกรธจนกัดฟันกรอด จงใจเดินกระแทกเท้าไปนั่งที่โซฟาของเขา ถอนหายใจ

            ‘อ๊า ทำไมกันนะ นึกว่าจะได้เจอเทพบุตรจริงๆ แล้วซะอีก’

            ‘ช่างเถอะๆ อาจจะเป็นตาแก่พิลึกเนื้อตัวมอมแมมก็ได้ หึๆๆ งั้นก็น่าตั้งตาคอยเหมือนกัน’

            “เป่ยซี” อี้เป่ยซีรีบวิ่งไปหาเธอ กอดเธอไว้

            “เยี่ยฉินจ๋า เยี่ยฉิน เซี่ยเช่อแกล้งฉันอีกแล้ว จื่อจวีหานซื่อไม่มาแล้ว ไม่มาแล้ว”

เยี่ยฉินลูบๆ หัวของเธออย่างอ่อนโยน “ไม่เป็นไรน่า เธอก็รู้นี่ว่าเขาไม่ชอบปรากฏตัวในที่สาธารณะ”

            “เธอกำลังจะบอกว่าฉันโง่มากที่เชื่อเซี่ยเช่อเหรอ เยี่ยฉิน ทำไมเธอถึงทำกับฉันแบบนี้ ฉันเสียใจจริงๆ”

            เธอส่ายหน้า “เอาล่ะ เป่ยซี วันนี้ที่ฉันมาหาเธอเพราะมีเรื่องอยากจะคุยกับเธอ”

            “เรื่องเหรอ? เรื่องอะไร?” อี้เป่ยซีกระพริบตาใส่เธอ เยี่ยฉินอดไม่ไหวหยิกแก้มอี้เป่ยซี

            “ที่นี่…”

            อี้เป่ยซีเห็นสายตาที่ลังเลเล็กน้อยของเธอ พยักหน้า “ก็ได้ พวกเราหาที่คุยกัน ไม่เป็นไร” อี้เป่ยซีทำโต๊ะของเซี่ยเช่อให้รกอีกครั้งด้วยความโมโห แล้วเดินไปร้านกาแฟกับเยี่ยฉินอย่างมีความสุข

            อี้เป่ยซีกัดหลอด กระพริบตาใส่เยี่ยฉิน ส่งสัญญาณให้เธอพูดได้แล้ว

            “เป่ยซี เธอคบกับมู่ลี่ไป๋เหรอ?”

            สำลักน้ำ กลิ่นฉุนตรงเข้าไปในโพรงจมูก อี้เป่ยซีอดไม่ไหวไอแล้วไออีก น้ำตาก็รื้นด้วย จากนั้นสักพักจึงหยุด “ทำไมถึงถามแบบนี้ล่ะ”

            “เพราะฉันปากมากเอง” เยี่ยฉินก้มหน้า นัยตาเปี่ยมด้วยความหม่นหมอง “ขอโทษนะ เป่ยซี ฉันไม่ได้ใส่ใจจิตใจของเธอ”

            “หา” อี้เป่ยซีโบกมือพัลวัน “ฉันไม่ได้ไม่พอใจ ฉันก็แค่ไม่เข้าใจ พี่เยี่ยฉินรู้จักมู่ลี่ไป๋เหรอ?”

            “น่าจะถือว่ารู้จักแหละ” เยี่ยฉินหยิบช้อนขึ้นมาคนกาแฟในถ้วย “ช่างเถอะ พวกเราคุยเรื่องอื่นกันดีกว่า”

            อี้เป่ยซีส่ายหน้า “คุยเรื่องอื่นเธอก็คุยไม่รู้เรื่อง เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

            คนกาแฟอยู่เป็นเวลานาน เยี่ยฉินจึงเอ่ยอย่างขมขื่น ”เป่ยซี มู่ลี่ไป๋เป็นคนที่ดีมากๆ ฉันหวังว่าเธอจะไม่ทำให้เขาผิดหวัง” ‘อย่าทำร้ายเขาเหมือนฉัน’

            “หา?”

            “ฉันรู้ว่าฉันไม่มีสิทธิ์และไม่มีเหตุผลที่จะพูดแบบนี้กับเธอ เพียงแต่ คิดซะว่า คิดซะว่าเป็นห่วงเธอในฐานะเพื่อนของเธอก็แล้วกัน”

            อี้เป่ยซีมุ่ยปาก “นี่คือความเป็นห่วงมู่ลี่ไป๋ชัดๆ”

            “เป่ย…” เยี่ยฉินยังไม่ทันพูดจบ อี้เป่ยซีก็ถูกคนดึงขึ้นมาจากเก้าอี้ทันที

            “นาย…” เมื่อเห็นว่าเป็นใคร อี้เป่ยซีรู้สึกได้ถึงบรรยากาศแปลกๆ ระหว่างคนสองคน หุบปากทันใด

            มู่ลี่ไป๋หัวเราะเย็นชา “ในเมื่อคุณหนูเยี่ยรู้ว่าตัวเองไม่มีสถานะและตำแหน่งอะไร แล้วทำไมต้องพูดกับซีซีเยอะขนาดนั้นด้วย”

            อี้เป่ยซีที่ถูกดึงขึ้นมาขนลุกชันทั้งตัว นายก็เรียกว่า ‘ซีซี’ งั้นเหรอ?

            มือของเยี่ยฉินที่อยู่ใต้โต๊ะยิ่งกำแน่น เธออึดอัดใจเล็กน้อย “ฉันก็แค่…”

            “ก็แค่อะไร? ใช้วิธีอื่นดึงดูดความสนใจงั้นเหรอ? ซีซีขี้หึง คุณหนูเยี่ยก็อย่าโผล่มาให้ผมเห็นบ่อยๆ ยิ่งห้ามพูดอะไรที่เกี่ยวกับผม อย่าคิดเองเออเองว่าเข้าใจและหวังดีกับผม ซีซี พวกเรากลับ” พูดจบก็ลากอี้เป่ยซี

ออกจาร้านกาแฟทันที เงาของเยี่ยฉินดูเศร้าสร้อยและเปล่าเปลี่ยวยิ่งยวด

            มู่ลี่ไป๋มองดูเธออยู่สักพัก จุดบุหรี่ และดูดด้วยความรู้สึกหดหู่ อี้เป่ยซีรีบบีบจมูก หนีห่างไปไกล

            “นายกับเยี่ยฉิน เอ่อ ผิดใจเรื่องอะไรกันหรือเปล่า?”

            “ไม่มี ฉันไม่รู้จักเขา”

            อี้เป่ยซีมองค้อนมู่ลี่ไป๋ “นายคิดว่าฉันโง่เหรอ?”

            “เธอคิดว่าตัวเองฉลาดมากเหรอ?”

            “มู่ลี่ไป๋ ถ้าไม่ใช่เห็นแก่ที่นายเป็นเทพบุตรของฉัน ฉันลงมือกับนายไปนานแล้ว ปากเสียแบบนี้ กินดินปืนมาหรือไง?”

            มู่ลี่ไป๋ดับบุหรี่ในมือ สองมือล้วงกระเป๋า เดินไปข้างหน้าโดยไม่สนใจสิ่งใด อี้เป่ยซีรีบตามไป

            “นี่ นายพูดสิ ฉันคุยกับคนอื่นไม่เป็นหรอก บางทีถ้านายพูดออกมาก็หมดปัญหาแล้ว”

            “คนที่ชอบขีดเขียนอย่างเธอ ก็ชอบยุ่งเรื่องคนอื่นมากด้วยเหรอไง?”

            เธอส่ายหน้าทันที “ฉันเห็นนายอยู่ที่มหา’ลัยพวกเราตั้งนาน ก็แค่อยากช่วยนาย”

            มู่ลี่ไป๋หยุดเดิน เม้มปาก “ไม่มีความเห็น เธอไปถามเขาเองเถอะ”

        อี้เป่ยซีเกาหัว ‘ถ้าเธออยากพูดก็คงบอกเธอนานแล้ว อ๊า พวกนายนี่แปลกจริงๆ’

————

บทที่ 101
โดย 

บทที่ 101 สิ่งที่เรียกว่าความจริง (5)

             ถังเสวี่ยก้าวไปข้างหน้า กันอี้เป่ยซีไว้ข้างหลัง เงยหน้าขึ้น ตอนนี้น้ำตาเอ่อล้นขอบตาแล้ว “คุณ ทำไมคุณต้องหลอกฉัน ฉันนึกว่า คุณชอบฉัน ชอบฉันจริงๆ ถึงได้ ได้คบกับฉัน…”

            “ร้องไห้พอแล้วยัง?”

            น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด เด็กสาวในห้องต่างสะดุ้งโหยง ถังเสวี่ยเบือนหน้าหนีด้วยความคับข้องใจ “เป่ยซี ขอโทษนะ รู้งี้ฉันก็ควรจะเช็คให้มั่นใจ มั่นใจว่าเขาคือใคร ขอโทษนะเป่ยซี ฉันไม่รู้ว่าเขาคือลู่เยี่ยจิ่งจริงๆ ฉันไม่รู้ว่าเขาก็คือคนนั้นที่คอยจะทำร้ายเธอ”

            ลู่เยี่ยจิ่งหัวเราะเยาะเย้ย “คุณไม่รู้เหรอ?” เขาเลิกคิ้ว “งั้นผมก็ชักอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาซะแล้วสิ”

            “นายคิดจะทำอะไรกันแน่?” อี้เป่ยซีดึงมือของถังเสวี่ย รวบรวมความกล้ามองตาของลู่เยี่ยจิ่งโดยตรง

            “ถังเสวี่ยก็พูดชัดเจนแล้ว ฉันจะพูดอะไรได้อีก”

            ใบหน้าถังเสวี่ยเผยความตื่นตระหนก ดึงอี้เป่ยซีไปอีกทาง “เป่ยซี เธอกลับไปก่อนเถอะ ฉัน ฉันยังมีเรื่องต้องคุยกับเขา”

            “ถังเสวี่ย”

            “ไม่เป็นไรเป่ยซี เธอกลับไปก่อน เขาไม่กล้าทำอะไรฉันหรอก ฉันยังอยากจะถามอะไรเขาบางอย่าง” พูดพลางมองไปทางลู่เยี่ยจิ่งเป็นระยะๆ ระคนความหลงใหลที่ล้ำลึก คิ้วของอี้เป่ยซีพันกันยุ่ง “เป่ยซี ถ้าเขาอยากจะทำอะไรฉันก็คงทำไปนานแล้ว ตอนนี้คนที่ไม่ปลอดภัยที่สุดก็คือเธอ ถึงยังไงฉันก็ยังเป็นคุณหนูบ้านถัง เขาไม่ทำอะไรฉันหรอก”

            ลู่เยี่ยจิ่งมองทั้งสองคนตรงหน้า “พูดได้น่าฟังจังเลย”

            “ลู่เยี่ยจิ่ง” อี้เป่ยซีส่ายหน้า ‘เธอไม่รู้หรอกว่าอำนาจของลู่เยี่ยจิ่งน่ากลัวแค่ไหน บ้านถังก็ปกป้องเธอไม่ไหว’

            “เป่ยซี เธอออกไปก่อน เธอออกไปก่อนได้หรือเปล่า” พูดลางถังเสวี่ยก็ผลักบังคับให้เธอออกไปจากห้อง อี้เป่ยซีตบๆ ประตูสองสามครั้ง แต่ไม่มีเสียงตอบรับ

            ‘ไม่ได้ ปล่อยให้ถังเสวี่ยอยู่กับเขาตามลำพังมันอันตรายเกินไป ต้องรีบตามคนมาช่วย’

            ถังเสวี่ยปิดประตู ถอนหายใจยาว “ทำไมถึงพูดแบบนั้น คิดจะเปิดโปงฉันหรือไง? คุยกันแล้วว่าจะช่วยฉันกำจัดความเคลือบแคลงใจของอี้เป่ยซีไม่ใช่หรือ?”

            “ฉันแค่รับปากว่าจะมา ฉันไม่ได้รับปากว่าจะช่วยเธอ”

            “งั้นนายมาทำไม?”

            ลู่เยี่ยจิ่งส่ายหน้า “อาจเพราะอยากทำดี อาจเพราะอยากทำเลว หรืออาจเพราะเบื่อ”

            “นาย…” ถังเสวี่ยเดินเข้าไปหาเขาทันที ครุ่นคิดแล้วก็ลดมือของตัวเองลง “นายคิดอยากจะทำอะไร เรื่องนี้พวกเราไม่ได้เข้าสงครามเดียวกันหรือไง?”

            เขายกมือขึ้นแคะหูของตัวเอง “ฉันพูดตั้งแต่ตอนไหนว่าจะร่วมสงครามเดียวกับเธอ ฉันไม่เคยยอมรับตำแหน่งเพื่อนร่วมรบอย่างเธอเลย”

            “นายอยากจะทำอะไรกันแน่ ที่ฉันทำแบบนี้ก็เป็นการช่วยนายทางนึงไม่ใช่เหรอ”

            “อยากทำอะไรงั้นเหรอ?” ลู่เยี่ยจิ่งแสร้งทำเป็นพินิจพิเคราะห์ พยักหน้า “นี่เป็นคำถามที่ดี อยากจะทำอะไร ฉันก็ต้องอยากให้คนเลวหายสาบสูญไปอยู่แล้ว ไม่ก็ได้รับบทลงโทษที่สาสม เธอว่าใช่หรือเปล่า”

            “นาย…” ความเกลียดชังในดวงตาของเขาทำให้ถังเสวี่ยตกใจจนถอยหลังไปหลายก้าว “ลู่เยี่ยจิ่ง นายมันไม่มีเหตุผล”

            “รู้ว่าฉันไม่มีเหตุผลก็อย่าทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า อวดฉลาด ที่ถูกลั่วจื่อหานจับตามองก็เพราะเธอ เธอนึกว่าทำดีต่อหน้าอี้เป่ยซีนิดหน่อยแล้วจะมีประโยชน์งั้นเหรอ น่าตลกจริงๆ”

            ถังเสวี่ยกำมือแน่น “ฉันอยู่ข้างกายเขาวันนึง ก็ทำอะไรได้มากขึ้นวันนึง นายทำได้เหรอ?”

            ลู่เยี่ยจิ่งหัวเราะ ลุกขึ้นยืนขายาวๆ ค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ถังเสวี่ย จนกระทั่งตัวเธอชิดติดประตู ถังเสวี่ยมองเขาด้วยความตื่นกลัว “นายจะทำอะไร”

            “ทำอะไรเหรอ? หึ” ลู่เยี่ยจิ่งมองถังเสวี่ยด้วยความจริงจัง ยื่นมือบีบคางของเธอ บังคับให้เธอสบตากับเขา “เธอไม่เคยคิดล่ะสิว่าเพราะตัวเองขี้เหร่ หลานฉือเซวียนก็เลยไม่ได้คบกับเธอ?”

            “แก…” เธอเงื้อมมือ ยังไม่ทันฟาดลงไปก็ถูกลู่เยี่ยจิ่งจับเอาไว้ ออกแรงกดไว้ที่ประตู “นายปล่อยฉันนะ”

            จู่ๆ ลู่เยี่ยจิ่งก้มหน้า ดมผมของเธอด้วยความคลุมเครือมาก โน้มตัวไปข้างแก้มของเธอ ลมหายใจอุ่นทำให้ถังเสวี่ยตัวสั่น “ถ้าเธอยังไม่เชื่อฟังอีก ฉันก็ปกป้องเธอจากลั่วจื่อหานไม่ได้”

            “ฉัน ฉันรู้แล้ว ฉันจะไม่ จะไม่ลงมือเองอีกแล้ว”

            “ดีมาก” ลู่เยี่ยจิ่งปล่อยเธอ “ยังมีอีกเรื่องนึง กลิ่นตัวของเธอน่าสะอิดสะเอียนมาก” พูดจบก็ผลักเธอ เปิดประตูแล้วก้าวเท้าจากไป หันหน้ามองปลายรองเท้าผ้าใบสีขาวที่โผล่ออกมาจากมุมหนึ่ง มุมปากยกยิ้ม

            หลังจากอี้เป่ยซีเห็นลู่เยี่ยจิ่งออกไปแล้วก็รีบวิ่งกลับเข้าไปในห้องส่วนตัว เห็นถังเสวี่ยนั่งหมดแรงอยู่บนพื้น ใบหน้าเปื้อนน้ำตา ผมเผ้าและเสื้อผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อย ข้อมือราวกับว่ายังแดงบวมอยู่

            “ถังเสวี่ย เจ้าคนชั่วนั่น เขา เขาทำอะไรกับเธอ?”

            ถังเสวี่ยส่ายหน้า “เป่ยซี” เธอกอดอี้เป่ยซีทันที “ฉันทรมานจังเลย เขาหลอกใช้ฉันแบบนี้ได้ยังไง ฉันนึกว่า ฉันนึกว่าฉันจะเจอความรักของฉันแล้วจริงๆ แต่ว่าทำไมต้องหลอกฉันด้วย ทำไมต้องหลอกฉัน”

            “ถังเสวี่ย ขอโทษนะ เพราะฉันผิดเอง ขอโทษนะ”

            “ไม่โทษเธอหรอกเป่ยซี เพราะฉันเอง เพราะว่าฉันถูกความรักทำให้เลอะเลือน เกือบจะทำให้เธอลำบาก เป่ยซี เธอยกโทษให้ฉันได้หรือเปล่า พวกเรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันอยู่ไหม”

            อี้เป่ยซีประคองไหล่ของเธอ หยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าเช็ดน้ำตาให้เธอ “ถังเสวี่ย เธอไม่ผิดจริงๆ อย่าเสียใจไปเลย”

            ถังเสวี่ยคว้าแขนของเธอ พูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ “แล้วพวกเรายังเป็นเพื่อนที่ดีกันอยู่ไหม?”

            เธอพยักหน้า “ถังเสวี่ย เด็กโง่”

            “เป่ยซี แต่ว่าฉันยังเสียใจอยู่เลย”

            “ไม่เป็นไร มันจะผ่านไป”

            ทันใดนั้นประตูก็เปิดพรวด เสียงอันดังทำให้เด็กสาวสองคนที่อยู่ในห้องตกใจ อี้เป่ยซีหันไป เห็นลั่วจื่อหานที่กระวนกระวาย มีเม็ดเหงื่อซึมอยู่บนหน้าผาก ในเวลานั้นเองทั้งสองสบสายตากัน ราวกับได้ยินเสียงหัวใจเต้นของกันและกัน

            หลังจากถังเสวี่ยเห็นคนที่เข้ามาแล้วก็ซ่อนตัวอยู่หลังอี้เป่ยซี อี้เป่ยซีนึกว่าเธอกลัว ตบๆ หลังของเธอ “ไม่เป็นไร ฉันเป็นคนเรียกลั่วจื่อหานมาเอง ฉันกลัวว่าเธอจะเป็นอะไร เขาเป็นคนที่ดีมากๆ เธอไม่ต้องกลัว”

            ลั่วจื่อหานเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว มองซ้ายมองขวาบนตัวเธอ เห็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติจึงโล่งอก “เธอไม่เป็นไรนะ”

            อี้เป่ยซียกมือขึ้นเช็ดๆ เหงื่อบนใบหน้าเขาโดยไม่รู้ตัว “ฉันไม่เป็นไร พวกเราไม่เป็นไร” ลั่วจื่อหานกอดเธอแน่น สายตาที่มองถังเสวี่ยมีคำเตือนแฝงอยู่

            “นายปล่อยนะ ยังมีคนมองอยู่”

            “ไม่มีคนก็กอดได้ใช่ไหม?”

            “นายปล่อยก่อน อย่ากวน” อี้เป่ยซีทุบๆ ไหล่ของเขา ลั่วจื่อหานจึงปล่อยเธออย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก มองอี้เป่ยซีประคองถังเสวี่ยขึ้นมาอย่างเย็นชา

            “ประธานลั่ว ขอบคุณมาก”

            ลั่วจื่อหานยิ้มเยาะ “สภาพเธอแบบนี้ ไม่ควรจะขอบคุณฉันหรอก”

            อี้เป่ยซีรู้สึกได้ว่าร่างกายของถังเสวี่ยสั่นเทิ้ม มองตำหนิลั่วจื่อหาน ราวกับว่ากำลังตำหนิเขาว่ามีตาแต่ไร้แวว “ถังเสวี่ย เขาก็เป็นแบบนี้ ชอบพูดจาแปลกๆ ถ้าเธอชินก็ดีแล้ว”

            “อืม เป่ยซีขอบคุณนะ”

            ลั่วจื่อหานฟังเด็กสาวพูดคุยกันไร้สาระอยู่เงียบๆ ไม่ได้พูดอะไร อี้เป่ยซีก็ไม่ได้มองเขา จูงถังเสวี่ยออกไปด้วยกัน

        “ฉันจะไปส่งเธอ” เขาตามไป แต่อี้เป่ยซีไม่ได้ตอบ

————

บทที่ 100
โดย 

บทที่ 100 สิ่งที่เรียกว่าความจริง (4)

             “เป่ยซี” ถังเสวี่ยกระพริบตาเขยิบเข้าใกล้อี้เป่ยซี ราวกับลูกแมวตัวหนึ่งที่ถูๆ แขนของเธออย่างเอาอกเอาใจ “บ่ายนี้เธอว่างหรือเปล่า?”

            อี้เป่ยซีพยักหน้า ก้มหน้าไม่ได้มองเธอ “มีอะไร?”

            “เป่ยซี ฉัน…” นั่งตรงตัว ถังเสวี่ยก้มหน้า เปี่ยมด้วยความออดอ้อนของเด็กสาว สักพักจึงเอ่ยเสียงเบา “ฉันมีแฟนแล้ว แฟนฉันอยากเชิญเธอกินข้าว ยังไงซะฉันก็อยากให้เธอช่วยสแกนให้ฉันหน่อย เธอว่าดีหรือเปล่า?”

            “หืม?” อี้เป่ยซีจึงตื่นตัวขึ้นมา “เธอชอบหลานฉือเซวียนไม่ใช่เหรอ พวกเธอคบกันแล้วเหรอ?”

            “อัยยา หลานฉือเซวียนเป็นแค่เทพบุตรของฉัน เหมือนกับดวงดาวที่อยู่บนท้องฟ้าคอยให้คนชื่นชม เขาสง่างามขนาดนั้นจะรับปากคบกับฉันได้ยังไง”

            “อ่อ ขอโทษที ฉันนึกว่า…”

            ถังเสวี่ยส่ายหน้า “ไม่เป็นไรเป่ยซี งั้นบ่ายนี้เธอว่างไหม?”

            เห็นสายตาคาดหวังของเธอ อี้เป่ยซีก็ไม่กล้าปฏิเสธอีกต่อไป พยักหน้าแล้ว

            “งั้นก็ตามนี้นะเป่ยซี ฉันชอบเธอมากๆๆ เลย” ถังเสวี่ยกอดอี้เป่ยซี ใบหน้าเผยรอยยิ้มเย็นชา อี้เป่ยซีหัวเราะแห้งๆ ไปกับเธอสองสามที ไม่ได้พูดอะไรอีก

            ถังเสวี่ยคลายกอดเธอ นั่งอยู่ที่หน้าโต๊ะตัวเองและเริ่มแต่งตัว อี้เป่ยซียังคงไม่เข้าใจ หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา รู้สึกผ่อนคลายลงมาบ้าง

            มู่ไป๋: อัดเสียงเสร็จแล้ว เธอลองเอาไปฟังดูก่อน

บนหน้าจอมีข้อความกับไฟล์ที่มู่ลี่ไป๋ส่งมา อี้เป่ยซีเปิดด้วยความลังเลเล็กน้อย

            ‘ไม่น่าใช่นะ ทำไมถึงส่งบันทึกเสียงให้เธอ ไม่ใช่สไตล์ของมู่ไป๋เลย’ เสียบหูฟัง ยังคงเป็นเสียงที่เปี่ยมด้วยความน่าดึงดูดของมู่ลี่ไป๋ มันเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ดึงผู้คนเข้าไปในฉากรักทันที ความโศกเศร้านั้นไม่หนักไม่เบาแต่กระทบหัวใจของคุณเข้าอย่างจัง… ‘นี่ นี่เป็นเสียงของใครกัน’ อี้เป่ยซีรู้สึกว่าขนบางๆ บนหูของตัวเองสั่นไหว เสียงนั้นทะลุเข้าไปในทุกโสตประสาททีละน้อยๆ จนค่อยๆ ไร้ความรู้สึก ราวกับลำธารบนภูเขา ราวกับไวน์รสเลิสที่บ่มเพาะมาหลายปี…

            ไม่อยากจะเชื่อเลย น้ำเสียงงดงาม การตีความสมบูรณ์แบบ อันที่จริงแม้แต่มู่ไป๋ก็ดูด้อยกว่าเล็กน้อย

            เป็นหยกเม็ดงามคนไหนกันนะ เธอไม่เคยได้ยินคนพูดถึงมาก่อนเลย

            หลิงซี: !!! ผู้ชายคนที่อยู่กับนายเป็นใคร? เสียงเพราะสุดๆ ไปเลย ใครน่ะ ใครเหรอ

            มู่ลี่ไป๋ราวกับว่ากำลังรอข้อความของเธอ ตอบรับอย่างรวดเร็ว

            มู่ไป๋: เพื่อนสนิทลับ

            หลิงซี: ทำไมฉันถึงไม่รู้จักชื่อ แต่ว่าเสียงร้องนี่คุ้นๆ จังเลย แต่ว่านึกไม่ออก

            มู่ไป๋: คิดดีๆ ไม่ต้องรีบ

            หลิงซี: พูดแบบนี้ฉันรู้จักเหรอ!

            มู่ไป๋: อีกไม่กี่วันก็จะมีผลงานแล้ว ฉันยังมีธุระ ลาก่อน

            “ออฟไลน์ไปซะแล้ว โธ่เว้ย ไม่บอกฉันสักหน่อยว่าเป็นใคร” อี้เป่ยซีพิงเก้าอี้ อดใจไม่ไหวเริ่มฟังซ้ำๆ ทุกๆ ประโยคราวกับไข่มุกเม็ดกลมที่ร้อยเรียงเข้าด้วยกัน เสียงและความรู้สึกที่เอิบอิ่มผสมกันแผ่วเบา…

            มู่ลี่ไป๋ที่อยู่ในออฟฟิศแกว่งปากกาไปมา มองคนที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงาน กระแอมไอพร้อมกับพูด “ฉันส่งมันไปให้เธอแล้ว”

            “อืม” ไม่เงยหน้าขึ้นมาเลย

            “นายไม่อยากรู้ปฏิริยาของเธอเหรอ? นายกดดันอยู่ตลอดเลยไม่ใช่เหรอไง?”

            ลั่วจื่อหานเหลือบตาขึ้นกวาดมองเขา ท่าทางที่จับปากกายังคงเหมือนเดิม “งั้นเหรอ?”

            “เออๆๆ นายไม่ได้กดดัน แต่ฉันดันอยากบอกนายเอง”

            “นายพูดได้แล้ว”

            “ฮู่ ฮ่าๆ…” มู่ลี่ไป๋วางปากกาลง หัวเราะจนตัวหงิกงอ “ก่อนหน้านี้ดูไม่ออกเลยว่านายจะแข็งนอกอ่อนในแบบนี้”

            จู่ๆ เอกสารแผ่นหนึ่งก็บินไปที่หน้าของมู่ลี่ไป๋ “นายหนวกหูชะมัดเลย”

            เขายิ้มกรุ้มกริ่มถือเอกสารไว้ “คนที่บ้านนายคนนั้นพอใจมาก วางใจเถอะ ไม่จำเป็นต้องกำปากกาแน่นขนาดนั้นหรอกคุณชายใหญ่”

            ไม่รู้เป็นเพราะคำว่า “พอใจ” หรือเพราะคำว่า “คนที่บ้านนาย” ลั่วจื่อหานรู้สึกว่าฟังแล้วไพเราะมาก ปลายปากกาหยุดอยู่บนแผ่นกระดาษ ยิ้มแล้วส่ายหน้า เริ่มเขียนต่อไป ตัวอักษรลายเส้นสีดำนั้นแข็งแกร่งและทรงพลัง

        เมื่อถังเสวี่ยเอาหูฟังออกจากหูของอี้เป่ยซี เธอจึงพบว่าตอนนี้เธอฟังมาเกือบสองชั่วโมงแล้ว ดื่มด่ำอยู่กับเสียงอันไพเราะ เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ เธอบิดขี้เกียจ ทันใดนั้นก็รู้สึกง่วงนอนเล็กน้อย

            “เอาล่ะ เป่ยซีพวกเราไปกันได้แล้ว”

            “ไป?” เธอหาว “ไปไหนเหรอ ฉันง่วงมากเลย”

            ถังเสวี่ยตบศีรษะของเธอเบาๆ “เมื่อกี้เธอรับปากฉันแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าจะไปหาแฟนฉันด้วยกัน”

            “อ๋อ ใช่ๆๆ แฟน แฟน” อี้เป่ยซีตบๆ หน้าผากของตัวเอง หวังว่าจะทำให้ตื่นตัว ส่ายๆ หน้า “ฉันขอไปล้างหน้าก็พอ”

            “อืม ฉันจะรอเธอ ไม่ต้องรีบ”

            ถังเสวี่ยสวมชุดเดรสสีเหลืองเสมอเข่า ลากอี้เป่ยซีที่ง่วงเหงาหาวนอนออกจากหอพัก นั่งอยู่ในรถ อี้เป่ยซีก็เริ่มหาวไม่หยุด ขอบตาเปียกชื้นเล็กน้อย เธอพิงอยู่ที่เบาะหลัง หรี่ตา

            ‘ทำไมเธอต้องรับปากว่าจะมาด้วยนะ ง่วงจะตายอยู่แล้ว’

            “เป่ยซี เธอไม่สบายเหรอ?”

            “เปล่าๆ แค่ง่วงนิดหน่อย อยากนอน”

            “ฮ่าๆ เดี๋ยวเธอเห็นของกินก็น่าจะหายง่วงแล้ว”

            อี้เป่ยซีเห็นด้วยอย่างมาก พยักหน้า จนกระทั่งมาถึงโรงแรม เธอจึงรู้ว่าสิ่งที่ทำให้เธอหายง่วงนั้นไม่ใช่ของกิน

            ทั้งสองคนมาถึงห้องส่วนตัวภายใต้การนำทางของบริกร เปิดประตูออกช้าๆ ก็เห็นขายาวๆ คู่หนึ่งที่ห่อหุ้มด้วยกางเกงสีไวน์ เจ้าของขายาวคู่นั้นนั่งพิงอยู่บนเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน มุมปากอมยิ้ม หลังจากที่อี้เป่ยซีเห็นชัดแล้วว่าเป็นใครแล้วก็ยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น ไม่ขยับเขยื้อน

            ถังเสวี่ยลากเธอเข้าไปในห้องส่วนตัวทันที แล้วปิดประตู

            “เป่ยซี นี่คือแฟนของ…”

            “ถังเสวี่ย” อี้เป่ยซีตะโกนออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย “เธอ เธอไม่เคยบอกฉันว่าเป็น ว่าเป็นเขา…”

            ถังเสวี่ยเอียงคอ มองอี้เป่ยซีด้วยความสงสัย “เป่ยซี เธอเป็นอะไรไปน่ะ มีปัญหาอะไรเหรอ? เยี่ยจิ่ง พวกคุณรู้จักกันเหรอ?”

            “เธอ…เธอไม่รู้จักเขาเหรอ เขาเป็น…” อี้เป่ยซีเห็นแววตาของถังเสวี่ย แล้วมองลู่เยี่ยจิ่ง

            ลู่เยี่ยจิ่งหัวเราะพร้อมจิบไวน์แดง กล่าว “ถังเสวี่ย นี่คือเพื่อนของคุณเหรอ? สงสัยผมต้องพิจารณาความสัมพันธ์ของเราใหม่ซะแล้ว”

            “หา เกิดอะไรขึ้น พวกคุณรู้จักกันเหรอ?”

            “ลู่เยี่ยจิ่ง นายตั้งใจสินะ แกล้งฉันแบบนี้สนุกมากใช่ไหม?” อี้เป่ยซีก้มหน้า กำชายเสื้อของตัวเองแน่น

            “ลู่เยี่ยจิ่ง คุณคือลู่เยี่ยจิ่ง? แต่ว่าคุณบอกฉันว่าคุณแซ่เยี่ยนี่” ถังเสวี่ยเบิกตากว้างด้วยความเจ็บปวดและเหลือเชื่อ ดวงตาเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ

            “คุณหนูอี้เป่ยซี ประหลาดใจมากใช่ไหม?”

            “นายคิดจะทำอะไร?”

        เขาวางแก้วลง “แฟนสาวของฉันบอกชัดแล้วไม่ใช่เหรอว่าอยากจะทำอะไรกับฉัน ทำไมเธอลืมซะล่ะ? หรือว่าคุณหนูอี้เป่ยซี ไม่เคยใส่ใจเรื่องของคนอื่นเลย”

————

บทที่ 99
โดย 

บทที่ 99 สิ่งที่เรียกว่าความจริง (3)

             “เอาล่ะ” ลั่วจื่อหานเอาผมที่ปรกหน้าของเธอเกี่ยวหู ปลายนิ้วสัมผัสหูของเธอ รู้สึกเย็นๆ “เป็นอะไรไป?”

            อี้เป่ยซีมองดูรอบๆ เขยิบเข้าไปใกล้ “นาย รู้เรื่องอดีตของฟางหมิ่นไหม?”

            “ฟางหมิ่น?” เขามองไปทางอื่น นึกถึงคำอธิบายทั้งหมดที่บ้านถังมีให้เขา เหมือนกับว่าโยนเรื่องทั้งหมดไปให้ฟางหมิ่นซะแล้ว “ถังเสวี่ยบอกอะไรกับเธอ”

            น้ำเสียงมั่นใจ อี้เป่ยซีกระพริบตาใส่เขา “นายรู้ได้ยังไงน่ะ”

            ลั่วจื่อหานยิ้มเยือกเย็น “ฉันนึกถึงคนอื่นไม่ออกแล้วจริงๆ”

            “หืม?”

            เขาส่ายหน้า ลูบหัวของเธอ “ฉันรู้แล้ว เดี๋ยวไว้ฉันจะไปสืบดู”

            “อ่อ ได้ ขอบคุณนะ”

            “มีอะไรอีกไหม?”

            “มีอีกไหม? ไม่มีแล้ว ไม่มีแล้ว แค่เรื่องนี้แหละ เขาไม่ได้มาที่มหา’ลัยเลย ก็แค่รู้สึกแปลกๆ” อี้เป่ยซีก้มหน้าแคะเล็บ ถูกลั่วจื่อหานดึงมือไว้

            “คิดจะขอบคุณฉันยังไง?”

            “หา?”

            เขายิ้ม “หรือว่าไม่มีค่าตอบแทนเหรอ”

            “นาย…ก็คิดซะว่าตอบแทนสังคมก็แล้วกัน” วินาทีต่อมาปากของลั่วจื่อหานก็ประกบบนริมฝีปากของเธอเบาๆ ค้างอยู่พักหนึ่งจึงคลายออกด้วยความพึงพอใจมาก

            “คิดดีๆ ว่าควรขอบคุณฉันยังไง”

            “นาย…ไม่ใช่ว่านาย…”

            ลั่วจื่อหานมองดูแก้มแดงๆ ของเธอ ยื่นมือจิ้มๆ แต่ถูกเธอสะบัดออก “งั้นก็ติดไว้ก่อนเถอะ สถานที่ไม่ค่อยเอื้ออำนวย”

            ‘นายยังรู้ด้วยเหรอว่าไม่เอื้ออำนวย แล้วเมื่อกี้นายยังจะจูบฉัน’ อี้เป่ยซีเงยหน้าขึ้นมองด้วยความโมโห

            “เป่ยซี” ลั่วจื่อหานเชิดคางของเธอขึ้น “อยากอยู่ตรงนี้มากเหรอ?”

            “ฉัน…ฉันเปล่า” เธอถอยหลังห่างจากลั่วจื่อหานทันที “ฉัน ฉันยังมีเรียน ไปก่อนล่ะ” ไม่รอให้คนข้างหลังตอบสนองก็วิ่งไปอย่างรวดเร็วแล้ว ลั่วจื่อหานหันหลังมองแผ่นหลังของเธอ ยิ้มน้อยๆ

            ‘ถังเสวี่ยเอ๋ยถังเสวี่ย ฉันประมาทเธอเกินไปจริงๆ’ ใบหน้าของลั่วจื่อหานราวกับน้ำแข็ง ดูแล้ว เขายังสั่งสอนบ้านถังไม่มากพอ ยังต้องจัดการพวกเขาให้ดีกว่านี้

            “ส่งคนจับตาดูถังเสวี่ยไว้” ผู้ชายในชุดสูทกับรองเท้าหนังโผล่มาจากด้านหลังของลั่วจื่อหานตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้

            “ครับ”

            ลั่วจื่อหานจึงหันหลังแล้วเดินไปยังทางออกของมหาวิทยาลัย “ผู้หญิงคนนั้นว่ายังไงบ้าง”

        “รับทุกอย่างไว้เอง ไม่ได้ปริปากอะไร”

            “ถังเฉิงนี่ก็ใช้ได้จริงๆ ส่งของขวัญชิ้นนั้นไปเถอะ”

            “ครับ”

            จนกระทั่งไม่มีคนเห็นเงาของลั่วจื่อหานแล้ว มีคนหนึ่งเดินออกมาจากมุมด้านข้าง เธอมองทิศทางที่อี้เป่ยซีจากไปด้วยความโมโห กำมือแน่นจนส่งเสียงกร็อบๆ

            “อี้เป่ยซี” ในดวงตาหลิงจื่อเซี่ยราวกับว่าเต็มไปด้วยความโกรธแค้น “ฉันจะไม่ปล่อยให้เธอลอยหน้าลอยหน้าแบบนี้อีกต่อไปแล้ว”

            “ฮ่าๆ…” เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังมาจากด้านหลังของเธอ หลิงจื่อเซี่ยหันหลังไป เห็นสาวผมบรอนด์นัยน์ตาสีฟ้าคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเธอ ก้าวย่างสง่างามและหยิ่งผยอง สีหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจ

            “เธอเป็นใคร? มีสิทธิ์อะไรมาหัวเราะฉัน”

            “อี้เป่ยซีพูดถูกจริงๆ วันๆ ทำตัวเหมือนเป็นคุณหนูใหญ่ เหนื่อยมากสินะ บางทีชีวิตสามัญชนเมื่อก่อนเหมาะกับเธอมากกว่าซะอีก”

            สีหน้าหลิงจื่อเซี่ยเผยอาการขมขื่น “เธอรู้เรื่องนี้ได้ยังไง เธอเป็นใคร?”

            “ฉันเป็นใคร?” เธอหัวเราะ “ฉันก็เหมือนกับเธอ คนที่หวังว่าอี้เป่ยซีจะหายไปอย่างสมบูรณ์” พูดจาเจ้าเล่ห์ ราวกับว่ามีความแค้นอันยิ่งใหญ่กับอี้เป่ยซีจริงๆ บุคลิกของเธอทำให้หลิงจื่อเซี่ยตัวสั่นเทิ้ม

            “เธอกลัวอะไร ไม่ได้จะกำจัดเธอซะหน่อย” เธอหัวเราะแผ่วเบา “หลิงจื่อเซี่ย ฉันช่วยเธอได้นะ”

            “ตอนนั้นฉินแยว่เข่อก็พูดกับฉันแบบนี้”

            “ฉินแยว่เข่อ? เขากับพี่สาวเขาก็เป็นแค่ขยะเท่านั้น เห็นผลประโยชน์อยู่ตรงหน้า ก็คาบมันเหมือนกับลูกหมาตัวน้อย คนแบบนี้จะเป็นอะไรได้”

            ผู้หญิงคนนี้พูดพลางหันหามาหลิงจื่อเซี่ย “แต่เธอไม่เหมือนกัน ขอเพียงอี้เป่ยซีหายไปโดยสิ้นเชิง เธอถึงจะมีโอกาสแทนที่ ไม่ใช่เหรอ?”

            “ทำไมฉันต้องเชื่อเธอด้วย”

            “ฉันว่าเธอเข้าใจผิดแล้ว พวกเราร่วมมือกันไม่จำเป็นต้องเชื่อใจ เธอก็แค่ฟังที่ฉันพูด จะทำหรือไม่ทำมันเรื่องของเธอ จะกำจัดอี้เป่ยซี ฉันไม่จำเป็นต้องมีเธอ”

            มือของหลิงจื่อเซี่ยผ่อนคลายเล็กน้อย “เธอ…ทำได้จริงเหรอ?”

        “ฉันคิดว่าด้วยสมองของคุณหนูใหญ่อย่างหลิงจื่อเซี่ยตอนนี้ก็คงรู้แล้วว่าเรื่องในอดีตกับเรื่องปัจจุบันมีผลกระทบมากแค่ไหน แต่มันไม่ใช่สิ่งที่พวกไม่มีสมองอย่างพวกเธอจะทำได้”

            ตาของเธอเบิกกว้างทันที “เธอหมายความว่า…”

            เธอพยักหน้า มือหนึ่งเล่นกับหางม้าของตัวเอง “ฉันมีเวลาไม่มาก คิดจะเอายังไง?”

            หลิงจื่อเซี่ยกัดริมฝีปาก พยักหน้าแน่วแน่ ผู้หญิงคนนั้นหัวเราะ สายตาที่มองเธอนั้นมีความดูถูกยิ่งกว่าเดิมเล็กน้อย “ได้” พูดจบก็หันหลังจากไป

            “เธอชื่ออะไร ฉันจะติดต่อเธอยังไง”

            ผู้หญิงคนนั้นหันหลังให้เธอ “ลู่เซิง เวลาที่เราต้องติดต่อกัน จะมีคนหาเธอเอง ไม่ต้องใจร้อน ตอนนี้สิ่งที่ควรร้อนใจที่สุดก็การแต่งตัวของเธอ” เธอปิดจมูกของตัวเอง “รสนิยมช่างต่างจากอี้เป่ยซีเหลือเกิน แต่งตัวให้มันดีๆ หน่อยสิ” เดินกระแทกส้นสูงจากไปแล้ว หลิงจื่อเซี่ยสำรวจดูเสื้อผ้าของตัวเอง

            ‘ยัยผู้หญิงตาไม่มีแวว รสนิยมของเธอกับอี้เป่ยซี เด็กสาวที่มีแต่เสื้อผ้ากีฬาธรรมดาคนนั้นจะมาเทียบกับระดับเธอได้อย่างไร’

            ‘อี้เป่ยซี ครั้งนี้เธอตายแน่’

            ลู่เซิงเดินเลี้ยวไม่กี่รอบก็มาถึงชั้นบนสุดของอาคารเรียน เห็นเงาดำก็รีบเดินไปหาพร้อมโอบเอวของเขาไว้ “เขารับปากแล้ว” น้ำเสียงอ่อนหวาน ไม่มีบุคลิกเหมือนเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย

            ลู่เยี่ยจิ่งหัวเราะ “ประหยัดแรงพวกเราไปเยอะจริงๆ”

            “จิ่ง ฉันไม่เข้าใจ ทำไมต้องลงทุนลงแรงกับอี้เป่ยซีขนาดนี้ ฉันแค่บอกพ่อ เขาก็จะไม่โผล่หน้ามาให้คุณเห็นอีกแล้ว”

            “ไม่ แบบนั้นมันดูถูกเธอเกินไปแล้ว อีกอย่าง เป็นศัตรูกับบ้านอี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพียงแต่มีลั่วจื่อหานเพิ่มเข้ามา…”

            ใบหน้าของลู่เซิงถูไถอยู่บนหลังของเขา “ฉันยังนึกว่าคุณอาลัยอาวรณ์อดีตพี่สะใภ้คนนี้ซะอีก” เธอตั้งใจเน้นคำว่าพี่สะใภ้ คอยสังเกตปฏิกิริยาเขาด้วยความอึดอัดเล็กน้อย

            “คุณก็น่าจะรู้ว่าผมไม่ชอบให้คนอื่นมาซักไซ้ผมที่สุด” ลู่เยี่ยจิ่งคลายมือของเธอออก หันหลังประกบริมฝีปากของเธอ กระหน่ำจูบเธอโดยไร้ความอบอุ่นใดๆ กลืนกินลมหายใจของเธอทีละน้อยๆ เขาโอบรัดเอวที่บอบบางของเธอ พลิกตัวแล้วกดเธอเข้ากับราวบันได ผ่านไปเนิ่นนาน จนกระทั่งเธอหายใจหอบจึงปล่อยมือ

            ลู่เซิงหน้าแดง “จิ่ง พ่อฉันคิดว่า เดือนหน้าพวกเรากลับประเทศไปหมั้นกันก่อน คุณ…”

            “ไม่ล่ะ ถ้าเรื่องของพี่ชายยังไม่จบ ผมไม่มีอารมณ์”

            “แต่ว่าจิ่ง…”

            ลู่เยี่ยจิ่งเอานิ้วชี้จุ๊ปากของเธอ ยิ้มมีเสน่ห์ “เซิง ผมรับปากคุณ หลังจากเรื่องนี้จบแล้ว ผมจะจัดพิธีหมั้นให้คุณอย่างสมเกียรติแน่นอน”

            ลู่เซิงก้มหน้า ผงกหัว

            “เอาล่ะ พวกเรากลับกันก่อน” ลู่เยี่ยจิ่งกลับหลังหัน หันหลังให้เธอ ลู่เซิงรีบตามหลังเขาไป

————

บทที่ 98
โดย 

บทที่ 98 สิ่งที่เรียกว่าความจริง (2)

             ในใจและในสมองของอี้เป่ยซีสับสน สับสนมากๆ เธอรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างเบื้องหลังคำพูดนี้ แต่ว่าทำอย่างไร ทำอย่างไรก็นึกไม่ออกว่ามันมาจากตรงไหน

            เธอกอดตัวเอง เรื่องก่อนหน้านี้ทำให้อี้เป่ยซีสั่นสะท้าน แต่ว่าฟางหมิ่นเหรอ เธอแทบจะคิดไม่ถึงเลย

            “เป่ยซี เธอ เธอไม่เป็นไรนะ?”

            อี้เป่ยซียิ้ม “ฉันสบายดี ไม่เป็นไร”

            “เป่ยซี เธอจะต้องยกโทษให้ฉันนะ” อี้เป่ยซีมองดูหยดน้ำตาที่ค้างเติ่งอยู่ที่แก้ม แสงแห่งความแน่วแน่เปล่งประกายอยู่ในดวงตาสุกใส เธอพยักหน้า

            “เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเธอ” เธอส่ายหน้า “ถ้าจะให้พูดกันตามตรง ฉันก็ต้องโทษตัวเอง ฉันแค่คิดไม่ถึงว่า…” คิดไม่ถึงว่าเรื่องทั้งหมดจะมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับลู่เยี่ยจิ่ง คิดไม่ถึงว่าฟางหมิ่น…จะใช้วิธีสกปรกแบบนี้

            ‘นอกจากฟางหมิ่นแล้ว ลู่เยี่ยจิ่งจะไปหาใครได้ จะทำอะไรได้ เรื่องของฉินรั่วเข่อล่าสุด เขาก็มีส่วนร่วมด้วยสินะ’

            “เป่ย เป่ยซี ที่จริงก่อนหน้านี้ฉันเห็น…ฟางหมิ่น แอบตามเธอกับ…กับฉินรั่วเข่อ ฉันสงสัย ว่าวีดีโอล่าสุด มีส่วนเกี่ยวข้อง…กับเขาหรือเปล่า…”

            อี้เป่ยซีดื่มน้ำ “เรื่องนี้…ฉันไม่อยากพูดถึงมันอีกแล้ว” เธอลูบคลำแก้ว “มันก็ไม่ได้มีผล…อะไรกับฉันมาก…”

            “เป่ยซี แต่ว่าเธอชอบ…”

            “เปล่า” ในใจเจ็บปวดเล็กน้อย จู่ๆ ภาพในคืนนั้นก็ปรากฏขึ้นในดวงตาของเธอพร้อมเสียงที่น่าอับอายขายหน้า เธอส่ายหน้าทันที “พี่เป่ยเฉินมีชีวิตเป็นของเขาเอง ฉันเป็นแค่น้องสาวของเขา เขาก็น่าจะเห็นฉันเป็นแค่น้องสาวเหมือนกัน”

            “เป่ยซี แต่ว่าเธอ…”

            อี้เป่ยซีวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะ หมุนฝาปิดด้วยความจริงจังมาก ก้มหน้าต่ำ “ฉันเหนื่อยแล้ว อยากไปพักผ่อนสักหน่อย อาจารย์ให้การบ้านมา ถ้าพรุ่งนี้เธอจะเข้าเรียนก็อย่าลืมซะล่ะ ฉันนอนก่อนนะ ราตรีสวัสดิ์”

            ถังเสวี่ยแอบกำมือแน่น ยิ้ม “อือ ราตรีสวัสดิ์เป่ยซี”

            ‘ฟางหมิ่น ฉินรั่วเข่อ ฉินแยว่เข่อ ลู่เยี่ยจิ่ง…เมื่อกี้ยังมีใครอีกนะ…ลั่วจื่อหาน…เขาก็มาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้ยังไง…’

            ‘ฟางหมิ่น’ อี้เป่ยซีนึกถึงเรื่องที่ถังเสวี่ยเล่า เห็นได้ชัดว่าตอนเปิดเทอมคนที่จิกกัดเธอมากที่สุดก็คือเธอ แต่ทำไมถึงรู้สึกว่า…รู้สึกว่าเธอไม่มีทางทำเรื่องพวกนั้น

            สับสนจังเลย ใครจะช่วยเธอได้บ้าง อี้เป่ยซีคลำหาของอยู่ข้างๆ หยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองออกมา นิ้วเลื่อนเปิดรายชื่อผู้ติดต่อ

            ‘พี่เป่ยเฉิน…เขาจะต้องไม่มีเวลาแน่ๆ เขากำลังยุ่งนี่นา เซี่ยเช่อก็ไม่ชอบเรื่องพวกนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร หลานฉือเซวียน…เขาจะต้องไปบอกพี่เป่ยเฉินแน่ๆ ผลก็คงออกมาเหมือนกัน’

            ‘อ๊า น่าหงุดหงิดจัง ควรจะหาใครดีนะ?’

            ‘ประธานลั่ว ลั่วจื่อหาน…รู้เรื่องนี้นานแล้วเหรอ ถ้าเขารู้แล้วทำไมถึงไม่พูดอะไรเลย’

            ‘ตาบ้านั่น ต่อให้เธออยากรู้ก็อย่าไปหาเขาเลย’ คิดพลางปิดโทรศัพท์มือถือ นอนหงายอยู่สักพัก ขบฟัน สุดท้ายก็ยอมแพ้

            “ขอโทษค่ะ ไม่มีหมายเลขที่คุณเรียก…”

            ‘อะไรกันเนี่ย! เขาบล็อคเธองั้นเหรอ? คนขี้งอน ก็แค่ดึงเขาเข้าแบล็คลิสต์แป๊บเดียวเองนี่นา ตาแก่ขี้น้อยใจ ไม่น่าล่ะจนป่านนี้ถึงยังไม่มีผู้หญิงมาชอบ’

            เธอพ่นลมหายใจทางจมูก ‘ก็ไม่มีผู้ชายคนไหนชอบแบบนี้เหมือนกัน’

            อี้เป่ยซีโยนโทรศัพท์มือถือไปอีกทาง นอนอยู่บนเตียง กัดชายผ้าห่มครุ่นคิดถึงปัญหาที่อยู่ภายใน มันมากเกินไปสับสนเกินไปวุ่นวายเกินไป ขณะที่กำลังสลึมสะลืออยู่นั้น จู่ๆ แรงสั่นก็ทำเอาเธอตกใจตื่นทันที

            “ฮัลโหล” เธอขยี้ตา

            “ในที่สุดก็ยอมเอาชื่อฉันออกจากแบล็คลิสต์แล้วเหรอ?” ไม่มีความโมโหใด ราวกับว่าแม้แต่ระคนความเอ็นดู

            “ลั่วจื่อหาน?” ได้ยินชื่อของลั่วจื่อหาน ถังเสวี่ยที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ที่โต๊ะก็ราวกับถูกไฟช็อต ตัวแข็งทื่อเฉียบพลัน ตั้งอกตั้งใจฟังบทสนทนาของอี้เป่ยซี

            “นายก็ดึงชื่อฉันเข้าไปเหมือนกันไม่ใช่เหรอ เราเสมอกันแล้ว”

            ทางนั้นถอนหายใจเบาๆ “ฉันจะทำอย่างนั้นได้ยังไง ตามหาตัวอยู่ตั้งนาน ฉันจะทำลงได้ยังไงล่ะ”

            อี้เป่ยซีได้ยินเสียงที่อบอุ่นของเขา พูดไม่ออกไปชั่วครู่ “พูดยังกับว่าฉันแล้งน้ำใจ…”

            “ทำไม คิดถึงฉันซะแล้วเหรอ?”

            “เชอะ ใครคิดถึงนาย” เธอลุกขึ้นนั่ง เล่นกับผมของตัวเอง “คือว่า…”

            “เป่ยซี”

            “หืม?”

            “ฉันเคยพูดหรือเปล่าว่าฉันชอบเธอมาก”

            อี้เป่ยซีสะดุ้งตกใจกับคำสารภาพที่ไม่มีปี่มีขลุ่ย เสียงน่าดึงดูดของลั่วจื่อหานได้ยินชัดเป็นพิเศษในค่ำคืนที่เงียบสงัด ดวงตาค่อยๆ เลื่อนลอย ใบหน้าก็แดงก่ำ

            “เป่ยซี เธอยังฟังอยู่ไหม?”

            อี้เป่ยซีไอ “ฉัน วันนี้ดึกมากแล้ว ฉันจะไปนอนแล้ว มีอะไรค่อยคุยกันพรุ่งนี้”

            “ได้ ช่วงนี้ดูแลสุขภาพด้วย ถ้าไม่สบายอย่าลืมโทรมาหาฉันนะ”

            เธอนึกขึ้นได้ทันทีว่าลั่วจื่อหานหมายถึงเรื่องเมื่อวาน “รู้แล้ว รู้แล้ว นายนี่ขี้บ่นจริงๆ ราตรีสวัสดิ์”

            วางโทรศัพท์มือถือลง เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ ลืมเสียสนิทว่าตัวเองอยากพูดอะไรกับลั่วจื่อหาน เกาๆ หัว ‘แต่ว่าแบบนี้ก็ดี…ถังเสวี่ยยังอยู่ ถ้าหากได้ยินว่าเธอพูดอะไร ก็คงจะไม่มีความสุขแน่ๆ พรุ่งนี้ค่อยคุยเถอะ’

            เธอล้มตัวลงบนเตียง นึกถึงคำพูดของลั่วจื่อหานเมื่อครู่ มือแตะอยู่บนริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว ‘ไม่เคยเห็นตาแก่ขี้บ่นแบบนี้มาก่อนเลย’ เธอครุ่นคิด เปลี่ยนคำแนะนำของลั่วจื่อหานเป็นตาแก่จอมเงอะงะ แตะๆ โทรศัพท์มือถือของตัวเองด้วยความพึงพอใจ

            “เป่ยซี เธอกับ…”

            “ฉันกับลั่วจื่อหานไม่ได้เป็นอะไรกัน เธอ เธออย่าคิดมาก”

            “ฉันยังไม่ได้พูดถึงใครเลยนะ เธอจะตื่นเต้นไปทำไม?”

            “หา อะไรน่ะ ฉันง่วงมากเลย พรุ่งนี้ค่อยคุยกันเถอะ” อี้เป่ยซีหาวแล้วล้มตัวลงบนเตียง หันหน้าเข้าหากำแพง ไม่รู้ว่าทำไม รู้สึกอยากเปลี่ยนวอลเปเปอร์เป็นสีครามที่สดชื่นเหมือนเขา

            วันต่อมา อี้เป่ยซีคว้าโทรศัพท์มือถือทันทีที่ตื่นนอน ต้องการจะโทรออก แต่กลับรู้สึกว่าไม่เหมาะสม ล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้ว รอจนกระทั่งเรียนรอบเช้าเสร็จ จึงกดเลขหมายโทรออก

            “ฉันอยู่ใต้ตึกเรียนของพวกเธอ”

            “นายมาที่มหา’ลัยพวกเราทำไม?” อี้เป่ยซีนึกถึงลั่วจื่อหานที่มีออร่าจับขนาดนี้ ไม่ว่าจะเดินไปไหนจะต้องมีกลุ่มสาวๆ ห้อมล้อมเขาแน่นอน

            ‘หลงตัวเอง เพลิดเพลินกับความรู้สึกแบบนี้มากล่ะสิ’

            “คาบต่อไปของเธอว่าง”

            “ไม่มีเรียนก็ห้ามนายมาที่มหา’ลัย รอแป๊บ ฉันจะลงไป” อี้เป่ยซีสะพายกระเป๋าแล้วลงไปทันที เห็นสาวๆ กลุ่มหนึ่งแอบมองลั่วจื่อหานตามคาด ตาลุงนั่นยืนอยู่ตรงนั้นอย่างค่อนข้างเปิดเผย ราวกับว่ากำลังเพลิดเพลินไปกับมัน

            เมื่อเห็นอี้เป่ยซีมาถึง ลั่วจื่อก็เผยยิ้มทันใด เธอรีบรุดไปหาเขาแล้วดึงเขาจากไป ไม่สนใจหน้าตาบูดเบี้ยวของคนรอบข้าง

            “ยิ้มจนหน้าบานเลยใช่ไหม ทำไมปกติไม่เห็นนายชอบยิ้มขนาดนี้ ยิ้มให้ตายไปเลย” พูดพลางเดินกระแทกเท้าด้วยความขุ่นเคือง

            “หึงเหรอ?”

            อี้เป่ยซีหยุดเดิน หน้าแดงเล็กน้อย “ใคร ใครหึงกัน ฉันก็แค่ ก็แค่ไม่อยาก ไม่อยากให้คนตาบอดเพราะนายเยอะขนาดนั้น หรือถูกหน้าตาของนายหลอกน่ะ” เธอพยักหน้าอย่างแรง

            ลั่วจื่อหานโอบอี้เป่ยซีเข้ามาในอ้อมแขน “เป่ยซี ฉันชอบอาการเมื่อกี้ของเธอมาก”

            เธอผลักเขาออก “ฉันไม่ชอบอาการเมื่อกี้ของนายเลย”

            “งั้นเธอชอบอาการฉันตอนนี้ไหม?”

            “……”

————

บทที่ 97
โดย 

บทที่ 97 สิ่งที่เรียกว่าความจริง (1)

             ลั่วจื่อหานได้ยินเสียงของเธอ รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจ เขาเอามือพยุงศีรษะ มองใบหน้าที่หลับใหลของอี้เป่ยซี ขนตายาวสั่นไหวเล็กน้อย ริมฝีปากก็อ้าออกเล็กน้อยเช่นกัน ราวกับว่ามีกลิ่นหอมหวานแผ่ซ่านออกมาจากข้างใน

            “ลั่ว ลั่วจื่อหาน นาย ทำไมนาย…”

            “เมื่อกี้ฝันถึงฉันเหรอ”

            “ปะ เปล่า” อี้เป่ยซีรีบดึงผ้าห่มขึ้นมา ปิดหน้าแดงๆ ของตัวเอง

            “เป่ยซี” เขายิ่งเข้าใกล้อี้เป่ยซี ในแววตาของทั้งสองคนมีเพียงใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างสมบูรณ์ “ชอบจูบของฉันเหรอ?”

            “เปล่าซะหน่อย นายอย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย ก็ ก็แค่ฝันเท่านั้น…อือ” ลั่วจื่อหานดึงผ้าห่มที่ปิดใบหน้าของเธอออก ประกบริมฝีปากของเธออย่างดุเดือด เข้าใกล้ส่วนที่ลึกที่สุดทีละน้อย ปล้นความหวานตามที่ใจปรารถนา อี้เป่ยซีก็ดื่มด่ำกับจูบนี้โดยไม่รู้ตัว จูบตอบอย่างไม่ชำนาญ ยิ่งปลุกเร้าอารมณ์ของลั่วจื่อหานมากขึ้น จนกระทั่งคนที่อยู่ด้านล่างใกล้จะขาดอากาศหายใจจึงคลายออก

“หวานไหม?”

            “นายๆๆ…” หางตาของอี้เป่ยซีมีไอน้ำเล็กน้อย เธอยิ่งดูยั่วยวนกว่าเก่า ทำให้ทนไม่ไหวจนแทบอยากจะกลืนกิน

            “เอาล่ะ เดี๋ยวจะส่งเธอไปเรียน”

“ใครให้นายไปส่ง” พลิกตัวด้วยอาการเคืองๆ หันหลังให้ลั่วจื่อหาน เขาเลียริมฝีปากเหมือนอยากให้มันดำเนินต่อ อมยิ้ม

            อี้เป่ยซีสาบานว่าจะไม่กลับมาที่อะพาร์ตเม้นต์ของตัวเองอีก จะไม่ไว้หน้าลั่วจื่อหานอีก เห็นเขาโทรมาก็ตัดสายทิ้งทันทีโดยไม่คิด จากนั้นก็รู้สึกหงุดหงิดและดึงเขาเข้าไปในรายชื่อแบล็คลิสต์แล้ว

            ‘ลั่วจื่อหานคนบ้า ลั่วจื่อหานคนเลว มีสิทธิ์อะไรถึงจูบเธอตลอดเวลา ต่อไปถ้าเจอเขาอีกเธอก็จะเลี่ยงไป’

            ‘ไม่สิ ทำไมเธอต้องเป็นคนเลี่ยงด้วย เขาเป็นคนผิด เพราะว่าเขาชอบหาเรื่องต่างหาก คนบ้า อ๊าๆๆ น่าหงุดหงิดชะมัด’

            อี้เป่ยซีต่อยๆ หมอนสีขาว สุดท้ายรู้สึกไม่สบอารมณ์โยนไปใต้เตียงอย่างแรง หายใจหอบเล็กน้อย

            “เป่ยซี?” พอถังเสวี่ยเปิดประตูก็เห็นหมอนที่เกลือกกลิ้งอยู่บนพื้น หัวเราะอ่อนโยน เก็บหมอนขึ้นมายื่นให้เธอ อี้เป่ยซีเม้มปาก รับไว้

            “ถัง ถังเสวี่ย เธอกับฟางหมิ่นหายไปไหนตั้งนาน?”

            “เป่ยซี ฉันขอโทษ” ระคนเสียงสะอื้น ถังเสวี่ยก้มหน้า ไหล่ก็สั่นเทาด้วย อี้เป่ยซีรีบลงมาจากเตียงแล้วเดินไปหาเธอ

            “เป็นอะไรไป? ทำไมจู่ๆ ถึงร้องไห้ล่ะ”

            “เป่ยซี” น้ำตาเอ่อล้นในดวงตา เธอดึงแขนของอีกฝ่าย กัดริมฝีปาก อดกลั้นต่ออะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและเจ็บปวด

        “เธอหยุดร้องไห้ก่อนสิ” เธอดึงทิชชู่สองสามแผ่นให้ถังเสวี่ย “เป็นอะไรไป? ใครรังแกเธอใช่ไหม?”

        “เป่ยซี ขอโทษนะ ขอโทษ เธอยกโทษให้ฉันได้หรือเปล่า? เห็นแก่ความเป็นเพื่อนของพวกเรา ฉันไม่ได้ ฉันไม่ได้…” สะอื้นหนักขึ้นเรื่อยๆ จนพูดไม่ได้ มือที่คว้าอี้เป่ยซียิ่งบีบแน่น

            “ถังเสวี่ย…” เธอขมวดคิ้ว รู้สึกสับสน ‘ถังเสวี่ยมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหรอ?’

            ถังเสวี่ยเห็นท่าทางครุ่นคิดของเธอ สองมือคว้าเธอไว้ “เป่ยซี ที่จริงถึงฉันจะรู้ว่าฟางหมิ่นทำเรื่องพวกนั้น แต่ว่า แต่ว่า ฉันไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้ตั้งใจปิดบังเธอ ฉัน ฉันขอโทษจริงๆ ขอโทษจริงๆ ทำให้เธอต้องเป็นทุกข์ขนาดนั้น” พูดจบก็กอดอี้เป่ยซีร้องไห้โฮ

            อี้เป่ยซีเห็นเธอร้องไห้เสียใจขนาดนี้ก็รู้สึกทนไม่ไหว “เอาล่ะๆ ไม่เป็นไร ฟางหมิ่น…เขา…ไม่จริงมั้ง”

            “เป่ยซี ฉันกับพี่ชาย หลังจากที่พวกเรารู้เรื่องนี้แล้ว ก็รีบหยุดฟางหมิ่นทันที แต่ว่าเขา…เขาก็…ที่จริง ฉันควรจะหยุดเขาเร็วกว่านี้”

        “เรื่องพวกนี้…เป็นฝีมือ…ฟาง ฟางหมิ่น?”

            ถังเสวี่ยพยักหน้า อี้เป่ยซีส่ายหน้าด้วยท่าทางหนักแน่น “ไม่ ฟางหมิ่นไม่มีทางทำเรื่องพวกนั้นแน่ เขามีเรื่องลำบากอะไรหรือเปล่า?”

            ในแววตาของถังเสวี่ยมีประกายบางอย่าง เธอสูดจมูกฟึดฟัด ท่าทางคับข้องใจและระแวดระวังมาก “เป่ยซี เธอไม่เชื่อฉันเหรอ เธอคือเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน ฉันจะโกหกเธอได้ยังไง”

            “ฉันไม่ได้ไม่เชื่อเธอ เพียงแค่ แปลกใจ…นิดหน่อย ฉันคิดมาตลอดว่าเป็นฝีมือฉินแยว่เข่อสองพี่น้องนั่น ทำไมจู่ๆ ฟางหมิ่นถึงโผล่มาได้?”

            “เป่ยซี ไม่ใช่แค่นี้นะ เรื่องบนภูเขาหิมะตอนนั้น เขาเป็นคนเปิดเผยตำแหน่งของเธอ จากนั้น จากนั้นก็เป็นเขาอีก เขารู้เรื่องความสัมพันธ์ของเธอกับลู่เยี่ยจิ่ง ก็ ก็เลยตั้งใจกันฉันออกไป”

            อี้เป่ยซีสั่นเทิ้มทั้งตัว มือออกแรงโดยไม่รู้ตัว กัดฟันแน่น “เรื่องพวกนี้…เป็นเรื่องจริงเหรอ?”

            “ฉันก็ไม่ได้รู้ทั้งหมดหรอก แต่ว่าประธานลั่วสืบเจอหมดแล้ว เธอ เธอจะถามเขาก็ได้ แต่ว่าเป่ยซี ฉันรู้ว่าฉันปกปิดสิ่งที่ควรบอก แถมยังทำร้ายเธอ เธอจะ…ฉันไม่อยากเสียเพื่อนอย่างเธอไปจริงๆ” พูดพลางก็ร้องไห้อีกครั้ง ดวงตาของถังเสวี่ยราวกับมีก๊อกน้ำอย่างไรอย่างนั้น ร้องไห้เท่าไรก็ไม่หมด

            อี้เป่ยซีข่มเสียงของตัวเอง “เพราะอะไร? ทำไมฟางหมิ่น?”

            ถังเสวี่ยสะอื้นอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ “เป่ยซี เธอรู้หรือเปล่า ฟางหมิ่นเป็นเมียน้อยที่พี่ชายฉันเก็บเอาไว้?”

            “อะไรนะ?”

            เธอกัดริมฝีปากดูเหมือนลำบากใจมาก ผ่านไปสักพักจึงถอนหายใจ ราวกับว่าได้ตัดสินใจอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ “เป่ยซี ที่จริงเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องอื้อฉาวของครอบครัวฉันที่พี่ชายปกปิดเอาไว้ ก็เลยไม่มีใครรู้ เป็นไปได้ว่าฟางหมิ่นเห็นตัวเองในเธอ รู้สึกว่าไม่ยุติธรรม ก็เลย…” พูดพร้อมแอบมองปฏิกิริยาของอี้เป่ยซี

            อี้เป่ยซีวางศอกลงบนโต๊ะ เท้าศีรษะ ดูไม่ออกว่าเชื่อถังเสวี่ยหรือเปล่า

            ถังเสวี่ยรีบพูดเสริม “เป็นไปได้ว่าเขารู้เรื่องเธอกับลู่เยี่ยจิ่งจากพี่ชายฉัน”

            เธอเบิกตากว้างทันที ‘ใช่ ใช่แล้ว ตอนนั้น เขาก็เคยติดต่อกับถังเฉิงไม่ใช่เหรอ หรือว่าเป็นเพราะเหตุนี้จริงๆ’

            “เกิดอะไรขึ้นกับฟางหมิ่น”

            ถังเสวี่ยโล่งอก ค่อยๆ เก็บกับดักที่เหวี่ยงออกไปเมื่อครู่ เธอมองดูรอบกาย ราวกับว่าหวาดกลัวเล็กน้อย จากนั้นก็กระแอมแล้วพูดเสียงต่ำ “เดิมทีบ้านฟางก็เป็นบริษัทจดทะเบียนเล็กๆ อยู่ที่เมือง B ไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่ว่าพวกเขาก็ใช้ชีวิตกันอย่างสุขสบาย ไม่ได้รวยล้นฟ้าแต่ไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร ฟางหมิ่นเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้าน พ่อแม่รักเขามาก”

            “แต่ว่าต่อมาบริษัทมีการเปลี่ยนแปลง แค่คืนเดียวบ้านฟางก็ล้มละลาย คุณลุงฟางเห็นความพยายามแสนสาหัสของเขาถูกทำลายเพียงชั่วข้ามคืน ก็ ก็เลือกที่จะฆ่าตัวตาย คุณป้าฟางตอนแรกก็จะตามเขาไป แต่ว่ามีคนมาเจอทันเวลา ก็เลยถูกพาตัวส่งโรงพยาบาล”

            “เพราะเหตุนี้นิสัยฟางหมิ่นก็เลยเปลี่ยนไปมาก ไม่ใช่เด็กสาวที่ร่าเริงเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไปแล้ว ยิ่งนิ่งเงียบและเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ ใครๆ ก็ดูไม่ออกว่าเขากำลังคิดอะไร”

            “จากนั้นครอบครัวศัตรูก็ชอบมารังควานพวกเขาสองแม่ลูก ตอนนั้นคุณป้าฟางก็ตรวจเจอว่าป่วยหนัก เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ฟางหมิ่นเทียวหาคนที่เคยญาติดีกันเมื่อก่อน แต่ก็ไม่ได้ค่ารักษาพยาบาลเลยสักแดง”

        “สุดท้าย” ถังเสวี่ยเงียบไปครู่หนึ่ง ปลายนิ้วสั่นเทาเล็กน้อย “สุดท้าย เขา เขาก็เลย…เป่ยซี ฉัน ฉันไม่อยากพูดแล้ว ฟางหมิ่นเขา เขาทรมานมาก…ฉัน…ฉันพูดต่อไปไม่ได้แล้วจริงๆ”

————

บทที่ 96
โดย 

บทที่ 96 ความลำบากใจ (3)

             อี้เป่ยซีอยู่ในห้องนอนของตัวเองตลอดเวลา เงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวข้างนอกเป็นครั้งคราว ยังคงเงียบสงบ ไม่มีเสียงแม้แต่น้อย เธอวางหนังสือลง รู้สึกห่อเหี่ยว

            ‘ป่านนี้แล้ว ลั่วจื่อหานน่าจะกลับไปแล้วมั้ง’

            ‘เขาจะจากไปโดยไม่บอกลาคำเลยงั้นเหรอ? ช่างไร้มารยาทจริงๆ’

            อี้เป่ยซีคิดพลางเปิดประตูห้องเบาๆ ชะโงกหน้าออกไปก็ถูกใครบางคนใช้นิ้วเคาะหัว

            “โอ๊ย นายมือหนักชะมัดเลย” อี้เป่ยซีนวดคลึงหน้าผากของตัวเอง มองค้อนเขาด้วยความไม่พอใจ

            “กินข้าวได้แล้วเป่ยซี”

            “หา” เธอแอบมองลั่วจื่อหาน ‘ทำไมพออยู่กับนายแล้ววันๆ เอาแต่กินๆๆ’ คิดแล้วทันใดนั้นก็รู้สึกขุ่นเคือง ‘คนคนนี้น่าเบื่อเกินไปแล้ว’

            ลั่วจื่อหานเพียงเหลือบมองก็เข้าใจความคิดของเธอ หัวเราะแผ่วเบา เดินอยู่ด้านหน้า อี้เป่ยซีตามหลังเขาไป เดินไม่กี่ก้าวก็ชนกำแพงเข้าอย่างจัง เธอเจ็บจนน้ำตาแทบไหล

            “ลั่วจื่อหานนายตั้งใจใช่หรือเปล่า”

            เขายักๆ ไหล่ “กำลังคิดอะไรอยู่เหรอ จริงจังเชียว”

            อี้เป่ยซีไม่พูดความในใจออกมาอยู่แล้ว มองไปทางอื่น “เอ่อ กินข้าว กินข้าว”

            “เป่ยซี” ลั่วจื่อหานลงบันไดต่ำกว่าเธอขั้นหนึ่ง ทันใดนั้นทั้งสองคนก็ห่างกันไม่กี่เซนติเมตร เขาค่อยๆ เข้าไปใกล้ “กำลังคิดถึงฉันเหรอ หืม?”

            อี้เป่ยซีหน้าแดง “เปล่า เปล่านะ ฉัน ฉันจะคิดถึงนายทำไม นายก็อยู่ตรงหน้า…” ได้ยินเสียงหัวเราะของฝ่ายชายหน้าของอี้เป่ยซียิ่งแดงกว่าเดิม “ไม่ใช่ ฉันหมายความว่า อัยยา ไม่พูดแล้ว ฉันหิวแล้วจะไปกินข้าว” พูดจบก็ต้องการจะเดินหลบไปด้านข้าง แต่ถูกลั่วจื่อหานดึงเข้ามากอด

            “งั้นก็ต้องคิดถึงฉันคนเดียว มองฉันคนเดียว และในใจก็ต้องมีแค่ฉันคนเดียว” พูดจบก็ประกบริมฝีปากของเธออย่างลึกซึ้ง แม้ไม่ได้ดูดดื่มแต่ว่าระคนด้วยความรักและความทะนุถนอม อี้เป่ยซีมองเขางงงวย ลืมตอบสนองไปชั่วขณะ

            เมื่อได้สติกลับมา อี้เป่ยซีจึงพบว่าตัวเองอยู่ในอ้อมแขนของลั่วจื่อหานไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร และเขากำลังป้อนข้าวเธออย่างสบายอารมณ์

            “ฉัน ฉันไม่ใช่เด็กแล้ว กินเองได้” พูดพลางต้องการจะลุกขึ้นจากเขา ลั่วจื่อหานไม่ได้ห้ามเธอ หัวเราะพร้อมมองเธอนั่งลงตรงข้ามตัวเอง อี้เป่ยซีรู้สึกอึดอัด

            “เป่ยซี เธอสวยจังเลย เวลากินข้าวก็สวยมาก”

            ตะเกียบของอี้เป่ยซีเกือบร่วงลงพื้น ‘นี่คือลั่วจื่อหานที่เธอรู้จักเหรอ? ทำไม เขาถึงพูดจา…ชวนคลื่นไส้แบบนี้’ ทำทีขยะแขยงแต่กลับรู้สึกเบิกบานในใจ

            หลังจากกินข้าวเสร็จอย่างสงบภายใต้สายตาของลั่วจื่อหานแล้ว อี้เป่ยซีตัดสินใจจะใช้แผนการหลบหนีซึ่งเป็นแผนการที่ดีที่สุด ลุกขึ้นยืนฉับพลัน รู้สึกเจ็บที่ท้องน้อยมากจนอยากจะกลิ้งไปกับพื้น

            “เป็นอะไรไป” ลั่วจื่อหานรีบเดินมาหาเธอ เห็นใบหน้าของเธอซีดขาว บนหน้าผากมีเม็ดเหงื่อบางๆ ซึมออกมาด้วย

            “ไม่ ไม่รู้ ปวดท้องมากเลย” เธอกัดริมฝีปากแน่น ลั่วจื่อหานอุ้มเธอ

            “ฉันจะพาเธอส่งโรงพยาบาล”

            อี้เป่ยซีพิงอยู่บนตัวเขาอย่างหมดแรง พยักหน้าน้อยๆ

            ในโรงพยาบาล

            มู่ลี่ไป๋มองดูทั้งคนสองที่เหมือนกระต่ายตื่นตูมเมื่อครู่ก็นึกขำ ‘เรื่องแบบนี้ ลั่วจื่อหานอายุป่านนี้แล้วไม่รู้งั้นเหรอ? ยัยหนูนั่นก็ไม่รู้?’

            เขากระแอมไอ “โรคนี้อาจจะอยู่กับเธออีกหลายสิบปี แต่วางใจเถอะ ไม่ร้ายแรงหรอก”

            ลั่วจื่อหานเหลือบมองเขา มู่ลี่ไป๋รีบเก็บอาการขึงขังของตัวเอง “มากินยาแก้ปวด กลับไปก็ดื่มน้ำหวานสักหน่อย ทางที่ดีที่สึดคือทำท้องน้อยให้อุ่น ไม่เป็นอะไรหรอก ไม่เป็นอะไร”

            “เขาเป็นอะไรไป?” ลั่วจื่อหานมองดูคนข้างๆ ที่ใบหน้าซีดขาว รู้สึกปวดใจ

            “ปวดเดือนละครั้งน่ะ ดูท่าทางนายแบบนี้ รออาการทุเลาเถอะ” พูดพลางยื่นใบสั่งยาให้เขา เห็นว่าเขาไม่รับก็กัดฟันออกไปรับยาเองแล้ว

            เมื่อทั้งสองคนเข้าใจความหมายที่มู่ลี่ไป๋พูด หน้าก็แดงเล็กน้อย อี้เป่ยซีทนไม่ไหวจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี

            ‘น่าจะนึกออกตั้งนานแล้ว ครั้งนี้ปล่อยไก่ตัวใหญ่จริงๆ’

            “ฉัน…”

            “ฉัน…”

            สองคนพูดพร้อมกัน ลั่วจื่อหานไออย่างอึดอัด “เป็นไงบ้าง? ยังรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”

        “ปะ เปล่า” เธอกำเสื้อของตัวเอง ก้มหน้า

            มู่ลี่ไป๋เอายากลับมาเห็นท่าทางของสองคน อดไม่ได้ที่จะมีความสุขไปกับเพื่อนสนิทของตัวเอง “เด็กน้อยผู้ไร้ความรู้ จำไว้ว่าช่วงนี้ห้ามมี*** เข้าใจไหม?” เขาตั้งใจเน้น***สามคำนี้มาก เห็นดวงตาที่เบิกกว้างและแก้มที่แดงก่ำของอี้เป่ยซี รู้สึกดีใจที่มุขแผลงๆ ประสบความสำเร็จ

            “พวกเรา…ไม่ได้…”

            “รู้แล้ว” ลั่วจื่อหานไม่ได้มองเขาอีก เดินเฉียดไหล่ของเขาออกจากโรงพยาบาลไป

            ยื่นของที่เตรียมไว้แล้วให้อี้เป่ยซี ชงน้ำหวานอยู่ด้านข้างพร้อมอ่านเนื้อหาในโทรศัพท์มือถืออย่างตั้งใจ ราวกับว่ากำลังทำโครงการขนาดใหญ่

            เขาเหลือบมองชั้นบน มุมปากยกยิ้ม ขึ้นชั้นบนแล้วเคาะประตู อี้เป่ยซีนอนอยู่ใต้ผ้าห่มด้วยความอ่อนล้าเล็กน้อย ใบหน้ายังคงไร้สีเลือด

            “ยังปวดมากไหม?”

            เธอพยักหน้าแล้วก็ส่ายหัว รับน้ำหวานมา ของเหลวอุ่นๆ ไหลเข้าสู่ร่างกาย ปลอบประโลมบริเวณที่เจ็บปวด

            อี้เป่ยซีม้วนตัวอยู่ใต้ผ้าห่มบางๆ “ฉันเพลียแล้ว นอนก่อนนะ”

            ไม่มีเสียงตอบรับจากด้านหลัง อี้เป่ยซีพิงอยู่บนหมอน ความเจ็บปวดของท้องน้อยไม่สามารถทำให้เธอพักผ่อนได้ จู่ๆ เตียงสั่นไหวเล็กน้อย จากนั้นลั่วจื่อหานก็เอนตัวอยู่ข้างๆ เธอ มืออุ่นๆ ลอดผ่านผ้าห่มและวางอยู่บนท้องน้อยของเธอ นวดคลึงเบาๆ

            “ลั่ว ลั่วจื่อหาน นาย…” อี้เป่ยซีต้องการจะลุกขึ้นก็ถูกมือนั้นกดไว้

            “อย่าขยับสิ เป็นแบบนี้ตลอดเลยเหรอ?” เขานวดคลึงต่อไป อี้เป่ยซีหน้าแดงอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ว่าก็ไม่มีทางหนี ทั้งร่างกายอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง ได้ยินคำถามของเขา อี้เป่ยซีเงียบไปครู่หนึ่ง

            “เปล่า…ฉัน…อือ นี่เป็นครั้งแรกของฉัน…ก็เลย”

            ลั่วจื่อหานหัวเราะ ลมหายใจรดถี่อยู่บนคอของเธอ “นี่ก็เป็นครั้งแรกของฉัน” ด้วยเสน่ห์ที่ยากจะเหลือรับ หัวใจของอี้เป่ยซีเริ่มเต้นรุนแรงอีกครั้ง เธอไม่กล้าขยับตัว ตอบว่าอือเบาๆ ไม่กล้ามีปฏิกิริยาอื่นอีก

            “แบบนี้สบายหรือเปล่า?”

            อี้เป่ยซีรู้สึกได้ถึงสัมผัสอบอุ่นบนท้องน้อย เหมือนกับน้ำหวานแก้วนั้นที่ปลอบประโลมเธอ “สบาย สบายมาก”

            “เพลียแล้วก็นอนเถอะ”

        “อืม”

            ทันทีที่ฟ้าสางลั่วจื่อหานก็ลืมตาขึ้น มองดูเด็กสาวที่โอบกอดตัวเอง รู้สึกพึงพอใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

            พอลืมตาก็เห็นคนที่ตัวเองชอบ ข้างกายล้วนเป็นลมหายใจที่ตัวเองชอบ หนึ่งวันสามเวลา ตราบฟ้าดินสลาย

            ราวกับว่าเวลานี้ ได้ครอบครองโลกทั้งใบแล้วจริงๆ

            เขาพลิกตัวเล็กน้อยกอดคนที่อยู่ในอ้อมแขน นอกจากเตียงจะเล็กแล้ว คนที่อยู่ในอ้อมแขนก็เล็กด้วย

            ‘เป่ยซี เธอต้องโตเร็วกว่านี้ เร็วกว่านี้อีกหน่อย’

            “ลั่วจื่อหาน…” จู่ๆ อี้เป่ยซีพึมพำ

            “ฉันอยู่นี่”

        “นายเลิกจูบฉันได้แล้ว หวานจัง”

————

บทที่ 95
โดย 

บทที่ 95 ความลำบากใจ (2)

  สองแขนของลั่วจื่อหานกอดแน่น “ไม่มีได้ยังไง เป่ยซี ฉันจะพาเธอกลับบ้าน กลับบ้านของเธอดีหรือเปล่า?”

            “ตอนนี้ฉันไม่มีแล้ว พวกเขาไม่ต้องการฉันแล้ว ไม่คิดที่จะต้องการฉันแล้ว เป็นความผิดของฉัน ฉันทำให้บ้านของตัวเองพัง ไม่มีแล้ว ไม่มีแล้ว” ลั่วจื่อหานอุ้มเธอขึ้นมา ปลอบใจอย่างอ่อนโยน

            “เป่ยซี เธอเองมีบ้านนะ บ้านของเธออยู่ทางนั้น เธอลืมแล้วเหรอ?”

            อี้เป่ยซีอึ้งไป จากนั้นก็ร้องไห้อีกครั้ง “ฉันไม่มี ฉันไม่มี  ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีพี่น้อง ฉันไม่มีบ้าน ไม่มีบ้านแล้ว”

            “เป่ยซี” ลั่วจื่อหานประกบริมฝีปากลงบนเปลือกตาของเธอ จากนั้นก็ประกบบนหน้าผากที่สะอาดสะอ้านของเธอ “จริงๆ นะ พวกเรามีบ้าน พวกเราไปดูก่อนดีหรือเปล่า?”

            เขาพาเธอไปนั่งที่เบาะด้านข้างคนขับ กำลังจะอ้อมไปอีกฝั่ง อี้เป่ยซีกลับยื่นมือคว้าแขนเสื้อของเขาไว้ ดวงตาเต็มไปด้วยความไร้ทางสู้และความหวาดกลัว ลั่วจื่อหานลูบหัวของเธอเบาๆ

            “ฉันจะไปนั่งที่เบาะนั้น จะไม่ไปไหน ฉันจะไม่มีวันทิ้งเธอไปไหน โอเคไหม” อี้เป่ยซีจึงผ่อนคลายลง ดวงตาจับจ้องอยู่ที่ประตูอีกบาน รอจนกระทั่งลั่วจื่อหานนั่งที่เบาะคนขับ เธอจึงโล่งอก

            ลั่วจื่อหานขับรถ รู้สึกได้ถึงสายตาของเธอ รู้สึกสับสนในใจ ปกติแล้วเธอควรจะมีความแจ่มใสเหมือนดวงอาทิตย์ สุกใสเหมือนดวงดารา ไม่ควรจะกลัวจนเลิกลั่กเช่นนี้ ไม่กล้าออกจากบ้าน ไม่กล้ารัก ไม่กล้าต่อสู้ ไม่กล้าส่องแสงในตัวเอง ราวกับนักโทษที่ถูกตรึงอยู่บนไม้กางเขน เริ่มเฆี่ยนตีตัวเองด้วยหนาม

            “เป่ยซี พวกเราถึงแล้ว” อี้เป่ยซีมองดูอะพาร์ตเม้นต์ที่ตัวเองเช่า กรอกตาไปมา

            “ขอบคุณ” เธอพูดเสียงเบา หันไปต้องการจะเปิดประตูรถ ลั่วจื่อหานยื่นมือดึงเธอไว้

            “เป่ยซี” มือของเขาปัดเส้นผมที่ปรกหน้าผากของอี้เป่ยซี ทันใดนั้นก็กอดเธอแน่น “รู้สึกได้ไหม เธอกลับบ้านแล้ว เป่ยซี”

            ราวกับคนที่กำลังจมน้ำคว้าขอนไม้เอาไว้ อี้เป่ยซีก็โอบเอวเขากลับ ซบอยู่บนไหล่ของเขาไม่ได้พูดอะไร

            ทั้งสองคนกอดกันอย่างนี้ตลอดทั้งคืน เหมือนกับเด็กน้อยเร่รอนที่กอดเพื่อให้ความอบอุ่นแก่กันและกัน ลั่วจื่อหานลืมตา พระอาทิตย์ขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว อี้เป่ยซียังคงขดตัวอยู่ ศีรษะหนุนตักของเขา เขายกมือขึ้น ปัดผมที่ปิดหน้าของเธอไปอีกข้างอย่างเบามือ มองดูใบหน้าของเธอที่หลับใหล มือหนึ่งวางอยู่บนไหล่ของเธอ

            น่าจะฝันร้าย อี้เป่ยซีพูดพึมพำเล็กน้อย เธอโค้งตัวไปข้างหน้าด้วยความอึดอัด ราวกับว่าชนอะไรบางอย่างเข้า อดไม่ได้ยื่นมือออกไปผลัก ถูกคนคว้าตัวไว้ เสียงหายใจหนักหน่วงในรถยิ่งหดหู่ขึ้นเรื่อยๆ

            “อือ” อี้เป่ยซีดิ้นไม่หลุด จึงลืมตาขึ้นช้าๆ วินาทีต่อมาเกือบจะลื่นไหลออกไปจากตักของลั่วจื่อหานแล้ว ลั่วจื่อหานรีบคว้าตัวเธอ ประคองเธอขึ้นมา ใบหน้าแดงระเรื่ออย่างไม่เป็นธรรมชาติ เหมือนกับใบหน้าของอี้เป่ยซี

            “คือว่า ฉัน…เอ่อ…ไม่ได้ หา…” ต้องพูดยังไง? อี้เป่ยซีหน้าแดงก่ำ เมื่อครู่เธอยังยื่นมือออกไปสัมผัสเขาไม่ใช่เหรอ สองมือประสานอยู่ด้วยกัน อี้เป่ยซีแทบจะรอไม่ไหวที่จะสลัดมันทิ้ง แต่ว่าในสายตาของคนอื่นกลับให้ความรู้สึกที่แตกต่าง

            ลั่วจื่อหานมองมือของเธอที่วางไว้ด้วยกัน เปลวไฟในดวงตาลุกขึ้นทันใด เขากระแอม “พวกเราไปอาบน้ำกันก่อนเถอะ”

            “หา อ่อ ได้ๆๆ” อี้เป่ยซีออกไปจากรถอย่างรวดเร็ว รีบเปิดประตู ลั่วจื่อก็เดินตามเธอเข้าไปด้วย ทั้งสองคนไปเตรียมตัวกันคนละห้อง

            น้ำเย็นในฤดูร้อนก็มีผลในตัวเองเช่นกัน ผ่านไปเนิ่นนาน ลั่วจื่อหานจึงเดินออกมาจากห้องอาบน้ำ มีความเหนื่อยล้าเล็กน้อย เปิดประตูเดินเข้าห้องของอี้เป่ยซีโดยไม่รู้ตัว หยิบกล่องเสื้อผ้าใบเล็กออกมา จู่ๆ ลั่วจื่อหานก็เกลียดจิตใต้สำนึกของตัวเองมาก เพิ่งจะหันหลังกลับมาก็เห็นอี้เป่ยซีในผ้าขนหนู

            ผมที่ดำสนิทปล่อยอยู่ข้างแก้มทั้งสองข้าง ยิ่งทำให้ผิวขาวเด่นชัดมากขึ้น ใบหน้าเนื่องจากเพิ่งอาบน้ำเสร็จจึงเป็นสีชมพูระเรื่อ เหมือนผลลูกพีชที่มีน้ำค้างเกาะ ไหล่เปลือยเปล่าเผยอยู่ในอากาศ กระดูกไหปลาร้าที่สวยงามนั้นยังปรากฏอยู่ในสายตาอย่างโจ่งแจ้ง ดูเหมือนว่ายังมีน้ำจำนวนหนึ่งหยดไหลลงสู่ผิวที่บอบบาง ไหลผ่านร่างกายทุกส่วนของเธอ

            พอเห็นลั่วจื่อหานอี้เป่ยซีก็ประหลาดใจเล็กน้อย ทันใดนั้นก็นึกถึงฉากในรถเมื่อครู่อีกครั้ง รู้สึกว่าใบหน้าร้อนผ่าว แสร้งทำเป็นไม่ได้มองเขา “คือว่า ฉัน”

            เธอยังลังเลอยู่ว่าจะพูดอะไร แต่ลั่วจื่นหานกลับออกไปทันที อี้เป่ยซีมองประตูที่ปิดลงด้วยความแปลกใจ จากนั้นก็ถอนหายใจโล่งอก เห็นเสื้อผ้าบนเตียงที่ตัวเองวางกระจัดกระจาย เหมือนว่าหน้าจะร้อนขึ้นมาอีกครั้ง

            ลั่วจื่อหาน นาย นายมันขี้โกง อี้เป่ยซีแอบด่าในใจ ถอนหายใจและเริ่มแต่งตัว ลั่วจื่อหานมองดูเลือดบนนิ้ว ในรอยยิ้มเจือปนความเหนื่อยหน่าย เป่ยซี เมื่อไรเธอถึงจะเข้าใจ

            อี้เป่ยซียืดยาดในห้องตัวเองนานมากกว่าจะเปิดประตูห้องนอน ได้ยินเสียงทำกับข้าวดังมาจากห้องครัวด้านล่าง ทันใดนั้นก็รู้สึกอบอุ่นในใจ เธอเดินลงไป เดิมทีอยากจะช่วย หลังจากเห็นลั่วจื่อหานแล้วก็ค่อยๆ ถอยกลับไป

            อย่ามัวแต่หน้าแดงเวลาเจอเขาได้ไหมนะ ไม่ใช่ว่า…เธอไม่ได้โดนมันไม่ใช่เหรอ

            “ลั่วจื่อหาน นายมันขี้โกง” เธอด่าเสียงต่ำ สังเกตการเคลื่อนไหวของเขาด้วยความระมัดระวังมาก จนกระทั่งไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองแล้ว จึงนั่งลงอย่างสบายใจ คว้าน้ำบนโต๊ะขึ้นมาจิบ

            “แค่กๆๆ…” ได้ยินเสียงไอของอี้เป่ยซี ลั่วจื่อหานรีบออกมา

            “เป็นอะไรไป?” ยื่นมือออกมาเช็ดหยดน้ำที่มุมปากอี้เป่ยซี การสัมผัสทำให้ทั้งสองคนตัวแข็งทื่อ ทั้งสองคนต่างรู้สึกได้ถึงความอ่อนไหวของอีกฝ่าย

            ลั่วจื่อหานยังคงตอบสนองเร็วที่สุด เขาเดินเจ้าห้องครัวไปโดยไม่ได้พูดอะไร ยกกับข้าวที่ทำเสร็จแล้วออกมา อี้เป่ยซีได้กลิ่นหอม ดึงสติกลับมา สบสายตากับคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าอีกแล้ว

            พระเจ้า ช่วงนี้เป็นอะไรไป ทำไมเรื่องที่เกิดขึ้นถึงได้แปลกประหลาดอย่างนี้

            อี้เป่ยซีรีบก้มหน้า กินข้าวอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่ในหัวกลับคิดโน่นคิดนี่ไม่หยุด แม้จะไม่มีใครบอกเธอว่านี่มันคืออะไร แต่ว่าการท่องโลกอินเทอร์เน็ตนานขนาดนั้น สิ่งที่ควรรู้ก็รู้แล้ว เธอกัดตะเกียบ ในใจสับสนเล็กน้อย

            “กำลังคิดอะไรอยู่?”

            ราวกับว่าถูกมองทะลุในใจ อี้เป่ยซีเงยหน้าขึ้นทันที สบสายตาที่ยิ้มหยอกคู่นั้น เบ้ปาก “กำลังคิดเรื่องที่ตัวเองทำกับข้าว”

            “โกหก ทำไมฉันรู้สึกว่าเธอกำลังคิดถึงฉัน”

            เรื่องนี้นายก็รู้สึกได้ด้วยเหรอ อี้เป่ยซีคีบผักเพิ่มลงไปในถ้วยของเขา “กินเถอะ กินเถอะ”

            ลั่วจื่อหานขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ยังคีบผักเข้าปาก คนตรงข้ามจึงโล่งอก กินข้าวด้วยอารมณ์เลื่อนลอยต่อไป

            อี้เป่ยซีวางตะเกียบลงแล้ววิ่งพรวดออกมาสถานที่อันตรายแห่งนี้ หนีกลับไปยังห้องนอนของตัวเอง หัวใจที่เต้นอย่างบ้าคลั่งค่อยๆ สงบลง หลังจากเมื่อคืน การปฏิสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็แปลกประหลาดมาก รู้สึกว่าเมื่ออยู่ข้างๆ เขา อากาศก็เบาบางลงไปมาก มันเต็มไปด้วยกลิ่นไอของเขา เพียงแค่ประโยคเดียวก็ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น

            เธอกุมหน้าอก รู้สึกได้ถึงแรงเต้นของหัวใจ ราวกับกำลังจะหลุดออกมาข้างนอก

        เธอเป็นอะไรไป?

————

บทที่ 94
โดย 

บทที่ 94 ความลำบากใจ (1)

             อี้เป่ยซีพยักหน้า ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไรอีก ไม่ช้ารถก็มาถึงหน้ามหาวิทยาลัย เธอกล่าวขอบคุณแล้ววิ่งกลับไปยังหอพัก ประตูหอพักล็อคอยู่ ไม่มีใครอยู่เลย

            ทำไมมักรู้สึกว่าขาดอะไรไปบางอย่าง?

            เธอเปิดประตู ดึงเปิดผ้าม่านออก แสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาในห้องนั้นอบอุ่น ยังมีเสียงร้องของนกและแมลงตามแสงอาทิตย์เข้ามาในห้อง ทุกอย่างเงียบสงัดอย่างเห็นได้ชัด

            ผ่านไปสองสัปดาห์ อี้เป่ยซีไม่ได้โทรศัพท์หาใคร ไม่ได้กลับบ้านและไม่อยากกลับที่อะพาร์ตเมนต์ของตัวเอง ราวกับว่าพวกเขาก็คิดไว้เรียบร้อยแล้วว่าจะไม่ติดต่อเธอ สิบสามวัน อี้เป่ยซีใช้ชีวิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่สุดแสนจะธรรมดา เข้าเรียนกินข้าวแล้วกลับหอ เรียบง่ายเหมือนสายน้ำ นอกจาก…

            นอกจากว่าในหอพักของตัวเองมีเพียงเธอเท่านั้น เธอพลิกตัวอยู่บนเตียง แขนห้อยอยู่ตลอดเวลาขณะอ่านหนังสือ มือข้างหนึ่งไม่ได้จับหนังสือไว้มันจึงปิดเข้าด้วยกันแล้ว ในใจรู้สึกตลกเล็กน้อย ลุกขึ้นลงจากเตียงเอาหนังสือไปเก็บไว้ที่ชั้นวาง

            คว้ารองเท้าคู่หนึ่งมาใส่ อี้เป่ยซีคิดจะไปเดินเล่นในมหาวิทยาลัย ราวกับว่าเมื่ออารมณ์ไม่เหมือนเดิมแล้ว ทิวทัศน์ที่อยู่ตรงหน้าก็เปลี่ยนไปมากเช่นกัน ความน่ารักที่ไม่เคยสังเกตก่อนหน้านี้ก็ต่างปรากฏให้เห็น คลื่นสีฟ้าในทะเลสาบเทียม ต้นหลิวที่พริ้วไหวอยู่ข้างๆ เสียงของหมากรุกที่กระทบบนกระดานชนวน…

            อี้เป่ยซีนั่งลงข้างรูปปั้น เลียนแบบเขา นั่วไขว่ห้างชมท้องฟ้า ไม่มีร่องรอยของพระอาทิตย์ตกดิน สว่างสดใสยิ่งกว่าช่วงเวลาใดๆ เธอนึกถึงเวลาที่ลั่วจื่อหานพาเธอชมพระอาทิตย์ตกดินที่งดงาม นึกถึงตอนที่ลั่วจื่อหานพาเธอชมแสงแรกของวัน เงียบสงบและเปี่ยมด้วยความหวัง

            ตอนกลางคืนผ่านไปแล้ว

            “พระอาทิตย์ขึ้นแล้วใช่หรือเปล่า?” เธอหันมองรูปปั้นที่อยู่ข้างๆ ราวกับว่ามองเห็นประกายส่วนลึกในดวงตาของรูปปั้น อี้เป่ยซีลุกขึ้น เตรียมเก็บของกลับบ้าน

            ไม่ได้กินอาหารฝีมือพี่เป่ยเฉินนานแล้ว โทรไปก่อนดีหรือเปล่า? อี้เป่ยซีเดินไปได้ครึ่งทางก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ครุ่นคิด แล้วก็เก็บมันกลับไป

            เตรียมตัวกลับไปทำให้เขาประหลาดใจดีกว่า

            อี้เป่ยซีสะพายเป้ที่เต็มไปด้วยสิ่งของอย่างมีความสุข เรียกรถแท็กซี่ มันเป็นช่วงเวลาเร่งด่วนพอดี รถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าช้าๆ เหมือนหอยทาก อี้เป่ยซีมองไปนอกหน้าต่าง เสียงแตรรถดังสนั่น เสียงแออัดจอแจ จิตใจที่แจ่มใสหม่นหมองลงมาเล็กน้อย

            ไม่ต้อนรับฉันกลับไปหรือไง รถถึงได้ติดขนาดนี้ เธอพิงอยู่ที่เก้าอี้ ถอนหายใจ จนกระทั่งฟ้ามืดลงเล็กน้อย อี้เป่ยซีจึงถึงบ้านตัวเอง ประตูไม่ได้ล็อคไว้ราวกับกำลังรอให้ใครบางคนมา

            เธอครุ่นคิด มุมปากยกยิ้ม คนในมหาวิทยาลัยพวกนั้นคงจะบอกพี่เป่ยเฉินว่าตัวเองจะกลับมาล่ะมั้ง รู้งี้ก็บอกเขาด้วยตัวเองไปแล้ว

            ผลักประตูออกแผ่วเบา ฉากกลับไม่เหมือนที่ตัวเองคิดไว้ บนโต๊ะมีถ้วยกับตะเกียบสามชุด เห็นแล้วเหมือนกับกินเสร็จแล้วแต่ยังไม่ทันได้เก็บ เธอสงสัยเล็กน้อย

            ปกติแล้วจะไม่มีคนมาบ้านของเธอ นอกจาก…น่าจะเป็นพี่เจี้ยกับหลานฉือเซวียนล่ะมั้ง พวกเขาอยู่กันครบเหรอ? คุยธุระกันในบ้านหรือไง?

            อี้เป่ยซีตัดสินใจเอาของเก็บในห้องของตัวเองก่อนแล้วค่อยว่ากัน เดินถึงชั้นบนก็ได้กลิ่นน้ำหอมที่เธอไม่คุ้นเคยตลบอบอวล เป็นกลิ่นน้ำหอมที่แสบจมูกมาก

            กวาดตามองซ้ายขวา เอ๊ะ พบว่ามีบางอย่างแปลกไป เธอส่ายหัว ปลอบใจตัวเองว่าน่าจะเกิดภาพหลอน เดินขึ้นชั้นบนอย่างอย่างระมัดระวัง เสียงที่ได้ยินเลือนลางอยู่ข้างหูยิ่งชัดเจนมากขึ้น

            เพิ่งเดินถึงหัวบันได ก็เห็นเสื้อผ้าร่วงกระจัดกระจายอยู่หน้าประตูห้อง มันคือหน้าประตูห้องของเธอ

            เสียงคำรามของผู้ชายและเสียงครางขอความเมตตาของผู้หญิงแจ่มชัดยิ่งขึ้น และยังได้ยินเสียงการปะทะกันของร่างกายเป็นครั้งคราว อี้เป่ยซียืนอึ้งอยู่ตรงนั้น พลังงานในร่างกายราวกับว่าถูกสูบออกไปจนหมด เธอก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย ประตูของห้องตัวเองกลับเปิดออกโดยไม่มีสัญญาณเตือน ร่างเปลือยเปล่านัวเนียกันอยู่บนเตียง เสียงแห่งความรื่นรมย์ยิ่งมีเสน่ห์มากขึ้นตามเรี่ยวแรงของฝ่ายชาย เสียงกรีดร้องดังเป็นระยะๆ

            เธอหยุดอยู่ตรงนั้นทำอะไรไม่ถูก เสียงของชายหญิงยังคงดังอยู่ในหู ราวกับว่ามีบรรยากาศที่ชวนให้หน้าแดงอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ จู่ๆ ก็มีมือหนึ่งโผล่มาแล้วลากเธอไปด้านข้างทันที ลากมาถึงห้องรับแขกชั้นล่าง อี้เป่ยซีจึงตื่นจากภวังค์ รู้สึกอะอิดสะเอียน เธอประคองโซฟาทรุดตัวลงนั่ง

            “อี้เป่ยซี ฉันเตือนเธอตั้งนานแล้ว” ฉินเยวี่ยเข่อกอดอก พูดจาหยิ่งยโส “ตอนนี้ก็เห็นแล้ว ตัดใจซะเถอะ”

            พี่เป่ยเฉิน…ทำไมถึง…ทำไมถึงยังจะ…เธอรู้สึกในสมองสับสน สับสนมากๆ เหมือนกับคุณนึกว่าในที่สุดแล้วพระอาทิตย์จะขึ้น แต่ทันใดนั้นมีคนมาบอกคุณว่า ราตรีจะยาวนานกว่าเดิม ไม่มีที่สิ้นสุด คุณไม่มีวันเดินออกไปได้ตลอดกาล และอย่าพยายามที่จะขัดขืน

            “นี่เป็นความตั้งใจของพี่เขย เธออย่าไปรบกวนพวกเขาจะดีกว่า อ้อ จริงสิ” ฉินเยวี่ยเข่อทำเป็นไม่ตั้งใจเตะๆ ขาของอี้เป่ยซี “ฉันนอนห้องรับแขก ห้องของพี่เขยปกติแล้วไม่ให้ใครเข้า เธอก็น่าจะรู้นะ ฉะนั้น วันนี้รบกวนเธอไปค้างที่อื่นสักคืนเถอะ”

            อี้เป่ยซีประคองตัวลุกขึ้นมาจากพื้น ใบหน้าซีดขาว แต่รอยยิ้มกลับคมกริบจนทำให้ไม่กล้ามองตรงๆ “ฉินเยวี่ยเข่อ พี่เป่ยเฉินทนทรายในตาไม่ได้หรอก เธอทำเรื่องเลวอะไรอย่าทิ้งร่องรอยไว้แล้วกัน ไม่อย่างั้นศพจะไม่สวย”

            “แก…” ฉินเยว่เข่อจ้องเธอเขม็ง จากนั้นก็ยิ้มผ่อนคลาย “เธอคิดว่า พี่เขยจะฟังคำของน้องสาวที่กำลังจะจากไปเร็วๆ นี้ หรือว่าจะฟังคำของพี่สาวของฉันคนนั้นที่เขาปลีกตัวออกมาไม่ได้ล่ะ? ประเด็นไม่ใช่ความจริง ไม่ใช่ว่าฉันทำอะไร แต่พี่เขยคิดจะทำยังไงต่างหาก เธอมองไม่ออกเหรอ?”

            “งั้นก็อวยพรให้เธอโชคดี” พูดจบก็หันหลัง ต้องการจะออกไปจากบ้านหลังนี้

        “ฉันจะอยู่ที่นี่ตลอดไป ต่อไปเธอก็อย่าคิดที่จะกลับมาอีก”

        อี้เป่ยซีหัวเราะเยือกเย็น น้ำเสียงนั้นทำให้ฉินเยวี่ยเข่ออดไม่ได้ที่จะตัวสั่น “งั้นต้องดูว่าเธอมีความสามารถอะไร” พูดคำนี้จบก็ปิดประตูอย่างแรง

            ฟ้ามืดแล้ว ยังมีคนบางส่วนเดินเล่นบนถนน ในตอนนั้นเองอี้เป่ยซีไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน   อี้เป่ยซี เหมือนกับว่าเธอไม่มีบ้านแล้ว เธอยิ้มขมขื่น ทำไมทุกครั้งเวลาที่คิดว่าตัวเองหนีออกมาได้แล้ว ก็จะถูกติดอยู่ในร่างแหที่ใหญ่กว่าเดิมจนถอนตัวไม่ได้แบบนี้…

            หนีออกไปไม่ได้ งั้นก็ช่างมันเถอะ ถึงอย่างไรก็เป็นสิ่งที่ตัวเองสมควรได้รับ จะพูดอะไรได้ล่ะ แล้วจะโทษใครได้ล่ะ?

            เธอเดินอยู่บนถนน คิดว่าถ้าตอนนั้นฝนตกก็จะเหมาะสมที่สุด แต่ว่าสภาพแวดล้อมเงียบสงบ ยังมีเสียงพูดคุยและหัวเราะอย่างผ่อนคลายของผู้คนบนถนน มีเพียงเธอคนเดียวที่เศร้าโศก ไม่มีใครอยู่กับเธอ ไม่มีแม้ทัศนียภาพที่สวยงาม

            เธอมักจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลกแยก เป็นเช่นนี้มาตลอด

            “อุ๊ย น้องสาวเป็นอะไรไป? อกหักเหรอ?” เสียงหัวเราะของคนเร่ร่อนดังมาจากข้างหลัง น่าจะมีสามถึงห้าคน หลังจากได้ยินประโยคนี้แล้วก็หัวเราะอย่างหยาบคาย อี้เป่ยซีเดินเร็วขึ้น

            “เอ๋ น้องสาวเดินเร็วแบบนี้ทำไม เดี๋ยวล้มเจ็บจะทำยังไง มา ให้พี่ชายดูหน่อย”

            อี้เป่ยซีกำสองมือแน่นออกวิ่งทันที หลายคนด้านหลังจึงไล่ตามมาอย่างไม่ลดละ ผิวปากอย่างไม่สบอารมณ์ ราวกับว่ากำลังเล่นเกมส์แมวจับหนู ไม่ช้าก็จะกลายเป็นอาหารในจาน

            ไม่ได้ วิ่งไปที่ถนนใหญ่ วิ่งไปที่ถนนใหญ่ เธอเพิ่งก้าวออกไปก้าวแรก ก็ถูกจับไว้ทันทีสองมือถูกมัดเอาไว้

            “วอร์มร่างกายเสร็จแล้ว พวกเราควรจะออกกำลังกายจริงๆ ได้แล้วยัง?”

            “พวกแกปล่อยฉัน ปล่อยฉัน” อี้เป่ยซีดิ้นรน ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของผู้ชายสี่คนโดยธรรมชาติ ผู้ชายตรงหน้าค่อยๆ ยื่นมืออกมา ปลายนิ้ววาดอยู่บนใบหน้าของเธอ

            “เด็กดี เดี๋ยวพี่ชายจะทำกับเธออย่างดี พวกนายสองคน หืม” สองขาของอี้เป่ยซีถูกมัดแน่น ในขณะที่ชายคนนั้นกำลังจะก้าวเข้ามาใกล้ จู่ๆ เสียงปืนก็ดังขึ้น ทุกคนทิ้งเธอรีบหนีเตลิดเปิดเปิง

            เธอล้มลงบนพื้น กอดตัวเองสะอื้น

            “คุณหนูวางใจเถอะ พวกเราจะไม่ปล่อยให้คนที่ทำร้ายคุณหนูจบสวยแน่” เขามองไปยังทิศทางที่คนพวกนั้นหนีไป ดวงตาหรี่ลง ก้มหน้ายืนอยู่ข้างอี้เป่ยซี

            “เป่ยซี” ลั่วจื่อหานกอดอี้เป่ยซีด้วยความตื่นตระหนก สั่นเทาเล็กน้อย “เป่ยซีไม่เป็นแล้ว ไม่เป็นไรแล้ว”

        “ลั่วจื่อหาน ฉันไม่มีบ้านแล้ว ลั่วจื่อหาน ฉัน ฉันไม่มีบ้านแล้ว”

————

บทที่ 93
โดย 

บทที่ 93 สุขสันต์วันเกิด (3)

             นั่งอยู่บนพื้นครู่หนึ่ง อี้เป่ยซีขยี้ตา เดินลากเท้าไปที่เตียง ล้มตัวลงบนเตียงทันที ห้องยังคงเป็นเหมือนตอนที่เธอเพิ่งกลับประเทศ แต่ไม่รู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติและอบอุ่นแบบนั้นอีกแล้ว เธอดึงผ้าห่มขึ้นแล้วพลิกตัว

            หลับตาลง ร่างกายราวกับว่ากำลังหลับใหล แต่สมองกลับตื่นตัวเป็นอย่างมาก ตื่นตัวจนไม่สามารถหลับลงได้

            ระหว่างที่กำลังสลึมสะลือนั้นเหมือนกับว่าชนอะไรบางอย่างเข้า ร่างกายของอี้เป่ยซีสั่น ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า เสียงโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะที่กำลังสั่นได้ยินชัดเจนเป็นพิเศษ

            “ฮัลโหล”

        “ยังไม่นอนเหรอ”

            “นายทายถูกอยู่แล้วว่าป่านนี้ฉันยังไม่นอนสินะ” อี้เป่ยซีขยับตัวหาตำแหน่งสบายๆ ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมโปง “นายเป็นอะไรไป? นอนไม่หลับ?”

            “ฝันเห็นเด็กคนนึงกำลังผลักก้อนหิน ทั้งๆ ที่ผลักไม่ได้ก็ยังอวดเก่งยืนอยู่หน้าก้อนหิน ไม่รู้จักหาคนช่วย ก็เลยอยากดูสักหน่อยว่าเด็กน้อยคนนี้กำลังทำอะไรดึกๆ ดื่นๆ”

            “จะทำอะไรได้ล่ะ กำลังคิดว่าจะผลักก้อนหินยังไง” น้ำเสียงที่อ่อนนุ่มของอี้เป่ยซีเจือปนด้วยความเกียจคร้าน ในกลางดึก แม้มันจะผ่านการตัดแต่งด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าก็ยังน่าฟังเป็นพิเศษ

            เหมือนระลอกคลื่นเล็กๆ ในทะเลสาบสีฟ้าคราม เหมือนน้ำค้างบนกลีบดอกไม้ที่ละเอียดอ่อน

            “ลั่วจื่อหาน ขอบคุณที่นายเป็นห่วงฉันอยู่เสมอ” ไม่เกี่ยวกับเป่ยซี ไม่เกี่ยวกับฉู่เซี่ย เธอยื่นมือถือออกไปไกลแล้วถอนหายใจลึก

            “เป่ยซี ฉันอยู่ที่นี่เสมอ มีอะไรไม่สบายใจ เป็นทุกข์อะไรก็พูดกับฉันได้”

            อี้เป่ยซีกำโทรศัพท์มือถือแน่น “ไม่ว่าฉันพูดอะไร นายก็ดูออกไม่ใช่เหรอ”

            “มันไม่เหมือนกันเป่ยซี มันไม่เหมือนกัน สำหรับเธอแล้วมันไม่เหมือนกัน”

            เธอเงียบไปพักใหญ่ “เฮ้อ พวกเราอย่าพูดเรื่องนี้เลย” อี้เป่ยซีไม่รู้ว่าอยากจะพูดอะไรกับเขา แต่ก็ไม่อยากวางสาย ยังอยากจะจะหาหัวข้อเพื่อคุยต่อไป

            “ลั่วจื่อหานนายวาดรูปเป็นไหม?”

            “ทำไมถึงถามแบบนี้?”

        “อ่อ งั้นฉันไม่ถามแล้ว งั้นนายร้องเพลงเป็นไหม?”

            “ไม่เป็น”

            “งั้นนายร้องเพลงให้ฉันฟังได้หรือเปล่า?”

            ลั่วจื่อหานวางแก้วเหล้าในมือลง รู้สึกขำโดยไม่มีเหตุผล “ก็บอกแล้วว่าไม่เป็นยังจะให้ร้องอีก”

            “ก็เพราะว่าไม่เป็นน่ะสิถึงจะหาความน่าสนใจจากเสียงเพลงของนายได้ ร้องเถอะ ร้องเถอะ”

             “……”

            “เฮ้อ ฉันไม่มีความสุขเลย ลั่วจื่อหาน มีคนไม่ยอมร้องเพลงให้ฉันฟัง เศร้าจริงๆ เลย เศร้าจนอยากจะร้องไห้”

             “……”

        “นายไม่ร้อง…ฉันจะ…”

            “หืม?”

            อี้เป่ยซีเบะปากร้องไห้ “นายจะร้องไหม ร้องไหม ไม่แน่ว่าร้องไปร้องมาฉันก็หลับไปแล้วถูกไหม นายก็ไม่ต้องถูกฉันดึงสายให้ยาวแล้ว”

            “ก็ได้”

            เสียงที่ทุ้มต่ำเหมือนไวน์ที่ถูกบ่มอยู่ในห้องใต้ดินเป็นเวลาหลายปี มนตร์สะกดผู้คนและความรู้สึกห่างไกลล่องลอยอยู่ในบรรยากาศ เสียงเพลงที่เบาสบายค่อยๆ ทะลวงอะไรบางอย่างราวกับหยดน้ำที่กัดเซาะก้อนหิน อี้เป่ยซีประหลาดใจเล็กน้อย

            เสแสร้งอะไรกัน นี่หรือที่เรียกว่าร้องเพลงไม่เป็น?

            ถ้านี่คือร้องเพลงไม่เป็น งั้นคนที่ร้องเป็นก็มีไม่กี่คนแล้ว

            ฟังแล้วรู้สึกสบายมาก ราวกับว่ามันกำลังเยียวยาอะไรบางอย่างอยู่จริงๆ

            ฉันแค่อยากบอกเธอคนเดียว

            อี้เป่ยซีนึกถึงคำพูดของลั่วจื่อหานก่อนหน้านี้ ในเวลานี้เสียงและบทเพลงนี้ราวกับว่าเป็นของเธอคนเดียว หัวใจสั่นเล็กน้อยอย่างมีความสุข

            “เป่ยซี อี้เป่ยซีก็ดี ฉู่เซี่ยก็ดี…”

            “ฉันน่ารักที่สุดใช่หรือเปล่า ใช่หรือเปล่า ใช่หรือเปล่า”

            ลั่วจื่อหานถอนหายใจ “ใช่ เธอน่ารักที่สุด”

            “งั้นนายชอบฉันหรือเปล่า” พอพูดจบทั้งสองคนก็เงียบ

            อี้เป่ยซีเธอนี่ปากไวจริงๆ ปากมากที่สุด ความสัมพันธ์ที่คลุมเครือระหว่างคนสองคนนั้นดูเหมือนจะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเนื่องจากประโยคนี้

            พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว หมอกก็ค่อยๆ จางหายไป

            “แค่ก เปล่านะ ฉันหมายความว่า…คือว่า…”

            “เป่ยซี ฟ้าสว่างแล้ว”

            “อ๊ะ” อี้เป่ยซีรีบออกมาจากผ้าห่ม แสงแรกของวันสาดส่องอยู่บนตัวเธอพอดี เธอลุกขึ้นเท้าเปล่า เท้าเพิ่งจะแตะพื้น เสียงจากปลายสายก็ดังขึ้น

            “ใส่รองเท้าไปดูสิ”

            “ทำไมนายรู้ทุกอย่างเลย พูดมา ติดกล้องอะไรไว้ในบ้านของฉันใช่หรือเปล่า? สารภาพมาซะดีๆ” แม้จะพูดแบบนี้ เธอก็ยังเอาเท้าเกี่ยวใส่รองเท้าแตะของตัวเอง เดินไปที่หน้าต่าง ดึงเปิดผ้าม่านออก

            “ว้าว สวยจังเลย พระเจ้า”

            “อืม แสงอาทิตย์แรกของเธอ”

            อี้เป่ยซียิ้ม “นายรอแป๊บนะ เหมือนจะมีข้อความเข้า ฉันขอดูหน่อย”

            เปิดออกมาจึงพบว่าเป็นข้อความของลั่วจื่อหาน เลิกคิ้วเล็กน้อย เปิดออกดู มันคือภาพน้ำมันของแสงอาทิตย์แรกของวัน เหมือนกับทิวทัศน์ที่สวยงามตรงหน้าเธอไม่มีผิดเพี้ยน

            “ลั่ว ลั่วจื่อหาน นาย นายทำให้ฉันประหลาดใจจริงๆ หา นายเก่งจังเลย”

            “ให้เธอ แสงอาทิตย์แรกของเธอ” ลั่วจื่อหานวางพู่กันไว้ข้างๆ มองพระอาทิตย์ที่อยู่นอกหน้าต่าง เขารู้ดีว่าเธอก็มองเห็นทิวทัศน์เดียวกัน หรืออาจจะมีอารมณ์เดียวกัน

            “วันใหม่เริ่มต้นขึ้นแล้ว พระอาทิตย์ตัวน้อย”

            “อืมๆ เริ่มแล้ว เดี๋ยวเจอกัน”

            “เดี๋ยวเจอกัน”

            อี้เป่ยซีหันหลังเข้าห้องน้ำไป เลือกเสื้อผ้าที่มีสีสันสดใสกว่าเดิมอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า สวมรองเท้าส้นเตี้ยที่ระบายอากาศได้แล้วออกจากบ้าน

            บนโต๊ะไม่มีอาหารเช้า และไม่เห็นเงาของอี้เป่ยเฉิน เธอดื่มน้ำไปหนึ่งแก้ว แววตามืดมนเล็กน้อย พี่เป่ยเฉินพูดแบบนั้น เขาเองก็เสียใจมากสินะ

            เธอวางแก้วน้ำลงอย่างแรง ช่วงนี้ อย่าเพิ่งไปรบกวนพี่เป่ยเฉินจะดีกว่า บางทีการที่เธอปรากฏตัวจะยิ่งทำให้เขาอึดอัด ตอนนี้ไปมหาวิทยาลัยแล้วจัดการอาหารเช้าของตัวเองน่าจะสมเหตุสมผลกว่า

            สะพายกระเป๋า เพิ่งเดินออกจากชุมชนก็เห็นรถที่รู้สึกคุ้นเคยคันหนึ่งเลือนลาง จนกระทั่งรถคันนั้นบีบแตรดังปิ๊นๆ เธอจึงนึกออกว่าเป็นใคร วิ่งเยาะเข้าไปหา

            “อรุณสวัสดิ์”

            “อรุณสวัสดิ์”

            “ไม่ทราบว่าพี่ชายสุดหล่อท่านนี้จะแวะส่งฉันที่มหา’ลัยได้หรือเปล่า?”

            “เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ขึ้นมาเถอะ”

            อี้เป่ยซีเปิดประตูรถ หลังจากรัดเข็มขัดนิรภัยให้ตัวเองเรียบร้อยแล้ว ลั่วจื่อหานจึงค่อยๆ ออกรถ ระหว่างนั้นอี้เป่ยซีจ้องมือของเขาตลอดเวลา

            “เป็นอะไรไป?”

            เธอส่ายหัว “ก็แค่รู้สึกประหลาดใจ มือของนายเหมือนกับมีเวทมนตร์เลย วาดรูปก็ได้ ทำกับข้าวก็ได้ ไม่รู้ว่าทำอะไรได้อีก…เอ๊ะ นายเล่นดนตรีอะไรได้ไหม”

            ลั่วจื่อหานยกปากยิ้ม ระคนความหมายลึกซึ้ง “กินข้าวเช้าแล้วยัง?”

            “ยังเลย”

        ลั่วจื่อหานราวกับเป็นนักมายากล หยิบถุงกระดาษออกมาจากข้างตัว “น่าจะยังร้อนอยู่”

            อี้เป่ยซีรับมา เนิ่นนานยังไม่เปิดออก “ลั่วจื่อหาน พวก พวกนาย ไม่จำเป็นต้องดีกับฉันขนาดนี้หรอก”

            “ตอนนี้พวกเราไม่ใช่เพื่อนกันหรือไง? ถ้าหากเธอรู้สึกว่าฉันกดดันอะไรเธอ ก็พูดตรงๆ ได้”

            “เปล่า ฉันก็แค่กลัว”

        “กลัวว่าอดีตจะซ้ำรอยเหรอ? เป่ยซี เรื่องนี้ฉันเป็นคนเลือกเอง สุดท้ายผลจะเป็นยังไงมันก็ไม่เกี่ยวกับเธอ อีกอย่าง เธอจะต้องเชื่อว่าฉันไม่เหมือนลู่เยี่ยหวา เธอก็ไม่เหมือนเธอในอดีตไม่ใช่เหรอ ปิดตายทุกเส้นทาง คิดจะยืนอยู่กับที่คนเดียวไม่ก้าวไปข้างหน้า แบบนั้นต่างหากถึงทำร้ายคนอื่นรวมทั้งตัวเธอเองด้วย”

        “เป่ยซี ถ้าหากไม่เข้าใจ ก็ไม่ต้องไปคิดแล้ว ตั้งใจทำสิ่งที่ควรทำ บางทีต่อไป ข้อสงสัยทุกอย่างอาจจะคลี่คลายก็ได้”

————

บทที่ 92
โดย 

บทที่ 92 สุขสันต์วันเกิด (2)

             “เสร็จแล้วยัง กินข้าวได้แล้ว” ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว ฉู่ซ่งจึงวางอาหารทุกอย่างลงบนโต๊ะกินข้าวด้วยความพิถีพิถันมาก

            อี้เป่ยซีกุมจอยสติ๊กแน่นด้วยดวงตาแดงก่ำ แอบมองลั่วจื่อหานเป็นครั้งคราว กัดริมฝีปากและกดปุ่มดำเนินการอย่างรวดเร็ว สีหน้าของลั่วจื่อหานผ่อนคลาย ตรงกับข้ามกับการต่อสู้ที่ดุเดือนบนหน้าจอ

            “โถ่เว้ย” อี้เป่ยซีโยนจอยสติ๊กไปบนโซฟา “ไม่เล่นแล้วๆ ไม่ชนะนายเลย”

            ฉู่ซ่งเข้ามาแทรกระหว่างสองคน “ไม่เจียมตัว กินข้าวเถอะ”

            “ไม่ได้ รอฉันไปฝึกมาแล้วจะมาสู้กับนายสักร้อยตา ฉันไม่เชื่อหรอกว่าฉันจะไม่ชนะเลยสักครั้ง”

            “โอเค กินข้าวก่อนเถอะ”

            ทันทีที่อี้เป่ยซีนั่งลงที่โต๊ะกินข้าวก็ลืมเรื่องที่ตัวเองแพ้ราบคาบไปแล้ว เธอหยิบตะเกียบขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นและตั้งตารอ “เอ๊ะ นายทำกับข้าวไม่เลวนี่นา”

            “จำเป็นต้องประหลาดใจขนาดนี้ด้วยเหรอ เธอไม่เห็นเหรอว่าฉันเป็นใคร จะแย่ได้ยังไง”

            ลั่วจื่อหานก็พยักหน้าเห็นด้วย “ใช้ได้”

            หลังจากทั้งสามคนกินอย่างอิ่มหนำสำราญแล้ว ฉู่ซ่งง่วนกับบางอย่างใต้โต๊ะสักพัก ไฟในห้องก็ดับลงกะทันหัน แสงเทียนที่สั่นไหวเล็กน้อยค่อยๆ เดินออกมากจากห้องครัว เสียงทุ้มต่ำฮัมเพลงวันเกิดอยู่เนิ่นนาน ในเวลานั้นเองอี้เป่ยซีไม่รู้ว่าต้องพูดอะไร

            เธอเห็นฉู่ซ่งที่ตระเตรียมด้วยความตั้งใจมาก เห็นจินตนาการที่เขามีต่อครอบครัวและมีต่อเธอ

            อี้เป่ยซีพบว่าตัวเองเหมือนจะผิดไปแล้วจริงๆ ไม่มีความรู้สึกอบอุ่น และไม่มีน้ำตาที่เอ่อล้นด้วยความตื้นตัน ความงดงามทั้งหมดกลายเป็นความกดดันทันทีที่ไฟดับลง กดอยู่บนบ่าของเธอ ในคอของเธอ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ต้องปล่อยให้มันติดอยู่ตรงนั้น

            คนหนึ่งคนแบกรับชีวิตของสองคนไม่ไหวหรอก เธอนึกว่าตัวเองจะสามารถควบคุมสมดุลย์ได้ สุดท้ายจึงค้นพบว่าตัวเองห่างไกลจุดนั้นออกไปทุกที

            “ฉู่เซี่ย ขอพรเถอะ”

        “อ่อ” อี้เป่ยซีสองมือประสานกัน เธอไม่รู้ว่าต้องการอะไร หรืออยากขอพรอะไร ความคิดที่สับสนกำลังฉีกทึ้งเธอ ไม่สามารถคิดอะไรได้

            “เอาล่ะ เป่าเทียนเถอะ”

            แสงเทียนเลือนลางถูกเป่าจนดับ เมื่อไฟสว่างขึ้นอีกครั้ง เค้กก็เด่นชัดอยู่ตรงหน้า ตุ๊กตาเด็กสาวถือผลไม้เชื่อมอยู่ในมือยืนอยู่หน้าชิงช้าสวรรค์ยักษ์ ยิ้มอย่างสบายใจ

            อี้เป่ยซีรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าเหมือนกับตัวเองกำลังดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง มีเสียงหัวเราะร่าเริง เสียงเฮฮาและบรรยากาศน่ารื่นรมย์ แต่ว่าตัวเองอยู่อีกฝั่งของหน้าจอแบนราบ เพียงแค่ได้ยินแต่กลับสัมผัสไม่ได้และไม่มีความรู้สึกร่วม ความสวยงามของภาพยนตร์นั้นผู้ชมอย่างเธอเข้าไปไม่ได้ตั้งแต่แรกแล้ว

            เธอคงจะเป็นผู้ชมที่ล้มเหลวมากที่สุดล่ะมั้ง

สังสรรค์กันต่อสักพัก อี้เป่ยซีกอดของขวัญของตัวเองต้องการจะกลับบ้าน เข็มนาฬิกาชี้ไปที่เลขสิบแล้ว ราตรีกำลังก้าวเข้ามา

            “ฉันไปส่งเธอเถอะ” ลั่วจื่อหานลุกขึ้นเสนอตัว อี้เป่ยซีครุ่นคิด พยักหน้า

            “ไม่มีความสุขเหรอ?” บนรถ ลั่วจื่อหานถามคำถามนี้ขึ้นสบายๆ แววตานิ่งเฉย

            เธอพยักหน้าแล้วก็ส่ายหน้า “ฉันโตเป็นผู้ใหญ่จริงๆ แล้วใช่ไหม คิดอยู่เสมอว่าปัญหาก็คงจะต่างจากเมื่อก่อนแล้ว”

            “เป่ยซี พรุ่งนี้กับวันนี้อาจจะไม่ต่างกันเลยก็ได้”

            “นั่นสิ แต่ฉันรู้สึกว่าเส้นทางข้างหน้ามันเปลี่ยนไปมาก พวกมันทั้งตัดกัน เชื่อมเข้าด้วยกัน ฉันหาถนนเส้นเก่าไม่เจอและเดินเข้าสู่ความมืดแล้ว ไม่ใช่แค่นี้ ฉันไม่เชื่อว่าถนนเส้นนี้จะพาฉันไปถึงที่สุดได้ แม้แต่รู้สึกว่าการที่ฉันมาถึงปัจจุบันได้เป็นเพราะทุกๆ ย่างก้าวในอดีตหรือเปล่า”

            “เอาเถอะ ฉันคงแค่รู้สึกว่าวันนี้เป็นวันพิเศษ อยากจะพิสูจน์ตัวเองสักครั้งก็เลยคิดไร้สาระ นายไม่ต้องสนใจฉัน บางทีพรุ่งนี้ฉันก็อาจจะดีขึ้นก็ได้”

            พูดจบก็ฮัมเพลงกับตัวเอง ไม่ปล่อยให้ลั่วจื่อหานมีโอกาสได้พูด มือที่ถือของขวัญออกแรงเล็กน้อย เหงื่อซึมอยู่บนฝ่ามือโดยไม่มีสาเหตุ

            หลังจากรถจอดอี้เป่ยซีก็ลงจากรถอย่างรวดเร็วราวกับต้องการจะหลบหนี ไม่มีแม้แต่คำลา ลั่วจื่อหานมองดูแผ่นหลังที่พุ่งพรวดออกไป “เซี่ยเซี่ย สุขสันต์วันเกิด”

            พอเปิดประตูก็ได้กลิ่นเหล้าจางๆ อาหารยังคงวางอยู่บนโต๊ะ ดูแล้วยังไม่มีใครกิน เธอกัดริมฝีปาก เดินไปข้างหน้า มันเย็นชืดหมดแล้ว หยิบตะเกียบที่อยู่ด้านข้างขึ้นมา คีบขึ้นมาชิ้นหนึ่งกำลังจะเอาเข้าปาก

            “เย็นหมดแล้ว” อี้เป่ยซีขนลุกชัน ยังคงกัดไปคำหนึ่ง วางตะเกียบลงข้างๆ

            “พี่เป่ยเฉิน พี่ยังไม่ได้กินข้าวเหรอ งั้นฉันช่วยพี่อุ่นนะ”

            อี้เป่ยเฉินไม่ได้ตอบเธอ เดินตรงไปด้านหน้าอี้เป่ยซีโดยตรง ริมฝีปากที่โก่งยิ้มอยู่เสมอเม้มกันแน่น “เสี่ยวซี วันนี้เธอไปไหนมา”

            “ฉัน” กรอกตาไปมา ถอนหายใจอย่างยอมรับชะตากรรม “วันนี้ฉันไปกินข้าวที่บ้านฉู่ซ่ง ฉันบอกพี่เป่ยเฉินแล้วว่าจะกลับดึก…ฉัน…อือ ก็ตามนี้แหละ”

            “เสี่ยวซี เรื่องนี้พี่ถอยห่างออกมามากพอแล้ว”

            “ฉันรู้ ขอบคุณพี่เป่ยเฉิน”

            “อี้เป่ยซี หรือว่าเธอยังไม่เข้าใจว่าที่เธอมีความมั่งคั่งมีสถานะและมีความสุขทั้งหมดตอนนี้ก็เป็นเพราะชื่อของอี้เป่ยซี เธอคิดว่าฉู่เซี่ยดีกว่างั้นเหรอ ยากจนและตกต่ำ บางทีสักวันหนึ่งเธออาจจะเป็นเหมือนฉินรั่วเข่อที่พยายามทำทุกวิถีทาง แม้แต่การดูถูกตัวเองก็ไม่รู้สึกอะไร” อี้เป่ยเฉินแทบจะคำรามคำพูดเหล่านี้ออกมา ทันใดนั้นเสียงตบหน้าดังขึ้น ทั้งห้องเงียบลงอย่างประหลาด ดวงตาของอี้เป่ยซีราวกับว่ามีน้ำตาส่องประกาย

            “ฉันไม่เหมือนกับฉินรั่วเข่อ” น้ำตาทำให้สายตาขมุกขมัวทีละน้อย “พี่เป่ยเฉิน ฉันคิดว่าพวกเราต้องสงบสติอารมณ์สักหน่อย”

            “เสี่ยว เสี่ยวซี…” อี้เป่ยเฉินเห็นน้ำตาของเธอ ทันใดนั้นก็หายจากความบ้าคลั่งกลับสู่สภาวะปกติ “พี่ พี่ไม่ได้…”

            “ฉันรู้พี่เป่ยเฉิน พี่พูดถูกเลย ไม่ใช่เพราะว่าฉันคือฉัน แต่เพราะฉันคืออี้เป่ยซี ไม่มีปัญหาอะไรเลย” เธอหยิบของขวัญบนโต๊ะกินข้าว “แต่ว่าเรื่องล่อแหลมทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร”

            ฉันอาจเลือกสิ่งของที่คนอื่นให้ฉันไม่ได้ แต่ว่าฉันสามารถเลือกที่จะรับหรือไม่รับได้ แน่นอนว่าเธอไม่ได้พูดออกมา เพียงแต่รักษาความมั่นคงของฝีเท้าตัวเองขึ้นไปข้างบน

            “พี่เป่ยเฉิน ราตรีสวัสดิ์” พูดจบก็ล็อคประตูจากด้านใน พิงประตูไหลตัวลงสู่พื้น อี้เป่ยซีซุกหัวอยู่บนเข่าของตัวเอง

            มีอะไรน่าเสียใจล่ะ ความจริงก็ควรเป็นแบบนี้ไม่ใช่เหรอ อี้เป่ยซี ทุกอย่างไม่ได้เป็นของเธอ มันเป็นของชื่อนี้ต่างหาก สิ่งที่พวกเขาต้องการก็คือให้เธอแสดงบทบาทนี้ให้ดีเท่านั้น เธอก็น่าจะเข้าใจตั้งแต่แรกแล้ว

            เธอน่าจะเข้าใจว่าตราบใดที่เธอยังอยู่ก็เพียงพอแล้ว ทำไมถึงยังต้องการร้องขออย่างอื่น ความรัก การยอมรับ เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องน่าตลกสำหรับเธอทั้งสิ้น

            อี้เป่ยเฉินคิดว่าเธอคืออี้เป่ยซีผู้เชื่อฟัง งั้นก็เป็นสิ ฉู่ซ่งต้องการเพียงฉู่เซี่ยที่อยู่เป็นเพื่อนเขาเพียงครั้งคราว งั้นก็ทำมันต่อไปสิ ไม่มีใครขอให้เธอทำอะไร เธอก็ไม่ต้องไปคิดสิ

            ไม่ต้องไปคิดว่าตัวเองจะกลายเป็นอะไร ทำตามคำร้องขอให้ดีก็เพียงพอแล้ว

        เธอฝืนยิ้ม ดูแล้ว เธอก็เป็นแค่ตัวประกอบดีๆ นี่เอง

————

บทที่ 91
โดย 

บทที่ 91 สุขสันต์วันเกิด (1)

             สุดท้ายมู่ลี่ไป๋ก็ยังใช้เนื้อเพลงที่อี้เป่ยซีเขียน และยังประกาศว่าจะทำให้เธอประหลาดใจ อี้เป่ยซีกลับไม่มีความรู้สึกตั้งหน้าตั้งตาคอย เธอรู้ดีว่าเธอได้เอ่ยอำลาแล้วและหวังว่าเธอจะสามารถบอกลาได้จริงๆ เนื้อเพลงนี้เป็นการเขียนขึ้นเพื่อตัวเอง เขียนเพื่อตัวเองด้วยความเห็นแก่ตัวมาก

            เวลายังคงไหลผ่านไปเป็นเวลาหลายเดือน ถังเสวี่ยกับฟางหมิ่นลาหยุดกับทางมหาวิทยาลัยเนื่องด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง ฉินเยวี่ยเข่อก็ถูกลงโทษกักบริเวณเนื่องด้วยเรื่องก่อนหน้านี้ ส่วนฉินรั่วเข่อนั้น เพราะไม่มีข้อพิสูจน์ชัดเจนจึงไม่มีใครพูดถึง ชีวิตก็ยังเหมือนกับเมื่อวานที่ผ่านไปอย่างสงบ

            หลังจากฤดูร้อนอันร้อนระอุได้ทรมานทุกคนแล้ว มันก็จากไปโดยยังทิ้งร่องรอยไว้เล็กน้อย ใบไม้ในบริเวณมหาวิทยาลัยค่อยๆ เปลี่ยนสี เหมือนผู้เฒ่าผู้แก่ที่เฝ้าดูทุกอย่างอย่างอ่อนโยน

            อี้เป่ยซีเก็บสมุดวาดภาพของตัวเอง คิดจะจบธุระแล้วกลับบ้าน

            ราวกับว่าหลังจากเมามายครั้งนั้น ก็ชอบการวาดภาพโดยไม่รู้ตัว

            “ฉู่เซี่ย” เสียงดังขึ้นฉับพลัน สมุดวาดภาพในมือของอี้เป่ยซีร่วงลงพื้นเสียงดัง เธอมองค้อนคนที่กำลังเดินมา

            “ทำไมนายถึงโผล่มาปุบปับแบบนี้ ตกใจแทบแย่”

            “โถ่เอ้ย ตอนนี้จะมีอะไรทำให้เธอตกใจได้อีกล่ะ ไปๆๆ ไปที่นึงกับฉันหน่อย”

            อี้เป่ยซีหลบมือของเขา “ไม่ได้ วันนี้ฉันจะกลับบ้าน”

            “เธอจะตามใจฉันสักครั้งไม่ได้หรือไง?”

            “ฉู่ซ่งไม่ดื้อนะ พรุ่งนี้ฉันจะไปเที่ยวกับนาย” เก็บหนังสือวาดภาพใส่กระเป๋าของตัวเอง อี้เป่ยซีกำลังจะเดินไปยังสวนมหาวิทยาลัย

            ฉู่ซ่งหยุดอยู่หน้าม้านั่งเนิ่นนาน วิ่งเหยาะตามมาข้างๆ อี้เป่ยซี “ฉู่เซี่ย เธอรู้ไหมว่าวันนี้เป็นวันอะไร?”

            “วันที่ฉันกลับบ้าน”

            เขาเผยอาการเสียใจเป็นอย่างมาก น้ำเสียงก็เปลี่ยนเป็นมืดมน “วันนี้เป็นวันเกิดของฉู่เซี่ย วันนี้เป็นวันเกิดครบรอบสิบแปดปีของฉู่เซี่ย”

        อี้เป่ยซีหยุดเดิน ไม่รู้ว่าในใจรู้สึกอย่างไร เม้มปากไม่พูดอะไร

            “เมื่อก่อนฉันก็ฉลองวันเกิดด้วยกันกับเขาทุกปี ฉลองกับเขาตอนเด็ก พอโตขึ้นก็ยังฉลองกับเขา ถ้าเธอมีธุระก็ไปเถอะ ไม่เป็นไร ฉันฉลองวันเกิดให้ฉู่เซี่ยคนเดียวจนชินแล้ว”

            “ตอนแรกฉันนึกว่าครบสิบแปดปีก็ควรจะพิเศษสักหน่อย ขอโทษที รบกวนเธอแล้ว”

            “ฉู่ซ่ง นายก็รู้ว่าฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น”

            ฉู่ซ่งปลดมือเธอออก แววตาเมินเฉย “ฉันรู้ว่าเธอหมายความว่าอะไร ป่านนี้แล้ว เธอก็น่าจะลืมไปหมดแล้ว ไม่เป็นไร ฉันไม่โทษเธอ”

            “ฉู่ซ่ง” อี้เป่ยซีมองฉู่ซ่งที่เดินไปยังทิศทางตรงข้ามรู้สึกร้อนรนเล็กน้อย เธอสาวเท้าตามไป “ฉันจะไปกับนาย”

            “ไม่ต้องหรอก เธอกลับบ้านเถอะ ฉันจะกลับบ้านไปฉลองวันเกิดกับฉู่เซี่ย”

            “อัยยา ทำไมนายถึงขี้น้อยใจอยู่เรื่อยเลย ถ้านายให้ฉันไปอีกฉันก็จะไปจริงๆ แล้วนะ”

            ฉู่ซ่งกอดอี้เป่ยซี เสียงจมูกฟึดฟัด “ฉันก็แค่กลัว กลัวว่าเธอจะลืมฉู่เซี่ย ลืมฉู่ซ่ง ฉันกลัวว่าเธอจะลบอดีตทิ้งไป ฉันกลัวมาตลอดเลยเธอรู้ไหมฉู่เซี่ย”

            “ฉันรู้ ฉันรู้ ฉันก็ไม่เป็นไรแล้วไม่ใช่เหรอ ฉันจำได้ว่าตัวเองคือฉู่เซี่ย แล้วก็รู้ว่านายคือฉู่ซ่งนี่นา นายอย่าคิดมากได้หรือเปล่า”

            อี้เป่ยซีตบๆ หลังของเขา “ถ้านายยังร้องไห้อีก เจ้าของวันเกิดก็ไม่ไปแล้วนายจะจัดวันเกิดให้ใครล่ะ”

            “ได้ ฉันจะพาเธอไป” พูดจบก็ดึงมือของอี้เป่ยซีวิ่งไปยังสวนมหาวิทยาลัย ในตอนแรกย่าวก้าวของเธอหนักอึ้งเล็กน้อย ราวกับว่ากำลังยึดติดกับอะไรบางอย่าง จากนั้นก็ค่อยๆ เบาขึ้น ราวกับเด็กซุกซนที่ไล่จับผีเสื้ออยู่ริมแม่น้ำ

            ฉู่ซ่งไม่ได้พาเธอไปที่ภัตตาคารโรงแรมอะไรเทือกนั้น แต่กลับพาเธอไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตอาหารสด เลือกวัตถุดิบทำอาหารด้วยท่าทางจริงจัง

            “ไม่จริงมั้ง นายทำอาหารเป็นเหรอฉู่ซ่ง คิดไม่ถึงจริงๆ”

            “มีเรื่องที่เธอคิดไม่ถึงอีกเยอะ” ฉู่ซ่งวางวัตถุดิบลงในรถเข็น ไปยังเป้าหมายต่อไป อี้เป่ยซีมองสำรวจสภาพแวดล้อมโดยรอบ

            ซูเปอร์มาร์เก็ตอาหารสดมีความเชื่อถือมากกว่าซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป จึงไม่มีสิ่งของไร้คุณภาพโผล่มาให้เห็น เธอพยักหน้า เดินตามฉู่ซ่ง

            สถานที่คือบ้านของฉู่ซ่ง อี้เป่ยซีกำลังเล่มเกมส์อยู่บนหน้าจอโดยไม่สนใจสิ่งใด เสียงที่อยู่ภายนอกถูกสกัดกั้นด้วยหูฟัง

            “ฉู่เซี่ย” ฉู่ซ่งตะโกนเรียกอยู่หลายรอบ เธอจึงถอดหูฟังออก

            “นายเรียกฉัน?”

            “มาช่วยหน่อย”

            อี้เป่ยซีเล่นกับจอยสติ๊ก “ฝันไปเถอะ ฉันเป็นเจ้าของวันเกิด ไม่ต้องทำอะไร นายจัดการเองสิ ฉันเห็นตอนที่ลั่วจื่อหานทำกับข้าวเรื่องมากที่ไหนกัน ส่วนนายน่ะ ฝีมือไม่เท่าไรถนัดแต่เรื่องไร้สาระ”

            “ฉันอยากให้เธอหยุดพักจากเกมส์ที่วุ่นวายต่างหาก”

            “ขอบใจล่ะ ฉันยังอยากจะโฟกัสกับการต่อสู้ของฉัน ลาก่อนนะน้องชาย” พูดจบก็ใส่หูฟังอีกครั้ง ติดพันอยู่กับเรื่องราวของตัวละครที่ต่อสู้กันบนหน้าจอ ส่งเสียงประหลาดใจและเสียงดีใจแห่งชัยชนะออกมาเป็นครั้งคราว

            มีคนแตะไหล่ของเธอเบาๆ

            “อย่ายุ่งน่า ไม่เห็นเหรอว่าฉันจะชนะอยู่แล้ว…บ้าเอ๊ย ทำไมยังมีด่านนี้อีกนะ” อี้เป่ยซีกัดฟันมองดูผลแห่งความพ่ายแพ้ แสงสว่างที่ซ่อนอยู่ในความมืดมิดเบื้องหน้ายังคงรอฉันอยู่นะ เธอถอดหูฟังออก หันหน้ามอง แต่กลับไม่ใช่รอยยิ้มของฉู่ซ่ง เธอลุกพรวดขึ้นมาจากพื้น

            “นายๆๆ นายมาได้ยังไง”

        “เธอประมาทศัตรูเกินไปแล้ว” ลั่วจื่อหานลุกขึ้นเช่นกัน พร้อมประเมิน

            “ประมาทศัตรูอะไร เพราะว่าเขาเจ้าเล่ห์เกินไปต่างหาก นาย มานานแล้วเหรอ?”

            ลั่วจื่อหานวางของลงบนโต๊ะ “เปล่า เพิ่งมา”

            อี้เป่ยซีหันไปมองกล่องของขวัญบนโต๊ะ

            “ฉู่เซี่ย สุขสันต์วันเกิด”

            พอได้ยินคำอวยพร อี้เป่ยซีกลับไม่รู้ว่าต้องตอบว่าอะไร เธอหัวเราะแห้งๆ สองที “ฉลองวันเกิดสองครั้งได้ของขวัญวันเกิดนายสองรอบ ฉันนี่กำไรจริงๆ มันคืออะไรเหรอ”

            “ลองเปิดดูสิ”

            อี้เป่ยซีไม่หาข้ออ้างใดๆ วางจอยสติ๊กไว้อีกทาง แกะของขวัญออกด้วยความจริงจัง ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ในใจรู้สึกตั้งตาคอย

            ภายในกล่องไม้มีม้วนกระดาษม้วนหนึ่ง มือเธอสั่นเทาเล็กน้อย แกะเชือกไหมด้านนอกม้วนกระดาษออก

        มันคือภาพวาดที่ชื่อว่า ‘ติดตาม’ ในนิทรรศการภาพนั้น

            เขาทำได้อย่างไร จื่อจวีหานซื่อไม่แม้แต่จะแสดงมันไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงยอมขายให้เขา

            “นายนาย…ฉัน…” อี้เป่ยซีตื้นตันจนพูดอะไรไม่ออกแล้ว

            “เพลงนั้นเพราะมาก เข้ากับภาพนี้มาก”

            “ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ นี่มันช่าง อา ช่างตื้นตันจังเลย”

            ลั่วจื่อหานมองดูท่าทางของเธอที่แทบจะกอดภาพวาดกระโดดโลดเต้น แววตามีความลึกซึ้งที่ต่างออกไป เพียงแต่ยิ้ม อี้เป่ยซีเก็บของขวัญไว้อย่างระมัดระวังมาก

            “ลั่วจื่อหาน อา ฉันชอบนายมากๆ เลย”

            “อืม ฉันรู้”

            เอ๊ะ อี้เป่ยซีเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเขาจึงรู้ตัวว่าพูดผิดไป แก้มค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ เธอมองไปทางอื่นด้วยความอึดอัด ไอเบาๆ ยกน้ำบนโต๊ะขึ้นมาดื่ม

            “คือว่า งั้นเราสองคนมาเล่นกันสักตาไหม?” อี้เป่ยซีเปลี่ยนหัวข้อ หยิบจอยสติ๊กขึ้นมา ลั่วจื่อหานอมยิ้มพยักหน้า

            พ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า

        “ไม่ได้ๆ อีกตา ฉันไม่เชื่อหรอก” อี้เป่ยซีคว้าจอยสติ๊ก เริ่มเกมส์ต่อสู้อีกครั้ง

————

บทที่ 90
โดย 

บทที่ 90 เมื่อบทเพลงเศร้าบรรเลง (5)

             อุณหภูมิภายในรถสูงขึ้นรุนแรงจนแทบจะทำให้ทั้งสองคนหลอมละลาย หลอมละลายจนกลายเป็นของกันและกัน หลอมละลายจนไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้น หลอมละลายอย่างแนบแน่น หลอมละลายกลายเป็นร่างเดียวกัน เธอมีฉัน ฉันมีเธอ ร่างทั้งสองนั้นแนบชิดผสานเป็นหนึ่งเดียวไร้ช่องว่างใดๆ สวยงามจนทำให้แทบหยุดหายใจและคุ้มคลั่ง

            ลั่วจื่อหานผละออกจากปากของอี้เป่นเฉิน ในดวงตาเต็มไปด้วยความรักลึกซึ้ง มือวาดผ่านแก้มของเธอทีละน้อยๆ เด็กหญิงที่ดวงตาเหม่อลอยส่งเสียงหัวเราะคิกคัก เหมือนแสงอาทิตย์แรกอันอบอุ่นสดใสครั้งเมื่อโลกเพิ่งถูกสร้าง

            เธอยื่นมือออกไปสำรวจ ยังคงหายใจไม่เป็นจังหวะแต่ก็ยังมีความแน่วแน่ที่จะมองหารสหวานที่ได้ลิ้มลองก่อนหน้านี้ ริมฝีปากน้อยๆ ประทับลงบนริมฝีปากบางๆ ยื่นลิ้นออกมาลิ้มรสอย่างละเอียดด้วยความไร้เดียงสา ถูกอะไรบางอย่างนุ่มๆ ห่อพันไว้แผ่วเบา เธอหาที่มาของน้ำผึ้งนั้นเจอแล้ว

            “อือ แข็งจัง” อี้เป่ยซีขยับตัวอย่างอึดอัด ราวกับได้ยินเสียงซี่โครงเมื่อหลายร้อยปีก่อนกลับเข้าที่ ชัดเจนและสมบูรณ์

            “ปังๆๆ…” ผู้ช่วยเคาะกระจกด้านข้างด้วยความตื่นตระหนก เนื่องด้วยฟิล์มป้องกันชั้นพิเศษ เสียงและฉากที่คลุมเครือภายในรถจึงถูกห่อหุ้มอยู่ภายในชั้นสีเทา บุคคลที่สามไม่สามารถสอดรู้สอดเห็นได้

            ในที่สุดเสียงเคาะกระจกก็ทำให้ลั่วจื่อหานกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง เขาลูบหัวของอี้เป่ยซี จัดแจงเสื้อผ้าที่ไม่เรียบร้อยของทั้งสองคนและพาคนที่ยังพูดจาเหลวไหลไปนั่งที่เบาะหลัง ผู้ช่วยนั่งลงที่เบาะคนขับอย่างกระวนกระวายใจ ฉากที่กั้นขึ้นมาทำให้เขารู้สึกวางใจเล็กน้อย

            นั่นคือ…ที่แท้ท่านประธานมีคนที่ชอบอยู่แล้ว ไม่น่าล่ะ

            ราวกับว่าได้สอดรู้สอดเห็นความลับอะไรบางอย่างเข้า เขาจึงระมัดระวังอย่างเห็นได้ชัด แต่ว่าเสียงที่ดังมาจากด้านหลังเป็นครั้งคราว ทำให้ขนชั้นบางๆ ลุกชัน

            “เป่ยซี พอแล้ว” ลั่วจื่อหานล็อคตัวเธอไว้อีกทาง ลมหายใจหนักหน่วงเล็กน้อย

            อี้เป่ยซีเหมือนสัตว์ร้ายตัวเล็กๆ ที่ถูกกักขังมาเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะพูดอะไร จะผิดหรือถูก จะดีหรือเลว ก็ต่างไม่ยอมรับดังเช่นตนคือกบฏ

            “อย่านะ อย่านะ นายเอาลูกอมไปซ่อนไว้ที่ไหน” พูดพลางทั้งสองมือก็ยิ่งควานหาบนตัวของลั่วจื่อหานอย่างไม่เกรงใจ ไม่สนใจสีหน้าของเจ้าตัวเลย เส้นเลือดสีเขียวเส้นตุบอยู่บนหน้าผาก เหงื่อที่ไหลอยู่ข้างๆ ราวกับว่ากำลังแพร่กระจายด้วย ลั่วจื่อหานจับมือของเธอไว้

            “อย่าเสียงดัง ไม่งั้นเธอรับไม่ไหวแน่”

            อาจเป็นเพราะในคำพูดนี้มีพลังการข่มขู่เพียงพอ อี้เป่ยซีจึงพิงอยู่ด้านข้างอย่างไร้ชีวิตชีวา สีหน้าที่ไร้เดียงสาเหมือนเด็กในตอนแรกหายไปแล้ว ถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่าและอ้างว้างที่แม้แต่ลั่วจื่อหานก็ไม่เคยเห็นมาก่อน วินาทีต่อมาก็กลายเป็นความสิ้นหวัง เธอยืนอยู่บนขอบหน้าผา ขุดสุสานของตัวเองทีละน้อยๆ

            “เป่ยซี” เขารู้สึกว่าคนในอ้อมกอดของตัวเองสั่นเทาเล็กน้อย ขดตัวเล็กอยู่ด้วยกัน กระดูกหัวไหล่กระทบอยู่บนหน้าอกของเขา สิ่งที่อยู่ในอกก็เจ็บปวดจางๆ เช่นกัน

            “ฉันอยากร้องเพลง ร้องเพลงร้องเพลง” คนในอ้อมอกเริ่มไม่เชื่อฟังขึ้นมาอีกครั้ง ตะโกนร้องเพลงเสียงดัง แผดเสียงจนสามารถทำลายโครงสร้างที่ราบรื่นของตัวอักษรจีนทุกตัว “นายก็ร้องสิ ร้องเพลงสิร้องสิ ร้องพร้อมกัน”

            ลั่วจื่อหานนิ่งเงียบ ตบเธอเบาๆ ฮัมเพลงพื้นบ้านต่างถิ่นอย่างสงบนิ่ง โน้ตแต่ละตัวไหลเข้าหูอย่างช้าๆ เหมือนไข่มุกที่เคาะอยู่บนเครื่องปั้นลายครามแผ่วเบา จู่ๆ อี้เป่ยซีรู้สึกเงียบสงบมาก เธอซบอยู่บนหน้าอกของเขาราวกับเจอเปลในวัยเด็กที่นอนสบาย มือที่อบอุ่นแกว่งไกวและปลอบประโลมอย่างละมุนละม่อม ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาวสุกใสและเยือกเย็น มุมปากยกยิ้ม ในที่สุดก็หลับตาลง

            เมื่อมาถึงบ้านของลั่วจื่อหาน ผู้ช่วยก็จากไปโดยไม่พูดอะไร ลั่วจื่อหานอุ้มอี้เป่ยซีออกจากรถด้วยความระมัดระวัง วางลงบนเตียงที่อ่อนนุ่มในห้องนอน สองมือน้อยๆ เกาะเสื้อแน่น เขาก็ไม่ต้องการจะแกะมือคู่นั้นเช่นกัน เอนตัวลงข้างกายเธอแล้วกอดเธอเข้าสู่ความฝันด้วยกัน

            อี้เป่ยซีตื่นขึ้นเพราะความเจ็บปวด เธอรู้สึกเหมือนกับว่าหัวของเธอไม่ใช่ของตัวเอง ทั้งปวดและเวียนหัวมาก พอลืมตาขึ้นก็พบว่าตัวเองเป็นเหมือนกับปลาหมึก มือและเท้าวางเต็มพื้นที่ร่างกายของลั่วจื่อหาน เธอตกใจ เก็บมือและเท้าของตัวเองกลับมาเบาๆ

            เสื้อผ้ายังเป็นของเธอ เธอถอนหายใจโล่งออก

            แต่ว่าทำไมถึงมาโผล่ที่บ้านของลั่วจื่อหานได้ล่ะ ก่อนหน้านี้ไม่ได้ร้องเพลงอยู่ที่คาราโอเกะหรอกหรือ จากนั้น จากนั้นเกิดอะไรขึ้น?

            เหมือนกับว่าฝันถึงลูกอมหวานๆ เหมือนกับว่าฝันถึงเสียงธรรมชาติอันเงียบสงบ?

            แล้วมันเกี่ยวอะไรกับลั่วจื่อหาน?

            “ตื่นแล้วเหรอ” ลั่วจื่อหานลุกขึ้นนั่ง อี้เป่ยซีมองเขาด้วยความงุนงงเล็กน้อย มองไปยังริมฝีปากของเขาโดยไม่รู้ตัว แล้วส่ายหัวของตัวเองอย่างแรง

            “ปวดหัวเหรอ?”

        อี้เป่ยซีพยักหน้า

            “ดูซิว่าครั้งหน้าเธอยังจะดื่มเหล้าอีกไหม”

            “ฉัน มาอยู่ที่ได้ได้ยังไง?” อี้เป่ยซีเอ่ยปาก น้ำเสียงแหบแห้ง

            ลั่วจื่อหานหรี่ตา “ฉันพาเธอมา เธอเอะอะโวยวายว่าไม่อยากกลับบ้าน ฉันก็เลยพาเธอมานี่ที่นี่ก่อน”

            “ฉันมีอะพาร์ตเมนต์ของตัวเองไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงพามาที่บ้านนาย”

            “นอนเตียงเธอมันไม่ชิน”

        หน้าของอี้เป่ยซีแดงไปชั่วขณะ “ใคร ใครให้นายมาชินกับเตียงของบ้านฉันล่ะ ฉัน ฉันก็แค่พูด”

            “เอาล่ะ รู้แล้วว่าเธออยากจะพูดอะไร ดื่มน้ำชาหน่อยเถอะ” ลั่วจื่อหานยื่นชาให้อี้เป่ยซี เธอรับมาดื่มอึกๆ จนหมด น้ำชารสหวานขมไหลผ่านลำคอ อ่อนนุ่มกลมกล่อม

            เธอเหลือบมองเวลาบนโต๊ะ ตีหนึ่งครึ่ง

            ดึกป่านนี้แล้วเหรอ? ถ้างั้นให้เขาส่งเธอกลับไปดีกว่า

            “คือว่า…” อี้เป่ยซีรวบรวมความกล้าเอ่ยปาก ประโยคต่อไปของลั่วจื่อหานทำให้เธอพูดไม่ออก

            “ตรงนี้ยังมีเสื้อผ้าให้เธอเปลี่ยน อาบน้ำก่อนแล้วค่อยนอนดีไหม?” รอยยิ้มที่ไร้พิษสง อี้เป่ยซีพยักหน้า เดินเข้าห้องน้ำไปอย่างเชื่อฟัง

            ไหนๆ ก็ไม่ใช่ครั้งแรก อีกอย่างดึกป่านนี้แล้วก็ไม่ควรรบกวนคนอื่นตลอดเวลา เธอยืนครุ่นคิดอยู่หน้ากระจก ถอดเสื้อออกช้าๆ บนตัวยังคงมีกลิ่นเหล้าหึ่ง

            จะดื่มเยอะแบบนี้อีกไม่ได้แล้ว มันแปลกเกินไปแล้ว

            ทั้งๆ ที่รู้สึกว่ามีบางอย่างเกิดขึ้น แต่ว่ากลับนึกไม่ออก ทุกอย่างล้วนเลือนลาง อีกทั้งยังมีสิ่งกีดขวางทางเดินของตัวเอง ไม่อนุญาตให้ก้าวไปข้างหน้า

            แต่ก็เหมือนรู้สึกว่ามีฝนตกพรำในพื้นที่แตกระแหงบางแห่ง แล้วก็รู้สึกเหมือนไม่มี แต่กลิ่นหอมสดชื่นของฝนที่เพิ่งตกใหม่ๆ ลอยอยู่ในอากาศ

            กลิ่นที่จางๆ ที่เงียบสงบนั้นหอมเป็นพิเศษ

            “คืนนี้เธอนอนที่นี่เถอะ พรุ่งนี้เช้าฉันจะส่งเธอกลับมหา’ลัย” เสียงของลั่วจื่อหานดังขึ้นนอกห้องอาบน้ำ

            อี้เป่ยซีตอบว่าอือ ได้ยินเสียงฝีเท้าข้างนอกไกลออกไปเรื่อยๆ

            เธอเอนตัวอยู่บนเตียงตามลำพัง แสงดาวเล็ดลอดเข้ามาทางหน้าต่าง บทเพลงยามราตรีดังขึ้นข้ามผ่านกาลเวลา เธอที่ไร้ซึ่งความง่วงหลับตาลง ลมหายใจแผ่วเบากลายเป็นจังหวะต่อเนื่อง

        ลั่วจื่อหานนั่งอยู่ในห้องหนังสือของตัวเอง มีสมุดภาพวางอยู่ด้านหน้า ใช้ความพยายามทั้งหมดร่างเส้นด้วยดินสอที่ไม่คุ้นเคย ท้องฟ้า ก้อนเมฆ พระอาทิตย์ รวมทั้งเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่กำลังฟังเสียงจากสายน้ำ แต่ละหน้าที่พลิกผ่านมีฉากทิวทัศน์แตกต่างกัน สิ่งที่เหมือนกันคือเด็กผู้หญิงคนนั้นที่กำลังฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ แสงอาทิตย์เลือนลางโผล่ขึ้นมาจากกระดาษวาดภาพ

————

บทที่ 89
โดย 

บทที่ 89 เมื่อบทเพลงเศร้าบรรเลง (4)

             เมื่อหูถูกทรมานนับครั้งไม่ถ้วนและในขณะที่ทิชชูแผ่นหนาก็ไม่สามารถสกั้นกัดการบุกรุกของเสียงอันชั่วร้ายได้แล้วนั้น มู่ลี่ไป๋รู้สึกเสียใจกับหลุมที่ตัวเองขุดเอาไว้

            เพียงแค่ต้องการปลอบโยนเธอและช่วยลั่วจื่อหานเท่านั้น ทำไมตัวเองต้องมารับกรรมอะไรแบบนี้ด้วย เขาเหลือบมองอี้เป่ยซีที่ยังถือไมโครโฟนและร้องเพลงอย่างไม่ลืมหูลืมตา เหมือนกับว่าไม่มีวันรู้สึกเหนื่อย แต่ละบทเพลงใส่อารมณ์ขึ้นเรื่อยๆ

            เสียงของเธอนับว่าคมใส เวลาฟังเธอพูดแล้วรื่นหูมาก แต่ว่าเวลาร้องเพลง เธอที่ไม่มีทักษะใดๆ อาศัยการตะโกนเพียงอย่างเดียว เหมือนกับว่ากำลังระบายออกมา ไม่ได้ร้องอยู่ในคีย์เลย ทั้งตะเบ็งเสียงและเพี้ยนมาก

            แม่สาวน้อยคนนี้ วันนี้นับว่าได้เห็นความร้ายกาจของเธอแล้ว มู่ลี่ไป๋ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ต้องการจะจากไป

        “ห้ามไปนะ” เพราะว่าดื่มไปนิดหน่อย บนใบหน้าของอี้เป่ยซีจึงแดงอย่างผิดธรรมชาติ มองมู่ลี่ไป๋ด้วยความโมโห “ฉันร้องไม่เพราะหรือไง?”

        “เพราะ เพราะ เพราะอยู่แล้ว”

            “งั้นก็นั่งลงฟังดีๆ รอจนฉันร้องเพลงที่เลือกพวกนี้ให้หมดก่อน” อี้เป่ยซีหันหน้ากลับไปที่หน้าจออีกครั้ง ร้องเพลงลั้นๆ ลาๆ ขึ้นมา นี่เป็นครั้งแรกที่มู่ลี่ไป๋รู้สึกถึงรสชาติแห่งการไม่อยากมีชีวิตอยู่จากคนอื่น

            น่าจะคิดได้ว่าเธอจะมาที่นี่ มีอะไรเหนือความคาดหมายกัน

            เขามองดูโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะ ทันใดนั้นก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ค่อยๆ ค่อยๆ ยื่นมือออกไป ในขณะที่ปลายนิ้วกำลังจะสัมผัสกับหน้าจอ อี้เป่ยซีวางเหล้าขวดหนึ่งตรงหน้าเขาอย่างแรง

            “ดื่ม”

            “หรือว่าเธอจะติดเหล้า?” คนที่ส่งเหล้ามาไม่สนใจเขาอีก มือหนึ่งกอดขวดเหล้า อีกมือหนึ่งถือไมโครโฟน นั่งลงบนพื้นโดยไม่สนใจภาพลักษณ์ ร้องเพลงเสียงดังด้วยความหดหู่และความตื่นเต้น

            มู่ลี่ไป๋นวดคลึงขยับตัวเองแรงๆ จากนั้นก็ยิ้มโล่งอก คว้าขวดเหล้าที่อยู่บนโต๊ะแล้วนั่งลงข้างอี้เป่ยซี ทั้งสองคนส่งเสียงโหวกเหวกด้วยกันอยู่อย่างนี้ หัวเราะเยาะการร้องเพลงของอีกฝ่ายอย่างไร้หัวใจ เอาขวดเหล้าชนกันคุยกันอย่างตรงไปตรงมา…

            “มู่ลี่ไป๋ที่แท้นายก็ร้องเพลงได้ห่วยแบบนี้เหมือนกันเหรอ” สองคนที่เมาแอ๋ประคองกันและกัน เดินตุปัดตุเป๋ออกไปจากห้องส่วนตัว อี้เป่ยซีเมาจนพูดจาไม่รู้เรื่อง มู่ลี่ไป๋ฝืนประคองสติ แต่ว่าก็รู้สึกเวียนหัวตาลาย

            “ก็ดีกว่าเธอที่ร้องไม่ได้เรื่องแล้วกัน”

            “เชอะ ฉันร้องเพลงเหมือนเสียงจากธรรมชาติ ตอนนั้นฉันยังอยากเป็นนักร้องอยู่เลย อย่าโกหกหน้าด้านๆ สิ”

            มู่ลี่ไป๋หัวเราะ “งั้นเธอโชคดีที่เจอฉัน ชีวิตเธอจะได้ไม่สูญเปล่า ไม่อย่างนั้น…” จู่ๆ เขาก็หยุดเดิน มีร่างที่งดงามร่างหนึ่งปรากฏตัวท่ามกลางสายตาที่ขมุกขมัว ชุดเดรสสีขาวดุจหิมะ ยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับผู้ชายข้างๆ

        “ไม่อย่างนั้นอะไร นายกำลังมองอะไร?” อี้เป่ยซีมองไปตามสายตาของเขา “นี่ เยี่ยฉิน ฉันอยู่นี่ อยู่นี่น่ะ” เธอวิ่งไปหาเยี่ยฉินด้วยความดีใจ เกือบจะล้มเข้าสู่อ้อมอกของเธอ ยังมีที่เยี่ยฉินตาไวมือไว ยื่นมือประคองเธอไว้แล้ว

            “เป่ยซี เธอมาคนเดียวเหรอ?” เธอมองไปข้างหลัง ตัวแข็งทื่อ สายตาของทั้งสองคนประสานกันกลางอากาศ แววตาดูต่างออกไป

            มู่ลี่ไป๋ละสายตา เดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ดึงอี้เป่ยซีออกมาจากแขนของเธอด้วยความรังเกียจเล็กน้อย “ยัยหนู อย่าไปแตะต้องของสกปรกสิ”

            “คุณนี่ทำไมพูดจา…” ผู้ชายที่อยู่ข้างๆ รีบปกป้องเธอ เธอเพียงแต่ยิ้มน้อยๆ สงวนท่าทีที่ดีเอาไว้

            “ไม่เป็นไร ประธานมู่ก็เมาเหมือนกันเหรอ ต้องการให้ฉันช่วยเรียกคนไหม?”

            “เรื่องของผมคุณไม่ต้องยุ่ง” พูดพลางลากอี้เป่ยซีที่กำลังตื่นเต้นออกไปจากคาราโอเกะ อี้เป่ยซีที่ถูกดึงคอเสื้อเต้นรำอย่างมีความสุข

            “หา นี่คือความรู้สึกของคนเมาเหรอ แปลกจังเลย เหล้าเอ๋ย เหล้าเอ๋ย ฉันจะร้องเพลงให้เธอฟัง…”

            มู่ลี่ไป๋อยากจะขว้างคนนี้ทิ้งไปมาก ปกติแล้วสุขุมเรียบร้อย พอเมาเหล้าก็บ้าคลั่งจนแทบรับมือไม่ไหวจริงๆ เขาหยุดรถคันหนึ่ง ต้องการที่จะยัดเธอเข้าไปข้างใน ตอนนี้หัวของอี้เป่ยซีมุดเข้าไปแล้ว แต่มืออีกข้างถูกคนหนึ่งคว้าไว้ ได้ยินเสียงดังตึ่ง หัวของอี้เป่ยซีกระแทกเข้ากับรถ

            “ฮือๆๆ…เจ็บจังเลย”

            ลั่วจื่อหานกอดเธอไว้ในอ้อมแขนทันที กล่าวปลอบโยน “เรื่องนี้ไว้จะคิดบัญชีกับนายทีหลัง” พูดจบก็พาเด็กสาวจากไปแล้ว มู่ลี่ไป๋มองดูเบื้องหลังของทั้งสองคน รู้สึกได้ถึงความร้อนระอุอยู่ในอากาศ เขาเข้าไปในรถแท็กซี่ บอกที่อยู่บ้านของตัวเองแล้วจากไป

            “โว้ว นายเป็นใครน่ะ?” อี้เป่ยซีถูกวางลงบนเบาะข้างคนขับแผ่วเบา โน้มตัวมองดูผู้ชายที่อยู่ข้างๆ ยื่นมือจิ้มๆ หน้าของเขา แล้วก็ยื่นสองมือนวดคลึงอยู่บนหน้าของลั่วจื่อหาน จากนั้นก็นวดคลึงหน้าของตัวเองด้วยความแปลกใจเล็กน้อย “ทำไมหน้าของฉันถึงได้นุ่มแบบนี้ สนุกจังเลย”

            ลั่วจื่อหานอดไม่ได้หัวเราะออกมา สตาร์ทรถ

            “นายพูดไม่เป็นเหรอ” อี้เป่ยซีขยับตัวเข้าไปด้านข้างลั่วจื่อหาน เงยหน้าจ้องเขา สายตาที่มองตรงมาของเด็กสาว ทำให้เขารู้สึกอึดอัดเล็กน้อย

            “เป่ยซี ฉันขับรถอยู่”

            “หา ขับรถ…หืม อย่าขับรถ ขับรถมันน่ากลัวจะตายไป…เอ๊ะ นายรู้จักชื่อฉันด้วยเหรอ ฉันคือเป่ยซี ฉันชื่ออี้เป่ยซีนะ ฉันชื่ออี้เป่ยซี ลาๆๆ มีความสุขจังเลย”

            “นายชื่ออะไรเหรอ?” อี้เป่ยซีโน้มตัวไปข้างหน้าอีก รู้สึกถึงเข็มขัดนิรภัยที่รัดตัวเองแน่น ใช้มือปลดมันพัลวันแต่ก็ยังปลดออกได้ เธอต้องการจะไปอยู่ด้านหน้าลั่วจื่อหาน

            “นายดูคุ้นตาจังเลยนะ ใช่พี่ชายเทพบุตรในฝันหรือเปล่าน้า”

            “เป่ยซี” ผลักๆ เธอลงไปที่ที่นั่ง “เชื่อฟังก่อนนะ”

            “ไม่เอา ไม่เอา” เธอใช้มือและเท้าแสดงความต่อต้านทานของตัวเอง “ฉันไม่อยากเชื่อฟัง เชื่อฟังน่ะไม่มีประโยชน์ที่สุดเลย ฉันไม่อยากทำ”

            ลั่วจื่อหานเลี้ยวไปอีกทาง จอดรถที่มุมถนน ดูแล้วเขาเองก็ไม่มีปัญญาขับรถพาเธอกลับได้แล้ว      เมื่อรถหยุด อี้เป่ยซีนั่งคลอเคลียอยู่บนตักของเขา แขนโอบอยู่ที่คอของเขา ทันใดนั้นเอง บรรยากาศภายในรถก็คลุมเครือฉับพลัน

            “พ่อเทพบุตรนายหล่อจังเลย หล่อกว่าพี่เป่ยเฉินอีก” ลั่วจื่อหานอาศัยจังหวะนี้กดเบอร์บนโทรศัพท์มือถือ ส่งตำแหน่งที่ตั้งออกไป เงยหน้ามองตาอี้เป่ยซี

            ข้างในมีโลกทั้งใบ โลกทั้งใบของเขา หัวใจเต้นเร็วขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้

            “ทำไมนายหน้าแดงล่ะ” อี้เป่ยซีหัวเราะเบาๆ ปากแดงๆ อ้าออกเล็กน้อย “ร้อนมากเหรอ?”

            ลั่วจื่อหานรู้สึกว่ามีบางอย่างพังครืน เสียงข้างหูค่อยๆ เลือนลาง สายตาจับจ้องอยู่บนริมฝีปากนั้นที่ประเดี๋ยวเปิดประเดี๋ยวปิด ทุกคำพูดราวกับเป็นการเชื้อเชิญ

            “เป่ยซี อย่าเสียงดัง” น้ำเสียงระคนการอดกลั้น เขาส่ายหัว เพื่อให้ตัวเองฟื้นสติ

            อี้เป่ยซีได้ยินคำพูดของเขาก็มุ่ยปากไม่พอใจ “ฉันจะเสียงดัง ฉันจะไม่เชื่อฟัง” พูดพลางขยับตัวเล็กน้อยแสดงความไม่พอใจของตัวเอง ทันใดนั้นสองแขนของลั่วจื่อหานออกแรง กอดเธอแน่นอยู่บนหน้าอกของตัวเอง

            “อย่าขยับสุ่มสี่สุ่มห้า” คำเตือนที่แฝงด้วยอันตราย อี้เป่ยซียิ่งต่อต้านรุนแรงกว่าเดิมแล้ว

            “มีสิทธิ์อะไร นายไม่ให้ฉันขยับฉันก็ไม่ขยับงั้นเหรอ ฉันอยากจะ…อือ…”

            ลั่วจื่อหานกัดริมฝีปากของเธอ มีรสชาติของการลงโทษเล็กน้อย แหวกว่ายเข้าไปในปากของเธอทีละนิดๆ รสหอมหวานของหญิงสาวผสมผสานกับกลิ่นหอมของเหล้านั้น มีฤทธิ์ร้ายแรงถึงแก่ชีวิต

        “อืม รสส้มเหรอ? หวานจัง” อี้เป่ยซีพึมพำ บางอย่างเมื่อเริ่มแล้วก็ไม่สามารถควบคุมได้ ลั่วจื่อหานล็อคศีรษะของเธอ เพิ่มจูบให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

————

บทที่ 88
โดย 

บทที่ 88 เมื่อบทเพลงเศร้าบรรเลง (3)

             อี้เป่ยซีจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอย่างเห็นได้ชัดตลอดทั้งบ่าย ทุกอย่างข้างหูล้วนพร่ามัว เธอรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังดูโทรทัศน์ สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่บนหน้าจอนั้น สามารถมองเห็นและได้ยิน แต่ว่าไม่สามารถรับรู้และรู้สึกถึงมันได้ซึ่งสิ่งนั้นก็คือความจริง

            ความรู้สึกเช่นนี้ยืดเยื้อไปจนถึงกลางคืน เธอกลับถึงหอพัก ไม่มีคนอยู่เลย ราวกับว่านี่ต่างหากคือสถานการณ์ที่เป็นจริงที่สุด เรื่องนอกจอ นอกจากเธอแล้วก็ไม่มีใครอยู่เลย

            ทันทีที่ฟ้ามืดอี้เป่ยซีก็ขึ้นไปนอนบนเตียง นอนขีดเขียนปากกาหมึกซึมสีขาวด้ามนั้น ลายเส้นลื่นมาก เรียบง่ายและมีสไตล์ ภายนอกแวววาวเหมือนใหม่ เหมือนกับว่ายังไม่เคยถูกใช้ มือของเธอถูไถอยู่บนแล็คเกอร์ เพิ่มความรุนแรงขึ้นในแต่ละครั้ง ราวกับว่าทำแบบนี้แล้วจะทิ้งร่องรอยความเก่าให้กับปากกาหมึกซึมได้ในทันที

            ดูจากภายนอกแล้ว เหมือนผ่านประสบการณ์มามาก

            เธอหยุดการกระทำที่งี่เง่าแบบนั้น หันหน้าดูไฟบนโทรศัพท์มือถือที่กระพริบสองสามครั้ง พลิกตัวลงจากเตียง

            ไม่ได้มองก็ปิดโทรศัพท์มือถือซะแล้ว เอาคอมพิวเตอร์วางในที่ที่ตัวเองมองไม่เห็น เปิดโคมไฟขนาดเล็กบนโต๊ะ ส่องสว่างปากกาสีขาวด้ามเล็กที่เธอถืออยู่ในมือ เขียนทีละตัวๆ อยู่บนหนังสือรวดเดียวโดยไม่หยุดชะงัก ตัวอักษรยังไม่ถึงหนึ่งหน้ากระดาษแต่กลับใช้พลังทั้งหมดที่เธอมีและจบประโยคสุดท้ายด้วยความผิดแปลกไปจากเดิม น้ำตาที่ไหลอาบแก้มก็ถูกปาดออกไป

        ชดใช้หนี้หมดแล้ว ครั้งนี้ก็จบแล้วสินะ

            มันจบแล้ว ช่วงนี้ไม่ต้องการจะเขียนอะไรอีกแล้ว ช่างทรมานเสียจริง

            อี้เป่ยซีเท้าศีรษะมองดูไฟถนนข้างนอก แสงไฟสีเหลืองสลัวเล็กน้อย ดอกไม้ใบหญ้าก็ดูคลุมเครือ ชั้นกระจกกั้นกลางเธอไว้ เหมือนกับหน้าจอโทรทัศน์

            เธอเดินเข้าไปไม่ได้ ความสุขเล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้นก็ข้ามมาไม่ได้…

            เมื่อฟ้าสว่าง อี้เป่ยซีก็ส่งสิ่งที่เขียนเสร็จแล้วออกไป เลื่อนดูรายชื่อผู้ติดต่อซ้ำๆ พบว่าตอนนี้ไม่มีใครที่สามารถรับฟังเธอได้เลย

        มู่ไป๋: หลิงซี…นี่เธอเขียนเองเหรอ

            เดิมทีอี้เป่ยซีไม่มีกะจิตกะใจ แต่ว่าเธอก็ยังตอบว่า อืม ไปตามมารยาท

            มู่ไป๋: ไม่เหมือนเนื้อเพลงที่เธอเขียนตามปกติเลย อันนี้เหมือนจะต่างกัน…

            หลิงซี: บางทีฉันก็อยากลองสไตล์ใหม่ดูบ้าง

            สุดท้ายก็รู้สึกว่าเคร่งขรึมไปหน่อย อี้เป่ยซีสูดหายใจลึก ส่งอิโมจิน่ารักกลับไป

            มู่ไป๋: เธอเจอเรื่องอะไรมาใช่หรือเปล่า?

            เรื่อง?

            มีสิ แต่เหมือนจะไม่ใช่เร็วๆ นี้มั้ง อี้เป่ยซียิ้มเจื่อน จะมีเรื่องอะไรที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันได้บ้างล่ะ การที่คุณรับมือไม่ทันนั้นมันเป็นเพียงผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากการไม่ใส่ใจกับสัญญาณต่างๆ ก่อนหน้านี้ต่างหาก

            ถ้าหากรู้เร็วกว่านี้หน่อย รู้ไปถึงตอนที่ฉินรั่วเข่อจะปรากฏตัว จนถึงตอนที่พี่เป่ยเฉินจะไปทริปธุรกิจ ถึงตอนที่คุณแม่อี้จะมา ถึงตอนที่ตัวเองเกิด ไม่มีการเริ่มต้นก็จะไม่มีจุดจบ ไม่ดีไม่ร้าย ไม่มีอะไรทั้งนั้น

            ไม่ทุกข์ ไม่สุข ไม่ผิดหวัง แบบนั้นจะดีแค่ไหนนะ

            มู่ไป๋: หลิงซี?

        หลิงซี: เปล่านะ ฉันสบายดี

            มู่ไป๋: ตอนนี้ฉันอยู่เมือง B ถ้าไม่รังเกียจ พวกเรามาเจอกันเถอะ

            อี้เป่ยซีมองดูหน้าจอมือถือ ทำท่าทางครุ่นคิด ในสมองกลับว่างเปล่า***เวลาบนหน้าจอคริสตัลสั่นไหวหลายครั้ง อี้เป่ยซีส่งว่าได้กลับไป แล้วรับได้ข้อความของตำแหน่งที่ตั้งทันที

            มู่ไป๋: เธอนัดเวลาเถอะ

            หลิงซี: ตอนนี้ก็แล้วกัน ฉันจะไปเดี๋ยวนี้

            อี้เป่ยซีเก็บโทรศัพท์มือถือ ใส่แจ็คเก็ตตัวหนึ่งก็ออกไปแล้ว เธออยู่ยืนข้างถนน รอการสิ้นสุดของสัญญาณไฟแดงฝั่งตรงข้าม รู้สึกขำจนอดไม่ได้

            ดูสิ คำสั่งที่ว่าพวกเราจะเดินได้หรือไม่นั้น พวกเราไม่มีทางรู้ได้เลยตั้งแต่แรก

            ไฟเขียวสว่างขึ้น อี้เป่ยซีเดินอยู่บนทางม้าลาย นึกถึงตอนที่หลานฉือเซวียนเคยพาเธอผ่านมาทางนี้ เหมือนกับเข้าใจแล้วว่าทำไมตอนนั้นเขาถึงได้เศร้าโศกเหลือเกิน

            ทำไมไฟของพวกเขาเขียวแล้ว แต่ว่าเธอไม่มีวันรู้เลยว่าเมื่อกฎของไฟสีแดงจะจบลง เธอดึงกระเป๋าเป้ของตัวเองแล้วเร่งฝีเท้า

            อี้เป่ยซีมาถึงด้านหน้าของ “มู่ไป๋” จากการนำทางของบริกร ในตอนแรกเธอยังรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยและหงุดหงิดเล็กน้อยด้วย ทำไมถึงตอบตกลงที่จะเจอหน้าง่ายดายแบบนี้ ตอบตกลงแล้วก็ช่างมันแต่ทำไมถึงไม่แต่งตัวให้ดีก่อนจะออกจากบ้าน อย่างน้อยก็ต้องสร้างความประทับใจที่ดีให้คนอื่นบ้าง

            หลังจากเห็นคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะชัดเจนแล้ว นอกจากอี้เป่ยซีจะประหลาดใจแล้วก็ประหลาดใจอีก ฉะนั้นถึงได้รู้สึกว่าเสียงของเขาคุ้นเคยมาก ที่แท้ก็เป็นคนรู้จักกันจริงๆ

            “มู่ มู่ลี่ไป๋?”

            มู่ลี่ไป๋เงยหน้า ยิ้ม “ไม่ต้องตกใจขนาดนี้ ฉันนึกว่าเธอรู้ว่าเป็นฉันก็เลยตัดสินใจว่าจะมาตามนัดแบบนี้”

            “หึๆ” อี้เป่ยซีหัวเราะแห้งๆ ลากเก้าแล้วนั่งลง ถ้ารู้ว่าเป็นนายจะต้องตัดสินใจปฏิเสธอย่างแน่นอน “นายรู้ตั้งนานแล้วเหรอว่าเป็นฉัน?”

            “อืม เดาไม่ยากหรอก สนิทกับสือนั่ว ไม่สิ สนิทกับหลานฉือเซวียน แล้วก็มีแค่เธอคนเดียวแหละที่ทำเรื่องพวกนี้ ฉันแค่สงสัยนิดหน่อย ทำไมเธอถึงจำเสียงฉันไม่ได้?”

            เธอดื่มน้ำไปอึกหนึ่ง สายตาจ้องมองไปทางอื่น “คือว่า ไม่ได้คิดว่าจะเป็นแบบนี้”

            “ก็จริง ฉันก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะไปร้องเพลง” มู่ลี่ไป๋พูดจบ บริกรก็เสิร์ฟอาหารที่สั่งไว้บนโต๊ะแล้ว ถอยหลังออกไปอย่างนอบน้อม

            ได้ยินหลานฉือเซวียนบอกว่าเธอชอบกินพวกนี้ ไม่รู้ว่าที่นี่จะถูกปากเธอหรือเปล่า

            อี้เป่ยซีเพียงแค่ชำเลืองมอง แม้ว่าจะเป็นของโปรดของเธอ แต่ว่าตอนนี้แค่รู้สึกว่าที่นั้นแออัดไปด้วยผู้คน มีเพียงที่เดียวที่ว่างเปล่า ป้อนอย่างไรก็ไม่อิ่ม

            “เพราะเรื่องของอี้เป่ยเฉินช่วงนี้หรือเปล่า?” มู่ลี่ไป๋มองดูอี้เป่ยซีที่กำลังต่อสู้กับเนื้อปลาชิ้นน้อย เห็นได้ชัดว่าไม่มีความอยากอาหาร เมื่อได้ยินชื่อของอี้เป่ยเฉิน มือของอี้เป่ยซีนิ่งไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็คีบเนื้อปลาในถ้วยขึ้นมา

            “อี้เป่ยซี แม้ว่าฉันไม่ได้สนิทกับเธอมาก แต่ว่าฉันก็ยังชอบหลิงซีมากนะ ฉันอยากรู้ว่าทำไมหลิงซีถึงเป็นทุกข์ขนาดนี้ ทำไม…เนื้อเพลงนั่น…”

            เธอเม้มปาก ยื่นตะเกียบไปหาเนื้อปลาชิ้นต่อไป “เนื้อเพลงนั่นคือจุดจบของทั้งหมด ฉันนึกว่าฉันเขียนอย่างผ่อนคลายมากซะอีก นายก็รู้เรื่องหมดแล้วนี่นา ฉันก็ไม่ต้องอธิบายอะไรให้มาก”

            “เทพบุตรมู่ไป๋ขอบคุณมากที่นายเห็นฉันเป็นเพื่อน แต่ว่าเรื่องของฉันฉันจัดการด้วยตัวเองจะดีกว่า คนที่รู้เรื่องนี้มีเยอะ ฉันไม่จำเป็นต้องไปเปิดโปงอะไร”

            “ฉันในตอนนี้น่ะ อยากรีบทำใจกับเรื่องก่อนหน้านี้ให้เรียบร้อย ต่อไปจะได้รับสิ่งใหม่ที่เข้ามาได้ ฉันไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ คราวนี้นายถึงนัดเจอฉัน…”

            อี้เป่ยซีหยุดเล่นกับเนื้อ “แต่ฉันรู้สึกว่า นายมองเห็นตัวเองใช่หรือเปล่า อยากรู้ว่าคนที่เผชิญชะตากรรมเดียวกับนายจะเป็นยังไงใช่ไหม?”

            มู่ลี่ไป๋หัวเราะเบาๆ ไม่ได้พูดอะไร

            “ฉะนั้น คนที่อาบน้ำร้อนก่อน นายมีวิธีอะไรกำจัดมันหรือเปล่า พวกเราสองคนมาแบ่งปันกันสักหน่อยไหม?”

            “กินข้าวก่อนเถอะ”

            “กินข้าวก่อนอีกแล้ว” อี้เป่ยซีโยนตะเกียบไปด้านข้าง “ฉันไม่อยากกินข้าวก่อนแล้ว เทพบุตรมู่ไป๋ ถ้างั้นพวกเราไปทำอย่างอื่นกันเถอะ”

        ดวงตาสดใสนั้นเปล่งประกายสวยงามเป็นพิเศษ มู่ลี่ไป๋ได้ยินคำพูดของเธอแล้วก็รู้สึกสนใจ เด็กผู้หญิงที่ไม่เคยเล่นไพ่ตามสามัญสำนึกคนนี้ต้องการจะทำอย่างอื่น มันทำให้เขารู้สึกตั้งตาคอยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

————

บทที่ 87
โดย 

บทที่ 87 เมื่อบทเพลงเศร้าบรรเลง (2)

             แวะไปกินอาหารเช้าที่โรงอาหารมหาวิทยาลัยก่อน อี้เป่ยซีกัดซาลาเปา ด้วยคิ้วที่ขมวดกันเล็กน้อย

ให้ตายเถอะ กินข้าวที่ลั่วจื่อหานทำมากเกินไป อาหารที่โรงอาหารมันช่าง… ช่างเถอะ มันก็เลยเป็นแค่โรงอาหารไง เธอกัดไปหนึ่งคำเคี้ยวช้าๆ ราวกับคนข้างๆ ไม่มีตัวตน

ถ้าลั่วจื่อหานทำอาหารเช้าด้วยก็ดีสิ แล้วก็ข้าวเที่ยงด้วย ฮือ ทำไมเขาถึงทำอาหารอร่อยแบบนี้?

            อี้เป่ยซีกินโจ๊กคำสุดท้าย เดินไปยังห้องเรียนด้วยความเอื่อยเฉื่อย นั่งลงที่นั่งของตัวเองด้วยความพออกพอใจมาก ขัดกับบรรยากาศที่อึกทึกครึกโครมของห้องเรียน โดยสิ้นเชิง เธอหยิบหนังสือออกมา เท้าศีรษะมองไปยังเวทีบรรยาย

ผ่านไปครึ่งคาบเรียนแล้ว ที่นั่งสองที่ข้างอี้เป่ยซียังคงว่างเปล่า เธอรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่ว่าไม่ได้เอามาใส่ใจ

            นั่งจนหมดคาบ เธอจึงตัดสินใจออกมาผ่อนคลายสักหน่อย ลุกขึ้นยืนก็เดินออกไปข้างนอก ระหว่างทางกลับห้องเรียน เห็นกระดาษแผ่นหนึ่งเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ มันถูกขยำจนยับยู่ยี่ แต่จงใจเผยชื่อออกมาด้านนอก

            ฉินรั่วเข่อ วิธีนี้ช่างอ่อนหัดเกินไปแล้ว

เธอดูถูกเล็กน้อยแต่ต้องยอมรับว่ากลอ่อนหัดประเภทนี้ได้ผลดีมากทีเดียว ในเมื่อเธออยากจะเล่น เธอจะเล่นเป็นเพื่อนเธอสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่ากระดาษแผ่นนี้มันคืออะไรกันแน่

นิ้วที่เรียวยาวและผอมบางค่อยๆ เปิดใบผลตรวจออก เมื่อเห็นข้อมูลจำเพาะข้างใน เสียงระเบิดในหัวดังขึ้น โลกที่อยู่ตรงหน้าล่มสลายท่ามกลางเสียงดังกึกก้องนั้น ผู้คนรอบข้างที่ได้ยินเสียงกระดิ่งของชั้นเรียนวิ่งผ่านเธอไปอย่างรีบร้อน

            เธอประคองกำแพง ค่อยๆ เดินเลียบไปอีกทาง ไม่ ไม่จริงมั้ง อี้เป่ยซีขยี้ตา ยังคงสามารถเห็นผลการตรวจเหล่านั้น

ฉินรั่วเข่อท้อง?

เธอดูวันที่ที่อยู่ข้างบน ปีที่แล้ว ปีที่แล้ว ใช่แล้ว ปีที่แล้ว แล้วมันเกี่ยวอะไรด้วย ปีที่แล้วก็ไม่ใช่ปีนี้้ เรื่องก็น่าจะผ่านไปตั้งนานแล้ว อีกอย่าง ทำไมถึงรู้สึกว่าเป็นของพี่เป่ยเฉิน

ต่อให้วิธีแบบนี้มันเน่าเฟะ เธอจะบอกได้อย่างไรว่าเป็นของพี่เป่ยเฉิน แล้วจะบอกได้อย่างไรว่ารายงานนี้เป็นของจริง

            ไร้สมอง อี้เป่ยซีส่ายหัว ต้องการฉีกกระดาษในมือทิ้งแต่ถูกฉินรั่วเข่อที่ปรี่เข้ามาแย่งไป ปกป้องมันอยู่ข้างกายตัวเองดุจสิ่งของล้ำค่า ราวกับกระดาษแผ่นนั้นคือลูกของเธอ ขณะที่อี้เป่ยซีเหลือบขึ้นมามองเธอนั้น น้ำตาหยดหนึ่งก็ร่วงลงมาจากดวงตาพอดิบพอดี

“ฉันรู้สึกว่าเธอเอาอย่างน้องสาวเธอมากเกินไป ฉันแนะนำให้พวกเธอปลูกสมองสักอัน พวกเธอใครคนใดคนหนึ่งมีก็พอแล้ว”

ฉินรั่วเข่อรีดเรียบกระดาษแผ่นนั้น เก็บไว้ “ขอบคุณ ขอโทษทีที่ทำให้เธอเห็นซะแล้ว”

“ของแบบนี้จะเอาแค่ไหนก็ได้ เธอยังอยากได้อีกไหม ฉันจะให้เธอลังนึงก็ได้ พอให้เธอทิ้งได้หลายปีเลย”

“ของพวกนั้นก็ไม่ใช่ของจริง มีแค่ใบนี้ที่เป็นของฉัน เป่ยซี ฉันรู้ว่าฉันทำบางอย่างผิดไป เธอ…”

อี้เป่ยซีโบกมือ “เงียบเถอะ เรื่องนี้มันพัฒนามาได้ยังไงฉันไม่รู้ แล้วก็ไม่อยากรู้ว่าเธอใช้วิธีอะไร ยิ่งไม่อยากได้ยินคำสำนึกผิดอะไรของเธอต่อหน้าฉัน เพียงแค่ ฉินรั่วเข่อ แม้ว่าจะทำเพื่อเป้าหมายที่สวยงาม มาก แต่ก็จะใช้วิธีต่ำๆ ไม่ได้ ไม่อย่างนัันเธอจะรับผลแย่ๆ ที่ตามมาไม่ไหวหรอก”

“หรือว่าเธอไม่อยากรู้เหรอว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างฉันกับพี่ชายเธอ? ไม่อยากรู้เหรอว่าทำไมปากกาหมึกซึมที่เขาพกติดตัวถึงมาอยู่ในมือฉัน ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น” เสียงของฉินรั่วเข่อดังมาก ได้ยินชัดเป็นพิเศษในทางเดินที่ว่างเปล่า แม้แต่ข่มเสียงของอาจารย์ที่กำลังบรรยายอยู่ในห้องเรียนข้างๆ

“ไม่อยากรู้ข่าวอะไรจากคนที่ไม่ชอบ ไม่มีความหมาย รุ่นพี่ ถ้าเธอไม่มีธุระแล้วฉันยังมีเรียน ลาก่อน”

“เรื่องพวกนี้พี่ชายเธอจะเล่าให้เธอฟังได้ยังไง อี้เป่ยซี ฉันรอให้เธอมาหาฉัน”

“พิลึก”

“ชื่อของกองทุนคือฉินฉู่สินะ เป็นชื่อที่เพราะมากจริงๆ ฉินรั่วเข่อ ฉู่เซี่ย”

            อี้เป่ยเฉินหยุดเดินครู่หนึ่ง จากนั้นก็เดินต่อไปข้างหน้า นั่งลงที่เดิมของตัวเองราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น จดจ้องมือของอาจารย์ ที่ฉวัดเฉวียนอยู่บนกระดานดำ ในใจกระสับกระส่าย ราวกับว่าอ่านเนื้อหาบนกระดานดำไม่เข้าใจอย่างไรอย่างนั้น

            เธอไม่มีความจำเป็นต้องเข้าใจเรื่องนี้ ตอนนี้ก็คลี่คลายแล้ว เหลือเพียงแค่คิดบัญชีกับคนพวกนั้นก็เท่านั้นเอง ทำไมจะต้องไปเข้าใจสาเหตุที่เกิดข่าวอื้อฉาวขึ้นด้วย?

            น่าขำ ฟังตัวละครหญิงจากข่าวอื้อฉาวเล่าเรื่องนี้งั้นเหรอ? ไม่แน่ว่าความจริงอาจถูกบิดเบือนจนกลายเป็นอะไรไปแล้ว ถามเธอสู้ไปถามพี่เป่ยเฉินยังจะดีกว่า

            พี่เป่ยเฉินก็อาจจะปิดบังด้วย… ชิ อี้เป่ยซี เธอคิดแบบนี้ก็เท่ากับว่าไม่เชื่อใจพี่เป่ยเฉินนะ

ความจริงไม่มีความหมาย ผลลัพธ์ในตอนสุดท้ายก็ออกมาแล้วไม่ใช่เหรอ เธอจะกังวลใจขนาดนี้เพื่ออะไร

ปากเป็นของฉินรั่วเข่อ เธออยากจะพูดอะไรก็ได้ เธอจะควบคุมเธอได้เหรอ?

ครุ่นคิด ความยุ่งเหยิงปรากฏอยู่บนหนังสือ ซ่อนเร้นตัวอักษรดั้งเดิม เดิมทีก็ดูไม่ค่อยรู้เรื่องอยู่แล้ว เธอฟุบลงบนโต๊ะอย่างหมดกำลังใจ ไม่ได้ไปหาพี่เป่ยเฉินนานแล้ว ถ้าอย่างนั้นบ่ายนี้ไปหาเขาที่บริษัทก็แล้วกัน

เจอหน้าแล้วจะอึดอัดหรือเปล่า มักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าเขากำลังหลีกเลี่ยงอะไรบางอย่าง? อี้เป่ยซีหยิบปากกาหมึกซึมด้ามหนึ่งออกมาจากกระเป๋า ใช่ ปากกาหมึกซึมของพี่เป่ยเฉินอยู่ที่เธอ ไปคืนปากกาเถอะ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็ลืมอีก นี่คือเรื่องใหญ่เชียวนะ

            เธอที่หาข้ออ้างได้แล้วพยักหน้า บังคับตัวเองให้ฟังเนื้อหาที่อาจารย์ บรรยายอย่างตั้งใจ รอจนเวลาที่นาฬิกาบนกำแพงเวียนมาถึงเลขสิบสอง

            เธอเรียกรถ นั่งไปถึงใต้ตึกเยี่ยถัง ทักทายพี่สาวเลขาที่อยู่หน้าเคาน์เตอร์ อย่างสนิทสนม ย่องขึ้นชั้นบน มองลอดประตูออฟฟิศ เข้าไปก็สามารถเห็นท่าทางของอี้เป่ยเฉินที่กำลังจมอยู่ในความคิดอยู่หน้าโต๊ะเลือนลาง บางครั้งก็ขมวดคิ้ว บางครั้งก็ยืดเส้นยืดสาย

“เป่ยซี เธอมาแล้วเหรอ” เจี้ยยังคงถือเอกสารอยู่ในมือ กำลังจะเตรียมตัวเข้าไปก็ถูกอี้เป่ยซีดึงเอาไว้

“พี่เจี้ย พี่ไปทำงานอื่นเถอะ ฉันจะช่วยไปส่งให้พี่”

“ก็ดี”

            อี้เป่ยซีเดินเข้าไปหาอี้เป่ยเฉินแผ่วเบา วางเอกสารลงบนโต๊ะของเขา อาจเป็นเพราะจริงจังเกินไป จึงไม่ได้สังเกตเห็นว่าในออฟฟิศมีคนเพิ่มขึ้นมาหนึ่งคน เธอโน้มตัวเล็กน้อย สายตาจ้องเขม็งอยู่ที่อี้เป่ยเฉิน

“เอาล่ะ รู้แล้วว่าเธอมาแล้ว” อี้เป่ยเฉินปิดเอกสาร มองเธอด้วยความเอ็นดู “เป็นอะไรไป?”

“เปล่านี่” อี้เป่ยเฉินเดินไปยังข้างหน้าต่าง ราวกับหัวหน้าที่กำลังตรวจงาน เหมือนกับว่านึกอะไรได้ เดินไปข้าง ๆ อี้เป่ยเฉินอย่างรวดเร็ว “พี่เป่ยเฉิน ล่าสุดพี่ทำอะไรหายหรือเปล่า?”

“อะไรเหรอ?”

เธอมองปากกาบนโต๊ะของอี้เป่ยเฉิน สไตล์เหมือนกับด้ามที่อยู่ในกระเป๋าของเธอไม่มีผิดเพี้ยน  ฝีมือแบบเดียวกัน แม้แต่ตัวอักษรที่คดเคี้ยวก็เหมือนกัน อาจเป็นเพราะเหตุผลบางอย่างในใจ อี้เป่ยซีรู้สึกว่านั่นไม่ใช่ตัวอักษรที่เธอแกะสลัก ไม่ใช่จริงๆ

            ความน่าเกลียดในตัวอักษรที่เธอแกะสลักล้วนแสดงออกมาทีละเส้นๆ อย่างเป็นธรรมชาติมาก แต่ว่าตอนนี้ชื่อบนปากกาหมึกซึมนั้นน่าเกลียดอย่างจงใจ ราวกับว่าตั้งใจอำพรางตัวเองเป็นหญิงสาวตงซือจากซีซือ แม้ว่าฝีมือการแต่งหน้าจะเก่งสักแค่ไหน คนอื่นก็ดูออก

            ยิ่งไปกว่านั้นตงซือคนนั้นเป็นลูกของเธอ

            “อืม งั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว” อี้เป่ยซีถึงเข้าใจว่าที่แท้เรื่องนี้เริ่มมาตั้งนานแล้ว เด็กสาวที่อ่อนแอคนนั้นต้องการจะบอกเรื่องนี้กับเธอตั้งนานแล้ว เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าเธอจะไม่ใส่ใจกับการหายตัวไปถึงเพียงนี้ ละเลยในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย

            อี้เป่ยซีรู้สึกตื่นตระหนกเล็กน้อย เธอหยิบปากกาจากกล่องปากกาขึ้นมาด้ามหนึ่ง “ปากกาด้ามนี้สวยจังเลย ให้ฉันเถอะ”

            “เสี่ยวซีชอบก็เอาไปเถอะ”

            “พี่เป่ยเฉินใจดีขนาดนี้เลยเหรอ ไม่รู้ว่าพี่เป่ยเฉินจะเอาปากกาที่เสี่ยวซีให้พี่ไปให้คนอื่นสุ่มสี่สุ่มห้าด้วยหรือเปล่า” เธอมุ่ยปาก แสร้งทำเป็นโมโห

            “จะเป็นไปได้ยังไง”

        “นอกเสียจากว่าพี่เป่ยเฉินจะเลี้ยงมื้อใหญ่ฉัน ไม่งั้นฉันไม่เชื่อหรอก” รอยยิ้มที่เจือปนความขี้เล่นทำลายความกังวลใจของอี้เป่ยเฉิน เขาพยักหน้า ดึงมือของอี้เป่ยซีออกไปจากออฟฟิศแล้ว

————

บทที่ 86
โดย 

บทที่ 86 เมื่อบทเพลงเศร้าบรรเลง (1)

             เสียงดนตรีเอื่อยๆ ดังมาจากลำโพง ได้ยินคำเตือนของอี้เป่ยซี เซี่ยเช่อพยักหน้าอย่างเลื่อนลอย นั่งอีกสักพักก็หาข้ออ้างจากไปแล้ว อี้เป่ยซีก็คิดว่าเขาเพียงพูดเล่นเท่านั้น ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนั้นอีก

            หลังจากลั่วจื่อหานเก็บของเสร็จเรียบร้อยและนั่งลงบนโซฟา ฉู่ซ่งก็หาข้ออ้างจากไปแล้ว ในห้องเหลือเพียงพวกเขาสองคนอีกครั้ง

            “คิดอะไรอยู่เหรอ?” นิ้วของอี้เป่ยซีหยุดอยู่บนรีโมทตลอดเวลา เปลี่ยนช่องโทรทัศน์ไม่หยุด รอบแล้วรอบเล่า เสียงที่ไม่ต่อเนื่องของแต่ละรายการถูกรวมเข้าด้วยกัน ทั้งตลกและเป็นความเหงาที่ว่างเปล่า ได้ยินคำพูดของคนข้างๆ เธอจึงมีปฏิกิริยาตอบสนอง ส่ายหัว วางรีโมทลงบนโต๊ะกาแฟ

            “เปล่า” เธอมองข้ามไหล่ลั่วจื่อหานไปยังทิศทางอื่น “ทำไมรู้สึกว่าช่วงนี้นายผ่อนคลายจังเลย เหมือนจะอารมณ์ดีมากด้วย”

            “อืม” ในดวงตาก็มีรอยยิ้มเช่นกัน แต่มันไม่เหมือนความตื่นเต้นที่เพิ่งพบเจอกับเรื่องที่มีความสุข ไม่เหมือนความยินดีที่เจอเรื่องน่าประหลาดใจ แต่กลับเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่ส่งผ่านจากส่วนลึกไปยังดวงตาช้าๆ มันผ่านการสั่งสมประสบการณ์อันล้ำค่าเป็นเวลายาวนานและมีกำลังแพร่กระจายไปได้ถึงขั้นสุด

            ไม่เหมือนกับอารมณ์ชนิดที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ไม่เหมือนพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่เหมือนถือกำเนิดออกมาจากกระดูกและแกะสลักลึกลงไปในเลือดเนื้อ

            อี้เป่ยซีที่ห่อเหี่ยวก่อนหน้านี้ก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง เธอปิดโทรทัศน์ด้านข้างที่ส่งเสียงเรื่อยเปื่อยไม่หยุด “ฉันจะไปทำการบ้านแล้ว”

            “ได้ งั้นฉันก็จะกลับก่อนเหมือนกัน”

            “เอ๊ะ วันนี้กลับเร็วจังเลย?”

            ลั่วจื่อหานแตะปลายจมูกเธอเบาๆ “อืม เธอตั้งใจเรียนเถอะ” พยักหน้า ทั้งสองคนเดินไปในทิศทางที่แตกต่างกัน ประตูใหญ่กับประตูห้องนอนปิดลงพร้อมกัน ทำให้เกิดเสียงแผ่วเบา บ้านทั้งหลังสั่นสะเทือนเล็กน้อย

            อี้เป่ยซีกวาดตาอ่านวิทยานิพนธ์ด้วยความรวดเร็ว ไม่นานก็เริ่มเบื่อ ความคิดล่องลอยไปยังสถานที่อื่นๆ แล้ว ตรอกซอยที่มีฝนพรำในเจียงหนาน หรือหมอกควันเปล่าเปลี่ยวยามพระอาทิตย์ตกดินในเขตแดนทางตอนเหนือ หรือว่าสายลมและหิมะในประเทศทางตอนเหนือ ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร ก็ล้วนน่าสนใจกว่าวิทยานิพนธ์ที่ไร้ชีวิตมากมาย

            เธอกำลังดื่มด่ำกับจินตนาการของตัวเอง เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นแผ่วเบา เกือบจะทำให้เธอตกใจจนตกจากเก้าอี้ เธอมองดูเวลา รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย หยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมา

            มู่ไป๋: หลิงซีอยู่ไหม?

            อี้เป่ยซีเห็นข้อความเทพบุตรของตัวเอง สติทั้งหมดกลับเข้ามาหาเธอ เกือบจะกระโดดโลดเต้นอยู่บนเก้าอี้แล้ว เธอรีบส่งข้อความออกไปอย่างรวดเร็ว มองไปที่หน้าจอโทรศัพท์มือถือด้วยรอยยิ้มโง่ๆ

            หึๆๆ เทพบุตรทักฉันมาก่อน ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไร หรือว่าอยากนัดเจอฉันนะ แต่ยังรู้สึกเขินๆ อยู่เลยน่ะ อี้เป่ยซีหัวเราะ แค่ก ไม่ได้ จะตอบตกลงง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้ มันเป็นการแสดงให้เห็นว่าตัวเองไม่รักนวลสงวนตัว แล้วต้องปฏิเสธอย่างไรล่ะ น่าปวดหัวชะมัด

            จะบอกว่าผู้ใหญ่ที่บ้านเธอไม่ชอบให้เธอไปเจอผู้ชาย หรือจะบอกว่าเธอมีสอบคราวหน้าค่อยว่ากัน?

            ไม่ได้ เทพบุตรฉลาดขนาดนี้ จะต้องเดาออกแน่ๆ ว่าเธอกำลังปฏิเสธเขา

            แต่ฉันก็อยากไปเหมือนกันจริงๆ นะ

            เมื่อกระดานสนทนามีข้อความต่อไปเด้งขึ้นมา รอยยิ้มของอี้เป่ยซีจางหายไปจากใบหน้าชั่วขณะหนึ่ง เส้นในสมองส่งเสียงแตกร้าวดังเปรี๊ยะๆ ตามมาด้วยเสียงระเบิด

            มู่ไป๋: เธอเริ่มเขียนเนื้อร้องแล้วยัง?

            เธอคว้าเก้าอี้ของตัวเอง เทพบุตรนายไม่ต้องเข้าใจฉันขนาดนี้ก็ได้ ไม่ต้องตรงไปตรงมาขนาดนี้ก็ได้ ถามอ้อมๆ สักนิดไม่ได้หรือยังไง

            มุ่ยปาก ครุ่นคิดถ้อยคำของตัวเองอย่างระมัดระวัง

            เฮ้อ ตอนนี้เขียนได้พอประมาณแล้ว ไม่ได้ ถ้าหากเทพบุตรขอให้เธอเอาให้เขาดูจะทำยังไง

            ไม่อย่างนั้นก็พูดความจริง แต่ว่า แบบนี้มันจะเป็นการแสดงให้เห็นว่าตัวเองไม่จริงจังกับเรื่องของเทพบุตรหรือเปล่า

            อ๊า อี้เป่ยซี อี้เป่ยซี เพราะปกติเธอไม่ทำอะไรเลยเอาแต่เล่น จะพูดยังไงดี จะพูดยังไงดี

            สุดท้ายก็ตัดสินใจสารภาพไปตามตรง ยังไม่ทันพิมพ์อักษรตัวแรกเสร็จ ทางนั้นก็ส่งข้อความมาแล้ว

            มู่ไป๋: ยังไม่ได้เริ่มเขียนใช่ไหม?

            หลิงซี: หึหึ เทพบุตรเก่งดุจเทพจริงๆ เลื่อมใส เลื่อมใส

มู่ไป๋: ไม่เป็นไร แค่วันนี้เห็นเพื่อนคนนึง จู่ๆ นึกขึ้นมาได้ก็เลยถามเธอเรื่องนี้ ไม่เป็นไร ฉันไม่รีบ เธอค่อยๆ เขียนเถอะ

            หลิงซี: เพื่อน? เพื่อนคนสำคัญของเทพบุตรเหรอ?

            มู่ไป๋: เคยเป็นเพื่อนคนสำคัญ ไม่คุยกับเธอแล้ว ทางนี้ยังมีงานต้องทำ ราตรีสวัสดิ์

        อี้เป่ยซีมองดูเวลาอีกครั้ง เวลานี้จะมาราตรีสวัสดิ์อะไรกัน ชีวิตยามราตรียังไม่เริ่มต้นเลยนะ เธอยังคงตอบไปว่า ราตรีสวัสดิ์ รู้สึกหนักอึ้งในใจเล็กน้อย

            ใครๆ ก็มีเรื่องของตัวเองสินะ เธอดูรูปโปรไฟล์ของมู่ไป๋ มันคือดอกกุหลาบช่อหนึ่ง แต่ว่าสิ่งที่ยึดครองรูปภาพทั้งหมดไม่ใช่กลีบกุหลาบ แต่เป็นก้านของมันที่เต็มไปด้วยหนามเล็กๆ

            ทันใดนั้นประตูก็ถูกเปิดออก เธอโยนโทรศัพท์มือถือไปบนเตียง ปิดโน้ตบุ๊คเสียงดังเพี๊ยะ หยิบกระดาษขาวสองสามแผ่นออกมาเริ่มละเลงวาด กัดปากกาเหม่อลอยเป็นครั้งคราว แล้วก็เริ่มวาดอีกครั้ง

            ในที่สุดกระดาษแผ่นหนึ่งวางเรียบอยู่บนโต๊ะ แต่ในดวงตากลับขมุกขมัวไปด้วยละอองน้ำ ปลายปากกาหยุดอยู่บนกระดาษ สั่นเทาเล็กน้อย ด้านแหลมของปลายปากกาตกลงบนมุมบนซ้ายของกระดาษและหยดน้ำหยดหนึ่งร่วงอยู่บนมุมล่างสุด ปลายปากกาเริ่มส่งเสียงครืดคราดบนกระดาษอีกครั้ง น้ำหยดนั้นกลืนกินใยกระดาษจากจุดเดิม แพร่กระจายเป็นวงกว้างทีละน้อยๆ

            จู่ๆ เธอก็หยุดเขียน ขยำกระดาษเป็นลูกกลมๆ แล้วทิ้งลงบนพื้น และหยิบกระดาษใหม่อีกแผ่นออกมา ปากกาเคลื่อนไหวไปมาอย่างรวดเร็วอยู่บนกระดาษ การเขียนเหมือนกับแผ่นที่แล้ว ภาษาคล้ายกับแผ่นที่แล้ว ทุกอย่างเหมือนกับแผ่นที่แล้ว เมื่อเขียนถึงเรื่องการหลอกลวงก็เขียนต่อไปไม่ได้อีก ขยำกระดาษในมือแผ่นนี้เป็นลูกกลมๆ แล้วทิ้งไปอีกครั้ง

            ทำอยู่ซ้ำๆ นับครั้งไม่ถ้วน ในที่สุดอี้เป่ยซีก็กลั้นไว้ไม่ไหว ปีนขึ้นไปบนเตียงร้องไห้

            ในบางครั้ง พวกเรามักจะต้องการเขียนหรือพูดบางสิ่งบางอย่างที่สามารถสะท้อนจิตใจผู้อื่นและสัมผัสถึงอารมณ์ของผู้อื่นได้

            ภูเขาน้ำแข็งมักจะบอกกับพวกเราอยู่เสมอว่า ตราบใดที่คุณมีเต็มร้อย คนอื่นก็จะรู้สึกได้เพียงสามสิบเปอร์เซ็นต์

            คำพูดน่าเสียใจเหล่านั้น ล้วนถูกเขียนขึ้นด้วยเสียงและน้ำตาจากคนที่เคยทุกข์และสิ้นหวัง

            ทุกๆ คำต่างกำลังหั่นตัวเองจนแหลกละเอียด

            จากนั้นก็จะไม่มีคำพูดสวยหรูใดที่จะสามารถเล่นกับเส้นแห่งความรู้สึกของคุณได้อีกซ้ำๆ

            เสียงดังหึ่งราวกับเสียงหายใจฮืดฮาดของคนที่เหนื่อยหอบ น้ำตาหยุดแล้ว อี้เป่ยซีนั่งลงที่โต๊ะ ผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว ถือแผ่นกระดาษที่ถูกขยำ แขวนมันอยู่บนท้องฟ้ายามค่ำคืนในความฝัน

            ลืมตาขึ้นมาอีกที ตอนนี้เป็นเวลาหกโมงเช้าแล้ว เธอบิดขี้เกียจ เหยียบย่ำอยู่บนกองเศษกระดาษลูกกลมๆ เดินไปที่ห้องน้ำ

            คนแรกที่เห็นเมื่อถึงมหาวิทยาลัย กลับเป็นคนที่ตัวเองไม่อยากเจอเลยสักนิด

            เห็นได้ชัดว่าฉินรั่วเข่อก็เห็นเธอแล้ว บีบกระเป๋าตัวเองด้วยความตื่นตระหนกและอ่อนแอเล็กน้อย แต่ก็ยังรวบรวมความกล้าเดินไปหาอี้เป่ยซี

            “เป่ยซี เธอรู้แล้วเหรอ?”

            “ฉันนึกว่าเธอกับฉินเยวี่ยเข่ออยากให้ฉันรู้มากซะอีก”

            รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอแข็งทื่อ “เปล่านะ เรื่องมันไม่ได้เป็นแบบนั้น ทำให้เธอวุ่นวายฉันต้องขอโทษด้วย ถ้าหากเธอโมโหล่ะก็ เธอจะด่าฉันก็ได้ ตีฉันก็ไม่เป็นไร”

            อี้เป่ยซีหัวเราะ “อย่าเลย ถึงฉันจะไม่อยากเป็นเด็กสาวผู้มีชื่อเสียงอะไรนั่น แต่ว่าฉันก็ไม่อยากเห็นตัวเองโผล่อยู่บนพาดหัวข่าวน่ายุ่งเหยิงอีกแล้ว เธออยากพูดอะไรกันแน่?”

            “ฉันแค่อยากขอโทษ”

            “อืม ฉันไม่รับ เอาเถอะ เธอไปให้ไกลๆ ได้แล้ว”

            “เป่ยซี หรือว่า เธอจะชอบพี่ชายแท้ๆ ของตัวเองจริงๆ?”

อี้เป่ยซีเม้มปากไม่ได้พูดอะไร เดินไปหาเธออย่างหยิ่งผยอง ฉินรั่วเข่อกลัวจนถอยหลังไปหนึ่งก้าว เบี่ยงตัวไปทางขวา อี้เป่ยซียื่นมือ หยิบเครื่องบันทึกเสียงจากในกระเป๋าเธอออกมา “หืม ฉินรั่วเข่อ เสื้อผ้าบางไปหน่อยนะ พอลมพัดก็เห็นแล้วว่าข้างในมีอะไร วันนี้ฉันก็ยังได้รู้จักเธอใหม่อีกครั้ง”

            “เป่ยซี ฉันไม่รู้ว่าใครเอามาใส่ในกระเป๋าเสื้อฉัน จริงๆ นะ เธอเชื่อฉันสิ” ดวงตาสีดำสดใสมีประกายน้ำตา อี้เป่ยซีเอาเครื่องบันทึกเสียงใส่ในมือเธอ ท่าทางสง่างาม

            “ทางขวามีคนใช่ไหม” อี้เป่ยซีเงยหน้ามองไปทางขวา มีร่องรอยความดุร้ายในดวงตา “ละครจบแล้ว ฉันไปได้แล้วสินะ”

        พูดจบก็ก้าวเท้าของตัวเองจากเธอไปทันที ฉินรั่วเข่อจับจ้องแผนหลังของเธอ ความไม่เต็มใจที่หนักอึ้งทั้งหมดพรั่งพรูออกมา เธอสูดหายใจลึก กำเครื่องบันทึกเสียงในมือแน่น

————

บทที่ 85
โดย 

บทที่ 85 จื่อจวีหานซื่อ (5)

            สายธารเอื่อยไหลคดเคี้ยวลงมาจากหุบเขา ชายชราถือไม้เท้าหันหน้าเข้าหาพระอาทิตย์ที่กำลังตกดิน หิ้วถังที่ยังคงเปื้อนด้วยหยดน้ำ มองดูที่ราบลุ่มที่ถูกย้อมด้วยแสงอาทิตย์สีทอง น้ำที่ไหลอยู่ข้างๆ สะท้อนใบหน้าด้านข้างที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของเขา รอยยิ้มบางๆ ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับไม่ถ้วนอ้อยอิ่งอยู่ตรงมุมปาก เงาสะท้อนของคลื่นในแสงแดดราวกับทำให้ร่างนั้นมีชีวิตขึ้นมา

            อี้เป่ยซีอดไม่ไหวจนต้องปรบมือชื่นชม ใบหน้าของเยี่ยฉินที่อยู่ข้างๆ ก็เปี่ยมด้วยความเลื่อมใส ทั้งสองคนมองตากัน ยิ้มปริ่ม

            “เหมือนไม่เคยเห็นรูปนี้มาก่อนเลย?” เยี่ยฉินถาม “ลายเส้นของเขา ละเอียดกว่าภาพวาดอื่นของเขามากเลยนะ พระเจ้า”

            “คือว่า เอ่อ ภาพวาดนี้ไม่รู้เพราะเหตุผลอะไร เหมือนกับเขาไม่ค่อยจัดแสดงในที่สาธารณะเท่าไร ฉันยังเคยเห็นมันในสตูดิโอของเซี่ยเช่อหลายครั้ง”

            “เซี่ยเช่อ…อา อาจารย์เซี่ย?”

            เธอพยักหน้า “ได้ยินเขาพูดเองว่าจื่อจวีหานซื่อเป็นศิษย์พี่ของเขา แล้วก็ยังบอกว่าต่อไปจื่อจวีหานซื่อจะมาช่วยที่มหา’ลัยพวกเรา ”

            “จริงเหรอ?” เยี่ยฉินตื่นเต้นมาก “ภาพวาดนี้ทำให้ฉันนึกเพลงนึง ‘ติดตาม’ ไม่รู้ว่าเธอเคยได้ยินหรือเปล่า คล้ายกับภาพนี้เลย”

            รอยยิ้มภาคภูมิใจผุดขึ้นบนใบหน้าของอี้เป่ยซี “เพลงนั้นเขียนจากภาพวาดนี้แหละ”

            “หา จริงเหรอ? มิน่าล่ะ หลิงซีสนิทกับจื่อจวีหานซื่อมากเลยใช่ไหม รู้สึกว่าผลงานบางอย่างของเธอก็เขียนจากภาพวาดของเขาเหมือนกัน เธอว่าพวกเขาจะเป็น…”

            “ไม่ใช่” อี้เป่ยซีเสียงสูงขึ้นมากะทันหัน จากนั้นก็มองรอบกายด้วยความรู้สึกเขินอายเล็กน้อย ลากตัวเยี่ยฉิน “แค่ก พวกเราไปดูทางนั้นกันเถอะ”

            “เป่ยซี เธอรู้จักหลิงซีเหรอ?”

            “เปล่าๆๆ ไม่รู้จัก ชอบเสียงของมู่ไป๋มากกว่า แล้วก็แค่เห็นกลอนที่หลิงซีเขียนบ่อยกว่า”

            “หา เธอก็ชอบมู่ไป๋ ฉันก็ชอบเขามากเลย เขาเป็นรักแรกของฉัน”

            “ใช่ๆๆ เขาก็เป็นเทพบุตรของฉัน เสียงเพราะ การร้องก็เยี่ยมมาก รู้สึกลงตัวเป็นพิเศษ รู้สึกว่าไม่ว่าเรื่องอะไรก็ควบคุมได้”

            เยี่ยฉินเอออออยู่ข้างๆ แม้แต่คนนั้นก็พูดคุยอย่างกะตือรือร้น ทันใดนั้นก็ไม่ได้ตระหนักถึงเวลาที่ผ่านเลยไป พูดพลางมาถึงมุมที่ห่างไกลผู้คนแล้ว อี้เป่ยซีเห็นรูปร่างที่สูงใหญ่คุ้นเคยจึงหยุดเดิน

            ลั่วจื่อหานยืนอยู่หน้าภาพวาดภาพหนึ่ง มองดูอย่างตั้งอกตั้งใจ ราวกับว่ากำลังลิ้มรสกับอะไรบางอย่าง หวนนึกถึงอะไรบางอย่าง คนทั้งคนราวกับเข้ากับสีสันของภาพวาดได้เป็นอย่างดี ทั้งเงียบสงบและสง่างาม ขนตาของเขาขยับแผ่วเบา เหมือนกับรู้สึกได้ถึงสายตาที่อยู่ข้างๆ หันหน้าไป

            สายตาของอีกฝ่ายเหมือนกับเดินออกมาจากภาพวาด เต็มไปด้วยความรู้สึกเหินห่าง

            “ประธานลั่ว ภาพวาดพวกนี้…” คนที่รับผิดชอบงานแสดงนิทรรศการศิลปะเดินมาหาลั่วจื่อหานจากด้านข้าง เมื่อเห็นฉากที่อยู่ตรงหน้าก็เข้าใจเป็นอย่างดีและหาข้ออ้างจากไปแล้ว เยี่ยฉินก็เดินไปอีกทางหนึ่ง ชมเชยงานศิลปะต่อ

            “เป่ยซี” ผ่านไปเนิ่นนาน ลั่วจื่อหานจึงเอ่ยปากและเดินเข้าไปหาเธอ “แค่เธอเหรอ?”

            “ไม่ใช่อยู่แล้ว” เซี่ยเช่อดึงอี้เป่ยซีไปข้างหลังทันที เมื่อเห็นลั่วจื่อหานมองดูมือของตัวเองที่ดึงอี้เป่ยซีมาอย่างไม่พอใจ ก็ยังเดินไปยังมุมนั้นของเขา โน้มตัวด้วยความยั่วยุเล็กน้อย “บังเอิญจัง อยู่ที่นี่ แล้วเจอกับ…” ด้วยแวตาของเขา คำที่ต้องการจะพูดนั้นติดอยู่ในปากทันที

            “ในเมื่อเป็นแบบนี้ฉันก็วางใจแล้ว ยังมีธุระนิดหน่อย ไปก่อนนะ เป่ยซี”

            คนที่ถูกเรียกชื่อจึงดึงสติกลับมาแล้วเงยหน้าขึ้น ลั่วจื่อหานก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ดึงมือของอี้เป่ยซีออกจากมือของเซี่ยเช่อโดยไม่แสดงอาการใดๆ นวดคลึงศีรษะของเธอ “คืนนี้อยากกินอะไร?”

            “อืม แล้วแต่เถอะ วันนี้ทำอะไรเบาๆ หน่อยเถอะ”

            “ได้” พูดจบก็จากไปแล้ว ไม่สนใจสีหน้าที่บิดเบี้ยวของเซี่ยเช่อที่อยู่ข้างหลังโดยสิ้นเชิง

            รอจนเขาจากไปแล้ว เซี่ยเช่อคว้าไหล่ของอี้เป่ยซีด้วยความตื่นเต้นสุดขีด “พวก พวกเธออยู่ด้วยกันเหรอ? เขายังทำอาหารให้เธอกินด้วย?”

        อี้เป่ยซีส่ายหัว แล้วพยักหน้า แกะมือของเขาออกอย่างหงุดหงิด “ไม่ใช่แบบที่นายคิด”

            “ไม่ได้ๆ เป่ยซี คืนนี้เธอคงไม่รังเกียจถ้าที่บ้านต้องเพิ่มถ้วยกับตะเกียบอีกคู่นึงหรอกนะ ฉันไม่ได้ชิมฝีมือของเจ้าหมอนั่นตั้งนานแล้ว ตอนนี้คิดดูแล้ว มันช่างชวนให้น่าคิดถึงมากจริงๆ”

            “พวกนายสนิทกันมากเหรอ?”

            “ไม่ใช่แค่สนิทนะ แต่ว่าโคตรสนิทเลย” เซี่ยเช่อมองไปยังประตูใหญ่ อี้เป่ยซีส่ายหัวชมภาพวาดกับเยี่ยฉินต่อ ในตอนบ่ายก็แอบไปที่นิทรรศการภาพวาดจีน เซี่ยเช่อยืนกรานว่าจะกลับบ้านกับอี้เป่ยซี หลานฉือเซวียนก็พูดว่าจะไปส่งเยี่ยฉินกลับมหาวิทยาลัยอย่างสุภาพบุรุษ ทั้งสี่คนก็แยกกันเป็นสองทางเช่นนี้ ต่างคนต่างไปสู่ที่หมายของตน

            “ประธานหลาน ขอบคุณนะ” เยี่ยฉินยิ้มอย่างสงวนท่าทีเป็นอย่างมาก หลานฉือเซวียนมองไปทางอื่นอย่างเหลือเชื่อ เรื่องราวพี่ชายเหลียวหนิงของพวกเขาในตอนนั้น แม้เขาจะไม่พูด ช้าเร็วอี้เป่ยซีก็จะรู้ ทำไมตัวเองจะต้องเป็นคนปากสว่างด้วย…

            กลับมาถึงบ้าน ฉู่ซ่งนั่งลงที่โต๊ะด้วยความห่อเหี่ยวเล็กน้อย เหมือนกับลูกแกะที่รอคอยการป้อนอาหาร ลั่วจื่อหานนั่งอยู่ข้างๆ อย่างใจเย็น กับข้าวบนโต๊ะถูกจัดวางเรียบร้อยแล้ว ยังมีไอร้อนจางๆ ลอยออกมา ได้ยินเสียงเปิดประตู หน้าทั้งใบของฉู่ซ่งก็สว่างไสว

            “ฉู่เซี่ย…ใน ที่สุดเธอก็กลับมาแล้ว” เห็นคนที่ตามมาข้างหลัง ฉู่ซ่งมุ่ยปากไม่สบอารมณ์ “เธอพาเขามาได้ยังไง?”

            เซี่ยเช่อนั่งลงข้างฉู่ซ่งด้วยความเป็นมิตรอย่างยิ่ง “เด็กน้อย พี่สาวเธอไม่เคยสอนว่าต้องปฏิบัติกับแขกยังไงเหรอ?”

            “พี่จื่อหาน เขานับว่าเป็นแขกไหม”

            ลั่วจื่อหานชำเลืองมองเซี่ยเช่อด้วยสีหน้านิ่งเฉย เซลส์ทั่วร่างกายของเซี่ยเช่อถูกปลุกให้ตื่นด้วยสายตาของเขา นั่งหลังตรงทันที หรี่ตาสบสายตากับเขา คนหนึ่งเยือกเย็น คนหนึ่งไม่หวาดหวั่น ราวกับว่ามีกลิ่นควันปืนลอยอยู่ในอากาศด้วย

            “อืม ฉันเป็นคนเชิญเซี่ยเช่อมาเอง” อี้เป่ยซีแอบด่าเซี่ยเช่อในใจ “ลั่วจื่อหาน นายคงไม่รังเกียจนะ”

            “พี่จื่อหาน”

            “ลั่วจื่อหานดึงสายตาของตัวเองกลับมาเชื่องช้า “ไม่รังเกียจ”

            อี้เป่ยซีถอนหายใจโล่งอก เข้าไปในห้องครัวหยิบเครื่องครัวมาอีกชุดหนึ่ง วางกระแทกลงตรงหน้าของเซี่ยเช่อ จากนั้นระหว่างมื้ออาหาร ตราบใดที่มันเป็นอาหารที่เซี่ยเช่อต้องการจะกิน ฉู่ซ่งก็จะชิงคีบก่อน แม้จะเป็นเช่นนี้ เซี่ยเช่อก็ยังกินอย่างพออกพอใจมาก เห็นท่าทางที่อิ่มหนำสำราญของเขาแล้ว ฉู่ซ่งกัดแก้วน้ำต้องการจะไล่เขาออกไป

            “ซ่งซ่ง เมื่อก่อนพวกนายมีความแค้นอะไรกันหรือเปล่า?”  อี้เป่ยซียกผลไม้ที่ลั่วจื่อหานเตรียมเสร็จแล้วออกมา เอ่ยถาม

            ฉู่ซ่งกัดแก้วน้ำต่อ ไม่พูดจา ดวงตาของเซี่ยเช่อสำรวจเขารอบหนึ่ง ในเวลานั้นฉู่ซ่งเหมือนกับแมวที่พองขน ซ่อนตัวอยู่ข้างอี้เป่ยซีทันที “ฉู่เซี่ย ฉู่เซี่ย เขาชอบแกล้งฉันตลอดเลย จริงๆ นะ”

            เซี่ยเช่อหรี่ตา หยิบผลไม้ขึ้นมาหนึ่งชิ้น “เอาเถอะ ตอนนั้นก็แค่หยอกนายเล่น ใครจะไปสนใจเด็กเมื่อวานซืนอย่างนายล่ะ”

            รู้จักเซี่ยเช่อมานาน อี้เป่ยซีรู้สเป๊คของเขาโดยธรรมชาติ ตบๆ มือของฉู่ซ่ง “นายไม่ใช่คนแบบที่เขาชอบจริงๆ”

            พูดพลาง คนข้างหน้าเลิกคิ้ว “แล้วเธอว่าใครล่ะที่ใช่?”

            “แค่ก ฉันคิดว่า กับนายน่ะลั่วจื่อหานก็…” ยังไม่ทันพูดจบ เซี่ยเช่อก็รีบยัดผลไม้ใส่ปากเธอทันที เหลือบมองห้องครัวด้วยความหวาดกลัวเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าไม่มีใครจึงถอนหายใจโล่งอก

            “เธออย่าพูดจาเหลวไหลนะ ระวังฉันจะตายเพราะเธอ”

            ราวกับว่าอี้เป่ยซีจับอะไรบางอย่างได้ ภูมิใจเป็นอย่างมาก ยกขาทั้งสองข้างไขว่ห้าง “ฉันว่าพวกนายสองคนเคมีเข้ากันดี เมื่อกี้ไฟกำลังร้อนอยู่เลยไม่ใช่เหรอ”

            “บอกเธอว่าอย่าพูดไง ยังจะพูดอีก” เขาขว้างหมอนที่อยู่ข้างๆ จากนั้นก็ยิ้ม “เธอคิดว่า หลานฉือเซวียนเป็นยังไง?”

    เธอรีบเก็บอาการผิดปกติบนใบหน้าทันที น้ำเสียงยังคงขึงขังเล็กน้อย “เซี่ยเช่อ ถ้านายอยากเล่น อย่าเล่นกับเขา นายรับไม่ไหวหรอก”

บทที่ 84
โดย 

            บทที่ 84 จื่อจวีหานซื่อ (4)

ในร้านอาหารเคล้าดนตรี บทเพลงที่ไพเราะหลั่งไหลออกมาจากการกระโดดขึ้นลงของคีย์สีดำขาว เสียงที่นุ่มนวลของนักร้องยิ่งเพิ่มรสชาติของความสง่างามและการผ่อนคลายให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น อี้เป่ยซีจับกระชับกระเป๋าของตัวเอง ไม่มีกะใจชื่นชมเสียงดนตรี พอเห็นเงาที่คุ้นเคย ก็พุ่งปรี่เข้าไปหาด้วยความโมโหเล็กน้อย

            “เซี่ยเช่อ นายมันจอมหักหลัง” เธอพูดกัดฟัน

            เซี่ยเช่อละสายตาออกจากเมนู กวาดมองอี้เป่ยซีอย่างเกียจคร้าน แล้วพลิกเมนูด้วยความจริงจังเป็นอย่างมาก บอกชื่อรายการอาหารแก่บริกรข้างๆ เป็นครั้งคราว อี้เป่ยซีเห็นว่าเขาไม่ได้สนใจเธอ ทันใดนั้นความโมโหทั้งหมดก็อันตธานหายไป นั่งลงบนที่นั่งตรงข้ามกับเขา ดื่มน้ำเงียบๆ

            “เท่านี้ละกัน” ในที่สุดเขาก็สั่งอาหารเสร็จ ส่งเมนูให้บริกรด้วยความสง่างาม ดวงตาที่น่ามองสำรวจคนที่อยู่ตรงหน้าไปทั่ว “มีอะไรอยากพูดไหม?”

            “ฉันผิดไปแล้ว ฉันเองก็มีธุระเหมือนกันนี่นา ก็เลยไม่เห็นข้อความของนาย แต่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมนายถึงรีบร้อนเรียกฉันไปขนาดนั้น?”

            ริมฝีปากของเซี่ยเช่อยกขึ้น เจือปนความดูหมิ่นและความลึกลับ “เธอทายสิ”

            “คราวหน้าฉันจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว นายอย่าโกรธฉันเลยนะ ได้หรือเปล่า?”

            “ฉันเคยบอกว่าโกรธเธอเหรอ?”

            “หา?”

            “ฉันไม่ได้บอกว่าโกรธ คนขี้งกอย่างเธอจะยอมทำของหล่นได้ยังไง เอ๊ะ แต่คุยกันแล้วนะว่าเธอเลี้ยง”

            หางตาของอี้เปยซีกระตุก “แน่นอน เป็นเจ้าบ้านที่ดีไม่ใช่เหรอ ฉันเลี้ยง ฉันเลี้ยง”

            เขาพยักหน้า ราวกับว่าพอใจในการต้อนรับแขกของเธอมาก สองขาไขว่ห้างกัน ทำทีเอ่ยปากอย่างไม่ใส่ใจ “เป่ยซี เธอเคยได้ยินหลานฉือเซวียนพูดถึงคนคนนึงไหม?”

            “เขาพูดถึงตั้งหลายคน นายหมายถึงใคร?”

            “ลั่วจื่อจี้”

            อี้เป่ยซีนึกย้อนด้วยความจริงจังเป็นอย่างมาก นึกถึงความทรงจำทั้งหมดที่มีร่วมกับหลานฉือเซวียน แต่ไม่มีชื่อนี้ปรากฏออกมาเลย ส่ายหัวกับคนตรงหน้าด้วยความสัตย์จริง “ไม่รู้แฮะ ที่จริง ช่วงหลังนี้เขาไม่ได้เล่าเรื่องของตัวเองให้ฉันฟังแล้ว นายลองไปถามพวกพี่เป่ยเฉินดูสิ เขาน่าจะรู้อะไรบางอย่าง”

        “อือ” เซี่ยเช่อพยักหน้า ในเวลานี้เอง บริกรได้เอาไวน์มาเสิร์ฟแล้ว มาถึงตรงหน้าเซี่ยเช่อและรินให้เขา เงาของแก้วทรงสูงถูกย้อมด้วยสีแดง อี้เป่ยซีจ้องไวน์แดงที่ไหลออกมาแน่นิ่ง

            “อย่าได้คิด ดื่มน้ำผลไม้ของเธอไป”

            เธอกัดหลอด “ฉันก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว ทำไมถึงยังไม่ให้ฉันดื่ม นายแกล้งฉัน”

            “อือ ก็แกล้งเธอนี่แหละ” พูดพลางยกแก้วไวน์ขึ้นมา จิบไปหนึ่งคำ “ฉันนึกว่าเธอจะยึดติดเรื่องราคาของมันซะอีก”

            อี้เป่ยซีจึงมีปฏิกิริยาตอบสนอง “เซี่ยเช่อ นายๆๆ…”

            “เธอจะเลี้ยงไม่ใช่เหรอ ของที่อยากลองก่อนหน้านี้ก็สั่งมาหมดแล้ว ไม่เป็นไร อย่างมากก็กักตัวเธอไว้ขัดหนี้”

            มือหนึ่งของเธอกุมกระเป๋าสตางค์ของตัวเอง อีกมือหนึ่งกุมหน้าอกของตัวเอง ท่าทางเจ็บปวดอย่างมาก

            ทั้งสองคนคุยเรื่องสัพเพเหระกันครู่หนึ่ง หลานฉือเซวียนในชุดสูทสีขาวกับหญิงสาวสวมชุดวันพีซสีขาวเดินมาทางพวกเขา การเคลื่อนไหวมีความระแวดระวังและอึดอัดเล็กน้อย

            จนกระทั่งมาถึงที่โต๊ะ อี้เป่ยซีจึงสังเกตเห็นทั้งสองคน บนใบหน้าของเซี่ยเช่อผุดรอยยิ้มขี้เล่น

            “คุณนี่เอง เยี่ยฉิน”

            “เป่ยซี เธอก็อยู่นี่ด้วยเหรอ” อี้เป่ยซีรีบทักทายเยี่ยฉินที่นั่งลงข้างเธอ หลานฉือเซวียนเม้มปากไม่พูดไม่จานั่งลงข้างๆ เซี่ยเช่อ

            “ทำไมนายถึงมากับเยี่ยฉินได้ล่ะ เกิดอะไรขึ้น?”

            เยี่ยฉินรีบโบกมือ “เป่ยซี เธอเข้าใจผิดแล้ว คือ คืออย่างนี้ เรื่องการเลือกวิชาของนักศึกษาในคาบพวกเรา ตอนแรกทางมหา’ลัยบอกว่าพวกเขาจะจัดการกันได้ ตอนนี้ผ่านไปเดือนนึงแล้ว เพิ่งมาบอกฉันว่าให้มาหาอาจารย์เซี่ย พอดีเจอประธานหลานระหว่างทาง เขาก็เลยพาฉันมา”

            “เอ่อ เรื่องนี้นี่เอง” อี้เป่ยซีเกาหัว “คือว่า ก่อนหน้านี้ ฉันลืมบอกเซี่ยเช่อน่ะ แหะๆ ขอโทษนะคะ”

            “ไม่เป็นไรๆ อาจารย์เซี่ย เรื่องวิชาเลือกของนักศึกษาพวกเรา…” บริกรที่อยู่ข้างๆ มาเสิร์ฟอาหารที่โต๊ะด้วยความเอาใจใส่อย่างยิ่งยวด

            เซี่ยเช่อขมวดคิ้ว หมุนจานใบหนึ่งเล็กน้อย ไม่ได้มองเยี่ยฉินเลย “ตอนนี่เป็นเวลาส่วนตัวของผม ผมไม่ชอบคุยเรื่องงาน”

            อี้เป่ยซีเห็นท่าทางเย็นชาและหยิ่งยโสของเขาก็อยากจะชกเขาสักหมัด เธอตบๆ มือของเยี่ยฉิน “ไม่เป็นไรนะ ความหมายของอาจารย์เซี่ยก็คือ ช่วงเวลางานเขาจะต้องแก้ปัญหานี้ให้คุณอย่างแน่นอน เยี่ยฉินคุณวางใจเถอะ”

            “เธอสนิทกับเยี่ยฉินตั้งแต่เมื่อไร?” หลานฉือเซวียนพิงพนักเก้าอี้ เอ่ยถาม

            “เอ๊ะ ฉันยังอยากจะถามนายอยู่เลย ว่าทำไมถึงสนิทกับอาจารย์เยี่ยฉินขนาดนี้ แถมยังยอมพาเธอมาที่นี่ด้วยตัวเอง”

            หลานฉือเซวียนเหลือบมองเยี่ยฉิน เห็นเธอส่ายหัว ในดวงตาเต็มไปด้วยความวิงวอน “ฉันถามเธอก่อนนะ อย่ายืมแรงเพื่อตอบโต้กลับตลอดเวลาสิ”

            “ก็ตอนที่ไปหาเซี่ยเช่อน่ะ เจอระหว่างทาง จากนั้นก็ตกหลุมรักอาจารย์เยี่ยตั้งแต่แรกพบ สองคนรู้สึกดีๆ ต่อกัน โอเคไหม?”

            คนที่นั่งอยู่ต่างผงะออกอย่างขยะแขยงกับเรื่องรักที่อี้เป่ยซีจงใจสร้างขึ้นมา เยี่ยฉินยิ้มเจื่อน บนใบหน้าของหลานฉือเซวียนกับเซี่ยเช่อมีอาการคล้ายคลึงกันเล็กน้อย ต่างมีความรังเกียจเหลือจะรับ

        “รับเธอไม่ไหวเลย ทำซะจนไม่อยากกินข้าวแล้ว” หลานฉือเซวียนตัวสั่นขนลุกทั่วร่างกาย รินไวน์แก้วหนึ่งให้ตัวเอง

            “เอ๊ะ เป่ยซี ทำไมช่วงนี้ไม่เห็นเธอที่มหา’ลัยเลยล่ะ?” บรรยากาศบนโต๊ะกินข้าวลดลงถึงจุดเยือกแข็งฉับพลัน อี้เป่ยซีเอาหลอดที่กัดจนแบนกัดคืนสู่ลักษณะเดิม คนๆ แก้วเล่นด้วยความอึดอัดเล็กน้อย

            “เรื่องนี้พูดแล้วมันยาว พวกเรากินไปคุยไปเถอะ”

            ดังนั้นเรื่องทั้งหมดจากปากของเธอก็กลายเป็นเรื่องการคัดเลือกเพื่อนร่วมทีมห่วยๆ และการถูกเพื่อนร่วมทีมโกงในเกมส์ การต่อสู้ในที่มืด ความอดทนต่อความหิวโหย ทั้งโต๊ะต่างอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ

            เธอโล่งอก และหยอกล้อกับสามคนต่อไป

            หลังจากกินข้าว เซี่ยเช่อเสนอให้ไปชมนิทรรศกาลภาพวาดในบริเวณใกล้เคียง อีกสามคนเห็นด้วยอย่างง่ายดาย หลังจากมาถึงแล้วจึงพบว่าผลงานหลักที่นำมาจัดแสดงในวันนี้คือภาพวาดเก่าๆ ของจื่อจวีหานซื่อ มีมูลค่าสูงลิ่ว และจัดแสดงน้อยมาก เด็กสาวทั้งสองคนตื่นเต้นจนอดใจไม่ไหว แทบจะกระโดดลอยจากพื้น

            “เป่ยซี เธอก็ชอบเขาเหรอ”

            อี้เป่ยซีพยักหน้าอย่างแรง “ใช่ๆๆ ฉันชอบเขาที่สุดเลย”

            “ได้ยินว่ายังมีภาพวาดน้ำมันบางส่วนของเขาจัดแสดงด้วย เหมือนจะอยู่ทางนั้น” เซี่ยเช่อชี้นำทางพวกเธอสองคน แม้แต่คนนั้นก็อดใจไม่ไหวโบยบินข้ามไปแล้ว สีหน้าของหลานฉือเซวียนที่อยู่ด้านหลังกลับมีความสับสนเล็กน้อย แต่ก็ยังตามเซี่ยเช่อ และเดินทันเด็กสาวทั้งสองคน

            หลานฉือเซวียนกระแอมไเบาๆ เดินมาข้างๆ อี้เป่ยซี “เธอชอบจื่อจวีหานซื่อขนาดนั้นเลยเหรอ?”

            “ใช่แล้ว ฉันก็บอกนายตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ ฉันชอบเขาที่สุดๆ ๆ เลย เวลาที่เห็นภาพวาดของเขาก็รู้สึกเงียบสงบมาก เหมือนกับว่าตัวเองก็อยู่ในอารมณ์ที่ผ่อนคลายและล้ำลึกของเขาด้วย เขาจะต้องมีพรสวรรค์แน่ๆ จะต้องเป็นคนประเภทที่ดีดพิณอยู่ในป่าไผ่ร้างผู้คน ดื่มน้ำจากลำธารทุกวัน เป็นบุรุษที่พูดคุยเยี่ยงมิตรกับดวงจันทร์”

            “พูดยังกะว่าเธอเคยเจอเขา” ดวงตาของหลานฉือเซวียนจ้องเขม็งมาที่อี้เป่ยซี

            เธอพยักหน้า “เหมือนกับว่าฉันเคยเจอเขา ในภาพวาด ฉันรู้สึกว่าไม่ว่าภาพวาดไหนก็มีเขาอยู่ข้างใน แต่ไม่รู้ว่าในความเป็นจริงเขาจะมีหน้าตายังไง ทำไมฟังจากน้ำเสียงนายแล้ว นายรู้จักเขาเหรอ?”

            “ไม่รู้”

            “ชิ อะไรเรียกว่าไม่รู้ ทำตัวลึกลับ เอ๊ะ เยี่ยฉิน พวกเราไปดูทางนั้นกัน”

            เซียเช่อเดินมาข้างหลานฉือเซวียนทีละก้าวๆ ด้วยความเชื่องช้าเป็นอย่างยิ่ง “อยากพนันไหม?”

        “ไม่มีความหมายหรอก พนันอะไร?”

————

บทที่ 83
โดย 

บทที่ 83 จื่อจวีหานซื่อ (3)

เสียงนาฬิกาเวลาเที่ยงคืนดังขึ้น อี้เป่ยซีมองไปที่ประตู ป่านนี้แล้วยังไม่กลับมาอีก วันนี้พี่เป่ยเฉินคงไม่กลับมาแล้วมั้ง

การฝึกฝนฉากที่เจอหน้ากันในหัวหลายต่อหลายครั้งนั้นช่างสูญเปล่าจริงๆ เธอลุกขึ้นยืนเทน้ำให้ตัวเอง ถืออยู่ในมือ สายตายังคงมองที่โทรทัศน์ที่กำลังฉาย

มันคือตอนใหม่ของซีรีส์ หนุ่มน้อยหน้าตาดีกับเทพธิดาตัวน้อยแสดงร่วมกันในบทละครน้ำเน่าที่ตื้นเขิน อี้เป่ยซีเบะปาก ดื่มน้ำไปอึกหนึ่ง เฮ้อ รออีกหน่อยเถอะ อีกนิดเดียวแล้วค่อยไปนอน สายตาจับจ้องไปที่ภาพที่กำลังฉายอย่างเลื่อนลอย

ประตูใหญ่ถูกเปิดออกเบาๆ

“เสี่ยว เสี่ยวซี” ความอ่อนล้ายังคงอยู่บนใบหน้าของอี้เป่ยเฉิน คำที่พูดอออกมาระมัดระวังเป็นอย่างมาก กลัวว่าจะพูดอะไรผิดเข้า

อี้เป่ยซีเงยหน้าสบตากับเขา ยิ้ม แล้วรินน้ำอีกแก้วหนึ่งส่งให้เขา อี้เป่ยเฉินรับน้ำมา นั่งลงบนโซฟาข้างเธอ

“วันนี้พี่เป่ยเฉินกลับมาดึกจังเลย ตอนนี้ที่บริษัทยุ่งมากเลยเหรอ?”

มือของเขาลูบคลำบนด้านนอกของแก้ว ไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร

“งั้นฉันไม่อยู่นี่รบกวนเวลาพักผ่อนของพี่เป่ยเฉินแล้ว ฉันจะกลับไปนอนก่อน” วางแก้วน้ำลง ปิดโทรทัศน์ จู่ๆ ห้องนั่งเล่นก็เข้าสู้ความเงียบที่แปลกประหลาดมาก อี้เป่ยซีไม่ต้องการอยู่ที่นี่อีกต่อไป ก้าวเท้าต้องการจะจากไป

“เสี่ยวซี พี่ขอโทษ”

เธอเม้มปาก “พี่เป่ยเฉินไม่ได้ทำผิดอะไรนี่ เพราะปกติเสี่ยวซีทำอะไรไม่เป็นเอง ชอบทำให้พี่เป่ยเฉินเป็นห่วงอยู่บ่อยๆ วางใจเถอะ ต่อไปเสี่ยวซีจะเปลี่ยนแปลงแน่นอน จะไม่ทำให้พี่เป่ยเฉินเป็นทุกข์แบบนี้อีก”

“เสี่ยว…”

ทันใดนั้นเองอี้เป่ยซีหันกลับมาตัดบทของเขา “จริงสิ พี่เป่ยเฉิน ต่อไปถ้ามีข่าวเรื่องพี่สะใภ้พี่ต้องบอกฉันนะ รู้เป็นคนสุดท้ายมันรู้สึกแปลกๆ เกินไปแล้ว รู้สึกอึดอัดมาก” พูดพลางคิ้วก็ขมวดกัน เหมือนกับเด็กขี้น้อยใจอย่างไรอย่างนั้น

“พี่กับฉินรั่วเข่อไม่ได้มีความสัมพันธ์แบบนั้น”

ปฏิเสธว่าไม่มีอะไรงั้นเหรอ? อี้เป่ยเฉินโกหกเธอไม่ลง ที่หนังสือพิมพ์บอกล้วนเป็นความจริง ที่รายงานก็เป็นเรื่องจริงทั้งหมด เพียงแต่มันเป็นความจริงขั้นพื้นฐานและคาดเดาผลลัพธ์ที่เป็นไปไม่ได้เท่านั้น เขาคบกับฉินรั่วเข่องั้นเหรอ? น่าตลกสิ้นดี

“อือ ฉันรู้”

“เสี่ยวซี เธอยอมเชื่อพี่เหรอ?” อี้เป่ยเฉินเก็บอาการดีใจของตัวเองไว้ไม่อยู่

อี้เป่ยซีหัวเราะ “พี่เป่ยเฉินพูดอะไรฉันก็เชื่อทั้งนั้นแหละ” เธอยกข้อมือของตัวเองขึ้น “ตอนนี้ก็ดึกแล้ว ฉันจะกลับไปนอนก่อน ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปฉันจะตั้งใจเรียนแล้ว”

“อืม ราตรีสวัสดิ์” อี้เป่ยเฉินรอจนเธอจากไปแล้วพิงอยู่บนโซฟา เขาเห็นแล้ว บนข้อมือที่เรียวบางนั้นว่างเปล่า…แต่ว่า ขอเพียงเธอยอมเชื่อก็พอ แค่นี้ก็พอแล้ว

เช้าวันรุ่งขึ้น อี้เป่ยซีกินข้าวเช้าเสร็จแล้วก็เลือกที่จะเรียกรถไปมหาวิทยาลัยด้วยตัวเอง โดยไม่ได้มองอี้เป่ยเฉินเลย

ในช่วงสุดสัปดาห์ ผู้คนในมหาวิทยาลัยมีไม่มากนัก อี้เป่ยซีดึงๆ กระเป๋าหนังสือของตัวเอง เดิมทีต้องการจะไปหอพัก ครุ่นคิดแล้วก็กลับไปที่อะพาร์ตเมนต์ของตัวเอง เข้าไปนั่งลงบนโซฟาไปได้เพียงครู่เดียว เสียงร้องไห้โหยหวนก็ดังมาจากข้างนอก

“พระเจ้า ข้างในมีคนหรือเปล่า มีใครเห็นพี่สาวที่น่าสงสารของผมบ้างหรือเปล่า?” พูดพลางเคาะประตู เพราะว่าอาการป่วยยังไม่หายดี เสียงยังคงแหบแห้งอยู่บ้าง ยิ่งเพิ่มความน่าสมเพศอย่างเห็นได้ชัด

“คนข้างใน คุณเอาพี่สาวของผมคืนมาให้ผมเถอะ คืนมาให้ผมเถอะ”

“เจ้าผักกาดน้อยอยู่ใต้ผืนดิน…”

อี้เป่ยซีทนไม่ไหวเปิดประตูออกทันที เห็นรอยยิ้มจางๆ ของฉู่ซ่ง “ฉู่เซี่ย”

เธอดึงเขาเข้ามา “ไม่เพราะเอาซะเลย นายไม่อายบ้างรึไง”

“ฉันนึกว่าเธอโกรธฉัน”

“อืม ฉันต้องโกรธอยู่แล้ว นายอธิบายมาซะดีๆ” อี้เป่ยซีนั่งลงบนโซฟา มองเขาอย่างดูถูก ฉู่ซ่งเกาหัว นั่งลงอีกด้านหนึ่งของโซฟา เขาไม่เอ่ยปาก อี้เป่ยซีก็จ้องเขาตลอดเวลา นั่งตัวแข็งทื่อไม่ทันไร ฉู่ซ่งได้แต่ร้องขอความเมตตาและสารภาพตามความจริง

“ฉู่เซี่ย ฉันจะบอกเธอว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับฉันเลยแม้แต่นิดเดียว เป็นเพราะลั่วจื่อหาน ใช่ เป็นเพราะเขา”

“อืม พูดต่อ”

“เขาบอกฉันว่าห้ามบอกเธอ ถ้าหากเธอรู้ล่ะก็ฉันจะได้เห็นดีแน่…แม้ แม้ว่าคำพูดจะไม่ใช่แบบนี้แต่ก็มีความหมายแบบนี้” หลังจากที่เห็นแววตาของเธอแล้ว ฉู่ซ่งรีบเปลี่ยนคำพูด “เธอก็รู้ ฉันมันเด็กตัวน้อยๆ อยู่ที่นี่ไม่ครอบครัวเลยสักคน พี่สาวคนเดียววันๆ ยังคิดเอาแต่จะตัดขาดกับฉัน ฉันจะปฏิเสธคำขอร้องของคนที่ทั้งร่ำรวยและมีอำนาจได้ยังไง ใครจะไปรู้ว่ามันจะเป็นการฆ่าตัวตายหรือเปล่า”

เริ่มเล่นกับไพ่อารมณ์อีกแล้ว อี้เป่ยซีนวดๆ ขมับ “ฉันไม่ได้คิดจะตัดขาดจากนาย วันๆ นายมัวแต่คิดไร้สาระอะไรกัน”

“อืมๆ ฉู่เซี่ยดีที่สุดเลย” พูดพลางต้องการจะเข้าไปกอด อี้เป่ยซีดีดหัวกลับทันที

“รับสารภาพจะลดโทษให้กึ่งหนึ่ง พูดต่อ”

ฉู่ซ่งถูๆ บาดแผลของตัวเองด้วยอาการน้อยใจเป็นอย่างมาก “ฉันก็พูดไปหมดแล้ว มีอะไรน่าพูดอีกล่ะ เธอตีฉันให้ตายก็มีแค่นี้ ฮือๆ เจ็บจะตายอยู่แล้ว”

“เอาเถอะๆ นายน่ะทำตัวน่าสงสารทุกวัน” อี้เป่ยซีเท้าศีรษะครุ่นคิด ลั่วจื่อหาน เขาเป็นคนจัดการเรื่องพวกนี้เพราะกลัวว่าเธอจะเสียใจงั้นเหรอ? แต่ว่าในโลกนี้มีความลับที่ไหนกัน เขาจะทำเรื่องที่เสียแรงเปล่าแบบนี้ไปเพื่ออะไร

คิดพลางพิงตัวอยู่บนโซฟา ลั่วจื่อหานดีกับเธอมากจริงๆ นะ เพราะอะไรล่ะ? เธอยกข้อมือขึ้น มองดูสร้อยข้อมือคริสตัลเส้นนั้น เพราะเรื่องในสมัยเด็กเหรอ?

ไม่มีเหตุผลเอาซะเลย ตอนเด็กก็คือตอนเด็ก ตอนนี้ก็คือตอนนี้ เธอเปลี่ยนไปมากแค่ไหนแม้แต่เธอเองก็บอกไม่ได้ จะเก็บความรู้สึกตอนเด็กๆ มาจนป่านนี้ได้อย่างไรกัน

ทุกอย่างล้วนเปลี่ยนแปลง เหตุผลข้อนี้เขาต้องรู้ดีอยู่แล้ว

“ฉู่ซ่ง” อี้เป่ยซีตวัดมือเรียกเขา ฉู่ซ่งป้องหัวของตัวเองเขยิบเข้าไปใกล้ “นายรู้จักกับลั่วจื่อหานมานานแค่ไหนแล้ว เล่าเรื่องของเขาให้ฉันฟังหน่อยสิ”

ฉู่ซ่งเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าเธอรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี แต่ก็ยังรู้สึกศรัทธาอยู่บ้างและกำลังจะเอ่ยปากเล่าเรื่องของลั่วจื่อหาน

“ทำไมไม่ถามฉันล่ะ?” เสียงที่ดังขึ้นกะทันหันทำเอาสองคนที่อยู่บนโซฟาตัวแข็งทื่อ อี้เป่ยซีเคาะหัวคนที่อยู่ตรงหน้า

“นายไม่ได้ปิดประตู”

เขาถูๆ ด้วยความน้อยใจ “ฉันปิดแล้ว แต่ห้ามคนที่มีกุญแจไม่ได้นี่นา”

ลั่วจื่อหานวางอาหารลงด้วยความคุ้นเคย หยิบผลไม้บางส่วนวางบนโต๊ะกาแฟ มองดูการปฏิสัมพันธ์การสองพี่น้อง

กุญแจ ลั่วจื่อหานไปแอบปั๊มกุญแจบ้านของเธอเหรอ?

ไม่ใช่หรอกๆ เขาไม่ทำเรื่องต่ำๆ แบบนี้แน่ ฉู่ซ่งน่าจะเป็นคนประเภทนั้นมากกว่า

งั้นเป็นไปได้แค่…

เธอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง สำรวจดูการตกแต่งภายในห้อง การตกแต่งเรียบง่ายแต่กลับไม่มีรสนิยม บรรยากาศที่เย็นชาช่างคล้ายคลึงกับอะพาร์ตเมนต์ของเขาอย่างยิ่งยวด

เดิมทีห้องนี้เป็นของลั่วจื่อหานเหรอ?

ไม่น่าล่ะดึกๆ ดื่นๆ เขาถึงปรากฏตัวในห้องของเธอ ไม่น่าล่ะเวลาที่หาของถึงได้คุ้นเคยกับสถานที่ถึงเพียงนี้ ที่แท้ก็เป็นอาณาเขตของเขาตั้งแต่แรก

อี้เป่ยซีกระแอมไอ ต่อไปเวลาจะพูดถึงใครลับหลังจะต้องเลือกเวลาและสถานที่ที่เหมาะสม ให้คนจับได้แบบนี้มันน่าอายเกินไปแล้ว

“กินข้าวเร็วหน่อยเถอะ เริ่มหิวแล้ว” ฉู่ซ่งมองอี้เป่ยซีอย่างเหลือเชื่อ พวกเขาสองคนพัฒนากันไปถึงขั้นไหนแล้วนะ ถึงได้พูดจาเป็นกันเองขนาดนี้

ลั่วจื่อหานหัวเราะ “ได้”

……………………………….

บทที่ 82
โดย 

บทที่ 82 จื่อจวีหานซื่อ (2)

ถังเฉิงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาเหลือบมองถังเสวี่ยเงียบๆ จากนั้นก็เดินไปด้านหน้าลั่วจื่อหานพร้อมรอยยิ้ม “เสียวเสวี่ยทำอะไรให้ประธานลั่วไม่พอใจหรือเปล่า ผมจะต้องลงโทษเขาแน่นอน เสียวเสวี่ยยังเด็ก ถ้าทำอะไรผิดตรงไหนก็ควรเห็นแก่เหตุและผล ประธานลั่วจะโมโหเพราะเรื่องเล็กๆ มันไม่คุ้มค่าหรอก”

“เรื่องเล็ก? นายต้องเห็นจริงๆ ว่าปกติน้องสาวนายทำ ‘เรื่องเล็ก’ อะไรบ้าง”

“ประธานลั่ว…”

ยังไม่ทันพูดจบ โทรศัพท์มือถือของลั่วจื่อหานก็ดังขึ้น เขาชำเลืองมองหน้าจอก็วางลงไม่ได้สนใจอีก

“ประธานลั่ว โทรศัพท์มือถือของคุณดังตลอดเลย หรือว่ามีเรื่องด่วนอะไร?”

“ไม่ด่วน ดูว่านายจะสั่งสองน้องสาวแสนดีของนายยังไงต่างหากถึงจะเป็นเรื่องด่วนที่สุด ทำไมล่ะ ทำไม่ลงหรือไง อยากให้ฉันช่วยไหม?”

ถังเฉิงโบกมืออย่างรวดเร็ว ทำทีดูเคร่งขรึม ตะคอกเยือกเย็น “เสียวเสวี่ย คุกเข่า” ถังเสวี่ยคุกเข่าลงทันที หลังก็งุ้มงอ หวาดกลัวมาก

“เธอทำอะไรให้ประธานลั่วไม่พอใจกันแน่ เธอรู้หรือเปล่า”

น้ำตาเอ่อล้นดวงตาของถังเสวี่ย “พี่ ฉันไม่…”

“ถ้าคุณหนูถังไม่อยากพูด ผมจะเล่าให้พี่ชายคุณฟังแทนอย่างละเอียดก็ได้”

เธอหดตัว กัดริมฝีปาก “พี่ฉันเปล่า”

ถังเฉิงสังเกตอาการของลั่วจื่อหาน จนถึงตอนนี้บนใบหน้าของลั่วจื่อหานยังคงมีความโกรธ เขารู้ดีว่าหากไม่ทำอะไรสักอย่างก็จะไม่หลุดพ้นพระผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ “ถังเสวี่ย ถ้าเธอไม่พูดอีกก็อย่าโทษที่พี่ใช้กฎบ้านแล้วนะ”

เธอไม่อยากจะเชื่อ สองมือกำแน่นอยู่ด้านหน้า “เพราะ เพราะเป่ยซี…”

อี้เป่ยซี เขาเอียงคอครุ่นคิด ทำไมช่วงนี้มีแต่เรื่องอี้เป่ยซี เขากระแอมไอ “พูดต่อ”

ท่าทางที่ลำบากใจของถังเสวี่ยทำให้ถังเฉิงยิ่งมั่นใจในการคาดเดาของตัวเอง เรื่องนั้นไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับน้องสาวของเขา น่าจะเป็นเพราะอี้เป่ยซี

“ประธานลั่ว ในเมื่อเสียวเสวี่ยบอกแล้วว่าเป็นเพราะอี้เป่ยซี งั้น…”

“จะรีบทำไม นายฟังเขาพูดให้จบ”

“พี่ ฉันผิดเอง ฉันขอโทษ” เธอยอมรับผิดทันที ไม่ต้องการพูดอะไรมาก น้ำตาเม็ดโตๆ ไหลอาบแก้ม หัวใจของถังเฉิงทนไม่ไหว

“คุณไม่อยากพูด ผมจะช่วยคุณพูดเอง” ลั่วจื่อหานไม่ต้องการมองเธออีก “รูปถ่ายของพวกหลานฉือเซวียนคุณหาคนมาถ่ายสินะ จากนั้นคุณก็เขียนบทความที่เป็นที่ฮือฮาของมหา’ลัยพวกคุณ เพื่อไม่ให้คนจับได้ว่าเป็นคุณ คุณยังตั้งใจแอบให้ฉินรั่วเข่อไปหาหลิงจื่อเซี่ย ก็ดี โยนความผิดทั้งหมดให้จื่อเซี่ย ใช่หรือเปล่า?”

“เสียวเสวี่ย” ถังเฉิงมองดูน้องสาวที่น่ารักอ่อนโยนของตัวเอง เธอทำเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร “ประธานลั่ว ไม่แน่อาจจะมีใครใส่ร้ายเสียวเสวี่ยของพวกเราก็ได้นะ”

ลั่วจื่อหานไม่ได้มองเขา “ยังไม่จบ ทั้งๆ ที่คุณก็รู้ว่ามีคนคิดทำร้ายเป่ยซี ตั้งใจนัดเขาออกไปเที่ยว เปิดเผยตำแหน่งของเธอให้คนเลวพวกนั้น คุณทำร้ายเป่ยซีจนเกือบจะ…” เขาควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ได้เล็กน้อยและนึกถึงก่อนหน้านี้ อี้เป่ยซีล้มอยู่บนพื้นหิมะอย่างไร้หนทาง พวกสัตว์เดียรัจฉานที่ไร้ความเป็นมนุษย์ต้องการทำอะไรกับเธอ ถ้าหากเขาไปไม่ทัน…

และเรื่องทั้งหมดนี้ ผู้หญิงคนนี้ที่อยู่ตรงหน้าก็ไม่สามารถปฏิเสธการมีส่วนเกี่ยวข้องได้เลย

“เป็นไปไม่ได้ เสียวเสวี่ยไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้น เขากับอี้เป่ยซีเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก” แม้ว่าถังเฉิงจะพูดเช่นนี้ คิ้วที่ยับย่นก็แสดงให้เห็นถึงความสงสัยของเขา

“จากนั้น คุณรู้เรื่องของเป่ยซีกับลู่เยี่ยหวา คุณก็รู้ว่าลู่เยี่ยจิ่งแทบทนไม่ไหวที่จะกำจัดอี้เป่ยซีออกไปจากโลกใบนี้เร็วๆ ก็เลยวางแผนให้พวกเขาสองคนได้เจอหน้ากัน ใช่หรือเปล่า”

“ถังเสวี่ย” ถังเฉิงมองถังเสวี่ยที่คุกเข่าอยู่บนพื้น เห็นเธอไม่พูดไม่จา เข้าใจว่าที่ลั่วจื่อหานพูดทั้งหมดคือเรื่องจริง เพียงแต่ยากที่จะจินจนาการว่าน้องสาวของตัวเองจะ… “ประธานลั่ว มันไม่มีหลักฐานอะไรที่จะยืนยันได้ว่าเสียวเสวี่ยของพวกเราทำเรื่องพวกนี้จริงๆ”

ขณะที่ลั่วจื่อหานกำลังจะพูดต่อ จู่ๆ เสียงมือถือก็ดังขึ้นอีกครั้ง เสียงเรียกเข้าต่างออกไป เขาขมวดคิ้ว กดปุ่มรับสาย

“เจ้าเด็กบ้า นายไม่กลับมาก็รอเก็บศพให้ฉัน” พูดจบก็วางสายไปแล้ว

ลั่วจื่อหานละสายตา มองไปยังถังเสวี่ย “ต้องการหลักฐานที่ผมพูดงั้นเหรอ ถังเสวี่ย อยากให้ผมพูดกับพี่ชายที่รักคุณต่อไหม?”

“ไม่ต้องพูดแล้ว ไม่ต้องพูดแล้ว” ถังเสวี่ยส่ายหัวอย่างแรง ใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตา

“ถังเสวี่ย” ถังเฉิงก็รู้สึกโมโหเล็กน้อย “ที่ประธานลั่วพูดเป็นความจริงเหรอ?”

ถังเสวี่ยเอาแต่ร้องไห้ ร้องไห้ไม่หยุด ร้องไห้ตลอดเวลา ไม่ได้ตอบคำถามของเขาทันที ถังเฉิงลุกขึ้นยืน “วางใจเถอะประธานลั่ว ผมจะต้องหาคำอธิบายให้คุณแน่นอน”

ลั่วจื่อหานไม่พูด มองปุ่มรับสายที่เด้งขึ้นมาอีกครั้งแล้วกดตัดสาย “ฉันจะรอดูคำอธิบายของประธานถัง” พูดจบก็จากไปโดยไม่หันมามอง

ถังเสวี่ยนั่งอยู่บนพื้น ยังคงร้องไห้ไม่หยุด ถังเฉิงเดินเข้าไปหาเธอ คุกเข่า ยกมือขึ้นสูง ขณะที่กำลังจะร่วงลงอย่างแรงนั้นก็สูญเสียพลังทั้งหมดฉับพลัน “เสียวเสวี่ย เพราะอะไร?”

เธอคว้าแขนเสื้อของถังเฉิงไว้ กอดถังเฉิงเหมือนตอนเด็กๆ “พี่ ฉันเปล่า ฉันไม่ได้อยากทำแบบนี้จริงๆ เป็นเพราะ เป็นเพราะ ฟางหมิ่น พวกเขาสองคนทะเลาะกันตั้งแต่เจอหน้ากันครั้งแรกแล้ว ฉัน ฉันก็ถูกบังคับนะพี่ พี่เชื่อฉันนะ”

“จนป่านนี้แล้ว เธอยังคิดโยนความผิดให้คนอื่นอีก” ถังเฉิงดึงมือของเธอออก “เธอน่าจะคิดทบทวนให้ดีนะ ถังเสวี่ย”

เมื่อออกมาจากบ้านถังลั่วจื่อหานยังคงไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ ความโกรธเคือง ความสงสาร ความกล่าวโทษตัวเองระคนอยู่ด้วยกัน มันยกระดับสูงจนทำให้เขาหายใจได้ไม่ทั่วท้อง เขาคลายเนกไทออก หยิบบุหรี่ออกมาม้วนหนึ่งจุดให้ตัวเองอย่างกระสับกระส่าย จากนั้นเนิ่นนานจึงจะสตาร์ทรถอีกครั้ง

“พี่จื่อหาน ในที่สุดพี่ก็กลับมาแล้ว พวกเรารอพี่…นานแล้ว” เดิมทีหลิงจื่อเซี่ยเปิดประตูต้อนรับลั่วจื่อหานด้วยความดีใจเป็นอย่างมาก แต่หลังจากที่เห็นแววตาเตือนภัยของเขาแล้วก็ห่อเหี่ยวลง “เอ่อ แม่ก็มาแล้วด้วย”

“พี่รู้” ลั่วจื่อถอดเสื้อโค้ทให้คนรับใช้ เดินไปหาคุณแม่ลั่ว “แม่ วันนี้ผมเหนื่อยนิดหน่อย ไว้กินข้าวกับแม่วันหลังนะ”

คุณแม่ลั่วได้กลิ่นบุหรี่จางๆ บนตัวของลูกชายตัวเอง แล้วมองดูสีหน้าบนใบหน้าเขา มันคือความเหนื่อยล้าที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน “ช่วงนี้งานยุ่งขนาดนี้เลยเหรอ? แม้แต่เวลาพักผ่อนของประธานก็ไม่มีหรือไง? เหนื่อยแล้วก็รีบไปพักผ่อน ไปเถอะๆ”

“อืม” หลังจากได้รับคำอนุญาตก็กลับห้องของตัวเอง ปล่อยให้แม่ลูกสองคนอยู่หน้าโต๊ะกินข้าว เห็นอาหารน่ากินละลานตาก็ไม่รู้สึกอยากอาหาร

หลิงจื่อเซี่ยเคลื่อนไหวรุนแรง คุณแม่ลั่วพริบตาเดียวก็มองอารมณ์ของเธอออก “แค่ก เซี่ยเซี่ย ช่วงนี้จื่อหานยุ่งอะไรเหรอ?”

เธอเบ้ปาก แสดงความไม่พอใจทั้งหมดออกมา “ตอนนี้พี่จื่อหานยังจะยุ่งอะไรได้ ยุ่งกับการแก้ปมของคนบางคนน่ะสิ ก็ไม่รู้ว่าในใจของเด็กสาวพวกนั้นคิดอะไรอยู่ พอเห็นพี่จื่อหานก็คิดจะโยนทุกอย่างมาให้เขา พี่จื่อหานจะไม่เหนื่อยได้ยังไง?”

“เซี่ยเซี่ย นี่ไม่ใช่สิ่งที่เธอควรพูดนะ” หลิงจื่อเซี่ยเพิ่งจะรู้ตัว รีบนั่งตัวตรง กลัวสู่สภาวะเด็กสาวปกติอีกครั้ง

“ค่ะแม่ เพราะหนูผิดเอง แต่ว่ามีบางคนทำเกินไปจริงๆ หนูอดไม่ได้ก็เลยเสียมารยาทไปหน่อย คราวหน้าจะไม่เป็นแล้ว”

คุณแม่ลั่วเลิกคิ้วเล็กน้อย “เธอบอกแม่มาว่ามันเรื่องอะไรกันแน่”

ดังนั้น หลิงจื่อเซี่ยจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด เล่าว่าอี้เป่ยซียั่วยวนคนข้างกายเธออย่างไร เรื่องที่ไม่ปล่อยแม้กระทั่งพี่ชายของตัวเอง พูดพลางยังทำท่าทีซื่อตรงเป็นอย่างมากพร้อมวิพากย์วิจารย์ไปสองสามคำ พอคุณแม่ลั่วได้ฟังคำพูดของเธอแล้วคิ้วก็ยับย่น

“ในเมื่อเป็นเพื่อนในมหา’ลัยของเธอ เธอก็ควรช่วยพี่ชายเธอสักหน่อย อย่าปล่อยให้คนที่ไม่ประสงค์ดีพวกนี้ได้มีโอกาส”

หลิงจื่อเซี่ยหดหู่ใจมาก ลั่วจื่อหานจะฟังหลิงจื่อเซี่ยอย่างเธอได้อย่างไร อี้เป่ยซีดีเสมอในสายตาของเขา ส่วนหลิงจื่อเซี่ยในสายตาเขานั้นไม่คู่ควรที่จะเอ่ยถึง แม้จะเป็นเช่นนี้ หลิงจื่อเซี่ยก็ยังยิ้มและตอบรับ

……………………………….

บทที่ 81
โดย 

บทที่ 81 จื่อจวีหานซื่อ (1)

หลังจากลั่วจื่อหานส่งอี้เป่ยซีกลับมหาวิทยาลัยแล้วไม่ได้กลับบ้านทันที แต่ขับรถไปยังสถานที่หนึ่งเขตชานเมือง บนพื้นลูกรังที่กว้างขวางและรกร้างอย่างเห็นได้ชัดนั้นมีบ้านเหล็กหลังหนึ่งที่ชำรุดทรุดโทรมอย่างยิ่งตั้งอยู่ เงี่ยหูฟังก็ราวกับว่ายังได้ยินเสียงลมที่กระทบบนผิวเหล็กและเหมือนจะรู้สึกได้ถึงสกรูที่หละหลวมเล็กน้อย ทำให้ชวนพะวงว่าวินาทีเดียวต่อมาสิ่งก่อสร้างสิ่งนี้จะยังคงอยู่หรือว่าจะกลายเป็นส่วนประกอบที่รกร้างไร้คนรู้จักเหมือนเศษหินที่อยู่บนพื้น

“ประธานลั่ว” ผู้ชายคนนั้นที่อยู่ในศูนย์การค้าโค้งนอบน้อม ลั่วจื่อหานลงจากรถเห็นสภาพของที่แห่งนี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก้าวเท้าเดินไปข้างหน้า ก้อนหินที่อยู่ใต้เท้าส่งเสียงกระทบกัน

“ประธานลั่ว คุณหนูอี้กลับบ้านแล้วครับ” เมื่อรับสายรายงาน เขาตอบว่าอือคำเดียว บนใบหน้าไม่มีอารมณ์ใดๆ เมื่อส่งสัญญาณ ประตูเหล็กก็ถูกเปิดออกเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด นักข่าวที่แอบถ่ายถูกโยนไปที่กลางห้อง ภายใต้แสงไฟนั้น เขาเหมือนกับลูกแกะที่รอการถูกเชือด มือและเท้าที่ผูกติดกันยังคงสั่นเทา

“พูดอะไรบ้าง?” ลั่วจื่อหานนั่งลงบนเก้าอี้ ถามคนที่อยู่ข้างๆ

“ไม่พูดอะไรเลยครับ”

“อ๋อ?” เขาหรี่ตา ยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกา “ตอนนี้หนึ่งทุ่มยี่สิบหก ฉันจะให้นายสี่นาที”

แววตาที่แหลมคมราวกับมีดยิงตรงไปที่คนนั้น คนอื่นก็ต่างตื่นกลัวกับกลิ่นไอบนตัวลั่วจื่อหาน ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยความเคารพ

“ผม ผมไม่มีอะไรจะพูด ผมเป็นแค่นักข่าวคนนึง ผมแค่ถูกหัวข้อข่าวบังตาไว้ก็เลยตามพวกคุณมา ไม่มีใครสั่งผม และจะไม่มีใครสั่งผมด้วย”

“นายคิดว่า ฉันพานายมาที่นี่ทำไม?” ลั่วจื่อหานเหลือบมองคนด้านข้าง “ซ้อมจนกว่ามันจะพูด”

เขาตอบรับ จากนั้นผู้คนรอบกายที่มีเครื่องมือก็ล้อมรอบคนนั้น ไม้หน้าสามทั้งหมดตีลงไปบนตัวของเขา เสียงกรีดร้องและเสียงไม้ที่ปะทะลงบนเนื้อหนังทำให้ห้องนี้สั่นไหว ลั่วจื่อหานนั่งลง อารมณ์บนใบหน้าไม่ได้เปลี่ยนไปเลย

“พวกแก นี่มันผิดกฎหมายนะ แก…บ้าเอ๊ย พวกแกไม่ตายดีแน่”

“อ๊า…หยุดตีได้แล้ว หยุดตีได้แล้ว ผมพูด ผมพูด ผมพูดแล้วโอเคไหม?”

“ประธานลั่ว” คนนำทีมก้าวไปข้างหน้า รอคำสั่งขั้นต่อไป

ลั่วจื่อหานเหลือบดูเวลา “หนึ่งทุ่มสามสิบเอ็ด ตอนนี้ฉันไม่อยากฟัง พวกนายซ้อมต่อเลย”

“ครับ”

เขาเท้าศีรษะมอง กำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่อย่างรวดเร็ว หลังจากผ่านไปเนิ่นนาน จึงสั่งให้ลูกน้องหยุด ลุกขึ้นยืนเดินเข้าไปหาคนนั้นทีละก้าวๆ คุกเข่าลง

“พูด”

“เป็น เป็นหลิงจื่อเซี่ย เรื่อง เรื่องก่อนหน้านี้เขาก็เป็นคนให้ผมทำ”

“ตีต่อ” ลั่วจื่อหานหันหลังกลับอย่างไร้ความปรานี กลับไปนั่งที่ตำแหน่งเดิม “ไม่อยากพูดใช่ไหม?”

“อัยยา ที่ผมพูดเป็นความจริงทุกคำ ถึงหลิงจื่อเซี่ยจะสนิทกับคุณ แต่ว่า แต่ว่าก็ ก็ด่วนตัดสินว่าผมเป็นคนผิดไม่ได้นะ หยุดตีได้แล้ว อ๊า…”

ลั่วจื่อหานยิ้มเยาะ “คนเบื้องหลังของนายคือใคร ใครสั่งให้นายใส่ร้ายหลิงจื่อเซี่ย”

“เรื่อง…เรื่องมันเป็นแบบนี้แหละ ผม จะกล้าโกหกได้ยังไง” เสียงอ่อนแอมากแล้ว ชวนให้น่าเป็นห่วงว่าเขาจะหมดสติหรือเปล่า ลั่วจื่อหานส่งสัญญาณให้ทุกคนหยุดตี ถังน้ำเกลือที่เย็นจัดราดบนตัวเขาโดยตรง ใบหน้าบิดเบี้ยวเพราะความเจ็บปวด

“เป็น เป็นหลิงจื่อเซี่ยนั่นแหละ” อ่อนแรงเต็มทีแต่ก็ยังยืนยันหนักแน่นในคำตอบของตัวเอง

“ต้องการให้ฉันช่วยนายกำจัดคนพวกนั้นที่เป็นไปไม่ได้ออกไป เพื่อที่นายจะได้แปดเปื้อนต่อไปหรือเปล่า?” ลั่วจื่อหานไม่ได้มองเขาเลย “ฉันเสียเวลากับนายมามากพอแล้ว ฉันคิดว่านายน่าจะรู้ดี มีนายหรือไม่มีนาย สุดท้ายใครเป็นคนทำ ฉันก็จะสืบเจอเหมือนกัน”

“ในเมื่อนายปากหนักขนาดนี้ ฉันก็ไม่มีอะไรจะพูดอะไรแล้ว วี๊ด แล้วแต่พวกนายเลย”

เสียงหมาหอนดังมาจากระยะไกล คนที่ล้มอยู่บนพื้นลังเลเล็กน้อย จนกระทั่งเห็นว่าลั่วจื่อหานกำลังจะเดินออกไป เห็นใบหน้าที่กระหายเลือดของคนข้างๆ เขารวบรวมกำลังสุดความสามารถเพื่อรั้งเขาเอาไว้

“ผมพูด ผมพูด”

ดวงตาของลั่วจื่อหานเป็นประกาย หันกลับมามองเขาด้วยความดุร้าย พูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ “พูดทุกอย่างให้ละเอียด”

ภายใต้ความโกรธเคืองของลั่วจื่อหาน เขาอธิบายเรื่องทุกอย่างอย่างละเอียดถี่ถ้วน เหลือบมองคนที่นั่งอยู่ด้วยความหวาดกลัวเล็กน้อย

เสียงหวีดของลมพัดผ่านข้างหูไป มือกำพวงมาลัยแน่น พวกนายนี่ช่างเป็นคนที่อันตรายจริงๆ จะต้องไม่ให้อยู่ข้างกายอีกต่อไปแล้ว

“ประธานลั่ว ตอนนี้เขาอยู่ในบ้าน พวกเราจะ…”

“ไม่ต้อง ฉันเอง” เขาเหยียบเพิ่มคันเร่ง รถมาถึงคฤหาสต์หลังหนึ่งอย่างรวดเร็ว

“ประธานลั่ว วันนี้คุณหนูของพวกเราไม่สบาย คุณค่อยมาวันอื่นเถอะ” ลั่วจื่อหานถูกผู้ดูแลบ้านขวางที่หน้าประตู แม้จะหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่ผู้ดูแลบ้านยังคงรักษาความสง่างามดังเช่นปกติ พูดจาอย่างชัดถ้อยชัดคำ

ลั่วจื่อหานไม่ใส่ใจคนอีกฝ่ายเดินไปข้างหน้า ผู้ดูแลบ้านถอยหลังโดยไม่รู้ตัว

“ประธานลั่ว อย่าทำให้พวกเราลำบากใจดีกว่า” พวกเขารู้ดีว่านิสัยของลั่วจื่อหานค่อนข้างเย็นชา ไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น โดยปกติแล้วก็มักทำให้ผู้คนเกรงกลัวไม่กล้าเข้าใกล้ ตอนนี้ท่าทางเกรี้ยวกราดแบบนี้ ยิ่งทำให้น่ากลัวเข้าไปอีก “ประธานลั่ว คุณหนูของพวกเราไม่สบายจริงๆ”

กล่าวปฏิเสธตลอดเวลา แต่ก็ยังถูกลั่วจื่อหานต้อนจนถึงห้องรับแขก เขากวาดตามองคนบอดี้การ์ดในห้องรับแขก ท่าทีที่เข้มงวดทำให้อดใจไม่ไหวจนหลุดขำ “พร้อมกันเลยไหม?” เมื่อพูดจบกลุ่มคนก็บุกเข้าไป ลั่วจื่อหานออกแรงสบายๆ สองสามทีก็ล้มหมอบกันทั้งแถบแล้ว เหลือบมองขึ้นเห็นถังเสวี่ยที่อยู่ในชุดนอน ใบหน้าน้อยซีดขาว ลักษณะเหมือนป่วยและไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

“พวกนายทำอะไรกัน?” ในเสียงที่อ่อนแอนั้นระคนความสูงส่งและสง่างาม “ประธานลั่วเป็นเพื่อนของฉัน ทำไมพวกนายถึงวุ่นวายแบบนี้ ไปรินน้ำชา”

ลั่วจื่อหานมองเธอ จู่ๆ ความโกรธเอ่อล้นขึ้นในดวงตา ถังเสวี่ยที่กำลังลงมาข้างล่างก็รู้สึกได้อย่างชัดเจน ขาเกิดลื่น คว้าราวจับโงนเงนจึงจะสามารถพยุงตัวได้ แล้วลงข้างล่างต่ออย่างระมัดระวังมาก ชั้นเหงื่อซึมเต็มแผ่นหลัง

“ประธานลั่ว ดึกป่านนี้แล้ว มาหาฉันมีอะไรหรือเปล่า?”

“ผมนึกว่าคุณจะรู้”

ถังเสวี่ยประสานมือเข้าด้วยกัน ก้มหน้า “เรื่องเกี่ยวกับอี้เป่ยเฉินเรื่องนั้น ฉันไม่ได้บอกเป่ยซีนะ” เธอชะงักไปเล็กน้อย กลืนน้ำลาย “คุณก็รู้ ฉันเป็นเพื่อนคนเดียวของเป่ยซี เขาเห็นคุณค่าฉันขนาดนั้น ฉันก็ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับเขาเหมือนกัน ฉันจะไปทำเรื่องที่ทำร้ายเป่ยซีได้ยังไง ประธานลั่วอย่ากังวลใจไปเลย”

เธอรับน้ำชาที่ส่งมาจากคนข้างๆ รวบรวมความกล้าเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว “ก่อนหน้านี้ฉันมักจะปวดหัวตัวร้อนอยู่บ่อยๆ พี่ชายซื้อชานี้มาให้ฉัน แถมยังทำให้รู้สึกสดชื่นด้วย ประธานลั่วจะลองไหม?”

ลั่วจื่อหานฟังคำพูดของเธอ ยิ้มเย็นชา “คุณหนูถังพูดจาเก่งจริงๆ นะ”

“ฉัน เปล่าหรอก ฉันชอบพูดจาโง่ๆ ทุกครั้งก็กังวลว่าตัวเองจะพูดอะไรผิดทำร้ายจิตใจใครเข้าหรือเปล่า เวลาที่พูดกับเป่ยซีก็ระวังตัวตลอด”

“คุณกำลังขู่ผมเหรอ?”

“เปล่าๆ ประธานลั่ว คือว่า…” ถังเสวี่ยร้อนรนเล็กน้อย คอยมองความเคลื่อนไหวข้างนอกอยู่เสมอ เธอรู้ดีว่าถ้าถูกลั่วจื่อหานพาตัวไป เธอจะลงเอยเช่นไร แม้เธอจะเล่นไพ่ความสัมพันธ์กับอี้เป่ยซีก็ไม่เห็นว่าเขาจะปล่อยเธอไป ในตอนนี้ได้แต่หวังว่าพี่ชายของตัวเองจะกลับมาเร็วหน่อย เร็วอีกหน่อย

“เสียวเสวี่ย…” ถังเฉิงพุ่งเข้ามาอย่างเร่งรีบ เมื่อเห็นลั่วจื่อหานก็หยุดกึก บังคับตัวเองให้เดินไปหาเขา “ประธานลั่วมีเวลามาหาพวกเราได้ยังไง เป็นการรับแขกที่แย่จริงๆ เสียวเสวี่ย ยังไม่เอาชาให้ประธานลั่วอีก” ถังเสวี่ยยกมือที่ถือแก้วชาขึ้นสูง แขนสั่นเทา

ลั่วจื่อหานมองถังเฉิงที่ศีรษะชุ่มไปด้วยเหงื่อจึงเข้าใจ “ถังเฉิง นายมีน้องสาวที่ดีจริงๆ ไม่รู้ว่าน้องสาวที่ฉลาดของนายคนนี้ ต่อไปจะช่วยนายได้หรือเปล่า”

…………………….

บทที่ 80
โดย 

บทที่ 80 แผนร้ายถูกเปิดโปง (9)

“เป่ยซี เธอก็น่าจะรู้ว่าฉันต้องการอะไร” ดวงตาเป็นประกาย อี้เป่ยซีไม่ระวังทำตะเกียบหลุดมือ เธอก้มตัวลงไปเก็บทันที แต่ก็ไม่ระวังชนแก้วที่อยู่ข้างหน้าล้มอีก เสียงแก้วแตกดังแสบแก้วหู กระจัดกระจายไม่เป็นท่า

“นายดูสิ ช่วงนี้ชีวิตของฉันยุ่งเหยิงไปหมด”

ลั่วจื่อหานส่งตะเกียบคู่ใหม่ให้เธอ “เพราะว่าคนเก่าน่าจะไปแล้ว” พูดพลางรินน้ำให้เธอใหม่อีกแก้ว อุ่นกำลังดี ความอบอุ่นค่อยๆ แผ่ซ่านจากฝ่ามือ เธอดื่มไปอึกหนึ่ง ไม่ได้พูดอะไรอีก ลั่วจื่อหานก็ก้มหน้ากำลังง่วนกับอะไรบางอย่างบนโทรศัพท์มือถือ ไม่นาน กับข้าวที่สั่งก็มาเสิร์ฟ แม้ไม่ค่อยอยากกินเท่าไร อี้เป่ยซีก็ยังฝืนตัวเองกินเข้าไปนิดหน่อย

กินไปได้ครึ่งหนึ่ง โทรศัพท์ของลั่วจื่อหานก็ดังขึ้น เขาเหลือบมองดูคนด้านข้าง ออกไปรับสาย หลังจากกลับมาแล้วสีหน้าไม่สู้ดีนัก เจือปนความโมโหที่กลั้นเอาไว้

“เป็นอะไรไป?”

“เปล่า” เขาทำไปเป็นปกติอีกครั้ง “อาหารไม่ถูกปากเหรอ ทำไมกินน้อยแบบนี้?”

อี้เป่ยซีไม่ได้ซักไซ้ต่อ ในใจของเธอก็มีคำตอบอยู่บ้างแล้ว แม้ไม่ได้ถามอะไร แต่ว่าตอนนี้คนที่ต่อต้านเธอคือใคร คนที่จะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ที่สุดคือใคร ตอนนี้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้ว แม้เธอจะโง่ไปกว่านี้ก็รู้ว่าใครที่ต้องมีส่วนร่วมในเรื่องนี้แน่ๆ

เรื่องของคราวนี้กับคราวที่แล้ว เธอจะปล่อยทิ้งไว้แบบนี้ไม่ได้

“ก็นิดหน่อย อาหารที่นี่มันไปหน่อย ไม่อร่อยเหมือนที่นายทำ” เธอเขี่ยกับข้าวในจาน ใบหน้าไม่มีความอยากอาหารอย่างเห็นได้ชัด และพูดประโยคนี้โดยไม่รู้ตัว

“งั้นต่อไปฉันก็ทำให้เธอกินดีไหม”

“ดี…หา?” เธอดึงสติกลับมาทันที “ไม่ ไม่ต้องหรอก ไม่ต้องหรอก นายกินอิ่มแล้วยัง ไม่อย่างนั้นพวกเรากลับกันเถอะ แหะๆ”

ลั่วจื่อหานวางตะเกียบในมือลง “งั้นพวกเราไปกันเถอะ”

“ไป? ไปไหน?”

เขาลากอี้เป่ยซีออกไปโดยไม่พูดอะไร ทั้งสองคนวิ่งอยู่บนถนนเหมือนเด็ก จนกระทั่งมาถึงที่หมาย

อี้เป่ยซีจึงเห็นตัวอักษรขนาดใหญ่จนน่าประหลาดใจ สวนสนุก

สวนสนุกที่ควรจะคราคร่ำไปด้วยผู้คนในบัดนี้เงียบสงบจนได้ยินเสียงลมพัด อี้เป่ยซีเห็นมุมปากที่โค้งขึ้นของลั่วจื่อหาน เข้าใจในเจตนาดีของเขา แต่ว่า เธอก็ไม่ชอบมาที่สวนสนุกทุกอาทิตย์หรอกนะ

“ในนี้ยังมีห้องลับนะ”

“ห้องลับ!” ดวงตาของอี้เป่ยซีเป็นประกาย รบเร้าให้คนที่อยู่ข้างๆ นำทางไปทันที

ออกมาจากห้องลับ เด็กน้อยที่คิดว่าตัวเองไม่สนใจกำลังเล่นสนุกอยู่ในบรรดาเครื่องเล่น ข้างกายก็เริ่มเต็มไปด้วยเสียงที่มีความสุขและผ่อนคลาย

ลั่วจื่อหานอยู่เป็ยเพื่อนเธอตลอดเวลา คว้ามือของเธอ มองดูเวลาบนมือ ดึงคนที่กำลังพุ่งไปยังเรือโจรสลัดเอาไว้

“ไว้วันหลังเถอะ ยังมีอีกเรื่องนึงที่สำคัญกว่า”

“หา ให้ฉันเล่นให้จบค่อยก่อนไปไม่ได้เหรอ?”

“จนปัญญากับเธอจริงๆ”

จากนั้นทั้งสองคนก็มาถึงบนภูเขาด้านหลังสวนสนุก อี้เป่ยซีที่เล่นอย่างบ้าคลั่งเกินไปตอนนี้ไม่มีพลังเหลือแล้ว ขณะที่ขึ้นเขาก็สัปหงกตลอด

“พวกเราจะไปไหนเหรอ?” แทบจะลืมตาไม่ขึ้นแล้ว เธอรู้สึกว่าขาของเธอไม่ใช่ของเธอ เธอไม่สามารถควบคุมการเดินของตัวเองได้แล้ว

“ใกล้จะถึงแล้ว”

ภูเขาลูกนี้ไม่สูงมาก เพียงไม่นานก็ถึงยอดเขาแล้ว ต้นไม้แห่งฤดูใบไม้ผลิเขียวชอุ่มและเหลื่อมอยู่ด้วยกัน ศาลาที่สวยงามผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ในช่องว่างระหว่างต้นไม้ เพ้นท์สีแดงเข้ากันอย่างยิ่งกับสีเขียวที่แน่นหนา เส้นทางสายเล็กที่ปูด้วยหินดูเหมือนจะให้สัมผัสอบอุ่นของหินกรวด กลิ่นหอมของหญ้าลอยอบอวลอยู่ในอากาศ

ดูค่อนข้างเยือกเย็นและเปล่าเปลี่ยว

เห็นได้ขัดว่าไม่ใช่ทิวทัศน์ที่ชวนน่ายินดีอะไร แต่จู่ๆ อี้เป่ยซีกลับกระปรี้กระเปร่า ทั้งๆ ที่เห็นการตกแต่งเรียบง่าย แต่กลับทำให้รู้สึกอารมณ์ดีและต้องการชมโดยรอบ

“ว้าว ที่นี่มันที่ไหน สวยจังเลย หืม ทำไมรู้สึกคุ้นจังเลย…” เธอก้มหน้าครุ่นคิด “นี่คือวิวที่จื่อจวีหานซื่อเลือกมาถึงสี่ครั้งไม่ใช่เหรอ?”

ลั่วจื่อหานหยุดเดิน “สี่ครั้ง?”

“ใช่แล้วๆ เอ๊ะ นายรู้จักจื่อจวีหานซื่อไหม ภาพวาดของเขาสวยมากๆ เลย อีกอย่างรู้สึกเหมือนกับที่นี่มาก แต่น่าเสียดายที่เลิกวาดไปตั้งแต่สองปีก่อนแล้ว”

“จะไม่รู้จักได้ยังไง”

พูดพลางเดินถึงด้านข้างของศาลา นกตัวหนึ่งยืนอยู่บนชายคาที่ยื่นออกมา ยิ่งเพิ่มชีวิตให้กับมัน คำพูดบนเสามีพลัง แม้จะถูกลมฝนชะล้างมายาวนาน แต่ก็ยังสามารถเห็นลายเส้นที่งดงามของนักเขียน เงยหน้าขึ้นไปก็จะเห็นภาพวาดหลากสีที่วาดด้วยปากกาสีซึ่งเชื่อมต่อเป็นวงกลมไม่มีที่สิ้นสุด

“เป่ยซี ดูสิ”

อี้เป่ยซีมองไปตามทิศทางนิ้วของลั่วจื่อหาน พระอาทิตย์ทำให้แสงเรียวเล็กดุจเข็มที่ทอประกายของวันธรรมดาจางหายไป มันอ่อนโยนและสว่างไสว ราวกับรอยยิ้มที่ค่อยๆ เลือนลาง ซ่อนเร้นอยู่ท่ามกลางหุบเขา เมฆสีส้มที่อยู่ด้านข้างหัวเราะเริงร่าเสียงดัง บนใบหน้ามีสีสันที่แตกต่างกันออกไป สะท้อนซึ่งกันและกัน

ทิวทัศน์ทั้งหมดที่อยู่ตรงหน้าเปลี่ยนรูปร่างโดยพลันภายใต้แสงสีทอง ทุกสิ่งรอบตัวราวกับว่าชุบด้วยชั้นทองคำที่ศักดิ์สิทธิ์และสวยงาม เพลงเสียงที่เปล่งประกายสดใสในสมัยโบราณเหมือนจะดังอยู่ข้างหู เดินทางมาอย่างยาวนานเพื่อร้องสรรเสริญให้กับช่วงเวลานี้

“ลั่วจื่อหาน สวยจังเลย”

เขามองแววตาที่ดื่มด่ำของอี้เป่ยซี มองดูใบหน้าน้อยๆ ของเธออย่างพินิจพิเคราะห์ “ใช่ สวยมาก”

“เอ่อ?” เธอหันมาสบตากับลั่วจื่อหาน เห็นการแสดงออกของดวงตาทั้งคู่นั้น มันเทียบไม่ได้กับแสงอาทิตย์ยามพลบค่ำและป่าไม้ได้เลย เพียงชั่วขณะหนึ่งก็ลืมที่จะละสายตา มีอะไรบางอย่างเต้นรัวเร็วอยู่ในร่างกาย มีอะไรบางอย่างถูกดึงเข้าไปสู่ความล้ำลึกและสงบนั้นทีละน้อย

ทั้งสองคนขยับเข้าใกล้กันทีละน้อย เข้าไปใกล้อีก สายตาของลั่วจื่อหานหยุดอยู่บนริมฝีปากที่อ้าออกเล็กน้อยของเธอ และโน้มตัวไปข้างหน้า

“ลั่วจื่อหาน” อี้เป่ยซีหดตัวถอยหลัง เธอยังคงอยู่ในอ้อมแขนของเขา เขาเอาเธอมากอดในอ้อมอกของตัวเอง คางชิดกับศีรษะของเธอเบา ๆ

“ฉันจะไม่บังคับเธอ”

“อืม” อี้เป่ยซีพิงอยู่ในอ้อมแขนของเขาเงียบๆ ฟังเสียงหัวใจเต้นของเขาที่เต้นเหมือนกับหัวใจของตัวเอง ทรงพลังและเข้มแข็ง แสงพลบค่ำสีแดงราวกับโบยบินอยู่บนใบหน้าของทั้งสองคน

หลังจากลั่วจื่อหานส่งเธอไปถึงมหาวิทยาลัยแล้วก็ขับรถจากไป อี้เป่ยซีครุ่นคิดครู่หนึ่งก็เรียกรถกลับบ้าน ไฟปิดอยู่ ห้องทั้งห้องราวกับว่ากำลังตกอยู่ในความฝัน อี้เป่ยซีหยิบกุญแจออกมาเปิดประตู เปิดไฟในห้องรับแขก แสงไฟสีอบอุ่นขับไล่ความเยือกเย็นออกไป เธอนั่งอยู่บนโซฟา ปล่อยให้โทรทัศน์ส่งเสียงดังอยู่ด้านข้าง สายตาจับจ้องเพดานตลอดเวลา

พี่เป่ยเฉินคงกลัวว่าพอเธอรู้แล้วจะเจ็บปวดสินะ ซีรีส์ดำเนินมาถึงตอนสุดท้ายและลาจอไป บทเพลงชื่อว่ารักหรือไม่รักดังขึ้น แนวคิดศิลปะเชิงสร้างสรรค์ในฉากหลังนั้นไม่มีอิทธิพลแต่อย่างใดภายใต้ความนึกคิด เธอเหลือบดูโทรทัศน์อย่างเกียจคร้าน แล้วจ้องเพดานต่อ

จะพูดอย่างไรดี จะบอกว่าอย่าเป็นห่วงเธอเลยแล้วอวยพรให้เขากับฉินรั่วเข่อ?

แต่ก็ยังพูดไม่ออก รู้สึกไม่ค่อยเต็มใจเลย

ทำไมในตอนสุดท้ายคนที่ได้อยู่กับพี่เป่ยเฉินถึงเป็นเพียงคนอื่นล่ะ?

แต่ทำไมไม่ใช่คนอื่น ทำไมถึงเป็นเธอ

ใต้หล้าแห่งนี้ น่าจะมีเพียงเธอคนเดียวที่ไม่สมควรยืนอยู่ข้างกายพี่เป่ยเฉิน

อี้เป่ยซี นั่นคือพี่ชายของเธอ เธอควรจะอวยพรให้เขามีความสุข ไม่ใช่เป็นอย่างเมื่อก่อนที่ดึงคนอื่นตกลงไปในหนองน้ำอีกคน

………………………..

บทที่ 79
โดย 

บทที่ 79 แผนร้ายถูกเปิดโปง (8)

เมื่อถึงศูนย์การค้า อี้เป่ยซีสุ่มเลือกเสื้อผ้าไม่กี่ตัวโดยขาดความสนใจ แต่ลั่วจื่อหานกลับจริงจัง เลือกมากองหนึ่งยัดใส่หน้าอกเธอให้เธอไปลอง เธอมองเขาอย่างหมดแรงเล็กน้อย แต่หลังจากสังเกตเห็นอาการที่ไม่อาจปฏิเสธได้บนใบหน้าของลั่วจื่อหานแล้ว ได้แต่เดินเข้าห้องลองเสื้อไปโดยไม่พูดจา ลองตัวแล้วตัวเล่า แต่สีหน้าของลั่วจื่อหานที่นั่งอยู่บนโซฟากลับไม่เปลี่ยนเลยสักนิด

“ช่างเถอะๆ ไม่ลองแล้ว ถึงยังไงก็ไม่สวย” อี้เป่ยซียัดเสื้อในมือใส่มือของพนักงานข้างๆ อย่างหมดกำลังใจเล็กน้อย ยกน้ำผลไม้บนโต๊ะขึ้นมาดื่ม ได้ยินเสียงตกอกตกใจของคนข้างๆ รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง

ก็แค่ดื่มน้ำผลไม้ไปอึกเดียว มีอะไรน่าประหลาดใจงั้นเหรอ?

ลั่วจื่อหานราวกับว่าอารมณ์ดีมาก ขยับเข้าไปใกล้เธอ “แค่ไม่กี่ตัวเอง ลองอีกหน่อยดีหรือเปล่า” อี้เป่ยซีได้แต่พยักหน้า เข้าไปในห้องลองเสื้ออีกครั้ง

“คุณคะ ตัวนี้คือสไตล์ใหม่ของพวกเราที่เพิ่งมาถึง ตอนนี้ยังไม่มีขาย เหมาะกับคุณมากเลยนะคะ” เธอลองเสื้อที่ลั่วจื่อหานหยิบมาจนหมดอย่างยากลำบาก ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็ไม่ยอมไปลองอีกแล้ว พอนั่งลงบนโซฟาจึงเห็นว่ามีน้ำผลไม้สองแก้ว

เมื่อกี้มีแค่แก้วเดียวไม่ใช่เหรอ? ทำไม ไม่จริงมั้ง แสดงว่าที่เธอดื่มไปเมื่อกี้เป็นของลั่วจื่อหาน? เธอรู้สึกถึงสายตายิ้มกรุ้มกริ่มอยู่เหนือศีรษะ แทบทนไม่ไหวที่จะมุดเข้าไปในหลุม เธอลุกขึ้นด้วยความกระวนกระวายใจเล็กน้อย รับเสื้อผ้าที่พนักงานขายยื่นมาให้ ปิดประตูห้องลองเสื้อราวกับกำลังหลบหนี

เมื่อกี้เธอกับลั่วจื่อหานจูบกันทางอ้อมงั้นเหรอ? ไม่รู้ว่าทำไม อี้เป่ยซีรู้สึกว่าอุณหภูมิในห้องลองเสื้อสูงขึ้นหลายองศา ร้อนจนหน้าแดง

ก็ไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อย เธอจะมัวเขินอายอะไรอยู่ในนี้ เธอปลอบใจตัวเอง ถอดเสื้อบนตัวออกช้าๆ

แต่ว่าก่อนหน้านี้เพราะเธอถูกบีบบังคับ ครั้งนี้ไม่ว่าจะมองอย่างไร เธอก็เป็นคนที่ริเริ่มก่อน

เชอะ ก็จูบนั่นแหละ จะแยกว่าเริ่มก่อนเริ่มหลังอะไรกัน

หลังจากคิดได้ก็เปลี่ยนเสื้อเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอเปิดประตูได้ยินเสียงอัศจรรย์ใจของพนักงานในร้าน สังเกตปฏิกิริยาของลั่วจื่อหานด้วยความอึดอัดใจเล็กน้อย เขาลุกขึ้นยืนเดินเข้ามาหาเธอ รูปร่างที่สูงใหญ่บดบังสายตาผู้คนโดยรอบ

“เป่ยซี เธอสวยมาก”

หน้าที่แดงอยู่แล้วยิ่งแดงเข้าไปอีก เขายื่นสองมือกุมใบหน้าของเธอไว้ อี้เป่ยซีหดตัวไปข้างหลัง

“ลั่วจื่อหาน นาย นายอย่ามามั่วนะ”

เขาหัวเราะเบาๆ ลมหายใจกระทบอยู่บนใบหน้าของอี้เป่ยซี รู้สึกคันๆ เล็กน้อย

“มีคนแอบถ่ายเธอ อยากรู้ไหมว่าเป็นใคร?” อี้เป่ยซีรู้สึกว่าระหว่างที่ตัวเองกำลังงุนงงอยู่นั้นเห็นสีหน้ากระหายเลือดของเขา เธอขยี้ตา คนที่อยู่ตรงหน้ายังคงสง่างามดังเช่นปกติ

“เป็นอะไรไป?”

“มีฝุ่นเข้าตาน่ะ รอให้ฉันเปลี่ยนเสื้อเสร็จก่อนเถอะ เสื้อตัวนี้ขยับตัวไม่ค่อยสะดวก”

“ได้” รอจนกระทั่งอี้เป่ยซีเข้าห้องลองเสื้อไปแล้ว ลั่วจื่อหานมองแต่ทำเหมือนไม่ได้มองตึกฝั่งตรงข้าม หัวเราะเย้ยหยัน เดินมาติดกับดักเอง เขาก็ไม่ต้องออกแรงแล้ว

“เสื้อพวกนี้พอห่อเสร็จแล้วส่งไปที่อยู่นี้นะครับ” เขาหยิบเศษกระดาษออกมาแผ่นหนึ่ง มีที่อยู่ของ

อะพาร์ตเมนต์เล็กๆ ของอี้เป่ยซีอยู่ด้านบน

“ได้ค่ะ ประธานลั่ว” สาวพนักงานขายยิ้มตามปกติ แต่ว่าในใจกลับสั่นไหวรุนแรง

พระเจ้า ผู้หญิงคนนั้นเป็นอะไรกับประธานลั่วกันแน่ ทำให้เขายิ้มมีความสุขขนาดนี้ แต่ว่าพอประธานลั่วยิ้มแล้วหล่อจริงๆ เลยแฮะ

อี้เป่ยซีเปลี่ยนเสื้อเสร็จแล้วก็ถูกลั่วจื่อหานลากออกไปทันที ทั้งสองคนเลี้ยวซ้ายทีขวาที อี้เป่ยซีก็สังเกตได้ถึงพิรุธของคนที่อยู่ข้างหลัง ลั่วจื่อหานดึงเธอเข้าไปอยู่ในมุม

“ทำไมถึงหายไปแล้วล่ะ โถ่เว้ย ช่างเถอะ มีของพวกนี้ก็ใช้ได้แล้ว” พอหันหลังก็ถูกคนจับไหล่เอาไว้ ท่าทุ่มไหล่ที่งดงามทำให้ล้มลงบนพื้นเสียงดัง กล้องที่คล้องคอขณะนี้อยู่ในมือของผู้ชายอีกคนแล้ว

เขาถอยหลังหวาดกลัวต้องการจะหนี ลั่วจื่อหานเข้าใกล้อย่างสบายๆ “นายคิดว่า นายยังมีโอกาสหนีงั้นเหรอ?”

“ผมผิดไปแล้ว ผมผิดไปแล้ว รูปถ่ายผมให้พวกคุณ ผมไม่เอาแล้ว ไม่เอาแล้ว”

ลั่วจื่อหานเหลือบมองรูปถ่ายในกล้องถ่ายรูปเชื่องช้า “พูดเถอะ ใครส่งนายมา?”

“ผม ผม…” คนนั้นทำตาเลิกลั่ก เอ่ยปากสั่นเทาภายใต้ความโมโหของลั่วจื่อหาน เห็นได้ชัดว่าขาดความมั่นใจ “เพื่อน เพื่อนร่วมวงการบอกว่า จะขุดข่าวของอี้เป่ยซีจากที่นี่ได้ ผมก็เลยมา”

“ปาปารัสซี่? ชักจะเกินไปแล้ว ฉันก็ไม่ใช่คนสาธารณะสักหน่อย” อี้เป่ยซียืนอยู่ข้างลั่วจื่อหานมองเขาอย่างดูถูก ลั่วจื่อหานยื่นกล้องในมือให้เธอ

“ฉันจะให้โอกาสนายเป็นครั้งสุดท้าย นายอย่าทำมันสูญเปล่าล่ะ พูด” คำพูดสุดท้ายทำให้อี้เป่ยซีก็รู้สึกได้ถึงความเย็นชาที่เริ่มแผ่กระจายออกมาจากขา อุณหภูมิรอบตัวลดลงอย่างมากโดยพลัน ทำให้อดไม่ได้ที่จะหวาดกลัวจนตัวสั่น

“เพื่อน เพื่อนร่วมวงการเป็น เป็นคนบอกจริงๆ นะ ผม ผมไม่ ไม่กล้า…”

ลั่วจื่อหานไอ “พูดต่อ”

“อ่อ” ผู้ชายคนนั้นเหมือนกับจู่ๆ นึกอะไรขึ้นมาได้ หยิบบัตรประจำตัวนักข่าวออกมาจากกระเป๋าด้วยความสั่นเทา “นี่ นี่เป็นของผม…”

ลั่วจื่อหานชำเลืองมองแต่ไม่ได้รับมา “ในเมื่อไม่ยอมนะ…” พูดพลางมีคนวิ่งมาหาลั่วจื่อหาน กระซิบอะไรบางอย่างข้างหูเขา จากนั้นก็มองคนที่อยู่บนพื้นด้วยความโมโหสุดขีด

“สารเลว ดูเรื่องที่พวกแกทำล่าสุดสิ” เสียงนั้นไม่ดังมากแต่ว่าทุกคนที่ได้ยินต่างตกใจกลัว ทันใดนั้นอี้เป่ยซีก็รู้สึกว่าเธอไม่รู้จักคนที่อยู่ตรงหน้า ในสายตาของเธอ ลั่วจื่อหานเป็นคนที่เรียบง่ายและสง่างามดุจเหล้าขาว มีความเมินเฉยอยู่บ้างราวกับว่าไม่ว่าเรื่องอะไรก็ไม่เกี่ยวกับตน พอได้รู้จักแล้วก็รู้สึกว่าเขาเป็นคนที่มีความสามารถน่าเชื่อถือ เปี่ยมด้วยความรู้สึกปลอดภัยชวนให้คนอยากพึ่งพา

แต่คนที่เย็นยะเยือกตรงหน้านี้ราวกับเป็นองค์จักรพรรดิ์ เป็นคนที่เธอไม่รู้จัก

เธอไม่รู้ว่าในใจรู้สึกอย่างไร เธอกอดกล้องไว้กับตัวเอง

“เป่ยซี เป่ยซี”

“หา มีอะไร” ในขณะที่เธอกำลังเหม่อลอย เขาก็ถูกพาตัวไปแล้ว เธอลังเลครู่หนึ่งแต่ก็ยังเอ่ยปาก “หืม พวกเขาจะพาตัวเขาไปไหน?”

“ฉันพาเธอไปหาะไรกินก่อนเถอะ ช้อปปิ้งมาทั้งเช้าแล้ว” ลั่วจื่อหานหลีกเลี่ยงคำถามของเธอ พาเธอไปที่ชั้นห้าทันที อี้เป่ยซีก็ไม่ได้ถามอะไรอีก มองดูกล้องในมือ

นั่งอยู่ในห้องส่วนตัว ทั้งสองคนต่างไม่ได้พูดอะไร อี้เป่ยซีเปิดกล้องดูรูปที่อยู่ข้างใน ยิ่งเลื่อนดูก็ยิ่งรู้สึกผิดปกติ

คนคนนี้ เป็นนักข่าวจริงเหรอ? เธอนึกว่าเรื่องที่ดังๆ ก็น่าจะเป็นเรื่องล่าสุด ทำไมถึงมีรูปถ่ายก่อนหน้านี้ และยังมีรูปของเธอกับเซี่ยเช่อด้วย

หรือว่าเรื่องก่อนหน้านี้ก็เป็นฝีมือเขา?

“ลั่ว…”

“กินข้าวก่อนเถอะ เรื่องนี้ให้ฉันจัดการเองก็พอแล้ว เธอไม่ต้องไปเหนื่อยอะไร”

อี้เป่ยซีส่ายหน้า “ฉันก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าใครอยากเป็นศัตรูกับฉันตั้งแต่แรก เมื่อกี้นายก็ดูออกนี่นา”

“ความสามารถในการโกหกแย่มาก”

“ลั่วจื่อหาน ขอบคุณนะ”

………………………………

บทที่ 78
โดย 

บทที่ 78 แผนร้ายถูกเปิดโปง (7)

ลั่วจื่อหานพาเธอขึ้นไปบนรถ เอากระดาษทิชชูเช็ดน้ำบนตัวเธอออกเล็กน้อย อี้เป่ยซีเหมือนกับตุ๊กตาที่ไร้ชีวิต ไม่ขยับเขยื้อน

“กลับอะพาร์ตเมนต์” รถขับอยู่บนถนนอย่างรีบร้อน ก็เหมือนอารมณ์ของคนที่นั่งเบาะหลังในตอนนี้

เขาอุ้มอี้เป่ยซีแทบจะวิ่งเข้าไปในห้องของตัวเอง หยิบผ้าขนหนูใส่มือเธอ รีบไปเตรียมน้ำในห้องอาบน้ำ จนกระทั่งเขาออกมาจึงพบว่าอี้เป่ยซียืนอยู่ข้างหน้าต่าง มองดูฝนห่าใหญ่ข้างนอก ผ้าขนหนูร่วงอยู่บนที่ที่เธอยืนเมื่อครู่

“เป่ยซี ตอนนี้เธอไปอาบน้ำร้อนแล้วเปลี่ยนเสื้อดีหรือเปล่า?”

“ลั่วจื่อหาน” เสียงของอี้เป่ยซีเบามาก ปะปนอยู่ด้วยกันกับเสียงฝน ถ้าหากปากไม่ได้ขยับขึ้นลงก็ชวนให้น่าสงสัยจริงๆ ว่าตัวเองหูฝาดไปหรือเปล่า “นายว่าข้างนอกฝนตกหนักแบบนี้ ทำไมข้างในถึงไม่มีฝนเลยล่ะ”

ยังไม่ทันรอให้ลั่วจื่อหานพูด จู่ๆ เธอก็หัวเราะขึ้นมา ราวกับว่าได้ยินเรื่องที่ขบขันที่สุดในโลก หัวเราะจนน้ำตาเล็ด หัวเราะจนตัวโก่งงอ ลั่วจื่อต้องการยื่นมือไปประคองเธอ เธอหลบและประคองตัวอยู่บนหน้าต่างยาว คราบน้ำปรากฏบนกระจกที่ใสสะอาด

“ตลกจังเลย เฮ้อ หัวเราะจนฉันปวดท้องแล้ว” เธอก้มหัวพิงหน้าต่างและหัวเราะเบาๆ

“เป่ยซี…”

ทันใดนั้นอี้เป่ยซีหมุนตัวรอบหนึ่งเดินไปยังจุดที่ว่างเปล่าของห้อง แล้วหมุนตัวอีกรอบ “ดูเร็วสิ ดูเร็วฝนตกแล้ว พวกของที่อยู่ในห้องจะต้องไม่รู้ว่าอะไรคือฝนแน่ๆ ในที่สุดพวกมันก็ได้เห็นแล้วล่ะ มีความสุขมากใช่ไหมล่ะ นี่แหละคือฝน ฉันทำฝนให้พวกเธอ”

ลั่วจื่อหานดึงตัวเธอแล้วล็อคเธอไว้ในอ้อมแขน “เอาล่ะฝนหยุดตกแล้ว เป็นเด็กดีไปอาบน้ำแล้วไปพักผ่อนสักหน่อยดีไหม?”

ความตื่นเต้นในแววตาของเธอหายไปโดยพลัน พยักหน้าอย่างอ่อนแรงเล็กน้อย เดินลากเท้าเข้าห้องอาบน้ำไป จากนั้นก็โยนเสื้อผ้าลงบนพื้น นอนแช่อยู่ในอ่างทันที มองดูเพดานเงียบๆ ดวงตาไม่กระพริบ

ลั่วจื่อหานที่อยู่ข้างนอกจัดเก็บข้าวของทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว เหลือบมองประตูห้องน้ำที่ปิดอยู่ ถอนหายใจเบาๆ มือที่จับผ้าปูเตียงนั้นนั้นออกแรงเล็กน้อยเหมือนกับว่ากำลังอดกลั้นต่ออะไรบางอย่างอยู่ เขาออกไปข้างนอก โทรศัพท์หาฉู่ซ่ง อธิบายสถานการณ์ให้ฟัง

“ครั้งนี้เพราะผมคิดไม่ถึงเอง ขอโทษนะพี่จื่อหาน สุดท้ายฉู่เซี่ยก็รู้อยู่ดี”

“ช้าเร็วเขาก็จะรู้ ปิดบังไว้ไม่ได้นานหรอก” ลั่วจื่อหานบีบจมูก “นายก็อย่ากังวลให้มาก”

“ขอบคุณพี่จื่อหานครับ”

“อือ”

วางสาย ลั่วจื่อหานมองเวลาบนโทรศัพท์มือถือ ต้มน้ำขิงไว้ถ้วยหนึ่ง นั่งสักพัก เมื่อขึ้นไปข้างบนก็พบว่าในห้องว่างเปล่า เขาเคาะประตูห้องน้ำเบาๆ

“เป่ยซี เป่ยซี”

ไม่มีเสียงตอบรับมาจากข้างใน เขาเปิดประตูทันที พบว่าอี้เป่ยซีใส่เสื้อที่เขาเตรียมไว้ให้เธอ นั่งอยู่บนฐานอ่างล้างหน้า เหม่อมองอ่างอาบน้ำ แกว่งเท้าน้อยๆ เธอดูเบื่อหน่ายแต่กลับชวนให้น่าตกใจอย่างบอกไม่ถูก

“เป่ยซี”

“เสื้อเปื้อนแล้ว ลั่วจื่อหาน” เสียงสะอึกสะอื้นเปี่ยมด้วยความคับค้องใจ อี้เป่ยซีกระพริบตาถี่ ดวงตาที่เอ่อล้นไปด้วยน้ำตาส่องแสงเป็นประกายอยู่ภายใต้แสงไฟ

ลั่วจื่อหานกอดเธอไว้ในอ้อมแขนตัวเอง “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เดี๋ยวซักให้สะอาดก็โอเคแล้ว ถ้าหากไม่ชอบล่ะก็ พวกเราก็เปลี่ยนอีกตัวดีไหม” ระมัดระวังเพียงใดหรือตื่นเต้นเพียงใด แม้แต่ตัวเขาเองก็มองไม่ออก

อี้เป่ยซีขำคิกคักอยู่ในอ้อมกอดของเขา ราวกับเด็กน้อยที่ลูกไม้เล็กๆ ของเธอบรรลุผล พร้อมทั้งแสดงอาการลำพอง “ดีเลย ดีเลย พวกเราไปซื้อเสื้อกัน ไปซื้อเสื้อใหม่เยอะๆ…ฮัดเช้ย”

“พวกเราไปดื่มน้ำก่อน พักผ่อนสักพัก แล้วค่อยไป หืม?”

“ได้” อี้เป่ยซีวางคางลงบนไหล่ของเขา เธอจึงผ่อนคลายลงบ้าง ลั่วจื่อหานก็ผ่อนคลายเช่นกัน ดึงเธอไปดื่มน้ำขิง และกล่อมให้เธอนอนลงบนเตียง มองออกไปยังนอกหน้าต่าง ตอนนี้ท้องฟ้ามืดแล้ว ฝนก็หยุดตกแล้ว นอกหน้าต่างมีแมลงส่งเสียงร้อง ได้ยินชัดเจนเป็นพิเศษ เขาหันหน้ามองคนที่กำลังหลับใหลอีกครั้ง ปกปิดสีหน้ารักลึกซึ้งไว้ไม่มิด

รอจนกลางคืนผ่านพ้นไป พรุ่งนี้ก็อากาศแจ่มใสแล้วเป่ยซี พออากาศแจ่มใสก็ออกไปเดินเล่นได้แล้วและสามารถทิ้งของสกปรกเหล่านั้นออกไปไกลๆ ได้แล้ว…

วันรุ่งขึ้น อี้เป่ยซีลืมตาและพบว่าตัวเองอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยเท่าไรนัก ครุ่นคิดเล็กน้อยก็นึกขึ้นได้ว่าที่นี่คือบ้านของลั่วจื่อหาน และนึกถึงกิริยาที่บ้าบิ่นของตัวเองเมื่อคืน จู่ๆ ก็รู้สึกไม่ค่อยดี เธอมองซ้ายมองขวา คล้ายผ้าห่มออกเดินเท้าเปล่าและเปิดประตูแผ่วเบา

“อรุณสวัสดิ์” เสียงของลั่วจื่อหานมีความเฉื่อยชาและแหบแห้งจากการเพิ่งตื่นนอน เธอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เห็นเขาขมวดคิ้ว วินาทีต่อมาตัวเองก็ถูกช้อนตัวอุ้มขึ้นมา เธอคว้าเสื้อของเขาไว้โดยไม่รู้ตัว “ทำไมเดินเท้าเปล่าล่ะ?”

“ไม่ค่อยอยากใส่รองเท้า” ถูกวางลงบนเตียงอีกครั้ง ลั่วจื่อหานเอารองเท้าแตะที่มีหูกระต่ายคู่หนึ่งไว้ที่ด้านหน้าของเธอ สไตล์น่ารัก ช่างไม่เข้ากับการตกแต่งของที่นี่และเจ้าของที่นี่เลย

แม้จะแปลกใจเล็กน้อย อี้เป่ยซีก็ยังสวมรองเท้าแตะแล้วยืนขึ้น

“อืม เมื่อคืนขอบคุณนายนะ รบกวนนายอีกแล้ว” เธอก้มหน้า น้ำเสียงเกรงใจมาก ลั่วจื่อหานลูบๆ หัวของเธอ

“ไม่เป็นไร เก็บของแล้วลงไปกินข้าวเช้ากันเถอะ วางเสื้อไว้ที่หัวเตียงให้เธอแล้ว” ปิดประตูเบาๆ อี้เป่ยซีหยิบเสื้อผ้าที่หัวเตียงขึ้นมา เสื้อแขนยาว กางเกง…เมื่อเห็นเสื้อผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อย หน้าน้อยๆ ก็แดงทันใด รีบเปลี่ยนเสื้อแล้วลงไปกินข้าวข้างล่าง ก้มหน้าตลอดเวลา ไม่กล้ามองลั่วจื่อหาน

หลังจากเก็บของเรียบร้อยแล้ว ลั่วจื่อหานก็ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าอี้เป่ยซีอีกครั้ง “เอาล่ะ พวกเราไปกันเถอะ”

“ไป? ไปไหน?”

“เธออยากไปซื้อเสื้อผ้าไม่ใช่เหรอ? ลืมแล้ว?”

อี้เป่ยซีจึงนึกถึงคำพูดของตัวเองเมื่อวานได้ เกาหัวอย่างเขินอาย “หา ตอนนั้นฉันอารมณ์ไม่ดี อย่าถือคำพูดเป็นจริงจังเลย ฉันไม่รบกวนนายดีกว่า กลับก่อนล่ะ”

ลั่วจื่อหานดึงข้อมือของเธอไว้ สร้อยข้อมือสีฟ้ากั้นกลางระหว่างสองคน “ฉันถือเป็นจริงจังแล้ว” จากนั้นก็พาเธอขึ้นรถไปโดยไม่พูดอะไรเลย ขับรถมุ่งหน้าไปยังศูนย์การค้าทันที

“เอ๊ะ นายไม่ต้องทำงานเหรอ?”

“ไม่ต้อง”

“บริษัทนายไม่มีงานเหรอ?”

“ไม่มี”

“นายไม่มีธุระอื่นเหรอ ลืมแล้วหรือเปล่า”

ลั่วจื่อหานมองเธออย่างมีนัยนะ อี้เป่ยซีรีบหลบตา “ฉัน ฉันก็แค่รู้สึกว่า นายยุ่งขนาดนี้ ลากนายไปช้อปปิ้งกับฉันทำเรื่องไร้สาระแบบนี้ มันจะเกินไปหน่อย”

“อ๋อ?” เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย “ถ้าเธออยากทำอะไรที่มีสาระกับฉัน ฉันพร้อมทุกเมื่อ”

“อืม งั้นพวกเราไปช้อปปิ้งเถอะ” เธอนั่งตัวตรง แสดงท่าทีสนใจมาก ลั่วจื่อหานมุมปากยกยิ้ม

……………………………….

บทที่ 77
โดย 

บทที่ 77 แผนร้ายถูกเปิดโปง (6)

พอนั่งลง ฉู่ซ่งก็สั่งให้อี้เป่ยซีทำโน่นทำนี่ จนกระทั่งดึกแล้ว เธอเหนื่อยจนปีนขึ้นไปบนเตียงทันทีไม่มีเวลาดูโทรศัพท์มือถือของตัวเอง ฉู่ซ่งจึงพอใจ ผล็อยหลับไปด้วยความอ้อนล้าเล็กน้อย มุมปากยกยิ้ม

“นี่ๆๆ คนที่ฉันเห็นเมื่อกี้ใช่อี้เป่ยซีหรือเปล่า ดูแล้วไม่เห็นร้ายเหมือนที่คนอื่นเขาว่ากันเลยนี่นา”

“อย่าดูคนที่ภายนอก ฉันเจอมาเยอะแล้ว เห็นสาวน้อยผู้ใสซื่อบริสุทธิ์ทำเรื่องที่เธอจิตนาการไม่ถึง แต่ว่าเขาก็ใจร้ายจริงๆ นะ แม้แต่พี่ชายของตัวเองก็ไม่เว้น”

“เห็นว่าเขากับพี่ชายเขาไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ กันไม่ใช่เหรอ?”

พยาบาลตัวเล็กคนนั้นสีหน้าลึกลับ เอ่ยปากดูถูก “หึ นี่เป็นวิธีล้างความผิดของเธอยังไงล่ะ ถ้าบอกว่าพวกเขาไม่ใช่พี่น้องกันก่อนที่เรื่องนี้จะเกิด ความเชื่อถือก็เป็นไปได้สูง ถ้าเป็นหลังจากนั้น ทำไปเพื่ออะไรไม่ต้องพูดก็เห็นชัดๆ อยู่แล้ว สงสารแต่อี้เป่ยเฉิน ผู้ชายที่สง่างามแบบนั้น ต้องมาตกอยู่ในกำมือของสาวน้อยคนนี้ คนที่ตัวเองชอบก็ถูกรังแก โอกาสที่จะพูดความจริงยังไม่มีเลย”

“สังคมชั้นสูงนี่ซับซ้อนจริงๆ ไม่เข้าใจเลย”

นางพยาบาลคนหนึ่งพูดเสียงต่ำ “พวกเธอว่า เขากับเด็กผู้ชายที่ป่วยคนนั้นเป็นอะไรกัน?”

“น่าจะเป็นผู้ชายหนึ่งในคอลเลคชั่นของเธอล่ะมั้ง ฉันได้ยินมาจากเพื่อนฉันคนนึง ตอนที่เขาอยู่ในมหา’ลัย ดึงดูดผู้ชายไปทั่วเลย มารยาร้อยเล่มเกวียนจริงๆ”

“น่าเสียดายพวกเทพบุตรเก่งๆ พวกนั้นเนอะ”

“นั่นสิๆ เด็กผู้ชายคนนั้น เฮ้อ…”

อี้เป่ยซียืนอยู่หน้าประตู ความโกรธก่อตัวขึ้นในใจ แต่ก็ยังกัดฟันข่มมันเอาไว้ พิงประตูมองไปยังพวกเธอ กระแอมไอเบาๆ พยาบาลที่อยู่ในห้องต่างมองไปยังประตู แต่ละคนตกใจจนตาแทบจะหลุดออกมา

“ทำไมไม่พูดต่อล่ะ?” อี้เป่ยซีหัวเราะเสียงเบา “ฉันอยากรู้ตอนต่อไปมากเลย พูดต่อสิ”

“ฉันยังมีงานที่ห้องคนไข้ทางนั้นนิดหน่อย ฉัน…” อี้เป่ยซีขวางเธอ ปิดประตูเสียงดังปัง ไอแห่งความเย็นยะเยือกภายในร่างกายทำให้คนที่มีความผิดในใจรู้สึกกลัวที่จะทำอะไรมากกว่านี้ เธอนั่งลงที่โต๊ะทำงาน กวาดตามองพวกเธอ มองปลายเล็บของตัวเองอย่างไม่สบอารมณ์ ฉุนเฉียวสุดขีด และมีความกลัวที่อธิบายไม่ได้

“คุณ คุณหนู พวก พวกฉันยังมีงาน ขอ…”

“ไม่รีบ” อี้เป่ยซีราวกับว่าเป็นผู้หญิงที่หลงเสน่ห์เล็บของเธอ จากนั้นเธอมองดูคนที่พูดจาเมื่อครู่ “รอพวกคุณเล่าเรื่องทั้งหมดแล้ว ค่อยไปทำงานก็ไม่สายมั้ง”

“คุณคะ เรื่องความเป็นความตาย ถ้าหากคนไข้เป็นอะไรไปเพราะความละเลยของพวกเรา คุณจะให้เราอธิบายกับครอบครัวว่ายังไง” ราวกับได้เห็นรุ่งอรุณแห่งความหวัง คนอื่นต่างเออออตามไปด้วย

“ฉันนึกว่าพวกคุณเปลี่ยนกะแล้วถึงได้กล้ามาเม้าส์มอยกันที่นี่”

“งั้น…ฉัน ฉันยังมีงานที่ยังส่งมอบไม่เสร็จ”

“ก็ได้” อี้เป่ยซีเสียงสูง มีความยิ่งใหญ่ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ “พวกคุณอธิบายเร็วหน่อย จบให้มันเร็วหน่อย ฉันก็ไม่มีเวลากับพวกคุณมากเหมือนกัน”

“อะ อธิบาย?”

อี้เป่ยซีขี้คร้านที่จะมองพวกเธอ “เล่าทุกอย่างให้ละเอียด ไม่งั้นเมื่อพวกคุณออกจากประตูไป มันคือจุดจบของอาชีพพยาบาลพวกคุณ เชื่อฉันเถอะ ฉันพูดได้ก็ทำได้”

“ค่ะๆๆ”

ฉะนั้นพวกเธอจึงเล่าเรื่องฉินรั่วเข่อกับอี้เป่ยเฉิน รวมทั้งเรื่องที่อี้เป่ยซีรังแกฉินรั่วเข่อ อีกทั้งข่าวทั้งหมดที่ถูกลบไปอย่างละเอียดถี่ถ้วน

“ฉะนั้นตอนนี้หุ้นของบ้านพวกคุณก็ตกลงมามาก พวกเราคิดอยู่ว่าจะรีบถอนหุ้นดีหรือเปล่า”

อี้เป่ยซีฟังอะไรไม่รู้เรื่องอีกแล้ว เธอกำมือแน่น ในใจเต็มไปด้วยอี้เป่ยเฉินและฉินรั่วเข่อ

พวกเขาสองคนไม่รู้จักกันไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงอยู่…

“จริงเหรอ?”

“จริงแท้แน่นอน ข่าวนี้ดังขึ้นมาเมื่อไม่กี่วันก่อน มีหลักฐานที่เชื่อถือได้เยอะด้วย คุณไม่เชื่อไม่ได้หรอก”

“พวกคุณออกไปเถอะ”

“คุณ”

“ไม่อยากให้ฉันโมโหพวกคุณก็ออกไป”

เพียงครู่เดียวในห้องก็เหลืออี้เป่ยซีเพียงลำพัง เธอมองพื้นห้องเหม่อลอยเล็กน้อย กระเบื้องสีขาวในโรงพยาบาลถูกสิ่งของดำๆ ที่ไม่รู้ว่าคืออะไรปกคลุมไว้ เมื่อมองให้ชัด มันคือเลือดชั้นบางๆ

เธอรู้สึกสมองสับสน อยากจะร้องตะโกน อยากจะหนีไป อยากจะรีบไปจากที่นี่ ไปยังสถานที่ที่ไม่มีใครอยู่

ที่ ที่จริงมันก็ดีนะ ถ้าหาก ในอนาคตพี่เป่ยเฉินควรอยู่กับใครสักคน ทำไมเธอจะต้องไปเสียใจด้วย เธอควรจะดีใจนี่นา อวยพรพวกเขาอย่างมีความสุข อวยพรให้พวกเขาครองรักยาวนาน นี่ต่างหากคือสิ่งที่เธอควรทำ

ไม่ใช่มัวแค่คิดเรื่องว้าวุ่นใจอยู่ตรงนี้

อี้เป่ยซี เห็นชัดๆ ว่าเธอตัดสินใจแล้วไม่ใช่เหรอ ฉะนั้นตอนนี้น่ะ ทุกอย่างดำเนินไปตามความคิดของเธอ นี่ต่างหากคือสิ่งที่เธออยากเห็น ทุกอย่างเป็นไปตามใจปรารถนา จะมีใครที่ไหนแล้วที่มีความสุขได้ถึงเพียงนี้

เป็นทุกข์อะไร เสียใจอะไร นี่คือพฤติกรรมที่คิดว่าตัวเองถูกตลอดเวลาต่างหากล่ะ

น้ำหยดหนึ่งร่วงลงบนหลังมือของอี้เป่ยซี เธอออกแรงเช็ด แล้วเช็ดตา ตึกแห่งนี้เก่าเกินไปแล้ว แถมน้ำยังรั่วอีก อยากจะออกไป อยากจะออกไป

จากนั้นร่างที่ขวัญหนีดีฝ่อก็ออกไปจากโรงพยาบาล มู่ลี่ไป๋ที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ที่ออฟฟิศก็ไม่ได้สังเกตเห็นร่างนั้น ฉู่ซ่งยังคงนอนอยู่บนเตียง มองไปยังประตูห้องคนไข้ด้วยความไม่สบายใจเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเธอจากไปแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าเธอต้องการไปที่ไหน แม้แต่เธอเองก็ยังไม่รู้

ตอนนี้ได้เวลาเข้างานแล้ว บนถนนมีรถขวักไขว่ อี้เป่ยซีเดินตามฝูงชนที่หลั่งไหล ใบหน้าที่เฉยเมยผ่านเธอไป ไม่มีใครสังเกตเห็นความสิ้นหวังของเธอ

ฝนปรอยเริ่มตกลงมาจากฟากฟ้า น่าจะเป็นฝนสุดท้ายของฤดูใบไม้ผลิแล้ว คนที่ได้รับรายงานพยากรณ์อากาศต่างหยิบร่มขึ้นมา ทั้งสีดำ สีแดง สีม่วงและมีสีสัน ราวกับได้เดินเข้าสู่โลกแห่งเห็ดหลากสี มีเพียงอี้เป่ยซีคนเดียวเท่านั้นที่เดินอยู่ท่ามกลางเห็ดที่สูงเท่าคน

ไม่นานผมเผ้า เสื้อผ้า และใบหน้าต่างเปียกปอนไปด้วยน้ำฝน ราวกับว่าเป็นน้ำตาจากทั่วทุกสารทิศ ไม่รู้ว่าเดินมานานแค่ไหน เหมือนกับเป็นศตวรรษล่ะมั้ง คนบนถนนยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ รถก็น้อยลงเรื่อยๆ จากนั้นก็มากขึ้นเรื่อยๆ เดี๋ยวน้อย เดี๋ยวมาก…

คนที่วิ่งมาชนเธอล้มลงไปกับพื้นด่าสองสามคำแล้วจากไป น้ำสกปรกเปรอะบนเสื้อผ้าแต่เธอไม่รังเกียจเลยสักนิด นั่งอยู่บนพื้นเนิ่นนาน เหมือนกับเป็นนักท่องเที่ยวที่เที่ยวจนเหนื่อยและกำลังพักผ่อน ทิวทัศน์เบื้องหน้าราวกับว่าไม่ได้สวยเท่าไรจึงไม่ต้องการที่จะลุกขึ้นแล้ว

ร่มคันหนึ่งบดบังท้องฟ้าเหนือศีรษะของเธอ มือที่สวยงามปรากฏอยู่ตรงหน้า แต่ว่านะ ตอนนี้ก็เปียกหมดแล้ว กางร่มแล้วมีประโยชน์อะไร ตอนนี้เสื้อผ้าเปื้อนแล้ว ลุกขึ้นมาอีกจะมีประโยชน์อะไรล่ะ

อี้เป่ยซีเหม่อมองมือนั้น ลั่วจื่อหานไม่ต้องการเห็นเธอนั่งอยู่ในแอ่งน้ำอีกต่อไป ทิ้งร่มลงทันที อุ้มเธอขึ้นมา

………………………….

บทที่ 76
โดย 

บทที่ 76 แผนร้ายถูกเปิดโปง (5)

อี้เป่ยซีมองผนังภายอยู่บนเตียงเงียบๆ ไม่รู้ว่าฟังเข้าใจแล้วหรือว่ายังฟังไม่เข้าใจ ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ ลั่วจื่อหานถอนหายใจเบาๆ และนั่งลงข้างเธอโดยไม่พูดอะไรเช่นกัน เงาของแสงอาทิตย์สาดลงข้างเตียง ค่อยๆ เปลี่ยนมุมของมัน ราวกับว่ากำลังสำรวจทุกพื้นที่ ก่อนหน้านี้อยู่ท่ามกลางความมืดมิด ตอนนี้อยู่ภายใต้ความมืดมิด ล้วนต้องการให้อยู่ในการควบคุมของตัวเอง…

ตอนบ่ายอี้เป่ยซีตัดสินใจกลับมหาวิทยาลัยเพื่อทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ในห้องเรียนก็ไม่เห็นเงาของผู้หญิงที่แต่งตัวจัดจ้านคนนั้น แม้แต่ในหอพักก็ไม่ได้ยินน้ำเสียงเย้ยหยัน

“ถังเสวี่ย เธอรู้ไหมว่าทำไมคืนนี้ฉินเยวี่ยเข่อถึงไม่กลับมา?” อี้เป่ยซีนั่งลงบนเตียงของตัวเองพลางเอ่ยถาม

ถังเสวี่ยกัดริมฝีปาก มองอี้เป่ยซีด้วยความลังเลเล็กน้อย ท่าทางดูหวาดกลัว ทำให้อี้เป่ยซีมั่นใจในความคิดของตัวเองมากขึ้น “ถังเสวี่ย พวกเธอมีเรื่องปิดบังฉันใช่ไหม”

ในขณะที่ถังเสวี่ยกำลังจะหลุดปากบอก ฟางหมิ่นก็อาบน้ำเสร็จเดินเข้ามาในหอพัก มองถังเสวี่ยอย่างสงสัย มีการเตือนอยู่ในดวงตาอย่างเห็นได้ชัด

“พวกเธอสองคนคุยอะไรกัน ท่าทางตื่นเต้นเชียว”

อี้เป่ยซีไม่เห็นการสบสายตาระหว่างคนสองคน แต่ว่าเมื่อเห็นสีหน้าหงอยๆ ของถังเสวี่ยก็รู้แล้วว่าตอนนี้คงถามไม่ได้ความอะไร เธอเอนตัวลงด้วยความท้อแท้เล็กน้อย มือกรีดอยู่บนวอลเปเปอร์อย่างหงุดหงิด ทำให้เกิดเสียงที่ระคายหูเบาๆ

‘ทำไมถึงไม่ยอมบอกฉัน’ เธอหันหน้าไป ได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เมื่อหยิบขึ้นมาก็เห็นข้อความของถังเสวี่ยกับเซี่ยเช่อ เธอกดเปิดหน้าแชทของถังเสวี่ยโดยไม่ลังเล

ถังเสวี่ย: เป่ยซี ฉันก็ไม่อยากเห็นเธอถูกปิดบังอีกแล้ว คนที่ผิดคือพวกเขา เธอต่างหากที่เป็นผู้เสียหาย แบบนี้ไม่ยุติธรรมกับเธอเลย

สุดท้ายก็ยังส่งอีโมจิโมโหมาให้ อี้เป่ยซีรู้สึกว่ารังไหมที่พันแน่นรอบตัวเธอ ในที่สุดก็มีรอยแตกแล้ว เธอส่งเครื่องหมายคำถามกลับไปสองสามอัน

ถังเสวี่ย: ตอนนี้เธอหาในเน็ตก็หาไม่เจอแล้วล่ะ พวกเขาเข้ามายุ่มย่ามทุกอย่าง ลิงก์ของฉันตรงนี้ก็ใช้ไม่ได้แล้ว เอางี้ไหม ฉันมีสกรีนช็อตสองสามรูป ไม่อย่างงั้นเธอลองดูก่อน

จากนั้นก็มีรูปถ่ายสองสามรูปส่งเข้าโทรศัพท์มือถือของเธอทันที เมื่ออี้เป่ยซีเปิดดูก็พบว่ารูปถ่ายทั้งหมดเสียหาย เปิดดูไม่ได้

หลิงซี: ดูรูปไม่ได้ โหลดไม่ได้ นี่มันเรื่องอะไรน่ะ?

ถังเสวี่ย: คิดว่าพวกเขาคงทำอะไรกับมือถือเธอ เธอก็เลยดูไม่ได้มั้ง เอางี้ ฉันจะเล่าให้เธอฟัง…

โทรศัพท์มือถือของอี้เป่ยซีดังขึ้น ‘ฉู่ซ่ง? ทำไมเขาต้องโทรมาในเวลานี้ด้วย?’ แม้จะสงสัยเล็กน้อย แต่เธอก็ยังกดปุ่มรับสาย ก่อนจะได้ยินเสียงที่อ่อนแรงเป็นอย่างยิ่งของฉู่ซ่ง

“ฉู่ ฉู่เซี่ย เธอ มา มาบ้านฉัน…ฉัน…” ยังไม่ทันพูดจบก็ได้ยินโทรศัพท์มือถือร่วงลงพื้นเสียงดัง

“ฉู่ซ่ง ฉู่ซ่ง…” นี่มันเรื่องอะไรกัน อี้เป่ยซีกำลังจะลุกขึ้นมาจากเตียง เธอครุ่นคิดอย่างละเอียดอีกครั้ง ฉู่ซ่งไม่ต้องการให้เธอรู้เรื่องนี้มาโดยตลอด อีกทั้งตอนนี้ถังเสวี่ยกำลังจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้เธอฟังอย่างแจ่มแจ้ง การที่เขาโทรมาตอนนี้ก็เพื่อหยุดยั้งเธอไม่ให้ล่วงรู้ความจริงอย่างแน่นอน

อาจจะเป็นการแกล้งก็ได้ งั้นอย่าไปสนใจเขาเลย

แต่ว่าน้ำเสียงทุกข์ทรมานแบบนั้นจะสมจริงเกินไปแล้ว ถ้าฉู่ซ่งเกิดเรื่องจริงๆ จะทำยังไง ช่างมันเถอะ เธอค่อยดูระหว่างทางก็ได้ ทำไมต้องมาใจร้อนเวลานี้ด้วย

หลังจากคิดได้แล้วก็คว้าเสื้อโค้ทพาดไหล่ ต้องการจะไปที่อะพาร์ตเมนต์ของฉู่ซ่ง

“เป่ยซี เธอจะไปไหนน่ะ” ถังเสวี่ยเงยหน้าขึ้นมองอี้เป่ยซี แววตาสั่นไหว มีอารมณ์ที่อธิบายไม่ได้

“ฉู่ซ่งมีเรื่องด่วนนิดหน่อย ฉันจะไปดูก่อน พวกเธอตามสบายเถอะ คืนนี้ฉันอาจจะไม่กลับมาแล้ว ไปนะ” อี้เป่ยซีก้าวเท้าวิ่งเหยาะๆ ออกไปนอกมหาวิทยาลัย ขณะที่เปิดประตูอะพาร์ตเมนต์ออกก็เห็นคนนอนอยู่บนพื้นของห้องรับแขก เธอเดินเข้าไปใกล้ พบกว่าฉู่ซ่งนอนอยู่บนพื้นทั้งใบหน้าแดงก่ำ คิ้วขมวดกันแน่น ปากอ้าออกเล็กน้อย หายใจเฮือกสองครั้งด้วยความอึดอัดมาก

อี้เป่ยซีรีบประคองเขาขึ้นมา “หน้าผากร้อนมากเลย ป่วยแล้วไม่รู้จักไปโรงพยาบาลรึไง?”

“ไม่อยากไปโรงพยาบาล ไม่อยากไปโรงพยาบาล” ฉู่ซ่งกอดเธอ แขนก็หนักอึ้งและไร้เรี่ยวแรง อี้เป่ยซีจำต้องยื่นมือประคองเขาไว้ “ฉู่เซี่ย ฉันอยากกินน้ำ”

“กินน้ำอะไรล่ะ ฉันจะพานายไปโรงพยาบาล”

“ฉันไม่…”

“ถ้านายยังพูดอีกคำเดียว ต่อไปฉันจะไม่สนใจนายอีกแล้ว นายลองดูสิ”

ฉู่ซ่งซบอยู่บนตัวของเธอ ราวกับว่ากำลังออดอ้อน “แม่เสือฉู่เซี่ย น่ากลัวจริงๆ”

“ตอนนี้เป็นไงบ้าง ยืนได้หรือเปล่า?”

“ไม่ได้ ไม่ได้ เธอไปข้างบนเอายามาให้ฉันก็พอแล้ว จริงๆ เมื่อก่อนฉันก็เป็นแบบนี้ แค่คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะหนักขนาดนี้น่ะ”

“ได้ ฉันจะประคองนายนั่งก่อน” หลังจากประคองเขาไปนั่งที่โซฟาเรียบร้อย อี้เป่ยซีก็เหงื่อท่วมตัวแล้ว เธอไปตามที่ฉู่ซ่งบอก เอายามาป้อนให้เขา ผ่านไปครู่หนึ่ง คนที่อยู่ข้างๆ ก็ยังหน้าแดงก่ำ หน้าผากยังร้อนจนน่าตกใจ ภายใต้การยืนกรานของอี้เป่ยซี ทั้งสองคนจึงไปที่โรงพยาบาล ฉู่ซ่งนอนอยู่บนเตียงคนไข้ด้วยความอึดอัดใจเล็กน้อย เข็มน้ำเกลืออยู่บนมือซ้าย

“ไหนนายบอกว่าจะไม่มาที่โรงพยาบาลอีกไม่ใช่เหรอ?” ยังไม่เห็นเจ้าตัวก็ได้ยินเสียงเอ่ยแซวลอยมา มู่ลี่ไป๋เห็นอี้เป่ยซีที่เฝ้าอยู่ข้างเตียงคนไข้จึงเข้าใจได้ “เป่ยซีก็มาด้วยเหรอ”

“อืม พวกคุณคุยกันเถอะ ฉันจะไปเอายาก่อน” เธอพูดจบก็ลุกขึ้นจากไป

มู่ลี่ไป๋นั่งลงบนเก้าอี้ตัวเล็กข้างเตียง มองเขาอย่างค่อนข้างขบขัน และเหลือบมองบันทึกอุณหภูมิร่างกาย “39.8 เฮ้อ ยังเหลืออีกนิดเดียว”

ฉู่ซ่งมองค้อนเขา

“นายนี่มีความพยายามสูงจริงๆ นายกับลั่วจื่อหานคิดอะไรอยู่กันแน่ ยังไม่บอกความจริงให้เขาฟังอีก เจ็บนานมันแย่กว่าเจ็บสั้นนะ”

“ตราบใดที่อี้เป่ยเฉินเลือกที่จะทำร้ายเขา สำหรับเขามันก็คือเจ็บนาน”

“อืม ฉะนั้นนายก็เลยเลือกเจ็บสั้นแบบนี้ เดี๋ยวจะไปตรวจเลือดกัน ไข้สูงขนาดนี้ ยังไม่รู้เลยว่าเป็นเชื้อไวรัสหรือเปล่า”

ฉู่ซ่งโมโห “พี่ไม่รู้แน่เหรอ ผมไม่ไป”

“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง” มู่ลี่ไป๋หัวเราะอย่างอบอุ่นอย่างมาก “จรรยาบรรณแพทย์น่ะ ฉันก็หวังดีกับนาย ทำไมล่ะ หรือว่านายยังกลัวเจ็บ?”

“ผม ผมเปล่านะ” ฉู่ซ่งเบือนหน้าหนี ไม่ได้มองเขาอีก แต่เสียงหัวเราะของมู่ลี่ไป๋ข้างๆ กลับทรมานเขาอยู่ตลอดเวลา ‘ทำไมต้องมาที่โรงพยาบาลนี้ด้วย ฉู่เซี่ย เธอตั้งใจแกล้งฉันนี่’

“อย่างนั้นเหรอ งั้นก็ได้” จากนั้นมู่ลี่ไป๋ก็ไม่พูดอะไรอีก ฉู่ซ่งรู้สึกเหลือเชื่อเล็กน้อย ยอมแพ้เร็วแบบนี้เลยเหรอ แต่ว่าเมื่อเห็นรอยยิ้มที่มุมปากอีกฝ่าย หัวใจของเขาก็เต้นวูบหนึ่ง

จนกระทั่งอี้เป่ยซีเอายากลับมา มู่ลี่ไป๋รีบออกไปรับหน้าทันที หลังพูดกับเธอไม่กี่คำ เห็นแววตาที่ตื่นเต้นของอี้เป่ยซี ฉู่ซ่งก็เข้าใจ สงสัยว่าการตรวจเลือดครั้งนี้ เขาต้องไปซะแล้ว

‘มู่ลี่ไป๋ ฝากไว้ก่อนเถอะ อย่าปล่อยให้ผมมีโอกาสได้แกล้งพี่บ้างนะ ไม่งั้นผมจะให้พี่ได้เห็นดีกัน’ ฉู่ซ่งจับมุมผ้าห่มด้วยความโกรธสุดขีด สักครู่ก็มีพยาบาลเข้ามา ภายใต้การข่มขู่ของอี้เป่ยซี ฉู่ซ่งกัดมุมผ้าห่มยอมรับการตรวจเลือดแต่โดยดี

………………………………

บทที่ 75
โดย 

บทที่ 75 แผนร้ายถูกเปิดโปง (4)

อี้เป่ยซีขดตัวเข้าด้วยกัน ไหล่สั่นเทาเล็กน้อย ไม่ช้าน้ำตาก็เปียกเลอะเสื้อผ้าบริเวณหัวเข่า ค่อยๆ ขยายออกเป็นวงกว้าง

ชอบพอกันไม่ใช่เหรอ? ทำไมต้องเสียใจด้วยล่ะ ทำไมถึงรู้สึกเสียใจขนาดนี้ ทำไมถึงรู้สึกว่ารับไม่ได้แบบนี้?

แต่ว่าทุกอย่างมันจบแล้ว ทุกอย่างมันสายเกินไปแล้ว ระหว่างเธอกับอี้เป่ยเฉินตอนนี้มีอีกคนคั่นกลางแล้ว คนที่จากโลกนี้ไปเพราะความเห็นแก่ตัวและความโง่เขลาของเธอ เธอจะอยู่กับอี้เป่ยเฉินอย่างสบายใจได้อย่างไร

อุปสรรคความรักของพวกเขาก็คือชีวิตของคนคนหนึ่ง ทำอย่างไรก็ไม่สามารถข้ามผ่านชีวิตในอดีตที่นองเลือดวันนั้นได้ เช่นนี้แล้วจะสบายใจได้อย่างไร จะมีความสุขได้อย่างไร

ฆาตกรคนหนึ่งจะสามารถเต้นรำอยู่บนร่างของผู้ถูกสังหารได้อย่างไร

อี้เป่ยซียังคงร้องไห้ไม่หยุด

ความสามารถและอิสระในการตกหลุมรักตอนนี้ได้มลายหายไปแล้ว มันต้องหายไปอยู่แล้วล่ะ เธอกอดตัวเองแน่น คำที่เคยพูดในอดีตดังอยู่ข้างหูทีละประโยค

“ใช่ ฉันชอบพี่เป่ยเฉินแล้วจะยังไง ไม่ว่านายจะทำอะไร นายเทียบหนึ่งในพันของเขาไม่ติดเลยด้วยซ้ำ”

“ก็เพราะว่านายเหมือนเขาฉันถึงอยู่กับนาย ไม่งั้นนายคิดว่าจะมีเหตุผลอื่นเหรอ”

“ถ้านายอยากเป็นตัวตายตัวแทนอยู่ข้างๆ ฉันละก็ ฉันก็ไม่รังเกียจ ดีเหมือนกันฉันขี้เกียจไปหาแล้ว”

“นายไปซะ อย่าโผล่มาอีก ฉันเล่นจนเบื่อแล้ว ฉันก็ไม่อยากให้ของเล่นชิ้นนึงของตัวเองรู้สึกรังเกียจฉันมากขนาดนี้”

ลู่เยี่ยหวา ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะพูดคำพูดพวกนั้นจริงๆ ฉันไม่ได้ต้องการให้เธอเสียใจขนาดนั้นจริงๆ อี้เป่ยซีราวกับได้ยินเสียงนั้นลอยผ่านมาจากฟากฟ้าอีกแล้ว เสียงรถเบรกที่ดังสนั่นหวั่นไหว ได้ยินเสียงกรีดร้องรอบกายที่พร่าเลือนไปเรื่อยๆ เลือดกระจายไปทั่วพื้นถนนทีละน้อยๆ แทรกซึมไปตามถนน เลือดสีแดงฉานไหลออกมาด้านนอกอย่างควบคุมไม่ได้ ไม่สนใจว่าสีหน้าเจ้าของของมันจะซีดขาวเพียงใด

“เป่ย…เป่ยซี เธอ…เธอ อย่า…อย่า…”

“ลู่เยี่ยหวา!”

อี้เป่ยซีกัดริมฝีปากตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตาย เสียงอะอื้นยังคงดังอยู่ในห้องเป็นช่วงๆ ท้องฟ้านอกหน้าต่างค่อยๆ สว่างขึ้น เธอโทรศัพท์ไปขอลาหยุด ล้มตัวลงบนพื้น โยนโทรศัพท์มือถือไปอีกทางหนึ่ง ลืมตาของตัวเองเหม่อลอย ราวกับว่าวิญญาณไม่ได้อยู่ในร่างนี้แล้ว

เสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้เธอทีละน้อยๆ ขณะที่มาถึงหน้าห้องนอนของเธอทันใดนั้นเสียงก็หยุดชะงัก ราวกับว่ากำลังกลั้นหายใจผลักประตูเปิดอย่างระมัดระวังสุดขีด นอนลงบนพื้นข้างเธอ ยื่นมือโอบเอวของเธอแผ่วเบา

ลมหายใจของทั้งสองคนสลับกันไปมาภายในห้อง อ่อนโยนระคนความอ่อนหวาน ความเยือกเย็นเจือปนความหลงใหล ไม่มีใครพูดจา ไม่ได้ยินเสียงนาฬิกาติ๊กต๊อกๆ อีกแล้ว

จนกระทั่งแสงอาทิตย์ไม่ลอดผ่านช่องว่างของผ้าม่านหน้าต่างอีกต่อไป จนกระทั่งแสงไฟนอกบ้านส่องแสงเป็นเส้นสีส้มบนพื้น อี้เป่ยซีจึงค่อยๆ เอ่ยปาก

“ทำไมคนที่ทำผิดถึงยังร้องขอความสุขครั้งแล้วครั้งเล่าล่ะ? เธอไม่ควรชดใช้ความผิดทั้งหมดของตัวเองเหรอ? ทำไมเธอถึงยังสามารถทำเหมือนว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ยังอยู่ที่นี่อย่างสบายดีและมีความสุข”

ลั่วจื่อหานขยับเข้าใกล้เธออีก เขารู้สึกปวดใจเล็กน้อย ฟังเธอพูดต่อ

“ทั้งๆ ที่ลู่เยี่ยหวาดีขนาดนั้น เขาสง่างามและเก่งขนาดนั้น ดีกับคนอื่นขนาดนั้น ดีกับฉันขนาดนั้น ทำไมเขาถึงเป็นคนจากไปแต่ไม่ใช่ฉัน ทำไมเขาต้องพุ่งไปข้างหน้า ทำไมฉันเอาเขากลับมาไม่ได้ ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนดีขนาดนั้น เป็นคนดีแบบนั้น ทำไมต้องไม่ยุติธรรมแบบนี้ด้วย”

“ทำไมฉันต้องพูดแบบนั้นกับเขา ทำไมไม่เคยคิดว่าเขาจะเสียใจแค่ไหน ทำไมตอนที่เขาอยู่โรงพยาบาลไม่เคยคิดจะไปเยี่ยมเขา ทำไมถึงเอาแต่ใจแบบนี้”

“เป็นความผิดของฉันทั้งนั้น เป็นความผิดของฉัน เดิมทีฉันควรจะจากไปกับเขา”

ลั่วจื่อหานกอดเธอแน่นขึ้นทันที “เป่ยซี ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดอุบัติเหตุแบบนี้หรอก นี่ไม่ใช่ความผิดของเธอ”

“นี่คือความผิดของฉัน ถ้าฉันไม่ได้ทำร้ายเขาแบบนั้น เขาก็คงไม่เสียใจจนติดเหล้า ก็จะไม่คิดที่จะตามหลังฉัน ก็จะไม่ผลักฉันออกไป ก็จะไม่ถูกชนตาย ถ้าไม่ใช่เพราะฉันเขาก็คงไม่ตาย ตอนนี้เขาควรจะอยู่ในที่สูงราวกับกษัตริย์ ไม่ใช่กลายเป็นก้อนดิน กลายเป็นสุสานในพงหญ้า”

“เป่ยซี”

“ฉันไม่ดีเอง ฉันไม่ดีเอง”

“พอแล้วเป่ยซี เลิกพูดได้แล้ว เลิกคิดได้แล้ว เสียใจก็ร้องไห้เถอะ ร้องออกมาให้พอ”

อี้เป่ยซีพิงอยู่บนไหล่ของเขาร้องไห้โฮ น้ำหูน้ำตาต่างร่วงลงบนเสื้อโค้ทที่สะอาดสะอ้านของเขา เขาไม่ใสใจ มือตบหลังของเธอเบาๆ ปลอบโยน

ตกดึก อาจเป็นเพราะร้องจนเหนื่อยแล้ว หรือเพราะเหนื่อยเพราะไม่ได้นอนเป็นเวลานาน อี้เป่ยซีผล็อยหลับไปเงียบๆ หยดน้ำตายังติดอยู่บนขนตา ลั่วจื่อหานลุกขึ้นอุ้มเธอไปบนเตียง การกระทำเป็นไปอย่างระมัดระวังกลัวว่าจะทำเธอตื่น เขาหาผ้าขนหนูชุบน้ำ เช็ดหน้าให้อี้เป่ยซี แล้วยังหาถุงน้ำแข็งประคบดวงตาที่บวมเป่งเบาๆ เมื่อทำสิ่งเหล่านี้เสร็จเรียบร้อยก็ปาเข้าไปตีสองของตอนเช้าแล้ว เขากำลังจะลุกขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อ มือเล็กๆ คว้านิ้วของเขาแน่นเหมือนกับหลายวันก่อน

ลั่วจื่อหานนั่งลงอย่างนุ่มนวลอีกครั้ง ในห้องไม่ได้เปิดไฟ มืดมากๆ เขาเห็นเพียงโครงร่างของคนที่หลับใหลเลือนลาง เขาอดใจไม่ไหวยื่นมือออกไปก็สัมผัสได้ถึงคิ้วที่ยับย่น ปลายนิ้วค่อยๆ เกลี่ยออก ไม่มีผลใดๆ เกลี่ยออกอีกรอบ ครั้งแล้วครั้งเล่า คนที่หลับใหลจึงมีปฏิกิริยาเล็กน้อย คิ้วผ่อนคลายลงมาบ้าง

“ฉันอยู่ตรงนี้เป็นเพื่อนเธอดีไหม” เสียงในยามดึกมีเสน่ห์เป็นอย่างยิ่ง คนบนเตียงกลับไม่มีปฏิริยาตอบสนอง เขาเพียงแต่ยิ้มครู่หนึ่ง

เป่ยซี ฉันอยู่ด้วยกันเธอในอนาคตดีหรือเปล่า เธอจะไม่รู้สึกว่ามีภาระ จะไม่รู้สึกเสียใจ จะไม่รู้สึกผิด มีแค่พวกเราสองคนดีหรือเปล่า?

จนกระทั่งอี้เป่ยซีลืมตาขึ้นในขณะนี้คือเวลาเที่ยงของอีกวันแล้ว ภาพที่ปรากฏสู่สายตาคือลั่วจื่อหานหลับตาพิงอยู่ที่หัวเตียง สิบนิ้วของทั้งสองคนสอดประสานกัน

เธอไม่กล้าขยับตัว กลัวว่าจะปลุกคนข้างๆ ให้ตื่น กัดริมฝีปากมองดูใบหน้าที่หลับใหลของเขา ขนตายาวทำให้เกิดเงาเล็กๆ ที่ด้านล่าง จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบอบบางเล็กน้อย มันยกทำมุมขึ้น ทำมุมขึ้น?

“หล่อรึเปล่า?”

ก็ว่าอยู่ว่าทำไมคนที่กำลังหลับถึงยิ้มมีความสุขเพียงนี้ เธอกลิ้งตัวลงบนเตียง ทำให้มือของทั้งสองที่ประสานกันขยับเขยื้อน รีบสะบัดออก แต่กลับถูกมืออีกข้างกุมไว้

“ไม่เป็นไรเป่ยซี ไม่เป็นไร” เขาเอาหัววางอยู่บนมือที่จับอยู่ด้วยกัน “เธอไม่จำเป็นต้องแบกรับเยอะขนาดนี้ ไม่อย่างนั้นแม้แต่ลู่เยี่ยหวาที่จากไปแล้วก็จะเสียใจมากเหมือนกัน”

มืออีกข้างของอี้เป่ยซีคว้าผ้าห่มไว้ ไม่ได้พูดอะไร

“ลู่เยี่ยหวาไม่เคยโทษเธอเลย แม้แต่วินาทีสุดท้าย เขาก็ไม่อยากให้เธอเป็นทุกข์ ไม่อยากให้เธอเสียใจและรู้สึกผิดเพราะว่าเขาจากไป ความตายของเขาไม่มีทางแก้ไขได้แล้ว คนที่มีชีวิตอยู่ยิ่งควรใช้ชีวิตให้ดี ตอนนี้เขากำลังแบกรับความสุขของคนสองคนอยู่นะ”

……………………….

บทที่ 74
โดย 

บทที่ 74 แผนร้ายถูกเปิดโปง (3)

หลังจากอี้เป่ยซีกลับถึงบ้าน ตอนนี้บนโต๊ะมีอาหารวางเรียงรายแล้ว เธอมองดูผู้ชายที่ยกกับข้าวออกมาจากห้องครัว อ้าปากด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย “นาย นายเข้ามาได้ยังไง ฉันจำได้ว่าล็อคประตูแล้วนะ”

“วางกระเป๋าแล้วกินข้าวก่อนเถอะ”

“อ่อ” เธอวางกระเป๋าลงอย่างเชื่อฟัง เดินไปด้านหน้าโต๊ะกินข้าวเงียบๆ กับข้าวที่ทำเสร็จแล้วต่างจากเมื่อวานมาก คีบชิ้นหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ อดไม่ได้จนร้องอุทาน

“เป็นไงบ้าง? รสชาติแย่เหรอ?” ลั่วจื่อหานก็ชิมไปคำหนึ่ง ขมวดคิ้วกันเล็กน้อย “วันนี้ไฟอ่อนไปหน่อย”

“หา!” ไม่เกินไปหน่อยมั้ง ทำไมกินให้ตายยังไงเธอก็กินไม่ออก คิดพลางเล่นข้าวในถ้วยด้วยความขับข้องใจเล็กน้อย

ลั่วจื่อหานเห็นการกระทำของเธอ เอ่ยปาก “ช่างเถอะ ไม่งั้นไปกินข้างนอกไหม?”

“ไม่ๆๆ รสชาติไม่เลวเลยนะ ไฟอ่อนไฟแรงอะไรนั่น ฉันกินไม่ออกหรอก”

“ฉันก็นึกว่า…” เขาเห็นท่าทางของอี้เป่ยซีที่เตรียมลงมือกิน “ไม่มีอะไร”

“อืมๆ”

หลังจากกินข้าวแล้วไม่ว่าจะพูดอย่างไรลั่วจื่อหานก็ไม่ยอมให้เธอเข้าไปล้างถ้วย อี้เป่ยซีได้แต่นั่งบนโซฟา หยิบนิตยสารเล่มหนึ่งออกมาอ่าน ยังคงเป็นข่าวปกติทั่วไป ชีวิตยังคงเรียบนิ่งราวกับสายน้ำ เธอทนไม่ไหวโยนนิตยสารไปอีกทาง อยากเล่นมือถือจังเลย พระเจ้า เธอจากมันมากนานเท่าไรแล้ว

เธอนอนหงายอยู่บนโซฟา ข่มความกระวนกระวานภายในร่างกายเอาไว้ มองดูเพดาน เบื่อหน่ายเป็นที่สุด

“ลั่วจื่อหาน นายรู้ไหมว่ามือถือฉันอยู่ไหน?” คนในห้องครัวแหย่มือออกมา พยักหน้า วางโทรศัพท์มือถือที่มีเคสสีเขียวบนโต๊ะกาแฟ อี้เป่ยซีลุกขึ้นมารวดเร็ว ราวกับได้เจอเพื่อนสนิทที่หายไปหลายปี คว้าหมับทันที

เปิดเครื่อง นอกจากข้อความไม่กี่ข้อความจากสำนักงานธุรกิจแล้วก็ไม่มีอะไรเลย จู่ๆ ก็รู้สึกท้อแท้ ไหนบอกว่าตัวเองสลบไปตั้งนานไม่ใช่เหรอ ทำไมข้อความถามสารทุกข์สุกดิบสักข้อความก็ไม่มีเลย แม้แต่พี่เป่ยเฉินก็ไม่มี

แปลก แปลกมาก แปลกเกินไปแล้ว

ดวงตาโตของเธอสอดส่องไปรอบกาย สุดท้ายหยุดอยู่บนใบหน้าของลั่วจื่อหาน

“ลั่วจื่อหาน” เธอยิ้ม คนตรงหน้าเงยหน้าขึ้นก็สบสายตากับเธอ ระคนด้วยความลึกซึ้งและความรัก อี้เป่ยซีลืมว่าตัวเองต้องการพูดอะไรไปชั่วขณะหนึ่ง

“หืม?”

เธอเบือนหน้าหนีทันที มองไปอีกทางพลางพูด “คือว่า ช่วงนี้เกิดเรื่องอะไรหรือเปล่า ทำไมพวกนายทุกคนแปลกๆ กันทั้งนั้นเลย”

“เป่ยซี เธอแน่ใจแล้วเหรอว่าอยากพูดแบบนี้?”

เธอกระแอมไอ หันกลับมา ก้มหน้า มองดูปลายนิ้วของตัวเอง “แบบนี้ก็ได้มั้ง อัยยา อย่าเปลี่ยนหัวข้อสิ นายก็รู้อะไรใช่ไหม?”

“อาจเป็นเพราะเธอสลบนานไป ก็เลยอ่อนไหวบ้าง ทุกคนก็รู้สึกว่าทุกอย่างปกติดี”

“แต่ว่า ฉันรู้สึกว่ามันไม่เหมือนเดิมนะ พี่เป่ยเฉินไม่มาหาฉัน คนอื่นพอเห็นฉันก็หลบหน้า ฉู่ซ่งก็อ้ำๆ อึ้งๆ” เธอจับชายเสื้อของตัวเอง “ยังไงก็ไม่เหมือนเดิมแต่ว่าฉันพูดไม่ถูก”

“แบบนี้ไหม งั้นฉันจะช่วยเธอถามฉู่ซ่งให้ ถ้ามีเรื่องอะไร ฉันจะบอกเธอเป็นไง?” ลั่วจื่อหานเหมือนกับกำลังกล่อมเด็กตัวน้อย น้ำเสียงอบอุ่นอ่อนโยน

อี้เป่ยซีมองสีหน้าของเขา ทุกอย่างเป็นปกติ แต่ก็รู้สึกว่ามีความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ เธอพยักหน้า

ทำไมถึงรู้สึกว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเธอ

แม้จะมีความขี้เกียจจนเป็นนิสัย แต่ครั้งนี้อี้เป่ยซีก็อยากจะเข้าใจโดยเร็วว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เพื่อขจัดความกังวลใจในตอนนี้ออกไปให้สิ้น

งั้นก็ไปสืบเองแล้วกัน

เธอพยักหน้ากับตัวเอง ไม่ได้พูดอะไรอีก ลั่วจื่อหานง่วนอยู่สักพักก็ออกมาพร้อมผลไม้อีกครั้ง หลังจากกำชับให้เธอกินก็ไม่ได้อยู่ต่อนานนัก เธอครุ่นคิดเพียงลำพังอยู่ในความเงียบสงัด

จะเริ่มจากใครดี เธอกัดผลไม้ชิ้นหนึ่ง เท้าศีรษะ นักศึกษาคนอื่น? ดูแล้วคงจะไม่บอกอะไรกับเธอแน่ ถังเสวี่ย? ถ้าเธออยากพูดก็คงพูดนานแล้ว ฟางหมิ่นฉินรั่วเข่อ อัยยา จะไปหาใครดีนะ

ในเมื่อเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับตัวเอง อีกทั้งการคาดเดาก็ไม่ใช่เรื่องดีอะไร เช่นนั้นใครจะบอกเรื่องพวกนี้กับเธอได้บ้างล่ะ?

เธอวางส้อมในมือลง ใช่แล้ว ฉินเยวี่ยเข่อ ดูจากท่าทีของเธอวันนี้แล้ว เธอจะต้องรู้ทุกอย่างแน่ พรุ่งนี้ไปหาเธอก็แล้วกัน ตามนี้แหละ

เธอไปที่ห้องหนังสือหาซีรีส์ที่ดูเมื่อวาน ดูไปไม่กี่ตอน รอจนเวลาทั้งหมดบนหน้าจอกลับไปที่เลขศูนย์จึงลุกขึ้นยืน บิดขี้เกียจ ล้างหน้าล้างตา แล้วก็เตรียมตัวเข้านอน ทันใดนั้นเองก็นึกเรื่องนึงขึ้นมาได้ รีบเปิดโปรแกรมแชทด้วยความร้อนรน

ในเวลานี้ เขาน่าจะยังไม่นอนมั้ง

หลิงซี: เซี่ยเช่อ นายอยู่ไหม?

ผ่านไปหลายนาที ในขณะที่อี้เป่ยซีกำลังจะเข้าสู่ความฝันอยู่นั้น เสียงข้อความในมือถือดังขึ้น

พี่เป่ยเฉิน? เธอเปิดข้อความ

“เสี่ยวซี ยังไม่นอนเหรอ ตอนนี้พี่อยู่ข้างล่าง” อี้เป่ยซีวิ่งลงไปข้างล่างโดยไม่คิดอะไร เห็นอี้เป่ยเฉินกำลังพิงอยู่ที่รถของเขา ในมือคีบบุหรี่มวนหนึ่ง เธอเดินเข้าไปดูใกล้ๆ พบว่าอี้เป่ยเฉินซูบผอมลงมาก ผมเผ้าก็ยุ่งเหยิงเล็กน้อย ดวงตาก็แดงก่ำอีกทั้งยังรื้นน้ำตา เธอเรียกเบาๆ

อี้เป่ยซีทิ้งบุหรี่ในมือ กอดเธอแน่นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไป อี้เป่ยซีก็เอื้อมมือโอบเอวของเขา แม้จะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ว่านี่เป็นครั้งแรกที่อี้เป่ยซีทำให้เขาหดหู่เช่นนี้ รู้สึกไม่ปลอดภัยและหวาดกลัวเหลือเกิน

“พี่เป่ยเฉิน”

“ชู่ว์ ขอให้พี่กอดแบบนี้อีกหน่อย” น้ำเสียงของเขาแหบแห้ง เหมือนกับคนที่ไม่ได้พูดมานาน หรือคนที่พูดมากเสียจนทำให้เส้นเสียงเสียหาย คนที่พูดพยายามอย่างมาก พยายามมาก พยายามจนชวนให้คนปวดใจ

อี้เป่ยซีก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ รักษากิริยาเมื่อครู่ไว้ ฟังเสียงหัวใจเต้นบนหน้าอกเขาเงียบๆ มันเต้นถี่เล็กน้อยแต่ว่าทรงพลังมาก

ผ่านไปเนิ่นนานเนิ่นนาน นานเสียจนลมฤดูใบไม้ผลิยามค่ำคืนพัดโชยจนเสื้อผ้าบนตัวเย็น นานเสียจนปลายนิ้วก็หนาวเหน็บด้วยอี้เป่ยเฉินจึงค่อยๆ ปล่อยเธอ เขาประคองไหล่ของอี้เป่ยซี ยื่นมือสางผมที่ยุ่งเหยิงของเธอ

“พี่เป่ย…อือ…” อี้เป่ยซีมองคนข้างหน้าอย่างเหลือเชื่อ ริมฝีปากถูกเขาประกบอย่างแรง เจือปนความเอาแต่ใจและความอุกอาจไม่ลังเล สองมือถูกกุมไว้อย่างแน่นหนา ไม่มีที่ว่างสำหรับการต่อต้านเลย ปิดปากแน่น ในดวงตาก็ค่อยๆ เต็มไปด้วยน้ำตา

“เสี่ยวซี” เสียงที่สั่นเครือของอี้เป่ยเฉินเต็มไปด้วยความเสียใจและการตำหนิตัวเอง อี้เป่ยซีไม่ฟังเขาอธิบาย วิ่งกลับห้องของตัวเองทันที ปิดประตูอย่างแรง นั่งอยู่บนพื้นไร้เรี่ยวแรง

อี้เป่ยเฉินเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว สุดท้ายก็วางมือลงอย่างหมดแรง จุดบุหรี่ขึ้นมาหนึ่งมวน นั่งอยู่หน้าประตูด้วยความกระวนกระวายเป็นอย่างยิ่ง แสงจันทร์สดใสไร้ซึ่งดวงดาว กลิ่นของดอกไม้ที่หอมสดชื่นยังคงลอยอยู่กลางอากาศแต่ว่ามันก็ไม่สามารถบดบังกลิ่นความเศร้าอันหนักอึ้งของบุหรี่ได้

เขาพิงประตู เหมือนว่ายังได้ยินเสียงคนที่อยู่ในห้องสะอึกสะอื้น คิ้วที่ย่นอยู่แล้วยิ่งขมวดกันหนักกว่าเดิม

………………………….

บทที่ 73
โดย 

บทที่ 73 แผนร้ายถูกเปิดโปง (2)

“โอ๊ย เธอทำอะไรน่ะ เจ็บนะ” ฉู่ซ่งมองอี้เป่ยซีด้วยสีหน้าน้อยใจ ลูบคลำหน้าอกของตัวเองที่ถูกศอกของเธอกระแทกอย่างอดไม่ได้ ไม่เห็นต้องลงมือกันแรงแบบนี้เลย เขาไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย

อี้เป่ยซีกวาดตามองเขาอย่างสงสัย “นายรีบพูดมาเลย เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ถ้านายไม่พูดฉันจะไปถามคนอื่น ถึงยังไงพวกเขาก็รู้”

‘ใครจะกล้าเสี่ยงชีวิตบอกเธอล่ะ’ ฉู่ซ่งไม่เห็นด้วยอยู่เงียบๆ “ไม่ได้เกิดอะไรขึ้น ไม่มีอะไรจริงๆ ไม่เชื่อเธอก็ไปถามคนอื่นสิ พวกเขาก็จะตอบแบบนี้แหละ”

“ลั่วจื่อหานไม่ให้นายพูดใช่ไหม? ใช่ไหม?”

“เกี่ยวอะไรกับพี่จื่อหานด้วยล่ะ ฉู่เซี่ยเธอถามใจตัวเองดู ลั่วจื่อหานทำไม่ดีกับเธอเหรอ ทำไมพอเกิดเรื่องก็สงสัยเขา”

เธอหรี่ตา “นายบอกว่าไม่มีอะไรไม่ใช่เหรอ ทำไมตอนนี้มาบอกว่าเกิดเรื่องล่ะ ถ้านายไม่บอกฉัน ฉันจะไปถามเอง” พูดจบก็หันหลังจะจากไป ฉู่ซ่งดึงเธอไว้

‘ครั้งนี้จะเฉไฉก็เฉไฉต่อไปไม่ได้แล้ว ถ้างั้นผ่อนหนักให้เป็นเบาเล่าสักหน่อยเถอะ’ เขาพยักหน้า กระแอมไอ

“ก็เพราะเธอนั่นแหละ ก่อนหน้านี้ส่งฉินรั่วเข่อกลับหอพัก เขาร้องไห้หนักขนาดนั้น คนอื่นก็พูดว่าเธอเป็นคนรังแก ก็เลยรักษาระยะห่างจากเธอ ฉันก็กลัวว่าเธอจะโมโหนี่นาเลยไม่ได้บอก แต่ว่าเธอวางใจเถอะ เรื่องนี้อีกไม่นานก็เรียบร้อยแล้ว”

‘หวังว่านะ’ เขาแอบอธิษฐานอยู่ในใจขณะสังเกตการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของอี้เป่ยซี

“ฉันก็ว่าทำไมฉินเยวี่ยเข่อถึงมาหาเรื่องฉัน ที่แท้ก็เพราะอย่างนี้…” เธออึ้งไป “ไม่ใช่สิ แล้วทำไมฉินรั่วเข่อต้องร้องไห้เสียใจขนาดนั้นด้วยล่ะ?”

ฉู่ซ่งเกาหัว “เธอถามว่าทำไมเยอะแบบนั้น ฉันอยากรู้เหมื่อนกันว่าทำไมพวกผู้หญิงอย่างเธอเอะอะๆ ก็ร้องไห้ เธอก็เหมือนกัน ร้องไห้จนคนอื่นทำตัวไม่ถูกเลย”

“ฉันมีเหตุผลโอเคหรือเปล่าล่ะ แต่นายโง่เองที่ดูไม่ออก”

เขายักไหล่ “ฉะนั้นนะ เธอกับฉินรั่วเข่อรู้จักกันไม่นาน เธอจะดูเขาออกได้ยังไงล่ะ” มองเห็นชัดเจนว่าเธอเป็นคนอย่างไรกันแน่ ใช้ลูกไม้ไหนกันแน่ คิดถึงตรงนี้ ฉู่ซ่งอดไม่ได้ที่จะกัดฟัน

อี้เป่ยซีค่อยพยักหน้าด้วยความลังเลเล็กน้อย แต่ความสงสัยในใจยังคงไม่จางหายไป “ทำไมจู่ๆ นายก็โผล่มาที่หน้าห้องเรียนพวกเราล่ะ?”

“ฉัน ฉันอยากจะไปกินข้าวกับเธอนี่นา เธอไม่ได้อยู่กับฉันนานแล้ว ไปเถอะๆ”

“ตอนนี้เพิ่งสิบโมงจะกินข้าวอะไร อีกอย่างฉันยังมีเรียนนะ เด็กน้อยไปเล่นที่อื่นไป อย่ามารบกวนความตั้งใจเรียนของฉัน”

“ไม่สน ไม่สน ไป” เขาไม่สนว่าอี้เป่ยซีจะเต็มใจหรือเปล่า ก็ดึงเธอออกไปทันทีแล้ว ในใจรู้สึกโล่งอก

ปิดบังเธอตลอดแบบนี้ก็ไม่ใช่วิธีที่ใช่ เมื่อไรมันจะจบลงสักทีนะ เขาอยากจะบอกเธอทุกอย่างจริงๆ อยากให้เธอได้เห็นอย่างชัดเจนเร็วกว่านี้ และอยู่ห่างคนพวกนั้นไปให้ไกล มือเขายิ่งออกแรงเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ทั้งสองคนมาถึงร้านอาหารที่ธรรมดามากร้านหนึ่งนอกมหาวิทยาลัย ฉู่ซ่งสั่งกับข้าวจำนวนมาก ท่าทางอยากอาหารเป็นอย่างยิ่ง อี้เป่ยซีมองดูอาหารชั้นเลิศแต่กลับไม่มีความอยากอาหาร

“ฉู่ซ่ง ฉันขอมือถือนายแป๊บนึงสิ”

“ธะ เธอจะทำอะไร?”

“โทรหาพี่…ไม่ ฉันจะโทรหาลั่วจื่อหาน เมื่อวานเอ่อ…อยากบอกอะไรเขาหน่อย”

ฉู่ซ่งยิ้มด้วยสีหน้ากรุ้มกริ่ม พยักหน้าให้ “ฉันเข้าใจ อยากให้ฉันหลบไปหรือเปล่า ให้พวกเธอได้คุยอะไรกัน?”

อี้เป่ยซีคว้าโทรศัพท์มือถือมาทันที จากนั้นเปิดประตูห้องอาหารออกไป หามุมหนึ่งแล้วกดโทรหาเบอร์ของอี้เป่ยเฉิน

“ฮัลโหล” น้ำเสียงปลายสายเต็มไปด้วยความอ้อนล้าและกระสับกระส่าย เขาเป็นอะไรไป? อี้เป่ยซีนิ่งไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยปาก

“พี่เป่ยเฉิน”

“เสี่ยวซี ตอนนี้เธอดีขึ้นบ้างหรือยัง?”

“พี่เป่ยเฉิน พี่ก็รู้แล้ว ทำไมไม่มาเยี่ยมเสี่ยวซีล่ะ”

“เสี่ยวซี พี่มีธุระด่วนต้องจัดการจริงๆ เดี๋ยวก็จะเสร็จแล้ว รอจนสุดสัปดาห์ เดี๋ยวพี่จะพาเสี่ยวซีไปเที่ยวเป็นการชดเชยดีไหม?”

“ได้ งั้นพี่ไปทำงานเถอะ เสี่ยวซีไม่รบกวนพี่แล้ว วางหูแล้วนะ”

“เสี่ยวซี”

“หืม?”

“เธอต้องเชื่อพี่นะ” ไม่รู้ว่าทำไม อี้เป่ยซีรู้สึกว่าเขามีความกังวลใจและทำอะไรไม่ถูก คงจะกดดันมากเกินไปล่ะมั้ง

“พี่เป่ยเฉิน เสี่ยวซีจะเชื่อพี่ตลอดไป พี่ก็ต้องเชื่อในตัวเองด้วย สู้ๆ นะ”

“อืม สู้ๆ”

อี้เป่ยซีวางสาย รู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะสม จึงลบบันทึกการโทรออกไป ขณะที่กำลังจะก้าวเดินก็ครุ่นคิดเล็กน้อย และยังเลือกโทรหาลั่วจื่อหาน รอจนเสียงสัญญาณดังขึ้นสามครั้งถึงรีบตัดสาย แล้วจึงเดินเข้าไปที่ห้องส่วนตัว

“กับข้าวมาครบแล้ว เธอรีบกินเถอะ”

อี้เป่ยซียัดโทรศัพท์มือถือใส่ตัวของเขา ไม่ปล่อยโอกาสให้เขาได้ถาม ฉู่ซ่งนึกว่าเธอเขินจึงไม่ได้พูดอะไรมาก กินไปได้ครึ่งหนึ่ง โทรศัพท์กลับดังขึ้น

“พี่จื่อหาน?”

อี้เป่ยซีได้ยินเสียงก็แย่งโทรศัพท์มือถือไปทันที แล้วออกไปข้างนอก

“ฮัลโหล ฉันเอง”

“เดาอยู่แล้วว่าเป็นเธอ เมื่อกี้กำลังประชุม มีอะไรเหรอเป่ยซี?”

“คือว่า…” เธอไม่รู้ว่าตัวเองจะโทรหาเขาด้วยเรื่องอะไรได้บ้าง มือกำโทรศัพท์มือถือแน่นเล็กน้อย ทันใดนั้นจึงนึกขึ้นมาได้ “แค่อยากถามว่านายเห็นมือถือฉันไหม? เมื่อเช้าฉันหายังไงก็หาไม่เจอ”

“เด็กโง่” เสียงทุ้มต่ำเปี่ยมด้วยความเอ็นดู แม้ไม่เห็นเธอก็จินตนาการถึงใบหน้าตกใจที่อมยิ้มชวนหลงใหลได้

“ฉันเปล่าซะหน่อย งั้นนายรู้สิว่ามันอยู่ไหน?”

“อือ บ่ายวันนี้กลับอะพาร์ตเมนต์ฉันจะช่วยเธอหา”

“เฮ้อ แต่ว่าฉันหาทั่วอะพาร์ตเมนต์แล้วนะ”

“เธอน่ะ จะไปสังเกตเห็นตรงซอกเล็กๆ ที่ไหนล่ะ คืนนี้อยากกินอะไร ฉันจะซื้อข้าวเข้าไปให้”

“อยากกิน…” อี้เป่ยซีเพิ่งรู้สึกว่าบทสนทนาของพวกเขาแบบนี้เหมือนคนสนิทที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมานาน ใบหน้าร้อนผ่าวเล็กน้อย

อีกฝ่ายดูเหมือนจะเข้าใจว่าทำไมเธอถึงหยุดไป จึงหัวเราะออกมา “เอาเถอะ ฉันรู้แล้ว”

“นายรู้ว่าอะไร?”

“ฉันยังมีประชุม คืนนี้ค่อยคุยกันเถอะ”

“อ้อ”

เธอกุมโทรศัพท์ไว้ จิตใจรู้สึกสงบมาก แต่ก็รู้สึกว่าไม่สมจริงเล็กน้อย รู้สึกว่าเห็นชัดๆ ว่ายืนอยู่บนพื้นแต่เท้ากลับล่องลอย ความรู้สึกประเภทนี้บอบบางมาก ชวนให้รู้สึกว่าไขว่คว้าไม่ได้ทั้งๆ ที่อยู่ในมือ

อี้เป่ยซีถอนหายใจ เป็นอะไรไปล่ะเนี่ย ตอนนี้เพิ่งค้นพบว่าชีวิตสับสนวุ่นวายอีกแล้ว ตัวเองจะต้องมีสติ ต้องมีสติ

อาจเป็นเพราะคิดมากเกินไป อี้เป่ยซีเห็นกับข้าวเต็มโต๊ะก็กินอย่างสำราญเต็มที่ แย่งไปแย่งมากับฉู่ซ่งราวกับเด็กน้อยสองคน บนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะครื้นเครง

สุดท้ายภายใต้คำขอร้องอันแรงกล้าของฉู่ซ่ง อี้เป่ยซีได้แต่จำใจพาเขาไปที่คาบเรียนช่วงบ่ายของตัวเองด้วย คาบของเซี่ยเช่อ ในห้องเรียนเต็มไปด้วยผู้คนเช่นเคย

รอจนกระทั่งออดคาบเรียนดังขึ้น คนที่เข้ามากลับไม่ใช่เซี่ยเช่อ แต่เป็นอาจารย์เฉินที่ลือกันว่าลาคลอด เธอมองนักศึกษาที่อยู่ด้านล่างเวทีด้วยความขึงขัง แล้วเริ่มบรรยายวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะของตัวเอง ด้านล่างหลับกันเป็นแถบ

“เอ๊ะ นี่เหมือนจะไม่ใช่อาจารย์ต่างชาติที่พวกเขาว่ากันว่าหล่อมากนี่นา?” ฉู่ซ่งเท้าศีรษะถาม เห็นได้ชัดว่าก็ง่วงนอนเช่นกัน

“ไม่ใช่เขา” อี้เป่ยซีคิดอยากเอาโทรศัพท์มือถือออกมาถามความเป็นไปสักหน่อย แต่นึกได้ว่ามือถือของตัวเองหายไป จึงถอนหายใจ ไม่มีมือถือนี่ไม่ชินเลยจริงๆ

………………………

บทที่ 72 แผนร้ายถูกเปิดโปง (1)

หลังจากตื่นนอน อี้เป่ยซีค้นซ้ายหาขวาก็หาโทรศัพท์มือถือของตัวเองไม่เจอ ขณะที่เห็นเวลาในห้องก็กัดฟันจำใจไปมหาวิทยาลัย พอออกจากบ้านก็เจอฉู่ซ่ง ราวกับว่าเขากำลังรอเธออยู่ตรงนั้น

“ฉู่ซ่ง ก่อนหน้านี้นายเห็นมือถือฉันไหม?”

ดวงตาสีดำเป็นประกาย น้ำเสียงเขายังคงเป็นปกติ “ความจำเธอไม่ดีเอง ใครจะรู้ว่าเธอทิ้งไว้ไหนแล้ว เอาล่ะ ไปเรียนก่อนเถอะ เดี๋ยวเธอจะสายเอานะ”

“ไม่หรอกมั้ง ฉันจำได้ว่าใส่ไว้ในกระเป๋าหนังสือแล้ว” เธอเกาหัว พยายามนึกย้อนดู

“โธ่เอ๊ย ก็แค่มือถือเครื่องหนึ่ง กลับไปซื้ออีกเครื่องให้เธอก็โอเคแล้วไม่ใช่เหรอ” เขาหมดความอดทนอย่างเห็นได้ชัด ต้องการจะเปลี่ยนหัวข้อนี้โดยเร็ว อี้เป่ยซีคว้าเสื้อของเขา เดินไปด้านหน้า มองเขาอย่างพินิจพิเคราะห์ จู่ๆ ฉู่ซ่งก็รู้สึกร้อนตัวเล็กน้อย

“เธอ เธอจะทำอะไร”

“ฉู่ซ่ง วันนี้นายพูดจาแปลกๆ นะ”

“แปลก แปลกที่ไหนกัน ปะ ปกติฉันก็พูดแบบนี้ไม่ใช่เหรอ?”

“พูดมา มีอะไรปิดบังฉันใช่ไหม”

ฉู่ซ่งดึงมือของเธอออกทันที ไม่มองตาเธออีก “ฉันจะมีอะไรปิดบังเธอได้ อย่าคิดมากเลย ไปเถอะๆ ไปมหา’ลัยได้แล้ว”

“ไม่ได้ ฉู่ซ่ง นายมาคุยกับฉันให้รู้เรื่อง นายฟอกเงินมาใช่ไหม” อี้เป่ยซีถามอย่างเอาจริงเอาจัง ฉู่ซ่งสีหน้างงงวย ฟอกเงินอะไรกับอะไร

“ทำไมจินตนาการเธอถึงล้ำแบบนี้เนี่ย”

“งั้นทำไมจู่ๆ นายก็ใจกว้างแบบนี้ล่ะ แถมยังบอกว่าจะซื้อมือถือเครื่องใหม่ให้ฉันอีก ก่อนหน้านี้ใครกันที่ไม่ยอมเลี้ยงแม้แต่ข้าวสักมื้อ”

ที่แท้ก็เรื่องนี้นี่เอง ฉู่ซ่งถอนหายใจโล่งอกเล็กน้อย “เฮ้อ ฉันไม่ได้พูดสักหน่อยว่าฉันจะซื้อให้เธอ”

“แล้วทำไมนายถึงพูดด้วยความมั่นใจเต็มร้อยแบบนั้น” อี้เป่ยซีก้าวเท้ายาวๆ ไปข้างหน้า “ไปสิๆ เดี๋ยวก็เข้าเรียนสายหรอก”

ตอนนี้นึกขึ้นมาได้ ก่อนหน้านี้มัวทำอะไรอยู่

“ทำไมนายยังไม่ไปอีก?”

“รู้แล้ว” ฉู่ซ่งเร่งฝีเท้าให้ทันเธอ

ทันทีที่เข้าห้องเรียน อี้เป่ยซีก็รู้สึกได้ว่าเพื่อนนักศึกษาที่อยู่ข้างๆ ทำตัวแปลกๆ ทุกคนไม่กล้ามองตาเธอโดยตรง เธอรู้สึกแปลกใจนิดหน่อย แต่ก็ยังไปนั่งที่เดิม เพื่อนนักศึกษาข้างๆ ทำตัวเหมือนนกกระจอกแตกรัง รวมตัวอยู่ด้วยกันแต่ไม่ต้องการจะเข้าใกล้เธอ

เธอกลายเป็นสัตว์ร้ายน่ากลัวไปแล้วหรือไง? เธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกขำ หยิบหนังสือเรียนออกมาอย่างไม่ใส่ใจ และรออาจารย์เข้ามา วันที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือ เวลาแห่งการรอคอยผ่านไปอย่างยากลำบากจริงๆ อาจารย์มาถึงอย่างไม่เร่งรีบ คนอื่นที่อ้อยอิ่งในเวลาเดียวกันนั้นก็คือเพื่อนร่วมหอพักของอี้เป่ยซีอีกสามคน

ฉินเยวี่ยเข่อเหลือบมองเธอด้วยความหยิ่งยโสมาก แล้วนั่งลงที่นั่งด้านหน้า ฟางหมิ่นกับถังเสวี่ยนั่งข้างเธอ เพิ่งจะนั่งลง ถังเสวี่ยก็แอบมองอี้เป่ยซีตลอดเวลา คาบเรียนผ่านไปแล้ว ถังเสวี่ยยังคงมองมายังทิศทางของอี้เป่ยซีอยู่

“ถังเสวี่ย ตาเธอเป็นอะไรไป?”

คนที่ถูกเรียกชื่อรีบละสายตาของตัวเองไปด้วยความกระวนกระวาย ส่ายหน้า ปิดปากแน่น ราวกับกลัวว่าตัวเองจะหลุดเอ่ยอะไรออกไป อี้เป่ยซีไม่ใส่ใจ ฟังบทเรียนและจดบันทึกต่อ

ขณะอยู่ในห้องน้ำหลังเลิกเรียน อี้เป่ยซีกลับถูกคนขวางทางเอาไว้ เธอมองคนที่ขวางทางตัวเองข้างหน้าอย่างหงุดหงิด ตอนนี้ชักจะอดไม่ไหวแล้ว “ถอยไป ฉันจะกลับ”

ฉินเยวี่ยเข่อหัวเราะเยือกเย็น “อี้เป่ยซี เธออย่าคิดว่าจะรังแกพวกเราง่ายๆ นะ ก็แค่เกิดมาต่ำต้อยกว่าเธอนิดหน่อยเท่านั้น นอกจากเรื่องนี้แล้วเธอยังมีอะไรน่าอวดดีอีกล่ะ”

อี้เป่ยซีคร้านจะใส่ใจคำถามถางของอีกฝ่าย “ความต้องการของฉันไม่สูงหรอก มีแค่ด้านหนึ่งที่ชนะคนอื่นก็พอแล้ว ในเมื่อรู้ว่าสถานะของเธอสู้ฉันไม่ได้ เธอยังไม่หลีกทางไปอีก”

“อี้เป่ยซี อย่านึกว่าเธอเป็นคุณหนูบ้านอี้แล้วจะทำอะไรตามใจชอบไม่เห็นคนอื่นอยู่ในสายตาได้นะ พี่สาวฉันน่ารังแกแต่ฉันไม่ใช่ ฉันจะเตือนเธอให้ อย่ามาหาเรื่องพี่สาวฉันอีก ไม่อย่างนั้นแม้แต่อี้เป่ยเฉินก็จะไม่ปล่อยเธอ”

นี่มันเรื่องอะไรกัน? อี้เป่ยซีถูกเธอพูดจาอ้อมค้อมใส่จนสับสนเล็กน้อย มันเกี่ยวอะไรกับพี่สาวเธอและพี่เป่ยเฉินด้วย

“ฉินเยวี่ยเข่อ พวกเราสองคนไม่มีเรื่องขัดใจกันนะ แต่ไหนแต่ไรฉันก็ไม่เคยทำอะไรไม่ดีกับเธอเลยนะ ตอนนี้เธอกำลังเล่นอะไรกันแน่?”

“อี้เป่ยซี สักวันหนึ่งฉันจะทำให้เธอสูญเสียทุกอย่าง คุกเข่าแทบเท้าฉัน ขอร้องให้ฉันปล่อยเธอไป” พูดจบก็จากไปอย่างไม่แยแส ปล่อยให้อี้เป่ยซีมีสีหน้างงงวย

ดูซีรีส์น้ำเน่าเยอะเกินไปหรือเปล่า? จิ๊ๆ ช่างเป็นตัวละครในซีรีส์ที่มีชีวิตจริงๆ พูดจาชวนให้คนกังขา อี้เป่ยซีล้างมืออีกครั้ง เดินออกมาจากห้องน้ำ จะกลับไปนั่งที่ของตัวเอง

“เป่ยซี” อี้เป่ยซีนั่งแถวสุดท้ายติดประตู ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงคนเรียกอยู่ข้างนอก เมื่อเห็นฉินรั่วเข่อเธอขมวดคิ้ว แม้จะไม่เต็มใจแต่ก็ยังเดินออกไปแล้ว

วันนี้สองพี่น้องคู่นี้คิดจะทำอะไรกันแน่?

“นี่เธอเป็นอะไร?” เธอเห็นมือของฉินรั่วเข่อบิดเข้าหากัน ก้มหน้า ราวกับว่าทำอะไรผิดอย่างไรอย่างนั้น “เอ่อ เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า?”

ฉินรั่วเข่อเงยหน้าขึ้น ใบหน้าซูบตอบเห็นได้ชัด ดวงตาก็บวมแดงเพราะร้องไห้มานาน อิดโรยเป็นอย่างมาก น้ำตายังคงร่วงลงมาจากแก้มอย่างต่อเนื่อง

“เธอ เธอเป็นอะไรไป?”

เธอกัดริมฝีปาก ท่าทีเหมือนอดกลั้นเอาไว้ ปาดน้ำตาบนใบหน้า สูดหายใจเข้าลึก แล้วยิ้มน้อยๆ “ฉันไม่เป็นไร ฉันแค่ได้ยินว่าฉินเยวี่ยเข่อสร้างความเดือดร้อนให้เธอ เลยอยากจะขอโทษเธอแทนเขา”

“เธอเป็นแบบนี้แล้วจะขอโทษอะไร? เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า? วันนี้พวกเธอสองคนแปลกๆ”

ความประหลาดใจฉายผ่านดวงตาของฉินรั่วเข่อ จากนั้นก็กำมือตัวเองแน่นกว่าเดิม กิริยาเล็กน้อยเหล่านี้แน่นอนว่าไม่รอดพ้นสายตาของอี้เป่ยซี

เธอควรจะรู้อะไรหรือเปล่า? ทำไมเธอถึงรู้สึกว่าเหลือเชื่อแบบนี้ วันนี้ทำไมทุกคนถึงได้แปลกเหลือเกิน

“เธอพูดมาก็พอ ไม่เป็นไรหรอก”

ฉินรั่วเข่อยิ้มขมขื่น “ฉันจะพูดอะไรได้ เป็นเพราะ เป็นเพราะคนอื่นสร้างเรื่องขึ้นมาทั้งนั้น ต่อไปฉันจะคุยกับฉินเยวี่ยเข่อให้รู้เรื่อง ต่อไปเขาจะไม่หาเรื่องเธออีก” น้ำเสียงเหมือนกับถูกรังแกแต่ไม่กล้าพูดอะไร อี้เป่ยซีรู้สึกว่าน้ำเสียงของอีกฝ่ายไม่รื่นหูอยู่บ้าง ลักษณะนี้เหมือนสาเหตุที่ไม่กล้าพูดความจริงเป็นเพราะเธอ เหมือนเธอกำลังรังแกอีกฝ่ายหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น

ความรู้สึกแบบนี้ทำให้รู้สึกอึดอัดใจ ขณะที่อี้เป่ยซีต้องการเอ่ยถามต่อ จู่ๆ ฉู่ซ่งก็ปรากฏตัวต่อหน้าพวกเธอ ไม่เก็บซ่อนความรังเกียจที่มีต่อฉินรั่วเข่อเลยแม้แต่น้อย เขาดึงมือของอี้เป่ยซีมาทันที ดึงระยะห่างระหว่างทั้งสองฝ่ายออกจากกัน

“เธอมาทำอะไรที่นี่?”

มือของฉินรั่วเข่อผ่อนคลาย “ฉันมาขอโทษ”

“หืม ขอโทษ? ก็ควรขอโทษอยู่หรอก ตอนนี้ขอโทษเสร็จแล้วเธอก็รีบไปซะ ต่อไปถ้าคนอื่นรู้ว่าเธอมาหาอี้เป่ยซี มันจะไม่ง่ายแค่การขอโทษแล้ว”

“ขอบคุณที่เตือนสตินะ” พูดจบฉินรั่วเข่อก็จากไป ลำตัวไม่ได้ยืดตรงเหมือนก่อนหน้านี้ แต่โค้งงอเล็กน้อย

อี้เป่ยซีเงยหน้าขึ้นมองน้องชายที่สูงกว่าตัวเอง “มีอะไรปิดบังฉันจริงๆ ใช่ไหม ทำไมถึงรู้สึกว่าพวกเธอแปลกๆ กัน”

“เอ๋ งั้นเป็นไปได้แล้วว่าเธออยู่บนจุดสูงสุดที่คนทั่วไปถูกมอมเมาแต่มีเธอคนเดียวที่ตื่นรู้ ขอชื่นชม ขอชื่นชม”

……………………..

บทที่ 71 จูบแย่ๆ (3)

“ให้ฉันช่วยนายเถอะ” อี้เป่ยซีนั่งอยู่หน้าโต๊ะกินข้าวครู่หนึ่ง รู้สึกว่าปล่อยให้แขกยุ่งอยู่แบบนี้ไม่ดีเท่าไร จึงเบียดตัวเองเข้าไปในห้องครัวเล็กๆ เห็นท่าทางที่คล่องแคล่วของลั่วจื่อหานแล้วรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย คุณชายใหญ่ที่ดูสูงส่งกว่าคนทั่วไป คิดไม่ถึงว่าจะทำอะไรแบบนี้เป็นด้วย

ลั่วจื่อหานเห็นท่าทางกระตือรือร้นของเธอ จึงตอบอือเบาๆ “เธอไปล้างผักชีฝรั่งที่อยู่ทางนั้นเถอะ”

อี้เป่ยซีพับแขนเสื้อตัวเอง ตั้งใจทำงานเล็กๆ น้อยๆ ที่ลั่วจื่อหานไว้วานเป็นครั้งคราวอยู่ข้างๆ บรรยากาศอบอุ่นเป็นอย่างมาก

“นี่ ฉันอยากลองดู” ลั่วจื่อหานมองดวงตากลมโตเป็นประกายที่เปี่ยมด้วยความคาดหวังคู่นั้น ท้ายที่สุดก็คลายมือ ส่งตะหลิวให้เธอ ส่วนตัวเองมองอย่างระมัดระวังอยู่ด้านข้าง

“ใส่น้ำมันก่อน”

“อืมๆๆ”

ภายใต้ความร่วมแรงร่วมใจของทั้งสองคน ไม่นานอาหารค่ำก็เสร็จสมบูรณ์ อี้เป่ยซีมองดูกับข้าวที่มีสีสันน่ารับประทาน เผยรอยยิ้มพึงพอใจ “ที่แท้ทำกับข้าวมันง่ายแบบนี้นี่เอง ทำไมเมื่อก่อนไม่เคยรู้เลย” เธอสูดหายใจลึก “ไม่รู้สึกเหมือนตัวเองทำเลย”

“เอาไปวางกันเถอะ” ลั่วจื่อหานมองเธออย่างเอ็นดูพร้อมกล่าวเสียงเบา อี้เป่ยซีที่กำลังดื่มด่ำกับฝีมือการปรุงอาหารของตัวเองจึงดึงสติกลับมาแล้วพยักหน้าให้ จากนั้นเอาจานไปวางบนโต๊ะอย่างมีความสุขมาก ทั้งสองคนนั่งตรงข้ามกัน ลั่วจื่อหานลุกขึ้นหยิบไวน์แก้วหนึ่งจากตู้เก็บไวน์มารินให้ตัวเอง

เธอถาม “บ้านฉันมีไวน์ตั้งแต่เมื่อไร?”

เขาจิบไปคำหนึ่ง “เธออยากดื่มไหม ในตู้ไวน์ยังมีเหล้าผลไม้ แอลกอฮอล์ต่ำมาก”

อี้เป่ยซีกัดตะเกียบพยักหน้า ไม่นานแก้วไวน์ที่อยู่ตรงหน้าก็ปรากฏเหล้าผลไม้สีชมพู เธอหยิบขึ้นมาดมๆ รสพีชเหรอ?

“อร่อยจริงด้วย นายไปซื้อมาจากไหน?”

“เพื่อนหมักน่ะ ถ้าชอบยังมีอีกเยอะ ค่อยๆ ดื่มก็ได้”

เธอพยักหน้าให้ เริ่มลองชิมอาหาร ไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกว่าอาหารโฮมเมดเหล่านี้กลายเป็นความแปลกใหม่ ทุกคำล้วนมีรสเลิศ เธอแอบเหลือบมองลั่วจื่อหาน จากนั้นก็ก้มหน้ากินข้าว น่าจะเป็นเพราะตัวเองก็ได้มีส่วนร่วมด้วย อารมณ์จึงต่างออกไป

“ฉันล้างเอง” หลังจากกินเสร็จ อี้เป่ยซีอาสาเข้าห้องครัวไป ลั่วจื่อหานยืนอยู่ด้านข้างพอดี เขาช่วยเธอพับแขนเสื้อที่ตกลงขึ้นมาอีกรอบ นิ้วที่สัมผัสโดนแขนเรียวเล็กโดยไม่ได้ตั้งใจก็นุ่มนวลอ่อนโยน เขาไอเบาๆ ทำจนเสร็จด้วยความคล่องแคล่ว อี้เป่ยซีรับรู้ได้ถึงความตั้งใจของเขา ก้มหน้าลงเล็กน้อย แล้วล้างจานต่อไป

ทำไมต้องออกแบบห้องครัวให้เล็กแบบนี้ด้วย เธอคิดในใจ รู้สึกว่ารอบกายเต็มไปด้วยกลิ่นกายของผู้ชาย แม้ว่ากลิ่นนั้นจะทำให้รู้สึกสบายใจเป็นอย่างยิ่งก็ตาม

“ระวัง” ลั่วจื่อหานดึงเธอหลบไป ถ้วยกระเบื้องที่ร่วงลงบนพื้นจึงไม่ได้กระเด็นบาดใส่ขาเธอ เสียงแตกของเครื่องเซรามิกทำให้ในใจของอี้เป่ยซีบีบรัดแน่น แตก…แตกอีกแล้ว

“ก็แค่ถ้วยแตกใบหนึ่ง ไม่เป็นไร” ลั่วจื่อหานปลอบโยนอยู่เหนือศีรษะเธอ ได้ยินเสียงของเขา ไม่รู้ว่าทำไม่ถึงรู้สึกอยากร้องไห้ “เป็นอะไรไป เป่ยซี”

“ไม่รู้ ฉันเสียใจมากเลย ลั่วจื่อหาน”

“ไม่เป็นไร ฉันอยู่นี่”

“ฮือๆๆ…” อี้เป่ยซีพิงที่ไหล่ของเขา ร้องไห้ออกมาทันที สองแขนของลั่วจื่อหานกอดแน่นเล็กน้อย ปลอบประโลมเธอเบาๆ ไม่รู้ว่าร้องไห้นานแค่ไหน เธอจึงค่อยหยุดน้ำตาไหล แต่ตอนนี้เสื้อของเขาเปียกไปส่วนหนึ่งแล้ว

เธอผละออกมาจากอ้อมอกเขาอย่างเขินอาย ก้มหน้าลง “เอ่อ ขอโทษนะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”

ทันทีที่ลั่วจื่อหานรู้สึกว่าอ้อมอกของตัวเองว่างเปล่า ก็รู้สึกว่าบางตำแหน่งเบาโหวงด้วย “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ทำไมถึงเสียใจขนาดนี้ล่ะ?”

อี้เป่ยซีส่ายหน้า เขานึกว่าเป็นเพราะเธอไม่อยากพูด จึงก้าวไปข้างหน้ากอดเธอไว้ในอ้อมแขน “มีอะไรไม่สบายใจก็บอกฉันได้ ไม่ต้องกังวลอะไร”

“อือ แต่ว่าเสื้อของนาย…”

“หืม? เรื่องเล็กน้อยน่ะ”

“ลั่วจื่อหาน ให้เวลาฉันอีกหน่อย ฉันจะคิดให้ดี”

เขาหัวเราะเบาๆ “ได้ ฉันจะรอเธอคิดให้ดี”

ลั่วจื่อหานพาเธอไปส่งที่ห้องรับแขกแล้วก็จัดการกับตัวเอง เขาขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อชั้นบน แล้วลงมาจัดการความยุ่งเหยิงในห้องครัวให้เรียบร้อย อี้เป่ยซีมองดูห้องของตัวเอง เหมือนจะเปลี่ยนไปจากเดิมเล็กน้อย รูปแบบสีขาวดำที่เย็นชืดในตอนแรกกลับเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความอบอุ่น หลายจุดที่ว่างเปล่าก่อนหน้านี้ก็ถูกเติมเต็มแล้ว

ตัวเองนอนหลับไปนานแค่ไหน ถึงเพียงพอให้ลั่วจื่อหานย้ายของเข้ามามากขนาดนี้?

สิ่งของทุกชิ้นล้วนเข้ามาในนี้อย่างเงียบเชียบ คนก็เข้ามาอยู่ที่นี่อย่างเงียบเชียบเช่นกัน

จู่ๆ อี้เป่ยซีรู้สึกจั๊กจี้ในหัวใจ เธอกอดหมอนที่อยู่บนโซฟา เปิดโทรทัศน์เลือกซีรี่ส์ดูตามใจชอบ เรื่องราวและนักแสดงมีความเอาใจใส่ ไม่ทันตั้งตัวก็ถูกเนื้อเรื่องดึงเข้าไปอย่างสมบูรณ์ แม้แต่ลั่วจื่อหานมานั่งข้างตัวเองก็ไม่รู้เรื่อง

เขาก็ไม่ได้อ้าปากเรียกเธอ นั่งลงข้างเธอเงียบๆ ดูภายนอกเหมือนคู่สามีภรรยาที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมานาน มีความกลมเกลียวและเข้าใจกันโดยไม่ต้องพูดอะไร ลั่วจื่อหานไม่กล้าขยับตัว ด้วยกลัวว่าบรรยากาศแบบนี้จะหลุดลอยจากมือไป

นาฬิกาบนเหนือศีรษะเดินไปอย่างระมัดระวัง รอบแล้วรอบเล่า บทเพลงในตอนจบดังขึ้น อี้เป่ยซีจึงกลับมาสู่โลกปัจจุบันด้วยความตื้นตันเล็กน้อย ซีรี่ส์เรื่องนี้สนุกเกินไปแล้ว จะต้องไปดูย้อนหลังสักหน่อย

“เอ๊ะ นายมานั่งตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไร” เธอพูดพลางกะพริบตาปริบๆ

ลั่วจื่อหานรู้สึกใจเต้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เขายื่นมือออกไปลูบผมของเธอ “ดูจบแล้วก็ไปนอนก่อนเถอะ ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว”

อี้เป่ยซีเงยหน้าดูนาฬิกาบนผนัง ใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว ควรกลับไปพักผ่อนได้แล้ว งั้นเขานั่งอยู่ข้างเธอตลอดเวลา ก็เพื่อรอจนเธอดูจบแล้วกำชับให้ไปนอนงั้นเหรอ?

น่าจะไม่ใช่มั้ง จะมีคนที่รอนานแบบนี้เพื่อประโยคเดียวได้อย่างไร เธอส่ายหัวด้วยความวุ่นวายใจเล็กน้อย กอดหมอนในอ้อมแขนไว้แน่น

“งั้นฉันกลับแล้วนะ เธอระวังตัวด้วย”

“เอ๊ะ? นายจะกลับเหรอ? ดึกป่านนี้แล้ว”

เมื่อเข้าใจความหมายของเด็กสาว ลั่วจื่อหานหัวเราะก่อนเอ่ยว่า “ทำไมล่ะ อยากให้ฉันค้างคืนกับเธอหรือไง?”

“เชอะๆๆ ฉันเปล่าสักหน่อย นายไปเถอะ กลับดีๆ ล่ะ รีบไปๆ” อี้เป่ยซีเบือนหน้าหนี ทำทีเป็นไม่อยากสนใจเขาอีก

ลั่วจื่อหานเข้าใกล้เธอเล็กน้อย อี้เป่ยซีหันกลับมากะทันหัน ปลายจมูกจึงสัมผัสกัน รู้สึกถึงลมหายใจของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน เขาหัวเราะเบาๆ แล้วคว้าศีรษะของคนที่ยังคงงุนงงกับสถานการณ์เข้ามา จูบบนริมฝีปากแดงที่งดงาม เพียงประกบครู่เดียวไม่ได้ลึกซึ้ง จากนั้นก็ปล่อยอี้เป่ยซีที่หน้าแดงจนถึงคอไป

“งั้นฉันกลับก่อนนะ”

อี้เป่ยซีซ่อนตัวอยู่หลังหมอน ไม่ได้พูดอะไร เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเขาที่ค่อยๆ ไกลออกไปจึงรวบรวมความกล้าพูดว่ากลับดีๆ นะ จากนั้นก็หดตัวแกล้งตายเหมือนเต่าอยู่ตรงนั้นตลอดเวลา

อี้เป่ยซี อี้เป่ยซี สมองเธอพังไปแล้วหรือยังไงนะ ผลักเขาออกไปไม่ได้หรือไง ผลักออกไปสิ

ยังไม่ทันคิดให้ดีก็รับจูบของเขาด้วยความนิ่งเฉยขนาดนั้น เชอะ เธอนี่มันหน้าไม่อายเกินไปแล้ว

เธอหน้าไม่อายอะไรกัน เพราะลั่วจื่อหานเป็นคนเข้ามาจูบเอง เธอตกใจจนทำอะไรไม่ถูกต่างหากโอเคไหม แบบนี้จะผลักเขาออกไปได้ยังไง เขาต่างหากล่ะที่หน้าไม่อาย ไม่เกี่ยวอะไรกับเธอเลย

ใช่ ลั่วจื่อหาน หมอนั่นไร้ยางอายเกินไปแล้ว

………………………….

บทที่ 70 จูบแย่ๆ (1)

อี้เป่ยซีรีบกลับไปที่อะพาร์ตเมนต์เล็กๆ ของตัวเองแล้วล็อคประตูทันที

“เอ๋ เธอออกไปกับพี่ใหญ่จื่อหานไม่ใช่เหรอ? ทำไมเธอถึงกลับมาคนเดียวล่ะ?”

เธอทำลมหายใจให้เป็นปกติ เอ่ยปากสบายๆ “เขามีธุระกลับไปแล้ว”

“ฉู่เซี่ย ทำไมเธอหน้าแดงแบบนั้น? ปากเป็นอะไรไป? เหมือนมันบวมเลย”

เธอกัดปาก บ่นแล้วมองฉู่ซ่ง “สังเกตละเอียดขนาดนั้นทำไมไม่ไปเป็นนักสืบล่ะ”

“ฉันก็เคยคิดนะ แต่น่าเสียดาย มันไม่ใช่สิ่งที่ฉันสนใจที่สุด”

“พูดมาก ฉันกลับห้องแล้ว นายเก็บของแล้วรีบไปซะ”

“เธอนี่นะเสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล”

“เด็กดี อย่าพูดสำนวนส่งเดช อย่างฉันน่ะลับมีดเร็วรี่ปรี่หาหมูแพะเพื่อฆ่าต่างหากเล่า ถอยไปๆ ฉันจะกลับพักผ่อน”

ฉู่ซ่งมองแผ่นหลังของเธอที่เดินเข้าไปข้างใน เอ่ยปากขณะที่เธอกำลังจะก้าวเท้าขึ้นบันได “ฉู่เซี่ย ไม่ใช่ว่าหลับไปแล้วเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้จะกลายเป็นความฝันนะ โตป่านนี้แล้ว เธอควรจะคิดว่าจะเผชิญหน้ายังไง ไม่ใช่ไม่ทำอะไรเลย คิดแต่จะหนีอย่างเดียว คิดจะรักษาสภาพที่เป็นอยู่”

อี้เป่ยซีจับราวบันได ทำอย่างไรก็ก้าวเท้าไม่ออก ฉู่ซ่งเดินมาข้างเธอ

“นึกว่าผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว เธอจะพัฒนากว่านี้”

“ฉัน…”

“เจ้าเต่าน้อย เธอไปแอบเถอะ ถึงยังไงก็ไม่มีคนบังคับเธอ จะให้ฉันซื้อทรายให้ด้วยไหม?” ฉู่ซ่งผลักเธอ “เหนื่อยแล้วขึ้นไปพักผ่อนเถอะ ไปสิ ไปสิ เอนตัวหลับตาสบายจะตาย ไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีกแล้ว ฉันจะไม่บอกลั่วจื่อหานแล้วก็จะไม่บอกอี้เป่ยเฉินหรอก แบบนี้โอเคแล้วมั้ง”

อี้เป่ยซียังคงหยุดยืน เธอมองดูมือของตัวเอง “บางทีฉันไม่อยากคิดอะไรชัดเจนขนาดนั้น ฉันจะรู้สึกเหนื่อยมาก ฉันนึกว่าจะเป็นเหมือนเด็กน้อยที่ทุกอย่างจะผ่านไปอย่างโง่ๆ ไม่ต้องไปสนใจอะไรมาก หลับไปก็ลืม ก็เปลี่ยนไปแล้ว สิบกว่าปีมานี้ฉันสบายดีมาก คนรอบกายก็ต่างมีความสุขมาก ทำไมฉันจะต้องเลือกให้ตัวเองรับความกดดันจากการตัดสินใจ แล้วก็ยอมรับความหดหู่ที่พูดไม่ได้ด้วยล่ะ”

“ฉู่เซี่ย เธอนี่จริงๆ เลย” ฉู่ซ่งกุมหน้าผาก “ดูแล้วพวกเขาคงใจกว้างกับเธอจริงๆ เธอไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ใช่ว่าเอาเรื่องของตัวเองผลักไปให้คนอื่นหมดแล้วเหรอ? ตอนนี้ฉันชักรู้สึกสงสารอี้เป่ยเฉินขึ้นมาซะแล้ว ฉู่เซี่ย มันคือเรื่องของเธอ เธอก็ควรคิดให้มันชัดเจน อย่าคลุมๆ เครือๆ ทำให้ทุกคนต่างอึดอัดไปด้วย ถึงตอนนั้นอี้เป่ยเฉินก็ดี ลั่วจื่อหานก็ดีก็จะสับสนเพราะเธอและได้รับความเจ็บปวดที่ไม่สมควรได้รับ”

“เอาเถอะ ฉันรู้แล้ว ฉันจะคิดให้ดีๆ”

ฉู่ซ่งพยักหน้าชื่นชม บนใบหน้าเผยให้เห็นอาการว่าเด็กคนนี้โตแล้วพูดรู้เรื่อง จึงหันหลังและเดินจากไป แต่อี้เป่ยซีกลับรู้สึกหนักอึ้ง ประคองราวบันไดขึ้นชั้นบน นั่งบนเก้าอี้โยกขนาดเล็กที่จัดไว้ก่อนหน้านี้ มองแสงพลบค่ำนอกหน้าต่าง ครุ่นคิด

เธอรู้สึกอย่างไรกับลั่วจื่อหาน? เธอยื่นมือออกไป ยกสร้อยข้อมือขึ้นมาตรงหน้า เมื่อก่อนไม่เคยคิดถึงข้อนี้เลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะคิดออกได้อย่างไร อยู่กับเขา…เธอนึกถึงตอนยังเป็นเด็ก นึกถึงลั่วจื่อหานเนื้อตัวมอมแมมตอนที่ทั้งสองคนเจอกันครั้งแรก นึกถึงสมบัติของเขาบนภูเขาหิมะ นึกถึงเรื่องรูปถ่าย นึกถึงจูบหวานๆ เมื่อครู่ เหมือนกับกำลังอยู่ในความฝัน นึกถึงฝันนั้น

เธอจึงพบว่าเธอกับลั่วจื่อหานรู้จักกันมานานแล้วจริงๆ เกิดเรื่องมากมายขนาดนั้น เวลาที่มีเขาอยู่ก็จะรู้สึกปลอดภัยและผ่อนคลายมาก เวลาไม่มีเขาอยู่ก็ไม่ได้น่าเบื่อขนาดนั้น เวลาที่เจอเขาก็รู้สึกดีใจแทบกระโดดโลดเต้น เวลาที่ไม่เจอเขาก็ไม่ได้คิดถึงเขาเท่าไร

ฉะนั้นสรุปแล้วเธอรู้สึกอย่างไรกับลั่วจื่อหานกันแน่? เป็นเพื่อนก็ไม่ใช่ เป็นญาติก็ไม่ใช่ และไม่น่าจะเป็นความรักที่จะอยากเข้าใกล้เขาโดยไม่รู้ตัว รู้สึกว่าเขาดีมาก และรู้สึกว่าเขาสำคัญมาก มีบางเวลาที่อยากจะแบ่งปันความสุขกับเขา บางเวลาก็อยากระบายเรื่องทุกข์ใจกับเขา อยากเอาความคิดทั้งหมดของตัวเองบอกเขาอย่างตรงไปตรงมาที่สุด

จะไม่บอกหลานฉือเซวียนหรือเซี่ยเซ่อ จะไม่บอกฉู่ซ่ง จะไม่บอกพี่เป่ยเฉิน จะไม่บอกคุณพ่อคุณแม่อี้ ต้องการจะบอกเขาเพียงคนเดียว

ก็เพราะรู้สึกว่าเขาไว้ใจได้อย่างสมบูรณ์ พูดคุยได้ทุกเรื่อง

เพราะว่าหน้าแดงเมื่ออยู่ใกล้เขา เพราะจูบของเขา…

“อ๊าๆๆ…ลั่วจื่อหานนายทำให้ฉันปวดหัวจริงๆ เลย”

“อย่าเพิ่งไปคิดเลย” จู่ๆ มีเสียงดังขึ้นจากด้านหลัง ทำเอาอี้เป่ยซีตกใจจนเกือบตกจากเก้าอี้

“นายๆๆ ทำไมถึงนายถึงเดินมาเงียบๆ? ตกใจหมดเลย”

“เพราะว่าเธอคิดจนใจลอยเกินไป กำลังคิดถึงฉันเหรอ?” พูดพลางลั่วจื่อหานก็เดินเข้ามาข้างเธอ แววตาลึกซึ้ง “เธอเพิ่งฟื้นมาไม่เท่าไร อย่าฝืนตัวเองแบบนี้สิ”

เสียงของอี้เป่ยซีต่ำมาก “แต่ว่า ฉันก็อยากคิดให้ชัดเจนนี่นา”

ลั่วจื่อหานเอื้อมมือเคาะหัวของเธอ “เด็กโง่ เรื่องแบบนี้ไม่ต้องคิดให้เข้าใจหรอก ใช้ใจก็พอแล้ว”

“เจ็บนะ” แววตาไม่พอใจทำให้ลั่วจื่อหานรู้สึกอบอุ่น

“หิวหรือเปล่า คืนนี้อยากกินอะไร?”

“เอ๋ นายทำกับข้าวเป็นเหรอ?” ลั่วจื่อหานแสดงอาการอวดเก่งประมาณว่าเธออย่ามาพูดเป็นเล่นนะ “อืม อยากกินปลานึ่ง ปลาเปรี้ยวหวาน เนื้อสันในหมูเปรี้ยวหวาน…”

ลั่วจื่อหานได้ยินแล้วพยักหน้าเป็นครั้งคราว อี้เป่ยซียิ่งประหลาดใจ “นายก็ทำพวกนี้เป็นด้วยเหรอ?”

“วันนี้เลือกสองสามอย่างเถอะ ไม่ได้กินอะไรหลายวันแล้ว อย่ากินเยอะ ท้องจะรับไม่ไหว”

“เชอะ” เธอพิงอยู่บนเก้าอี้หลับตา “เพราะนายทำไม่เป็นล่ะมั้ง”

“เป่ยซี เธอกินของพวกนี้คนเดียวไม่หมดหรอก”

“วางใจเถอะๆ ฉันกินเก่งนะ”

ลั่วจื่อหานจูงมือของเธอ “ไปเถอะ พวกเราไปซื้อวัตถุดิบกัน”

“หา” แม้ไม่ค่อยเต็มใจ แต่ก็ยังเดินออกไปกับเขาแล้ว มาถึงซุปเปอร์มาร์เก็ตที่อยู่ไม่ไกลนัก อี้เป่ยซีเห็นท่าทางของเขาที่เลือกวัตถุดิบอย่างตั้งใจก็เหม่อลอยเล็กน้อย หมอนี่ คงไม่ทำกับข้าวเยอะแบบนั้นจริงๆ หรอกนะ

ขณะที่ลั่วจื่อหานกำลังหยิบเนื้อวัวอีกชิ้นขึ้นมานั้น อี้เป่ยซีรีบยื่นมือห้ามเขาทันที “อย่าๆๆ วันนี้ถ้าทำหมดทุกอย่างแล้ว ต่อไปจะมีอะไรใหม่ๆ ล่ะ” ลั่วจื่อหานได้ยินคำว่าต่อไปของเธอ จึงวางเนื้อวัวในมือลง ดึงเธอมาอยู่ระหว่างตัวเองกับรถเข็น

“นี่ คนมองเยอะแยะ นายอย่านะ” อี้เป่ยซีหันซ้ายหันขวา โดยปกติหน้าตาของลั่วจื่อหานก็ดึงดูดความสนใจอยู่แล้ว บวกกับการกระทำของเขา ผู้คนที่อยู่ข้างๆ กำลังกระซิบกระซาบอะไรบางอย่าง คนจะหาว่าไม่มีกาลเทศะน่ะสิ

“ต่อไป เธอก็จะชินแล้ว” ลั่วจื่อหานพูดคำว่าต่อไปอย่างชัดเจนมาก อี้เป่ยซีหน้าแดงอีกครั้งอย่างควบคุมไม่ได้ เธอก้มหน้า ในใจบ่นพึมพำว่ามองไม่เห็นฉัน

ลั่วจื่อหานไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นอีก จุ๊บหน้าผากของเธอแล้วปล่อยอย่างเป็นธรรมชาติมาก แต่อี้เป่ยซี

กลับรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติอยู่สักหน่อย

ทำไมเขาเอะอะอะไรก็จูบนะ เขาเป็นโรคอะไรกัน ไม่ได้ จะต้องคุยกับเขา เธอมองลั่วจื่อหานกำลังลังเลครั้งแล้วครั้งเล่าว่าต้องเอ่ยปากอย่างไร เพียงแค่สบสายตาของเขาที่หันมาก็หลบตามองไปทางอื่นแล้ว และยังหยิบของบนชั้นวางของข้างๆ

“กล่องเล็กนี้ดูแล้วก็ไม่เลวนะ มีโปรโมชั่นด้วย” ขณะที่เธอเห็นตัวอักษรด้านบนชัดเจนแล้วก็รู้สึกประหลาดใจราวฟ้าผ่า ใครเล่นพิเรนเอา***มาไว้ตรงของสดนะ นี่มันทำร้ายกันชัดๆ

อี้เป่ยซีหน้าแดงต้องการจะวางของกลับไป ลั่วจื่อหานแย่งมาได้ด้วยความว่องไว “ใช่ไม่เลวเลย” เขายกมุมปาก เผยยิ้มที่มีเสน่ห์ชั่วร้ายให้อี้เป่ยซี “เป่ยซีอยากจะส่งสัญญาณบอกอะไรฉันเหรอ?”

เธอรู้สึกว่าตัวเองหน้าแดงจนแทบระเบิด ต่อไปเธอจะไม่มาที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้อีกแล้ว น่ากลัวเกินไปจริงๆ “แค่ก ยังจะซื้ออะไรอีกไหม? ถ้าไม่มีแล้วก็กลับกันเถอะ ฉันหิวแล้ว”

ลั่วจื่อหานไม่ได้แซวเรื่องนี้ต่ออีก เอาของวางกลับไปที่เดิม “ทำไมเธอถึงหน้าแดงแบบนั้นล่ะ?”

“ที่นี่มันอบอ้าวเกินไป” พูดพลางใช้มือพัดวี “พวกเรารีบกลับบ้านเถอะ”

เขายิ้มจูงมือของเธอ “ได้ กลับบ้าน”

เหมือนจะพูดผิดอีกแล้ว…

……………………..

บทที่ 69 แย่มาก โดนจูบ (1)

            “เป่ยซี ถ้าวันหลังไม่สบายใจก็มาหาฉันได้” ลั่วจื่อหานเดินอยู่ข้างเธอ อี้เป่ยซีเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เห็นใบหน้าด้านข้างของเขาที่ตึงเครียดอยู่บ้าง สายตามองไปข้างหน้า มีความกังวลที่ไม่อาจเข้าใจได้ ผ่านไปเนิ่นนานคนข้างๆ ไม่ได้ตอบ ลั่วจื่อหานหันมาสบสายตาของเธอเข้าพอดี

            อี้เป่ยซีหลบตาด้วยความตื่นตกใจ ทำทีเป็นชื่นชมทัศนียภาพรอบข้าง ลืมตอบคำถามของเขาแล้ว

            “เป่ยซี”

            “หา นายเรียกฉันเหรอ อากาศวันนี้ไม่เลวเลย วิวก็ใช้ได้ เหมาะกับการออกมาเดินเล่นมากจริงๆ เอ๊ะนายดูตรงนั้นสิแมวเยอะจังเลยนะ นายว่าพวกมันเป็นแมวจรจัดหรือว่าแมวเลี้ยง เมื่อก่อนฉันก็อยากเลี้ยงแมวมากเหมือนกัน ว้าว นั่นคอร์กี้เหรอ? น่ารักจัง ทำไมถึงไม่เห็นเจ้าของมันล่ะ…” อี้เป่ยซีพูดเจื้อยแจ้วเป็นชุด ลั่วจื่อหานได้แต่ตามความคิดและจังหวะก้าวเดินของเธอ

            ทั้งสองเดินไปได้สักพักหนึ่ง ร่างกายก็มีเหงื่อซึมออกมา อี้เป่ยซีกำลังจะหยิบกระดาษทิชชู จู่ๆ ก็มีสัมผัสอ่อนโยนบนหน้าผาก ลั่วจื่อหานกำลังใช้ทิชชูซับให้ด้วยความจริงจังมาก ราวกับว่าเป็นงานที่สำคัญมากงานหนึ่ง

            “คือว่า ฉัน ฉันซับเองเถอะ” อี้เป่ยซียื่นมือต้องการจะรับกระดาษทิชชูมา แต่กลับโดนมือของลั่วจื่อหานโดยไม่ได้ตั้งใจ เขากุมมือน้อยๆ นั้นขึ้นมาแผ่วเบา

            “เมื่อกี้ทำไมไม่พูดต่อล่ะ?” เสียงของลั่วจื่อหานราวกับหยกที่ร่วงลงบนจานหยก เสนาะหูเป็นอย่างมาก อี้เป่ยซีพยายามที่จะดึงมือตัวเองกลับมา

            “ฉันไม่ได้ไม่สบายใจจริงๆ แล้วก็ไม่มีอะไรน่าเล่านี่นา” ทันใดนั้นมือเธอก็ถูกเขาออกแรงบีบ เธอเจ็บจนต้องมองลั่วจื่อหาน “นาย…ปล่อยมือได้ไหม หงะ เหงื่อออกมากแล้ว มะ มันอึดอัด”

            เขาหัวเราะเบาๆ ไม่รังเกียจเลยสักนิด ฝ่ามือใหญ่ยังคงลูบคลำอยู่บนมือน้อยที่อ่อนแอและเหมือนไร้กระดูก อี้เป่ยซีรู้สึกว่าท้องฟ้ากำลังสั่นไหวเล็กน้อย

            ทำไมวันนี้ลั่วจื่อหานถึงประหลาดแบบนี้ เป็นเพราะว่าไม่ได้พักผ่อนนาน สติก็เลยเลอะเลือนงั้นเหรอ?

            เมื่อเธอคิดว่าสาเหตุอาจเป็นเพราะเธอเอง ก็ไม่ได้พูดหรือทำอะไรอีก ปล่อยให้เขาเล่นมือของตัวเองไป เธอก้มหน้ามองดูมือของลั่วจื่อหาน เรียวยาวทรงพลัง เห็นข้อต่อชัดเจน สวยงามจนน่าประหลาดใจ ราวกับเป็นชิ้นงานศิลปะที่ไร้ตำหนิโดยสิ้นเชิง เธอมองมือของตัวเองอีกครั้ง ส่วนที่ตัวเองเคยภูมิใจที่สุด เมื่ออยู่ต่อหน้าเขาแล้วก็หยาบกร้านขึ้นมาทันใด

        คุณชายใหญ่ก็คือคุณชายใหญ่ แม้แต่มือยังดูดีเล่อค่า

            “สนุกไหม?” เมื่อได้ยินเสียง ทันใดนั้นเธอจึงค้นพบว่าตัวเองเล่นกับมือของลั่วจื่อหานตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ เธอหยุดการกระทำอย่างเคอะเขิน

            “อืม ดูจากลายมือแล้วก็รู้ว่านายเป็นคนที่มีอันจะกิน ทุกอย่างเป็นไปดังใจหวัง มีความเป็นอยู่ที่ดี เส้นชีวิตการงานความรักก็ดีมากนะ” อี้เป่ยซีรวบรวมความกล้า พูดจาไร้สาระไปเรื่อย

            ลั่วจื่อหานกลับมองเธอไม่ออก “เป่ยซีใส่ใจความรู้สึกฉันขนาดนี้เลยเหรอ?”

            ‘เป่ยซีอะไร พวกเรายังไม่ได้สนิทกันมากซะหน่อย ใครให้นายเรียกแบบนี้’ อี้เป่ยซีวิพากษ์วิจารณ์เงียบๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเสียงที่ลั่วจื่อหานเรียกเป่ยซีนั้นไพเราะมาก

            “ทำไมถึงไม่พูดแล้วล่ะ?”

            “ลั่วจื่อหาน นายเคยคิดจะเป็นนักพากย์ไหม? เสียงของนายแบบนี้ ฆ่าคนได้ภายในวินาทีเดียวแน่นอน” อี้เป่ยซีตอบไม่ตรงคำถาม เธอยังคงอยู่ในความเพลิดเพลิน

            “ถ้างั้น…” เขาทำทีครุ่นคิด อี้เป่ยซีนึกว่าเขากำลังคิดถึงคำแนะนำของเธอ รู้สึกสนใจในทันที

            พูดเป็นเล่น นึกถึงตอนนั้นหลานฉือเซวียนก็ถูกเธอดึงมาติดกับ เธอมีความสามารถในการโน้มน้าวคนมากนะโอเคไหม

            “ใช่แล้วๆ พื้นฐานโทนเสียงของนายมันดีมากอยู่แล้ว แค่เพิ่มการเรียนรู้ทักษะเข้าไปหน่อย จริงๆ นะ คิดๆ ดูก็อยากเห็นแล้ว ว่ายังไง ว่ายังไง สนใจหรือเปล่า?”

            ลั่วจื่อหานเห็นเธอโน้มน้าวตัวเองอย่างมีชีวิตชีวา ก็แสร้งเผยอาการคาดหวังออกมา “อันนี้ฉันก็รู้สึกสนใจเหมือนกัน…”

            เขายังพูดไม่ทันจบก็ถูกตัดบททันที “ใช่ไหมล่ะ ใช่ไหมล่ะ”

            “แต่ว่านะเป่ยซี ฉันอยากพูดให้คนคนเดียวฟังเท่านั้น”

            พูด…พูดให้คนคนเดียวฟังเท่านั้น อี้เป่ยซีเห็นรอยยิ้มในดวงตาของเขา จึงรู้ตัวว่าตัวเองโดนแกล้งเข้าแล้ว “อืมๆ งั้นเขาก็โชคดีจริงๆ ฮ่ะๆๆ”

            “ใช่ อยากบอกอรุณสวัสดิ์ราตรีสวัสดิ์เขาคนเดียวทุกวัน อยากเล่าเรื่องที่เขาชอบฟังโดยใช้เสียงที่เขาชอบ”

            อี้เป่ยซีรู้สึกได้ถึงสายตาที่มองตัวเอง หางตาเธอกระตุก ถ้างั้นลั่วจื่อหานกำลังพูดเรื่องความรักอยู่เหรอ? มันไม่เหมาะกับเขาคนนี้เลยสักนิดโอเคไหม แม้ว่ามันจะปลุกเร้าได้ดีทีเดียวก็ตาม

            เธอไอเบาๆ หันหน้าไปข้างหน้า “อืมๆๆ ก็ดีนะ ก็ดีนะ”

            “เธอจะเต็มใจให้โอกาสฉันไหม? เป่ยซี” น้ำเสียงอ่อนโยนราวกับสายน้ำ ไหลผ่านหูไปอย่างอ่อนละมุน ทำให้หัวใจรู้สึกจั๊กจี้

            เธอมองลั่วจื่อหานด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย เมื่อก่อนใช่ว่าจะไม่รู้สึกถึงความรู้สึกที่เขามีต่อตัวเอง เพียงแต่นึกว่ามันคือความรู้สึกดีทั่วๆ ไป ผ่านเข้ามาก็ผ่านไปแล้ว ต่อมารู้ว่าเขาคือคนเมื่อสมัยเด็ก ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่คำสารภาพที่ฉับพลันแบบนี้ มันอยู่นอกเหนือความคาดหมายของตัวเองมาก

            คนที่โดดเด่นอย่างลั่วจื่อหานจะชอบอะไรในตัวเธอได้? รูปลักษณ์ภายนอก? เขาก็ไม่ใช่คนที่คิดอะไรผิวเผินแบบนั้น คุณค่าภายใน แม้ไม่อยากยอมรับ แต่ว่าที่จริงเธอก็ไม่ได้มีคุณค่าภายในอะไร นิสัยเหรอ? คนที่เกียจคร้านเฉื่อยชาและเอาแต่ใจเหมือนคุณหนูอย่างเธอ ถ้าชอบก็ไม่เท่ากับหาความทุกข์หรอกเหรอ?

            ถ้างั้นทำไมลั่วจื่อหานถึงพูดแบบนี้ บางทีเพราะเห็นว่าเธออารมณ์ไม่ดีก็เลยล้อเล่นล่ะมั้ง เหมือนกับพวกฉู่ซ่ง เหมือนพวกหลานฉือเซวียนที่ชอบล้อเล่นกับเธอ ไม่มีอันตรายอะไร

            “มุกนี้ไม่ขำเลย เปลี่ยนมุกอื่นเถอะ”

            “ใช่มุกรึเปล่า เธอเองก็น่าจะรู้ แต่ไม่ต้องรีบตอบหรอก” ลั่วจื่อหานลูบไล้ผมของเธอ

            “แต่ทำไมล่ะ?”

            ลั่วจื่อหานหลุดขำ เชิดหน้าของอี้เป่ยซีขึ้น มองตาเธอด้วยความจริงจัง เงาของเขาสะท้อนอยู่ในดวงตาเธอ โครงร่างชัดเจน “อาจเป็นเพราะว่าเธอก็คือเธอ คนที่ฉันชอบ เหตุผลนี้เป็นไง?”

            อี้เป่ยซีเก็บขาเข้าไปข้างในอีก ลั่วจื่อหานยังคงไม่ปล่อยมือ เธอหลับตาลง ความมืดทำให้ยิ่งอ่อนไหวต่อความรู้สึกอื่นเป็นพิเศษ ลมหายใจของเขา ความรู้สึกจากการสัมผัสชัดเจนยิ่งขึ้น ชัดเจนจนยากที่จะมองข้ามได้

            “ฉัน ลั่วจื่อหาน…” เธอรวบรวมความกล้าลืมตาขึ้น ใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ตรงหน้านั้นใหญ่ขึ้นทีละน้อย ริมฝีปากสองของคนประกบกัน ปลายลิ้นของลั่วจื่อหานบรรจงวาดอยู่บนริมฝีปากแดงของเธอ ราวกับกำลังแกะสลักงานศิลปะอย่างไรอย่างนั้น อี้เป่ยซีรู้สึกราวกับว่าจู่ๆ เวลาก็หยุดนิ่ง ในสมองว่างเปล่า ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่

            “อ้าปากสิ” เสียงมีทรงเสน่ห์ดังขึ้นข้างหู เธออ้าปากออกเล็กน้อย ลั่วจื่อหานกอดเธอไว้แน่น อาศัยจังหวะนี้เคลื่อนริมฝีปากที่เปี่ยมด้วยรสหวานดุจน้ำผึ้งเข้าไป ดูดดื่มเล็กน้อย ประกบแนบแน่นอ่อนโยน

            “อือ…” ขณะที่อี้เป่ยซีกำลังจะขาดอากาศหายใจ ลั่วจื่อหานจึงปล่อยเธอทั้งๆ ที่อยากจะทำต่อ รอยยิ้มเขาเปี่ยมด้วยความพึงพอใจ จากนั้นกัดริมฝีปากที่บวมแดงของเธอเบาๆ

            “ลั่วจื่อหาน นาย ฉัน…” หลังจากอี้เป่ยซีมีปฏิกิริยาตอบสนองแล้ว เธอรู้สึกเพียงว่าในหัวสับสน ไม่แม้แต่จะจัดระเบียบประโยคได้ เธอพลันพบว่าตัวเองนั่งอยู่บนตักของเขาตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ มือกำลังโอบอยู่บนเอวตัวเองตามอำเภอใจ

        อี้เป่ยซีหน้าแดงทันที ลุกขึ้นมาจากตัวเขา แล้วเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ และไม่สนใจเสียงหัวเราะเบาๆ ของคนที่อยู่ข้างหลังด้วย

………………………..

บทที่ 68 เรื่องเล่าในมหาวิทยาลัย (10)

ทำไมต้องให้น้ำเกลือเธอด้วย? อี้เป่ยซียังไม่ทันอ้าปาก ได้แต่มองดูลั่วจื่อหาน เธอพบว่าบนใบหน้าของลั่วจื่อหานมีหนวดเคราเฟิ้ม ความอ่อนโรยปรากฏอยู่บนใบหน้า ‘ทำไมนายถึงกลายเป็นแบบนี้?’

     “ฉู่เซี่ย ในที่สุดเธอก็ตื่นสักที” ฉู่ซ่งวางอาหารที่ซื้อมาจากข้างนอกลงบนโต๊ะ “ก็ไม่เห็นต้องนอนนานขนาดนี้เลยนี่นา เธอกล้ามากนะ ปล่อยให้พี่จื่อหานเฝ้าตั้งหลายวัน”

            ‘ฉันก็ไม่ได้ให้เขาเฝ้าฉันนี่’ อี้เป่ยซียังคงมองลั่วจื่อหาน เห็นรอยยิ้มน้อยๆ ของเขา คิ้วที่ขมวดกันก็ผ่อนคลาย อบอุ่นราวกับแสงอาทิตย์ที่สาดส่องบนใบหน้าของเขา

            “น่าจะหิวแล้วมั้ง กินข้าวไหม”

            ไม่กิน ไม่อยากกินอะไรเลย

            “เธอจะเป็นเทพเซียนรึไง ไม่กินข้าวมาสามวันแล้ว” ฉู่ซ่งประหลาดใจเล็กน้อย “เธอไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้มั้ง ก็แค่คนห่วยๆ คนหนึ่ง เธอต้องอดข้าวเพื่อเขาด้วยเหรอ?”

            ลั่วจื่อหานมองฉู่ซ่งอย่างตักเตือน เขาถึงค่อยรู้ว่าตัวเองพูดผิดไป จึงนั่งลงด้านข้างแล้วหุบปาก

            ทำไมฉู่ซ่งถึงพูดอะไรแปลกๆ เธอนอนไปสามวันงั้นเหรอ? แต่ว่าเธอไม่รู้สึกถึงการไหลผ่านของกาลเวลาเลย เธอรู้สึกว่าตัวเองนอนไปแค่ประเดี๋ยวเดียว เพียงครู่เดียวเท่านั้น ตอนนี้เธอยังรู้สึกเหนื่อยมากอยู่เลย แล้วก็คนห่วยๆ อะไรนั่น ทำไมเธอไม่เห็นเข้าใจ

            คำถามมากมายปรากฏอยู่ในหัวของเธอ แต่ละคำถามผุดออกมา แต่กลับไม่ได้เอื้อนเอ่ย ลั่วจื่อหานเห็นแววตาของเธอ เข้าใจความคิดของเธอในขณะนี้

            “กินโจ๊กหน่อยเถอะ” เมื่อเขาจะลุกขึ้น อี้เป่ยซีจึงพบว่ามือของตัวเองกำลังกุมนิ้วเขาไว้ เขาคลายมือเล็กน้อย ลั่วจื่อหานเดินไปยังอีกข้างหนึ่งของเตียง ประคองเธอขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ถือโจ๊กบนโต๊ะขึ้นมา หลังจากมั่นใจว่าไม่ร้อนแล้วจึงป้อนไปที่ปากของอี้เป่ยซี แต่ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ไม่อ้าปาก

            “ไม่อยากกินเหรอ? หรือว่าไม่ชอบ”

            ‘ไม่รู้สิ แค่ไม่อยากทำอะไรเลย ฉันอยากนอนต่อไม่ได้เหรอ?’

            ลั่วจื่อหานชิมไปคำหนึ่ง ก่อนขมวดคิ้ว “ช่างเถอะ ฉันไปทำให้เธอก็แล้วกัน” เขาลุกขึ้นไปที่ห้องครัวทันที ขณะอี้เป่ยซีมองเขา เดิมทีอยากจะพูดว่าไม่ต้องลำบากหรอก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็อ้าปากไม่ออก

            ‘ก็แค่ไม่อยากพูด ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น ไม่ต้องสนใจฉันได้ไหม’

            “ฉู่เซี่ย” อี้เป่ยซีได้ยินเสียงฉู่ซ่ง แต่ดวงตาไม่ขยับเขยื้อน “เธอเป็นอะไรไป อย่าทำให้ฉันตกใจสิ? เอ๋อไปแล้วเหรอ?”

            นายนั่นแหละเอ๋อ ทั้งบ้านนายมีนายคนเดียวที่เอ๋อ ไม่เข้าใจหรือไงว่าคนอื่นเขาไม่อยากขยับตัว? นายเข้าใจความรู้สึกที่เหนื่อยมากๆ หรือเปล่า ฉันก็แค่อยากหลับตา ประคองลงไปฉันนอนเถอะ

            “เฮ้อ” ฉู่ซ่งลูบผมที่หน้าผากของเธอ “กว่าจะหาเธอเจอไม่ง่ายเลย ตอนนี้ดันเป็นบ้าซะแล้ว”

            อี้เป่ยซีเหม่อมองมือของตัวเอง ไม่ได้สนใจเขา เขาพูดกับตัวเองอีกครั้ง “อ้อ จริงสิ นี่ของของเธอเมื่อก่อน ฉันจะใส่ให้เธอนะ เกือบลืมไปแล้ว” เขาพูดพลางทำอะไรบางอย่างที่ข้อมือเธอครู่หนึ่ง อี้เป่ยซีเห็นสร้อยบนข้อมือ คริสตัลสีฟ้าส่องประกายยิ่งขึ้นเมื่ออยู่ในดวงตา

            “ทำไมถึงไปอยู่ที่นายได้?” เสียงของอี้เป่ยซีแหบแห้งเล็กน้อย

            “พูดได้แล้วเหรอ ถ้ารู้ว่าเจ้าสิ่งนี้ใช้ได้ผลก็เอาให้เธอนานแล้ว จะเสียพลังงานไปขนาดนั้นเพื่ออะไร”

            “ได้มาจากไหน?”

            ฉู่ซ่งแปลกใจเล็กน้อย นอนนานขนาดนี้จนบ๊องไปแล้ว ยังจะมาถามเขาอีกว่าได้ของนี้มาจากไหน เห็นชัดๆ ว่าเขาควรเป็นคนถามว่าได้มาจากไหนถึงจะถูกนะ

            “นี่ไม่ใช่ของของเธอเหรอ? เธอถามฉันว่าได้มาจากไหน นอนจนเพี้ยนแล้วเหรอไง?”

            “…” อี้เป่ยซียกมือของตัวเองขึ้นมา ผิวที่ขาวบริสุทธิ์เข้ากับสร้อยข้อมือสีฟ้า ยิ่งเผยให้เห็นความเพรียวบางละเอียดอ่อน เธอมอบให้ลั่วจื่อหานแล้วไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงมาอยู่บนมือของเธออีก ไม่พูดอะไรสักคำก็สวมให้เธอซะแล้ว เธอไม่เต็มใจหรอกนะ

            แม้จะคิดแบบนี้ อี้เป่ยซีก็ยังไม่ได้ถอดออก เธอหันหน้ามองนอกหน้าต่าง ฉู่ซ่งเห็นเธอเป็นแบบนี้ก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรให้น่ากังวลมากมาย จึงซุกตัวอยู่ที่เดิมแล้วหลับตาลง รอจนลั่วจื่อหานกลับมาเขาจึงลุกจากไป

            ลั่วจื่อหานเหลือบเห็นสร้อยข้อมือบนมือของเธอ รู้สึกดีอย่างเลี่ยงไม่ได้

            “อันนี้นายให้ฉู่ซ่งเหรอ?” ยังไม่ทันรอเขานั่งลง คนที่นั่งบนเตียงก็มองเขาพลางเอ่ยปาก

            “กินโจ๊กก่อนเถอะ ไว้ค่อยว่ากัน” อีกฝ่ายพูดพลางตักขึ้นมาคำหนึ่ง ยื่นไปที่ปากอี้เป่ยซี ร่างกายของเธอหดถอยเล็กน้อย

            “ฉันกินเองเถอะ” พอต้องการจะยกมือจึงนึกได้ถึงเข็มบนมือตัวเอง อี้เป่ยซีวางมือลงด้วยความท้อแท้เล็กน้อย “งั้นรบกวนนายแล้ว”

            อี้เป่ยซีรู้สึกว่าตัวเองกินข้าวมื้อนี้ช้ามากๆ คิดว่ามือที่ถือถ้วยของลั่วจื่อหานจะต้องเมื่อยแน่ๆ เดิมทีอยากกินแค่นิดเดียวเท่านั้น แต่ว่าเขายังคงยืนกรานให้อี้เป่ยซีทานให้หมดถ้วย

            “คือว่า นายเอาอันนี้ให้ฉู่ซ่งเหรอ?”

            “ตอนนี้อยู่บนมือเธอแล้ว”

            “แต่ว่าฉัน…”

            “ใส่ไว้เถอะ เธอใส่แล้วดูดีมาก” ลั่วจื่อหานวางถ้วยลงบนโต๊ะ “นอนอีกไหม?”

            เธอส่ายหน้า “ไม่ต้องแล้ว เดี๋ยวฉันอยากออกไปเดินเล่นหน่อย”

            ลั่วจื่อหานมองแสงอาทิตย์ด้านนอก พยักหน้าให้ “วันนี้เหมาะจะออกไปเดินเล่นดี”

            คนคนนั้นนั่งอยู่ตรงนั้นเงียบๆ ไม่พูดไม่จา อี้เป่ยซีรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง ลังเลแล้วลังเลอีก “ลั่วจื่อหาน ขอบคุณนะ”

            “อือ” เขาอึ้งไปนิด “เทียบกับเรื่องนี้ ฉันอยากรู้มากกว่าว่าเธอเป็นอะไรไป? เป่ยซีสะดวกเล่าไหม?”

            อี้เป่ยซีถอนหายใจ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้และความรู้สึกทั้งหมดของตัวเองตั้งแต่ต้นให้ฟัง เมื่อเงยหน้าก็เห็นลั่วจื่อหานมองตัวเองโดยไม่ขยับเขยื้อน แววตาที่ลึกซึ้งราวกับจะดูดเธอเข้าไปอย่างไรอย่างนั้น

            “ลั่ว ลั่วจื่อหาน”

            “หืม ไม่มีอะไร งั้นตอนนี้เธอพักผ่อนพอแล้วยัง?”

            “ฉันยังรู้สึกเหนื่อยอยู่เลย ไม่รู้ว่าทำไม ทั้งๆ ที่นอนไปตั้งนานแล้ว”

            เขายื่นมือมากุมมือของอี้เป่ยซี “เดี๋ยวออกไปเดินเล่นก็หายแล้ว”

อี้เป่ยซียิ้มพลางพยักหน้า น่าจะเป็นแบบนั้น ออกไปเดินเล่นก็หาย อารมณ์ก็ดีแล้ว จะไม่รู้สึกเหนื่อยแล้วสินะ

            “แค่ก ฉันมาผิดจังหวะ” บนใบหน้าของมู่ลี่ไป๋ไม่มีความรู้สึกผิดใดๆ เขาถือกล่องยาเดินลอยชายเข้ามา “เป็นไงบ้าง? มีตรงไหนไม่สบายหรือเปล่า”

            อี้เป่ยซีส่ายหน้า ต้องการดึงสองมือออกมาจากมือของลั่วจื่อหาน แต่ทำอย่างไรก็ดึงไม่ออก มู่ลี่ไป๋ถอดเข็มบนมือของเธอออก กำชับเล็กๆ น้อยๆ พอเอ่ยแซวทั้งสองคนแล้วจึงเดินจากไปภายใต้สายตาของลั่วจื่อหาน

            “เขาเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า?” อี้เป่ยซีหน้าแดงเรื่อ

            “เขาเข้าใจอะไรผิด?” เขายิ้มเอ่ย ท่าทางเป็นปกติมาก

            คราวนี้ถึงตาเธอเขินอายบ้าง ตัวเองคิดมากไปแล้ว เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเขาก็ไม่ได้คิดแบบนั้น

            “จะออกไปเดินเล่นไม่ใช่เหรอ ตอนนี้เลยไหม?”

            “ก็ได้นะ”

            “งั้นฉันไปเก็บของก่อน”

            อี้เป่ยซีมองแผ่นหลังของเขา มีความรู้สึกอย่างหนึ่งที่อธิบายไม่ได้ หมายความว่าช่วงนี้เขาเฝ้าเธอตลอดงั้นเหรอ? แล้ว…แล้วพี่เป่ยเฉินล่ะ ทำไมเขายังไม่ปรากฏตัวอีก? เธอหลับไปนานมากเลยไม่ใช่เหรอ? เขาไม่รู้เลยสักนิดหรือยังไง?

        เธอเลิกผ้าห่มต้องการลงจากเตียง แต่ละก้าวอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด เธอเข้าห้องน้ำไปอย่างชำนาญทาง เริ่มล้างหน้าล้างตา มองตัวเองในกระจก ใบหน้าน้อยๆ ขาวซีดไร้สีเลือด อิดโรยราวกับคนป่วยหนัก มือของเธอหยุดชะงัก ตัวเธอเป็นอะไรไปกันแน่?

………………………………..

บทที่ 67 เรื่องเล่าในมหาวิทยาลัย (9)

            คุณเคยมีความรู้สึกแบบนั้นไหม คุณสามารถหัวเราะได้อย่างมีความสุขมากๆ แต่ว่าคุณก็รู้สึกหมองเศร้า แม้ว่าคุณกำลังเพลิดเพลินกับสิ่งที่คุณชอบ หรือรู้สึกได้ถึงแสงอาทิตย์สีทองสดใส แต่ไม่อาจนอนอยู่ในอ้อมแขนของเมฆขาว มันถูกปกคลุมด้วยเมฆครึ้ม ไม่สามารถขยับตัวได้

            เล่นอยู่ในสวนสนุกเนิ่นนาน อี้เป่ยเฉินซื้อไอศกรีมที่ทั้งเย็นทั้งหวานให้อี้เป่ยซีเป็นข้อยกเว้น จู่ๆ มันก็ไม่ชวนให้คนรู้สึกพอใจอีกต่อไป ความสุขทั้งหมดกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพียงผิวเผิน ความหนักหน่วงที่พูดไม่ออกต่างหากคืออารมณ์ส่วนลึกที่แท้จริง อี้เป่ยซียังคงยิ้มน้อยๆ แต่วันนี้เธอเพิ่งค้นพบว่าการยิ้มแบบนี้ตลอดเวลาช่างเหนือจริงๆ

            แม้แต่แรงที่จะยิ้มก็มีไม่เพียงพอ

            หลังจากอี้เป่ยเฉินทานข้าวเที่ยงกับเธอแล้ว จึงค่อยส่งอี้เป่ยซีกลับหอพัก ทันทีที่กลับถึงหอพักเธอล้มตัวลงบนเตียงทันที ทั้งตัวไร้เรี่ยวแรง เปลือกตาที่หนักอึ้งปิดลงแต่ไม่มีความง่วงสักนิด เธอวางมือซ้อนกันที่หน้าท้องส่วนล่าง รู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังนอนอยู่ในโลงศพ

            มีเพียงความระลึกได้กับความคิด แต่กลับไม่อยากขยับตัวอีก ไม่อยากลืมตาขึ้นมา

            เธอได้ยินเสียงนอกหอพักอย่างชัดเจน ได้ยินถังเสวี่ยส่งเสียง “ชู่” เพราะนึกว่าเธอกำลังหลับ ได้ยินเสียงถอนหายใจของฟางหมิ่น

            สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นที่ข้างหูจริงๆ แต่รู้สึกว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับตัวเอง ร่างกายนอนอยู่ตรงนั้น แต่ความคิดราวกับหลุดพ้นจากพันธะผูกพันของร่างกายแล้ว

            อี้เป่ยซีไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรไป เธอเพียงแต่รู้สึกทุกข์ใจมาก แค่อยากจะหลับตาชั่วนิรันดร์เพียงลำพัง นอนอยู่ตรงนี้คนเดียวโดยไม่คิดอะไร เหมือนกับท่อนไม้ ไม่ร้องไห้ ไม่หัวเราะ ไม่ส่งเสียง

เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นในหอพักที่เงียบสงัด แม้แต่ดนตรีที่ผ่อนคลายตอนนี้ก็ยังหนวกหูมาก อี้เป่ยซีขมวดคิ้ว ยังคงไม่ลืมตา ในเวลานี้เสียงของฉินเยว่เข่อกลับดังขึ้น “ตอนนี้ทักษะการแกล้งหลับของใครบางคนนี่มันสุดยอดจริงๆ”

            คำพูดแสบแก้วหูสุดๆ อี้เป่ยซีก็ยังคงไม่ลืมตาหรือแม้แต่ขยับตัว

            “เธอนึกว่านอนอยู่ตรงนี้แล้วจะหนีความจริงได้เหรอ อี้เป่ยซี จุ๊ๆ โง่เง่าจนหมดทางรักษาจริงๆ”

            “ฉินเยว่เข่อ คิดว่าคงมีแต่คนที่ฝันว่าอีกาจะกลายเป็นหงส์แบบเธอที่เชื่อข่าวปลุกกระแสแบบนั้น”

            “ปลุกกระแสอะไร” น้ำเสียงของฉินเยว่เข่อแหลมสูงกะทันหัน จากนั้นก็อวดดี คำพูดคำจาหยิ่งผยอง “พี่สาวฉันก็บอกแล้วว่าพวกนั้นเป็นเรื่องจริง”

            เสียงหัวเราะดูถูกของฟางหมิ่นดังขึ้น “งั้นพี่สาวเธอก็เป็นหนึ่งในตัวละครจริงๆ สินะ”

            ฉินเยว่เข่อไม่พูดกับอีกฝ่ายอีก เดินไปข้างเตียงอี้เป่ยซีทันที เห็นเธอนอนเงียบๆ อยู่บนเตียงก็รู้สึกโมโหเล็กน้อย บนใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มเสแสร้ง “อี้เป่ยซี เพลิดเพลินกับชีวิตคุณหนูในหลายวันนี้ไปเถอะ ต่อไปฉันจะไม่ให้เธอได้อยู่เป็นสุขแน่” พูดจบก็กระแทกส้นสูงจากไป

            “เป่ยซี เป่ยซี” ถังเสวี่ยเรียกชื่ออย่างเป็นกังวลขณะผลักเธอเบาๆ

            “หนวกหูชะมัดเลย” อี้เป่ยซีลุกขึ้นนั่งบนเตียง โลกทั้งใบหมุนคว้าง เธอพิงกำแพงอยู่ครู่หนึ่ง จึงค่อยๆ ลงมาจากเตียง แล้วจัดกระเป๋าหนังสือของตัวเอง

            “เป่ยซี เธอไม่เป็นไรนะ?” ถังเสวี่ยดึงมือเธอ เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง อี้เป่ยซีไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไร เธอจะเป็นอะไรได้ และไม่อยากไปสืบเสาะหาสาเหตุของมันด้วย เธอส่ายหัว ดึงมือตัวเองกลับ จัดของต่อไป จากนั้นก็แบกกระเป๋าและออกจากหอพักไปโดยไม่ได้พูดอะไร

            ถึงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสะพายข้างหลังสั่นก็ไม่หือไม่อือ เธอเดินไปทีละก้าวๆ เพียงแค่ต้องการกลับไปที่อพาร์ทเมนต์เล็กๆ ของตัวเองแล้วหลับตานอน เอนนอนอย่างเงียบๆ ก็พอแล้ว

            เธอรู้สึกว่าร่างกายของตนกำลังเดินเหมือนเครื่องกลอยู่บนพื้น แต่ตัวเองกลับเดินท่องน่องอยู่บนก้อนเมฆ จิตใจหนักอึ้งเล็กน้อย

            เปิดประตูปิดประตูแล้วล็อค ทำทุกอย่างรวดเดียวอย่างมีกลไกลและต่อเนื่องกัน เธอโยนกระเป๋าหนังสือลงบนพื้น ไฟก็ไม่ได้เปิด นอนลงบนเตียงทั้งเสื้อผ้า หลับตาลงอย่างจริงจัง ลมหายใจสม่ำเสมอและแผ่วเบา

            ไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของเวลา ไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ทุกความรู้สึกค่อยๆ เลือนราง ราวกับว่ามีเพียงเธอบนโลก แม้แต่ร่างกายของตัวเองก็หายไป มีแต่ตัวเองเท่านั้น

            เธอเดินอยู่บนก้อนเมฆตามลำพัง รอบกายกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ความสุขทวีขึ้นอีกครั้ง

            “เป่ยซี อี้เป่ยซี อี้เป่ยซี” โลกของตัวเองสั่นคลอนในฉับพลัน ฉากสีขาวก่อนหน้านี้กลายเป็นฉากสีดำ แม้จะไม่ค่อยเต็มใจนักแต่ก็ยังลืมตา สติของเธอกลับเข้าสู่ร่างกายของตัวเองอีกครั้ง พบว่าตัวเองไม่มีเรี่ยวแรงเลยแม้แต่นิดเดียว และกำลังซุกตัวอย่างอ่อนแรงอยู่ในอ้อมแขนของคนคนหนึ่ง เสียงหัวใจเต้นและเสียงเรียกจากข้างหลังนั้นอ่อนโยนและไพเราะ

            ใครกำลังเรียกเธอ? เธอไม่รู้ และไม่อยากเอ่ยปากถาม อยู่ในอ้อมอกของคนคนนั้นโดยไม่ขยับเขยื้อน ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ

            “อี้เป่ยซี เธอตื่นแล้วเหรอ” น้ำเสียงเจือความดีใจและความคาดหวัง เธอรู้สึกว่าตัวเองควรจะพยักหน้า แต่กลับไม่อยากพยักหน้า ดวงตาทั้งคู่เหม่อมองใบหน้าของคนตรงหน้า

            ‘ลั่วจื่อหานนี่เอง นายโผล่มาในห้องฉันได้ยังไง?’

            เพียงแค่เธอคิด ก็รู้สึกว่าตัวเองได้พูดประโยคนี้ออกไปแล้ว แต่ว่าริมฝีปากกลับไม่ได้ขยับ เงาของเขาสะท้อนอยู่ในดวงตาชัดเจน

            “เธอเป็นอะไรไป? อยู่ที่นี่ตั้งแต่บ่ายวานแล้ว โทรเข้ามือถือเธอก็ไม่รับ”

            ‘ฉันรู้สึกเหนื่อยมาก เลยไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้’ ดวงตาของเธอขยับเล็กน้อย เห็นลักษณะของห้องที่สะท้อนอยู่บนหน้าต่าง ‘ตอนนี้ดึกมากแล้วเหรอ?’

            “ตอนนี้ตีสี่ของตอนเช้าแล้ว” ลั่วจื่อหานจัดผมเผ้าของเธอ อากัปกิริยาระมัดระวังและอ่อนโยน

            ‘งั้นนายมาอยู่ในห้องของฉันได้ยังไง ป่านนี้แล้วควรนอนไม่ใช่เหรอ?’

            “เป็นห่วงเธอน่ะก็เลยมาดู ฉันเรียกเธอเป็นครึ่งชั่วโมงแล้ว ตอนนี้ถึงจะตื่น”

            ‘ฉันไม่รู้ แค่รู้สึกว่าไม่อยากทำอะไรเลย ที่จริงฉันไม่ได้หลับ แค่หลับตาเท่านั้น ฉันไม่รู้ว่าทำไมไม่ได้ยินเสียงนายเรียกฉัน’

            “เธอ เธอเป็นอะไรไป ทำไมไม่พูดล่ะ?” ลั่วจื่อหานมองเธอ สีหน้าท่าทางจริงจัง

            ‘ฉันไม่อยากพูด ไม่อยากพูดจริงๆ ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไม’

            “ไม่อยากพูดใช่ไหม?”

            ขณะที่มองตาของสาวน้อย ลั่วจื่อหานรู้ว่าตัวเองทายถูกแล้ว แต่ในใจกลับไม่ดีใจเลย

            “ที่แท้เธอก็เป็นห่วงเรื่องนี้มากขนาดนี้” น้ำเสียงเขาเศร้าสร้อยเล็กน้อย “หิวหรือเปล่า ฉันทำอะไรให้เธอกินไหม?”

            ‘ไม่เอา ฉันยังอยากหลับตาต่อ นายปล่อยให้ฉันนอนก็พอแล้ว’

            ลั่วจื่อหานวางเธอลงเบาๆ “งั้นเธอพักผ่อนต่อ ถ้าไม่สบายก็เรียกฉัน โอเคไหม”

            อี้เป่ยซีไม่สนใจคำพูดของลั่วจื่อหานอีก หลับตาลงอีกครั้ง สองมือประสานกันที่หน้าท้องของตัวเอง อีกสองมือวางทับอยู่ด้านบน เธอขี้คร้านจะไปใส่ใจ เดินอยู่บนเมฆต่อไป

            จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีแมลงกัดที่แขน อี้เป่ยซีเพียงแค่ขมวดคิ้วแต่ไม่ได้ลืมตา จากนั้นก็ถูกกัดเบาๆ บนหลังมืออีก แต่เธอก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาใดๆ

            ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน เธอจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น หลับตาพักผ่อนตั้งนานขนาดนี้ ทำไมยังรู้สึกเหนื่อยอยู่เลย เหนื่อยมาก ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น

        แสงไฟที่สว่างเกินไปทำให้แสบตามาก เธอหลับตาลงอีกครั้ง ผ่านไปเนิ่นนานจึงค่อยๆ ลืมตา ปรับตัวให้เข้ากับแสง จากนั้นก็ได้ยินเสียงดีใจของลั่วจื่อหาน และค่อยๆ รู้สึกถึงเข็มที่หลังมือตัวเอง…

………………………………….

บทที่ 66
โดย 

บทที่ 66 เรื่องเล่าในมหาวิทยาลัย (8)

กำแพงสี่ด้านเชื่อมต่อกันอย่างแน่นหนา การอยู่ตามลำพังราวกับว่ากำแพงขาวทั้งสี่ด้านต่างรุมล้อมคุณเพียงคนเดียว คุณจะไม่ได้อยู่ในห้องที่อบอุ่นของตัวเองอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นโลงศพที่ทั้งสี่ด้านมีแต่ความเยือกเย็นจางๆ ยื่นมือสัมผัสตัวเองก็เป็นกระดูกแห้งเหือด

อี้เป่ยซีรู้สึกราวกับว่าถูกคนบีบคอ มวลอากาศมหาศาลพวยพุ่งออกมาจากทรวงอกของเธอ แต่กลับมีเพียงอากาศที่มีกลิ่นเหม็นจางๆ หลั่งไหลเข้าไป เธอรู้สึกว่าในสายตาของเธอเต็มไปด้วยดวงตาเปื้อนเลือดไม่ก็ใบหน้าสยดสยอง เธอก้าวไปข้างหน้า คว้าแขนเสื้อของอี้เป่ยเฉินเอาไว้

“พี่เป่ยเฉิน พี่…”

อี้เป่ยเฉินพลิกตัวมา เชยคางของเธอขึ้นมา แววตาที่จนปัญญานั้นเข้มข้นขึ้น น้ำเสียงยังคงอ่อนโยนสง่างาม “ทำไมถึงกลัวขนาดนี้” หน้าผากของเขาชนกับหน้าผากของอี้เป่ยซี ลมหายใจอบอุ่นรินรดอยู่บนใบหน้าของเธอ “เสี่ยวซี่ ไม่ต้องไปคิดอะไรแล้ว มีแต่จะทำให้ตัวเองกลัวซะเอง”

“แต่ว่ามันน่ากลัวจริงๆ นี่นา พี่เป่ยเฉิน ต้องโทษพี่นั่นแหละ ดึกๆ ดื่นๆ ยังจะดูหนังผีอีก” เธอพูดด้วยเสียงสะอื้นเล็กน้อย

อันที่จริงไม่ควรใช้วิธีนี้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของเธอเลยจริงๆ อี้เป่ยเฉินโทษตัวเอง กอดเธอไว้ในอ้อมแขน ตบไหล่ของเธอเบาๆ เหมือนกับปลอบโยนเด็กน้อย “เอาเถอะ เอาเถอะ เพราะพี่เป่ยเฉินไม่ดีเอง พี่อุ้มเธอกลับไปนอนนะ? นี่ก็ดึกมากแล้ว”

อี้เป่ยซีกำชายเสื้อของเขา ทั้งใบแนบอยู่บนหน้าอกกว้างเขา รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นและความรู้สึกปลอดภัยจากร่างกายเขา เธอตอบรับด้วยเสียงต่ำในลำคอ อี้เป่ยเฉินจึงค่อยจัดโต๊ะลวกๆ แล้วอุ้มเธอกลับไปที่ห้อง

“พี่เป่ยเฉิน พี่ไม่ไปได้ไหม?” ดวงตาที่มีน้ำตาคลอแฝงแววอ้อนวอน อี้เป่ยเฉินพยักหน้า กำลังจะไปปิดไฟ “ไม่ปิดไฟได้ไหม?”

“อืม ได้สิ” เขาดึงมือของตัวเองกลับ หยิบเครื่องนอนอีกชุดออกมาจากตู้เสื้อผ้า เอนตัวลงข้างอี้เป่ยซี ห่มผ้าห่ม หันหน้าเข้าหาเด็กสาวของเขาพร้อมโอบหลังไว้

อี้เป่ยซีดึงมือของอี้เป่ยเฉินขึ้นมา หันหน้าเข้าหาเขา กอดแขนของเขาด้วยความออดอ้อนเล็กน้อย

“เป็นอะไรไป?”

“เปล่า” อี้เป่ยซียักไหล่ “ก็แค่รู้สึกว่านานแล้วที่ไม่ได้นอนคุยกับพี่เป่ยเฉิน”

อี้เป่ยเฉินยื่นมือออกไปลูบผมของเธอ “เสี่ยวซี พวกเรายังอยู่ด้วยกันอีกนาน เธออยากจะคุยกับพี่ยังไงก็ได้”

เธอไม่ได้ครุ่นคิดลึกลงไปในประโยคนี้ เพียงหลับตาด้วยสีหน้าพึงพอใจ “พี่เป่ยเฉิน พี่อยากเล่านิทานให้ฉันฟังไหม?”

“ได้ พี่จะเล่านิทานให้ฟัง กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีกระต่ายน้อยตัวหนึ่ง…” เขาพูดพลางยื่นมือออกมาตบๆ หลังของอี้เป่ยซี น้ำเสียงไพเราะเป็นพิเศษในค่ำคืนที่เงียบสงัด “เสี่ยวซี เสี่ยวซี” อี้เป่ยเฉินผลักเธอเบาๆ ก็ไม่เห็นว่าคนที่หลับตาจะมีปฏิกิริยาใดๆ เขาหัวเราะอย่างเอ็นดู จูบหน้าผากเธอเบาๆ อดไม่ไหวเอื้อมมือลูบไล้หน้าผาก คิ้ว และปลายจมูกของเธอ ในที่สุดก็หยุดอยู่ที่ริมฝีปากสีแดงระเรื่อ ริมฝีปากอวบอิ่มยังคงยกยิ้มมีความสุข เขาก้มหน้าเล็กน้อย สัมผัสมันอย่างเบามือราวกับแมลงปอที่สัมผัสผิวน้ำ

“ราตรีสวัสดิ์ เสี่ยวซี”

ทั้งสองคนหลับสนิททั้งคืนไร้ซึ่งความฝัน

ขณะที่ฟ้าสว่างและอี้เป่ยซีลืมตาขึ้นก็ค้นพบว่าตัวเองไม่รู้ว่ามาอยู่ในผ้าห่มของอี้เป่ยเฉินตั้งแต่เมื่อไร เธอเกาะแน่นอยู่บนตัวเขาราวกับปลาหมึก ร่างกายที่ถูกคั่นด้วยเสื้อผ้าแนบแน่น เธอรีบปล่อยมือทันที กลับไปที่ผ้าห่มของตัวเองด้วยความเศร้าหมอง แล้วผ้าห่มก็ถูกคนข้างหลังดึงเข้าไปกอด

“พี่ พี่เป่ยเฉิน” อี้เป่ยซีรู้สึกว่าใบหน้าของตัวเองเหมือนถูกแผดเผา เธอตัวแข็งทื่ออยู่ในอ้อมแขนของคนข้างหลัง ไม่กล้าขยับตัว แย่แล้วๆ ครั้งนี้พี่เป่ยเฉินจะดูออกหรือเปล่า ไม่สิ เข้าใจผิดซะบ้างเถอะ ความคิดเธอหมุนวนไปมาอย่างรวดเร็ว ครุ่นคิดเหตุผลเพื่ออธิบาย

“ทำก็ทำไปแล้ว ยังจะคิดข้ออ้างอะไรอีก”

อะไรทำไม่ทำกันเล่า อี้เป่ยซีรู้สึกแต่ว่าได้ยินเสียงฟ้าผ่าอยู่ในหัว เธอขยับตัว ก็ถูกคนตบหัวเบาๆ

“นอนต่อ อย่าขยับตัวสิ” ลมหายใจบนคอดูเหมือนจะร้อนขึ้นเล็กน้อยด้วย อี้เป่ยซีตอบรับขณะหน้าแดง เอาหน้าซุกไว้ในผ้าห่ม

“ตอนนี้หน้าแดงเป็นด้วยเหรอ?” เขาเอ่ยแซว ริมฝีปากเหมือนจะสัมผัสหูของอี้เป่ยซี ความรู้สึกอ่อนปวกเปียกส่งผ่านระหว่างคนสองคน เธอยิ่งหดคอหนักกว่าเดิม

ลมหายใจข้างหลังเริ่มหนักหน่วงขึ้น อี้เป่ยซียังไม่ทันตอบสนอง มือที่อยู่บนเอวก็ยกออกไปแล้ว เธอไม่กล้าหันกลับไปมอง “เสี่ยวซีนอนต่อไปหน่อยเถอะ พี่จะไปเตรียมอาหารเช้าให้” แล้วเขาก็ออกจากห้องไป

เมื่อได้ยินเสียงปิดประตู เธอคลุมโปงอยู่ใต้ผ้าห่ม

‘อี้เป่ยซี เธอยิ่งทำอะไรเกินหน้าเกินตามากขึ้นทุกที ถูกกระตุ้นด้วยกิเลสตัณหา ฉัน ฉันทนเธอไม่ไหวจริงๆ’

ดูเหมือนว่ากลิ่นของเขายังคงลอยอยู่ในอากาศ อุณหภูมิบนผิวหนังก็ถูกจารึกไว้ในหัวและปรากฏขึ้นมาเป็นครั้งคราว

“ไม่ต้องคิดแล้ว ไม่ต้องคิดแล้ว” เธอยกผ้าห่มออกอย่างหงุดหงิด ลุกจากเตียงไปล้างหน้าล้างตา

อี้เป่ยซีลงไปชั้นล่างด้วยความเชื่องช้าเล็กน้อย พบว่าอี้เป่ยเฉินเพิ่งเข้าห้องครัว เธอย่องเข้าไป กระโดดไปที่ด้านหลังของเขา “มาฉันช่วย”

“อือ เอาถ้วยกับตะเกียบออกมาก่อนเถอะ” อี้เป่ยเฉินส่งของให้เธอ ปล่อยให้อี้เป่ยซีไปเล่นอีกด้านหนึ่ง เธอปฏิบัติต่อเครื่องใช้เซรามิกในมือด้วยความระมัดระวังมาก จานรองที่ถูกจัดไว้อย่างดีตั้งแต่แรกร่วงลงมาจากโต๊ะ อี้เป่ยซีตกใจจนถอยหลังไปหนึ่งก้าวแบะและชนเข้ากับหน้าอกของอี้เป่ยเฉิน เขากอดเธอไว้แผ่วเบา

“ไม่เป็นไรนะ?” อี้เป่ยเฉินสำรวจอย่างละเอียด เมื่อพบว่าบนตัวเธอไม่มีบาดแผลอะไร จึงถอนหายใจโล่งอก

“ก็เห็นอยู่ว่าฉันวางไว้ดีแล้ว ทำไมจู่ๆ ถึงตกลงมาได้ล่ะ” อี้เป่ยซีรู้สึกผิดเล็กน้อย กำลังจะก้มลงไปเก็บเศษขยะพวกนั้น เขาก็คว้ามือน้อยๆ ที่กำลังจะเอื้อมไปหยิบเศษของแตกไว้

“เสี่ยวซีออกไปเล่นข้างนอกเถอะ พี่จัดการก็พอแล้ว”

เธอพยักหน้าก่อนเดินออกไปข้างนอก อี้เป่ยเฉินทำความสะอาดชิ้นส่วนบนพื้นด้วยความคล่องแคล่ว ใส่เข้าไปในถุงหนา เอาถุงกระดาษคราฟท์ห่อไว้อีกที แล้ววางลงด้านข้าง ทำงานในมือต่อ อี้เป่ยซีนั่งอยู่ด้านนอกรู้สึกหดหู่ใจเป็นอย่างมาก

เธอทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ไม่ได้ตั้งแต่เมื่อไรกัน เธอบีบนิ้วของตัวเอง ทั้งๆ ที่วางไว้ดีแล้วนี่นา ‘ทำไมถึงร่วงลงมาได้ วันนี้ซวยจริงๆ เลย’ เธอปีนขึ้นไปบนโต๊ะ เหม่อมองน้ำที่อยู่ในแก้ว เห็นๆ อยู่ว่ามันเป็นแก้วใสที่มีน้ำใส แต่ทำไมสิ่งของที่อยู่ตรงหน้ากลับไม่ชัดเจน

เธอเอียงศีรษะ ไม่คิดเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้มากมายอีก ไม่นานบนโต๊ะก็เต็มไปด้วยอาหาร อี้เป่ยซีนั่งตัวตรงอย่างไร้ชีวิตชีวา หยิบตะเกียบของตัวเองมา

“โอเคแล้ว ไม่มีอะไรแล้ว ก็แค่จานแตกเอง” อี้เป่ยเฉินนึกว่าอาการเหม่อลอยของเธอในตอนนี้เป็นเพราะตัวเองทำผิด จึงรีบปลอบโยน

อี้เป่ยซีคนช้อนอยู่ในโจ๊กสองสามรอบแล้วจึงเงยหน้า ไอน้ำในถ้วยลอยขึ้น “พี่เป่ยเฉิน บางทีฉันก็ซุ่มซ่ามใช่หรือเปล่า” สีหน้าเธอหมดความนับถือในตัวเองเล็กน้อย

“ก็แค่ไม่ระวังเอง ใครๆ ก็เป็น ทำไมวันนี้เธอถึงคิดมากแบบนี้ล่ะ?”

เธอส่ายหน้า ถอนหายใจยาว “ก็แค่รู้สึกว่าพอได้ยินเสียงแบบนั้นแล้วอารมณ์ไม่ดีเอามากๆ ฉันก็บอกไม่ได้ว่าเพราะอะไร”

อี้เป่ยเฉินคีบของโปรดของเธอใส่ลงในถ้วยให้ “เดี๋ยวพวกเราไปสวนสนุกกันดีไหม?”

อี้เป่ยซีก็ไม่อยากรู้สึกหมดสนุก เธอฝืนทำตัวร่าเริง แล้วพยักหน้าให้เขา

………………………..

บทที่ 65
โดย 

บทที่ 65 เรื่องเล่าในมหาวิทยาลัย (7)

             “พี่เป่ยเฉิน” อี้เป่ยซีมองเขาอย่างตำหนิ ก่อนก้มหน้าลงต่ำทันที พูดทีละคำช้าๆ “ต่อไปพี่ต้องอยู่ด้วยกันกับพี่สะใภ้ ตอนนี้ยังจะพูดแซวฉันอีก”

            อี้เป่ยเฉินไม่ได้มองเธอ ขับรถไปเหมือนปกติ นิ้วมือที่ออกแรงจนโค้งงอเล็กน้อยสื่อให้เห็นความอดกลั้นของเขาในตอนนี้ ผ่านไปเนิ่นนาน เขาจึงเอ่ยปาก “พี่ไม่ยักจะรู้ว่าเสี่ยวซีอยากได้พี่สะใภ้ขนาดนั้น”

            “ไม่ใช่นะ ไม่ใช่” อี้เป่ยซีส่ายหัวด้วยความตื่นตระหนก ทำไมพี่เป่ยเฉินถึงคิดกับเธอแบบนี้ “ฉันแค่ แค่…” เธอก็พูดอะไรไม่ออกได้แต่ก้มหน้าต่ำ ไม่สนใจสายตาที่อยู่เหนือศีรษะอีก ในใจรู้สึกสับสน

            เธอจะพูดอะไรได้? ถ้าบอกว่าอยากเหรอ? แบบนั้นก็จะเป็นการผลักพี่เป่ยเฉินออกไป

            ถ้าบอกว่าไม่อยากก็จะเป็นการผูกมัดพี่เป่ยเฉินไว้กับตัวเองคนเดียวอย่างเห็นแก่ตัว ให้เขาอยู่ข้างกายเธอชั่วชีวิต แต่กลับไม่สามารถมอบความรักที่นอกเหนือจากพี่น้องให้เขาได้?

            อี้เป่ยซี ทำไมเธอถึงเห็นแก่ตัวแบบนี้ นึกถึงแต่ความสุขและความปรารถนาของตัวเอง หรือว่าเธออยากจะทำลายพี่เป่ยเฉินด้วยมือของเธอ?

            ทำไมคนที่เธอชอบถึงไม่สามารถไปตามหาความสุขของตัวเองได้ แต่ต้องอยู่ข้างกายเธอราวกับทาสล่ะ

            เธอกัดริมฝีปากตัวเองอย่างแรง เลือดซึมออกมา แต่เธอกลับไม่รู้สึกถึงเลย

            “เสี่ยวซี เสี่ยวซี” อี้เป่ยเฉินเรียกเธอด้วยความปวดใจ อี้เป่ยซีจึงฟื้นขึ้นมาจากความคิดของตัวเอง มองไปรอบๆ ทำตัวไม่ถูก ทันใดนั้นกระดาษทิชชูแผ่นหนึ่งก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า

            “เพราะพี่ผิดเอง ขอโทษนะเสี่ยวซี” อี้เป่ยซีรับกระดาษทิชชูมา กำไว้ในมือแล้วส่ายหัว

            “เพราะเสี่ยวซีคิดมากไป” เธอสูดหายใจลึก “ที่จริงฉินรั่วเข่อก็ดี ต่อไปพี่เป่ยเฉินจะชวนเขามาเที่ยวที่บ้านก็ได้นะ”

            รถเบรกเข้าข้างทางดังเอี๊ยด อารมณ์ในดวงตาของอี้เป่ยเฉินไม่ชัดเจน เขามองอี้เป่ยซี ราวกับว่าต้องการจะจารึกคนที่อยู่ด้านหน้าไว้ในดวงวิญญาณอย่างไรอย่างนั้น เห็นได้ชัดว่ารักใคร่ขนาดนี้ แต่บรรยากาศของความโศกเศร้าที่แผ่ซ่านรุนแรงระหว่างคนสองคน จะอย่างไรก็หลีกหนีไม่ได้

            อี้เป่ยซีมองเขาตาโต ทั้งคู่สบตากัน ต่างคนต่างมีเรื่องในใจ อี้เป่ยเฉินขยับเข้าใกล้เธอทีละนิด เธออดไม่ได้ที่จะหดตัวไปข้างหลัง ลมหายใจอบอุ่นคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน อุณหภูมิในรถราวกับสูงขึ้นเล็กน้อย

            “พี่เป่ยเฉิน” อี้เป่ยซีเบือนหน้าหนีพร้อมเรียกชื่อของเขา อี้เป่ยเฉินหัวเราะ หยิบกระดาษทิชชูในมือเธอออกมา ซับแผลบนปากของเธออย่างแผ่วเบา เลือดสดสีแดงซึมกระจายเป็นดอกไม้รูปร่างประหลาดบนกระดาษทิชชูที่อ่อนนุ่ม เธอเหม่อมองชายผู้อ่อนโยนที่อยู่ตรงหน้า รู้สึกว่าหัวใจแทบหยุดเต้น

            “คราวหน้าอย่ากัดอีกนะ” เขากำชับเบาๆ อยู่ข้างหู อี้เป่ยซีหน้าแดง เธอก้มหัวลงแล้วตอบรับเสียงเบา รถเริ่มเคลื่อนตัวอยู่บนถนนอีกครั้ง ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไรกันอีก

รถมาจอดที่หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง อี้เป่ยเฉินเอากุญแจรถให้บริกร จากนั้นจูงมือของเธอเดินตรงเข้าไปในห้องที่จองไว้แล้ว

            “ครั้งนี้ถือซะว่าเธอเลี้ยงพี่ชดเชยอาหารเช้าคราวก่อนแล้วกัน” อี้เป่ยเฉินเขี่ยจมูกเธอเล่น

            “ไม่เอา ฉันไม่มีเงิน พี่เป่ยเฉินกล้าให้ฉันเลี้ยงได้ยังไง” อี้เป่ยซีกุมกระเป๋าเงินของตัวเอง ท่าทางเหมือนคนขี้งก

            “เธอมันเด็กขี้งก นอกจากของพวกนี้แล้วยังอยากกินอะไรอีกไหม”

            อี้เป่ยซีกลอกตาไปมาหลายรอบ “อยากกินไอติมแล้ว ได้รึเปล่า” ในดวงตามีแววอ้อนวอน

            “ตอนนี้อากาศยังเย็น รออีกหน่อยได้ไหม?”

            “แต่ว่าอยากกินตอนนี้นี่นา พี่เป่ยเฉิน เสี่ยวซีเลี้ยงไอติมพี่นะ พลาดครั้งนี้พี่อาจไม่มีโอกาสแล้ว” เธอพูดพลางเลิกคิ้ว ราวกับว่านี่เป็นโอกาสที่หายากจริงๆ

            อี้เป่ยเฉินพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง “นี่เป็นเรื่องน่าปวดหัวจัง โอกาสแบบนี้หายากจริงๆ นะ แต่ถ้าเสี่ยวซีกินไอติมตอนนี้ก็อาจจะเป็นหวัด…ทำไงดี”

            “ไม่เป็นหรอก ภูมิต้านทานฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น”

            “อือ จะว่าไปก็จริง พี่คงทำได้แค่บอกเรื่องนี้กับแม่ ให้เขาช่วยพี่ตัดสินใจ” เขาพูดพลางหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋าเสื้อ อี้เป่ยซีฉวยไปอย่างรวดเร็ว

            “คราวหน้า คราวหน้าค่อยคุย พวกเราจำไว้ก่อน จำไว้ก่อน” เธอยิ้มเอ่ย โทรศัพท์มือถือที่ฉวยมาในมือกลับดังขึ้นโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ทำเอาอี้เป่ยซีตกใจจนเกือบโยนมันออกไป อี้เป่ยเฉินเห็นชื่อของสายเรียกเข้าก็ขมวดคิ้ว เขาเดินออกจากห้องเพื่อรับสายท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นของอี้เป่ยซี เธออดใจไม่ไหวตามไปด้วย

            “ตามนี้นะ ต่อไปอย่าให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก จับตาดูเขาไว้หน่อยก็ดี เขาไม่กล้าหรอก

            แค่นี้ก่อนเถอะ ฉันกำลังกินข้าวกับเสี่ยวซี โอเค”

            เมื่อเขาผลักประตูเปิดก็เห็นอี้เป่ยซีนั่งอยู่ที่เก้าอี้อย่างเรียบร้อยต่างจากปกติ

            “เป็นเด็กดีจังเลย?”

            “ใช่แล้วๆ พี่เป่ยเฉิน ฉันหิวแล้ว เริ่มได้แล้วยัง?”

            อี้เป่ยเฉินลูบหัวของเธอ นั่งลงข้างเธอแล้วคีบกับข้าวลงในถ้วยให้ อี้เป่ยซีคุ้นชินจนเห็นเป็นเรื่องปกติ กินอย่างเอร็ดอร่อย เธอคีบกับข้าวที่อี้เป่ยเฉินชอบลงในถ้วยของเขาเป็นครั้งคราว มีความอบอุ่นและเป็นธรรมชาติ

            “เสี่ยวซี อยากไปดูหนังหรือเปล่า?”

            “เอ๋ ตอนนี้มีหนังอะไรน่าดูเหรอ? ไม่ได้สนใจนานแล้ว”

            เขาพยักหน้า “ใช่ มีเรื่องหนึ่งได้ยินว่าไม่เลวเลย”

            “เอาสิ” อี้เป่ยซีนั่งที่เบาะข้างคนขับ คาดเข็มขัดนิรภัยให้ตัวเองเรียบร้อย รถออกตัวไปอย่างมั่นคง หลังจากนั่งอยู่ในโรงหนังที่น่าเบื่อเกือบสองชั่วโมง อี้เป่ยซีจึงเดินออกมาจากโรงหนังด้วยความงุนงง ราวกับถูกทำให้ตกใจกลัวอย่างไรอย่างนั้น

            “พี่จะไปเอารถก่อน” เสียงอบอุ่นของอี้เป่ยเฉินดังอยู่ข้างหู ขณะที่กำลังจะปล่อยมืออี้เป่ยซี เธอคว้าแขนเขาไว้แน่นทันที

            “ฉะ ฉันจะไปกับพี่”

            “เอาสิ” อี้เป่ยเฉินลูบๆ หัวของน้องสาว พาเธอไปที่ลานจอดรถด้วยกัน แสงไฟสลัวเล็กน้อย มือของอี้เป่ยซีจับแขนเสื้อของเขาแน่นกว่าเดิม

            อี้เป่ยเฉินรู้สึกว่าตัวเองทำเกินไปแล้ว จึงกล่าวปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เอาล่ะ ไม่เป็นไรแล้ว มันไม่ใช่เรื่องจริงน่าเสี่ยวซี”

            “ฮือๆๆ…พี่เป่ยเฉิน ถ้าพี่บอกเร็วกว่านี้หน่อยว่าเป็นหนังสยองขวัญฉันก็ไม่มาแล้ว น่ากลัวเกินไป”

            ใบหน้าที่อยู่ภายใต้เงามืดมีรอยยิ้มแห่งชัยชนะ “พี่ก็ไม่ได้สังเกตมาก ครั้งหน้าพี่ต้องดูให้ดีแล้วค่อยพาเธอมาโอเคไหม?”

            “คราวหน้าไม่มากับพี่เป่ยเฉินแล้ว” เธอทำหน้าคร่ำครวญ

            “วันนี้กลับบ้านไหม หืม?”

            อี้เป่ยซีครุ่นคิด ไหนๆ พรุ่งนี้ก็ไม่มีเรียน จึงพยักหน้าตกลง เธอยังคงจับแขนเสื้อของอี้เป่ยเฉินแน่นไม่ปล่อย แม้แต่ตอนอยู่บนรถ มือน้อยไ ก็ยังจับชายเสื้อของเขาแน่น รู้สึกไม่ปลอดภัยเป็นอย่างมาก

            หลังจากอี้เป่ยเฉินกล่อมให้อี้เป่ยซีไปอาบน้ำ ตัวเองก็ไปที่ห้องหนังสือเพื่อจัดการงานที่ยังทำไม่เสร็จ ไม่นานประตูก็ถูกเปิดออกช้าๆ คนที่ใส่ชุดนอนสีขาวขุ่นนั่งลงข้างเขาเงียบๆ กอดหมอนใบโปรดเหมือนปกติ ดวงตาเบิกกว้างมองไปที่โต๊ะหนังสือ

            “กลัวเหรอ?” มือของอี้เป่ยเฉินเคาะอยู่บนแป้นพิมพ์อย่างรวดเร็วขณะเอ่ยถาม

            อี้เป่ยซีพยักหน้า “ฉันมาให้พี่เป่ยเฉินเล่านิทานก่อนนอนให้ฟัง”

            “เธอนอนข้างๆ เถอะ พี่อยู่นี่แหละ โอเคไหม?”

            เธอยื่นมือดึงแขนเสื้อของเขาไว้ “ไม่เอา เดี๋ยวพี่เป่ยเฉินก็จะพาฉันกลับไป แล้วฉันจะอยู่คนเดียวอีก ไม่ได้ ฉันจะรอจนพี่เป่ยเฉินทำงานเสร็จ”

            “ถ้าเธอนั่งมอง พี่ก็ทำงานไม่ได้สิ” จู่ๆ อี้เป่ยเฉินก็รู้สึกเสียใจกับมุขตลกเล็กๆ ของตัวเอง

        “ฉันดูไม่รู้เรื่องสักหน่อย ทำไมถึงทำงานไม่ได้ล่ะ” อี้เป่ยซีกอดหมอนบ่นพึมพำ ยืนอย่างมั่นคงอยู่ตรงนั้น แสดงความตั้งใจแน่วแน่ของตัวเอง

……………………………

บทที่ 64
โดย 

บทที่ 64 เรื่องเล่าในมหาวิทยาลัย (6)

            ในอดีต ผู้คนมักบอกว่าเวลาทำให้คุณลืมทุกอย่างได้ เวลาสามารถลบล้างทุกอย่างได้ ราวกับว่าเรื่องราวทั้งหมดเมื่ออยู่ต่อหน้ากาลเวลาแล้วก็ต่างกลายเป็นเรื่องเล็กที่ไม่คุ้มค่าที่จะเอ่ยถึง คำพูดประโยคนี้ถูกปฏิบัติตามและส่งผลในชีวิตมาโดยตลอด แต่ว่านั่นเป็นเรื่องหลังจากนี้นานมากๆ ในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนหน้านั้น ไม่ว่าทุกข์มากแค่ไหน ปวดใจมากเพียงใด ก็ต้องอดทนกับอดีตให้ได้ เพียงแต่หลังจากที่มันถูกแผดเผาตามกาลเวลาแล้ว คุณจึงจะรู้สึกว่าไม่มีอะไรเลยจริงๆ

            ความเฉยชาทั้งหมดคือความเจ็บปวดที่ยากจะอดทนยิ่งกว่าความสงบนิ่งท่ามกลางความเจ็บปวด การค้นพบท่ามกลางความเจ็บปวดที่เหมือนกับว่าไม่เป็นไรจริงๆ

            ฉะนั้น เวลาไม่เคยเปลี่ยนแปลงอะไรและไม่เคยซ่อนเร้นอะไร ทุกความสังหรณ์ใจจะปะทุออกมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในช่วงเวลาที่มันควรระเบิด

            “ไม่จริงมั้ง นายจะไปเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้ยังไง?” อี้เป่ยซีมองฉู่ซ่งอย่างเหลือเชื่อ เห็นเขาพูดเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจได้อย่างลื่นไหล แต่ละประโยคเต็มไปด้วยการประยุกต์ใช้ความรู้ในหนังสือ ก็อดไม่ได้ที่จะอุทานด้วยความชื่นชม

            ฉู่ซ่งเงยหน้าขึ้นด้วยความภูมิใจ “แน่นอน เธอคิดว่าทุกคนจะไม่มีสมองเหมือนเธอเหรอ”

            “ไม่มีอะไร ฉันก็แค่เรียนรู้ช้า นายพูดเรื่องนี้อีกทีซิ”

            “ฉู่เซี่ย” ฉู่ซ่งปิดหนังสือในมือของเธอทันที “เธอไม่ต้องขยันขนาดนี้ก็ได้” เขาตั้งใจเน้นหนักคำว่าขยัน มีความไม่พอใจเจือปนอยู่เล็กน้อย

            อี่เป่ยซียิ้มแห้งๆ “ฉันขยันเหรอ?”

            “เธอนึกว่าฉันชมเธออยู่รึไง?” ฉู่ซ่งมองเธออย่างดูถูก “ทุกวันนี้เธอมัวแต่เข้าห้องสมุดห้องเรียนกับหอพัก ทุกอาทิตย์แต่มีมหา’ลัยกับบ้าน เพื่อนน้อยยังกับอะไรดี เวลาพักก็ไม่ทำอะไรที่มันสนุกๆ เธอไม่คิดว่าชีวิตในมหา’ลัยแบบนี้มันสูญเปล่าเหรอ?”

            เธอจ้องตาไม่กะพริบ “เพื่อนฉันไม่น้อยนะ ทำไมฉันรู้สึกว่าเยอะล่ะ เยอะจนบางทีฉันไม่มีแรงไปใส่ใจ” นั่นสินะ นอกจากเพื่อนของอี้เป่ยซีแล้ว ยังมีเพื่อนสนิทของเธออีก ตัวเองก็นับว่ามีเพื่อนเยอะแล้วล่ะมั้ง “เอาละ นายอยากพูดอะไรก็พูดมาเถอะ”

            “วันอาทิตย์นี้มีปาร์ตี้” รอยยิ้มประจบประแจงปรากฏบนใบหน้าของฉู่ซ่งทันที “เธอวางใจเถอะ มีแต่คนที่เธอรู้จัก ฉันอยากนัดเธอออกไปเที่ยวด้วยกัน คิดซะว่าไปผ่อนคลายเธอว่ายังไง?”

            “วันอาทิตย์? ไม่ได้ๆ วันอาทิตย์ฉันต้องกลับบ้าน วันจันทร์ถึงวันเสาร์ นายเลือกมาวันหนึ่ง”

            “น่าเบื่อชะมัด วันอาทิตย์เป็นวันพิเศษนะ เธอออกไปเดินเล่นกับฉันก็ไม่ได้รึไง”

            อี้เป่ยซีเงื้อมมือตบๆ ไหล่ของเขา “นายสูงขึ้นอีกแล้วใช่ไหม?”

            “เธออย่ามัวแต่เปลี่ยนเรื่องสิ ยังตกลงไม่เรียบร้อยเลยนะ”

            “เรื่องนี้ไม่ได้จริงๆ เวลาอื่นเมื่อไรก็ได้”

            “ดูแล้วฉันว่าอาทิตย์นี้อี้เป่ยเฉินจะไม่ว่างอยู่กับเธอแล้ว” ฉู่ซ่งยิ้มเยาะเย้ย

            เธอมองเขา รู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกๆ “งั้นก็ออกไปเที่ยวกันไหม ไป ตอนนี้พี่สาวจะพานายไปเที่ยว แบบนี้ก็โอเคแล้วมั้ง”

            ฉู่ซ่งมองเธอเหมือนมองเด็กปัญญาอ่อน ขาของอี้เป่ยซีเตะไปที่แข้งของเขาอย่างไม่เกรงใจ

            “ฉู่เซี่ยเธอมันป่าเถื่อนเกินไปแล้ว”

            “ทำตัวดีๆ กับพี่สาวหน่อย ไม่งั้นต่อไปนายจะ…” ยังไม่ทันพูดจบ อี้เป่ยซีก็ดึงฉู่ซ่งไปหลบข้างทางทันที เธอมองไปข้างหน้าด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ตอนนี้ระหว่างเธอกับถนนใหญ่มีเพียงรั้วต้นไม้กั้น ช่องว่างระหว่างต้นไม้ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้นที่ฝั่งตรงข้ามถนน

            ทำไม่พี่เป่ยเฉินถึงมาอยู่ที่นี่ได้ วันนี้ไม่ใช่วันพุธเหรอ? ต่อให้โผล่มา ทำไมเธอถึงไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง จะเซอร์ไพรส์เธอเหรอ? เป็นไปไม่ได้ อี้เป่ยซีส่ายหน้า รีบเอาความคิดที่ไม่สมจริงนี้ออกไปจากในหัว

        “เธอทำอะไรน่ะ เหมือนพวกแอบคบชู้เลย”

            “บอกนายแล้วไม่ใช่เหรอ? พี่เป่ยเฉินยังไม่อยากเจอนาย”

            ฉู่ซ่งไม่ชอบใจ “ในมหา’ลัยมีคนของเขา ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าวันวันเธอขลุกอยู่กับฉัน”

            “เป็นเด็กเป็นเล็ก อย่าพูดจาพล่อยๆ สิ” อี้เป่ยซีพูด สายตายังคงจับตาดูฝั่งตรงข้าม ไม่นานหญิงสาวคนหนึ่งก็ลงมาจากรถ เดินจากไปอย่างเชื่องช้าเป็นพิเศษ

            ใบหน้าด้านข้างนี้ คุ้นจริงๆ เธอคือ…

            ฉินรั่วเข่อ เธอลงมาจากรถของพี่เป่ยเฉินได้ยังไง?

            ตอนแรกก็รู้สึกแปลกๆ แล้ว หรือว่าระหว่างพวกเขาจะมีอะไรกันจริงๆ?

            อี้เป่ยซีรู้สึกว่าจู่ๆ ก็มีเสียงสัญญาณเตือนดังอยู่ในหัว เธอกดขมับด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย

            ความรู้สึกก่อนหน้านี้ถูกต้องงั้นเหรอ ฉะนั้นเรื่องปากหมึกซึมนั่นก็ใช่ด้วย พี่เป่ยเฉินเป็นคนให้เธอหรือไม่ก็ทำหล่นไว้กับเธอ พวกเขาสองคนเริ่มติดต่อกันนานแล้วสินะ เพียงแต่ทำไมเธอถึงไม่รู้ ทำไมถึงไม่มีใครเคยเล่าเรื่องนี้กับเธอเลย

            เสียงสตาร์ทรถดังขึ้น รถค่อยๆ จากไป อี้เป่ยซีจึงลากซูฉ่งไปด้านข้างด้วยอาการเหม่อลอย

            “ฉันนึกว่าก่อนหน้านี้เธอก็เคยคิดมาก่อนว่าจะมีเหตุการณ์อย่างวันนี้ เธอบอกว่าเรื่องเธอกับอี้เป่ยเฉินมันเป็นไปไม่ได้ไม่ใช่เหรอ ไม่เคยคิดว่าเขาจะหาอาซ้อให้เธอเหรอไง?”

            “ฉู่ซ่ง ทำไมคำพูดเหลวไหลนายเยอะจังเลย หนวกหูจะตายอยู่แล้ว”

            ฉู่ซ่งปิดปากอย่างว่าง่าย ในดวงตามีความทนไม่ได้เล็กน้อย ‘อี้เป่ยเฉิน นายทำให้เธอทุกข์ได้ยังไง’

            “ฉู่ซ่ง นายว่าฉันโลภเกินไปหรือเปล่า ทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ ทั้งที่รู้ว่าพวกเราไม่มีทางเดินถึงขั้นนั้น แต่ก็ยังโลภต้องการครอบครองทุกตำแหน่งข้างกายเขาไว้คนเดียว” น้ำเสียงของอี้เป่ยซีเจือความเสียใจ

            เดิมทีฉู่ซ่งอยากพูดว่าใช่ แต่ก็เอ่ยออกมาได้อย่างยากลำบาก และไม่ต้องการพูดแทนอี้เป่ยเฉิน เขาได้แต่รักษาก้าวเดินของตัวเองให้อยู่ระดับเดียวกับอี้เป่ยซี

            “ฉันสับสนจังเลย” อี้เป่ยซีข่มน้ำเสียงแห่งความผิดหวังเอาไว้ จากนั้นก็เห็นรถที่คุ้นเคยคันหนึ่งมาจอดข้างตัวเอง ไม่รู้ว่าทำไมทันใดนั้นเธอคิดอยากจะหลบหนี เหลือบมองฉู่ซ่งอย่างกล่าวโทษเล็กน้อย

            “เสี่ยวซี” หน้าต่างรถค่อยๆ ลดระดับลง ทั้งสองคนสบตากัน อี้เป่ยเฉินเอ่ย “ขึ้นรถเถอะ”

            อี้เป่ยซีเม้มปากส่งหนังสือให้ฉู่ซ่ง แล้วเข้าไปนั่งที่เบาะข้างคนขับ เธอรู้สึกว่าบรรยากาศภายในรถมีกลิ่นหอมจางๆ แต่เวลาที่ดมอย่างจริงจังก็ไม่มีกลิ่นแบบนั้นแล้ว หลังจากหันไปมาหลายครั้งก็ไม่ขยับเขยื้อนอีกและไม่พูดไม่จา

        “เสี่ยวซีมีเรื่องในใจเหรอ?”

            “พี่เป่ยเฉินทำไมวันนี้ถึงมาที่มหา’ลัยพวกเราล่ะ ฉันแปลกใจนิดหน่อย” อี้เป่ยซีมองไปนอกหน้าต่าง กลัวว่าบนใบหน้าของตัวเองจะเผยอารมณ์ออกมา

            อี้เป่ยเฉินลดหน้าต่างรถลงเล็กน้อย ความเย็นหลั่งไหลเข้ามาในรถ เขาหยิบถุงใบหนึ่งออกมา “นี่คือเสื้อของเธอ แล้วก็ปากกาหมึกซึมของเธอก็อยู่ข้างใน”

            “ทำไมเขาถึงไม่คืนให้ฉันด้วยตัวเอง แถมยังต้องไปหาพี่อีก” อี้เป่ยซีหยิบปากกาหมึกซึมออกมาจากข้างใน ดูรอยขีดข่วนและรอยบุบเล็กๆ บนฝาปากกา นี่คือของเธอ ไม่ผิดแน่

            “ทำไม เธอไม่ชอบใจเหรอ ที่แท้เสี่ยวซีของพวกเราขี้หึงแบบนี้นี่เอง”

            เพียงครู่เดียวอี้เป่ยซีก็หน้าแดง “หึงอะไรกัน พี่เป่ยเฉินอย่าพูดเหลวไหลนะ ฉันก็แค่รู้สึกแปลกๆ พวกพี่ไม่รู้จักกันไม่ใช่เหรอ ทำไมพี่ต้องใจดีมาเขาส่งกลับอีก…”

            อี้เป่ยเฉินตอบว่าอืออย่างอารมณ์ดีมาก ส่งยิ้มให้เธอพูดต่อไป

            “ช่างเถอะๆ ฉันพูดไม่รู้เรื่องเอง”

        “เอาเถอะ เสี่ยวซีไม่อยากให้พี่ติดต่อกับผู้หญิงคนอื่น งั้นต่อไปพี่ก็จะไม่ติดต่อกับพวกเขา จะไม่มองพวกเขาเลย ดีหรือเปล่า?”

……………………………….

บทที่ 63
โดย 

บทที่ 63 เรื่องเล่าในมหาวิทยาลัย (5)

            เรื่องราวของแมงเม่าบินเข้ากองไฟที่ตายอย่างน่าอนาจล้วนเป็นอดีตไปแล้ว ตอนนี้เข้าใจทุกอย่างอย่างละเอียดถี่ถ้วน และบอกตัวเองว่าจะไม่แตะต้องมันอีก แต่แม้ว่าจะผ่านไปนานขนาดนั้น ทุกวันคืนก็ยังคงพลิกตัวไปมายากจะหลับลง ยังต้องการที่จะไปหาเขาด้วยตัวเอง ร้องขอผลลัพธ์ แม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองต้องการ แม้ว่าต้องฉีกแผลเป็นที่ยังไม่หายดีอีกครั้ง ก็ยังต้องการให้ตัวเองได้ตัดสินใจเป็นครั้งสุดท้าย

            จริงใจก็ดี เสแสร้งก็ดี ถ้าไม่ได้หลุดออกมาจากปากของคนคนนั้นก็รู้สึกว่าทุกอย่างยังไม่จบลง ตัวเองก็ไม่สามารถปล่อยวางได้เช่นกัน

            ตัวเองยังมีใจแล้วจะทำอย่างไรได้ ตัวเองยังจบไม่ลงแล้วจะทำอย่างไรได้ อดีตผ่านไปแล้ว เรื่องราวทั้งหมดก็อธิบายเรียบร้อยแล้ว ผลลัพธ์เป็นไปตามธรรมชาติ ใครบ้างจะสามารถย้อนเวลาได้ เพียงแค่ไปบอกลาเองนี่นา ทำไมพวกเขาถึงไม่เชื่อตัวเอง แม้แต่เขาก็ไม่เชื่อ

            เซี่ยเช่อเห็นสีหน้าเศร้าโศกของเขา ก็ยื่นมือตัวเองออกไปตามจิตใต้สำนึก ทว่าก็วางลงทันใด แม้จะรับรู้เรื่องนี้จากปากของพวกเขาเท่านั้น แต่เขาก็สามารถรู้สึกได้ถึงทุกอารมณ์ของหลานฉือเซวียน ความกล้าหาญที่สร้างขึ้นมาอย่างยากลำบากถูกทำลายจนแตกสลาย เหลือเพียงแค่ความเจ็บปวดและการดูถูก เขาต้องเจ็บมากแน่นอน

            ทำไมไม่เอาความชอบ ความกล้าหาญ ความมุ่งมั่นของนายไปให้คนที่คู่ควร ทำไมไม่รอจนเขาปรากฏตัว รอที่จะได้อยู่กับเขา จากนั้นทำลายห่วงผูกมัดประเภทนี้เพื่อไปอยู่กับ เขา แล้วหันหลังให้กับคนที่ดูถูกเหยียดหยามทุกคน

            “ไม่มีประโยชน์ ฉันก็รู้สึกว่าพวกนายควรจะบอกลากันดีๆ” ร่างของหลานฉือเซวียนหยุดชะงัก ในเวลานี้เซี่ยเช่อยืนอยู่เคียงไหล่ของเขา เงาของสองคนทอดตัวลงบนแผ่นหินอ่อนบนทางเดิน รอยกระดำกระด่างเล็กละเอียดกลายเป็นพื้นหลังของเงาทั้งสองคน กลมกลืนกันอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับว่าถูกแกะสลักลงในหินนานแล้ว

            เมื่ออี้เป่ยซีมาถึงก็มีเหงื่อบางๆ ซึมออกมาแล้ว เธอจึงค่อยเข้าใจว่าเซี่ยเช่อกำลังแกล้งเธอ หนังสือแค่ไม่กี่เล่ม เดิมทีเอากลับบ้านไปได้อย่างง่ายดาย ทำไมถึงต้องการให้เธอเอามาไว้ในออฟฟิศ เธอส่ายหัว แต่ก็ยังก้าวขึ้นบันไดที่ด้านหน้าตึกไป

            “นี่เธอ รบกวนถามหน่อยสิ เธอรู้ไหมว่าออฟฟิศของอาจารย์เฉินหวาเฉินอยู่ที่ไหน? ฉันไปที่ออฟฟิศก่อนหน้านี้แล้ว แต่ว่าเขาไม่อยู่ ได้ยินอาจารย์คนอื่นบอกว่าเขาเปลี่ยนออฟฟิศแล้ว” อี้เป่ยซีมองเด็กสาวที่เดินเข้ามาหา หางม้าที่สดใสถูกผูกไว้ด้านหลังศีรษะ รอยยิ้มเป็นมิตรกับผู้คนอย่างยิ่ง บนตัวราวกับยังมีกลิ่นหอมสดชื่นของอบเชยฤดูใบไม้ร่วงด้วย

            “อาจารย์เฉิน อาจารย์เฉินลาคลอดแล้วน่ะ ตอนนี้อาจารย์เซี่ยสอนแทน มีอะไรหรือเปล่า?” เด็กสาวคนนั้นลังเลเล็กน้อย กระซิบเบาๆ สองสามคำ แม้เสียงจะเบามาก แต่อี้เป่ยซียังได้ยินชัดเจน

            “อาจารย์เฉินเป็นคนโสดไม่ใช่เหรอ จะลาคลอดได้ยังไง?” เห็นได้ชัดว่าเธอไม่ค่อยเชื่อข้ออ้างประเภทนี้เท่าไรนัก น่าจะเป็นมุกตลกของพวกนักศึกษาล่ะมั้ง

        อีกฝ่ายถามกลับ “งั้นเธอรู้ไหมว่าห้องของอาจารย์เซี่ยอยู่ที่ไหน เพื่อนร่วมห้องพวกเราเลือกวิชาเขาแล้วมีปัญหานิดหน่อย ฉันคิดว่าจะปรึกษาเขาได้หรือเปล่า”

            อี้เป่ยซีส่ายหัว “ตอนนี้อาจารย์เซี่ยไปแล้ว ฉันช่วยเขาเอาหนังสือกลับมาที่ออฟฟิศเขา”

            “หา งั้นหรอกเหรอ” เด็กสาวผิดหวังเล็กน้อย “ถ้างั้นฉันไปกับเธอเถอะ แบบนี้มาครั้งหน้าจะได้หาเจอ”

            เธอพยักหน้า สองคนที่เดินเข้าไปในลิฟต์ไม่ได้พูดอะไรอีก อี้เป่ยซีมองเด็กสาวคนนี้จากผนังลิฟท์โดยไม่รู้ตัว ใบหน้าอ่อนโยน มุมปากเหมือนจะยกยิ้มตลอดเวลา เหมือนหญิงสาวสูงศักดิ์ผู้อ่อนโยนที่หลุดออกมาจากเจียงหนานอย่างไรอย่างนั้น ทำให้ผู้คนรู้สึกดีโดยไม่รู้ตัว

            “เธอสะดวกบอกฉันหรือเปล่าว่ามีเรื่องอะไร? ฉันจะช่วยเธอไปบอกกับอาจารย์เซี่ยก็ได้”

            เด็กสาวคนนั้นยิ้มกว้าง ในดวงตาเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง “ขอบคุณเธอนะ แต่ไม่รบกวนเธอดีกว่า เอ่อ เธอสะดวกเอาข้อมูลติดต่อของอาจารย์เซี่ยให้ฉันไหม? ฉันบอกเขาเองก็ได้”

            มือของอี้เป่ยซีถือหนังสือแน่น เอาข้อมูลติดต่อของอาจารย์เซี่ยให้เธอ…ใช้ขนหน้าแข้งคิดก็คิดออกว่าถ้าหากเอาข้อมูลติดต่อของเซี่ยเช่อไปให้คนแปลกหน้าแล้วจะลงเอยอย่างไร เธอมองคนที่อยู่ตรงหน้า แต่ก็รู้สึกไม่ดีที่จะปฏิเสธไปตรงๆ เธอกัดริมฝีปากแผ่วเบาแล้วจึงเอ่ยปาก “คือว่า ฉันไม่มีหรอก ถ้างั้นคราวหน้าฉันช่วยเธอถามให้ไหม?”

            “อืม ได้ งั้นเธอเมมเบอร์ของฉันก่อนเถอะ”

            อี้เป่ยซีพยักหน้า เพิ่มข้อมูลติดต่อของเธอแล้ว ขณะที่กำลังป้อนชื่อก็หยุดมองอีกฝ่าย

            “เยี่ยฉิน เยี่ยที่เหมือนใบไม้ตอนฤดูใบไม้ร่วง ฉินที่มาจากคำว่าความสามัคคีที่สมบูรณ์แบบ”

            “อือ ชื่อดีนี่” อี้เป่ยซีพยักหน้าเล็กน้อย เยี่ยฉินกลับยิ้มอย่างเขินอาย

            “ก็แค่ชื่อธรรมดาน่ะ จริงสิ ยังไม่รู้ชื่อเธอเลย?”

            “อี้เป่ยซี”

        “ที่แท้เธอก็คืออี้เป่ยซี” เยี่ยฉินมองเธอประหลาดใจ สำรวจอย่างละเอียด ไม่เห็นจะน่ารำคาญเหมือนที่พวกนักศึกษาประเมินกันเลยนี่นา ดูแล้วเธอก็เป็นสาวน้อยที่สวยๆ ใสๆ และยังไม่โต จากนั้นครู่หนึ่งถึงรู้ตัวว่าตัวเองเสียมารยาท “ขอ ขอโทษทีนะ”

            “ไม่เป็นไร เยี่ยฉิน เธอเป็นนักศึกษาที่ย้ายมาเหรอ?”

            “เปล่าหรอก” เธอยิ้มพร้อมส่ายหัว “ฉันเป็นผู้ช่วยอาจารย์ที่ย้ายมาปีนี้ ก็เลยไม่ค่อยรู้เรื่องที่มหา’ลัยเท่าไร แต่ว่าเป่ยซี ฉันเรียกเธอแบบนี้ได้ไหม?”

            อี้เป่ยซีพยักหน้า บอกให้เธอพูดต่อ เยี่ยฉินจึงพูดต่ออย่างโล่งอก “เกือบเป็นเวอร์ชั่นจริงของ Pride and Prejudice ซะแล้ว”

            อี้เป่ยซียักไหล่ไม่ใส่ใจ “พวกเขาอยากจะพูดอะไรก็พูดเถอะ ฉันชอบท่าทางของพวกเขาที่ถึงจะไม่ชอบขี้หน้าฉันแต่ก็ยังยิ้มให้ฉัน”

            “เธอนิ่งมากเลยนะ” ในคำพูดของเยี่ยฉินไม่มีการประชดประชันใดๆ อี้เป่ยซีถอนหายใจ ไม่งั้นจะให้ทำยังไงล่ะ ตัวเองรู้ความจริงก็พอแล้ว “แต่ว่าเธอก็น่าชอบจริงๆ”

            “งั้นผู้ช่วยอาจารย์ชอบฉันแล้วเหรอ?” อี้เป่ยซีเลิกคิ้วเล็กน้อย ดวงตาโค้งยิ้มสดใส เยี่ยฉินอึ้งไปชั่วขณะหนึ่ง

            “แน่นอนๆ แต่น่าเสียดายนะ ถ้าเธอเป็นนักศึกษาในวิชาของฉัน พวกเราคงจะได้มีโอกาสรู้จักกันมากขึ้น”

            “อย่าเลย อาจารย์กับนักศึกษาจะรักกันไม่ได้นะ” อี้เป่ยซีส่ายหน้าตามปกติ แต่เยี่ยฉินกลับถูกคำพูดประหลาดของเธอแหย่จนขำแล้ว แถมยังพยักหน้าเห็นด้วยอย่างจริงจัง

            “อือ บางทีฉันควรจะพิจารณาเรื่องการลาออก”

            ระหว่างที่คุยๆ ขำๆ กันก็เดินมาถึงออฟฟิศแล้ว อี้เป่ยซีเห็นออฟฟิศเดี่ยวสไตล์หรูหราของเซี่ยเช่อแล้วรู้สึกโมโหเล็กน้อย เธอวางหนังสือลงบนโต๊ะ ตั้งใจทำให้มันไม่เสมอกัน แล้วก็เอาปากกามาเรียงกันตามใจชอบ จากนั้นเผยรอยยิ้มเหมือนเด็กน้อยที่เล่นพิเรนทร์ เสร็จแล้วออกไปจากออฟฟิศกับเยี่ยฉินอย่างสบายใจ

            “เป่ยซี ทำแบบนี้ ไม่ดีมั้ง”

            “เปล่าๆ ฉันจะบอกคุณให้ อาจารย์เซี่ยชอบวางของแบบนี้มากเลย เขาจะรู้สึกว่าการจัดของรกๆ แบบนี้อบอุ่นเป็นพิเศษ มีความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน ทำให้เขารู้สึกสบายใจน่ะ” ท่าทางของเธอจริงจังเป็นอย่างมาก “จริงๆ นะ”

            เยี่ยฉินมองประตูที่ปิดสนิทด้านหลังด้วยความสงสัยเล็กน้อย จากนั้นก็ยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ ‘เด็กน้อยเอ๊ย’ ทั้งสองคนสบตากัน เข้าใจซึ่งกันและกันโดยไม่ต้องพูดออกมา

……………………….

บทที่ 62
โดย 

บทที่ 62 เรื่องเล่าในมหาวิทยาลัย (4)

      การบรรยายในห้องเรียนยังนับว่ามีชีวิตชีวา มีคำศัพท์สุนทรียศาสตร์ที่เข้าใจยากอยู่บ้าง เมื่อประกอบกับตัวอย่างที่มีเหตุผลเข้าใจง่ายก็ไม่น่าเบื่อ แต่ว่าอี้เป่ยซีรู้สึกไร้พลังงาน เธอใช้มือเท้าศีรษะ เปลือกตาหนักขึ้นเรื่อยๆ หัวก็หนักอึ้งอย่างเห็นได้ชัด ราวกับไก่ตัวน้อยที่จิกข้าวสาร ครั้งแล้วครั้งเล่า สุดท้ายก็ทนไม่ไหวฟุบลงบนโต๊ะแล้วผล็อยหลับไป

ในฝัน เธอเห็นฉินรั่วเข่อในชุดสีขาวยืนอยู่บนขอบหน้าผาสูง ใบหน้ามีรอยยิ้มบางที่สง่างาม ปากฮัมเพลงที่เธอไม่ค่อยชอบนัก เนื้อเพลงที่น่าสะอิดสะเอียนทั้งยังให้ความรู้สึกเศร้าโศกออกมาจากปากฉินรั่วเข่อ ไม่มีทำนองขึ้นลงใดๆ จู่ๆ ก็แสบแก้วหูขึ้นมา

อี้เป่ยซีอยากก้าวไปข้างหน้าเพื่อช่วยอีกฝ่าย ทันใดนั้นอี้เป่ยเฉินปรากฏตัวต่อหน้าเธอ ท่าทางขึงขัง ขวางทางของเธอไว้ อี้เป่ยซีมองดูอี้เป่ยเฉินที่เดินไปหาฉินรั่วเข่อตาปริบๆ เห็นพวกเขาทั้งสองคนทะเลาะกันเนิ่นนาน จู่ๆ เธอก็ค้นพบว่าคนที่ยืนอยู่ริมหน้าผาคือตัวเธอเอง เธอกำลังฮัมเพลงรักที่ว่างเปล่า สองคนที่ทะเลาะกันเข้าใกล้เธอทีละน้อยๆ ทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าโปร่งใสชัดเจน เธอลื่นตกลงมาจากขอบหน้าผา…

ร่างกายที่หลับใหลอยู่บนโต๊ะสะดุ้งโหยง อี้เป่ยซีจึงลืมตาขึ้นด้วยความมึนงงเล็กน้อย หลังจากลืมตาแล้วกลับไม่มีความรู้สึกผ่อนคลายเหมือนเมื่อก่อน ได้แต่รู้สึกยิ่งเวียนหัวและหายใจไม่ออกอยู่บ้าง หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะแปลกๆ เธอดื่มน้ำไปอึกหนึ่งแต่ก็รู้สึกคลื่นไส้ พยายามข่มเอาไว้

“เธอเป็นอะไรไป?” หลานฉือเซวียนยื่นทิชชูให้เธอแผ่นหนึ่ง อี้เป่ยซีจึงพบว่าบนหน้าผากเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ เธอเม้มปากส่ายหัว

“เมื่อกี้ฝัน”

“ฝันร้าย?”

“ไม่รู้สิ ลืมไปแล้ว แค่รู้สึกว่าตัวเองในฝันไม่สบายมาก”

อี้เป่ยซีสังเกตเห็นสายตาของเซี่ยเช่อที่มองมาทางนี้เป็นครั้งคราวจึงรีบนั่งตัวตรง ในสมองว่างเปล่า เหม่อลอยทั้งแบบนี้จนหมดไปหนึ่งคาบ

“อี้เป่ยซี” อี้เป่ยซีหยุดเก็บของแล้วมองคนบนเวทีบรรยาย เธอขานรับอย่างยอมรับชะตากรรม เก็บของของตัวเองต่อ ปากกาหมึกซึมร่วงหล่นจากกระเป๋าเสื้อตกกระแทกพื้นอย่างแรง ปลายปากกาไม่ตรงดิ่งเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว เธอกระวีกระวาดเก็บมันขึ้นมา

ทำไมถึงตกพื้นได้นะ ทั้งๆ ที่จำได้ว่าตัวเองครอบฝาปากกาและเก็บไว้อย่างดีแล้ว ทำไมถึงมาอยู่บนโต๊ะได้อีก เธอจับๆ ปลายปากกาด้วยความปวดใจเล็กน้อย น้ำหมึกสีน้ำเงินทิ้งร่องรอยบนปลายนิ้ว เธอถอนหายใจครอบฝาปากกา ลูบปากกาสองสามที

ด้ามนี้เหมือนจะไม่ใช่ของเธอ เธอเปิดกระเป๋าของตัวเองทันที ควานหาในกระเป๋าเครื่องเขียนใบเล็ก เธอหยิบปากกาของพี่เป่ยเฉินผิดไปตอนไหนนะ?

ไม่ใช่สิ ด้ามนี้น่าจะเป็น…ด้ามนี้เป็นด้ามที่ฉินรั่วเข่อให้เธอ ปากกาของเธอด้ามนั้น น่าจะอยู่ในเสื้อที่ให้ฉินรั่วเข่อยืมไป ฉินรั่วเข่อ…อี้เป่ยซีครุ่นคิด เวลาที่เธอเก็บปากของพี่เป่ยเฉินได้มันแปลกอยู่นะ

“อี้เป่ยซี”

“หา”

เซี่ยเช่อมองเธอเงียบๆ “เธอเหม่อมองอะไรปากกาตัวเองอยู่น่ะ เรียกเธอตั้งนานแล้ว”

“ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร” แววตาของเธอลอกแลกเล็กน้อย ไม่ว่าใครก็ไม่เชื่อคำพูดนี้ของเธอทั้งนั้น สายตาที่หลานฉือเซวียนมองเซี่ยเช่อนั้นมีคำถาม

เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับฉัน ใครจะไปรู้ว่าวันนี้เธอเป็นอะไร เซี่ยเช่อยักไหล่อย่างไร้เดียงสามาก

“ฉันแค่อยากบอกเธอ ฉันเชิญจื่อจวีหานซื่อมาแล้ว เขาต้องการผู้ช่วย ไม่รู้ว่าเธอเต็มใจรึเปล่า”

อี้เป่ยซีเพียงแต่ตอบว่าอือเบาๆ ไม่ได้แสดงอาการอื่นใด

ช่างเถอะๆ ในเมื่อไม่มีใครบอกเธอ เช่นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นต้องรู้ ในเมื่อเป็นแบบนี้ทำไมตัวเองจะต้องไปคิดให้มันวุ่นวายขนาดนี้ ยังไงก็คืนปากกาให้พี่เป่ยเฉินก็แล้วกัน

อี้เปยซีที่ดึงสติกลับมาพบว่าสองคนตรงหน้าต่างกำลังจ้องมองเธอด้วยความอยากรู้อยากเห็นเล็กน้อย

“คุณหนูอย่างฉันสวยอย่างหมดจดโดยธรรมชาติ แต่พวกนายก็ไม่ต้องมองฉันแบบนี้ก็ได้นี่นา ฉันก็เขินเป็นเหมือนกันนะ” พูดพลางแสดงท่าทีเขินอาย

“เมื่อกี้เธอกำลังคิดอะไร จริงจังเชียว?” หลานฉือเซวียนถาม

“เปล่านี่ อ้อ จริงสิเมื่อกี้พวกนายว่าไงนะ? เมื่อกี้เซี่ยเช่อบอกว่าใครจะมา”

เซี่ยเช่อตบหัวของเธออย่างไร้เมตตา “จื่อจวีหานซื่อน่ะ เขาจะมา ดูท่าทางเธอคงไม่อยากช่วยงานนี้ฉันแล้ว งั้นก็ช่างเถอะ ฉันจะไปหานักศึกษาคนอื่นก็แล้วกัน”

“หาๆๆ อะไรนะ? เขาจะมามหา’ลัยพวกเรา ฉันไม่ได้ฟังผิดใช่ไหม คิดไม่ถึงว่านายจะเชิญเขามาได้ ไม่ได้ๆ จะไปเชิญคนอื่นไม่ได้ จริงสิ นายจะให้ฉันทำอะไร?”

“เธอเป็นแบบนี้ ฉันไม่ไว้ใจที่จะยกเขาให้เธอเลยจริงๆ” มุมปากเซี่ยเช่อยิ้มเยาะ

อี้เป่ยซีตบๆ หน้าอกของตัวเอง “นายวางใจเถอะ มีฉันอยู่เทพบุตรจะต้องปลอดภัยแน่นอน แล้วจะให้ฉันไปเป็นบอดี้การ์ดหรือว่าอะไรล่ะ?”

“ฉันว่าช่างมันเถอะ นอกจากอี้เป่ยซีจะช่วยก่อเรื่องวุ่นแล้วจะทำอะไรได้อีก” หลานฉือเซวียนก็ส่ายหัวแล้วพูด

“ไม่ได้ เซี่ยเช่อพวกเรามีคำโบราณที่บอกว่าอย่าปล่อยให้ปุ๋ยไหลไปที่นาคนอื่น เป็นเพื่อนกันมาตั้งหลายปีขนาดนี้ ยังแลกกับโอกาสของบอดี้การ์ดไม่ได้เหรอ? ช่างน่าเศร้าจริงๆ”

เซี่ยเช่อวางอุปกรณ์การสอนของตัวเองทั้งหมดไว้ด้านหน้าอี้เป่ยซี “ขอดูผลงานเธอก่อน เอาของพวกนี้ไปไว้ที่ออฟฟิศฉัน ฉันจะไปขับรถ”

“ได้เลยๆ ออฟฟิศของนายอยู่ไหน”

เขาเผยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ไม่ไกลๆ อยู่ที่อาคารฝั่งตะวันตกของมหา’ลัย รีบไปสิ”

อี้เป่ยซีเบะปาก หยิบหนังสือบนโต๊ะขึ้นมาอย่างไม่เต็มใจนักและก้าวออกไปจากห้องเรียนแล้ว ห้องเรียนกว้างใหญ่เหลือเพียงหลานฉือเซวียนกับเซี่ยเช่อสองคน

“เรื่องที่นายอยากให้ฉันทำฉันก็ทำเสร็จแล้ว ตอนนี้นายก็บอกฉันได้แล้วสิว่าเขาอยู่ไหน”

“หรือนายไม่รู้สึกว่าเพราะเขาไม่อยากเจอนายก็เลยหลบหน้างั้นเหรอ?” เซี่ยเช่อหัวเราะ

“อะไรก็ช่าง ตอนนี้ฉันแค่อยากเจอเขา พูดกับเขาให้รู้เรื่องก็เท่านั้นเอง”

“พูดให้รู้เรื่อง แล้วนายจะจบได้เหรอ?”

หลานฉือเซวียนก้มหน้าไม่ได้พูดอะไร เซี่ยเช่อมองใบหน้าด้านข้างของเขา “ถ้านายปล่อยวางได้ ฉันจะพานายไปหาเขาตอนนี้เลย แต่ว่า หลานฉือเซวียนนายคิดดีแล้วจริงๆ เหรอ? นายที่มัวแต่หนีตลอดเวลา ต่อให้เจอลั่วจื่อจี้แล้วจะทำอะไรที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายพอใจได้ล่ะ”

“ฉันยังไม่ได้คิดว่าจะทำอะไร ทางเลือกอยู่ในมือเขาเสมอ”

“หลานฉือเซวียน นายยังแบกรับไว้ไม่พออีกเหรอ ยังอยากหมกมุ่นอยู่แบบนี้เหรอ? ลั่วจื่อจี้เขาไม่เคยคิดถึงนายเลย นายเดินจนสุดทางแล้วมีความหมายอะไร”

“นี่มันเรื่องของฉัน พวกเราตั้งเงื่อนไขกันแล้ว นายแค่ทำให้มันสำเร็จก็พอแล้ว ต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น ผลจะเป็นยังไงก็เป็นเรื่องของฉัน ไม่เกี่ยวอะไรกับนายเลย”

เซี่ยเช่อหัวเราะขมขื่น “ตอนนี้ฉันเพิ่งรู้ว่าทำไมพวกเขาถึงไม่ยอมให้นายไปเจอเขา”

หลานฉือเซวียนเม้มปาก ทำทีเป็นพูดผ่อนคลาย “ถ้างั้นเซี่ยเช่อ ขอบคุณนะ”

………………………..

บทที่ 61
โดย 

บทที่ 61 เรื่องเล่าในมหาวิทยาลัย (3)

            “เป่ยซี ในที่สุดเธอก็กลับมาแล้ว หลายวันนี้เธอไปไหนมา?” ถังเสวี่ยเดินมาที่ข้างเตียงอี้เป่ยซี อี้เป่ยซีลงจากเตียงมานั่งอยู่บนม้านั่งไม้ของตัวเอง

            “มีธุระที่ยังจัดการไม่เรียบร้อยน่ะ ก็เลยอยู่บ้านหลายวัน หลายวันนี้ไม่มีการบ้านอะไรเนอะ”

            ถังเสวี่ยส่ายหน้า มองเธอเหมือนต้องการจะพูดบางอย่างแต่ไม่ได้พูด “ช่างเถอะ ไม่มีอะไร”

            “อะไรๆ?”

            ฟางหมิ่นเปิดประตู สีหน้าของเธอดีขึ้นเล็กน้อย แต่ก้าวเดินยังคงอ่อนแรงนิดหน่อย เธอเดินเข้ามาในห้องพัก นั่งลงข้างโต๊ะอ่านหนังสือ “อี้เป่ยซี หลายวันนี้เธอไม่เป็นไรนะ?”

            อี้เป่ยซีที่จู่ๆ ได้รับความห่วงใยอย่างไม่คาดฝันก็ประหลาดใจ ปกติฟางหมิ่นพูดจาเย็นชา ทำไมวันนี้ถึงได้อ่อนโยนขึ้น “ไม่เป็นไร เธอล่ะ ได้ยินว่าเธอเข้าโรงพยาบาลเหรอ? ตอนนี้ร่างกายเป็นยังไงบ้าง ทำไมดูแล้วยังไม่มีชีวิตชีวาเลย”

            ฟางหมิ่นหัวเราะอย่างอ่อนแรงมากสองครั้ง เธอจะยกมุมปากขึ้นเผยรอยยิ้ม แต่กล้ามเนื้อบนใบหน้ากลับกระตุก ทำอย่างไรก็ยิ้มไม่ออก จึงได้แต่ยอมแพ้ “ไม่มีอะไรดีไม่ดีหรอก ไม่ตายก็นับว่าเป็นบุญแล้ว”

            “ฟางหมิ่น” ถังเสวี่ยมองเธออย่างตำหนิ รู้สึกไม่ชอบใจกับความรู้สึกหดหู่ในคำพูดของเพื่อน ฟางหมิ่นเงยหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้า เหลือบมองถังเสวี่ย ความขมขื่นในแววตายิ่งล้ำลึก มือที่ถือแก้วสั่นเบาๆ ของเหลวสองสามหยดกระเด็นใส่เสื้อตัวเอง

            “ฉันรู้แล้ว” เธอดึงทิชชูสองสามแผ่นมาเช็ดน้ำบนเสื้อผ้าของตัวเอง แล้วเช็ดหยดน้ำบนโต๊ะอย่างพิถีพิถัน ทุกขั้นตอนเป็นไปด้วยความเชื่องช้า อี้เป่ยซีมองดูการกระทำและอาการเจ็บป่วยอ่อนแรงของฟางหมิ่นทั้งอย่างนี้โดยไม่ได้พูดอะไร ฟางหมิ่นป่วยหนักเป็นอะไรงั้นเหรอ?

            “เป่ยซี ฉันจะบอกเธอให้ ฝั่งวิจิตรศิลป์มีอาจารย์หล่อมากคนหนึ่งมาใหม่ หล่อมากๆ จริงๆ นะ ได้ยินว่าเป็นคนประเทศ U แหละ”

            อี้เป่ยซีไม่สนใจเรื่องอะไรพวกนี้ เธอพยักหน้า รู้สึกว่าแบบนี้จะทำให้หอพักกลับเข้าสู่ความเงียบงันอีกครั้ง “เอ่อ แล้วเขาชื่ออะไรเหรอ?”

            ถังเสวี่ยหัวเราะอย่างมีเลศนัย “ชื่อของเขาก็เพราะมากด้วย ชื่อเซี่ยเช่อ เซี่ยที่หมายถึงฤดูร้อน เช่อที่แปลว่าใสสะอาด คนก็ช่างเข้ากับชื่อดีจริงๆ อาจารย์คนนั้นดูแล้วก็สะอาดเอี่ยมมากเลยล่ะ”

            “เซี่ย เซี่ยเช่อ”

            “ใช่แล้ว แต่ฉันรู้สึกว่าอาจารย์คนนี้ดูคุ้นตานิดหน่อย แค่นึกไม่ออกว่าเคยเจอเขาที่ไหน” ถังเสวี่ยครุ่นคิดจนสมองแทบแตกเป็นเสี่ยงๆ สีหน้าใช้พลังมากอย่างเห็นได้ชัด

            “เธอว่า คงไม่ใช่เซี่ยเช่อคนนั้นที่ฉันรู้จักหรอกมั้ง”

            “ใช่ๆๆ เซี่ยเช่อคนนั้นแหละ ฉันก็ว่าทำไมเขาถึงคุ้นหน้าขนาดนี้ ที่แท้ก็เคยเห็นที่งานวันเกิดเธอ คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเขาจะเป็นศิลปิน”

            อี้เป่ยซีหัวเราะแห้งๆ “งั้นวิชาเลือกต่อไปของพวกเราก็ไม่เกี่ยวกับเขาสินะ”

            “จะไม่เกี่ยวได้ยังไง ต่อไปเขานี่แหละที่จะสอนพวกเรา อาจารย์คนก่อนลาหยุดไปแล้ว ได้ยินว่าจะกลับไปคลอดลูก”

            หางตาเธอกระตุก อาจารย์หนุ่มโสดจะลาคลอดอะไรกัน “เอ่อ งั้นต่อไปวิชานั้นก็ไม่สนุกแล้ว” เธอส่ายหน้า ไม่เข้าใจว่าทำเซี่ยเช่อถึงสนใจอยากเป็นอาจารย์สอนในโรงเรียน รู้สึกเหนื่อยกับการออกแบบงั้นเหรอ หรืออยากเปลี่ยนรสชาติ?

            เหตุผลอะไรก็ไม่สำคัญ สุดท้ายอย่าทำให้คะแนนของเธอดูไม่ได้ก็พอแล้ว อี้เป่ยซีพยักหน้าอย่างจริงจังมาก ใช่ นี่แหละคือประเด็นสำคัญ

            “เป่ยซี อาจารย์เซี่ยเขาคุยง่ายหรือเปล่า วิชาเลือกน่ะ เขาคงไม่ปล่อยให้นักศึกษาดรอปกันหลายคนหรอกนะ” ถังเสวี่ยถามอีก

            อี้เป่ยซีส่ายหัว “ทุกอย่างต้องดูอารมณ์ของเขาเลย ถ้าเขาเห็นเธอแล้วไม่ถูกชะตา เรื่องบ้าบออะไรก็หยิบยกขึ้นมาได้ ถ้าเขาอารมณ์ดี ทุกๆ อย่างที่อยู่ตรงหน้าเขาก็จะปล่อยผ่านไปได้ แต่ว่าฉันไม่เคยเป็นนักเรียนของเขา ไม่รู้ว่าเขาโหดหรือเปล่า”

            “หา ฉันดูแล้วอาจารย์เซี่ยน่าจะคุยง่ายซะอีก”

            ถ้าถังเสวี่ยเห็นเขาเผาเสื้อผ้าที่คนอื่นทำมาอย่างยากลำบาก หรือตอนที่เขายัดแป้งเข้าไปในปากอีกฝ่ายแล้วล่ะก็ เธอก็จะไม่คิดว่าเขาเป็นคนพูดง่ายแล้ว

“ที่จริง ส่วนใหญ่แล้วเขาก็ถือว่าคุยง่ายอยู่นะ”

            “เป่ยซี แล้วก็ๆ เธอรู้รึเปล่า คาบของอาจารย์เซี่ยบ่ายนี้น่ะ รุ่นพี่หลานก็กลับมาแล้วด้วย” ดวงตาทั้งคู่ของถังเสวี่ยเป็นประกายแวววาว

            “ว่าไงนะ? วันนี้ก็มีคาบของเขาแล้วเหรอ?”

            “ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้นเหอะ”

            ตอนพักเที่ยง อี้เป่ยซีทำอย่างไรก็นอนไม่หลับเพราะเรื่องของฉินรั่วเข่อกับเซี่ยเช่อวนเวียนอยู่ในหัว ดังนั้นเมื่อเธอลืมตาขึ้นมา คนในหอพักก็ต่างเตรียมตัวออกไปเรียนกันแล้ว เธอเก็บข้าวของช้าๆ ยังคงอยู่ในอาการเหม่อลอย จนกระทั่งถึงห้องเรียน ขณะนี้เลยเวลาเข้าเรียนมาสิบกว่านาทีแล้ว เธอค่อยๆ เดินย่อง ต้องการจะเข้าห้องเรียนทางประตูหลัง ชอล์กตกลงมาจากท้องฟ้า หล่นลงบนศีรษะของเธอโดยตรง ห้องเรียนเงียบสงัด เธอกลายเป็นจุดเด่นทันที

            “นักศึกษาคนนี้ เธอมาสายแล้ว” เซี่ยเช่อกอดอกยืนอยู่บนเวทีบรรยาย ยิ้มมองอี้เป่ยซี อี้เป่ยซีรู้สึกแต่ว่าตัวเองไม่มีที่ให้หลบซ่อนตัวอีก เธอยิ้มเก้ๆ กังๆ ในใจรู้สึกสังหรณ์ไม่ดี ตราบใดที่หมอนี่ยิ้มสวยขนาดนี้ จะต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน เธอยอมรับชะตากรรมแล้วเดินไปด้านหน้า

            “อาจารย์คะ ชอล์กของอาจารย์ค่ะ” เธอก้มหน้า ราวกับเด็กนักเรียนประถม

            เซี่ยเช่อรับชอล์กมาจากมืออี้เป่ยซี แล้วเริ่มบรรยายเนื้อหาเมื่อครู่ต่อ อี้เป่ยซียืนทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย จะไปก็ไม่ใช่ จะยืนอยู่ตรงนี้ก็ไม่ได้ จนกระทั่งเหลือบไปเห็นที่นั่งว่างข้างๆ หลานฉือเซวียน เธอจึงขยับเข้าไปอย่างระมัดระวัง และนั่งลงข้างเขา

            “เกิดอะไรขึ้น?” หลานฉือเซวียนถามเธอ อี้เป่ยซีส่ายหน้าให้

            “ไม่รู้สิ ใครจะไปรู้ว่าในใจเขาคิดอะไร”

 “ฉันหมายถึงเธอ ก่อนหน้านี้เขาก็บอกแล้วนี่ เธอจะไม่มาก็ได้ แต่ว่าห้ามสายเด็ดขาด”

            “ก่อนหน้านี้ ก่อนหน้านี้ฉันไม่ได้อยู่ที่มหา’ลัย ใช่ว่านายไม่รู้”

            “เกือบลืมไปแล้ว” หลานฉือเซวียนพยักหน้า “เธอกับเป่ยเฉินเกิดอะไรขึ้น ทำไมขังเธอไว้นานขนาดนั้น”

            เธอถอนหายใจ “พูดไปเรื่องมันยาว ไม่เล่าจะดีกว่า แต่ทำไมจู่ๆ นายถึงโผล่มาที่มหา’ลัยล่ะ แถมยังเรียนเซ็คนี้อีก”

            หลานฉือเซวียนมองคนที่อยู่บนเวที หรี่ตาเล็กน้อย “เรื่องนี้จะว่าไปก็ซับซ้อนเหมือนกัน วันหลังค่อยคุยเถอะ”

            “ดูแล้วเซี่ยเช่อยัง…”

            “นักศึกษาอี้เป่ยซี” อี้เป่ยซียังไม่ทันพูดจบก็ถูกเซี่ยเช่อเรียกชื่อ เธอลุกขึ้นยืน ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร

            เซี่ยเช่อกวาดตามองหลานฉือเซวียนแล้วมองเธอ คนที่เขาพามาพูดกับเขาไม่กี่คำ แต่พออยู่กับเธอแล้วกระซิบกระซาบกันขึ้นมาเชียว มือยาวๆ ออกแรงเล็กน้อย “ได้ยินว่าเธอเข้าใจภาพวาดหมึกดี ถ้าอย่างนั้นเธอมาบรรยายตามแนวคิดของพวกเราเมื่อกี้หน่อย”

            อี้เป่ยซีรู้สึกว่าฟ้าผ่ากลางศีรษะของตัวเอง เธอเข้าใจภาพวาดหมึกอะไรกัน เธอก็แค่รู้สึกชอบเท่านั้นเองนะ เธอหันไป ต้องการจะมองเนื้อหาที่อยู่บนกระดานดำ ขณะที่กำลังเดาว่าแนวคิดเมื่อครู่คืออะไร เซี่ยเช่อก็เอาแปรงลบกระดานลบทุกอย่างจนสะอาดสะอ้านแล้ว เธอมองหลานฉือเซวียนเพื่อขอความช่วยเหลือ คนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ยักไหล่อย่างจนปัญญา

            ‘เซี่ยเช่อ นายตั้งใจนี่’ เธอมองคนบนเวทีบรรยายอย่างขุ่นเคือง

            ‘ฉันตั้งใจเองแหละ เธอจะทำอะไรฉันได้’ เซี่ยเช่อเผยยิ้มไม่แยแสเหมือนปกติออกมา กำลังรอคำตอบของอี้เป่ยซีอยู่เงียบๆ

            “คือว่า ที่จริงฉันรู้สึกว่พวกภาพวาดหมึกอะไรนั่น เอ่อ แบบว่ามันคือ ฉันรู้สึกว่าที่จริงมีหลายครั้ง ทำไมจะต้องวัดค่าของความสวยงามในเชิงปริมาณด้วย คิดว่าวาดได้ก็สวยแล้ว ตรงตามมาตรฐานนี้ก็ถือว่าสวยแล้ว แม้ว่าจะมีสิ่งที่เป็นนามธรรม ก็ควรจะมีความยืดหยุ่น และถูกลอกไปดื้อๆ ไม่ได้ เพื่อแสดงความสามารถด้านสุนทรียภาพและคำศัพท์เฉพาะทางอะไรนั่น”

            เธอรวบรวมความกล้าพูดต่อ “ภาพวาดหมึกที่ฉันชอบ ไม่ใช่เพราะศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ในยุคโบราณเป็นคนวาด หรือเพราะรสนิยมความงามสุดขั้วอะไร แต่เป็นเพราะความรู้สึกที่มันส่งต่อมาให้ฉัน มันทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันอยู่ในภาพวาดจริงๆ ไม่ใช่แค่ฉากทิวทัศน์ แต่แนวคิดโดยรวมทั้งหมดที่เขาวาดก็ทำให้ฉันรู้สึกถึงมันจริงๆ ทำให้ฉันรู้สึกมีความสุขและพอใจ”

            เซี่ยเช่อพยักหน้า อี้เป่ยซีจึงค่อยถอนหายใจโล่งอกแล้วนั่งลง หลานฉือเซวียนเหลือบมองเธอด้วยความสับสนเล็กน้อย “นี่คือเหตุผลที่เธอชอบภาพวาดของจื่อจวีหานซื่อ?”

        เธอเผยรอยยิ้มกว้าง พยักหน้าตอบ

………………………..

บทที่ 60
โดย 

บทที่ 60 เรื่องเล่าในมหาวิทยาลัย (2)

         ฉากอดีตที่ผ่านไปแล้วกลับมาฉายซ้ำ ไม่รู้ว่าทำไมทั้งที่เป็นคนคนเดียวกัน แต่ว่าการกระทำของพวกเขาแตกต่างกันเหลือเกิน ฉินรั่วเข่อกำมือตัวเองแน่น ตามอี้เป่ยซีไปนั่งที่นั่งเบาะหลัง อี้เป่ยซีไม่รู้ว่าต้องพูดอะไร ได้แต่นั่งข้างอีกฝ่ายอย่างเงียบๆ

            ทั้งสามคนบนรถไม่พูดไม่จา บรรยากาศเงียบอย่างประหลาด

            รถหยุดอยู่ที่หน้าประตูหอพักของอี้เป่ยซี เธอมองอี้เป่ยเฉินด้วยความสับสน “พี่เป่ยเฉิน ไปจอดที่ตึกหอพักของฉินรั่วเข่อได้ไหม? หอพักเธออยู่ที่ไหน?”

            “ไม่ต้องหรอก ฉันเดินไปเองก็ได้” ฉินรั่วเข่อท่าทีแน่วแน่อย่างมาก พูดพลางต้องการเปิดประตูลงจากรถ

        “ออกไปแบบนี้ไม่ค่อยดีมั้ง” อี้เป่ยซีมองไปข้างหน้าเป็นเชิงอ้อนวอน หวังว่าพี่ชายจะพูดอะไรเพื่อรั้งไว้

            อี้เป่ยเฉินขมวดคิ้วหงุดหงิด พ่นคำพูดออกมาอย่างเย็นชา “ถ้าถูกคนกล่าวหาเกินจริงโดยไม่มีหลักฐานแบบนั้นก็แย่สิ คุณว่าไง?”

            ฉินรั่วเข่อรู้สึกว่านิ้วของตัวเองเย็นลงในฉับพลัน อุณหภูมิหนาวเหน็บแผ่ซ่านจากปลายนิ้วไปทั่วร่างกาย แม้ว่าภายในรถจะอบอุ่นเธอก็ยังรู้สึกหนาวจนตัวแทบสั่น ขยับเท้าโดยไม่รู้ตัว เธอยิ้มเจื่อน ดึงมือของตัวเองกลับไป “ใช่ งั้นรบกวนไปส่งที่ตึกเก้าแล้วกัน”

            “พี่เป่ยเฉิน?” อี้เป่ยซีมีสีหน้าสงสัย ไม่รู้ว่าความเป็นศัตรูของพี่เป่ยเฉินต่อฉินรั่วเข่อมาจากไหน คนที่อยู่ข้างหน้าตอบรับอย่างอ่อนโยน ต่างจากน้ำเสียงก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง เธอส่ายหัว ช่างเถอะ บางทีเธออาจเข้าใจผิดไปเอง

            เมื่อมาถึงตึกเก้า อี้เป่ยซีลงรถกับฉินรั่วเข่ออย่างไม่วางใจ อี้เป่ยเฉินไม่ได้พูดอะไร ทำตัวเหมือนปกติ บอกลากับอี้เป่ยซีเสร็จก็จากไป

            “เป่ยซี…” ฉินรั่วเข่อคว้าชายเสื้อของอี้เป่ยซีไว้ ค่อยๆ คุกเข่าลงไป ท่าทางทรมานเจียนตาย ใบหน้าน้อยๆ ซีดขาวไร้สีเลือด น้ำตาเม็ดโตไหลอาบแก้มลงมา แต่ละหยดร่วงลงสู่พื้น แตกสลายไม่มีชิ้นดี

            “เธอเป็นอะไรไป?” อี้เป่ยซีไม่รู้เลยว่าตอนนี้จะต้องทำอย่างไร ปกติเมื่อตัวเองตกอยู่ในสภาพนี้ ถ้าไม่หวังให้รอบด้านไม่มีใครอยู่ ก็หวังว่าพี่เป่ยเฉินจะคอยดูแล แล้วฉินรั่วเข่อล่ะ เธอต้องการอะไร? หรือว่าน้องสาวของเธอ?

            “เธอไม่ต้องเป็นห่วง ฉันจะโทรหาฉินเยว่เข่อ ให้เขามาเดี๋ยวนี้”

            “ไม่ต้อง เธออย่าโทรหาเยว่เข่อนะ” ฉินรั่วเข่อดึงแขนเสื้อของอี้เป่ยซี เหมือนกำลังขอร้องเธอ “เธออยู่กับฉันสักแป๊บได้ไหม แค่แป๊บเดียว”

อี้เป่ยซีนวดคลึงแขนของตัวเอง ลมฤดูใบไม้ผลิยังคงหนาวเย็นเล็กน้อย เวลาที่พัดโดนตัวก็เหมือนพัดเอาแมลงเย็นๆ ตัวเล็กจำนวนมากที่พยายามเจาะเข้าไปในรูขุมขนอย่างเอาเป็นเอาตายมาด้วย แต่เธอก็ยังพยักหน้าให้

            ไม่รู้ว่าผ่านไปเนิ่นนานแค่ไหน อี้เป่ยซีรู้สึกว่าสองขาของตัวเองไร้ความรู้สึกไปแล้ว ฉินรั่วเข่อที่เอาแต่จับแขนเสื้อของเธอตลอดเวลาจึงค่อยเงยหน้าขึ้น เอามือปาดน้ำตาตัวเอง “เป่ยซี ขอบคุณนะ”

            “ไม่เป็นไร” อี้เป่ยซีส่ายหน้า “แต่เธอรู้สึกไหมว่าฉากนี้มันเหมือนกันมากเลย?”

            ฉินรั่วเข่ออึ้งไปเล็กน้อย อี้เป่ยซียังคงพูดต่อ “แต่ฉันไม่มีนิทานซินเดอเรลล่าเล่าให้เธอฟังหรอก เธอเสียใจขนาดนี้ เพราะว่าคิดถึงเจ้าชายของเธอเหรอ?”

            ฉันรั่วเข่อได้ยินเช่นนั้นแล้วก็สบตาของอี้เป่ยซีโดยตรง ดวงตาสีดำบริสุทธิ์เป็นประกาย ราวกับอำพันที่พระเจ้าสรรค์สร้างขึ้นมาอย่างประณีต มีเสน่ห์จนไม่อาจละสายตา อี้เป่ยซีก็มองตาของเธอเช่นกัน บนใบหน้ามีรอยยิ้มบางที่มีเมตตามาก ฉินรั่วเข่อก้มหน้าอย่างละอายใจเล็กน้อย “อืม”

            “เธอก็อย่าเสียใจนักเลย เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเธอ อีกอย่าง เจ้าชายที่เธอพูดถึงก็มีชีวิตของเขาไม่ใช่เหรอ ไม่ว่าเธอจะเป็นยังไงก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเขา ทำไมเธอต้องเสียใจเพื่อเขาด้วย”

            แววตาของฉินรั่วเข่อสั่นไหว ยิ่งก้มหน้าต่ำกว่าเดิม อี้เป่ยซีจึงรู้ตัวว่าตัวเองพูดผิดไป “ไม่ๆๆ ฉันไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น ฉันหมายถึงเจ้าชายก็มีเจ้าหญิงของตัวเองต้องดูแล…”

            “เป่ยซี เธอไม่ต้องพูดแล้ว ฉันเข้าใจ” ฉินรั่วเข่อลุกพรวดขึ้น รู้สึกหน้ามืด ร่างกายเธอเซเล็กน้อยถึงจะค่อยๆ ทรงตัวได้ อี้เป่ยซีก็ลุกขึ้นยืนช้าๆ

            “ไม่ใช่นะ โธ่เอ๊ย ฉันไม่ได้มีเจตนาจะเยาะเย้ยเธอเลย ฉันหมายถึง…” อี้เป่ยซีครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ในเรื่องสโนว์ไวท์ก็มีเจ้าชายของเขา ซินเดอเรลล่าก็มีบ้านให้กลับ ในเรื่องสโนไวท์ เธออาจไม่ได้เป็นแม้แต่ตัวอะไรเลย แต่ว่ามีนิทานเด็กเรื่องหนึ่งชื่อว่ารองเท้าแก้ว เรื่องนี้ต่างหากเธอถึงเป็นตัวละครเอก ทุกคนรวมถึงเจ้าชายของเธอก็ต่างหมุนรอบตัวเธอ” อี้เป่ยซีพูดเร็วมากเพราะรีบร้อน ที่ปลายจมูกก็มีเหงื่อซึมเล็กน้อย

            ฉินรั่วเข่อหันมายิ้มให้เธออย่างสบายใจ “เป่ยซี ขอบคุณนะ”

            อี้เป่ยซีเห็นรอยยิ้มของอีกฝ่ายก็ยิ้มกลับเด๋อด๋า รู้สึกโล่งอก ครั้งนี้ตัวเองไม่ได้พูดอะไรผิดสินะ แต่ว่าเมื่อเห็นท่าทางขมขื่นของฉินรั่วเข่อก็ยังรู้สึกผิดเล็กน้อย

            “ฉินรั่วเข่อ…”

            “ฉันเข้าใจ เขาเข้ากันได้ดีและมีความสุขกับคนที่เขาชอบมาก ฉันเห็นแบบนี้ก็น่าจะรู้แล้ว ถ้าคิดไปมากกว่านี้ ทำอะไรไปมากกว่านี้แล้วเกิดเรื่องอะไร ผลที่ตามมาก็เป็นเพราะฉันหาเรื่องใส่ตัวทั้งนั้น จะโทษคนอื่นไม่ได้”

            อี้เป่ยซีงุนงงเล็กน้อย จริงสิ เมื่อกี้ควรจะปลอบใจเธอเรื่องเมื่อเช้าไม่ใช่เหรอ? ทำไมจู่ๆ ถึงออกไปเรื่องเจ้าหญิงเจ้าชายได้ล่ะ? ดูเหมือนว่าจะเป็นเธอเองที่เปิดประเด็น แต่ว่าทำไมเมื่อกี้ถึงนึกถึงเรื่องนี้ล่ะ? เป็นเพราะรู้สึกว่าน้ำตาของเธอมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้นเหรอ? คิดว่าความเข้มแข็งของเธอจะเอาชนะอุบัติเหตุเมื่อเช้านี้ได้อย่างสมบูรณ์งั้นเหรอ? อี้เป่ยซี ดูสิ เธออวดฉลาดอีกแล้ว

            “ขอโทษนะ ฉันไม่ควรพูดเรื่องที่ทำให้เธอเสียใจ”

            “เปล่าเลย” ฉินรั่วเข่อส่ายหัว “เสื้อตัวนี้รอฉันซักเสร็จแล้วค่อยคืนให้เธอเถอะ ถ้าเธอรังเกียจฉันจะซื้อตัวใหม่คืนให้เธอก็ได้”

            เธอรีบโบกมือ “ไม่ต้องหรอก ไม่ต้องหรอก”

            “งั้นฉันไม่รบกวนเธอแล้ว ฉันกลับหอพักก่อนนะ” พูดจบก็หันหลังขึ้นตึกไปทันที อี้เป่ยซีมองแผ่นหลังของอีกฝ่าย รู้สึกประทับใจมาก เธอทั้งเข้มแข็งและกล้าหาญมากจริงๆ

            อี้เป่ยซีกลับถึงหอพัก จัดข้าวของตัวเองเสร็จเรียบร้อย จากนั้นมองดูตารางเรียน เมื่อเห็นว่าไม่มีเรียนจึงปีนขึ้นไปบนเตียงของตัวเอง ในหัวคิดถึงฉินรั่วเข่อโดยไม่รู้ตัว ท่าทางดื้อรั้น ใบหน้าขมขื่น แผ่นหลังเหยียดตรง ตอนที่อีกฝ่ายเกาะแขนของตัวเอง ฉินรั่วเข่อราวกับมีเสน่ห์บางอย่าง แม้ว่าเจอหน้ากันเพียงไม่กี่ครั้ง เธอก็รู้สึกประทับใจมาก อดไม่ได้ที่จะอยากเข้าใกล้

            มันเกิดเรื่องอะไรกับเธอกันแน่? เจ้าชายกับเจ้าหญิง? อี้เป่ยซีนึกถึงเรื่องเปรียบเปรยนั้น นิทานแสนธรรมดาที่ฉินรั่วเข่อพูดถึง เรื่องแบบนี้มันจะเหมือนกันได้อย่างไร เธอครุ่นคิด รู้สึกว่าทั้งน่าขำทั้งน่าเศร้าใจ ความรักที่ไม่อาจพูดออกมาได้ ความรักที่ต้องซ่อนเร้นตลอดไป ความรักที่ไม่มีวันถูกค้นพบ นี่คงเป็นเหตุผลที่ทำให้รู้สึกว่ามันเป็นรสสัมผัสที่ลึกซึ้งล่ะมั้ง

            เหมือนกับว่าเธอยกโลกทั้งใบให้เขา แต่ว่าเขาไม่แม้แต่จะมอบความรู้สึกให้เธอ เธอควักหัวใจที่เต็มไปด้วยเลือดออกมา ส่วนเขาเพียงแค่ถามตามมารยาทว่า เธอคือใคร

            อี้เป่ยซีไม่อยากคิดต่อไปแล้ว เธอพลิกตัวเข้าหากำแพง มองเห็นจุดเล็กๆ บนกำแพงเห็นได้อย่างชัดเจน

        น่าจะซื้อวอลเปเปอร์ที่มีสีอบอุ่นกว่านี้หน่อย เธอกะพริบตา เห็นด้วยกับความคิดนี้มาก เสียงพูดคุยดังขึ้นในทางเดินตึก ก่อนจะค่อยๆ เข้ามาใกล้ห้องพัก

……………………

บทที่ 59
โดย 

บทที่ 59 เรื่องเล่าในมหาวิทยาลัย (1)

เช้าตรู่ หมอกควันในอากาศค่อยๆ จางหายไป ทัศนวิสัยยังคงพร่ามัวเล็กน้อย อี้เป่ยซีบิดขี้เกียจอยู่บนเตียง รู้สึกพึงพอใจเกินบรรยาย เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูเวลา แล้วลุกขึ้นมาอย่างร่าเริง

เวลานี้พี่เป่ยเฉินน่าจะยังไม่ตื่นล่ะมั้ง เธอแปรงฟันพลางครุ่นคิด ถ้างั้นเช้านี้เธอทำอาหารเช้าก็แล้วกัน ความคิดนี้ทำให้เธอตื่นเต้นขึ้นมา หลังจากเธอล้างหน้าแปรงฟันอย่างรวดเร็วแล้วก็ย่องลงมาชั้นล่าง ลงมือเสียงดังอยู่ในห้องครัว

‘อืม ปกติพี่เป่ยเฉินชอบกินอะไรนะ?’ อี้เป่ยซีเอียงหัว ไม่ค่อยมั่นใจ หรือว่าจะทำเหมือนที่ทำประจำ?

ไม่ดีๆ ไม่มีความแปลกใหม่ อีกอย่างสิ่งของที่เหมือนกัน เมื่อเทียบแล้วก็จะทำให้รู้สึกว่าฝีมือของเธอแย่แค่ไหน

ถ้าอย่างนั้นตอนเช้าจะทำอะไรได้บ้าง? ยังไงต้มโจ๊กแล้วก็ทำกับข้าวสองสามอย่างแล้วกัน เมื่อตัดสินใจแล้วอี้เป่ยซีก็ดีดนิ้ว ลงมือทำทันที

ทันทีที่อี้เป่ยเฉินเปิดประตูห้องนอนก็ได้ยินเสียงในห้องครัว เขาก้าวเท้าเดินไป มุมปากยกยิ้ม พิงขอบประตูมองดูร่างที่กำลังวุ่นอยู่ภายใต้แสงไฟ กลิ่นหอมหวานลอยอวลอยู่ในอากาศ

อี้เป่ยซีหันกลับมาก็เห็นใบหน้าหล่อเหลาอมยิ้มของอี้เป่ยเฉิน ทั้งสองคนสบตากัน เขายื่นมือกอดคนตรงหน้าไว้ในอ้อมแขน

“พี่เป่ยเฉิน”

อี้เป่ยเฉินไม่ได้พูดอะไร กำลังตั้งใจสัมผัสอุณหภูมิของคนในอ้อมแขน รู้สึกถึงการเต้นของหัวใจตัวเอง

“เดี๋ยวก็เสร็จแล้วน่า ครั้งนี้จะให้พี่ลองชิมฝีมือของฉัน”

“เสี่ยวซี”

“หืม?”

“พี่ตั้งตารอเลย” อี้เป่ยเฉินคลายอ้อมกอดช้าๆ เขายิ้มแล้วจูบหน้าผากของเด็กสาว

ราวกับมีฟองสบู่หลากหลายสีสันผุดอยู่ในอากาศ ข้างหูคือเสียงลมเย็นและเสียงฮัมเพลง ใต้ฝ่าเท้าเต็มไปด้วยความรู้สึกเหมือนหญ้าต้นเล็กๆ งอกขึ้นมาแผ่วเบา อี้เป่ยซีรู้สึกว่าใบหน้าของเธอร้อนแดง เธอรีบผลักเขาออกไป “เอาละ ระหว่างที่เชฟกำลังเข้าครัวห้ามรบกวนล่ะ จะปล่อยให้พี่เอาสูตรของฉันไปไม่ได้”

เขาพยักหน้า “สูตรของเชฟไม่ใช่พี่เป็นคนสอนหรอกเหรอ?”

“ไม่สนๆ บอกว่าไม่ได้ก็ไม่ได้” อี้เป่ยซีหันหลังกลับงอนๆ ทำงานในมือต่อไป เขามองอยู่ด้านหลังเธอครู่หนึ่ง จึงค่อยออกจากห้องครัว แล้วนั่งลงบนที่นั่งอย่างเงียบๆ

หลังจากได้ยินเสียงก๊องๆ แก๊งๆ อยู่ครู่หนึ่ง อี้เป่ยซีจึงยกอาหารที่ตัวเองตั้งใจทำออกมาอย่างระมัดระวัง เธอนั่งลงข้างๆ อี้เป่ยเฉิน มองเขากินคำแรกด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย

“เป็นไงบ้าง เป็นไงบ้าง”

“อืม พัฒนากว่าครั้งก่อนเยอะมาก”

ดวงตาของอี้เป่ยซีเป็นประกาย เธอชิมไปหนึ่งคำ

“หืม พี่หลอกกันนี่นา” เธอรีบดื่มน้ำอึกใหญ่ทันที ทั้งมันทั้งเค็ม ให้ตายเถอะ

อี้เป่ยเฉินยื่นมือเช็ดคราบน้ำที่มุมปากให้เธอ “ดีกว่าเมื่อก่อนเยอะแล้วนะ”

“เมื่อก่อนฉันทำได้แย่ขนาดนี้เลยเหรอ?”

“เมื่อก่อนขนาดเกลือกับน้ำตาลยังแยกไม่ออก ครั้งนี้ดีกว่าเดิมเยอะแล้วเสี่ยวซี ค่อยเป็นค่อยไป ไม่ต้องรีบร้อน”

“ต่อไปฉันจะไม่เข้าครัวอีกแล้ว” เธอวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะอย่างแรง เหมือนกับกำลังกล่าวสาบาน “ทำไมพี่เป่ยเฉินถึงทำอร่อยขนาดนั้นแต่ฉันทำไม่ได้ ไม่ใช่แค่ใส่น้ำมันใส่เครื่องปรุงรสเหรอ ทำไมถึงต่างกันขนาดนี้”

“เป็นคำถามที่ดี ถ้าอย่างนั้นต่อไปเธอก็ดูสิว่าพี่ทำยังไง?”

อี้เป่ยซีครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้า “เมื่อกี้ฉันเพิ่งพูดไปเองว่าจะไม่เข้าห้องครัวอีกแล้ว”

“เสี่ยวซี ต่อไปคิดจะใช้เหตุผลนี้หนีงานบ้านใช่หรือเปล่า” อี้เป่ยเฉินเขี่ยจมูกเธอ

“แหะๆ ไม่หรอกๆ งั้นฉันคืนคำ ต่อไปงานหนักงานหยาบก็ฝากไว้ที่ฉัน ส่วนงานฝีมือพวกนี้ก็ยกให้พี่แล้วกัน”

“เธอนี่นะ” อี้เป่ยเฉินลูบผมของเธอ อี้เป่ยซีพิงอยู่ในอ้อมอกเขาอย่างว่าง่าย

“พี่เป่ยเฉิน พวกเราออกไปกินข้างนอกกันเถอะ”

“ตอนนี้ก็คงทำได้แค่นี้แหละ พี่จะขึ้นไปเอาของ เธอเก็บของพวกนี้ดีไหม?”

“อืม”

หลังจากเก็บของเสร็จแล้ว อี้เป่ยซีแบกกระเป๋าหนังสือใบน้อยของตัวเองนั่งรออี้เป่ยเฉินอยู่บนโซฟาอย่างว่าง่าย เธอเหลือบมองหนังสือพิมพ์ กระดาษพิมพ์สีขาวดำถูกยึดครองด้วยรูปถ่ายขนาดใหญ่ คิดว่าคงเป็นข่าวใหญ่โตอะไรสักอย่าง เธอพิงพนักโซฟา แสงอาทิตย์สาดส่องอยู่บนใบหน้า หลับตาลงด้วยความอิ่มอกอิ่มใจ เหมือนกับแมวสีขาวที่นอนกรนอยู่ข้างเก้าอี้โยก

“เสี่ยวซี พวกเราไปได้แล้ว” อี้เป่ยเฉินจัดแจงเสื้อผ้าของตัวเอง จูงมือน้อยๆ ของเธอออกไป

พอสั่งอาหารเสร็จแล้ว อี้เป่ยซีรู้สึกว่าไม่สบายท้อง จึงลุกขึ้นเดินไปห้องน้ำ ขณะที่กำลังจะออกจากประตูกลับได้ยินเสียงแปลกๆ

“เอาใจผมแล้ว คุณไม่มีอะไรเลย คุณคิดว่าเขาเล่นกับคุณแล้วจะรับผิดชอบอะไรงั้นเหรอ อย่าฝันไปหน่อยเลย”

“ขอโทษที เชิญคุณหลบไปซะ ไม่งั้นฉันจะร้องให้คนช่วย”

ฉินรั่วเข่อ? อี้เป่ยซีกลอกตา เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?

“แหม ในโลกนี้มันหายากจริงๆ คุณหนูที่เลือกแขกได้ด้วย…”

“คุณอย่า…อือ…” จากนั้นเสียงเสื้อผ้าฉีกขาดก็ดังขึ้นในห้องน้ำที่เงียบสงบ อี้เป่ยซีทนไม่ไหว ผลักประตูพรวดออกไป

“ใครให้แกมาขัดความสุขฉัน” ผู้ชายคนนั้นหันมา ใบหน้าแดงก่ำ สีหน้าเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว หลังจากเห็นคนที่อยู่ตรงหน้าสีหน้าก็อ่อนลง “อี้เป่ยซี? ทำไม อยากเป็นลูกมือพี่ชายวีรบุรุษของเธอช่วยสาวงามรึไง? อย่ามาขัดจังหวะเรื่องของฉัน ไม่งั้นฉันจะจัดการเธอไปด้วยกันเลย ไปให้พ้น”

อี้เป่ยซีเอียงหัวชำเลืองมอง คว้าไม้ที่อยู่บนพื้นตีไปที่หัวของเขาทันที จากนั้นดึงคนคนนั้นขึ้นมาแล้ววิ่งไปที่ห้องกินข้าวของตัวเอง

“พี่เป่ยเฉิน ที่ห้องน้ำ มี…” เธอหายใจไม่ทั่วท้อง อี้เป่ยเฉินเห็นสภาพของฉินรั่วเข่อก็คิ้วขมวดกันแน่น ดึงอี้เป่ยซีเข้ามาอย่างเป็นกังวล

“เธอไม่เป็นไรนะ”

“ฉันไม่เป็นไร แค่เจอคนไม่ดีน่ะ แต่ว่าเพื่อนนักศึกษาของฉันไม่ค่อยดีเท่าไร”

อี้เป่ยเฉินเหลือบมอง ตอนนี้เสื้อผ้าของฉินรั่วเข่อถูกดึงออกไปแล้ว เศษผ้าที่ขาดวิ่นปกคลุมร่างกายของเธอ ผิวที่ขาวผ่องยังมีร่องรอยแดงช้ำ เธอก้มหน้าอย่างอึดอัดใจ ยืนอยู่ข้างประตูไม่พูดไม่จา

อี้เป่ยซีคิดครู่หนึ่ง จึงเอาเสื้อนอกของตัวเองคลุมร่างกายของฉินรั่วเข่อไว้ ปากยังคงพูดไม่หยุด “พี่เป่ยเฉิน เขาจะต้องได้รับโทษอะไรนะ มันเกินไปแล้วจริงๆ”

“อืม เขาได้ทำอะไรเธอหรือเปล่า”

เธอรีบโบกมือ “ไม่มีๆ เขาก็แค่ขู่ฉันสองสามคำ เธอไม่เป็นไรนะ?”

ฉินรั่วเข่อเงยหน้า กัดริมฝีปากแน่น ตอนนี้น้ำตาเอ่อล้นเบ้าตาแล้ว เธอส่ายหัวกับอี้เป่ยซี เอ่ยน้ำเสียงอ่อนแรง “ฉันไม่เป็นไร เรื่องนี้อย่าเอาเรื่องกันอีกได้ไหม เขาเป็นคนบ้านเดียวกับฉัน ปกติก็ดูแลฉันดีมาก ฉัน…ให้มันแล้วไปแล้วได้หรือเปล่า”

“ไม่ได้ๆ คนประเภทนี้ถ้าไม่ได้รับบทลงโทษที่สมควรได้รับ ฉันทนไม่ได้แน่ เขาทำแบบนี้กับเธอ ทำไมต้องพูดแทนเขาด้วย ใครจะรู้ว่าเมื่อก่อนที่ดีกับเธอเป็นเพราะมีเหตุจูงใจอย่างอีกอื่นหรือเปล่า” อี้เป่ยซีหันไปมองอี้เป่ยเฉิน “พี่เป่ยเฉิน ฉันไม่อยากกินข้าวที่นี่แล้ว”

“ได้” อี้เป่ยเฉินตบๆ ไหล่ของเธอ ถอดเสื้อนอกของตัวเองออก “เดี๋ยวจะหนาวเอานะ”

อี้เป่ยซีคิดพลางพยักหน้า แล้วมองฉินรั่วเข่ออย่างเป็นห่วง อีกฝ่ายสวมเสื้อคลุมของตัวเธอเอง สองมือกำแน่นอีกทั้งยังสั่นเล็กน้อย ‘คงจะทรมานมากสินะ’ อี้เป่ยซีคิดในใจ แววตามัวหมอง

……………………..

บทที่ 58
โดย 

บทที่ 58 เพื่อนเก่า (8)

อี้เป่ยซีก้มหน้า เหมือนกับเด็กน้อยที่ทำผิดแล้วรอการดุด่าจากผู้ปกครอง แอบดูปฏิกิริยาของอี้เป่ยเฉินเป็นครั้งคราว

            แย่แล้วๆ นี่คือความสงบก่อนลมพายุหรือเปล่า มือเล็กๆ กำแน่นด้วยความตื่นเต้น ทำก็ทำไปแล้ว ยอมรับการลงโทษก็เป็นสิ่งที่สมควร อี้เป่ยซี อย่ากลัวสิ เธอคิดพลางมือกำแน่นขึ้นอีกพร้อมน้อมรับความตายอย่างกล้าหาญ

            อี้เป่ยเฉินหลือบมองเธอตลอดเวลา เห็นความเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ทั้งหมด จึงแสร้งทำเป็นขึงขังแล้วกระแอมไอ “เอาเถอะ มีใครที่ยอมรับผิดแล้วยังล่อกแล่กขนาดนี้ล่ะ นั่งดีๆ เถอะ”

            เธอหันไปยิ้มอย่างสดใส ถอนหายใจอยู่ในใจ ครั้งนี้โอเคแล้ว ไม่เป็นไรแล้ว

            “คำถามของพี่ยังไม่ได้ตอบเลยนะ วันนี้เสี่ยวซีสนุกมากไหม?”

            มันก็ผ่านไปแล้วไม่ใช่เหรอ? ทำไมยังวุ่นกับคำถามนี้อีก อี้เป่ยซีพิงพนักเก้าอี้ ประเมินด้วยสายตาก็เดาไม่ออกว่าพี่เป่ยเฉินกำลังคิดอะไรอยู่ เธอควรจะตอบอย่างไรดี ไม่สิ เขาอยากให้เธอตอบแบบไหนล่ะ? สนุก? จะทำให้เขาโกรธหรือเปล่านะ ไม่สนุก นี่ก็ดูจะโกหกไปหน่อยมั้ง

            ‘เดาไม่ออกจริงๆ ว่าพวกนายกำลังคิดอะไรกันแน่’ อี้เป่ยซีลูบๆ คาง สับสนเอามากๆ

            “ตอบยากขนาดนั้นเลยเหรอ?”

            อี้เป่ยซีส่ายหน้า “พี่เป่ยเฉิน ฉันไม่รู้ ไม่รู้ว่าตอนนี้พี่คิดยังไง ฉันอยากให้พี่มีความสุข แต่ว่าฉันก็ปล่อยฉู่ซ่งไปไม่ได้ ฉันรู้ว่าตัวเองโลภมากที่รักพี่เสียดายน้องแบบนี้ แต่ว่าพี่เป่ยเฉิน ฉันเลือกไม่ได้จริงๆ”

            “ถ้าเธอต้องเลือกล่ะ”

            เธอมองผู้ชายที่อยู่ข้างๆ อย่างเหลือเชื่อเล็กน้อย ก้มหน้าอย่างเศร้าสร้อย “พี่เป่ยเฉิน ไม่ตอบคำถามนี้ได้หรือเปล่า เที่ยวมาทั้งวันแล้ว ฉันเหนื่อยมากเลย”

            อี้เป่ยเฉินเม้มปาก ไม่ได้พูดอะไรอีก อี้เป่ยซีหลับตาพิงอยู่ที่หน้าต่าง

            รถจอดอยู่ที่หน้าประตู อี้เป่ยเฉินหันมองใบหน้าด้านข้างของอี้เป่ยซีอยู่เนิ่นนาน จึงค่อยปลดเข็มขัดนิรภัยบนตัวออก แล้วอุ้มคนที่นั่งบนเบาะข้างคนขับอย่างระมัดระวัง ทุกย่างก้าวที่เดินเข้าไปในบ้านมั่นคง เขาวางคนลงบนเตียงด้วยความอ่อนโยนเป็นพิเศษ จากนั้นใช้ผ้าขนหนูเปียกเช็ดหน้า มือ จูบหน้าผากเบาๆ แล้วจึงปิดไฟ

            หลังจากประตูห้องปิดแล้ว อี้เป่ยซีจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น กอดผ้าห่มบนร่างกายพลางพลิกตัว แสงจันทร์ที่สงบเยือกเย็นสาดส่องเข้ามาในห้อง ส่องมาที่ปลายเตียงโดยตรง ห้องทั้งห้องตกอยู่ในบรรยากาศเงียบสงบ เธอไม่ได้นอนทั้งคืน…

            แต่มองท้องฟ้าที่สว่างขึ้นอย่างช้าๆ อยู่อย่างนั้น อี้เป่ยซีรู้สึกราวกับว่ามีสิ่งของบางอย่างทับอยู่บนหน้าอก บีบรัดทุกพื้นที่ ไม่มีที่ว่างให้อากาศบริสุทธิ์อีกต่อไป เธอลุกขึ้นนั่ง สูดหายใจแรงๆ รู้สึกว่าสมองด้านหลังชาอีกครั้ง

            ‘ทรมานจังเลย’ เธอกอดตัวเองไว้ รู้สึกควบคุมไม่ได้แม้แต่ลมหายใจ

            “เสี่ยวซี” อี้เป่ยเฉินก็มีลักษณะเหมือนไม่ได้นอนทั้งคืน เขานั่งลงข้างเธอ กอดเธอไว้จากด้านหลัง “ไม่สบายหรือเปล่า?”

            “พี่เป่ยเฉิน ฉันทรมานจังเลย” เธอซบอยูในอ้อมอกของเขา กำแขนเสื้อของเขาแน่น

            แขนทั้งสองของอี้เป่ยเฉินกอดแน่น “เสี่ยวซี เพราะพี่ไม่ดีเอง พี่ดื้อเกินไปทำให้เสี่ยวซีลำบากใจ เสี่ยวซีไม่ต้องเสียใจแล้วได้หรือเปล่า”

            “ฮือๆ…พี่เป่ยเฉิน”

            “เอาละเสี่ยวซี ไม่ต้องร้องแล้ว ขอแค่คราวหน้าออกไปก็บอกพี่สักคำ ไม่งั้นพี่จะเป็นห่วงนะรู้หรือเปล่า?”

            “อืมๆๆ”

            เขายื่นมือออกไปจัดแจงปอยผมของเธอ “วันนี้พักผ่อนให้เต็มที่ พรุ่งนี้พี่จะส่งเธอกลับไปที่มหา’ลัยโอเคไหม?”

            “พี่เป่ยเฉิน พี่นี่ดีจังเลย”

            อี้เป่ยเฉินยิ้มอยู่ด้านหลังเธอ ลมหายใจสดชื่นรดอยู่ที่หลังคอของอี้เป่ยซี แต่ละจุดรู้สึกชา เธออดไม่ไหวต้องหดคอหนี

            “รู้แล้ว ทุกครั้งก็พูดเป็นมีคำนี้”

            “พี่เป่ยเฉินดีที่สุดของที่สุดของที่สุดแล้ว เป่ยซีชอบพี่เป่ยเฉินที่สุดที่สุดเลย”

            เขาได้ยินแล้วก็ยิ้มกว้างกว่าเดิม วางคางอยู่บนคอของเธอ พูดเสียงเบาว่า “พี่ก็ด้วย”

            เสียงทุ้มต่ำลอยเข้าหู อี้เป่ยซีรู้สึกว่าอุณหภูมิที่หูสูงขึ้นเล็กน้อย จากนั้นค่อยๆ แผ่ซ่านไปที่แก้มจนถึงข้างแก้ม ทั้งใบกลายเป็นสีชมพู เธอหัวเราะอย่างเขินอายอยู่บ้าง

            “พี่เป่ยเฉิน วันนี้ฉันไปที่บริษัทกับพี่ได้ไหม? ฉันรับรองว่าจะไม่ก่อกวน จะนั่งอยู่ที่นั่นอย่างว่าง่าย”

            “งั้นครั้งนี้เธออยากไปทำอะไร? นอนเหรอ?”

            “เปล่าสักหน่อย ฉันเป็นผู้ช่วยพี่ก็ได้นะ ก่อนหน้านี้พี่ไม่ได้ไปทำงานนานแล้ว หลายวันนี้น่าจะยุ่งมากไม่ใช่เหรอ?” เธอเล่นนิ้วของอี้เป่ยเฉิน ข้อนิ้วเรียวยาว ไม่มีข้อบกพร่องเลย

            “เสี่ยวซี เธอไม่ต้องคิดจะทำอะไรชดเชยหรอก ขอแค่เธอมีความสุขก็พอแล้ว เข้าใจไหม”

            มืออี้เป่ยซีหยุดนิ่งครู่หนึ่ง แล้วก็เล่นต่อพร้อมพูด “เปล่านะ ฉันก็แค่อยากอยู่กับพี่นี่นา หรือว่าพี่ไม่อยากเห็นเสี่ยวซีแล้ว? น่าเสียใจจังเลย”

            “เอาเถอะ ให้เธอจัดการทุกเรื่องเลยก็แล้วกัน เธอไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วลงไปกินข้าวเช้าเถอะ พี่จะพาเธอไปโอเคไหม” อี้เป่ยเฉินดึงมือออกจากมือน้อยๆ ของน้องสาว ลูบคลำผมของเธอ ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไป อี้เป่ยซีกระโดดลงจากเตียงอย่างมีความสุข แล้ววิ่งเข้าห้องอาบน้ำ

            น่าจะไม่มีปัญหาแล้ว อี้เป่ยซีคิดพร้อมกับฮัมเพลงในห้องน้ำอย่างมีความสุข เธอเลือกเสื้อผ้าสีสันสดใส เหมือนกับสวมใส่แสงอาทิตย์ ก้าวลงไปข้างล่างอย่างสบายใจ

            “ว้าว อาหารเช้าวันนี้เยอะจังเลย”

            อี้เป่ยเฉินวางนมที่อุ่นแล้วไว้ข้างๆ เธอ “ฉะนั้นวันนี้เสี่ยวซีต้องกินเยอะๆ อย่าเสียของล่ะ”

            “อืม”

            เขาเอียงหัวมองอี้เป่ยซีที่กินข้าวอย่างจริงจัง สีหน้าพึงพอใจ จะคิดถึงเรื่องอดีตมากไปทำไม อย่างน้อยตอนนี้เธอก็นั่งอยู่ข้างกายเขาแล้ว เขายื่นมือไปเช็ดคราบนมที่มุมปากของเธอ ‘เสี่ยวซี เสี่ยวซี เสี่ยวซี’ เขาเรียกชื่อนี้อยู่ในใจซ้ำๆ ราวกับน้ำตาลมอลต์หวานๆ ที่ละลายอยู่ในหัวใจ หน้าอก และระหว่างซอกฟัน

            หลังจากกินข้าว อี้เป่ยซีลังเลอยู่หน้าห้องหนังสือครู่หนึ่ง กำลังคิดว่าเธอจะเอาหนังสือไปกี่เล่มดี

            หนึ่งเล่ม? อ่านแล้วก็เบื่อแย่สิ สองเล่ม? เหมือนว่าจะไม่พอ อีกอย่างช่วงนี้มีหลายเล่มที่อยากอ่านมากด้วย อี้เป่ยเฉินเห็นท่าทางของเธอ ก็ส่ายหัวอย่างจนใจแล้วเดินเข้าไปหา

            “หยิบไปสักเล่มเถอะ เธออ่านได้ไม่เท่าไรหรอก”

            “อะไรกัน ฉันจริงจังกับการเรียนมากนะ”

            เขาเอื้อมมือไปลูกขอบตาดำของเธอ “อืม เสี่ยวซีจริงจังมาก จริงจังกับการนอนมาก?”

            “อย่าดูถูกฉันนะ” อี้เป่ยซีใส่หนังสือสองเล่มลงไปในกระเป๋า อี้เป่ยเฉินรับกระเป๋ามา ‘ยัยเด็กคนนี้นะ กะว่าจะนอนในห้องพักผ่อนทั้งวันอีกล่ะสิ’

            เมื่อถึงออฟฟิศของท่านประธาน อี้เป่ยซีเพิ่งมาถึงก็ง่วนอยู่กับการจัดแจงสมบัติเล็กๆ ของตัวเองแล้วชงกาแฟให้สองคน เธอเปิดหนังสือของตัวเองด้วยความเอาจริงเอาจังเป็นอย่างมาก อ่านไปได้ไม่กี่หน้าก็รู้สึกว่าตัวอักษรสีดำพร่ามัวเล็กน้อย ทุกตัวอักษรกลายเป็นกลุ่มสีดำ สุดท้ายก็รวมตัวกันเป็นชิ้นเดียว สุดท้าย…สุดท้ายก็กลายเป็นสีดำสนิท เธอผล็อยหลับไปบนโซฟาแล้ว

        อี้เป่ยเฉินวางปากกาหมึกซึมในมือลง เดินไปข้างๆ เธอ “ฝันดีนะ เสี่ยวซี” เขาอุ้มเด็กสาวขึ้นมาจากโซฟาแล้วพาไปที่ห้องพักผ่อน…

………………………….

บทที่ 57
โดย 

บทที่ 57 เพื่อนเก่า (7)

ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว ท้องฟ้ากลายเป็นสีดำสนิท ค่อยๆ แทรกตัวกันหนาแน่นราวกับน้ำหมึกสีดำที่หยดลงมาได้ ดวงดาวสุกใสไม่กี่ดวงกระจัดกระจายอยู่ตรงกลาง เผยความอ้างว้างออกมาให้เห็น ผู้คนในสวนสนุกทยอยจากไป เสียงหัวเราะก็ค่อยๆ เบาบางจนเงียบลงในที่สุด อี้เป่ยซีเดินออกมาจากสวนสนุกกับฉู่ซ่ง พลังทั้งร่ายกายราวกับถูกสูบออกจนหมดในพริบตาที่ก้าวออกจากประตู เธอก้มหน้ายิ้ม

            “รู้สึกฟ้ามืดเหมือนฝนจะตกเลย”

            ฉู่ซ่งเงยหน้าขึ้นตามเธอ “จะเป็นไปได้ยังไง หลายวันนี้อากาศก็แจ่มใสดี”

            เธอไม่ได้รับคำเขา พูดกับตัวเองว่า “นายรู้ไหม ฉันเกลียดวันฝนตกที่สุดเลย อากาศชื้นๆ ทำให้ฉันรู้สึกว่าของที่ตัวเองเก็บไว้จะขึ้นรา ไม่ทันรู้ตัวก็เอาพวกมันออกมาตรวจดูแล้ว พลิกไปพลิกมาก็รู้สึกว่าปล่อยให้มันเน่าอยู่ตรงนั้นก็แล้วกัน ความรู้สึกที่เป็นแบบนี้ตลอดเวลามันแย่มากๆ เลย”

            ฉู่ซ่งขยับนิ้ว แต่ยังจูงมือของเธออยู่ มือของอี้เป่ยซีที่เล็กๆ เย็นๆ วางอยู่ในมือของเขาอย่างว่าง่าย

            “ทำไมมือของเธอเย็นจัง? เธอหนาวเหรอ?” เขาพูดพลางทำท่าจะถอดเสื้อตัวนอกของตัวเอง อี้เป่ยซีห้ามเขา

            “นายเป็นเด็กขี้โรคยังจะกล้าถอดเสื้อให้ฉันอีก ช่างมันเถอะ ฉันไม่อยากดูแลคนป่วย”

            “นั่นมันเป็นเรื่องตอนเด็กๆ ตอนนี้มันไม่เหมือนกันแล้ว”

            เธอส่ายหัว “ฉู่ซ่ง ขอบคุณนะ แล้วก็ขอบคุณลั่วจื่อหานแทนฉันด้วย”

            “ฉู่เซี่ย”

            อี้เป่ยซีดึงมือของตัวเองออกมา ยิ้มแล้วมองเขา “ฉู่เซี่ยไม่อยู่แล้ว ฉู่ซ่ง ฉันคืออี้เป่ยซี ยินดีที่ได้รู้จักเธอนะ”

            “ฉู่เซี่ย เธอก็คือฉู่เซี่ย ฉันไม่สนหรอก เธอคือฉู่เซี่ย” ฉู่ซ่งกอดเธอไว้ทันที “ไม่น่าล่ะเธอถึงไม่ยอมหยุดเลย ที่แท้ก็คิดแบบนี้ตั้งแต่แรกแล้วเหรอ? คิดไว้แล้วว่าคืนนี้จะเตะฉันออกไปอย่างไม่ใยดี ฉู่เซี่ย เธอใจร้ายแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร ฉันตามหาเธอมาสิบกว่าปี สิบกว่าปีเพื่อให้เธอบอกฉันว่าไม่มีฉู่เซี่ยแล้วงั้นเหรอ?

            ฉันไม่ต้องการ เธอคืนฉู่เซี่ยของฉันมาให้ฉัน ฉันไม่สนว่าฉู่เซี่ยจะอยู่กับอี้เป่ยเฉิน แต่ว่าเธอจะฆ่าฉู่เซี่ยฉันไม่ได้ อี้เป่ยซี เธอทำไม่ได้”

            อี้เป่ยซีคิดจะตบๆ หลังของเขา ถึงเพิ่งนึกได้ว่าเขาบาดเจ็บ จึงทิ้งมือลงข้างลำตัวอย่างอ่อนแรง “ฉู่ซ่ง ฉันไม่ได้หมายความว่าจะเตะนายออกไป ฉันยังเป็นพี่สาวของนาย ในฐานะอี้เป่ยซี”

            “อี้เป่ยซีอะไร ฉันไม่รู้จักเขา ฉันรู้จักแต่ฉู่เซี่ย และเธอก็คือฉู่เซี่ยไง ทำไมถึงไม่ยอมรับ”

            “ฉันไม่เข้าใจ อี้เป่ยซีกับฉู่เซี่ยก็เป็นแค่ชื่อเท่านั้น ฉันก็คือฉัน ทำไมพวกนายต้องยึดติดขนาดนี้ด้วย ฉันก็เหนื่อยมากเหมือนกันนะ เกือบโดนพวกนายบีบจนเป็นบ้าอยู่แล้ว”

            “ฉู่เซี่ย”

            อี้เป่ยซีถอนหายใจ “ฉู่ซ่ง ปกตินายน่ะฉลาดที่สุด นายน่าจะเข้าใจความรู้สึกของฉัน พี่เป่ยเฉิน เขาไม่ชอบให้ฉันติดต่อกับพวกนาย…”

            “งั้นตอนนี้เธอจะไปแล้วเหรอ? ให้ความหวังกันแล้วก็ถีบส่งฉันอย่างโหดเหี้ยม?”

            “ฉันไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น ฉันหมายถึง…”

            “ฉันไม่อนุญาต ฉู่เซี่ย ฉันไม่อนุญาต”

            “นายฟังฉันให้จบก่อน” อี้เป่ยซีรู้สึกสมองจะระเบิดอยู่แล้ว ทำไมพวกเขาต่างต้องยึดติดกับอะไรแปลกๆ พวกนี้ด้วย พี่เป่ยเฉินก็ด้วย ฉู่ซ่งก็ด้วย เธอเป็นตัวเธอเอง เธอจะกลายเป็นคนอีกคนเพราะเปลี่ยนชื่อตัวเองได้อย่างไร “อย่าขัดฉัน ถ้านายขัดฉันอีกฉันจะต่อยนายเลย

            พี่เป่ยเฉินเขาดีกับฉันมาก ฉันก็ไม่อยากเห็นเขาไม่มีความสุข แน่นอนว่าฉันก็ไม่อยากเห็นน้องชายคนโปรดของตัวเองเสียใจเหมือนกัน ชื่อไม่สำคัญเลยจริงๆ แต่ฉันหวังว่านายจะเคารพการตัดสินใจของฉัน ตอนนี้ฉันคืออี้เป่ยซี นี่คือความจริงที่ไม่จำเป็นต้องเถียงกัน

            ฉันไม่อยากเห็นนายกับพี่เป่ยเฉินไม่มีความสุข ฉันจะไม่มีทางปล่อยคนใดคนหนึ่งไป แต่ว่านะฉู่ซ่ง ตอนนี้พวกเราไม่ควรจะสนิทกันให้มาก แต่นายเชื่อฉันเถอะ อีกหน่อย อีกหน่อยฉันจะทำให้พี่เป่ยเฉินค่อยๆ ยอมรับนายเอง”

            ฉู่ซ่งเบะปาก “เขาไม่ใช่พี่ชายฉัน”

        “นายดูสิ ตอนนี้เขาก็ต่อต้านนายเหมือนที่นายต่อต้านเขานั่นแหละ”

            “มันไม่เหมือนกัน เขาเป็นโจรที่ขโมยเธอไป ฉันไม่เหมือนกัน”

            อี้เป่ยซีส่ายหัว “ฉันว่าตอนนี้พี่เป่ยเฉินก็คิดแบบนี้เหมือนกัน”

            มือของฉู่ซ่งแข็งทื่อ ปล่อยมือขณะมองตาเธออย่างจริงจังมาก “ไม่เหมือนกัน มันไม่เหมือนกัน ฉันบอกว่าไม่เหมือนก็ไม่เหมือนสิ”

            “นายยังเป็นเด็กจริงๆ”

            “ก็ฉันยังเป็นเด็กอยู่ ได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมายคุ้มครองเยาวชน ฉู่เซี่ย เธอต้องระวังหน่อย อย่าลงมือลงไม้กับฉันสุ่มสี่สุ่มห้านะ”

            อี้เป่ยซีเตะไปที่น่องของเขาทันที ทั้งสองคนหัวเราะออกมาอย่างไม่ใส่ใจ

            “ถ้าพี่ชายเธอไม่ยอมไปตลอดล่ะจะทำยังไง?”

            “ไม่หรอก พี่เป่ยเฉินรักฉันที่สุดแล้ว เขาน่ะที่จริงก็คุยง่ายอยู่นะ” ตัวอี้เป่ยซีเองก็ไม่แน่ใจเท่าไร

            ฉู่ซ่งมองเธอด้วยความสงสัยเล็กน้อย “แค่ก ฉู่เซี่ย ฉันมีคำถาม คือว่า คนอื่นที่เป็นพี่ชายน้องสาวกันเขาก็เรียกว่าพี่ชายหรือพี่สาวเฉยๆ ไม่ก็เรียกชื่อกัน เธอเรียกเขาว่าพี่เป่ยเฉินอะไรนั่น มันรู้สึกแปลกๆ แล้วก็…แค่ก”

            “พวกเราไม่ใช่พี่น้องกันแท้ๆ นะ นายไม่รู้เหรอ?”

            เขาตบๆ หัวเงียบๆ “ประเด็นของฉันไม่ได้อยู่ตรงนี้น่ะ”

            อี้เป่ยซีกะพริบตาปริบๆ จงใจหลบเลี่ยงคำถามนี้ แต่ฉู่ซ่งกลับเริ่มพูดต่อ “ฉู่เซี่ย หรือว่าเธอ…”

            เธอคว้านิ้วของฉู่ซ่งที่ยื่นมาไว้ “มองออกแล้วก็ไม่ต้องพูด รู้หรือเปล่า”

            “อืมๆๆ”

            “ที่จริง” เธอปล่อยมือเขาอย่างเศร้าสร้อย “ระหว่างฉันกับพี่เป่ยเฉินมันเป็นไปไม่ได้ พวกเราเป็นแค่พี่ชายกับน้องสาว” และก็เป็นได้เพียงแค่พี่ชายน้องสาว เธอไม่สามารถแบกรับเรื่องราวเหล่านั้นเหมือนกับคนไร้หัวใจ และชอบอี้เป่ยเฉินต่อไปได้

            “เป็นเพราะว่าลู่เยี่ยหวา เหมือนจะเป็นชื่อนี้นะ เพราะเขาใช่ไหม”

            อี้เป่ยซีเบิกตาโต “นายรู้ชื่อเขาได้ยังไง ตอนนี้ที่มหา’ลัยก็รู้แล้วเหรอ?”

            “ก่อนหน้านี้ลู่เยี่ยอิ่งทำเธอร้องไห้ไม่ใช่เหรอ ฉันก็เลยสืบดู แล้วเธอชอบลู่เยี่ยหวาไหม?”

            “ฉันไม่อยากคุยเรื่องพวกนี้กับด้วย” เธอเบือนหน้าหนี

            ฉู่ซ่งวิ่งไปยังทิศทางที่เธอหันหน้าหนี พูดเอาใจว่า “ก็ได้ ไม่พูดถึงพวกเขาแล้ว แล้วลั่วจื่อหานล่ะ เธอคิดว่าพี่จื่อหานเป็นยังไง รู้สึกว่าก่อนหน้านี้เขา…”

            รถที่เคลื่อนมาข้างหน้าบีบแตร อี้เป่ยซีเห็นรถที่คุ้นตาก็แย้มยิ้ม “เรื่องของอนาคตไว้คุยกันในอนาคตเถอะ รบกวนนายฝากไปบอกด้วยนะ ฉันกลับก่อนล่ะ บาย”

            ฉู่ซ่งยังไม่ทันเรียกเธอให้หยุด อี้เป่ยซีก็ขึ้นรถไปแล้ว เธอนั่งอยู่ที่เบาะข้างคนขับ แอบมองอี้เป่ยเฉินด้วยความอึดอัดเล็กน้อย เมื่อเห็นสีหน้าที่ขึงขังของเขา คำพูดที่ต้องการพูดวนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลา ไม่รู้ว่าจะต้องเอ่ยปากอย่างไร

            “เสี่ยวซี วันนี้ไปเที่ยวสนุกเหรอ?”

ใบหน้าเล็กๆ ของอี้เป่ยซีก้มต่ำลงทันที “ขอโทษนะพี่เป่ยเฉิน ทำให้พี่เป็นห่วงแล้ว คราวหน้าฉันจะไม่ทำอีก”

………………………….

บทที่ 56
โดย 

บทที่ 56 เพื่อนเก่า (6)

ฉู่ซ่งลังเลครู่หนึ่ง พยักหน้าด้วยความลำบากใจเล็กน้อย เขาเหลือบมองที่บันได แต่ก็ยังออกไปกับอี้เป่ยซี

แสงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ผลิสาดส่องอบอุ่นอยู่บนตัว ความโศกเศร้าทุกข์ใจทั้งหมดต่างมลายหายไป รอยยิ้มเจือก็ความหวานชื่น มือทั้งสองอดไม่ได้ที่จะจับกันไว้แน่น

ได้เจอคนที่ตามหาแล้ว ทำไมจะไม่ดีใจล่ะ

“เอ่อ ฉู่ซ่ง” อี้เป่ยซีที่วิ่งมาถึงปากทางหยุดลง “เธอรู้ไหมว่าที่ไหนมีปิ้งย่างขาย?”

ฉู่ซ่งเอามือกุมหน้าผากอย่างห้ามไม่ได้ เหลือบมองเธอแวบหนึ่งด้วยความรังเกียจ “ไม่รู้แล้วยังพาฉันออกมานานขนาดนี้?”

“ก็คนมันตื่นเต้นนี่ เลยห้ามไว้ไม่อยู่”

“ตามฉันมาเถอะ” เขาส่ายหัว ดึงมือเธอเดินไปยังทิศตะวันออก ย่ำไปตามร่มเงาไม้ ก้าวย่างแผ่วเบา

ทั้งสองคนหยุดอยู่ที่ร้านปิ้งย่างชื่อล่งถัง เวลานี้มีคนไม่มาก ในร้านอาหารผู้คนบางตาอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาเลือกห้องส่วนตัวห้องเล็ก ทันทีที่อาหารมาเสิร์ฟทั้งสองคนก็เริ่มกินอย่างเต็มที่ แม้ว่าปริมาณจะเพียงพอ แต่พวกเขาก็ยังแย่งกันกิน ไม่ได้กินไปมากนัก แต่พูดคุยเสียงดังกันจนเหนื่อย

“ไม่ได้กินข้าวแบบนี้นานแล้ว” อี้เป่ยซีพิงเก้าอี้อย่างพออกพอใจ “พวกเราจะทำอะไรกันต่อดี? ดูหนัง?”

เขาขมวดคิ้ว “ทำไมรู้สึกว่าวันนี้เธอรีบจังเลย?”

“จริงเหรอ? ไหนๆ ก็ออกมาแล้วนี่นา จะนั่งแช่ที่อยู่เดียวแล้วไม่ทำอะไรไม่ได้หรอกนะ หลุดออกมาแล้วไม่เที่ยวเต็มที่ ถ้างั้นออกมาจะไปสนุกอะไร”

“ฉู่เซี่ย” เขามองเธอ ดวงตาเป็นประกาย อี้เป่ยซีเอียงศีรษะด้วยความสงสัย

“เปล่า ฉันจะดูว่ามีหนังอะไรบ้าง” เขาพูดพลางก็ก้มหน้าเปิดแอปพลิเคชัน “เธออยากจะไปดูรอบไหน?”

อี้เป่ยซีคิดครู่หนึ่ง นิ้วเคาะอยู่บนแก้วเบาๆ “อืม ตอนนี้เลย มีอะไรดูบ้าง?”

“มีเรื่องหนึ่งชื่อ ‘เหนือใต้ออกตก’ ดูจากบทวิจารณ์แล้วแย่อยู่นะ งั้นดูรอบกลางคืนเถอะ มีเรื่องหนึ่งคะแนนดีมาก”

“งั้นดูเรื่องนั้นแหละ ตอนกลางคืนก็มีเรื่องของตอนกลางคืน ไปเถอะ นายไปจ่ายเงิน”

ฉู่ซ่งนิ่งไปครู่หนึ่ง “นี่คือความเป็นพี่สาวของเธอเหรอ? ให้ฉันไปจ่ายเงิน ทำไมเธอถึงขี้งกแบบนี้”

“อือ พูดได้ดี ฉันนี่แหละขี้งก นายไปจ่ายเงินไป” เขาส่ายหัว แต่ก็ยังไปที่เคาน์เตอร์อย่างว่าง่าย

หลังจากที่ทั้งสองคนเข้าโรงหนังไป หนังก็ฉายแล้ว หนังฉายไปได้สิบกว่านาที ทั้งโรงหนังก็ยังมีเพียงพวกเขาสองคน

“นายเหมาโรงเหรอไง?” อี้เป่ยซียัดข้าวโพดคั่วใส่ปากขณะถาม

“บอกเธอแล้วว่าหนังเรื่องนี้มันแย่ ไม่มีคนดูหรอก ตอนนี้รู้แล้วล่ะสิ” ฉู่ซ่งออกอาการประมาณว่าฉันก็บอกเธอแล้ว อี้เป่ยซียกมือขึ้นตบๆ หัวของเขา

“กินข้าวเมื่อกี้ยังงกอยู่เลย ทำไมตอนนี้ถึงใจกว้างเหมาโรงหนังซะล่ะ”

ฉู่ซ่งหัวเราะหึๆ สองคำแต่ไม่ได้พูดอะไร กดข้าวโพดคั่วลงบนหน้าอกของอี้เป่ยซี “กินเถอะ กินแล้วก็หุบปากเธอไม่ได้ เธอพูดเก่งขนาดนี้ คนอื่นมายังต้องไล่เธอออกไปเลย”

“ถือว่านายชนะ”เธอเอาความสนใจไปอยู่บนหน้าจออีกครั้ง หนังน่าเบื่อเล็กน้อย รู้สึกว่าแต่ละฉากไม่ได้ใส่ความพยายามลงไป เรื่องราวดำเนินไปอย่างเรื่อยเปื่อย ฉู่ซ่งดูไม่ทันไรก็รู้สึกเหมือนมีคนกำลังเรียกเขาอยู่ในหัวแล้วผล็อยหลับไป อี้เป่ยซีจ้องบนหน้าจอขนาดใหญ่ ดวงตาสุกใส

“แม่น้ำทั้งห้าสายและทะเลทั้งสี่ไหลมาบรรจบ แล้วไหลไปทั่วทุกสารทิศ เรื่องราวของพวกเราไร้ซึ่งอิสระมาตั้งแต่แรก…” เสียงเพลงตอนจบดังขึ้น ฉู่ซ่งจึงลืมตา

“หืม จบแล้วเหรอ?”

“อืม จบแล้ว” อี้เป่ยซีถือถังข้าวโพดคั่วที่ว่างเปล่าแล้ว “แต่ของกินเล่นที่ซื้อมาไม่พอ หมดตั้งแต่ยังไม่จบเรื่อง”

ฉู่ซ่งมองเธออย่างประหลาดใจ “เพิ่งกินปิ้งย่างไปไม่ใช่เหรอ เธอกินถังใหญ่ขนาดนี้ลงไปได้ยังไง”

“มีอะไรน่าแปลก ของว่างก็คือของว่าง ปิ้งย่างก็คือปิ้งย่าง ไม่เหมือนกันนะ ไปเถอะ พวกเราไปที่อื่นต่อ”

เมื่อออกจากโรงหนัง ท้องฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว ฉู่ซ่งดูเวลา “ป่านนี้แล้ว พวกเรากลับกันเถอะ”

“ไม่ๆๆ รอจนทำอย่างสุดท้ายเสร็จแล้วก่อน สถานที่สุดท้าย ไปที่สวนสนุกแล้วค่อยกลับเถอะ” อี้เป่ยซีคว้าตัวฉู่ซ่ง ต้องการจะเดินไปข้างหน้า

“เธอรู้เหรอว่าอยู่ที่ไหน?”

“เหมือนว่าฉันเคยไป แต่ว่าจำไม่ได้แล้วว่าไปยังไง”

“ฉันพาเธอไปแล้วกัน” ฉู่ซ่งก้มหน้าส่งข้อความ แล้วก็ลากอี้เป่ยซีไปยังทิศทางของสวนสนุก

ทันทีที่ทั้งสองเข้าไปในสวนสนุกก็เริ่มเล่นอย่างบ้าคลั่ง เหมือนกับเด็กน้อยที่ยังไม่โต อยู่ในสวนสนุกที่เต็มไปด้วยแสงไฟสีสันสดใส ไล่จับกันครึกครื้นและไร้กังวล

ลั่วจื่อหานได้รับข้อความของฉู่ซ่งแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย มองดูอาหารชั้นเลิศที่วางอยู่เต็มโต๊ะก่อนจะถอนหายใจ แล้วทิ้งของทุกอย่างลงในถังขยะ หลังจากล้างถ้วยชามจนสะอาดและเก็บเรียบร้อยแล้วก็ขึ้นชั้นสองไปตามลำพังอย่างอ้างว้าง

‘เซี่ยเซี่ย ครั้งหน้าอย่าลืมกลับมานะ’

เข็มนาทีหมุนอยู่บนหน้าปัดสองรอบ เสียงกริ่งประตูดังชัดเจนอยู่ในอาคารที่ว่างเปล่า มุมปากของลั่วจื่อหานกระตุกเบาๆ เขาไปเปิดประตู

ทันทีที่เปิดประตู อี้เป่ยเฉินชกลั่วจื่อหานทันทีโดยไม่มีคำอธิบายใดๆ หมัดที่กำแน่นส่งเสียงกรอบๆ เขาข่มความโกรธของตัวเองเอาไว้ “เสี่ยวซีอยู่ที่ไหน”

“เธอไม่ได้อยู่ที่นี่” หลังจากได้รับหมัดของอี้เป่ยเฉิน มุมปากลั่วจื่อหานมีเลือดซึมออกมา เขาหยิบทิชชูมาเช็ด “นั่งคุยกันก่อนเถอะ”

“ไม่มีอะไรให้คุย ถ้านายรู้ว่าเสี่ยวซีอยู่ที่ไหนก็พูดออกมา ถ้านายไม่รู้ฉันจะไปตามหาเธอเอง”

“แล้วหลังจากเจอเธอล่ะ? ก็ขังไว้อีกเหรอ”

“นี่คือเรื่องระหว่างพวกเรา ไม่เกี่ยวกับนาย”

ลั่วจื่อหานหัวเราะเบาๆ “ถ้าเป็นเรื่องของฉู่เซี่ย งั้นมันก็เกี่ยวกับฉันแล้ว ทำไม นายก็แคร์มากไม่ใช่เหรอ แคร์เรื่องที่เกิดขึ้นกับฉู่เซี่ย ที่นายกีดกันฉู่ซ่งแบบนี้น่าจะยังมีเหตุผลอื่นอีกมั้ง”

“ใช่ เพราะงั้นนะลั่วจื่อหาน นายทำไปเพื่ออะไร เพื่อช่วยฉู่ซ่งเหรอ? นายคิดว่าฉันจะเชื่อว่านายมีน้ำใจขนาดนั้นรึไง”

“ก็ไม่ใช่ทั้งหมด น่าจะพูดว่าเป็นเพราะอี้เป่ยซี ไม่สิ เพราะฉู่เซี่ยก็ได้”

“ลั่วจื่อหาน ฉันจะเตือนนาย อยู่ห่างๆ เสี่ยวซีไว้”

เขาพยักหน้า “อี้เป่ยเฉิน นายคิดว่าหลังจากลู่เยี่ยหวาเกิดเรื่องแล้ว ระหว่างนายกับอี้เป่ยซียังเป็นไปได้อีกงั้นเหรอ?”

อี้เป่ยเฉินไม่ได้พูดอะไร ลั่วจื่อหานยังคงพูดต่อไป “นายคือสาเหตุของเรื่องนั้นไม่มากก็น้อยไม่ใช่เหรอ ในเมื่อตอนนี้พวกนายสองคนมีช่องว่างต่อกันแล้ว ตอนนี้นายยังมาทำแบบนี้อีก จะไม่เป็นการผลักอี้เป่ยซีให้ยิ่งห่างออกไปเหรอไง?”

“สักวันเธอจะเข้าใจ”

“เธอไม่เข้าใจหรอก อี้เป่ยซีเป็นคนยังไง นายเห็นเธอเติบโตมา เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้ ถ้าเป็นเรื่องที่เธอเชื่อมั่นแล้วไม่ยอมให้ลุยสักตั้ง เธอไม่มีทางยอมแพ้แน่นอน ตอนนี้เธอเชื่อมั่นในฉู่ซ่งแล้ว นอกจากฉู่ซ่งจะทำอะไรจริงๆ ไม่อย่างนั้นเธอไม่มีวันทิ้งเขาไปแน่นอน”

แม้จะแค่ห้าปี แต่ชีวิตช่วงนั้นของฉู่เซี่ยก็เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของอี้เป่ยซี ยิ่งนายปฏิเสธของพวกนี้ ก็จะยิ่งห่างเธอไปไกลขึ้นเรื่อยๆ อี้เป่ยเฉิน หรือว่านายไม่รู้สึกหรือไง?

ไม่รู้สึกถึงการต่อสู้ดิ้นรนและความลังเลของเธอในตอนนี้ ไม่รู้สึกถึงความน้อยใจกับความเสียใจของเธอในตอนนี้หรือไง นายคิดว่าทำเพื่อเธอแต่นายทำเพื่อตัวเองมาตั้งแต่แรก

ถ้านายชอบเธอจริงๆ ก็ควรจะชอบทั้งหมดที่เป็นเธอ ไม่ใช่ลักษณะของอี้เป่ยซีที่นายหล่อหลอมมาเองกับมือ นายกำลังกลัว กลัวว่าเธอจะกลายเป็นตัวของตัวเองจริงๆ และอยู่นอกเหนือความควบคุมของนาย”

คำพูดของลั่วจื่อหานพรั่งพรูออกมา มือที่กำแน่นของอี้เป่ยเฉินค่อยๆ ผ่อนคลาย…

………………………..

บทที่ 55
โดย 

บทที่ 55 เพื่อนเก่า (5)

ทุกครั้งก็คิดอย่างหมดหวังว่าเธอจากไปแล้วหรือเปล่า ทุกครั้งก็รู้สึกตื่นเต้นเพราะท่าทางของเธอ อยากจะยอมแพ้นับครั้งไม่ถ้วน แต่ก็ลุกกลับขึ้นมาอีกนับครั้งไม่ถ้วน แต่ว่าความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันรู้สึกแย่มากจริงๆ ลั่วจื่อหานถอนหายใจ รู้สึกราวกับว่าตะกอนที่อยู่ในใจค่อยๆ หายไปแล้ว

อี้เป่ยซีไม่ได้พูดอะไร ลั่วจื่อหานก็ไม่ได้พูดอะไรอีก รถแล่นไปจนถึงใต้อพาร์ทเมนต์ของลั่วจื่อหาน เมื่ออี้เป่ยซีลงจากรถจึงเอ่ยปาก “ลั่วจื่อหาน นายไม่ต้องเสียใจหรอก คนดีๆ อย่างนาย ใครที่ทิ้งนายก็ถือเป็นความสูญเสียของเขา”

“อืม ฉันรู้ว่าเธอคิดยังไง ขอบคุณมากนะ เป่ยซี” เขาพูดพลางยื่นมือมาหยิกแก้มเธอ อี้เป่ยซีรู้สึกได้ถึงสัมผัสที่หยาบกร้านและเจ็บปวดบนใบหน้า จึงรีบหลบอย่างไม่พอใจ

“เลิกหยิกได้แล้ว หน้าบานแล้วเนี่ย ปกติก็บานอยู่แล้ว”

ลั่วจื่อหานเหลือเชื่อ “แบบนี้ก็น่ารักดี” เขาพูดพลางก็ใช้มือจิ้มๆ อีก อี้เป่ยซีปัดออกและเดินไปข้างหน้าอย่างโกรธๆ เขาส่ายหน้า ยังเหมือนตอนเด็กๆ เลย

“ฉู่ซ่ง”เมื่ออี้เป่ยซีเห็นคนที่อยู่ในห้องรับแขก ดวงตาก็เปียกชื้น ฉู่ซ่งเงยหน้าขึ้นแล้วขมวดคิ้ว แต่ก็ยังเดินเข้าไปหาเธออย่างรวดเร็ว

“ถ้าขัดอี้เป่ยเฉินไม่ได้ เธอยอมรับไปก็พอแล้ว ร้องไห้…ร้องไห้ทำไม ดูซิว่าหน้าตาเธอตอนนี้น่าเกลียดจะตายอยู่แล้ว”

“ฮือๆๆ ฉู่ซ่ง” อี้เป่ยซีกอดเขา “ฉันตามหานายมานานแล้ว”

ฉู่ซ่งที่แสร้งทำเป็นขึงขังในตอนแรกอ่อนลง ตบหลังของเด็กสาวเบาๆ พลางพูดปลอบใจอย่างอ่อนโยน “เอาเถอะ ฉันอยู่นี่แล้ว มีอะไรน่าร้องล่ะ โตขนาดนี้แล้ว ทำตัวเหมือนเด็กไปได้”

น้ำตาของอี้เป่ยซีไหลรินลงมาอย่างห้ามไว้ไม่อยู่ ฉู่ซ่งที่มีสีหน้าอ่อนโยนก่อนหน้านี้เปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำด้วยความโมโห “ฉู่เซี่ย น้ำมูกเธอเลอะเสื้อฉันแล้ว” เขาผลักเธอด้วยความรังเกียจ ขณะที่กำลังจะรับเอาทิชชูที่ลั่วจื่อหานยื่นให้มาเช็ดเสื้อผ้า ก็เห็นอีกฝ่ายส่งให้อี้เป่ยซีอย่างไม่เต็มใจเท่าไหร่ ส่วนเขาก็เอาทิชชูห่อใหม่มาเช็ดเสื้อตัวเอง

“ฉันมียังธุระต้องจัดการ พวกเธอตามสบายเถอะ” ลั่วจื่อหานพูดจบก็เดินขึ้นไปข้างบนทันที อี้เป่ยซีนั่งอยู่บนโซฟาอยู่เนิ่นนานถึงจะหยุดร้องไห้

“ฉู่ซ่ง นายรู้จักกับลั่วจื่อหานได้ยังไง”

ฉู่ซ่งยิ้มมีเลศนัย “ฉันอยากถามเธอมากกว่าว่ารู้จักกับลั่วจื่อหานได้ยังไง”

“รอยยิ้มนายนี่มันเจ้าเล่ห์จริงๆ”

“เธอก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันหรอก”

“ฉู่ซ่ง พอฉันไปแล้ว พวกเธอสบายดีไหม?”

“ไม่ดี ไม่ดีเลยสักนิด” ฉู่ซ่งกอดอี้เป่ยซีไว้ “ฉู่เซี่ยเธอเป็นคนโง่ที่งี่เง่าที่สุดในโลกเลย ใครสอนเธอว่ารวยแล้วจะสบายดี ใครจะไปสนใจผลประโยชน์น้อยนิดที่พวกบ้านอี้ให้กันล่ะ เธอเหมือนกัน ไม่บอกฉันสักคำก็จากไปแล้ว ฉันยังไม่เห็นด้วยเลย เธอมีสิทธิ์อะไรทำตามใจตัวเอง”

อี้เป่ยซีลูบหัวของเขา เหมือนกับเป็นพี่สาวคนหนึ่ง “ซ่งซ่ง ตอนนั้นน่ะ พ่อทนไม่ไหวแล้วจริงๆ ฉันไม่อยากพวกเขาลำบาก บ้านอี้ดีกับฉันมาก แล้วก็ดีกับพวกนายมากเหมือนกันนะ”

ฉู่ซ่งเกาะเธอแน่น ส่ายหัวอย่างเอาเป็นเอาตาย “ไม่ดีๆ ไม่ดีเลยสักนิด ที่พ่อยืนหยัดต่อไปไม่ได้มันไม่เกี่ยวกับเธอเลย ตัวเองแก้ไขปัญหาไม่ได้ สุดท้ายยังให้คนที่อ่อนแอกว่าเข้ามาช่วย ฉันละอายใจแทนพ่อจริงๆ”

เธอยื่นมือตบหลังของเขา ก็ได้ยินเสียงร้องลั่นของฉู่ซ่ง “โอ๊ย…ฉู่เซี่ย เธอนี่มือหนักจริงๆ เจ็บจะตายอยู่แล้ว”

“ฉันแค่ตบเบาๆ เอง คงไม่ขนาดนั้นมั้ง นายเจ็บขนาดนั้นจริงเหรอ?”

“ล้อเล่นน่ะ” ฉู่ซ่งกัดฟัน เธอลองให้คนอื่นตบบนแผลเธอดูสิ อย่าร้องไห้ก็แล้วกัน

“เอาเถอะ ฉันจะนวดให้นาย”

“เธออย่า โอ๊ย…ฉู่เซี่ย หยุดเดี๋ยวนี้ เจ็บๆๆ” ฉู่ซ่งเจ็บจนน้ำตาไหล ถ้ารู้ว่าจะมีวันนี้ ตอนนั้นฉันจะเอาหลังไปรับไม้ทำไมกัน

อี้เป่ยซีรู้สึกผิดปกติจึงดึงเสื้อยืดของฉู่ซ่งขึ้นทันที รอยฟกซ้ำปรากฏสู่สายตา เธอยื่นมือไปแตะด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ ฉู่ซ่งรู้สึกว่ามีของเหลวเย็นๆ บางอย่างสัมผัสกับร่างกายของตัวเอง เขารีบดึงเสื้อของตัวเองขึ้น

“ฉู่เซี่ย เธอทำมาจากน้ำรึไง? น้ำตาเยอะขนาดนี้ยังร้องไห้ไม่หมดอีกเหรอ อีกอย่างเพิ่งเจอกันครั้งแรกก็คิดจะถอดเสื้อฉันซะแล้ว เธอนี่หน้าไม่อายจริงๆ”

อี้เป่ยซีถูกเขาแซวจนหัวเราะ เธอด่าเขาทั้งน้ำตา “เกิดอะไรขึ้นกับนาย?”

“ไม่มีอะไร ก็แค่พวกเด็กเมื่อวานซืนสองสามคนเล่นเกมแพ้แล้วก็มาซ้อมฉัน หน้าไม่อายจริงๆ” เขามองเธอแล้วเอ่ยขำๆ จากนั้นก็กอดอี้เป่ยซีอีกรอบ “แต่ว่าฉันชนะแล้วก็คือชนะ ไม่ว่าเขาจะซ้อมฉันยังไงฉันก็ชนะแล้ว โอ้โห ความรู้สึกแบบนี้มันดีจริงๆ”

“ขอโทษนะ ฉู่ซ่ง”

ฉู่ซ่งอึ้งไป จากนั้นก็พูดต่อ “ฉู่เซี่ย เธอฉลาดกว่าเมื่อก่อนหน่อยหนึ่ง แต่ฉันไม่ชอบเอาซะเลย ต่อไปจะหลอกเธอออกไปช่วยงานฉันคงยากแล้วล่ะ ฉันไม่เป็นไร เธอจะโทษตัวเองไปทำไม เอาเถอะๆ ไม่คุยเรื่องนี้แล้ว เธออยากรู้ไม่ใช่เหรอว่าพวกเราเป็นยังไงบ้าง ฉันจะค่อยๆ เล่าให้เธอฟัง”

ฉู่ซ่งเลือกเล่าเพียงเรื่องที่น่าสนใจหลังจากเธอจากไปแล้วให้ฟัง และยังเล่าถึงเรื่องที่เขาไปตามหาเธอ ตำหนิเธออีกเล็กน้อย

“ตอนนั้นฉันสงสัยจริงๆ ว่าตาของเธอเป็นของปลอมรึเปล่า ฉันยืนอยู่ตรงหน้าทั้งคน แต่เธอกลับมองไม่เห็นฉันเลย”

อี้เป่ยซีหัวเราะ ไม่ได้พูดอะไร ‘ฉู่ซ่ง ที่จริงฉันก็ตามหานายเหมือนกัน แต่ว่าตอนอยู่บนเครื่องบินกำลังจะบินไปประเทศ Z ก็ยังถูกพวกเขาขวางเอาไว้ ฉันก็เคยเห็นนายเหมือนกัน นายใส่เสื้อหมวกตุ๊กตาร้องไห้งอแงเหมือนเด็กโง่เลย’

“ฉู่ซ่ง นายบอกว่าอยากเล่นเกมกับฉันไม่ใช่เหรอ ว่ายังไง ยังอยากเล่นไหม”

“ฉู่เซี่ย ตอนนี้ไม่มีใครกล้าท้าทายฉันมาหลายปีแล้ว วันนี้แหละพี่ชายจะทำให้เธอรู้จักกับคำว่าอับอาย”

อี้เป่ยซีตีเขาทันที

“โอ๊ย ฉู่เซี่ย เจ็บจะตายแล้ว”

“ขอโทษ ขอโทษ ฉันลืมไป ลืมไป”

“รอฉันไปเอาจอยสติ๊กแป๊บหนึ่ง” ฉู่ซ่งลุกขึ้นอย่างไม่รีรอ หยิบเครื่องเกมกับจอยสติ๊กออกมาจากกระเป๋าของตัวเอง ทั้งสองคนเล่มเกมกันอยู่ในห้องรับแขก ขณะที่อี้เป่ยซีแพ้นับครั้งไม่ถ้วนแล้วนั้น เธอแย่งจอยสติ๊กมาจากมือของฉู่ซ่งทันที ปัดไปปัดมาไม่กี่ครั้ง ในที่สุดจึงชนะเขาจนได้

“ขี้โกงอีกแล้ว”

“ไม่เล่นแล้ว ไม่เล่นแล้ว แพ้นายตลอด ไม่สนุกเลย นายหิวหรือเปล่า ฉันหิวแล้ว”

ฉู่ซ่งพยักหน้าอย่างเกียจคร้าน “อืม หิวแล้ว เธอไปทำกับข้าวเถอะ”

เธอขว้างจอยสติ๊กไปที่หน้าอกเขาทันที “ทำกับข้าวอะไร ฉันทำกับข้าวเป็นที่ไหนกัน”

“เธอเป็นผู้หญิงดุแบบนี้ไม่มีผู้ชายคนไหนชอบหรอกนะ แน่นอนว่าก็ไม่มีเด็กผู้หญิงมาชอบเธออยู่แล้ว”

“อย่ามาพูดพล่อยๆ” อี้เป่ยซีมองเขาด้วยสายตาเหยียดหยาม “พวกเราไปกินปิ้งย่างกันเป็นไง?”

เขาเบะปากอย่างไม่ใส่ใจนัก “เธอก็โตแล้ว ในหัวยังมีแต่เรื่องของเด็กๆ มันไม่ดีต่อสุขภาพ ตอนเด็กๆ ก็เคยสอนเธอ ตอนนี้ก็ลืมซะแล้ว”

“ตอนเด็กวันๆ ใครเห็นปิ้งย่างแล้วน้ำลายไหลกันแน่”

“แค่ก เธออยากไปกินไม่ใช่เหรอ งั้นไปเถอะ ฉันจะไปบอกพี่จื่อหานก่อน”

อี้เป่ยซีหยุดเขาไว้ทันที “ไม่ต้องหรอก พวกเราไปกันเอง”

…………………..

บทที่ 54
โดย 

บทที่ 54 เพื่อนเก่า (4)

“ไม่ใช่ว่าพี่ไม่เชื่อเธอนะเสี่ยวซี พี่แค่ไม่เชื่อพวกฉู่ซ่งกับฉู่อี้ ดึกมากแล้ว หิวหรือเปล่า พี่ไปทำกับข้าวให้กินดีไหม?”

อี้เป่ยซีขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม น้ำเสียงอู้อี้ “ไม่ต้องแล้ว ฉันง่วงมาก กินข้าวไม่ลง”อี้เป่ยเฉินไม่มีท่าทีต้องการจะจากไป กอดเธอไว้อย่างนั้น ท้องฟ้าด้านนอกมืดครึ้มลงเล็กน้อย ทั้งสองคนที่เดิมทีกอดกันต่างลืมตา ต่างคนต่างมีเรื่องในใจ

อี้เป่ยเฉินมองดูทิวทัศน์นอกหน้าต่างยาวที่มืดครึ้มลง จากนั้นก็ค่อยๆ สว่างขึ้นมาอีกครั้ง ‘เสี่ยวซี นานขนาดนี้แล้ว ทำไมยังไม่ปล่อยวาง ทำไมตั้งหลายวันแล้วยังไม่เข้าใจ’ เขารู้สึกว่าคนในอ้อมกอดเคลื่อนไหว จึงอดไม่ได้ที่จะกอดแน่นขึ้นอีกเล็กน้อย พร้อมตัดสินใจว่าจะไม่มีวันปล่อยให้หลุดมือไป

“พี่เป่ยเฉินจะกอดเป่ยซีแบบนี้ตลอดไปเหรอ?” เสียงของอี้เป่ยซีขึ้นจมูกมาก น้ำเสียงยังคงแหบแห้งอยู่บ้าง เหมือนกับว่าร้องไห้มานาน อี้เป่ยเฉินปวดใจเล็กน้อย เขาต้องการจะดึงผ้าห่มที่คลุมตัวอี้เป่ยซีออก แต่ว่าถูกเธอดึงไว้สุดชีวิต

“เสี่ยวซี อย่าให้ตัวเองกลุ้มใจสิ”

“นี่เป็นสิ่งที่พี่เป่ยเฉินต้องการไม่ใช่เหรอ เสี่ยวซีอยู่ในบ้านแบบนี้ตลอดมันดีมากไม่ใช่เหรอไง? ไม่มีฉู่ซ่ง ไม่มีฉู่อี้ ไม่มีลั่วจื่อหาน พี่เป่ยเฉินน่าจะดีใจไม่ใช่เหรอ”น้ำตาเม็ดใหญ่ร่วงลงมาจากดวงตาของอี้เป่ยซี เปียกชื้นเป็นปื้น เธอกัดฟันพลางหายใจหอบเล็กน้อย ในช่วงเวลาหนึ่ง ทั้งสองคนต่างรู้สึกเจ็บปวดกันทั้งคู่

“เสี่ยวซี อย่าเอาแต่ใจเลย” ถกเถียงกันเนิ่นนานแล้ว อี้เป่ยเฉินก็รู้สึกว่าอ่อนล้าไม่น้อย “เธออยากให้พี่ทำยังไงกันแน่ เธอยกโทษให้พวกเขาได้ แต่ว่าพี่ยกโทษให้ไม่ได้”

คนบนเตียงยังคงไร้การตอบสนอง เขาถอนหายใจ “ถ้าเธออยากขังตัวเองอยู่ในนี้ก็ทำต่อไปเถอะ พี่ยังมีงานอีก ต้องกลับบริษัทก่อน ข้าวทำให้เธอเสร็จแล้ว จะไปกินเมื่อไรก็ได้ ช่วงนี้เธอไม่ควรติดต่อกับคนภายนอก พี่จะเอามือถือไปก่อน”อี้เป่ยเฉินลุกขึ้น ขณะที่ออกไปก็มองอี้เป่ยซีที่ซ่อนอยู่บนเตียงอีกครั้งอย่างลึกซึ้ง ความรู้สึกไร้กำลังและโกรธเกรี้ยวผูกเข้าด้วยกัน เขาปิดประตู เสียงล็อกประตูดังขึ้นเบาๆ

อี้เป่ยซีได้ยินเสียงปิดประตูจึงค่อยออกมาจากผ้าห่ม ตาทั้งคู่บวมแดงจากการร้องไห้ เธอลุกขึ้นนั่งกอดตัวเอง ดวงตาที่แห้งเหือดเหม่อมองเพดาน ผ่านไปเนิ่นนานก็คว้าหมอนทุกใบบนเตียงโยนออกไป เธอกำเสื้อผ้าบนตัวของตัวเองแล้วร้องไห้อีกครั้ง ไม่รู้ว่ากำลังร้องไห้เพราะตัวเองหรือว่าเพราะเรื่องอื่นกันแน่

มือถือถูกยึดไป อินเทอร์เน็ตถูกปิด อี้เป่ยซีทรุดตัวนั่งลงบนโซฟาในห้องรับแขก บ้าเอ๊ย จะไม่ให้เธอออกไปตลอดกาลเลยหรือไง? พี่เป่ยเฉินเห็นเธอเป็นอะไร? ขว้างแก้วในมือทิ้ง เสียงแก้วแตกดังลั่น น้ำไหลกระจายออกมา เธอเอียงศีรษะ ไม่มีทางออกเลยสักนิด

“เธอดูไม่มีความสุขเอาซะเลยนะ” ไม่รู้ว่าลั่วจื่อหานเข้ามาในห้องตั้งแต่เมื่อไร เขาเดินลงบันไดมาจากชั้นสองช้าๆ อี้เป่ยซีมองคนที่ปรากฏตัวขึ้น สีหน้าตกใจ

“นายเข้ามาได้ยังไง?”

ลั่วจื่อหานลูบผมของเธอ แล้วหัวเราะ “ไม่มีอะไรขวางฉันได้หรอก ไปเถอะ”

“ไปไหน?”

“เธออยากไปไหนล่ะ?”

อี้เป่ยซีกัดริมฝีปากส่ายหน้า “ข้างนอกยังมีคนของพี่เป่ยเฉิน พวกเขาไม่ปล่อยฉันออกไปแน่”

“เสี่ยวซี เธอดูถูกฉันเกินไปแล้ว ในเมื่อฉันเข้ามาตอนที่พวกเขาจับตามองได้ ก็ต้องออกไปภายใต้การควบคุมของพวกเขาได้อยู่แล้ว” ลั่วจื่อหานกล่าวด้วยท่าทีอวดเก่ง ทันใดนั้นเอง อี้เป่ยซีก็ติดเชื้อความเชื่อมั่นจากเขาเสียแล้ว เธอพยักหน้าหงึกหงัก

“ฉันไปเปลี่ยนเสื้อก่อน แป๊บเดียวก็ได้แล้ว”

“ได้” เธอกลับห้องตัวเอง จากนั้นก็หาเสื้อคลุมง่ายๆ มาตัวหนึ่ง ตอนลงมาข้างล่างก็เห็นลั่วจื่อหานกำลังง่วนอยู่หน้าประตู คิ้วขมวดกันเล็กน้อย ท่าทางจริงจังมาก ผ่านไปครู่เดียว คิ้วก็ผ่อนคลายเหมือนเดิม ประตูใหญ่ถูกเปิดออกช้าๆ

ตอนนี้นอกจากประหลาดใจแล้ว อี้เป่ยซีก็ยังประหลาดใจอีก แม้เธอจะไม่เข้าใจหลักการของเทคโนโลยีขั้นสูงในปัจจุบัน แต่เธอรู้ว่าเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยของอี้เป่ยเฉินถึงจะพูดไม่ได้ว่าเป็นผู้นำ แต่ก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว ทำไมของเหล่านั้นจึงถูกเขาปลดออกอย่างง่ายดายเช่นนี้ ราวกับเป็นเพียงเครื่องประดับอย่างไรอย่างนั้น

“คิดไม่ถึงว่านายจะปลดล็อคเป็น”

ตาของลั่วจื่อหานกระตุก ดึงมือของเธอออกไปข้างนอกทันทีโดยไม่พูดไม่จา พาเธอเข้าไปในรถ ขับออกไปอย่างรวดเร็วราวกับติดปีกบินแต่ก็ไม่ทิ้งความราบรื่นมั่นคง

ชายหนุ่มหันหน้าไปเห็นเด็กสาวที่ร้องไห้จนดวงตาแดงก่ำ รู้สึกปวดใจเล็กน้อย ถ้าตัวเองมาเร็วกว่านี้ก็ดีสิ

“นายรู้จักฉู่ซ่ง?”

ลั่วจื่อหานพยักหน้า “อืม เมื่อก่อนเคยเจอเขาที่ประเทศ Z”

“ประเทศ Z ก็คือประเทศ Z ที่เขาใช้ชีวิตมาโดยตลอดก่อนหน้านี้ นายรู้ไหมว่าเขาใช้ชีวิตเป็นยังไงบ้าง คุณพ่อกับคุณแม่ฉู่ยังสบายดีไหม พวกเขา…”

“เรื่องพวกนี้เธอไปถามเขาเองดีกว่า ฉันตอบอะไรไม่ได้”

อี้เป่ยซีพยักหน้า พิงอยู่ข้างหน้าต่างรถ ‘ดีจังเลย ในที่สุดก็ได้เจอกับนายแล้ว ฉู่ซ่ง’ระหว่างที่คิดรอยยิ้มยินดีก็ปรากฏอยู่บนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว ลักยิ้มจางๆ นั้นเหมือนอาบด้วยแสงอาทิตย์

“อันนี้ฉันให้เธอ”

“นี่คืออะไร” อี้เป่ยซีรับกล่องของขวัญที่หีบห่อสวยงามมา แปลกใจเล็กน้อย “นายให้ฉัน หรือว่าฉู่ซ่งฝากนายมาให้ฉัน”

ลั่วจื่อหานมองเธอแวบหนึ่ง จากนั้นก็มองไปข้างหน้าอีกครั้ง ตอบอย่างเรียบง่ายว่า “ทั้งสองอย่าง เธอเปิดดูก็รู้แล้ว”

เธอแกะห่อออกด้วยท่าทางจริงจังมาก สร้อยข้อมือเพชรสีฟ้าเส้นหนึ่งปรากฏสู่สายตา อี้เป่ยซีรู้สึกว่าตัวเองหยุดหายใจ เธอหยิบสร้อยข้อมือออกมา มันเหมือนสร้อยเส้นหนึ่งของตัวเองเมื่อก่อนแต่ก็ไม่เหมือนเสียทีเดียว เธอพิจารณาดูอย่างละเอียด ถอนหายใจเบาๆ ผ่านไปนานขนาดนั้นแล้ว สิ่งที่เคยคิดว่าชัดเจนมากสุดท้ายก็กลับเลือนราง เมื่อได้เห็นมันอีกครั้ง แม้แต่รายละเอียดที่ตัวเองคิดว่าตราตรึงไว้ก็ลืมไปแล้ว

“ลั่วจื่อหาน ขอบคุณนะ” อี้เป่ยซีวางมันลงอย่างดี แล้วห่อกล่องกลับไปอีกครั้ง

“ไม่เหมือนของเธอตอนเด็กๆ เลย”

อี้เป่ยซีหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงฟังดูหดหู่เล็กน้อย “ก็นี่มันไม่ใช่ของฉันนี่นา ฉันก็เลยทิ้งมันไว้ นี่เป็นของฉู่เซี่ย อี้เป่ยซีจะเอาไปไม่ได้”

“มันไม่เหมือนกันเหรอ?”

“ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว” อี้เป่ยซีละสายตาไปจากกล่อง แล้วเอ่ยปากช้าๆ “นี่เป็นเรื่องของฉู่เซี่ยกับพี่ชายตัวน้อยคนนั้น ไม่มีฉู่เซี่ยแล้ว เรื่องราวของพี่ชายคนนั้นก็หายไปด้วย ไม่รู้ว่าเขายังรอฉู่เซี่ยอยู่ที่ปากถนนหรือเปล่า ไม่รู้ว่าจะโกรธที่ฉู่เซี่ยผิดนัดหรือเปล่า”

“เรื่องนี้เธอแบ่งแยกชัดเจนมาก” ลั่วจื่อหานพูด ไม่รู้ว่าในใจตัวเองรู้สึกอย่างไร ฉะนั้นเธออยากจะพูดว่าฉู่เซี่ยก็คือฉู่เซี่ยอี้เป่ยซีก็คืออี้เป่ยซีบ้าบออะไรนั่นเหรอ? มือที่จับพวงมาลัยออกแรงโดยไม่รู้ตัว

“ฉู่เซี่ยชอบพี่ชายตัวน้อยคนนั้นจริงๆ นะ แต่ว่าต่อให้ชอบอีกแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์” อี้เป่ยซีก้มหน้ามองปลายเท้าของตัวเอง ราวกับว่ากำลังตัดสินใจอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่

“เธอ…ไม่เคยคิดจะตามหาเขาเหรอ?”

อี้เป่ยซีเงยหน้ามองเขาด้วยความแปลกใจเล็กน้อย “ลั่วจื่อหาน ทำไมนายถึงได้ห่วงเรื่องนั้นขนาดนี้”

เขาฝืนยิ้ม ยากที่จะซ่อนความเศร้าโศกบนใบหน้า “เพราะว่าความรู้สึกของการถูกทิ้งให้รอมาตลอด ตามหามาตลอด มันทรมานมากจริงๆ”

…………………….

บทที่ 53
โดย 

บทที่ 53 เพื่อนเก่า (3)

“พี่จื่อหาน ผมขอถามพี่หน่อย พี่รู้สึกยังไงกับอี้เป่ยซี”

ลั่วจื่อหานก้มหน้าก้มตาคิด เขารู้สึกยังไงกับอี้เป่ยซี? น่าทึ่งเหรอ เขารู้สึกว่าดวงตาคู่นั้นน่ามองมาก คนคนนั้นทำให้คนรู้สึกอยากปกป้องได้ หรือเป็นเพราะว่า…เพราะว่าเธอคือเซี่ยเซี่ย คนที่เขาตามหามาสิบกว่าปีและคิดถึงมาสิบกว่าปี

เป็นเพราะว่าเซี่ยเซี่ยทำให้อดีตของเขาอบอุ่น ฉะนั้นจึงให้ความสำคัญกับอี้เป่ยซีในปัจจุบันมากขึ้น หรือเป็นเพราะว่าอี้เป่ยซีคู่ควรกับความใส่ใจของเขาตั้งแต่แรก

เป็นเพราะว่าเธอก็คือเธอล่ะมั้ง ไม่ว่าในอดีตจะเป็นเซี่ยเซี่ย หรือตอนนี้จะเป็นอี้เป่ยซี เธอก็คือคนในความทรงจำของเขา คนที่เขาชอบในตอนนี้

ลั่วจื่อหานยิ้มผ่อนคลาย “ไม่มีอะไร ตอนนี้ดึกมากแล้ว ฉันกลับก่อนล่ะ”

“ผมไปส่งพี่”

“ฉู่ซ่ง เรื่องนี้ฉันจะช่วยเอง”ลั่วจื่อหานที่เดินถึงหน้าประตูแล้วพูดกับเขา “และหวังว่านายจะไม่รังเกียจ”

“พี่จื่อหาน ไม่ ไม่จริงมั้ง ฉะ…ฉู่เซี่ยเมื่อก่อน…” ฉู่ซ่งประหลาดใจเล็กน้อย เขาไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมฉู่เซี่ยที่ไม่มีอะไรโดดเด่นในตอนนั้น ฉู่เซี่ยที่ต่ำต้อยที่สุดถึงมีโอกาสรู้จักกับคนอย่างลั่วจื่อหาน ทั้งๆ ที่พวกเขาสองคนอยู่กันคนละโลก

“ชัดเจนมาก แต่ว่านะฉู่ซ่ง เรื่องส่วนตัวก็คือเรื่องส่วนตัว อย่าเอามาปนกับเรื่องงาน”

“ครับ”

ไม่นานเสียงและเงาของลั่วจื่อหานก็หายไปในสายฝน ฉู่ซ่งปิดประตู สีหน้าสับสน เฮ้อ ช่างเถอะๆ เรื่องของอนาคตค่อยว่ากันในอนาคต ตอนนี้มาคิดก่อนว่าจะจัดการเรื่องในปัจจุบันอย่างไร เขาพูดขณะคิดจะเหยียดตัว แต่เพิ่งยกแขนขึ้นก็ร้องเจ็บปวดพร้อมกับหดแขนกลับ

‘ยังต้องรักษาอีก ฉู่เซี่ย ถ้าเธอโผล่มาแล้วละก็ จะให้เธออยู่ปรนนิบัติข้างๆ ฉันอย่างดีเลย ไม่งั้นที่ฉันถูกอี้เป่ยเฉินรังแกหลายปีมานี้ก็จะสูญเปล่า’

ที่จิ่นหยวน อี้เป่ยเฉินกำลังโทรศัพท์อยู่ในห้องหนังสือ สีหน้ามีความกังวล

“ครับ อืม ครับ ให้อี้เป่ยซีเริ่มไปเรียนพรุ่งนี้วันจันทร์ได้เลย ดีครับ ขอบคุณอาจารย์นะครับ” คนปลายสายยังพูดอยู่ ประตูห้องหนังสือก็ถูกเปิดพรวด อี้เป่ยเฉินเหลือบมองน้องสาว เขาวางสายไปแล้ว

“ฉันไม่อยากย้ายมหา’ลัย”

“เสี่ยวซี มหา’ลัยจิงเหยียนก้าวหน้ากว่าที่หนิงเปิ่น เธอก็อยากเรียนเอกการเงินของเธอให้ดีไม่ใช่เหรอ?”

“พี่เป่ยเฉิน พี่ไม่ได้ปรึกษาฉัน พี่ควรจะถามว่าฉันกำลังคิดอะไรอยู่”

อี้เป่ยเฉินเดินเข้าไปต้องการจะดึงตัวเธอมา อี้เป่ยซีหลบทับที “พี่เป่ยเฉิน ฉันแค่ต้องการเรียนหนังสือที่หนิงเปิ่น ฉันจะไม่ไปที่จิงเหยียน ฉันไม่รู้ว่าพี่เป็นห่วงอะไร กังวลอะไร แต่ฉันอยากทำสิ่งที่ฉันอยากทำ ทำไมตอนนี้พี่ถึงไม่ยอมปล่อยฉัน ตอนนั้นพี่เป่ยเฉินก็เดินจากไปอย่างสง่างามไม่ใช่เหรอ?”

“เสี่ยวซี พี่รู้ว่าเมื่อก่อนพี่ผิดเอง ตอนนี้พี่จะไม่ทิ้งเธอไปอีกแล้ว จะไม่ปล่อยให้เธอตัดสินใจทำอะไรที่ทำร้ายตัวเองอีก”

“ฉันไม่ได้ทำร้ายตัวเอง พี่เป่ยเฉิน ฉันทำตามพี่ที่เอะอะอะไรก็ส่งฉันไปที่อื่นไม่ได้หรอก ฉันต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง ตอนนี้ฉันเป็นผู้ใหญ่แล้ว ฉันรับผลจากการตัดสินใจของตัวเองได้ อีกอย่างนะพี่ ฉู่ซ่งเขาเป็นคนดีมากจริงๆ ทำไมพี่ไม่ลองทำความรู้จักเขาดูล่ะ”

“ไม่จำเป็นหรอก เสี่ยวซี ตอนนี้ก็ดึกแล้ว กินข้าวแล้วไปพักผ่อนเถอะ”

อี้เป่ยซีกัดริมฝีปากมองผู้ชายที่อยู่ด้านข้าง เธอเติบโตอยู่ภายใต้การปกป้องของเขา เดินตามรอยเท้าเขา ทำตามการชี้นำของเขา เมื่อก่อนเคยคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสุข แต่ว่าตอนนี้ พี่เป่ยเฉิน ทำไมพี่ถึงดื้อดึงขนาดนี้ ก็เห็นอยู่ว่าพี่ไม่ใช่คนแบบนี้เลย

“เป็นอะไรไป”

“คุณแม่อี้ถามถึงพี่น่ะ ฉันกลับห้องก่อน” เธอพูดจบก็กลับไปยังห้องของตัวเองทันที แล้วล็อกประตู อี้เป่ยซีซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม รู้สึกเสียใจอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทำไมจะต้องยืนกรานกับเรื่องนี้ขนาดนั้นด้วย พี่เป่ยเฉิน ปกติพี่ไม่ใช่คนดื้อด้านแบบนี้นี่

“ฮัลโหล แม่ครับ” อี้เป่ยเฉินนวดคลึงขมับ โทรศัพท์หาแม่ที่อยู่ต่างประเทศ

“หลายวันนี้ลูกคงเหนื่อยสินะ”

“พอได้ครับ เสี่ยวซีดื้อกับเรื่องนี้มากไปแล้ว ก็เลยยากนิดหน่อย”

“เป่ยเฉิน เรื่องนี้น่ะ คนที่ดื้อคือลูกล่ะมั้ง”

อี้เป่ยเฉินไม่ได้พูดอะไร มองดูมือของตัวเอง ได้ยินเสียงถอนหายใจเบาๆ มาจากปลายสาย

“ลูกก็น่าจะรู้ เป่ยซีเป็นคนที่ใส่ใจกับความรู้สึก และลูกก็น่าจะเข้าใจว่าถึงครอบครัวของฉู่ซ่งจะเลี้ยงน้องมาแค่ไม่กี่ปี แต่ก็มีผลกับใจของน้องมาก”

“พวกเขาไม่เหมาะสมกันอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อฉู่ซ่ง เสี่ยวซีจะมีชีวิตที่ลำบากแบบนั้นได้ยังไง คุณน้าเจิ้งจะฆ่าตัวตายได้ยังไง พวกเขาทำร้ายเสี่ยวซี ทำไมยังอยากจะให้เสี่ยวซีไปอยู่ใกล้พวกเขาอีก ผมไม่เห็นด้วย”

“เป่ยเฉิน นี่มันเรื่องในอดีตทั้งนั้น เป็นเรื่องสมัยก่อนพวกเรา ถึงจะพูดว่าพวกฉู่อี้พาตัวเสี่ยวซีไป แต่ว่าก็เพราะเขา เสี่ยวซีถึงได้เติบโตอย่างปลอดภัยแบบนี้ เติบโตจนกระทั่งวันที่แม่ไปรับน้องมา”

“เขาก็แค่อยากทำให้ตัวเองสบายใจเท่านั้น ก็แค่อยากให้ตัวเองเป็นอิสระจากการถูกประณามเรื่องความรับผิดชอบชั่วดีของตัวเอง แม่ครับ เรื่องนี้ผมแยกแยะเองได้”

“เป่ยเฉิน ลูกเป็นลูกของแม่ ลูกเป็นยังไงทำไมแม่จะไม่รู้ เป่ยเฉิน พวกลูกจะทำยังไงก็เป็นเรื่องของทั้งสองคนนะ แม่แก่แล้วช่วยอะไรไม่ได้ แต่ว่าวันนี้ลูกยังไม่ได้ไปดูน้องใช่ไหม ปกติเสี่ยวซีดูเป็นคนว่านอนสอนง่าย แต่น้องก็ดื้อเหมือนลูกนั่นแหละ ลูกอย่าผลักคนที่ตัวเองอยากปกป้องออกไปไกลกว่าเดิมสิ รู้ไหม”

“ผมรู้ว่าทำแบบไหนถึงเรียกว่าปกป้องเขา”

“เป่ยเฉิน ลูกกำลังกลัว ลูกไม่เชื่อเสี่ยวซีใช่หรือเปล่า?”

“แม่ เรื่องพวกนี้น่ะ ผมไม่คุยกับแม่แล้ว”พูดจบอี้เป่ยเฉินก็วางหู กลัวเหรอ เขาจะต้องกลัวอะไรอีก? มีอะไรคุ้มค่ากับความกลัวของเขา

เขาลุกขึ้นเดินไปยังประตูห้องนอนของอี้เป่ยซี คนของเขาไม่ได้มีไว้เพื่อให้คนอื่นเล่นและเหยียบย่ำ พวกเขาทำผิดต่อเสี่ยวซีขนาดนี้ ทำไมเขาจะต้องใจกว้างปล่อยให้เสี่ยวซีตกอยู่ในกับดักของคนอื่นอีก

คนที่คิดไม่ซื่อพวกนั้นควรจะอยู่ห่างจากเจ้าหญิงของเขา ฉู่ซ่งด้วย ลั่วจื่อหานก็ด้วย

เขาเคาะประตูเบาๆ แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับจากข้างใน

“เสี่ยวซี เปิดประตูก่อน”

“เสี่ยวซี เสี่ยวซี” อี้เป่ยเฉินเม้มปาก หยิบกุญแจออกมาเปิดประตู เขาเห็นอี้เป่ยซีนอนคลุมโปงอยู่บนเตียง ทั้งใบหน้าซุกอยู่ใต้ผ้าห่ม ดูเหมือนกับหนอนผีเสื้อ

“เสี่ยวซี เสี่ยวซี” อี้เป่ยซีไม่สนใจเขา แกล้งทำเป็นนอนต่อ

อี้เป่ยเฉินตบๆ ผ้าห่ม นอนลงข้างเธอ แล้วกอดเธอไว้ผ่านผ้าห่ม “ทำไงดี พี่ไม่อยากเห็นเสี่ยวซีน้อยใจและทุกข์ใจเลย แต่พี่ก็ไม่อยากเห็นเสี่ยวซีถูกคนอื่นหลอกเหมือนกัน

เสี่ยวซี เธอไม่รู้เรื่องราวในอดีต แต่ไม่ได้หมายความว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น ตอนนั้นพวกเขาทำผิดต่อเธอ พี่จำเป็นต้องทำให้เรื่องแบบนี้ไม่เกิดขึ้นอีก ไม่ว่าตอนนี้เธอเห็นอะไร ตอนนี้เธอคิดว่าใครเป็นยังไงก็ช่าง รอบตัวเธอจะมีอันตรายซ่อนอยู่ไม่ได้อีก

ก่อนหน้านี้พี่ทำผิดพลาดไปแล้วครั้งหนึ่ง พี่จะไม่ทำผิดอีก

เสี่ยวซี ถ้าเธอไม่อยากย้ายมหา’ลัยจริงๆ พวกเราก็ไม่ย้าย แต่ว่าเธอต้องรับปากพี่ว่าจะอยู่ให้ห่างจากพวกเขา ฉู่ซ่งก็ดี ลั่วจื่อหานก็ดี พวกเขาไม่ใช่คนดีอะไร”

อี้เป่ยซีเคลื่อนไหวอยู่ใต้ผ้าห่ม อี้เป่ยเฉินพูดต่อ “เสี่ยวซี เธอก็รู้ว่าพี่ไม่มีวันทำร้ายเธอ”

“พี่เป่ยเฉิน เชื่อฉันอีกสักครั้งได้ไหม…”

……………………….

บทที่ 52
โดย 

บทที่ 52 เพื่อนเก่า (2)

“ฉันไปเรียนแล้วนะ” อี้เป่ยซีพูดพลางคว้ากระเป๋าหนังสือของตัวเองออกจากบ้าน แต่ถูกคนที่อยู่ข้างหลังเรียกไว้

“เสี่ยวซี ช่วงหลายวันนี้อย่าเพิ่งไปที่มหา’ลัยเลย” อี้เป่ยซีอ่านหนังสือพิมพ์ในมือ ไม่ได้เงยหน้ามอง ในน้ำเสียงมีความเข้มงวดเล็กน้อย ไม่สามารถปฏิเสธได้

“พี่เป่ยเฉิน” อี้เป่ยซีเดินมานั่งข้างๆ เขา “พี่คิดว่าจะรอจนส่งตัวฉู่ซ่งไปก่อน ถึงให้ฉันกลับไปใช่ไหม?”

“เสี่ยวซี่ พี่หวังดีกับเธอนะ อย่าใช้อารมณ์เพราะเรื่องนี้เลย เด็กดี” เขาพูดพลางลูบผมของเธอ คนข้างๆ เชื่อฟังเหมือนกับแมวตัวหนึ่ง

อี้เป่ยซีรู้สึกแสบตาเล็กน้อย ไม่รู้ว่าของเหลวอะไรบดบัง การมองเห็นพร่ามัว ความรางเลือนตรงหน้าทำให้รู้สึกหมดหนทางและคับข้องใจอย่างที่ไม่อาจสลัดออกไปได้

“พี่เป่ยเฉิน ฉันยังต้องไปเรียน เดี๋ยวจะตามเขาไม่ทัน”

“ช่วงหลายวันนี้พี่จะอยู่บ้านเป็นเพื่อนเธอ สอนชดเชยให้เธอดีไหม”

“พี่เป่ยเฉิน”

อี้เป่ยเฉินวางมือลง กอดเธอไว้เบาๆ ริมฝีปากจรดจูบบนหน้าผากอี้เป่ยซี กลิ่นหอมจางๆ โชยเข้าไปในโพรงจมูก หอมหวนเป็นอย่างมาก “เสี่ยวซี ตั้งหลายครั้งแล้ว ตอนนี้พอเถอะ ถ้าพวกเขาคิดถึงเธอจริงๆ ก็ต้องมาหาเธอตั้งนานแล้วถูกไหม? ช่วงนี้เธอพักผ่อนอยู่ที่บ้านเถอะ ที่เหลือยกให้พี่จัดการก็พอ”

“ครั้งนี้ให้ฉันตัดสินใจเองได้ไหม พี่เป่ยเฉิน ก็แค่ฉู่ซ่งเอง เขาไม่มีทางทำร้ายฉันหรอก อีกอย่างพี่เป่ยเฉินก็อยู่ข้างฉันตลอดไม่ใช่เหรอ เขาจะมีโอกาสได้ยังไง” อี้เป่ยซีซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของเขา น้ำเสียงที่อ่อนโยนเจือการอ้อนวอน

“เสี่ยวซี สิบกว่าปีแล้ว ฉู่ซ่งเป็นคนยังไง แม้แต่พ่อแม่เขาเองก็ไม่กล้ารับประกัน พี่หวังดีกับเธอนะ”

“พี่เป่ยเฉิน ขอร้องล่ะ ให้ฉันกลับไปเจอหน่อยก็พอแล้ว ฉันคิดถึงเขาจริงๆ อยากรู้ว่าเขาสบายดีหรือเปล่า”

“เขาสบายดีมาก เธอไม่ต้องเป็นห่วงอะไร อยากเรียนไม่ใช่เหรอ พี่จะพาเธอไปห้องหนังสือ”

อี้เป่ยซีดึงมือออกมาจากเขาพลางก้มหน้าลง “ไม่ต้องหรอก ฉันง่วงแล้ว จะกลับไปนอน”

เขาไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน มองดูแผ่นหลังของเธอที่ค่อยๆ หายขึ้นไปชั้นบน ในใจรู้สึกเหมือนถูกหินก้อนใหญ่กดทับไว้ ความรู้สึกกังวลกดดันก่อตัวขึ้นโดยไร้สาเหตุ เขาใส่ใจในอดีตของเธอมากเกินไปหรือเปล่า?

แต่ไหนแต่ไรเขาไม่ต้องการให้เธอหมกหมุ่นกับเรื่องราวในสมัยเด็ก ไม่ต้องการให้เธอคิดถึงเรื่องของตัวเองหลังจากที่จากมาแล้ว อี้เป่ยเฉิน นายนี่มันไร้เหตุผลเกินไปแล้ว

อี้เป่ยเฉินส่ายหัว หยิบหนังสือพิมพ์ข้างๆ ขึ้นมา ตัวหนังสือแน่นขนัดกระจายอยู่ทั่วสายตา แต่กลับอ่านไม่รู้เรื่องเลยสักนิด

‘ฉู่ซ่งคนนี้จะต้องจากไป’ เขาคิดพลางหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา…

…….

อี้เป่ยซีไม่ปรากฏตัวในมหาวิทยาลัยติดกันสิบวันแล้ว ฉู่ซ่งวนเวียนอยู่ตรงทางเดินยาวในสถานศึกษาตามลำพัง ข้างนอกฝนเริ่มตกพรำๆ กระจายตัวออกไปอย่างหนาแน่น ผู้คนที่ติดอยู่ในฝนกระหืดกระหอบ

‘ถ้างั้น….ฉู่เซี่ย พวกเราจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วเหรอ? ถ้าเธอรู้ช้ากว่านี้สักนิด ฉันหลบซ่อนตัวกว่านี้อีกหน่อย จะได้อยู่ข้างกายเธออีกสักสองสามวันใช่ไหม แม้เธอจะไม่รู้ว่ามีฉันอยู่นี่ก็ตาม’

เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ทางเดินยาว ฝนเย็นๆ ที่กระเซ็นโดนร่างกายทำให้รู้สึกหนาวเหน็บ

อากาศที่เมือง B ไม่อบอุ่นเลยสักนิด

“อี้เป่ยเฉินไม่ส่งอี้เป่ยซีไปไหนหรอก” ลั่วจื่อหานถือร่มสีดำเดินเข้ามาหา เขามองฉู่ซ่งคล้ายครุ่นคิดบางอย่าง

“พี่จื่อหาน ขอบคุณที่พี่เป็นห่วง ถ้าพี่ไม่ได้ช่วยผม คิดว่าป่านนี้ผมอาจจะไปจากมหา’ลัยนี้แล้ว” เขาลูบๆ แขนของตัวเอง รอยแผลเป็นยังคงรู้สึกเจ็บเบาๆ

อี้เป่ยเฉินก็ลงมือรุนแรงเกินไปหน่อย อีกทั้งยังไม่กลัวว่าอี้เป่ยซีจะรู้ด้วย

“ไม่เป็นไร แผลดีขึ้นแล้วรึยัง?”

“ก็แค่บาดแผลภายนอก ไม่มีอะไรร้ายแรงหรอก”

“อืม”

ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไร ฉู่ซ่งมองลั่วจื่อหานที่อยู่ตรงหน้าตลอดเวลา

เขาถาม “เป็นอะไรไป?”

ฉู่ซ่งส่ายหน้า “พี่จื่อหาน ช่วงนี้ที่บริษัทไม่มีเรื่องอะไรแล้วเหรอ?”

“ก็พอได้”

“รู้สึกเหมือนพี่จะเป็นห่วงเรื่องนี้มากเหมือนกัน หืม ทำไมล่ะ? เพราะอี้เป่ยซีเหรอ?”

ลั่วจื่อหานไม่ได้มองเขา แต่เดินไปยังม่านฝน ฉู่ซ่งมองเห็นเพียงใบหน้าด้านข้างของเขาที่ถูกความเศร้าโศกชั้นบางๆ ปกคลุม เหมือนกับสายฝนตกปรอยๆ

“ฉู่ซ่ง เล่าเรื่องของนายกับอี้เป่ยซีตอนเด็กๆ ให้ฟังได้ไหม?”

ฉู่ซ่งคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะถามแบบนี้ จึงเหม่อไปชั่วขณะหนึ่ง

ทำไมพี่จื่อหานถึงถามเขาแบบนี้? ได้ยินมู่ลี่ไป๋บอกว่าอีกฝ่ายก็ตามหาคนอยู่เหมือนกัน หรือว่าคนที่เขาหาก็คือฉู่เซี่ย

ไม่ๆๆ เป็นไปไม่ได้ ถ้าเป็นฉู่เซี่ยจริงๆ ทำไมเขาถึงไม่เคยได้ยินเธอพูดถึงเลย ตอนที่ฉู่เซี่ยยังเป็นเด็กจะมีโอกาสรู้จักคนอย่างลั่วจื่อหานได้อย่างไรกัน

เขายิ้มโล่งใจ “ได้สิ พวกเรากลับไปคุยกันถอะ”

“อืม”

เมื่อกลับมาถึงห้องของตัวเอง ฉู่ซ่งนำของที่ตัวเองเก็บรักษาไว้นานแล้วออกมาทั้งหมด วางไว้ตรงหน้าลั่วจื่อหาน และเริ่มเล่าเรื่องราวของสิ่งของแต่ละอัน

“นี่คือของที่ฉู่เซี่ยใช้สานความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับแม่ เอาเงินค่าอาหารหนึ่งวันของพวกเราไปซื้อสร้อยข้อมือโดยที่ไม่ได้ขอผม ทำให้ผมหิวไปทั้งวันเลย แต่ว่าแม่ใส่ไม่ทันไรก็ขาดแล้ว ทำเอาเขาเสียใจไม่น้อย”

“นี่ปากกาอันแรกของผม ผมใช้แค่ไม่กี่วันก็ถูกฉู่เซี่ยทำพังแล้ว วันนั้นผมโกรธมาก ไม่พูดกับเขาทั้งวันเลย”

“นี่คือการ์ดเกมที่เมื่อก่อนพวกเราชอบเล่นที่สุด พี่ไม่รู้อะไร ฝีมือการเล่นของฉู่เซี่ยแย่มาก ช่วยยังไงก็ช่วยไม่ได้แล้ว คราวก่อนยังมาเอาชีวิตผมไปอีก ครั้งนั้นที่จริงผมจะผ่านด่านอยู่แล้ว”

ฉู่ซ่งพูดจาคล่องแคล่ว จำเรื่องราวของสิ่งของทุกอย่างได้ชัดเจน เหมือนเรื่องราวในอดีตถูกฉายซ้ำในหัวอีกครั้ง ราวกับเด็กสาวเจ้าของเรื่องคนนั้นกำลังตั้งใจฟังอยู่ข้างๆ เขา

“พวกนี้เป็นของเธอทั้งนั้น ของบางอย่างผมก็จำไม่ค่อยได้ว่ามาได้ยังไง”

ฉู่ซ่งเปิดกล่องขนาดเล็กที่ทำจากเซรามิกอย่างประณีต ข้างในมีเพียงดาวดวงเล็ก หัวใจดวงเล็ก และนกกระเรียนกระดาษอะไรทำนองนั้นถูกพับไว้เป็นอย่างดี ดวงตาของลั่วจื่อหานคล้ายไปเห็นอะไรบางอย่างเข้า เขาหยิบกล่องเล็กนั้นขึ้นมา วิธีการพับกระดาษยังหยาบอยู่บ้าง มีหลายมุมโผล่ออกมาข้างนอก ดาวนำโชคที่รูปร่างแตกต่างกันก็นอนอยู่ในกล่อง ไม่มีดวงใดที่พับเรียบร้อยเลย

‘ฉันเพิ่งหัดของพวกนี้ พี่หาน ฉันสอนพี่ได้นะ’

‘ฉันไม่ทำของพวกนี้หรอก ของพวกนี้เด็กผู้หญิงอย่างเธอเล่นกัน’

‘งั้นเหรอ”

‘…เซี่ยเซี่ย ดาวนี่พับยังไง”

‘ฮ่าๆ ฉันจะสอนพี่ให้”

ลั่วจื่อหานมองด้านล่าง ก็เห็นสร้อยข้อมือฝังเพชรสีฟ้าอ่อน เขาหรี่ตาลง

ไหนบอกว่าไม่เก็บไว้แล้วนี่นา ทำไมถึงมาอยู่ในกล่องนี้

“สร้อยข้อมือนี่” ฉู่ซ่งรับมาดูอย่างละเอียด ราวกับว่ากำลังยืนยันอะไรบางอย่าง “คิดไม่ถึงว่าเขาจะไม่เอาไปด้วย ตอนนั้นเห็นเขาทะนุถนอมมาก ยังนึกว่า…”

มือของลั่วจื่อหานลูบคลำคริสตัลสีฟ้าคล้ายกำลังครุ่นคิด

“พี่จื่อหาน พี่เป็นอะไรไป?”

“เปล่า อันนี้ยกให้ฉันเถอะ ฉันจะช่วยนายเอาให้ฉู่เซี่ยเอง”

ฉู่ซ่งอึ้งไปเล็กน้อย จากนั้นก็พยักหน้าแรงๆ

“พวกนายไม่มีรูปตอนเด็กๆ เหรอ?”

อีกฝ่ายส่ายหน้า “ตอนนั้นสถานะทางบ้านไม่ดี แถมยังติดหนี้อีก ไม่มีรูปถ่ายหรอก ผมก็รู้สึกเสียดาย ต่อมาได้ถ่ายรูปครอบครัวตั้งหลายใบ แต่คนก็ไม่ครบ”

“เดี๋ยวจะครบแน่”

…………………………

บทที่ 51
โดย 

บทที่ 51 เพื่อนเก่า (1)

ย่างก้าวที่สับสนอลหม่านของอี้เป่ยซีหยุดลง ท้องฟ้ามืดครึ้มเล็กน้อย นักศึกษาในอาคารเรียนค่อยๆ ทยอยไปยังโรงอาหารและหอพัก ราวกับแม่น้ำที่แบ่งตัวเป็นสาย เธอยืนขวางกระแสของฝูงชน แสดงให้เห็นถึงความแปลกแยกโดดเดี่ยวรูปแบบหนึ่ง เธอเม้มปาก

ในเวลานี้เขาก็กลับไปแล้วหรือเปล่า เธอออกแรงดึงสายสะพายกระเป๋าหนังสือ ก้าวเดินไปด้วยความมั่นคงอีกครั้ง

บอกว่าอยู่ข้างบ้านเธอไม่ใช่เหรอ? อี้เป่ยซีมองไปรอบๆ มีบ้านไม่กี่หลังในบริเวณใกล้เคียง ต้องไปถามทีละหลังเหรอ? แม้จะกดกริ่งไปหลายหลังแล้วแต่ก็ลงเอยด้วยความผิดหวัง อี้เป่ยซีรวบรวมความกล้าอีกครั้งกำลังจะกดกริ่งตรงปลายนิ้ว โทรศัพท์มือถือบนตัวสั่น เธอไม่กล้าเพิกเฉย จึงกดปุ่มรับสายทันที

“เสี่ยวซี”น้ำเสียงของอี้เป่ยเฉินไร้ซึ่งความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ใดๆ “ตอนนี้เธอกำลังทำอะไรอยู่?”

“ฉัน ฉันกำลังเดินอยู่นอกมหาลัย ช่วย…เอ่อ” อี้เป่ยซีรู้ว่าหลังจากเกิดเรื่องเหล่านั้นแล้ว อี้เป่ยเฉินก็แยกมหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นพื้นที่อันตรายด้วย “กำลังช่วยเพื่อนทำแบบสอบถาม พี่ไม่รู้หรอกว่าพวกเขาน่าโมโหแค่ไหน ไม่ตอบแบบสำรวจเลย”

“งั้นพี่ไม่กวนเสี่ยวซีแล้ว”

“โอเค พี่เป่ยเฉินไว้ดึกๆ ค่อยคุยกัน”

เธอมองหน้าจอที่ดับลง พี่เป่ยเฉินจะไม่รู้เรื่องของฉู่ซ่งงั้นเหรอ? เขาไม่ชอบให้เธอไปค้นหาอดีตไม่ใช่เหรอ หรือว่าพี่เป่ยเฉินทำให้ฉู่ซ่งจากไปอีกแล้ว?

ช่างมัน ถามต่ออีกหน่อยเถอะ เธอมองดูประตูในละแวกบ้านที่ปิดสนิท ถอนหายใจ จากนั้นก็กดกริ่ง

ขณะที่ยังเหลือบ้านไม่กี่หลัง ไม่รู้ว่าไฟของรถใครส่องสว่าง มันส่องอยู่บนตัวอี้เป่ยซีโดยตรง เธอเบะปาก เดินเข้าไปเปิดประตูรถแล้วขึ้นไปนั่ง

“พวกเรากลับบ้านกันก่อน”

“พี่เป่ยเฉิน”

อี้เป่ยเฉินหัวเราะเบาๆ “ทำไมล่ะ อยากถามพี่ว่ารู้ไหมว่าฉู่ซ่งอยู่ไหนเหรอ?”

คำที่เธอต้องการพูดแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น ไม่พยักหน้า ไม่ส่ายหัว ซุกตัวอยู่ในเก้าอี้ ราวกับเต่าที่หดหัวกลับเข้ากระดองของตัวเองอย่างไรอย่างนั้น

“เสี่ยวซีเธอก็น่าจะรู้ แม่กับพี่ไม่อยากให้เธอติดต่ออะไรกับคนพวกนั้นอีกแล้ว แม้ว่าพ่อจะเคยพูด แต่ว่า…”

“ฉันรู้ ฉันรู้ ฉันแค่อยากรู้ว่าฉู่ซ่งมาหาฉันหรือเปล่า ตอนนี้เขาสบายดีไหม บอกเขาว่าฉันก็สบายดี แค่นี้เอง ฉันไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่นเลย”

“เสี่ยวซี พี่รู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ ตอนนี้เธอตัดสินใจและได้เลือกตั้งแต่สิบกว่าปีที่แล้วแล้ว ทำไมตอนนี้ถึงอยากทำลายมันล่ะ”

“พี่เป่ยเฉิน ฉันไม่เข้าใจ ต่อให้ฉันติดต่อกับฉู่ซ่ง ก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงทั้งนั้นนะ ฉันก็ยังเป็นอี้เป่ยซี ฉู่ซ่งก็ยังเป็นฉู่ซ่ง ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมต้องแบ่งแยกปัจจุบันกับอดีตชัดเจนขนาดนั้น ทำไมต้องแบ่งแยกความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพวกเราด้วย”

“เสี่ยวซี เธอยังไม่เข้าใจอีกเหรอ? ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขา เธอจะทนทุกข์ทรมานอยู่ข้างนอกขนาดนั้นได้ยังไง ถ้าไม่ใช่เพราะพวกเขา แม่แท้ๆ ของเธอจะทนที่เธอจากไปไม่ไหวจนเลือกแขวนคอตายได้ยังไง” อารมณ์ของอี้เป่ยเฉินอ่อนไหวจนควบคุมไม่ได้

“ไม่ใช่ว่าพี่คัดค้านที่เธออยู่กับพวกเขา แค่รู้สึกว่าพวกเขาไม่คู่ควรได้รับการปฏิบัติจากเธออย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ เสี่ยวซี พี่แค่ไม่ต้องการให้ใครมาทำร้ายเธอ เธอน่าจะเข้าใจใช่หรือเปล่า?”

อี้เป่ยซีพยักหน้า พิงอยู่ข้างหน้าต่างรถด้วยความเศร้าสร้อยเล็กน้อย ในใจรู้สึกสับสน แต่ว่าในตอนนั้นเธอที่ทิ้งทุกอย่างและยอมรับสิ่งที่พวกเขาให้ทุกอย่างแล้ว เรื่องนี้จะโทษพวกเขาทั้งหมดก็ไม่ถูก เธอหลับตา แพขนตายาวปิดบังดวงตาเอาไว้ หากดูผ่านๆ ก็จะเหมือนกับว่ากำลังขดตัวหลับอยู่ตรงนั้น

อี้เป่ยเฉินถอนหายใจ มือที่จับพวงมาลัยกำแน่นเล็กน้อย

พวกเขาจากไปไม่ทันไร ก็มีรถคันหนึ่งปรากฏอยู่ในละแวกที่พักอาศัย

“สงสัยเธอโดนพาตัวไปแล้ว” ฉู่ซ่งพิงเก้าอี้อย่างหมดกำลังใจ “มาช้าอีกแล้ว”

“ฉู่ซ่ง เธอกับอี้เป่ยซีรู้จักกันได้ยังไง?”

นิ้วของฉู่ซ่งหงิกงอเล็กน้อย “รู้จักได้ยังไง รู้จักตั้งแต่ตอนที่ผมเกิดมาล่ะมั้ง พี่สนใจเรื่องของอี้เป่ยซีไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงไม่รู้ว่าอี้เป่ยซีถูกบ้านอี้รับเลี้ยงล่ะ”

“เขาถูกรับเลี้ยงจริงๆ”

“ใช่แล้ว เขาก็ไม่ได้ชื่ออี้เป่ยซี เขาชื่อฉู่เซี่ย เซี่ยที่แปลว่าฤดูร้อนน่ะ”

“ฉู่เซี่ย” ลั่วจื่อหานทวนชื่ออีกรอบ หรี่ตาลง

ฉู่ซ่งพยักหน้า “ฉู่เซี่ย ฉู่เซี่ยที่งี่เง่าคนนั้น”

“ทำไมไม่เคยได้ยินนายพูดถึงเขา” ลั่วจื่อหานถาม ทำไมก่อนหน้านี้เขาคิดไม่ถึง เซี่ยเซี่ยพูดอยู่เสมอว่ามีน้องสาวชื่อว่าซ่งซ่ง ก็คือฉู่ซ่งน่ะเหรอ?

ทำไมมักจะรีบร้อนอยากหาหลักฐานเสมอ แต่กลับลืมสังเกตสิ่งเหล่านั้นที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดตลอด อี้เป่ยซี ฉู่เซี่ย อี้เป่ยซี ฉู่เซี่ย…ลั่วจื่อหานรู้สึกว่าจู่ๆ บางอย่างก็ชัดเจนขึ้นมา ร่างกายก็พลอยร้องดีใจไปด้วย

ไม่น่าล่ะดวงตาถึงได้เหมือนขนาดนี้ เหมือนกันขนาดนี้

“ผมจะไปสู้บ้านอี้ได้ยังไง” ฉู่ซ่งน้ำเสียงท้อแท้ “ผมจะพาฉู่เซี่ยไปไม่รู้ตั้งกี่ครั้งแล้ว แต่ว่านะ พอบ้านอี้เจอทีไรก็จะส่งผมไปอยู่ที่ไกลๆ ทุกที จนแม้แต่ประเทศ U ผมก็ไปไม่ได้” เขาแสร้งพูดด้วยความผ่อนคลาย

“ผมจำได้ว่ามีครั้งหนึ่ง ผมอยู่ข้างๆ ซูเปอร์มาร์เก็ตที่เขาไปประจำ ใส่ชุดมาสคอตรอเขาโผล่มา ตอนนั้นอากาศร้อนมากเลย บนตัวไม่มีส่วนไหนที่ไม่มีเหงื่อเลย ตอนที่ผมคิดว่ากำลังจะจับตัวเขาได้แล้ว อี้เป่ยเฉินก็โผล่มา พาเขากลับบ้าน ฉู่เซี่ยไม่ได้มองผมเลย วิ่งไปกับเขาอย่างมีความสุข มันจะมากเกินไปแล้ว ผมเกือบจะเป็นโรคลมแดดตายอยู่แล้วแต่เขาไม่มองผมเลย จากนั้นผมก็ถูกซ้อม แล้วถูกส่งกลับประเทศ Z”

เขาพูดอย่างสบายๆ มาก จากนั้นก็เริ่มร่ายยาว “เพราะเรื่องนี้ผมเลยถูกพ่อแม่สั่งสอนซะนานเลย แต่ว่าผมไม่เห็นด้วยกับพวกเขาแม้แต่นิดเดียว เรื่องขายลูกสาวเพื่อความรุ่งเรืองแบบนี้ ผมรู้สึกแต่ว่ารังเกียจ อะไรคือรู้สึกผิดรู้สึกถูก ทำเพื่อใครหรือไม่ได้ทำเพื่อใคร ก็เป็นแค่ข้ออ้างที่ทำให้พวกเขาสบายใจ ผมไม่เข้าใจจริงๆ ฉู่เซี่ยงี่เง่าคนนั้นทำไมถึงรับปากไปกับคนอื่นแบบนี้ นึกว่าตัวเองเสียสละเพื่อคนอื่นเยอะขนาดนั้นแล้วยิ่งใหญ่นักหรือไง?” เขาพูดพลางรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย

เสียงที่ทุ้มต่ำของลั่วจื่อหานดังขึ้น “มันก็โทษเขาไม่ได้หรอก”

“ใช่ โทษเขาไม่ได้ ต้องโทษผม โทษพ่อแม่ผม โทษที่พวกเขาไม่ได้เรื่อง ขนาดลูกสาวตัวเองก็รักษาไว้ไม่อยู่ โทษที่ผมไร้ความสามารถ หาเขาเจอแล้วแต่กลับพาเขากลับไปไม่ได้”

“บางครั้งผมก็รู้สึกเศร้านะ ทำไมผมหาเขามาตั้งนานแล้ว แต่ไม่เคยเห็นเขาทำอะไรเลย ทุกครั้งที่ผมปรากฏตัวข้างๆ เขา แต่กลับไม่เห็นว่าเขาสังเกตเห็นผม พี่ดูตอนนี้สิ ผมปรากฏตัวต่อหน้าเขาแล้ว เขาก็จำไม่ได้ว่าผมคือฉู่ซ่ง”

“บางทีเขาอาจแค่ไม่กล้ายอมรับ”

“พี่รู้ได้ยังไง?”

ลั่วจื่อหานส่ายหัว “ฉันไม่รู้ ก็แค่เดา”

“ไม่รู้ว่าเขากล้าหรือเปล่า แต่ว่าพฤติกรรมของเขาวันนี้โง่เง่าเกินไปแล้ว ถ้ารู้ว่าผมอยากตามหา เขาแค่ยืนอยู่ที่เดิมก็พอแล้ว แต่ว่าผมก็ดีใจมากนะ”

“แต่ว่าวันนี้พี่สาวนายคงดีใจไม่ออกแล้ว”

ฉู่ซ่งเบิกตากว้าง ไม่เข้าใจ ลั่วจื่อหานจึงพูดต่อ “เกิดเรื่องตั้งเยอะแบบนี้ อี้เป่ยเฉินไม่รู้หรอกว่าอี้เป่ยซีทำอะไรในมหา’ลัยบ้าง

เขาชื่อฉู่เซี่ย”

……………….

บทที่ 50
โดย 

บทที่ 50 เพื่อนเก่ากลับมา (5)

“หวัดดีตอนเช้า” อี้เป่ยซีเพิ่งจะล็อกประตู ยืดตัวบิดขี้เกียจ เมื่อได้ยินเสียงฉู่ซ่งก็หันไปมอง นัยน์ตายังมีประกายฉ่ำวาว “ตอนนี้เธอจะไปมหาลัยเหรอ”

เธอพยักหน้าอย่างไร้ชีวิตชีวา ขยี้ตา แล้วหาวอีกรอบอย่างอดไม่ไหว “ใช่แล้ว ใช่แล้ว”

“งั้นพวกเราไปด้วยกันเถอะ” ฉู่ซ่งยิ้มพลางเดินไปข้างๆ เธอ

“เอ๊ะ นายก็เรียนที่มหา’ลัยเราเหรอ”

รอยยิ้มบนใบหน้าอีกฝ่ายมืดมนทันใด น้ำเสียงฉู่ซ่งจนปัญญา “ฉันนึกว่าเธอรู้จักฉันซะอีก”

“หา?” อีเป่ยซีดึงกระเป๋าหนังสือ เธอเคยเจอเขาเหรอ? ไม่น่าล่ะถึงได้ดูคุ้นตา “อืม ฉันน่าจะเคยเจอเธอมาก่อน”

ฉู่ซ่งมองเธอ ไม่สามารถรักษารอยยิ้มบนใบหน้าได้อีกต่อไปแล้ว เขาข่มความอยากจะใช้นิ้วจิ้มเธอไว้ บ่นพึมพำว่า “เธอนี่ยังไม่สนใจเรื่องภายนอกจริงๆ”

“เธอว่าไงนะ?” สมองของอี้เป่ยซียังคงสะลึมสะลืออยู่บ้าง เธอรู้สึกเพียงว่าคนที่อยู่ข้างๆ กำลังพูด แต่ฟังไม่ออกเลยสักนิดว่าเนื้อหาคืออะไร จึงยกมือขึ้นมานวดคลึงหูของตัวเอง

รายงานวิจัยช่างทำร้ายคนจริงๆ ตอนนี้ง่วงจนฟังอะไรไม่รู้เรื่องแล้ว เธอสะบัดหัว หวังว่าจะได้ยินชัดกว่านี้หน่อย

“ไม่มีอะไร” ฉู่ซ่งโมโหเล็กน้อย เดินอยู่ข้างๆ ไม่พูดไม่จาอีก อี้เป่ยซีรู้สึกราวกับว่าเธอกำลังอยู่ในความฝัน ทำอะไรก็ดูไม่สมจริง

อี้เป่ยซีมาถึงชั้นเรียนด้วยความสับสนมึนงงแบบนี้ ส่งงานวิจัย แล้วหาที่ที่ห่างไกลผู้คนสักหน่อย ล้มฟุบลงบนโต๊ะและหลับไปทันที จนกระทั่งเมื่อลืมตา พบว่าสายตาของอาจารย์มองเธอเป็นครั้งคราว เธอจึงค่อยตื่นตัวขึ้นมา

การอดนอนส่งผลเสียต่อร่างกายจริงๆ เธอส่ายหัว ถามถังเสวี่ยที่อยู่ข้างๆ ว่าบรรยายไปถึงไหนแล้ว จึงค่อยเปิดหนังสือตาม เปลือกตาเดี๋ยวปิดเดี๋ยวเปิด

“เป่ยซี เป่ยซี” ถังเสวี่ยสะกิดเธอ

“มีอะไรเหรอ?”

ถังเสวี่ยแอบขำ “เธอมีเรื่องอะไรอีกใช่ไหม?”

“เรื่องอะไร?”

“เมื่อเช้านี้ ฉันเห็นเธอมามหา’ลัยกับฉู่ซ่ง”

“อืม ต่อให้มากับฉู่ซ่ง…ฉู่ซ่ง”ความง่วงนอนทั้งหมดหายไปปลิดทิ้งในชั่วพริบตา เธอเอ่ยปากอย่างเชื่องช้า “เธอ เธอบอกว่าเขาชื่อฉู่ซ่งเหรอ?”

ถังเสวี่ยพยักหน้า “ใช่แล้ว ฉู่ซ่ง ย้ายเข้ามามหา’ลัยพวกเราปีก่อน ทุกคนพูดถึงเขากันตั้งนานแล้ว เธอไม่รู้เรื่องนี้เหรอ?”

“เขา…มาที่มหา’ลัยนานแล้ว?”

ฉู่ซ่ง…ฉู่ซ่ง เขาก็ชื่อฉู่ซ่ง บังเอิญล่ะมั้ง ซ่งซ่งเขาจะโผล่มาที่นี่ได้ยังไง ถ้าหากเป็นฉู่ซ่งจริงๆ ทำไมเขาถึงไม่พูดต่อหน้าเธอให้ชัดเจนล่ะ หึ ไม่มีทางหรอก ฉู่ซ่งไม่มีทางปรากฏตัวต่อหน้าเธอได้

ก็คุยกันแล้วว่าจะไม่ติดต่อกันอีก แล้วเขารู้ที่อยู่ของเธอได้อย่างไร คุณน้าอี้ของพวกเขาปล่อยให้เขากลับมาอีกได้อย่างไร

เธอกำปากกาในมือแน่น ในหัวเต็มไปด้วยเรื่องของฉู่ซ่ง

ทำไมถึงไม่เคยถามชื่อของเขา ทำไมเมื่อก่อนถึงไม่เคยสนใจเรื่องในมหาวิทยาลัยพวกนี้ อี้เป่ยซีอารมณ์เสีย คิดอยู่เสมอว่าเขาคุ้นตามาก แต่ก็ไม่รู้จักคิดถึงเรื่องพวกนี้

“ถังเสวี่ย เธอรู้ไหมว่าฉู่ซ่งเขา…เขาเรียนคณะอะไร?”

“เรียนคอมพิวเตอร์ เอ้อ กำลังเรียนวิชาเอกอยู่ชั้นบนน่ะ ทำไมล่ะ จะขึ้นไปหาเขาเหรอ?”

“อืม อยู่ห้องไหนเธอรู้ไหม?”

“ฉันจะถามเพื่อนฉันให้”

ถังเสวี่ยก้มหน้ากดมือถืออยู่พักหนึ่ง แล้วจึงเหลือบมองอี้เป่ยซี “นี่เป่ยซี คือว่า เพื่อนฉันบอกว่าฉู่ซ่งเขาไม่ได้มาเรียน เขาก็ไม่รู้ว่าไปไหน”

“อย่างนั้นเหรอ…งั้นมีวิธีติดต่อกับฉู่ซ่งไหม?”

“อันนี้…มีนะ นี่เบอร์มือถือของเขา แต่ว่าอาจจะโทรไม่ติดก็ได้”

“ฉันลองดูก็แล้วกัน” อี้เป่ยซีแอบย่องออกจากห้องไป กดเบอร์นี้ครั้งแล้วครั้งเล่าอยู่ที่ระเบียง ทำไมโทรไม่ติด นายรับสายสิ หลังจากเสียงรอสายดังนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว เธอก็ตัดสินใจออกไปหาเขาด้วยตัวเอง

“เป่ยซี ช่างมันเถอะ”ถังเสวี่ยถือกระเป๋าของสองคนเดินเข้าไปหาเธอ “เขาอาจจะไม่ค่อยใช้เบอร์นี้”

“ยังมีวิธีอื่นติดต่อเขาอีกไหม?”

เธอส่ายหัว อี้เป่ยซีถามอีก “เธอรู้ไหมว่าปกติแล้วเขาอยู่ตรงไหน?”

“ห้องสมุด ห้องอ่านหนังสือ ทางเดินฝั่งตะวันตกของมหา’ลัย อือ สถานที่ก็ประมาณนี้แหละ”

“งั้นฉันจะไปหาดู ดูว่าจะเจอเขาไหม”

“เป่ยซี เธอคงไม่ได้จะไปหรอกนะ”

อี้เป่ยซีสะพายกระเป๋าของตัวเอง ทิ้งไว้แต่แผ่นหลังให้ถังเสวี่ย “ฉันไปก่อนนะ”

ห้องสมุด ห้องอ่านหนังสือ ทางเดิน สถานที่เหล่านี้…หวังว่าจะโชคดีได้เจอนาย

จากห้องสมุดถึงห้องอ่านหนังสือ จากห้องอ่านหนังสือถึงทางเดิน แล้วก็จากทางเดินถึงห้องอ่านหนังสือ จากห้องอ่านหนังสือถึงห้องสมุด อี้เป่ยซีนั่งลงบนเก้าอี้ยาวข้างทางด้วยความท้อใจเล็กน้อย ‘ควรจะไปหานายที่ไหนดี’

เธอมองดูสายเรียกเข้า รีบรับสายทันที

“คุณหนู พวกเราตามหาเจ้าของหมายเลขนี้ที่สำนักงานใหญ่แล้ว แต่ว่าพวกเราทำอะไรไม่ได้”

“ไม่เป็นไร ช่างเถอะ”

เธอวางสาย มองไปรอบทิศอย่างเหม่อลอย บริเวณมหาวิทยาลัยก็เล็กขนาดนี้ ทำไมถึงหาฉู่ซ่งไม่เจอ

“อี้เป่ยซี” ฉินรั่วเข่อยิ้มให้เธอ “ตอนนี้เธอรู้สึกดีขึ้นแล้วยัง?”

ผู้หญิงจากวันนั้น…อี้เป่ยซีนึกถึงคำพูดที่รุนแรงของตัวเองในตอนนั้น ยิ้มให้เธออย่างรู้สึกผิด “อือ ตอนนี้ฉันรู้สึกดีขึ้นแล้ว ขอโทษนะ วันนี้พูดจาไม่น่าฟังไปตั้งเยอะ เธออย่าเก็บมาใส่ใจเลย”

เธอยิ้มตาหยีพลางส่ายหน้า “ฉันไม่เป็นไร เพราะฉันปลอบใจคนอื่นไม่ค่อยเก่ง เอ่อ เธอกำลังหาอะไรอยู่หรือเปล่า?”

“ฉัน” เดิมทีอี้เป่ยซีอยากเรียกชื่ออีกฝ่าย แต่เพิ่งรู้ว่าเธอไม่รู้จักแม้แต่ชื่อด้วยซ้ำ “เธอ เธอเห็นฉู่ซ่งไหม?”

“ฉู่ซ่ง? เด็กท็อปคณะคอมพิวเตอร์น่ะเหรอ?”

“น่าจะใช่เขา”

ฉินรั่วเข่อส่ายหน้าเชิงขอโทษ “วันนี้ฉันมีเรียนทั้งวัน ไม่เห็นเขาเลย เธอไม่มีวิธีติดต่อเขาเหรอ?”

อี้เป่ยซีส่ายหัว “ยังไม่รู้เลยว่าเธอชื่ออะไร”

“ฉินรั่วเข่อ”

“ฉินเยว่เข่อเป็น…”

คู่สนทนาจัดผมที่ข้างหู ท่าทางอ่อนโยนมาก น้ำเสียงนุ่มนวลดังขึ้น “เขาเป็นน้องสาวฉัน”

“พวกเธอสองคนเป็นพี่น้อง?”

“มีหลายคนบอกว่าพวกเราไม่ค่อยเหมือนกัน เยว่เข่อเขาสวยเด่นขนาดนั้น ฉันเทียบเขาไม่ติดจริงๆ”

อี้เป่ยซีรีบส่ายหัว “ไม่ใช่แบบนั้น คือว่า ฉันจำได้ว่าคราวก่อนเหมือนเธอพูดอะไรบางอย่าง เรื่องอะไรนะ ฉันจำไม่ค่อยได้แล้ว”

“อ่อ คือเรื่องนี้”เธอหยิบปากกาหมึกซึมออกมาจากกระเป๋า แค่มองก็รู้ว่าเป็นรุ่นเก่า แต่ว่าถูกดูแลรักษาอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ ดูแล้วเหมือนเพิ่งซื้อมาใหม่ “นี่เป็นของที่เธอทำหล่นใช่ไหม?”

อี้เป่ยซีลูบคลำกระเป๋าของตัวเองทันที พบว่าปากกายังนอนอยู่ในกระเป๋าของตัวเองเหมือนเดิม ด้ามนี้เป็นของพี่เป่ยเฉิน เธอรับปากกาหมึกซึมมา คงมีแต่เป็นของพี่เป่ยเฉินแล้ว น่าจะทำหล่นตอนที่มารับเธอคราวก่อน ทำไมถึงสะเพร่าแบบนี้ พอเธอกลับไปแล้วจะต้องต่อว่าเขาสักหน่อย

“ขอบคุณมาก”

“ไม่เป็นไร”ฉินรั่วเข่อลังเลครู่หนึ่งจึงกล่าว “เดิมทีตอนที่พี่ชายมารับเธอ ฉันจะถามเขาก็ได้ว่าใช่ของเขาหรือเปล่า มาคืนเจ้าของเอาป่านนี้ รู้สึกแย่จังเลย”

มือของอี้เป่ยซีที่รับของหยุดชะงักลง “ด้ามนี้ เธอเก็บได้ตอนไหน”

“เมื่อวานไง” เธอแสร้งทำเป็นยิ้มผ่อนคลาย “ฉันยังมีธุระ ขอตัวก่อนนะ”

อี้เป่ยซีพยักหน้า ในใจกลับรู้สึกไม่สบายใจ ช่างเถอะ ตอนนี้การหาตัวฉู่ซ่งสำคัญกว่า…

……………………..

บทที่ 49
โดย 

บทที่ 49 เพื่อนเก่ากลับมา (4)

ฉินรั่วเข่อเดินออกจากทางเดินยาว เพียงไม่กี่ก้าวก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งเดินมาทางนี้อย่างตื่นตระหนก ไม่ใช่สิ เป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่ง เมื่อเห็นว่ามีเพียงฉินรั่วเข่อคนเดียวก็ผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด เขามองไปข้างหลังแล้วเอ่ยถาม “พี่ครับ อี้เป่ยซีล่ะครับ?”

เธอยิ้มน้อยๆ “พี่ชายเขาพาไปแล้ว”

“พี่ชายเขา?” เขาพึมพำ “ถูกเขาพาไปอีกแล้ว”

“เธอเป็นอะไรหรือเปล่า?”

“เปล่าครับ ขอบคุณพี่มาก”

“ไม่เป็นไร งั้นฉันไปก่อนนะ” ฉู่ซ่งตอบรับเบาๆ แล้วเดินไปนั่งที่ทางเดินยาว มองไปยังต้นไม้เขียวขจีพลางครุ่นคิด…

……..

เพราะลาหยุดไปสองวัน อี้เป่ยซีจึงอยากกลับไปที่มหาวิทยาลัย ก่อนจะไปอี้เป่ยเฉินกำชับเธอด้วยความไม่สบายใจมาก

“ถ้ามีอะไรต้องโทรหาพี่ก่อนรู้รึเปล่า?”

“อืม รู้แล้ว”

“ไม่งั้นก็กลับมาอยู่บ้านเหมือนเดิมเถอะ”

อี้เป่ยซีส่ายหน้า “ไม่เอา ฉันก็อยากเรียนรู้การอยู่ร่วมกับคนอื่นนะ อีกอย่าง เพื่อนในหอพักก็ดีกับฉันด้วย”

“เสี่ยวซี เธอก็รู้…”

“ฉันไม่รู้ ฉันก็เก่งมากเหมือนกันนะ พี่เป่ยเฉินอย่าดูถูกฉันสิ”

“ได้ๆๆ เสี่ยวซีของพวกเราฉลาดที่สุดเก่งที่สุดแล้ว ไม่รู้ว่าเธอเหมือนใคร”

เธอพยักหน้าด้วยท่าทีจริงจัง “ใช่แล้ว ที่จริงฉันคือนางฟ้าตัวน้อย ลงมาจากสวรรค์เพื่อเที่ยวเล่นบนโลกมนุษย์ของพวกพี่ ไม่มีใครเหมือนฉันอยู่แล้ว”

“แล้วโลกสวรรค์พวกเธอเป็นยังไง?”

“โลกสวรรค์ของพวกเราสวยมาก มีหมอกควันปกคลุมทุกพื้นที่…” อี้เป่ยเฉินเห็นเธอพูดไม่หยุดก็ยิ้มวางใจ เออออไปกับคำพูดของเธอ รถวิ่งอยู่บนถนนอย่างมั่นคง “เอาละ พี่เป่ยเฉิน เจอกันสุดสัปดาห์”

“เจอกันสุดสัปดาห์”

อี้เป่ยซีก้าวเข้าไปในมหาวิทยาลัยอย่างสบายใจ เมื่อเลี้ยวตรงหัวมุมไหล่ก็ห่อเหี่ยวลง จากนั้นก็ฮึกเหิมขึ้นอีกครั้ง

‘แม้จะเสียใจก็ต้องก้าวต่อไปนะ ลู่เยี่ยหวา’ เธอก้มหน้าลง แล้วเงยหน้ามองท้องฟ้าสีครามสดใสที่ปลอดโปร่งไร้เมฆ เธอสูดหายใจแล้วก้าวเท้ายาวๆ ไป

“เป่ยซี ขอโทษที ฉันเพิ่งจะรู้ว่าเธอ…” ถังเสวี่ยดึงมือของเธอพลางกล่าวขอโทษ “ขอโทษ ขอโทษนะ”

อี้เป่ยซีเก็บโต๊ะหนังสือ กล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ “เธอรู้แล้วเหรอ?”

ถังเสวี่ยรีบส่ายหน้า แล้วก็พยักหน้าด้วยความลังเลเล็กน้อย “แต่ก็ไม่เข้าใจเท่าไร แค่ได้ยินพี่ชายฉันพูดนิดหน่อย”

“อืม ไม่เป็นไร เรื่องพวกนี้น่ะสุดท้ายแล้วก็ต้องมีคนรู้ ซ่อนไม่ได้หรอก” เธอถอนหายใจ

“เป่ยซี เธอ…เสียใจมากใช่ไหม?”

“ขอโทษทีถังเสวี่ย ฉันไม่อยากพูดเรื่องนี้”

“อือ ได้” ถังเสวี่ยรีบเปลี่ยนเรื่อง “เป่ยซี เธอรู้ไหมว่าพรุ่งนี้ต้องส่งงานวิจัยแล้ว?”

อี้เป่ยซีเบิกตากว้าง “ทำไมเธอไม่รีบบอกล่ะ”

เธอหัวเราะอย่างเขินอาย “ก็เป็นห่วงเธอจนวุ่นวายน่ะสิ งานวิจัยสำคัญกว่าเธอที่ไหนกัน”

“งานวิจัยสำคัญสิ อาจารย์หนีเข้มงวดแบบนั้น ลาก่อนนะเพื่อน คืนนี้ฉันไม่กลับมาแล้ว” เธอพูดพลางแบกโน้ตบุ๊กของตัวเองออกจากไปหอพัก

ฟางหมิ่นที่อยู่ข้างๆ ไม่พูดไม่จาตลอดเวลานั้น วางหนังสือที่ปิดหน้าลง ใบหน้าน้อยๆ ซีดขาว เสียงก็อ่อนแรงเล็กน้อย “ถังเสวี่ย”

ถังเสวี่ยหันไปมองคนเรียก ผ่านไปเนิ่นนาน ฟางหมิ่นถึงเหมือนกับถอนหายใจ “รินน้ำให้ฉันสักแก้วได้ไหม?”

“อือ ได้สิ”

………

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว อี้เป่ยซีรีบกลับมายังบ้านที่ตัวเองเช่าไว้ข้างนอก เธอเอาเอกสารไปที่มหาวิทยาลัยแล้วไม่ใช่เหรอ อี้เป่ยซีส่ายหัว ความจำของเธอยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ จริงๆ

ฉู่ซ่งหอบของว่างจำนวนหนึ่ง เดินเข้ามาหาเธอแล้วเอ่ยทัก “สวัสดีครับ”

มือของอี้เป่ยซีที่ถือกุญแจหยุดกึก พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นเด็กผู้ชายตรงหน้า บนใบหน้าเผยรอยยิ้มที่สดใสเป็นอย่างมาก “สวัสดี”

“ฉันยังนึกว่าบ้านหลังนี้ไม่มีคนอยู่ซะอีก”

“เอ่อ คุณเป็นเจ้าของบ้านเหรอ?”

“ไม่ใช่ๆ ฉันก็เป็นผู้เช่าที่นี่ อยู่ข้างๆ เธอเลย เป็นเพื่อนบ้านกัน วันหลังมีอะไรต้องช่วยเหลือกันนะ”ฉู่ซ่งพูดพลางหยิบไก่เส้นรสเผ็ดสองสามห่อออกมาจากกระเป๋าแล้วยัดใส่ในมือของเธอ เดิมทีอี้เป่ยซีอยากปฏิเสธ แต่เมื่อเห็นห่อบรรจุแล้วก็รู้สึกประหลาดใจ

“ของว่างพวกนี้…”

ฉู่ซ่งยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “ใช่ไหมล่ะ หลายที่เขาไม่ขายแล้ว บางอันยังเป็นอาหารขึ้นชื่อของเมือง A เลยนะ”

“ขอบคุณนะ คือว่าฉันยังมีธุระนิดหน่อย ขอตัวก่อนนะ”

“อืม งั้นฉันก็จะกลับเหมือนกัน”

ฉู่ซ่งอุ้มของกินไว้ในอ้อมอก อารมณ์ดีมาก ‘คือเธอใช่ไหม จะต้องใช่เธอแน่ๆ’

อี้เป่ยซีมองของกินในมือ ผ่านไปเนิ่นนานเธอจึงละสายตาไป แล้ววางของว่างในมือบนพื้นที่ว่างเปล่าบนชั้นหนังสืออย่างดี รู้สึกกระปรี้กระเปร่า

จากนั้นเธอนั่งลงหน้าโต๊ะหนังสือที่ถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ เริ่มขีดเขียนลงในเอกสารที่เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เธอเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกา รู้สึกผิดหวังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หวังว่าคืนนี้จะนอนเร็วได้นะ

แต่เสียงระเบิดดังขึ้นกะทันหัน ทั้งห้องเข้าสู่ความมืด แสงไฟของหน้าจอคอมพิวเตอร์ส่องอยู่บนหน้าของเด็กสาว เธอไม่หวั่นไหว ยังคงตั้งใจทำงานของตัวเองไป ใกล้จะเสร็จแล้ว ทันใดนั้นแสงไฟหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็ดับลง การเชื่อมต่อประหลาดเด้งขึ้นมา

บ้าเอ๊ย เธอตบโต๊ะด้วยความโมโห ทำไมพี่เป่ยเฉินถึงได้…เธอมองคอมพิวเตอร์บนโต๊ะ แย่แล้ว ทำไมถึงไม่ใช้ชุดที่พี่เป่ยเฉินเตรียมให้เธอนะ คราวนี้เยี่ยมไปเลย แล้วงานวิจัยของเธอล่ะ

อี้เป่ยซีสาปแช่งให้คนปล่อยไวรัสต้องไม่ตายดี เธอกำลังจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย เสียงกริ่งประตูก็ดังขึ้นจากด้านล่าง

“เอ่อ ไฟดับแล้ว ฉันก็แค่มาดูว่าบ้านเธอมีอะไรหรือเปล่า” ฉู่ซ่งถือไฟฉาย เมื่อเห็นท่าทีที่ทั้งน้อยใจทั้งโมโหของอีเป่ยซีก็รีบถาม “เป็นอะไรไป?”

“คอมพ์โดนไวรัสแล้ว ฉันมีงานวิจัยต้องเขียนให้เสร็จ ถ้าฉันรู้นะว่าเป็นฝีมือใคร…” เธอกัดฟันหรี่ตา “ฉันจะทำให้เขาเขียนวิจัยสามหมื่นคำของฉันร้อยรอบ ไม่สิ เอาพันรอบไปเลย ไม่กินไม่ดื่ม ไม่หลับไม่นอน”

ฉู่ซ่งจงใจกระแอมไอ “ฉันจะลองดูให้”

“ไม่เป็นไร ไม่ต้องรบกวนนายหรอก เดี๋ยวเพื่อนฉันก็มาแล้ว”

“ดึกป่านนี้แล้ว เธอยังจะเรียกเพื่อนมาอีกเหรอ?”

อี้เป่ยซีมองดูเวลาในโทรศัพท์มือถือ เธอแลบลิ้น ป่านนี้แล้ว พี่เป่ยเฉินคงนอนแล้วล่ะมั้ง

“งั้นก็รบกวนนายแล้ว”

“ไม่เป็นไร”ฉู่ซ่งส่องไฟเดินตามอี้เป่ยซีไปยังห้องหนังสือของเธอ โคมไฟบนโต๊ะยังสว่างอยู่ ฉู่ซ่งนั่งลงบนเก้าอี้ นิ้วพิมพ์อยู่บนคีย์บอร์ดอย่างรวดเร็วครู่หนึ่ง ก็สามารถดึงการเชื่อมต่อเดิมกลับมาได้

อี้เป่ยซีรุดไปข้างหน้า “ว้าว เธอนี่เก่งจังเลย แป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว”

เขาพยักหน้าให้ “การป้องกันความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์เธอมันอ่อนเกินไป ฉันช่วยเธอเสริมให้มันแรงได้”

“งั้นก็รบกวนเธอแล้ว แล้วเธอช่วยฉันดูได้ไหมว่าใครเป็นคนโจมตีคอมพ์ของฉัน?”

มือบนแป้นพิมพ์ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็พิมพ์ต่อด้วยความรวดเร็วอีกครั้ง “เรื่องนี้น่ะ เดิมทีก็ทำได้ แต่ว่าฉันลบไอพีไปแล้ว” ฉู่ซ่งอ้างส่งเดช อี้เป่ยซีเชื่อโดยไม่สงสัย แล้วพยักหน้าให้

“น่าเสียดายจริงๆ”

“คนเรามันผิดพลาดกันได้ ให้อภัยได้ก็ให้อภัยเถอะ อีกอย่างไฟล์ก็ไม่เป็นไรไม่ใช่เหรอ?” เขาหัวเราะเขินอาย

อี้เป่ยซีหาว “ใครจะไปรู้ล่ะ แต่ว่ายังไงก็ขอบคุณเธอนะ”

“แหะๆ เรื่องเล็กน้อยน่ะ งั้นฉันรับสายก่อนนะ”

ฉู่ซ่งเห็นชื่อคนที่โทรเข้ามา จึงรีบหลบไปด้านข้าง

“ฉู่ซ่ง นายเลิกเล่นได้แล้ว รีบเปิดไฟเหมือนเดิมเถอะ”เสียงของลั่วจื่อหานเหนื่อยหน่ายเล็กน้อย

ฉู่ซ่งเหลือบมองด้านข้าง เมื่อเห็นว่าอี้เป่ยซียังคงอยู่ด้านหน้าคอมพิวเตอร์จึงถอนหายใจโล่งอก “รู้แล้ว ผมจะไปเดี๋ยวนี้แหละ”

……………………….

บทที่ 48
โดย 

บทที่ 48 เพื่อนเก่ากลับมา (3)

ฉินรั่วเข่อหยุดพูด มองดูอี้เป่ยซีที่ขดตัวอยู่ สูดหายใจแล้วพูดต่อ “หลังจากนั้นนะ ซินเดอเรลล่าก็คิดว่า เธอจะหาเจ้าชายคนนั้นเจอหรือเปล่า เลยยืนอยู่ตรงนั้น หลบซ่อนอยู่ตรงนั้นจากที่ไกลๆ พลางมองดูเขา มองเขาอยู่เงียบๆ ก็พอ ซินเดอเรลล่าตัดสินใจจากบ้านเกิดของตัวเองมาที่ประเทศของเจ้าชาย เธอเห็นเจ้าชายแล้ว ได้เห็นเจ้าชายที่ยิ้มมีความสุขแล้ว

ซินเดอเรลล่าก็มีความสุขมากเลยนะ เธอยิ้มไปยิ้มมา จู่ๆ ก็ร้องไห้ เธอรู้ดีว่าในนิทานของเจ้าหญิงกับเจ้าชาย ซินเดอเรลล่าไม่ใช่นางเอก เธอเป็นเพียงแค่ตัวประกอบ เป็นแค่ตัวละครหนึ่ง สอง สามที่ไม่เข้าตาเท่านั้น แม้ว่าเธอจะเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเจ้าชาย เจ้าชายก็จำไม่ได้ว่าเคยมีซินเดอเรลล่าในหมู่บ้าน ซินเดอเรลล่าน่าจะพอใจแล้ว และซินเดอเรลล่าพอใจมากจริงๆ อย่างน้อยเจ้าชายของเธอก็มีความสุขมาก”

เธอถอนหายใจ… อี้เป่ยซี เจ้าหญิงตัวน้อยๆ อย่างเธอจะเผชิญกับอะไรได้ล่ะ? จะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรคืออยากได้แต่ไม่ได้มา อะไรคือความรู้สึกด้อยค่า อะไรคือความต่ำต้อย

ดังนั้นจะมีอะไรให้เสียใจล่ะ เธอมีมากมายขนาดนี้ ยืนอยู่สูงส่งขนาดนี้ สวยงาม ฉลาด และมีหลายคนอิจฉา ยังจะมีอะไรทำให้เธอเสียใจได้ขนาดนี้ล่ะ

เพราะวันนี้อากาศไม่ดี อาหารไม่ถูกปาก หรือลูกอมไม่หวานพอ?

อี้เป่ยซีเธอรู้หรือเปล่า หากเธอร้องไห้ต่อไป อี้เป่ยเฉินรู้แล้วจะเสียใจนะ เธอคิดเพื่อพี่ชายหน่อยไม่ได้เหรอ

“นี่เธอ เธอหนวกหูมากเลย” อี้เป่ยซีเงยหน้าขึ้น สองตาแดงก่ำ น้ำเสียงยังคงสะอื้นอ่อนแอจนชวนให้คนปวดใจ เธอค่อยๆ ลุกขึ้นยืน สูดหายใจลึกแล้วก้าวเดินจากไป ทั้งดื้อรั้นและแน่วแน่

ฉินรั่วเข่ออึ้งอยู่ตรงนั้น ‘อี้เป่ยซี ทำไมบนตัวเธอถึงมีกลิ่นอายของความเสียใจแบบนี้’ นี่เธอคิดผิดไปหรือเปล่า? ฉินรั่วเข่อส่ายหัว อาจเป็นเพราะว่าสาวน้อยคนหนึ่งได้ยินคำพูดไม่เข้าหูก็เลยน้อยใจมากล่ะมั้ง เธอบังคับตัวเองให้คิดแบบนี้

“รั่วเข่อ” เพื่อนของฉินรั่วเข่อเดินมาหาเธอ ดึงตัวเธอขึ้นมา “ฉันคงไม่เคยบอกเธอสินะ คนนี้คืออี้เป่ยซี เพิ่งย้ายมาเรียนเอกการเงินที่มหา’ลัยเราเมื่อปีที่แล้ว นิสัยเขาแปลกๆ แล้วก็ยัง…ช่างเถอะ เธออยู่ห่างเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วกัน”

ฉินรั่วเข่อพยักหน้า ขนตายาวปิดบังดวงตาเอาไว้ ทำให้ดูไม่ออกว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่

อี้เป่ยซีเดินอยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัย ไม่รู้ว่าตัวเองเดินมานานแค่ไหนแล้ว และก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะเดินไปที่ไหน ไม่รู้ว่าตอนนี้อยู่ที่ใด และไม่รู้ว่าก้าวต่อไปจะอยู่จุดไหน ถ้าหากชีวิตเป็นเพียงเครื่องจักรกลที่ทำงานซ้ำๆ ไม่มีความทรงจำ ไม่มีความคิด เป็นเหมือนฟันเฟืองที่หมุนไปหมุนมาไม่หยุด ก็คงจะดีไม่น้อย

“เธอ เธอ เธอ อี้เป่ยซี” ฉินรั่วเข่อวิ่งมาหยุดข้างเธอ อี้เป่ยซีไม่ได้พูดอะไร ยังคงเดินต่อไป ดวงตาของเธอยังแดงก่ำ ดวงตาแห้ง แห้งจนไร้ความชุ่มชื้น

“เธอทำของหล่นไว้น่ะ” ฉินรั่วเข่อหยิบปากกาหมึกซึมที่ประณีตด้ามหนึ่งออกมา อีกฝ่ายยังคงไม่สนใจเธอ “อี้เป่ยซี เธอไม่เป็นไรนะ”

“หึ ไม่เป็นไร จะเป็นอะไรได้ยังไง คนชั่วอายุยืนเป็นพันปี ฉันถูกกำหนดให้อยู่แค่ร้อยปี ตอนนี้จะเป็นอะไรได้ยังไง จะเป็นอะไรได้ยังไง ฉันมีสิทธิ์อะไรมาพูดว่าตัวเองเป็นอะไร”

ฉินรั่วเข่อได้ยินน้ำเสียงประชัดประชันของอี้เป่ยซี ในใจก็รู้สึกเศร้าเล็กน้อย สุดท้ายแล้วเด็กต้องได้รับการปลอบใจ ไม่ใช่เพียงแค่เล่านิทานให้ฟังก็จบ เธอเอ่ยปาก “ที่จริงเธอไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้ เธอคืออี้เป่ยซี คนที่สวรรค์โปรดปราน ทุกคนชอบเธอเอ็นดูเธอขนาดนี้ อย่าเศร้าไปเลย เด็กดี”

อี้เป่ยซีมองอีกฝ่ายพลางยิ้มเย็นชา “ซินเดอเรลล่าใช่ไหม? คนที่สวรรค์โปรดปราน ทำไมล่ะ รู้สึกไม่แฟร์รึไง? ต่อให้เธอเป็นเจ้าหญิงแล้วยังไง? ตัวประกอบก็คือตัวประกอบอยู่ดี ไม่ใช่เพราะว่าเปลี่ยนตัวตนแล้วก็เปลี่ยนได้ทุกอย่าง ต่อให้เจ้าหญิงคนนั้นกลายเป็นสนมธรรมดา สุดท้ายแล้วเจ้าชายของเธอก็เลือกเขาอยู่ดี เธอรู้ไหมว่าเพราะอะไร?”

ฉินรั่วเข่อกัดริมฝีปากไม่พูดอะไร มือกำปากกาไว้แน่น

“ความต่ำต้อยจากเนื้อแท้ยังไงก็เปลี่ยนกันไม่ได้หรอก เธอเข้าใจรึเปล่า?”อี้เป่ยซีพูดจบก็รีบก้าวเท้าจากไป ฉินรั่วเข่อสูดหายใจลึก ข่มกลั้นหยาดน้ำที่ผุดขึ้นในดวงตา จากนั้นเดินไปข้างๆ อี้เป่ยซีอย่างรวดเร็ว

“เธอพูดจบแล้วหรือยัง” ฉินรั่วเข่อยิ้มอ่อนโยน ท่าทางบริสุทธิ์ไร้พิษภัย “เธอเป็นแบบนี้ฉันวางใจไม่ได้”

อี้เป่ยซีชำเลืองมองเธอเงียบๆ สะบัดหน้าหนีแล้วพูดด้วยเสียงดุดันเล็กน้อย “แล้วแต่เธอ”

ทั้งสองคนไม่รู้ว่าเดินอยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัยมานานแค่ไหนแล้ว ฉินรั่วเข่อรู้สึกได้ว่ามีชั้นเหงื่อบางๆ ซึมอยู่ด้านหลังของตัวเอง ขณะที่ไม่รู้ว่าเดินผ่านทางเดินยาวเป็นครั้งที่เท่าไรแล้วนั้น อี้เป่ยซีก็หยุดเดิน เธอมองฉินรั่วเข่อ นั่งลงบนเก้าอี้กลมตรงทางเดินยาวโดยไม่พูดไม่จา พร้อมกอดตัวเองไว้แน่น

ฉินรั่วเข่อเดินมาข้างเธอเหมือนต้องการพูดอะไรบางอย่าง แต่เพิ่งอ้าปากก็ปิดปากลงอีก

“เพราะคิดว่าตัวเองผ่านอะไรมาเยอะใช่ไหม ก็เลยรู้สึกว่าอดีตของคนอื่นเป็นเรื่องเล็กๆ” อี้เป่ยซียังคงพูดต่อ ฉินรั่วเข่อรีบส่ายหัว

“ไม่ใช่แน่นอน ฉันก็แค่อยากปลอบใจเธอ ไม่อยากเห็นเธอเศร้าแบบนี้”

อี้เป่ยซียิ้มเย็นชา “ตลกจังเลย พวกเรารู้จักกันเหรอ?”

“เธอคืออี้เป่ยซี ฉันรู้”

“ใช่สิ ฉันคืออี้เป่ยซี เป็นอี้เป่ยซีแล้วยังไง เธอรู้ว่าเป็นอี้เป่ยซีก็รู้จักฉันแล้วเหรอ เธอไม่รู้อะไรเลยแต่ก็ยังวิพากษ์วิจารณ์อยู่ข้างคนอื่นเหมือนกับตัวเองถูก แบบนี้มันเหมาะแล้วเหรอ เพื่อนนักศึกษา”

ฉินรั่วเข่อก้มหน้า พูดเสียงต่ำว่า “ฉันแค่อยากช่วยเธอ”

“สงสารฉัน?”

“เปล่า ฉันแค่รู้สึกว่าอดีตมันก็ผ่านไปแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เธอไม่ควรผูกมัดอยู่กับเรื่องราวในอดีต ควรจะมองไปข้างหน้า ไม่ควรมองว่าเธอขาดอะไร แต่ควรมองว่าเธอมีมากแค่ไหน เธอคืออี้เป่ยซี คนที่มีคนมากมายรัก เธอควรใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่ใช่สับสนอยู่กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ บางอย่าง”

จู่ๆ อี้เป่ยซีก็หัวเราะ ทำเอาฉินรั่วเข่อสะดุ้งโหยง เธอพูดต่อว่า “ควรจะปลงกับเรื่องทุกอย่างหน่อยไม่ใช่เหรอ?”

อี้เป่ยซีกวาดตามองอีกฝ่าย ไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงแต่กอดตัวเองแน่นกว่าเดิม วางศีรษะอยู่บนเข่าของตัวเองอย่างเหนื่อยล้า

ไม่นานก็ได้ยินเสียงฝีเท้า เมื่ออี้เป่ยเฉินปรากฏตัวต่อหน้าสองคน ฉินรั่วเข่อจึงค่อยโล่งอก รอยยิ้มอ่อนโยนยังคงประดับบนใบหน้า แต่แก้มกลับแดงโดยไม่รู้ตัว อี้เป่ยเฉินเดินผ่านเธอไป กลิ่นสดชื่นจากตัวเขาลอยปะปนอยู่ในสายลม

“เสี่ยวซี”

“พี่เป่ยเฉิน ฉันไม่สบาย ฉันรู้สึกเหนื่อยมากเลย” อี้เป่ยซีพิงอยู่บนไหล่ของเขา

อี้เป่ยเฉินกล่าวโทษตัวเอง ตั้งแต่ที่อี้เป่ยซีกลับมาเขาก็มักจะละเลยไม่ดูแล ไม่รู้จักถามว่าอี้เป่ยซีมาที่มหาวิทยาลัยทำไมกันแน่ เกิดเรื่องอะไรขึ้นที่มหาวิทยาลัยบ้าง ถ้าหากตัวเองใส่ใจมากกว่านี้ละก็…

“ได้ พี่จะพาเธอกลับบ้าน”

“อือ กลับบ้าน” เธอพยักหน้าหงึกหงัก อี้เป่ยเฉินอุ้มเธออย่างระมัดระวัง แล้วจึงค่อยสังเกตเห็นว่ายังมีอีกคนยืนอยู่ที่ทางเดิน “ขอบคุณมาก” จากนั้นก้าวจากไปโดยไม่หันมามองเธอแม้แต่นิดเดียว ฉินรั่วเข่อได้แต่มองดูพวกเขา ทั้งอยากหัวเราะ ทั้งอยากร้องไห้

‘ดีจังเลย อี้เป่ยเฉิน วันนี้ได้เจอคุณอีกแล้ว แต่ว่าอี้เป่ยเฉิน คุณจำฉันไม่ได้สักนิดจริงเหรอ?’ เธอมองปากกาหมึกซึมในมือซึ่งมีตัวอักษร ‘เฉิน’ กับ ‘ซี’ สลักเอาไว้

หวังว่าเจ้าหญิงกับเจ้าชายจะมีความสุขด้วยกัน เธอคิดในใจพลางเอามือเช็ดๆ ตา อากาศช่วงนี้ชื้นจังเลยนะ บนมือก็เปียกนิดหน่อยด้วย

…………………………..

บทที่ 47
โดย 

บทที่ 47 เพื่อนเก่ากลับมา (2)

ลู่เยี่ยอิ่งหมุนปากกาในมืออย่างเบื่อหน่าย หลังจากที่เห็นอี้เป่ยซีก็แย้มยิ้ม จากนั้นลุกขึ้นแล้วยื่นมือออกไป อีกฝ่ายก็ยื่นมือของตัวเองออกมาอย่างจนปัญญา

“ดีใจมากที่ได้เจอเธออีกครั้ง อี้เป่ยซี” ลู่เยี่ยอิ่งทักทายด้วยภาษาประเทศ U ที่คล่องแคล่ว จับมือกันครู่หนึ่งก็ปล่อยตามมารยาท อี้เป่ยซีฝืนยิ้มให้

“ดีใจที่ได้เจอคุณค่ะ ลู่เยี่ยอิ่ง” อี้เป่ยซีพูดด้วยภาษา C เธอยืนอยู่ด้านข้างโต๊ะประชุม แม้จะรู้ว่าคือความตั้งใจของคนที่นั่งอยู่ อี้เป่ยซีก็ยังแปลด้วยความตั้งใจมาก เสียงที่สดใสสลับไปมาระหว่างสองภาษา

เธอก้มหน้ามองท่าทางมีส่วนร่วมของลู่เยี่ยอิ่งเป็นครั้งคราว เหม่อลอยเล็กน้อย จากนั้นค่อยกลับคืนสู่อาการปกติ แล้วทำหน้าที่แปลของตัวเองต่อไป

ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็เซ็นสัญญากัน ธุระปะปังเสร็จสิ้นแล้ว อี้เป่ยซีจึงถอนหายใจโล่งอก ขณะที่เดินผ่านลู่เยี่ยอิ่งไป จู่ๆ เธอก็เห็นกระดาษบนโต๊ะเขียนตัวเลขจำนวนหนึ่งไว้ชัดเจน ย่างก้าวที่กำลังจะจากไปอ้อยอิ่งอยู่ตรงนั้น

‘ลู่เยี่ยหวา ลู่เยี่ยหวา ฉันอยากให้ตัวเองมีความสามารถในการเรียกหาได้จังเลย’

‘ตอนนี้เธอก็เรียกได้แล้วไม่ใช่เหรอ เธอแค่พูดประโยคเดียว ฉันก็รีบมานี่เลยไม่ใช่เหรอ?’

‘นั่นสิ ไม่ได้หรอก แบบนี้ง่ายเกินไปแล้ว ฉันต้องคิดรหัสเรียกพิเศษ ต่อไปพอนายได้ยินรหัสนี้ ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ก็ต้องโผล่มาหาฉันนะ’

‘ก็ได้ งั้นเป่ยซี ฉันก็อยากได้รหัสด้วยได้ไหม รหัสที่ไม่ต้องถูกเธอเรียกทุกครั้ง บางครั้งฉันก็ไม่อยากเห็นหน้าเธอไง’

‘งั้น…ก็ได้ นายอยากได้รหัสอะไร’

‘01080206’

‘เอ๋ หมายความว่าอะไรเหรอ’

‘คิดดูดีๆ’

เธอมองดูตัวเลขบนกระดาษ กำหมัดแน่นจนเจ็บ ลู่เยี่ยอิ่งทำเป็นมองไม่เห็น นั่งทำตัวตามสบายอยู่ตรงนั้น

“อี้เป่ยซี พาฉันเยี่ยมชมมหา’ลัยพวกเธอหน่อยได้ไหม?”

“ได้” เธอหยิบกระดาษจากบนโต๊ะเก็บใส่กระเป๋าตัวเอง

อี้เป่ยซีก้มหน้าเดินนำทางอยู่ด้านหน้า พูดแนะนำบริเวณมหาวิทยาลัยเป็นครั้งคราว ลู่เยี่ยอิ่งหมดความอดทนเล็กน้อย

“แปลกใจไหมว่าทำไมฉันถึงรู้ตัวเลขชุดนี้?”

อี้เป่ยซีไม่ได้พูดอะไร เดินนำหน้าต่อไป

“จะว่าไปฉันก็คิดว่ามันตลกดี เธอรู้ไหมว่าลู่เยี่ยหวามีไดอารี่เล่มหนึ่ง เป็นไดอารี่ที่เกี่ยวกับเขาและยัยเด็กที่เขาชอบ ยัยเด็กน้อย เอามาใช้กับเธอแล้วช่างเป็นการเหยียดหยามคำนี้จริงๆ”

คนที่อยู่เบื้องหน้ายังคงไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง ลู่เยี่ยอิ่งพูดต่อว่า “เธอรู้ไหมว่าตัวเลขหมายความว่าอะไร? เธอในตอนนั้นทายไม่ถูก ตอนนี้รับรองว่าเธอก็ทายไม่ถูกเหมือนกัน ใช่สิ หัวใจเธอไม่ได้อยู่ที่เขา จะไปเข้าใจความหมายมันได้ยังไง

เธอต้องไม่รู้อยู่แล้ว เขาเอาตัวเลขนี้สลักไว้บนของขวัญวันเกิดครบสิบแปดปีของเธอ รอจนเธออายุสิบแปด กลายเป็นผู้ใหญ่แล้ว ตอนนั้นเขาจะยี่สิบหก พวกเธอสองคนก็จะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป

เจ้าโง่นั่น ทำไมถึงนึกว่าการเธอที่เป็นผู้ใหญ่แล้วจะได้อยู่กับเขาตลอดไป เขาไม่รู้เหรอว่าก่อนอายุสิบแปดหัวใจของเธอไม่ได้อยู่ที่เขา หลังอายุสิบแปดหัวใจของเธอจะอยู่ที่เขาได้ยังไง

อี้เป่ยซี เธอเป็นคนใจดำที่สุดที่ฉันเคยเจอมา แม้แต่งูพิษก็เทียบเธอไม่ได้

คนอย่างเธอไม่คู่ควรที่จะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้อีกต่อไป”

ทันใดนั้นอี้เป่ยซีหันไปร้องลั่นใส่เขา “นายพูดจบแล้วหรือยัง”

“เป็นอะไรไป รับไม่ได้เหรอ?”ทุกน้ำเสียงในคำพูดเต็มไปด้วยการดูหมิ่น

“ฉันไม่อยากร้องขอการให้อภัยจากนาย ลู่เยี่ยอิ่ง ฉันรู้ว่าเรื่องนี้ฉันเป็นคนผิดตั้งแต่ต้นจนจบ ฉันก็โทษตัวเอง ฉันก็เสียใจ ฉันก็อยากใช้ชีวิตตัวเองแลกชีวิตของลู่เยี่ยหวากลับมา ฉันถามตัวเองไม่หยุด ถามไม่หยุดเลยว่าทำไมฉันถึงมีชีวิตอยู่ต่อไป ทำไมลู่เยี่ยหวาจากไปแล้วฉันยังอยู่บนโลกนี้ได้อย่างมีความสุข

ฉันเข้าใจได้ นายจะโทษฉันก็ดี เกลียดฉันก็ดี แก้แค้นฉันก็ดี แต่ขอร้องล่ะ ขอร้องนายอย่าว่าลู่เยี่ยหวาอีกได้หรือเปล่า เลิกพูดถึงเขาสักทีได้ไหม” เธอค่อยๆ ย่อตัวลง น้ำตาหยดใหญ่ร่วงลงบนพื้น ทำให้ละอองฝุ่นเล็กๆ เปียกชื้น

ลู่เยี่ยอิ่งก้มตัวลงข้างเธอ ยังคงพูดด้วยน้ำเสียงเช่นเมื่อครู่ “แค่นี้ก็รับไม่ได้เหรอ? แล้วฉันต้องทำยังไง ทุกคืนฉันฝันเห็นพี่ชายฉันนอนจมอยู่ในกองเลือด ทำไมตอนนี้เพิ่งมารู้สึกผิดรู้สึกเสียใจได้? ตอนนั้นที่เธอบอกเลิก ทำไมถึงไม่เคยคิดว่าจะมีวันนี้ ตอนนั้นที่พวกเราขอร้องให้เธอมาดูใจเขา ทำไมถึงไม่เคยคิดว่าจะมีวันนี้ ตอนนั้นที่เธออยากตายทำไมเธอไม่คิดถึงวันนี้

อี้เป่ยซี ถึงเธอจะไม่ใช่คนชนเขาตาย แต่ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ เขาก็ไม่ต้องจากไปแบบนี้

เธออี้เป่ยซี ทั้งๆ ที่ในใจมีคนอื่นอยู่แล้ว ยังเอาเขามาเป็นตัวแทน มาเป็นของเล่นอยู่ในมือเธอ เป็นไงบ้าง ความรู้สึกแบบนี้มันสบายมากสินะ พอเบื่อแล้วก็ทิ้งขว้างเขาทันที แล้วผลักเขาไปหาความตายใช่ไหม?

ฉันจะบอกเธอให้นะอี้เป่ยซี ต่อให้เธอกลับไปอยู่ข้างอี้เป่ยเฉินแล้วยังไง เธอนึกว่าสองคนจะได้อยู่ด้วยกันงั้นเหรอ ไม่มีวันหรอก ตราบใดที่ฉันลู่เยี่ยอิ่งยังอยู่ ฉันก็จะทำให้เธออี้เป่ยซีอยู่อย่างไม่สงบสุข” พูดจบเขาก็จากมหาวิทยาลัยไปด้วยความสง่างาม ปล่อยให้อี้เป่ยซีแอบสะอื้นอยู่ตรงนั้นตามลำพัง

“รั่วเข่อ ตรงนี้ก็คือ…” เพื่อนนักศึกษาข้างๆ ยังคงแนะนำเธออยู่ แต่ฉินรั่วเข่อกลับเขยิบไปข้างคนที่นั่งยองๆ อยู่ เธอยื่นทิชชูหนึ่งห่อให้อีกฝ่าย แต่กลับถูกอี้เป่ยซีปัดกระเด็นออกไป

ฉินรั่วเข่อนั่งยองอยู่ข้างเธอ “ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงเสียใจขนาดนี้” เธอต้องการยื่นมือออกไปปลอบประโลมอีกฝ่าย แต่เมื่อมือค้างอยู่ครึ่งหนึ่งกลางอากาศก็ดึงกลับมา “ฉันก็จะอยู่ตรงนี้เป็นเพื่อนเธอ ถ้าเธอร้องไห้เสร็จแล้วยังไม่สบายใจ จะเล่าให้ฉันฟังก็ได้ ถ้าหากฉันทำได้จะช่วยเธอแก้ปัญหาแน่นอน”

อี้เป่ยซีไม่ได้สนใจเธอ ร้องไห้อยู่บนตักของตัวเองต่อไป ฉินรั่วเข่อจึงเอ่ยปากช้าๆ “ถ้างั้นฉันเล่านิทานให้เธอฟังเรื่องหนึ่งแล้วกัน

นิทานเรื่องนี้เป็นเรื่องราวความรักที่น่าเบื่อ เรื่องราวของมันก็เริ่มต้นจากเรื่องน่าขันระหว่างซินเดอเรลลาผู้ต่ำต้อยกับเจ้าชายทองคำ

ซินเดอเรลล่าไม่ได้มีจิตใจงดงามเหมือนในนิทาน เธอวางแผนเล่นงานเจ้าชายร่วมกับคนอื่น ทำให้เจ้าชายตกเป็นเป้าหมายโจมตี อีกทั้งยังข่มขู่เจ้าชาย ถ้าหากเจ้าไม่รับปากเงื่อนไขของพวกเขา พวกเขาก็จะทำให้ชื่อเสียงเจ้าชายป่นปี้อยู่ในสถานที่ที่น่าขยะแขยงแห่งนั้น

แต่ว่ายังไงเจ้าชายก็คือเจ้าชาย เขาฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหมดด้วยรัศมีแห่งความเป็นพระเอกของตัวเอง สุดท้ายเขาก็เอาดาบจ่อที่คอของซินเดอเรลลากับคนชั่วพวกนั้น ซินเดอเรลล่าตกใจ ในขณะที่เธอคิดว่าตัวเองกำลังจะตาย เจ้าชายก็ปล่อยเธอไป และยังช่วยซินเดอเรลลาแก้ไขปัญหาสุดท้ายที่เธอมี ซินเดอเรลลาหลงรักเจ้าชายคนนั้นซะแล้ว

นับตั้งแต่ที่ซินเดอเรลลากลายเป็นหญิงสาวธรรมดาอีกครั้ง ก็ขังเจ้าชายของเธอไว้ในความฝันของตัวเอง ในฝันของเธอจะมีนางฟ้าที่มอบชุดสวยๆ ให้เธอใส่ และได้เต้นรำกับเจ้าชายของเธออย่างสง่างาม”

…………………………..

บทที่ 46 เพื่อนเก่ากลับมา (1)

“เป่ยซี ต่อไปขโมยลูกอมกินอีกไม่ได้นะ” ลั่วจื่อหานเขกศีรษะของเธอเบาๆ

อี้เป่ยซีกะพริบตาถี่ ท่าทางงุนงงมาก “ทำไม…อือ…” ไม่รอให้เธอพูดจบ ลั่วจื่อหานจับศีรษะของเธอไว้ทันที สบตาเธอพลางจุมพิตริมฝีปากแดงๆ แทรกผ่านสิ่งกีดขวางไปพันรอบปลายลิ้นน้อยๆ ของเธอ ผ่านไปเนิ่นนานจึงผละจากเธออย่างอ้อยอิ่ง

“หวานเกินไปก็ไม่ดี”

บ้าเอ๊ย อี้เป่ยซีลุกขึ้นนั่งจากเตียงอย่างรวดเร็ว ลูบริมฝีปากตัวเองตามจิตใต้สำนึก ทำไมถึงฝันแบบนี้ได้ ตัวละครเอกก็ยังเป็นเขาอีก พระเจ้า พระเจ้า ต้องเป็นเพราะช่วงนี้ตัวเองนอนดึกมากไปแน่ๆ คนหนุ่มสาวจะนอนดึกไม่ได้ เธอคิดพลางพัดวีใบหน้าของตัวเอง

ฤดูใบไม้ผลิของเมือง B อบอุ่นกว่าที่อื่น เธอยังคงครุ่นคิดอยู่

เชอะ กำลังคิดอะไรบ้าบอกันแน่เนี่ย เป็นฤดูใบไม้ผลิหรือไม่ใช่อะไรกัน

คงเป็นเพราะช่วงนี้ลั่วจื่อหานมักเสนอหน้ามาให้เธอเห็นบ่อยๆ ต้องใช่แน่ๆ มันก็แค่ความฝันเอง จะมีอะไรนักหนาเชียว

คนประเภทอย่างเขาจะขี้เล่นแบบนี้ได้ยังไง?

นั่นสิ คนอย่างลั่วจื่อหานเห็นแวบแรกก็เย็นชาเฉยเมย ไร้ความน่าสนใจมาก จะทำเรื่องแบบนี้ได้ยังไง

อา…อี้เป่ยซี คิดเหลวไหลอีกแล้ว เธอล้มลงบนเตียงอย่างผิดหวัง ต่อไปเจอหน้าเขาก็หลบๆ ไปก็แล้วกัน

“เสี่ยวซี เสี่ยวซี” อี้เป่ยเฉินเคาะประตูอยู่ด้านนอก “ไหนบอกว่าวันนี้มีกิจกรรมอาสาสมัครไม่ใช่เหรอ ยังจะนอนอยู่อีก?”

“ฉันจะตื่นเดี๋ยวนี้แหละ” อี้เป่ยซีกอดหมอนตัวเองพลางพลิกตัว แล้วก็พลิกอีกรอบ สุดท้ายจึงลุกขึ้นนั่ง ธุระสำคัญต้องมาก่อน

ขณะที่กำลังกินข้าวเช้า อี้เป่ยซีใจลอยเล็กน้อย ในสมองมีแต่เรื่องวุ่นวายที่ผสมปนเปเข้าด้วยกันเหมือนกับกาวเหนียวๆ

“เสี่ยวซี เสี่ยวซี” หลังจากอี้เป่ยเฉินเรียกชื่อเธอหลายครั้ง อี้เป่ยซีจึงตอบอย่างเลื่อนลอยเล็กน้อย “ช่วงนี้เธอชอบกินหวานเป็นพิเศษเหรอ?”

อี้เป่ยซีลุกขึ้นยืนเสียงดังปัง “เปล่านะ ฉันไม่ได้กินหวาน”

“เธอจะตื่นเต้นขนาดนี้ทำไม” อี้เป่ยเฉินหัวเราะเสียงเบา “เติมน้ำตาลในกาแฟเยอะเกินไปแล้วน่ะ”

เธอมีปฏิกิริยาตอบสนองทันที ผลักน้ำตาลออกไปไกล พอมองกาแฟแล้วรู้สึกขัดสายตา จึงผลักออกไปเช่นกัน “พี่เป่ยเฉิน” เธอทำท่าทางน้อยใจ “ต่อไปพวกเราอย่ากินน้ำตาลเลย ไม่สิ ต่อไปฉันไม่อยากเห็นมันแล้ว ฉันเกลียดของหวานที่สุด”

อี้เป่ยเฉินแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ยังเออออตามไป “ได้ ต่อไปไม่กินแล้ว เอ้า แก้วนี้พี่ให้เธอก่อน ไม่ได้เติมอะไรเลย ดีหรือเปล่า”

อี้เป่ยซีรับมาอย่างดีใจ หลังดื่มไปอึกหนึ่งคิ้วก็ขมวดเข้าหากัน ขม…เธอสูดหายใจแล้วดื่มกาแฟที่เหลือรวดเดียวหมด ก่อนจะวางแก้วลงบนโต๊ะอย่างแรง อี้เป่ยเฉินเห็นท่าทางของเธอกับคิ้วที่ขมวดกันก็ถามว่า “ไม่ชินใช่ไหม?”

“ไม่ ฉันจะต้องชินแน่” สาวน้อยพูดพลางพยักหน้าหงึกหงัก

“โอเค”

หลังจากอี้เป่ยเฉินไปส่งเธอที่มหาวิทยาลัยก็จากไป อี้เป่ยซีมาถึงที่จึงค่อยเห็นว่าถังเสวี่ยยังยืนอยู่ที่นั่นด้วย

“เธอไม่ได้อยู่กับฟางหมิ่นเหรอ?”

ถังเสวี่ยพยักหน้า “ฉันกลับมาเอาของนิดหน่อย ก็เลยแวะมาดูเธอด้วยน่ะ”

“มีอะไรน่าดูล่ะ” อี้เป่ยซีรู้สึกแปลกๆ เล็กน้อย “ก็ไม่ใช่เรื่องลำบากอะไร เธอไม่ต้องกังวลขนาดนั้นหรอก”

“งั้นก็รบกวนเธอแล้วนะ” ถังเสวี่ยเหมือนกับนึกอะไรบางอย่างได้ “นี่คือลูกอมที่คุณอาให้ฉันไว้ อร่อยมากเลย ปกติเธอชอบกินของหวานไม่ใช่เหรอ อะ ฉันให้”

“ไม่เอา” อี้เป่ยซีถอยห่างไปทันทีหลายก้าว “ตอนนี้ฉันเซนซิทีฟกับของหวานมาก เธอช่วยเอาออกไป เอาออกไปที”

“แปลกคนจริง” ถังเสวี่ยถือลูกอมไปทักทายคนอื่นแล้ว

อี้เป่ยซีร้องไห้อยู่ในใจ ทำไมกลัวอะไรแล้วสิ่งนั้นก็ยิ่งมาปรากฏอยู่ตรงหน้ากัน วันนี้เธอลืมไหว้เจ้าที่ตอนออกจากบ้านหรือไง?

อี้เป่ยซีถอนหายใจยาว หยิบสายที่หัวหน้าทีมมอบให้มาคล้องไว้ด้วยความไม่ชอบใจเล็กน้อย ยืนอยู่ไม่ทันไรก็เริ่มหาวอย่างอดใจไม่ไหว ถ้ารู้ว่าน่าเบื่อแบบนี้เธอก็คงไม่รับปากถังเสวี่ยแล้ว ไม่รู้ว่าฟางหมิ่นเป็นยังไงบ้าง

เธอนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานตอนตัวเองกำลังเล่นเกมส์ ถังเสวี่ยกระหน่ำโทรหาไม่หยุดจึงต้องรับสายอย่างจนใจ เธอที่รีบร้อนกลับไปร่วมการต่อสู้ของทีมรับปากคำขอถังเสวี่ยไปโดยไม่ได้คิดอะไร

ฟางหมิ่น…อี้เป่ยซีนึกถึงอีกคน ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย แม้ว่าทุกวันอีกฝ่ายจะปากคอเราะราย แต่ว่าแท้จริงแล้วเป็นคนมีจิตใจเอื้อเฟื้อทีเดียว นี่คงเป็นเหตุผลที่ถังเสวี่ยสนิทกับเธอล่ะมั้ง

“มาแล้วๆ” ระหว่างที่เอ่ย ทุกคนต่างยืนตัวตรงอยู่ที่สองฝั่งถนน อี้เป่ยซีบังคับให้ตัวเองมีชีวิตชีวาขึ้น รถคันสีแดงมาหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเขา รองเท้าหนังคู่หนึ่งที่ขัดจนแวววับก้าวแตะพื้น ผู้คนที่กำลังเสียงดังเงียบสงบลงทันที ผู้ชายสวมสูทสีแดงเหมือนไวน์ก้าวลงจากรถ หลังจากเห็นใบหน้าของเขาชัดเจนแล้ว กลุ่มคนที่เงียบสงบก็เริ่มกระซิบกระซาบกัน

อี้เป่ยซีตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น สีเลือดบนใบหน้าหายไปในชั่วพริบตา

เดิมทีลู่เยี่ยอิ่งนึกรำคาญเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นบางคนที่ยืนตัวแข็งทื่อโดยไม่ตั้งใจแล้วก็รู้สึกสนุกขึ้นมา ดูแล้ววันนี้คงเป็นวันที่น่าสนุกมากทีเดียว มุมปากของเขายกยิ้ม เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าอี้เป่ยซีด้วยความระมัดระวังมาก

“มายก๊อด อี้เป่ยซีรู้จักเขาเหรอ?”

“ว้าว เขาหล่อจริงๆ เลย อยู่กับอี้เป่ยซีแล้วเหมาะสมกันมาก”

ผู้อำนวยการเห็นสองคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นเหมือนคนนอก สีหน้าก็เงอะงะ เขากระแอมไอเบาๆ “ประธานลู่ ยินดีต้อนรับครับ ห้องประชุมอยู่ทางนี้”

ลู่เยี่ยอิ่งละสายตาตัวเองไป ตอบว่าอือเบาๆ แล้วก้าวเท้าเดินจากไป อี้เป่ยซีพ่นลมหายใจ ราวกับถูกดูดพลังงานไปจนหมด

‘ลู่เยี่ยอิ่ง ที่นายมาครั้งนี้เป็นเพราะฉันเหรอ?’

“ตายๆ แม่คุณทูนหัวของฉัน เธอมาอยู่ในทีมอาสาสมัครได้ยังไงเนี่ย” หลังจากรองผู้อำนวยการที่อยู่ข้างๆ เห็นลู่เยี่ยอิ่งจากไปแล้วก็รีบพูดกับอี้เป่ยซี ตอนนี้ใครบ้างจะไม่รู้ว่าเธออี้เป่ยซีคือน้องสาวของอี้เป่ยเฉิน การเปิดตัวครั้งใหญ่ก็เพียงพอแล้ว ยังมีคนลากเธอมาร่วมกิจกรรมพวกนี้อีก

“วันนี้ถังเสวี่ยมีธุระ ฉันมาช่วยแทนเขาน่ะค่ะ”

“ถังเสวี่ย?” รองผู้อำนวยการประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด “ช่างเถอะ ไม่ว่าจะเหตุผลอะไร เด็กน้อยเธอกลับไปเถอะ ตรงนี้แค่พวกเราก็พอแล้ว”

อี้เป่ยซีไม่พอใจเล็กน้อย แต่เมื่อนึกได้ว่าใครคือแขกถึงพยักหน้า และกำลังจะจากไป

“อี้เป่ยซี”

“คะ” อี้เป่ยซีหันไปก็เห็นผู้อำนวยการที่มีสีหน้าขึงขัง

“ประธานลู่อยากหาคนที่ไว้ใจได้มาช่วยเป็นล่ามให้เขาหน่อย”

อี้เป่ยซีกัดริมฝีปาก…ไม่ได้ เธอจะเข้าไปไม่ได้ “ผู้อำนวยการคะ ภาษาของฉันแย่เกินไป ตรงนี้ก็มีเพื่อนนักศึกษาที่เรียนเอกภาษาของประเทศ U ไม่ใช่เหรอคะ?” ไว้ใจได้เหรอ เขาจะไว้ใจเธอได้อย่างไร เขาอยากฆ่าเธอล่ะสิไม่ว่า

“เอ่อ…นักศึกษาอี้เป่ยซี ประธานลู่บอกว่าเธอคือเพื่อนสนิทของพี่ชายเขา”

“ฉันไปค่ะ ฉันไป” อี้เป่ยซีกัดริมฝีปากพลางตามผู้อำนวยการไปถึงห้องประชุม เธอยืนอยู่หน้าประตู มือที่เปิดประตูสั่นเทาเล็กน้อย ผู้อำนวยการชำเลืองมองเธอแวบหนึ่ง

“นักศึกษาอี้เป่ยซี เธอกลัวอะไรอยู่หรือเปล่า?”

อี้เป่ยซีพยักหน้า “ผู้อำนวยการคะ ฉันจะขอ…”

ผู้อำนวยการส่ายหน้าให้ พูดชี้แนะอย่างจริงใจ “นักศึกษาอี้เป่ยซี แม้ว่าฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับประธานลู่ที่อยู่ข้างใน แต่อาจารย์ก็เคยสอนเธอแล้วว่าการหนีไม่ใช่วิธีที่ถูก วันนี้เธอหลบได้ แล้วพรุ่งนี้ล่ะ? เธออยากจะสูญเสียความเป็นตัวเองระหว่างการไล่ตามและหลบหนีไปตลอดเหรอ?”

อี้เป่ยซีมองลูกบิดประตูโดยไม่ได้พูดอะไร

“คนที่จิตใจอ่อนไหวก็ต้องสัมผัสกับของที่ตัวเองแพ้ทาง ถึงจะแก้อาการแพ้ได้ไม่ใช่เหรอ?” เขาล้วงกระเป๋า “ตอนที่ลูกสาวฉันอารมณ์ไม่ดีเขาชอบกินลูกอม ฉันเลยพกติดตัวไว้เม็ดหนึ่ง เอาไปสิ”

อี้เป่ยซีหันหน้าไปด้วยความรังเกียจ จากนั้นผลักประตูทันที…

…………………

บทที่ 45 งานวันเกิด (5)

ฉินเยว่เข่อสังเกตเห็นว่าลั่วจื่อหานมา เธอมองหาทั่วทุกที่กลับไม่เห็นเงาของหลิงจื่อเซี่ยเลย

หึ อี้เป่ยซี ดูแล้วเธอยังคงคิดไม่ซื่อกับลั่วจื่อหานจริงๆ ถึงได้เชิญแค่เขาแต่ไม่ได้เชิญจื่อเซี่ยให้มาด้วยกัน

เธอส่ายหัวพิมพ์ข้อความและส่งออกไป เผยรอยยิ้มชั่วร้าย ‘ฉันไม่มีอำนาจต่อสู้กับเธอแล้วยังไงเหรอ ยังไงซะก็มีคนที่จัดการกับเธอจนไม่เหลือแม้แต่โอกาสให้ตอบโต้ได้อยู่แล้ว อี้เป่ยซี คราวนี้เธอคอยดูให้ดีเถอะ’

“เยว่เข่อ”

“ถังเสวี่ย” ฉินเยว่เข่อยิ้มบางๆ ให้ถังเสวี่ย เธออารมณ์ดีมาก

“เมื่อกี้ฉันเหมือนเห็นพี่สาวเธอข้างนอกน่ะ”

เขาอยู่ที่เมือง B ไม่ใช่เหรอ…ฉินเยว่เข่อเลิกคิ้วเล็กน้อย “ใช่พี่สาวฉันจริงๆ เหรอ?”

ถังเสวี่ยแอบหัวเราะ “ไม่ผิดแน่นอน พี่สาวเธอโดดเด่นขนาดนั้น มองแวบเดียวก็จำได้แล้ว”

“งั้นฉันออกไปดูหน่อย” ฉินเยว่เข่อยังข้องใจเล็กน้อย ก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่าพี่สาวเอาเงินก้อนมาจากไหนเพื่อช่วยแม่ ตอนนี้ควรจะอยู่เป็นเพื่อนแม่ไม่ใช่เหรอ หรือว่าได้เวลาติดตามความก้าวหน้าเรื่องการเรียนของเธอแล้ว ทำไมถึงมาเมือง A ตอนนี้ได้ อีกอย่าง ฝ่ายนั้นรู้ได้อย่างไรว่าเธออยู่ที่นี่ล่ะ

เธอเดินออกไปอย่างรวดเร็วก็เห็นฉินรั่วเข่อที่แต่งหน้าบางๆ เธอสวมชุดเดรสสีฟ้า พลิ้วไหวน้อยๆ ท่ามกลางสายลม เต็มไปด้วยอารมณ์ที่สดชื่นและละเอียดอ่อน เธอแย้มยิ้มให้กับคนตรงหน้า

ฉินรั่วเข่อน้องสาวตัวเองปรากฏตัวก็ประหลาดใจเล็กน้อย เธอมาที่เมือง A เมื่อสองวันก่อนเพื่อจัดการเรื่องย้ายมหาวิทยาลัยให้เรียบร้อย ยังไม่มีเวลาไปหาน้องสาว คืนนี้หลังจากจัดของเรียบร้อยก็ออกมาผ่อนคลายสักหน่อย ได้ยินคนในมหาวิทยาลัยพูดว่าอี้เป่ยเฉินจัดงานวันเกิดให้น้องสาวของเขาที่โรงแรมแห่งนี้ ทั้งๆ ที่รู้ว่าตัวเองเข้ามาไม่ได้ แต่ก็ยังอดใจไม่ไหวเดินมาถึงตรงนี้ อาจเพราะรู้สึกว่าทำแบบนี้แล้วได้ใกล้ชิดเขาอีกครั้งล่ะมั้ง

เพียงแต่ทำไมน้องสาวของตัวเองถึงมาอยู่ที่นี่ได้ เธอรู้ว่าปกติฉินเยว่เข่อเป็นพวกชอบความหรูหรา ชอบซื้อของแบรนด์เนมต่างๆ แต่ว่าไม่เคยขอเงินจากเธอเลย เธอก็เคยมีความคิดไม่ดีมาก่อน แต่สุดท้ายก็ละทิ้งไปด้วยคำพูดของน้องสาวแล้ว เป็นเพราะว่าอี้เป่ยซีก็เป็นเพื่อนของเธองั้นเหรอ เธอถึงได้มาที่นี่

“พี่ พี่มาได้ยังไงน่ะ” ฉินเยว่เข่อควงแขนเธออย่างสนิทสนม “พี่สาวฉันสวยขึ้นเยอะเลยนะ”

“เธอก็ปากหวานไป นี่มางานนี้ด้วยเหรอ?”

ฉินเยว่เข่อกลับไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีอะไร เธอกล่าวอย่างไม่ชอบใจ “ใช่สิ งานอวดรวยประเภทนี้ ฉันไม่มีทางเลือก ที่มาก็แค่มาเข้าสังคมตามปกติเท่านั้น”

“เป็นไปได้ยังไง อี้เป่ยเฉินไม่เหมือนพวกที่ชอบอวดร่ำอวดรวยเลยนะ” เธอพูดพลางก้มหัวลง เสียงยิ่งเบาลงเรื่อยๆ มันหายไปในอากาศจนฟังไม่ได้ศัพท์

ฉินเยว่เข่อสังเกตอาการของพี่สาวเธอ หัวเราะประชดประชันเล็กน้อย “เขาไม่ใช่คนแบบนั้น แต่เจ้าของงานอาจจะไม่ใช่คนแบบนั้นนี่ก็ได้นี่นา พี่ ฉันจะบอกพี่ให้ อี้เป่ยซีคนนี้น่ะ ที่จริงก็ไม่ใช่คนดีอะไรหรอก”

“พี่เคยเห็นเขาในทีวี รู้สึกว่าบุคลิกเขาสง่างามเรียบร้อย ไม่น่าจะเป็นแบบนี้นะ”

“พี่ พี่ไร้เดียงสาเกินไปแล้ว คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ เขาอยู่ในทีวีก็ต้องจงใจแสดงออกแบบนั้นอยู่แล้ว ใครจะเอาด้านที่น่าเกลียดที่สุดของตัวเองออกมาให้คนอื่นเห็นล่ะ ฉันอยู่หอพักเดียวกับเขา เขาเป็นคนยังไงมีเหรอที่ฉันจะไม่รู้”

ฉินรั่วเข่อครุ่นคิดก็รู้สึกว่าน้องพูดมีเหตุผลอยู่ เธอคิดว่ามีบางอย่างผิดปกติ ทว่าก็พูดไม่ออก ได้แต่พยักหน้าเออออไป เมื่อฉินเยว่เข่อเห็นความแน่ใจของพี่สาวตัวเองก็ยิ่งใส่ไฟมากกว่าเดิม

“พี่ ฉันจะบอกพี่ให้ อี้เป่ยซีคนนั้น พี่อย่าไปมองว่าเขาดูว่านอนสอนง่ายนะ ที่จริงมีแผนการเต็มไปหมด เขาใช้เล่ห์เหลี่ยมจับพวกคนมีเงิน ส่วนคนอื่นเขาไม่เห็นอยู่ในสายตาเลย เรื่องนั้นน่ะช่างมันเถอะ แต่ตอนที่เขาคบอยู่ด้วยกันกับหลานฉือเซวียนก็ยังมีความสัมพันธ์คลุมเครือกับผู้ชายคนอื่นอีก ยังไม่หยุดแค่นี้นะ ได้ยินว่าเขาถูกหลายคนใช้งานมาแล้ว เข้ากับคำโบราณที่ว่าข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรงจริงๆ”

“อี้เป่ยซีไม่แย่ขนาดนั้นมั้ง” ฉินรั่วเข่อกล่าวอย่างลังเล มองยังไงฝ่ายนั้นก็เป็นเด็กสาวที่ใสบริสุทธิ์น่าเอ็นดูคนหนึ่ง จะทำเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร เธอจะทำไปเพื่ออะไรล่ะ

ฉินเยว่เข่อเห็นว่าพี่สาวลังเล จึงยิ่งเพิ่มระดับให้คำพูดตัวเอง “ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ ไม่แน่ว่าอาจเป็นคนที่ออดอ้อนจนเป็นนิสัย อีกอย่างฉันยังได้ยินมาว่าเขากับพี่ชายหรืออี้เป่ยเฉินก็ยังมีความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจนด้วยนะ”

“อี้เป่ยเฉิน?” ฉินรั่วเข่อนึกถึงคืนนั้นทันที ผู้ชายคนนั้นดูแลเธออย่างระมัดระวังราวกับเป็นของมีค่า ปากก็พึมพำชื่อเสี่ยวซี เสี่ยวซี ดังนั้นเสี่ยวซีก็คืออี้เป่ยซีเองเหรอ ที่แท้เขารักคนที่เขาไม่ควรรักมาตลอด เธอยิ้มขมขื่น ไม่น่าล่ะ ไม่น่าล่ะเขาถึงได้โศกเศร้าถึงขนาดนี้ แล้วอี้เป่ยซีล่ะ เธอจะชอบเขาหรือเปล่า? ถ้าหากชอบเขาทำไมถึงสนิทกับผู้ชายคนอื่นอีก

อี้เป่ยซีก็น่าจะชอบเขาเหมือนกันล่ะมั้ง ไม่อย่างนั้นอี้เป่ยเฉินก็เหนื่อยเกินไปแล้ว แต่ว่าพวกเขาสองคนจะชอบพอกันได้ยังไง พวกเขาจะอยู่ด้วยกันได้ยังไง

“ใช่แล้ว อี้เป่ยเฉิน ฉันว่าจะต้องเป็นอี้เป่ยซีคนนั้นแน่ๆ ขนาดพี่ชายตัวเองยังไม่ปล่อย เรื่องน่ารังเกียจแบบนี้ยังทำไปได้”

“บางทีเธออาจเข้าใจอะไรผิดไป” ฉินรั่วเข่อพูด หลบสายตาเล็กน้อย

จู่ๆ ฉินเยว่เข่อก็พูดเสียงสูงอย่างโมโหมาก “เข้าใจผิดอะไร พี่ไม่รู้หรอกว่าเขามีลูกไม้เยอะแค่ไหน เขาก็เหมือนกับ…เหมือนกับร่องน้ำลึก มีผู้ชายเยอะอีกแค่ไหนก็เติมเต็มไม่ได้หรอก” พูดจบแล้วหน้าอกก็กระเพื่อมเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น เมื่อสงบลงแล้วเธอจึงนึกถึงปัญหาของตัวเองได้

“พี่ พี่มาได้ยังไง พี่ยังไม่ได้ตอบฉันเลย”

ฉินรั่วเข่อดึงมือของน้องสาวตัวเองขึ้นมา “พี่ไปสมัครเรียนกับอาจารย์ เทอมนี้จะมาแลกเปลี่ยนที่มหา’ลัยพวกเธอ”

“ว้าว จริงเหรอ ดีจังเลย แต่ว่าแม่ล่ะจะทำยังไง?”

“ตอนนี้แม่ดีขึ้นเยอะแล้ว เขาก็อยากให้พี่ได้อยู่กับเธอ”

ฉินเยว่เข่อดีใจจนกระโดดโลดเต้น “แต่ว่าพี่ต้องจำไว้นะ จะต้องระวังอี้เป่ยซีเอาไว้”

“เอาเถอะ พี่ก็ไม่ใช่ผู้ชายซะหน่อย เขาจะมาหาพี่ทำไม อีกอย่างพี่จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคุณหนูใหญ่แบบนั้นได้ยังไง”

ฉินเยว่เข่อหัวเราะหึๆ “ไปเถอะพี่ ฉันจะพาพี่เข้าไปแป๊บนึง คืนนี้ยังอีกนานกว่าจะเลิก พอเลิกแล้วพวกเราก็กลับมหา’ลัยด้วยกัน”

“ไม่ๆๆ ไม่ต้องแล้ว พี่แต่งตัวแบบนี้ไม่เหมาะมั้ง เดี๋ยวพี่ไปรอเธอข้างนอกที่ไหนสักที่ก็ได้”

“ไปน่าๆ พี่สาวฉันสวยขนาดนี้ ไม่เหมาะอะไรกัน ไปเถอะ”

ภายใต้การดึงดันของฉินเยว่เข่อ ประกอบกับความปรารถนาที่เห็นแก่ตัวเล็กน้อยของตัวเอง ฉินรั่วเข่อก็ตามน้องสาวไปที่ห้องโถงของโรงแรม การตกแต่งสไตล์ยุโรปทั่วทุกที่เผยให้เห็นความหรูหราฟุ่มเฟือย ก็เหมือนกับคนคนนั้นที่เธอจดจำได้อยู่เสมอ

ฉินรั่วเข่อยืนอยู่ข้างน้องสาวตัวเองด้วยความเขินอายเล็กน้อย ไม่นานก็มีคนเข้ามาหาพวกเธอ ฉินรั่วเข่อก้มหน้าด้วยความอึดอัดมาก สายตาของเธอถูกบดบังด้วยผมหน้าม้า

“เยว่เข่อ คนนี้คือ?”

“พี่สาวฉัน ต่อไปก็จะเป็นเพื่อนนักศึกษาของพวกเราแล้ว ปีนี้เธอจะมาแลกเปลี่ยนที่มหา’ลัยพวกเรา”

คนคนนั้นถือแก้วไวน์ ยิ้มให้ “ตอนแรกนึกว่าเธอสวยแล้ว คิดไม่ถึงว่าพี่สาวเธอจะโดดเด่นแบบนี้”

“แน่นอนอยู่แล้ว พี่สาวฉันเป็นคนสวยที่สุดเสมอ” น้ำเสียงเธอเหมือนเด็กน้อยที่พูดจาโอ้อวด ฉินรั่วเข่อรู้สึกว่าใบหน้าตัวเองร้อนผ่าว

“ไม่ค่อยเห็นเธอชมใครแบบนี้เลยนะ” คนคนนั้นยิ้ม “ไม่รบกวนพวกเธอพี่น้องคุยกันแล้ว รุ่นพี่ ไว้เจอกันนะครับ”

ฉินรั่วเข่อพยักหน้าให้ รอจนกระทั่งคนนั้นไปแล้วรีบดึงฉินเยว่เข่อไว้ “เยว่เข่อ เธออย่าพูดถึงพี่แบบนี้อีกนะ”

“ฮ่า พี่นี่หน้าแดงง่ายจังเลย แต่เวลาที่พี่หน้าแดงสวยจริงๆ นะ”

“พูดจาลื่นไหลไปเรื่อย ยังไม่รู้เลยว่าเธอเรียนอะไรกันแน่”

ดวงตาของเธอกวาดไปมาไม่กี่ครั้ง ในที่สุดก็หยุดที่อี้เป่ยเฉินที่อยู่ท่ามกลางฝูงชน เขายังคงดูสง่างามเช่นทุกครั้ง รอยยิ้มที่พอเหมาะพอดีนั้นอ่อนโยนและผ่าเผย ทุกอิริยาบถเยือกเย็นสุขุมมาก เธอได้แต่มองเขาเงียบๆ อยู่อย่างนี้

‘อี้เป่ยเฉิน คุณรู้หรือเปล่าว่ามีคนไร้ตัวตนเหมือนฝุ่นละอองคนนี้ถือวิสาสะอยู่ข้างกายคุณ และเฝ้ามองคุณอย่างระมัดระวังอยู่อย่างนี้’ ในชั่วเวลานั้น ราวกับว่าโลกทั้งใบตกอยู่ในสายตาของเธอ แม้ว่าทุกกระทำของเขาจะไม่ได้เป็นเพราะฝุ่นละอองเม็ดนี้ แต่เธอก็พึงพอใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้แล้ว…

……………………………

งานวันเกิด (4)

“เป็นอะไรไป เห็นฉันแล้วดีใจมากเหรอ” เขาหรี่ตาลง สายตาที่ส่งมาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง “หรือว่า รู้สึกผิด รู้สึกหวาดกลัว”

อี้เป่ยซีก้มหน้า “ยะ…เยี่ยอิ่ง นายมาประเทศ C ตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ดูท่าพี่สะใภ้สุดที่รักของฉันคงไม่ต้อนรับฉันซะแล้ว” ลู่เยี่ยอิ่งยักไหล่ ยิ้มเหมือนจนใจ “ฉันยังนึกว่าพี่สะใภ้จะรักพี่อย่างสุดซึ้ง นึกว่ารักเขาแล้วจะรักฉันด้วยซะอีก ตอนนี้ฉันละปวดใจจริงๆ”

เธอยิ่งก้มหน้าต่ำกว่าเดิม สองมือซ้อนกันตรงหน้าอย่างทำตัวไม่ถูก กัดริมฝีปากแน่นไม่ได้พูดอะไร

“นั่นสิ ยังไงฉันก็นึกไม่ถึง พี่สะใภ้ตอนนี้น่ะอยู่กับอี้เป่ยเฉินทุกวัน วันๆ มีความรักสดใส จะมาคิดถึงคนเก่าที่ประเทศ U ได้ยังไงกัน เฮ้อ ใช่แล้ว ที่ประเทศ C มีคำพูดที่เรียกว่าคบชู้สู่ชายใช่ไหม พี่สะใภ้รู้สึกหรือเปล่าว่าสี่คำนี้เข้ากับสถานการณ์ตอนนี้มากเลย” พูดจบลู่เยี่ยอิ่งก็รู้สึกว่าคนตรงหน้าตัวสั่นเล็กน้อย ไม่รู้เป็นเพราะโมโหหรือว่ากำลังกล่าวโทษตัวเอง

เขากระแอมไอ “พี่สะใภ้ ไม่เป็นไรหรอก พี่ใหญ่งี่เง่าของฉันคนนั้นน่ะไม่ใส่ใจเรื่องพวกนี้เลยไม่ใช่เหรอ ใช่แล้ว ถ้าเขาเก็บมาใส่ใจจริงๆ ตอนนั้นจะผลักไสไล่ส่งเธอออกไปได้ยังไง เธอว่าจริงไหม พี่สะใภ้” สองคำสุดท้ายออกเสียงเน้นหนักมาก แฝงด้วยความเหี้ยมโหดที่โจมตีศัตรูถึงตาย เป็นไปตามคาด เขาเห็นเรือนร่างผอมบางนั้นไหวเอนครู่หนึ่ง ยื่นมือไปจับราวจับด้านข้างไว้แน่น ข้อนิ้วมือเปลี่ยนเป็นสีขาว

“แค่นี้ก็รับไม่ได้ เธอจะให้ฉันทำยังไง”

ผ่านไปเนิ่นนาน อี้เป่ยซีสูดหายใจเข้าลึก เงยหน้าขึ้นยิ้มให้เขาน้อยๆ น้ำเสียงอ่อนโยน “ขอบคุณที่นายมาร่วมงานวันเกิดฉัน”

“เฮอะ” เขามองเธออย่างดูถูก “ฉันเหรอ เปล่าๆๆ ฉันมาเพื่อพี่ใหญ่ต่างหาก ถึงยังไงเขาก็รอวันนี้มาตั้งนานแล้ว น่าเสียดายนะ ถึงเวลาแล้วแต่คนกลับไม่เหมือนเดิม เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วจะให้เหมือนเดิมได้ยังไงล่ะ”

“ขอโทษที ฉันไม่สบายนิดหน่อย ขอตัวก่อน” เธอก้าวเท้าเดินอ้อมเขาไปทันที

ลู่เยี่ยอิ่งฟังเสียงฝีเท้าที่จากไปสองสามก้าวก็เอ่ยปากอีกครั้ง “เธอรู้ไหมว่าเดิมทีวันนี้ลู่เยี่ยหวาอยากทำอะไร?”

อี้เป่ยซียังคงก้าวเดินไปข้างหน้า ถึงแม้ฝีเท้าหนักขึ้น

“เดิมทีวันนี้ควรจะมีพิธีแต่งงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศ U เขาเตรียมการไว้ตั้งแต่สองปีก่อนเพื่อให้เธอประหลาดใจ” ลู่เยี่ยอิ่งขบกรามพูดจนจบ ไม่สามารถควบคุมความโกรธที่แล่นเข้าสู่หน้าอกตัวเองได้

นั่นคือพี่ชายของเขา คนที่ควบคุมทุกอย่างอยู่เบื้องบน คนที่มีอำนาจเหนือทุกอย่างดุจเทพเจ้า ทำไมถึงต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างต่ำต้อยข้างผู้หญิงธรรมดาที่ไร้หัวใจคนนี้ด้วย อี้เป่ยซี จิตใจเธอทำด้วยอะไร เขาเย็นชาถึงขนาดนี้ เธอจะไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับสักนิดเชียวเหรอ?

ตอนนี้พี่เห็นแล้วสิ ลู่เยี่ยหวา สิ่งที่พี่ทำทั้งหมดมันไม่มีความหมายอะไรกับผู้หญิงไร้หัวใจคนนี้เลย หญ้าที่หน้าสุสานพี่ถูกปล่อยทิ้งจนรกชัฏ แต่เธอกลับอยู่ที่นี่ หัวเราะร่าอย่างมีความสุขในอ้อมแขนของผู้ชายคนไหนสักคน ไม่คุ้มค่าจริงๆ เลย ฉันรู้สึกไม่คุ้มค่าแทนพี่จริงๆ

“อี้เป่ยซี เธอนี่มันสุดยอดจริงๆ ทำให้คนที่หยิ่งยโสแบบนั้นจมอยู่ในกองดิน เหยียบย่ำเขาไปอยู่ในหลุมศพด้วยมือของเธอเอง”

ลู่เยี่ยอิ่งเตะบันไดอย่างแรงแล้วจากไปรวดเร็วดังสายลม อี้เป่ยซีหยุดเดิน กำมือแน่น ถ้ามองอย่างละเอียดจะเห็นว่าไหล่กำลังสั่นเล็กน้อย น้ำตาไหลออกมาไม่ขาดสาย

‘ลู่เยี่ยหวา ขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ไม่ตั้งใจทำให้นายเข้าใจผิด ไม่ได้ตั้งใจจะเข้าใกล้นาย ไม่ได้ตั้งใจจะอยู่กับนาย ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้ตั้งใจเลย

ถ้านายที่มองทุกอย่างออกในตอนนั้นผลักฉันออกไปก็คงดี ผลักออกไปให้แรง ไม่ต้องสงสารฉัน ไม่ต้องปล่อยให้เพ้อฝันและให้ความหวังฉัน นายควรจะจากไปโดยไม่ต้องสนใจ จากไปเลย

อี้เป่ยซีไม่คู่ควรกับนายตั้งแต่แรก ไม่คู่ควรกับการทุ่มเทของนายตั้งแต่แรกเลย

ลู่เยี่ยหวา ขอโทษ ฉันขอโทษนายจริงๆ ขอโทษ…’

งานวันเกิด (3)

อี้เป่ยซียังคงจมอยู่กับความยินดีจากการได้รับหุ่นโมเดลมา อี้เป่ยเฉินเห็นท่าทางที่จริงจังของเธอก็อดไม่ไหวลูบหัวที่ก้มลงของเธอ ฝ่ามือรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แท้จริง ความรู้สึกทั้งหมดที่ได้รับจากการสัมผัสทำให้เขาสบายใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

“ประธานลั่ว” ลั่วจื่อหานพยักหน้าทักทาย ตอนนี้ละสายตาออกจากเด็กสาวแล้ว และกลับคืนมามีท่าทางปกติที่เย็นชาและดูไร้เหตุผล

“พี่เป่ยเฉิน พวกพี่คุยกันเถอะ ฉันจะไปเก็บของก่อน” อี้เป่ยซีเก็บของอย่างจริงจังมาก หลังจากได้ยินคำอนุญาตแล้วก็กลับขึ้นไปชั้นบนด้วยความเบิกบานใจ

อี้เป่ยเฉินรินไวน์แก้วหนึ่งให้ลั่วจื่อหาน “ขอบคุณที่นายช่วยเหลือเสี่ยวซี”

ลั่วจื่อหานรับไวน์มา พลางมองดูของเหลวในแก้วทรงสูงหมุนแกว่งภายใต้แสงไฟจนเป็นสีสันที่ต่างออกไป จู่ๆ ก็รู้สึกไม่อยากดื่ม จึงเม้มปากเล็กน้อย “เปล่าหรอก ก็แค่บังเอิญช่วยไว้เท่านั้น” ผ่านไปสักพักเขาก็เอ่ยช้าๆ “แต่ว่าโอกาสบังเอิญมีมากไปหน่อย”

“เป็นเพราะปกติฉันละเลยเอง”

“ก็โทษนายไม่ได้หรอก แค่อี้เป่ยซีไม่อยากพูดมากเท่านั้นเอง” ดวงตาลั่วจื่อหานเป็นประกาย ฉะนั้นเธอเลยไม่บอกนายว่าเกิดอะไรขึ้นที่ประเทศ U กันแน่ เธอจะไม่บอกนายว่าทำไมต้องละทิ้งสิ่งที่ตัวเองชอบมากที่สุด จะไม่บอกนายว่าชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยทำให้เธออึดอัดมากแค่ไหน เธอจะไม่บอกนายว่าทั้งๆ ที่วันนี้สำคัญกับเธอมาก แต่กลับพังลงเพราะความเห็นแก่ตัวของนาย

เธอจะไม่บอกเรื่องทุกข์ใจของตัวเองให้นายฟัง เธอใช้นิสัยเด็กๆ ปิดบังความทุกข์ของตัวเอง เธอไม่อยากบอกอะไรนายทั้งนั้น

ลั่วจื่อหานส่ายหัว ทำไมตัวเองต้องคิดเยอะแบบนี้ เรื่องไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขามากเท่าไร เขาดื่มไวน์ในแก้วรวดเดียวหมดอย่างหงุดหงิดใจเล็กน้อย ไม่รู้ว่าในใจรู้สึกอย่างไรกันแน่ เรื่องราวหลายอย่างรวมอยู่ด้วยกันเยอะเกินไปจนไม่สามารถแยกแยะได้

หลังจากอี้เป่ยซีเก็บของขวัญของตัวเองเรียบร้อย ก็รู้สึกว่าตัวเองเข้ากับบรรยากาศในล็อบบี้ไม่ได้ จึงหนีมาที่ที่มีแสงไฟเข้าถึง เธอได้เสียงที่คุ้นเคยพูดคุยกันในสวนดอกไม้ด้านหลัง จึงอดเงี่ยหูฟังไม่ได้

“นายเข้าใจผิดแล้ว ขอโทษทีฉันไม่สนใจเรื่องนี้เลยสักนิดเดียว” หลานฉือเซวียนกล่าว

“เพราะนายก็รู้สึกได้ เลยกลัวเป็นพิเศษว่าคนรอบข้างจะดูออกใช่ไหม? ทำไมไม่กล้ายอมรับ ทำไมไม่กล้ารับล่ะ นายจะยอมทิ้งสิ่งที่ตัวเองปรารถนามากที่สุดแค่เพราะสถานการณ์นี้เหรอ?”

‘ยอมทิ้งอะไร ของอะไรเหรอ’ อี้เป่ยซีฟังใจจดใจจ่อ ขดตัวฟังต่ออยู่ที่มุมกำแพง

“ฉันก็บอกไปแล้ว ฉันไม่เข้าใจว่านายกำลังพูดอะไร” จากนั้นเสียงฝีเท้าของหลานฉือเซวียนก็ดังขึ้น ไม่กี่ก้าวก็หยุดลง เซี่ยเช่อน่าจะหยุดเขาไว้

เซี่ยเช่อหัวเราะเบาๆ “ทำไม เพราะกลัวว่าฉันจะพูดจี้ใจดำก็เลยคิดหนีออกไปจากที่นี่เหรอ กลัวที่จะเห็นความคิดตัวเองตรงๆ ขนาดนี้เลยเหรอไง?”

“ฉันไม่มีความคิดอะไร” หลานฉือเซวียนยิ้มเยาะ “นายถอยไป ไม่อย่างนั้น…”

“ทำไม ไม่อย่างนั้นนายจะตะโกนเหรอ? ให้ทุกคนรู้ว่านายหลานซือเซวียนเป็น…”

“หุบปาก”

อี้เป่ยซีไม่เคยได้ยินน้ำเสียงหลานฉือเซวียนที่โมโหขนาดนี้มาก่อน ก็แค่คำไม่กี่คำเอง เพราะอะไรต้องโมโหขนาดนั้น ความคิดที่แท้จริงของเขาคืออะไรกันแน่นะ?

‘น่าจะเป็นเพราะไม่อยากให้คนอื่นรู้’ อี้เป่ยซีพยักหน้าในใจ งั้นเธอก็ไปเถอะ พฤติกรรมแอบฟังแบบนี้ไม่ดีเลยจริงๆ แต่ว่าคิดดูอีกที เรื่องที่เซี่ยเช่อรู้หมดแต่เธอไม่รู้ มันก็ไม่ค่อยยุติธรรมน่ะสิ

พวกเขาสองคนสนิทกันขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร? หรือว่าหลานฉือเซวียนเชื่อใจคนอย่างเซี่ยเช่อได้ง่ายกว่า ช่างเถอะ ฟังต่อแล้วกัน

“เสี่ยวเซวียนเซวียน นายดูท่าทางนายตอนนี้สิ เหมือนกับเด็กสาวที่ถูกคนจี้ใจดำจนโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเลย ว่ายังไง ลองกับคนอื่นไม่ได้ ทำไมไม่ลองกับฉันล่ะ?”

“เป่ยซี” เสียงที่สดใสดังขัดจังหวะทั้งสามคน อี้เป่ยซีเดินออกมาอย่างกระอักกระอ่วน ท่ามกลางความมืด อาการบนใบหน้าของหลานฉือเซวียนเห็นได้ไม่ชัดเจน

อี้เป่ยซีบ่นในใจว่าทำไมเธอถึงโผล่มาเวลานี้ ในตอนที่ฉันกำลังจะเข้าถึงความจริงอยู่แล้วเชียว “ฉันเพิ่งมาถึงตรงนี้ ไม่ได้ยินอะไรเลย ไม่ได้ยินอะไรเลย”

เซี่ยเช่อหัวเราะชั่วร้าย “ฉันกลับอยากให้เธอได้ยินอะไรซะอีก?”

“จริงเหรอ?” พอรู้สึกได้ถึงสายตาดุร้ายของทั้งสองคน อี้เป่ยซีรีบหันเดินไปหาถังเสวี่ย “ถังเสวี่ย มีอะไรเหรอ?”

ถังเสวี่ยไม่ใส่ใจบรรยากาศลึกลับระหว่างทั้งสามคน พูดว่า “ใกล้จะตัดเค้กแล้วนะ รอเธอกลับไปอยู่”

“อืมๆๆ ไปกินเค้กกันได้แล้ว พวกนายมาด้วยกันเถอะ”พูดจบก็ยังหัวเราะแห้งๆ สองที เซี่ยเช่อเดินไปหาอี้เป่ยซีราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วจัดแจงเสื้อผ้าของเธอ

“เสื้อเย็นหมดแล้ว อย่าอยู่ข้างนอกนานๆ เลย เดี๋ยวฉันกับรุ่นพี่หลานของเธอจะตามไป” รอยยิ้มบนใบหน้าเขาชั่วร้าย ตลกน่ะ ไม่ง่ายเลยกว่าวันนี้เขาจะได้คุยเปิดอกกับหลานฉือเซวียน จะปล่อยให้เด็กสาวคนนี้ทำเรื่องของตัวเองพังได้อย่างไร

อี้เป่ยซีฟังคำเตือนของเขาออก จึงพยักหน้า “งั้นพวกเรากลับไปก่อนนะ พวกนายค่อยๆ คุยกัน ค่อยๆ กัน” จากนั้นดึงตัวถังเสวี่ยจากไปอย่างรวดเร็ว

“เป่ยซี คนนั้นสนิทกับรุ่นพี่หลานมากเหรอ? เขาเพิ่งกลับประเทศมาไม่นานไม่ใช่เหรอ?”

‘ฉันเองก็อยากรู้ว่าเขาเป็นอะไรกับรุ่นพี่หลานของเธอเหมือนกัน ถึงอย่างไรก็รู้สึกได้ว่าไม่ชัดเจน ซับซ้อน และคลุมเครือมาก’

“ไม่รู้สิ บางทีหลานฉือเซวียนอาจจะอยากยกระดับสุนทรียภาพของเขาก็ได้” อี้เป่ยซีพูดเดาไปเรื่อย แต่ถังเสวี่ยกลับไม่เห็นด้วยเลยสักนิด

เธอขมวดคิ้ว “จะเป็นไปได้ยังไง” สำรวจอี้เป่ยซีรอบหนึ่ง “จะว่าไปเธอน่าจะเป็นคนไปยกระดับมากกว่านะ”

“แบบฉันเรียกว่าชิลๆ โอเคไหม ใครจะไปชอบเล่นอะไรวุ่นวายขนาดนั้น”

“เป่ยซี เธอนี่เหมือนลูกแมวพองขนเลย” ถังเสวี่ยแซว แต่อี้เป่ยซีกลับอึ้งอยู่ตรงนั้น

‘เป่ยซี ท่าทางตอนที่เธอโกรธเหมือนลูกแมวขี้โมโหยังไงยังงั้นเลย’

‘เชอะ นายต่างหากเป็นลูกแมว ทั้งบ้านมีนายคนเดียวแหละที่เหมือนแมว’

‘เพราะงั้นลูกแมวอี้ก็เลยชอบแมวตัวใหญ่แบบฉันมากที่สุดสินะ’

ภาพในความทรงจำปรากฏขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว จะกดยัดไปในกล่องเก็บอดีตอย่างไรก็ไม่ลง

‘ทำไมถึงคิดถึงนายได้ แต่ว่าก็เป็นแค่คำพูดเดิมๆ เป็นคำพูดธรรมดาที่ไม่มีความรู้สึกอะไร คงเป็นเพราะช่วงนี้เกิดเรื่องมากเกินไปจึงซ่อมกุญแจล็อกที่เสียของตัวเองไม่ทันล่ะมั้ง’ เธอถอนหายใจ

“อืม ฉันไปหาพี่เป่ยเฉินก่อนนะ”

อี้เป่ยเฉินกำลังจูงมือของเธอ เขารู้สึกได้ว่าจิตใจของเธอเลื่อนลอย “เป่ยซีเหนื่อยเหรอ?”

“อือ เดี๋ยวพี่เป่ยเฉินกลับไปคนเดียวเถอะ ฉันจะนอนอยู่ที่นี่แหละ”

“ได้ เธออยู่นี่พักผ่อนให้เต็มที่”

เขากุมมือเธอตัดเค้กพอเป็นพิธี ที่เหลือก็ยกให้เป็นหน้าที่ของพนักงานบริการที่อยู่ข้างๆ อี้เป่ยซีอ้อยอิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงกลับขึ้นข้างบน

วันนี้ออกจะเหนื่อยจริงๆ แฮะ…

นายบอกว่าจะทำให้ฉันลืมนายไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงมาปรากฏตัวครั้งแล้วครั้งเล่า นี่ต่างหากคือสิ่งที่นายอยากทำจริงๆ เพราะนายอยากลงโทษฉัน ลู่เยี่ยหวา ลู่เยี่ยหวา ทำไมนายต้องขัดขวางกันด้วย นายก็รู้ความจริงแล้วไม่ใช่เหรอ

แต่ละย่างก้าวที่ขึ้นชั้นบนหนักหน่วงมากเกินจะเปรียบ

“ฉันจะถือว่าอาการหนักใจของเธอเป็นเพราะกำลังคิดถึงคนพิเศษบางคนในวันพิเศษแบบนี้ได้หรือเปล่า?”

อี้เป่ยซีเงยหน้าขึ้นเห็นคนใส่สูทสีแดงเหมือนไวน์ ม่านตาหดลงทันที…

…………………………….

งานวันเกิด (2)

อี้เป่ยซีไม่รู้ว่าตัวเองยึดติดกับผมตรงของตัวเองตั้งแต่เมื่อไร อาจเป็นเพราะพี่ชายบอกว่าผมตรงของเธอสวย และอาจเป็นเพราะเนิ่นนานก่อนหน้านั้น เธอมักจะรู้สึกว่ามันคือตัวแทนของอะไรบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ แต่เพราะอธิบายไม่ได้ เธอเองจึงบอกไม่ถูก ไม่ใช่ว่ายอมรับไม่ได้ เพียงแค่ไม่ชอบเอามากๆ ไม่ชอบเปลี่ยนสไตล์ผมตรงสุดๆ

แต่ว่าวันนี้ยังต้องยอมให้ภาพวาดสามรูป เธอถอนหายใจ นึกถึงตัวเองเมื่อก่อน คิดอยากทำอะไรก็ได้ทำ แต่ตอนนี้กลับตกอยู่ในสถานการณ์ถูกชี้นิ้วสั่งการ

ง่วนอยู่อีกสักพักใหญ่ เซี่ยเช่อจึงเก็บอุปกรณ์ทั้งหมดของเขาอย่างพึงพอใจ เขาตบๆ ไหล่คนที่อยู่ด้านหน้า “ไม่เลวเลย แบบนี้สิถึงจะถูก ไป ฉันจะพาเธอไปลองเสื้อ”

อี้เป่ยซีลูบคลำผมของตัวเองด้วยความเสียใจ เดินตามหลังเขาไปอย่างทำอะไรไม่ได้

“เสื้อชุดนี้น่ะฉันคิดไว้นานมาก พอดีเลย ครั้งนี้มีประโยชน์แล้ว” เซี่ยเช่อพูดอยู่ข้างหน้าอย่างเย่อหยิ่ง ไม่สนใจปฏิกิริยาของอี้เป่ยซีที่อยู่ข้างหลัง ผลักเธอเข้าไปในห้องลองเสื้อทันที แล้วนั่งยุ่งกับการดื่มสาเกของตัวเองอยู่บนโซฟาตัวยาว

รสชาติสาเกนี้ไม่เลวทีเดียว ไม่น่าล่ะเขาถึงชอบขนาดนั้น แต่ว่าดื่มตามลำพังก็ดูจะเหงาไปหน่อย เขาจึงวางเหล้าสาเกในมือลง

ผ่านไปสักพักอี้เป่ยซีจึงเดินออกมาอย่างอืดอาด

เมื่อก่อนเซี่ยเช่อคิดว่าสไตล์เสื้อผ้าตามอายุของเธอล้วนเป็นแนวอนุรักษ์นิยมและน่าเบื่อสำหรับวัยสาว แต่ว่าตอนนี้ อี้เป่ยซีดึงๆ เสื้อผ้าด้วยความอึดอัดเล็กน้อย ส่วนไหล่ที่เปลือยเปล่าทำให้เธอรู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก ชุดเดรสระดับอกทำให้เธอทนไม่ไหว คิดจะเอื้อมมือดึงมันขึ้นไป เสื้อผ้าที่แนบชิดผิวหนังทำให้ทุกกระเบียดนิ้วของร่างกายเด่นชัด อี้เป่ยซีทรมานสุดจะทน

ทำไมต้องออกแบบเสื้อผ้าประหลาดแบบนี้ด้วย เธอมองคนที่นั่งอยู่บนโซฟายากที่จะเข้าใจ

“เหมาะจริงๆ” เซี่ยเช่อร้องชมอย่างอดใจไม่ไหว แม้ว่าจะจินตนาการภาพที่อี้เป่ยซีใส่ชุดนี้ไว้แล้ว แต่เธอที่อยู่ตรงหน้าก็ยังทำให้อัศจรรย์ใจ ชุดที่ออกแบบให้ระดับอกเผยกระดูกไหปลาร้างดงามของเธอได้อย่างสมบูรณ์แบบ ชุดเดรสเข้ากับเรือนร่างสวยงามของเธออย่างลงตัว ทุกอิริยาบทดูน่ารักขึ้นเป็นกอง

“นี่มันไม่ต่างจาก….ไม่ต่างจากที่ฉันใส่มากไปหน่อยเหรอ”

“อืม บอกตามตรง ฉันรู้สึกว่าชุดที่เธอใส่มีแต่ชุดออกกำลังกายน่ะนะ” เซี่ยเช่อพยักหน้า “เอาละ เสี่ยวซีซี เธอดูสิ เธอสวยมากเลย”

อี้เป่ยซีมองดูตัวเองในกระจก เหมือนกับว่าต่างจากที่ตัวเองจินตนาการไว้ แต่ว่าเสื้อตัวนี้มันอึดอัดจริงๆ นะ เธอมองไปยังเซี่ยเช่อเชิงอ้อนวอน

“เอาเถอะ เดาออกอยู่แล้วว่าเธอไม่ชิน”

“งั้นฉันเปลี่ยนเสื้อได้แล้วสิ?”

“ไม่ได้ มีเสื้อคลุมตัวเล็กอยู่ เธอใส่แล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”

มีก็ดีกว่าไม่มี อี้เป่ยซีรับเสื้อคลุมมาใส่ไว้ เธอสังเกตเห็นเหล้าสาเกบนโต๊ะและแก้วเหล้าพอร์ซเลนสีฟ้าขาว เขาก็ชอบของแนวนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน

“นายชอบของโบราณพวกนี้ตั้งแต่เมื่อไร อือ ทำไมดื่มเหล้าสาเกเหมือนหลานฉือเซวียนเลย”

เซี่ยเช่อไอสองที แต่ไม่ได้พูดอะไร

“ฉันจะบอกให้ หลานฉือเซวียนน่ะสะสมชุดเหล้าชุดหนึ่ง สวยมากเลยล่ะ อีกอย่างสาเกที่เขาหมักเองก็มีกลิ่นเฉพาะตัวด้วย ไม่เหมือนของนายที่ต้องเข้าใกล้ขนาดนี้ถึงจะได้กลิ่นเหล้า”

“งั้นเหรอ”

อี้เป่ยซีรู้สึกว่าน้ำเสียงในคำพูดนี้ฟังดูแปลกๆ อาการบนใบหน้าของเซี่ยเช่อก็แปลกมากเช่นกัน แต่ว่าทั้งสองคนก็ไม่ได้รู้จักกันสักหน่อย เธอส่ายหัว จะคิดมากไปทำไม

อี้เป่ยซีอยู่ที่ชั้นสองมองดูแขกเหรื่อที่ทยอยกันเข้ามาก็ถอนหายใจ ช่างเถอะ อีกแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ผ่านไปแล้ว นอนครั้งหนึ่งก็หมดไปเจ็ดถึงแปดชั่วโมง เพียงแค่พริบตาเดียว พริบตาเดียวก็จบแล้ว

“เสี่ยวซี” อี้เป่ยเฉินเดินมาด้านข้างเธอ ดึงเธอมากอดในอ้อมแขนตัวเอง “ถ้าเธอเหนื่อยแล้ว เดี๋ยวเธอออกไปแป๊บเดียวก็พอ ที่เหลือไว้ให้พี่จัดการเอง”

เธอส่ายหน้า “พี่เป่ยเฉินเหนื่อยมากแล้ว เป่ยซีไม่เป็นไร” เธอดึงๆ เสื้อตัวนอก กลางคืนมันหนาวนี่นา

“เสี่ยวซียิ่งโตเป็นผู้ใหญ่ทุกวันแล้ว”

“ฉันเป็นผู้ใหญ่อยู่แล้ว แต่พี่เป่ยเฉินทำยังกับฉันเป็นเด็กน้อยตลอด”

“ใช่ๆๆ ความผิดพี่เอง คนเริ่มมากันแล้ว พวกเราลงไปเถอะ”

อี้เป่ยซีพยักหน้า จูงมือเธอ ความอบอุ่นไหลจากปลายนิ้วผ่านเข้าสู่หัวใจทีละน้อย

ภายในห้องโถงเงียบลงโดยพลัน สายตาทุกคู่ต่างหยุดอยู่ที่คนสองคนที่เดินมาช้าๆ น่าทึ่งเหลือเกิน น่าอิจฉาจริงๆ

“อี้เป่ยเฉินรักน้องสาวของเขาจริงๆ เลยนะ”

“เห็นว่าพวกเขาไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ ไม่ใช่เหรอ?”

“ว่าไงนะ?”

“นั่นสิ ได้ยินว่าอี้เป่ยซีถูกรับเลี้ยง”

เซี่ยเช่อได้ยินเสียงคนข้างๆ ปรึกษาหารือกันก็รู้สึกเหนื่อยหน่าย เรื่องนี้มีอะไรน่าคุย จะเป็นพี่น้องกันจริงหรือเปล่ามันก็อยู่ตรงนั้นแล้วไม่ใช่เหรอไง เขาหรี่ตามองหาเป้าหมายของตัวเองไปทั่วทุกทิศ ในที่สุดก็มองเห็นอีกฝ่ายในชุดสูทสีดำท่ามกลางฝูงชน…หลานฉือเซวียน เซี่ยเช่อไม่พูดไม่จา เดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

“วันนี้ประธานหลานก็มาด้วยเหรอ ขอคุยด้วยสักเดี๋ยวได้ไหม” เซี่ยเช่อไม่รอเขาตอบ ดึงตัวไปทันที หลานฉือเซวียนที่ไม่ชอบเข้าสังคมอยู่แล้วก็ตามออกไปที่สวนดอกไม้หลังโรงแรมด้วยกัน

……….

“ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงานวันเกิดของเสี่ยวซี…”

อี้เป่ยซียืนอยู่ข้างอี้เป่ยเฉิน คงรอยยิ้มไว้บนใบหน้า

“เป่ยซี สุขวันต์วันเกิดนะ”ถังเสวี่ยถือของขวัญของตัวเองวิ่งเข้าไปหาเธออย่างมีความสุข อี้เป่ยซียิ้มรับของเอาไว้

“อี้เป่ยซี สุขสันต์วันเกิด”ผู้คนทยอยอวยพรและมอบของขวัญให้เธอไม่ขาดสาย เธอรู้สึกว่าใบหน้าตัวเองยิ้มจนแข็งทื่อไปหมดแล้ว เอาแต่คิดว่าพอทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วจะมีของขวัญจำนวนมากปรากฏอยู่ตรงหน้าตัวเอง

“สุขสันต์วันเกิด” เสียงทุ้มต่ำดังอยู่ข้างหู เหมือนสายลมสดชื่นที่พัดความน่ารำคาญเบาบางภายในห้องออกไป เธอเงยหน้าขึ้นมองดวงตาสีดำที่ราวกับทะเลสาบเงียบสงบคู่นั้น ในขณะนั้นเอง ก็ลืมไปว่าต้องพูดขอบคุณอย่างไร ลืมไปว่าต่อไปต้องทำตัวอย่างไร “จะไม่รับเหรอ?”

“เปล่า เปล่า” อี้เป่ยซีรีบรับของขวัญ “ข้างในคืออะไรเหรอ?” น่าแปลกใจจริงๆ ที่คนอย่างเขาจะมอบของขวัญเป็นด้วย เธอเขย่าอย่างสงสัย

ลั่วจื่อหานหัวเราะเบาๆ “อยากรู้เธอก็แกะสิ”

“แกะได้จริงเหรอ” ปากเธอพูดแบบนี้ แต่แกะของขวัญออกทันทีโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามอง มันคือกล่องไม้สวยงามกล่องหนึ่ง เธอเงยหน้าขึ้นอย่างไม่เข้าใจ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายส่งสัญญาณให้เปิดต่อก็เปิดกล่องไม้ออก มีหุ่นโมเดลแนวโบราณน่ารักที่สวมชุดกระโปรงสีฟ้าสดใส

“ทำไมคนนี้หน้าตาคุ้นๆ จังเลย”

“หน้าตาคุ้นจริงๆ” เขาพยักหน้า ไม่ได้อธิบายอะไร

อี้เป่ยซีหยิบหุ่นโมเดลออกมา พระเจ้า พระเจ้า น่ารักเกินไปแล้ว คนคนนี้…

“นี่ฉันเหรอ?”

เขาพยักหน้าให้

“ฉันยิ้มบ๊องๆ แบบนี้ที่ไหนกัน” เธออุ้มมนุษย์น้อยๆ ในมือไม่ยอมวาง “นี่นายทำเองเหรอ” ไม่รอให้เขาตอบ อี้เป่ยซีก็พูดต่อ “จะเป็นไปได้ยังไง แต่ว่าฉันชอบมากเลยนะ ขอบคุณ”

“เสี่ยวซี”

ลั่วจื่อหานมองไปตามเสียงและเห็นคนที่เดินเข้ามา ตาหรี่ลงเล็กน้อย

………………………….

งานวันเกิด (1)

ฤดูหนาวเดินจากเมืองแห่งนี้ไปอย่างช้าๆ เหมือนกับคนแก่ถือไม้เท้า ฤดูใบไม้ผลิค่อยๆ ย่างกรายเข้ามาดุจสายลม ทุกอย่างกำลังฟื้นตัว ชีวิตใหม่กำลังเริ่มขึ้น

“เป่ยซี ทำไมไม่รีบบอกว่าพรุ่งนี้เป็นวันเกิดเธอล่ะ แบบนี้จะเตรียมของขวัญทันได้ยังไง” ถังเสวี่ยบ่นอุบ อี้เป่ยซีวางของในมือลง มองถังเสวี่ยที่เพิ่งกลับถึงหอด้วยความสงสัยเล็กน้อย

“เธอรู้ได้ยังไงเนี่ย?”

คราวนี้ถึงตาถังเสวี่ยสับสนบ้าง เธอมองอี้เป่ยซี เมื่อมั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดเล่นจึงเอ่ยปาก “อ๋อ วันนี้พี่ชายฉันได้รับการ์ดเชิญก็เลยรู้น่ะ”

การ์เชิญ การ์ดเชิญอะไร ทำไมเธอไม่รู้อะไรเลย ก็บอกกับพี่เป่ยเฉินแล้วไม่ใช่เหรอว่าเธอไม่ชอบปาร์ตี้ ทำไมเขาต้องคิดเองเออเองด้วย ไม่ได้ปรึกษากับเธอเลย เธอวางหนังสือลงบนชั้นวางหนังสือ รู้สึกหงุดหงิด เธอคิดตั้งแต่แรกแล้วเชียวว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี

“เป่ยซี บัตรเชิญของพวกเราล่ะ? เธอคงไม่ได้ไม่อยากเชิญพวกเราหรอกนะ” ถังเสวี่ยยิ้มเอ่ย

อี้เป่ยซีโบกมือ เธอไม่อยากเชิญใครทั้งนั้นโอเคไหม “ไว้ค่อยให้พวกเธอแล้วกัน ฉันยังมีธุระนิดหน่อย ออกไปแป๊บหนึ่งนะ”

“แปลกคน” ถังเสวี่ยมองแผ่นหลังของเพื่อน คิ้วขมวดกันโดยไม่รู้ตัว

งานวันเกิดก็ควรเป็นแบบนี้ไม่ใช่เหรอ อีกทั้งพี่ชายเธอยังทุ่มเทแรงกายแรงใจเตรียมงานเพื่อเธอด้วย แต่ทำไมเธอดูแล้วไม่มีความสุขเลย

อี้เป่ยซีเดินออกจากหอพัก รู้สึกว่าอากาศข้างนอกน่าหงุดหงิดใจเล็กน้อย สุนัขจรจัดข้างๆ ก็เห่าด้วยความตื่นเต้นโดยไม่รู้สาเหตุ เห่าอย่างนั้นไม่หยุด เธอเดินไปข้างหน้าพร้อมอารมณ์ฉุนเฉียว ขณะที่กำลังจะถึงรั้วมหาวิทยาลัย จึงเห็นรถที่นัดไว้ขับเข้ามาในบริเวณสถานศึกษา

รถจอดลง เมื่อเปิดประตูก็เห็นการ์ดเชิญที่ถูกตกแต่งอย่างบรรจง เธอนั่งลงข้างอี้เป่ยเฉินด้วยความอึดอัด

“พี่เป่ยเฉิน พี่ไม่บอกฉันเลย”

อี้เป่ยเฉินวางการ์ดไว้อีกทาง “เสี่ยวซี นี่เป็นวันเกิดครบสิบแปดปีของเธอ พี่อยากให้เจ้าหญิงน้อยของพี่ได้รับความสนใจและคำอวยพรจากทุกคนในวันนั้น” จากนั้นก็ค่อยอวยพรให้พวกเราสองคน

“แต่ว่าพี่เป่ยเฉิน ฉัน…” อี้เป่ยซีเห็นแววตาของอี้เป่ยเฉินที่เปล่งประกายด้วยความสุข จู่ๆ สิ่งที่ต้องการจะพูดก็ถูกยับยั้งไว้ในใจ อารมณ์หนักหน่วงในตอนแรกยิ่งไม่สามารถบรรเทาได้ เธอกัดริมฝีปาก จะพยักหน้าก็ไม่ได้จะส่ายหัวก็ไม่ได้

ถึงอย่างไรพี่ชายก็พยายามทำเพื่อเธอขนาดนี้ แต่ว่าจะขัดความต้องการของตัวเองแล้วรับมันไว้ทั้งอย่างนี้เหรอ? หลังจากกลอกตาไปรอบๆ เธอกลืนน้ำลาย “ฉันรู้แล้ว”

อี้เป่ยเฉินยื่นมือลูบผมของอี้เป่ยซีอย่างชื่นชม ผมนุ่มสลวยลื่นไหลผ่านฝ่ามืออุ่นๆ ของเขาไปอย่างง่ายดาย “เสี่ยวซี วันเกิดครั้งต่อไป เธอจะเอายังไงพี่ก็จะตามใจเธอโอเคไหม?”

เธอพยักหน้า ไม่ได้พูดอะไร และยื่นมือออกไปรับการ์ดที่อี้เป่ยเฉินยื่นมา การ์ดเชิญสีชมพูสะท้อนแสงสดใส เธอเก็บไว้อย่างไม่เต็มใจนัก

“บัตรพวกนี้เธอไปส่งเองนะ”

“อืม”

“คืนนี้พี่จะรับเธอกลับบ้าน”

“อืม”

“เสี่ยวซี ไม่พอใจพี่ใช่หรือเปล่า”

“อืม” ผ่านไปเนิ่นนานอี้เป่ยซีจึงค่อยรู้สึกตัว เธอรีบแก้คำพูด “เปล่านะ ฉันก็แค่ แค่รู้สึกว่าวันเกิดปีหน้ายังอีกตั้งนาน” เพียงแค่รู้สึกว่าตัวเองรอคอยวันเกิดครบสิบแปดปีครั้งนี้อย่างมีความสุขมานาน จู่ๆ มันก็ไม่มีความหมายอะไรแล้ว

ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ก็แค่ผิดหวังเล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีอะไรน่าเสียใจ พรุ่งนี้ก็เป็นเพียงวันธรรมดาวันหนึ่ง ไม่มีอะไรน่าเสียใจเลย วันเวลาในอนาคตยังอีกยาวไกล เรื่องบางอย่างและคำพูดบางคำค่อยว่ากันใหม่ในอนาคต หรือในอนาคตของอนาคตก็ได้

อี้เป่ยซีรู้สึกว่าไม่มีอะไรจริงๆ เธอพยักหน้ากับตัวเอง “พี่คะ งั้นฉันกลับหอก่อนนะ”

เขาตอบรับ มองดูแผ่นหลังของเด็กสาวที่จากไปพลางกล่าวโทษตัวเองอยู่ในใจ เขาทำเกินไปหรือเปล่าที่ไม่ได้ใส่ใจกับความคิดของเธอแม้แต่นิดเดียว ทั้งๆ ที่รู้ว่าเธอไม่ชอบปาร์ตี้แบบนี้ก็ยังผลักเธอไปยังสถานที่ที่แสงไฟส่องสว่างที่สุด วางเธออยู่ในจุดที่วุ่นวายที่สุด

เขามองบัตรเชิญปึกสุดท้ายในมือ ความรู้สึกผิดเมื่อครู่หายไปในพริบตา มือที่บนพวงมาลัยออกแรงมากกว่าเดิม มันคือความแน่วแน่ชนิดหนึ่งที่บรรยายไม่ได้

วันต่อมา พออี้เป่ยซีลุกจากเตียงก็ถูกลากไปยังห้องทำงานชั่วคราวของเซี่ยเช่อ เธอไร้ซึ่งชีวิตชีวา รอยยิ้มที่ส่งมาดูฝืนเล็กน้อย ริมฝีปากดูแข็งทื่อ

“คุณหนูใหญ่อี้ เธอทำแบบนี้ฉันแต่งลำบากนะ” เซี่ยเช่อหยุดถือแปรงอยู่ตรงหน้าเธอเนิ่นนาน ก็ไม่รู้ว่าควรจะเริ่มวาดจากตรงไหนดี เมื่อเห็นหน้าตาเธอที่น่าเกลียดยิ่งกว่าตอนร้องไห้ ความสวยงามในจินตนาการทั้งหมดก็พังทลาย

“ฝีมือนายไม่ดีมากกว่ามั้ง”

เซี่ยเช่อหัวเราะกับเธออย่างอารมณ์ดี “เห็นท่าทางเธอแบบนี้ฉันก็อดเล่นพิเรนทร์ไม่ได้น่ะสิ งั้นแบบนี้ไหม ปาร์ตี้วันเกิดเปลี่ยนเป็นงานเต้นรำสยองขวัญเป็นไง แบบนั้นน่ะฉันแต่งได้ทันทีเลย” เขาพูดขณะไปเอาอุปกรณ์แต่งหน้าอีกชุด อี้เป่ยซีรีบคว้าแขนเขาไว้

“คนเราจะอารมณ์เสียหน่อยไม่ได้หรือไง” เธอมองเซี่ยเช่อด้วยความน้อยใจเล็กน้อย

“อี้เป่ยซี ถ้าเธอไม่อยากทำอะไรใครจะบังคับเธอได้ เธอมานั่งอยู่ตรงนี้เอง ไม่ใช่เพราะพี่ชายเธอ หรือเพราะฉันจับเธอมัดไว้ที่นี่ ถ้าเธอไม่ชอบใจก็ออกไปได้เลย อย่าทำหน้าเหมือนถูกบังคับให้ขายตัวสิ” เขาโบกมือไปมา

“ก็เห็นอยู่ว่านี่มันเรื่องของพวกเธอ ฉันเป็นแค่คนแต่งหน้า อย่ามากวนอารมณ์ฉันเลยถ้าจะงอแงก็ไปหาพี่ชายเธอโน้น” เขาก้มหน้าก็เห็นหน้าตาบึ้งตึงของเธอตามที่คาดไว้

เซี่ยเช่อถอนหายใจ โน้มตัวเข้ามาหาเธอกึ่งหนึ่ง “เด็กน้อย เด็กดี เก็บหน้าตาน่าเกลียดของเธอไว้เถอะ พี่ชายจะแต่งหน้าเธออย่างงามแน่นอน”

ดวงตาอี้เป่ยซีกลอกไปมา ก้มหน้าลง

“อี้เป่ยซี รูปวิวของจื่อจวีหานซื่อ”

มือของเด็กสาวขยับไปมาแต่ยังไม่เงยหน้าขึ้น

“ฉันจะให้เธอเพิ่มอีกรูป”

“…”

“ก็ได้ฉันยอมเธอแล้ว ดอกเหมยหิมะรูปนั้นของเขาเธอคงไม่อยาก…”

“ขอบคุณ สามรูปไม่มีเครดิต” เธอเงยหน้ายิ้มสดใสอีกครั้ง เซี่ยเช่อส่ายหัวจนใจ ช่างเถอะ ตอนแรกก็คิดจะให้เธอเป็นของขวัญวันเกิดอยู่แล้ว เขาหยิบเครื่องสำอางมาและเริ่มวาดลงบนใบหน้าของอี้เป่ยซี

ในที่สุดก็แต่งหน้าจนเสร็จ เซี่ยเช่อมองดูผลงานของตัวเองอย่างพึงพอใจ ทั้งบริสุทธิ์และเจือกลิ่นอายของความขี้เล่น อ่อนเยาว์แต่กลับไม่ทิ้งบุคลิกสง่างาม เขายื่นมือลูบผมของอี้เป่ยซี ตรงนี้ก็ควรจะเปลี่ยนสักหน่อย

“ฉันจะบอกนายนะ ถ้านายคิดจะม้วนผมของฉันล่ะก็ ฉันกับนายจบกัน” อี้เป่ยซีเอาผมดกดำของตัวเองออกมาจากมือเขาราวกับแม่แกะปกป้องลูกน้อย เธอมองตัวเองในกระจก แบบนี้ก็ได้แล้วนี่นา จะม้วนผมหรือไม่ก็ไม่มีอะไรแตกต่าง

“เด็กน้อย คนสวยก็ต้องลองทรงผมใหม่สักหน่อยสิ”

“ไม่ได้ๆๆ บอกว่าไม่ได้ก็ไม่ได้สิ”

เซี่ยเช่อยิ้มชั่วร้าย “เสี่ยวซีซีจ๊ะ เธอจะปฏิเสธฉันเหรอ? งั้นฉันก็ไม่รู้นะว่าภาพวาดของเธอจะถึงมือเธอเมื่อไร”

อี้เป่ยซีปล่อยมือของตัวเองด้วยความละเหี่ยใจ ดูแล้วคงหนีไม่พ้นการทำลายล้างของเครื่องม้วนผม “งั้นนายก็ทำกับผมฉันดีๆ หน่อยนะ”

……………….

Memory of Tomorrow วันพรุ่งนี้ในความทรงจำ

Memory of Tomorrow วันพรุ่งนี้ในความทรงจำ

Status: Ongoing

ตอนที่ 1 – 100

(อ่านตอนต่อไปด้านล่าง)


มีคนบอกไว้ว่า…สิ่งที่พวกเราเป็นอยู่ทุกวันนี้เป็นเพราะประสบการณ์ในอดีต

สิ่งที่เคยเห็นหรือเคยผ่านมาทำให้คุณเป็นคุณในปัจจุบัน

คนรักที่หายไปจากความทรงจำจะทำให้คุณรู้จักรักทะนุถนอมมากขึ้น

————————

‘อี้เป่ยซี’ ถูกบ้านตระกูลอี้รับเลี้ยงไว้แต่เด็ก โดยมีอี้เป่ยเฉินพี่ชายบุญธรรมคอยดูแลอย่างดี แม้มีใจให้กันแต่ก็ต้องเก็บงำความรู้สึกเอาไว้

เพราะระหว่างพวกเขาเป็นไปไม่ได้ เพราะเธอมีอดีตที่ลืมไม่ลง

พ่อแม่ของเธอประสบชะตากรรมเลวร้ายจนเสียชีวิต อีกทั้งเธอยังเป็นสาเหตุทำให้แฟนหนุ่มตายไปด้วยเช่นกัน

ความผิดเหล่านี้ยังตราตรึงในใจเธอไม่ลืมเลือน

จนกระทั่งได้เจอเขา…คนที่ต้องการตามหาเธอในความทรงจำ คนที่อยากสร้างความทรงจำใหม่ไปด้วยกันกับเธอ…

แสดงความคิดเห็น

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ปรับฟอนต์

**ถ้าปรับโหมดมืดอยู่** ให้เปลี่ยนเป็นโหมดสว่าง ก่อนจะปรับสีพื้นหลัง
รีเซ็ท